๑
เรอื่ ง นาฏยศพั ท์
พื้นฐานที่สำคัญของการแสดงโขน ละคร ระบำ รำ ฟ้อน อยู่ที่การเรียนรู้ลีลาท่ารำตาม แบบ
แผนในวงการนาฏศิลป์ไทยเรียกว่า “นาฏยศัพท์” ที่ต้องเรียนรู้การฝึกหัดเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของ
ร่างกายซึ่งเป็นท่าที่สง่างามแสดงออกอย่างมีความหมายเฉพาะ มีหลักและลักษณะสำคญั หลายแบบ
เข้ามาประกอบทำให้เกิดเปน็ การแสดงนาฏศิลปท์ ี่ใช้มาจนถึงทกุ วันนี้
ความหมายของคำว่า“นาฏยศพั ท์” ได้มผี ู้ให้ความหมายคำว่า “นาฏยศัพท์” ดงั นี้
นาฏยศัพท์ เป็นคำ 2 คำทีร่ วมอยดู่ ว้ ยกนั คือ “ นาฏย ” ราชบณั ฑิตยสถาน(2556,621)
อ่านว่านาดตะยะ เป็นคำวิเศษณ์เกี่ยวกับการฟ้อนรำ ส่วนคำว่า “ ศัพท์ ”ราชบัณฑิตยสถาน(2556,
1139) เป็นคำนาม หมายถึงคำยากทีต่ ้องแปล ดงั นั้นเมื่อรวมความว่านาฏยศพั ท์ จึงหมายถึงคำยาก
ที่ต้องแปลเกี่ยวกับการฟ้อนรำ ซึ่งตรงกับที่หมวดวิชานาฏศิลป์ละคร (2552,1) ให้ความหมายว่า
หมายถึงคำยากเกี่ยวกบั การฟ้อนรำทีต่ ้องแปล นาฏยศพั ท์เป็นฐานศาสตร์ที่สำคญั ทีค่ วรทำความเข้าใจ
และรู้จัก
รานี ชัยสงคราม (2544, 69) กล่าว่า “นาฏยศัพท์” หมายถึง ศัพท์ที่บัญญัติขึ้นไว้ ในการ
ฟ้อนรำ แสดงลักษณะและการเคล่อื นไหวร่างกายทส่ี มั พันธ์กนั อย่างต่อเนื่อง
เรณู โกศินานนท์ (2544, 1) กล่าวว่า “นาฏยศัพท์” หมายถึง ศัพท์เฉพาะในทางนาฏศิลป์
เป็นชือ่ ของลกั ษณะท่ารำของไทย
วัชรีพร ลีลานันทกิจ (2549, ออนไลน์) ได้ให้ความหมายของนาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่
เกี่ยวกับลกั ษณะท่ารำที่ใช้ในการฝึกหดั เพือ่ แสดงโขน ละคร เป็นคำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถ
สอ่ื ความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่าง ๆ
สรปุ นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์เฉพาะที่ได้บญั ญัติข้ึนเพือ่ ใช้ในทางนาฏศิลป์ หรือ ฟ้อนรำเพื่อ
แสดงลักษณะและการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายที่สัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง สามารถสื่อ
ความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดง
ประเภทของนาฏยศัพท์ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. นามศัพท์ เป็นคำที่ใช้เรียกชื่อท่ารำ เช่น วง จีบ ก้าวเท้า กระดกเท้า จรดเท้า กระทุ้งเท้า
กระดกเท้า เปน็ ต้น
2. กิริยาศัพท์ เปน็ คำที่ใช้เรยี กการปฏิบัตบิ อกกริ ิยาอาการ ต่อไปน้ี
2.1 ศพั ท์เสริม เปน็ คำทีใ่ ช้เรยี กเพอ่ื แก้ไขทา่ ทางให้สวยงาม เช่น สง่ มือ กดคาง กดไหล่
2.2 ศัพท์เส่อื ม เปน็ คำที่ใช้เรยี กชือ่ ท่ารำทีไ่ มถ่ ูกต้องตามแบบแผน เช่น วงล้า วงล้น
๒
3. นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด เป็นคำที่ใช้เรียกในภาษานาฏศิลป์ นอกเหนือจากนามศัพท์ และ
กิริยาศพั ท์ จีบสน่ั เดนิ มือ ตวั อ่อน เหล่ยี มล่าง แมท่ ่า จีบยาว คืนตวั นายโรง นางตลาด เป็นต้น
สว่ นตา่ งๆ ของร่างกายทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั นาฏยศพั ท์
๓
นาฏยศพั ทท์ ี่เกี่ยวกับมือ
การจบี
เป็นกิริยาของมือ ปฏิบตั โิ ดยการใช้ปลายนวิ้ หัวแม่มือจรดท่ขี ้อที1่ ของนวิ้ ช้ี (นับจากปลายนิ้ว)
นวิ้ ทีเ่ หลอื ทั้ง 3 นิว้ กรดี ออกไปให้ตึง หลกั ของการจีบ คือต้องหักขอ้ มือเข้าหาลำแขนทกุ ครั้ง
นาง พระ
การจบี ควำ่ คือ การควำ่ ลำแขน หักขอ้ มือลงแล้วทำทา่ จีบให้ปลายนวิ้ ทีจ่ บี ช้ลี งล่าง
นาง พระ
การจีบหงาย คือ การหงายข้อมือขึ้น แล้วหักข้อมือเข้าหาลำตัวโดยทำท่าจีบให้ปลายนิ้ว
จีบชีข้ นึ้ ข้างบน
๔
นาง พระ
การจีบชายพก คือ การจีบนำมือทั้งสองจีบคว่ำปลายนี้ชี้ลงพื้น แล้วหักข้อมือขึ้นมาหา
ท้องแขน ทำมือในลักษณะจีบหงายส่วนนิ้วที่จีบอยู่นั้นให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นตรงๆ พร้อมทั้งหักข้อมือ การ
วางมือให้อยใู่ นระดับเอวหรือชายพก
นาง พระ
การจบี ปรกหน้า คือ การจีบหงาย แล้วงอแขนขนึ้ เกอื บตง้ั ฉาก หนั จีบเข้าหน้าหรือยกมือจีบ
นาง พระ
ขนึ้ สูงระดับหน้า
๕
นาง พระ
การจีบปรกข้าง คือ การจีบคล้ายจีบปรกหน้า แต่ลำแขนจะอยู่ด้านข้างลำตัวยกมือจีบ
ขนึ้ สงู ระดับศีรษะ ต้ังฉากกบั ไหล่
นาง พระ
การจบี หลงั คือ ลักษณะการจบี ควำ่ แขนตึงอยขู่ ้างหน้า แล้วสง่ แขนทั้งแขนตึงไปข้างหลัง
โดยคงการจบี ควำ่ และหกั ข้อมือไว้ กจ็ ะได้จบี คว่ำซึ่งมีลักษณะของแขนถูกบิดเข้าทางลำตัวจนท้องแขน
พลกิ ไปดา้ นหลงั
๖
นาง พระ
จีบล่อแก้ว คือ คล้ายกับการจีบแต่ใช้นิ้วกลางกับนิ้วหัวแม่มือ ถ้าจะล่อแก้วด้วยมือขวา ก็
ต้องแบมือขวายื่นออกมาข้างหน้า และเหยียดนิ้วให้ตึงท้ัง 4 นิ้ว แล้วงอนิ้วกลางเข้ามา ใช้นิ้วหัวแมม่ ือ
ทบั ลงไปบนนิว้ กลางตรงเลบ็ พอดี แล้วกรีดนวิ้ ที่เหลอื คือ นวิ้ ช้ี นวิ้ นาง และนิ้วก้อย ให้ตึง ส่วนนิ้วกลาง
กับนิ้วหัวแมม่ ือนั้นต้องมีลักษณะเป็นวงกลมแล้วหักข้อเข้าหาท้องแขน ถ้าจะจีบล่อแก้วด้วยมือซ้าย ก็
ปฏิบัตเิ ช่นเดยี วกับมือขวา
๗
วง คือ ส่วนโค้งของลำแขน ประกอบด้วย การตั้งมือแบขึ้นทั้งสี่นิ้วแต่นิ้วหัวแมม่ ืองอเข้าหาฝา่ มือ
เล็กน้อย พร้อมทั้งหักขอ้ มือเข้าหาลำแขน และทอดลำแขนให้ได้สว่ นโค้งที่สวยงาม แบ่งออกเป็น วงพระ
และวงนาง ให้สังเกตวา่ วงพระนน้ั จะกว้างและสงู กวา่ วงนาง วงแบง่ ออกเปน็ หลายลกั ษณะเรียกชือ่ ตาม
ตำแหน่งของวงมือ คือ
นาง พระ
วงบน คือ ให้ยกแขนขวาที่ตั้งวงไว้เรียบรอ้ ยขึ้นไปข้างๆ ตวั กะดูให้ปลายมือสูงเสมอ แง่ศีรษะ
สำหรบั ตัวพระหรือหางคิว้ สำหรับตวั นาง ข้อสำคญั เวลาที่ยกวงขึน้ มานนั้ อยา่ ให้หวั ไหลข่ ้าง ขวายกขนึ้
นาง พระ
การต้งั วงกลาง คือ การใช้สว่ นโค้งของลำแขน ปลายนวิ้ อยรู่ ะดับไหล่เปน็ วงทีอ่ ยรู่ ะหว่าง
วงบน และวงลา่ งตัวพระลำแขนจะผายออดา้ นข้าง ส่วนตวั นางลำแขนจะหุบมาดา้ นหนา้ เลก็ น้อย
๘
นาง พระ
การตั้งวงล่าง คือ คล้ายกับการตั้งวงบน ให้เอามือขวาที่ตั้งวงไว้มาตั้งวงไว้ข้างล่างเสมอ
หัวเข็มขัด ส่วนมือนั้นให้ตรงกับหัวเขม็ ขัด และพยายามให้แขนโค้งเป็นรูปงาช้าง(อย่ากางข้อศอกมาก)
ถ้าจะตั้งวงล่างด้วยมือซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน สำหรับตัวพระจะต้องกันข้อศอกออก(ให้มีช่องว่าง
ระหว่างเกลียวข้างและขอ้ ศอก) ตัวนางไม่ต้องกันศอก
นาง พระ
วงบัวบาน คือ เปน็ การต้ังวงโดยการยกลำแขนหักข้อศอกข้ึนดา้ นข้างลำตวั มือแบหงาย
ให้ปลายนิว้ ออกมาดา้ นข้างระดบั ศีรษะ แล้วหักขอ้ มือลง
๙
นาฏยศพั ทเ์ กย่ี วกบั เทา้
การยกเทา้ คือ การดงึ เท้าให้สงู จากพนื้ อาจต่อเนือ่ งจากการประเท้า หรือไม่ประเท้าก็ได้
ตัวพระการยกเท้าต้องเปิดปลายเข่า ตัวนางยกตรงไปข้างหน้าระวังไม่ให้ส้นเท้ายื่นไปข้างหน้าและ
ต้องหกั ขอ้ เท้าขึน้ เสมอ
นาง พระ
ยกหน้า คือ เริ่มต้นโดยวางเท้าทั้งสองให้เสมอกัน ถ้าจะยกเท้าขวาให้ถ่ายน้ำหนักตัวมา
รวมอยู่ทีข่ าซ้าย เบนปลายเท้าขวาไปทางขวามือประมาณ 1 คืบ เมื่อยอ่ ลงแล้วยกเท้าขวาขึ้นไว้ข้างหน้า
พยายามหนีบน่องเข้ามาแล้วแบะปลายเข่าออก(กันเข่า) ปลายเท้าให้ชี้ไปทางขวามือ ต้องให้เห็นช่องใน
ระหวา่ งขาทั้งสองข้าง ตัวนางต้องให้มชี ่องน้อยที่สุด(ไม่ต้องกันเข่า) แลว้ หักข้อเท้าขึ้นมาเชิดปลายนิ้วเท้า
ทั้ง 5 ขนึ้ ยุบเขา่ ข้างที่ยืนเล็กน้อย
๑๐
นาง พระ
กระทุ้งเทา้ จงั หวะที่ 1
นาง พระ
กระทุ้งเทา้ จังหวะที่ 2
กระทงุ้ เท้า คือ การก้าวเท้าข้างใดข้างหนึง่ ไปข้างหน้า และทิ้งให้น้ำหนกั ไปอยูท่ ี่ปลายเข่าหน้ามาก
ที่สุด เท้าหลังคงไว้แต่พอสมควรและพยายามให้ขาหลังมีน้ำหนักเบาที่สุด จะกระทุ้งเท้าซ้าย ก็จะต้อง
กระดกเท้าซ้ายขนึ้ ให้สงู จากพนื้ เลก็ น้อย แล้วจึงกระทุ้งเท้าลงที่พืน้ เบาๆ แล้วยกเท้าขนึ้ การกระทุ้งเท้านี้
จะต้องตงึ นวิ้ เท้าทั้ง 5 นิว้ พร้อมท้ังหักขอ้ เท้าเวลากระทุ้งเท้าจะต้องใช้จมูกเท้ากระทุ้งยกข้นึ
๑๑
นาง พระ
กระดกเสี้ยวด้วยเท้าขวา คือ การก้าวเท้าซ้ายไปข้างตัว แล้วจึงกระดกเท้าขวาขึ้นไปข้างตัว
และพยายามเอียงไหลข่ วาลงไปหาเท้าขวาทีก่ ระดกให้มากที่สุด เวลาที่กระดกเท้าขนึ้ ให้หนีบน่องเข้าหา
โคนขา นิ้วเท้าทั้งห้าตึงเสมอกัน เข่าซ้ายต้องถ่างออกไป การกระดกเสี้ยวนี้สำคัญอยู่ที่การก้าวเท้า
เพราะถ้ากระดกเส้ยี วด้วยเท้าขวา ต้องก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างๆให้กว้างกว่าธรรมดา การกระดกเส้ียวก็
จะสะดวกมากข้ึน และการกระดกเส้ยี ว ทุกคร้ังจะต้องมองเห็นเท้าทีก่ ระดกเส้ยี วเสมอ
นาง พระ นาง พระ
ประเทา้ จงั หวะที่ 1 ประเท้าจังหวะที่ 2
๑๒
การประเท้าขวา ก่อนอื่นต้องย่อตัวลง แล้วถ่ายน้ำหนักให้มาอยู่ขาซ้าย เท้าขวาต้องอยู่
เหลื่อมหน้าเท้าซ้ายเล็กน้อย วิธีประให้ยุบเข่าลง พอยุบลงแล้วก็ดึงปลายนิ้วเท้าทั้ง 5 นิ้วให้เรียงชิด
ติดกัน แล้วกระดกปลายเท้าขึ้นโดยการใช้ส้นเท้ายันพื้นไว้ แล้วจึงตบเท้าขวาลงที่พื้นเบาๆ และยกขึ้น
เวลาตบเท้าลงไปจะต้องใช้จมกู เท้า อย่าใช้ปลายนวิ้ เท้า การจะยกเท้าข้นึ มานนั้ ต้องยกขนึ้ มาในลักษณะ
กระชากเข่าข้ึนมาเลก็ น้อย ถ้าจะประเท้าซ้าย กป็ ฏิบัตเิ ช่นเดยี วกบั เท้าขวา การประเท้านมี้ ีความสัมพันธ์
อยู่ทีย่ ืด-ยบุ -ประ-ยก ต้องเป็นจังหวะที่ติดตอ่ จึงจะใช้ได้ การประเท้านมี้ ีอยู่ 2 แบบ แบบที่ 1 คือ ประ
แล้วยกข้นึ แบบที่ 2 คือ ประอยู่กบั ที่
นาง พระ
ก้าวเทา้ ด้านขา้ ง การก้าวข้างนี้ ถ้าจะกา้ วเท้าไปข้างๆ ดว้ ยเท้าขวา ต้องยกเท้าขวาขึ้น
และก้าวเท้าขวาไปข้าง ลำตัว โดยการใช้ส้นเท้าจรดลงไปก่อน แล้วจึงเหยียบลงไปให้เต็มเท้า และให้
ปลายเท้าช้ไี ปข้างตวั สว่ นฝ่าเท้านน้ั ให้วางตรงกับหัวแมเ่ ท้าข้างซ้าย ระยะห่างระหว่างส้นเท้าขวากับหัว
แม่เท้าซ้ายประมาณ 1 ฟตุ ทิ้งน้ำหนักไปรวมกนั อยทู่ ี่ปลายเข่าขวา ตัวนางให้หลบเข่าหลงั ตามเท้าทีก่ า้ ว
และไมต่ ้องเปิดปลายเขา่ ถ้าจะกา้ วข้างด้วยเท้าซ้ายให้ปฏิบตั เิ หมือนกบั เท้าขวาทุกประการ
๑๓
นาง พระ
การจรดเทา้ ถ้าจะจรดเท้าด้วยเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวาลงไปพร้อมกันนั้นต้องยกเท้าซ้ายให้
สงู ขนึ้ จากพืน้ ดนิ นิดหน่อย แล้วใช้จมูกเท้าวางลงบนพืน้ แตส่ ้นเท้าตอ้ งสูงจากพนื้ พอประมาณ จรดเท้า
ทิ้งน้ำหนักจะต้องไปอยู่ทีข่ าตรงกนั ข้าม เชน่ จรดด้วยเท้าซ้าย น้ำหนักจะต้องไปอยู่ที่ขาขวา เป็นต้น
๑๔
นาฏยศพั ทเ์ สริม
การเอียงศีรษะข้างขวา ต้องตั้งใบหน้ากับลำคอให้ตรงแล้วมองตรงไปข้างหน้าจึงเริ่ม
เอียงศีรษะข้างขวาลงมาเล็กน้อย ต้องมีความรู้สึกว่าใบหูนั้นตรงกับหัวไหล่ซ้ายแล้วต้องประคอง
ศีรษะไว้ให้คงที่ อยา่ ให้เอียงมากจนเกินไป
นาง พระ
การเอียงไหล่ขวา กดไหล่ขวาลงไปพร้อมกดเอวขวา การเอียงระวังอย่าให้ไหล่ ข้างซ้าย
ยกข้ึน ส่วนน้ำหนักที่วางอยู่บนไหล่ข้างขวาน้ัน ต้องมีน้ำหนกั ให้หนักโน้มมาข้างหน้าเวลาที่เอียงไหล่ลง
มาต้องกดเกลียวหน้าลงมาด้วย (เกลียวหน้าอยู่ใต้ราวนมลงมา) อย่ากดเกลียวหลัง (เกลียวหลงั อยู่ใต้
สะโพกลงมา) การเอียงไหล่ลงมานั้น ต้องระวังอย่าให้ไหล่เอียงลงมามากจนเกินไป คงเอียงลงมานิด
เดยี ว
๑๕
๑๖