The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย การพัฒนาทักษะประสมคำและการออกเสียงศัพท์ภาษาเขมร ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบแจกลูก ของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัย การพัฒนาทักษะประสมคำและการออกเสียงศัพท์ภาษาเขมร ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบแจกลูก ของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม

วิจัย การพัฒนาทักษะประสมคำและการออกเสียงศัพท์ภาษาเขมร ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบแจกลูก ของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม



การพัฒนาทกั ษะประสมคำและการออกเสียงศัพทภ าษาเขมร ดว ยวธิ กี ารจัดการเรียนรู
แบบแจกลูก ของนักเรยี นชนั้ นกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 4 โรงเรียนบอ ไรว ิทยาคม

อภินนั ท จันดี
โรงเรียนบอไรวิทยาคม อำเภอบอ ไร จงั หวดั ตรา
สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศกึ ษาจันทบรุ ี ตราด
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

พ.ศ. 2565



ชื่อเรือ่ ง การพฒั นาทักษะประสมคำและการออกเสยี งศัพทภาษาเขมร ดว ยวธิ ีการจัดการเรียนรู
ชือ่ ผูวจิ ัย แบบแจกลูก ของนักเรยี นชนั้ นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 4 โรงเรยี นบอ ไรวิทยาคม
ป นายอภนิ ันท จันดี
2565

บทคดั ยอ
วจิ ยั นี้มวี ตั ถปุ ระสงค 1) เพอ่ื เปรียบเทยี บความรดู า นการออกเสียงคำศัพทภาษาเขมรของนักเรยี นชน้ั

มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4 กอนและหลังการจัดการเรยี นรูภาษาเขมรดว ยวิธกี ารสะกดคำแบบแจกลกู 2) เพื่อเปรียบเทียบ
ความสามารถในการออกเสียงคำศัพทภาษาเขมรของนักเรยี นช้นั นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปท่ี 4 กอ นและหลงั การ
จัดการเรยี นรูภ าษาเขมรดว ยวิธกี ารสะกดคำแบบแจกลกู 3) เพอื่ นำเสนอกระบวนการจัดการเรยี นรเู ขมรดว ย
วธิ กี ารสะกดคำแบบแจกลกู สำหรับการพัฒนาความรดู านคำศพั ทและความสามารถในการออกเสียงคำศพั ทภ าษา
เขมร กลมุ ตวั อยาง คือ นกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4 โรงเรยี นโรงเรียนบอ ไรว ิทยาคม จงั หวดั ตราด จำนวน 115
คน กลุมตวั อยา งไดมาโดย การเลอื กแบบเจาะจง เครื่องมอื ทใ่ี ชใ นการวิจัย ไดแ ก 1) แผนการจัดการเรยี นรรู ายวิชา
ภาษาเขมรเบ้ืองตน 1 (ข31201) โดยวธิ กี ารสอนแบบแจกลกู สะกดคำ 2) ชุดคำศัพทการอา นออกเสียงภาษาเขมร
3) แบบประเมนิ การอา นออกเสียงศพั ทภาษาเขมร สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอ มลู ไดแก คาเฉล่ีย สวนเบ่ยี งเบน
มาตรฐาน และการทดสอบวลิ คอกซนั ผลการวจิ ยั พบวา

1. ความสามารถในการอานออกเสียงคำภาษาเขมรของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 4 มคี ะแนนหลังเรียน
สงู กวา กอ นเรยี น และคาเฉลย่ี ของคะแนนหลงั เรยี นสงู กวา กอ นเรียนอยางมนี ัยสำคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ 0.5

2. ความรูดานคำศัพทภาษาเขมรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 มีคะแนนหลังเรียนสูงกวากอนเรียน
และคาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนสงู กวากอ นเรยี น อยา งมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั 0.5

3. กระบวนการจัดการเรียนรูแจกลูกสะกดคำ ประกอบดวย 5 ขั้นตอน ไดแก 1) การนำเขาสูบทเรียน
โดยใชบ ตั รคำ 2) การนำเสนอคำศัพทและรบั รูห นวยเสยี ง 3) การแยกหนวยเสียงในคำและผสมหนวยเสียง 4) การ
ทำความเขาใจความหมายของคำและ 5) การนำคำศพั ทไปใชในประโยค

ลงชื่อ.......................................
(นายอภนิ นั ท จันดี)
ผูว จิ ัย



กิตติกรรมประกาศ
ความดีอันใดทีบ่ งั เกิดขึน้ ในงานวิจัยเลม น้ี ผูวิจัยขอนอมบูชาแดค รอู าจารยผูใหปญญาทางดานวิชาการอนั
ประมาณคามิได
ขา พเจาขอมอบคุณความดตี า ง ๆ ของวจิ ยั เลม นีเ้ ปนจิตบูชาแด ผอู ำนวยการ ตลอดจนคณะครู และ
บุคลากรโรงเรียนบอ ไรว ิทยาคมทกุ ทาน ตลอดจนขอขอบใจนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 4 โรงเรยี นบอ ไรวทิ ยาคม
ปการศึกษา 2565 ทุกคน ที่ใหความรวมมือ ชวยใหการศึกษา การรวบรวมขอมูล และการดำเนนิ ตาม
กระบวนการทางวิจยั สำเร็จลุลว งไปไดดว ยดีม
เหนอื ส่ิงอ่นื ใด ขอขอบคุณพี่นองชาวกัมพูชาทกุ ทานท่ีไดมอบมรดกทางดา นวฒั นธรรมอันทรงคณุ คาย่งิ ไว
ใหกบั ประเทศของทานและมวลมนษุ ยชาติ ขอขอบคุณ อีกครง้ั สำหรับบทุกส่งิ ทุกอยา ง

ลงชือ่ .......................................
(นายอภนิ นั ท จนั ดี)
ผวู ิจยั



สารบัญ

หนา
บทคัดยอ ........................................................................................................................................... ก
กิตตกิ รรมประกาศ ............................................................................................................................. ข
สารบัญ ............................................................................................................................................. ค
สารบัญภาพ ...................................................................................................................................... จ
สารบัญตาราง ................................................................................................................................... ฉ
บทท1่ี ที่มาและความสำคัญ
ความเปนมาความสำคัญของปญหา ................................................................................ 1
วตั ถุประสงคการวจิ ัย ....................................................................................................... 2
สมมติฐานการวิจัย .......................................................................................................... 2
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย ................................................................................................. 2
ขอบเขตการวจิ ัย ............................................................................................................. 2
นยิ ามศัพทเ ฉพาะ ............................................................................................................ 3
บทท่ี ๒ เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กยี่ วของ
แนวคิดเกยี่ วกบั หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 5
กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาตา งประเทศ............................................................................
แนวคดิ เกย่ี วกับการแจกลูก ............................................................................................. 5
แนวคดิ เกย่ี วกับความสามารถในการสะกดคำ ................................................................. 5
แนวคิดเกี่ยวกบั ความรูคำศัพทภ าษาเขมร ....................................................................... 8
แนวคดิ เกีย่ วกับการอานออกเสยี งคำภาษาเขมร ............................................................. 13
งานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วของ .......................................................................................................... 17
บทท่ี ๓ วิธดี ำเนินการวิจัย
การออกแบบวจิ ยั ............................................................................................................ 19
กลมุ ตวั อยา ง .................................................................................................................... 19
ตวั แปรท่ีศึกษา ................................................................................................................ 19
เคร่ืองมอื ที่ใชใ นการวจิ ัย ................................................................................................. 20
การสรางและพัฒนาเครื่องมอื ......................................................................................... 20
เกณฑการพจิ ารณาแผนการจัดการเรยี นรู ....................................................................... 20
การเก็บรวบรวมขอมลู .................................................................................................... 22
การวเิ คราะหขอมูล ......................................................................................................... 22
บทที่ ๔ ผลการวเิ คราะหขอมูล
ผลการศกึ ษา ................................................................................................................... 23



บทท่ี ๕ สรปุ อภิปรายผลและขอเสนอแนะ
สรุปผลการวิจัย ............................................................................................................... 25
อภิปรายผล ..................................................................................................................... 25
ขอ เสนอแนะ ................................................................................................................... 26

บรรณานุกรม .................................................................................................................................... 27
ภาคผนวก .........................................................................................................................................



สารบญั ภาพ

หนา
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจยั ................................................................................................................. 2



สารบัญตาราง

หนา
ตารางท่ี 1 เกณฑการวัดประเมินผลความสามารถในการอานออกเสียง .................................................. 17
ตารางที่ 2 รปู แบบการวิจยั ...................................................................................................................... 19
ตารางที่ 3 ผลการเปรยี บเทยี บความสามารถในการอานออกเสียงคำภาษาเขมรของ นกั เรยี นชน้ั

มธั ยมศึกษาปท่ี 4 กอนและหลงั การจัดการเรียนรูแ จกลูกสะกดคำ ....................................... 23
ตารางที่ 4 ผลการเปรียบเทียบความรูดา นคำศพั ทภาษาเขมรของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท ี่ 4 กอน

และหลังการจดั การเรยี นรแู จกลูกสะกดคำ ............................................................................ 24



บทท่ี 1
บทนำ
ความเปน มาและความสำคัญของปญหา
ในสังคมโลกปจจุบัน การเรียนรูภาษาตางประเทศมีความสำคัญและจำเปนอยางยิ่งในชีวิตประจำวัน
เนื่องจากเปนเครื่องมือสำคัญในการติดตอสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู การประกอบอาชีพ การสราง
ความเขาใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศนของชุมชนโลก และตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและ
มุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความรวมมือกับประเทศตาง ๆ ชวยพัฒนาผูเรียนใหมีความเขาใจ
ตนเองและผูอื่นดีขึ้น เรียนรูและเขาใจความแตกตางของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด
สงั คม เศรษฐกิจ การเมอื ง การปกครอง มเี จตคตทิ ่ดี ีตอการใชภ าษาตางประเทศ และใชภ าษาตา งประเทศเพื่อการ
สื่อสารได รวมทั้งเขาถึงองคความรูตาง ๆ ไดงายและกวางขึ้น และมีวิสัยทัศนในการดำเนินชีวิต
(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551, หนา 220)
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไดกำหนดใหความรูดา นคำศัพท และทักษะ
การอานของผูเรียนสามารถอานออกเสียงประโยค ขอความ นิทาน และบทกลอนสั้น ๆ ถูกตองตามหลักการอาน
และมีทกั ษะการใชค ำศพั ท (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551, หนา 4-5)
จากขอมูลขางตน ทำใหเห็นวาความรูดานการออกเสียงคำศัพทภาษาเขมรเปนทักษะท่ีสำคัญมากตอ
ผูเรียน นอกจากน้ี จากผลการทดสอบนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 4 ของกลมุ ตวั อยา ง กอนดำเนินการวิจัยในคร้ังนี้
พบวา นักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปท ่ี 4 มีความสามารถในการออกเสียงคำศัพทภาษาเขมร อยใู นระดับท่ีตองปรับปรุง
ทั้งนี้จากการสังเกตขณะนักเรียนทดสอบการออกเสียง พบวา นักเรียนออกเสียงคำศัพทตามแบบภาษาไทย ซึ่ง
สงผลใหนักเรียนมีปญหาหลายประการ เชน ออกเสียงคำศัพทภาษาเขมรเพี้ยน ออกเสียงผิด และการทดสอบการ
ใชคำศัพท
ผูวิจัยมีความเห็นวาในการพัฒนาความรูดานคำศัพท และความสามารถในการออกเสียงคำศัพทภาษา
เขมร ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 4 เปนส่ิงสำคัญเรงดวน ควรมกี ารจัดการเรยี นการสอนอกั ษรเขมรดว ยวิธีการ
สะกดคำแบบแจกลูก เนื่องจากเปนการสอนใหผูเรียนเชื่อมโยงความสัมพันธระหวางรูปกับเสียง เพื่อนําความ
เชื่อมโยงนั้นไปใชในการออกเสียง และการสะกดคํา โดยแทรกในบทเรียนรวมกับการใชเรื่องเลาซึ่งเปนบทเพลง
สำหรบั ใหเ ด็กรองเลน เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินหรือรองลอเลียนกนั ทง้ั ยังชวยสง เสริมความจำ โดยเริ่มจาก
ขอความส้นั ๆ งา ย ๆ และนบั เปน การใหการศึกษาแกเด็กทางหนึ่งดวย (ณรงค ทองปาน, 2562, หนา 45 - 51)
ในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยทดลองใชการจัดการเรียนการสอนอักษรเขมรดวยวิธีการสะกดคำแบบแจกลูก ซึ่งเปนการ
สอนที่ทำใหผูเรียนไดฟงการออกเสียงจากเจาของภาษา และสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับเรื่องเลาที่เปนคำคลอง
จอง ทงั้ ยงั ชว ยเสรมิ ทกั ษะใหผ ูเ รียนมีความเขา ใจคำศัพท และประโยค จากบรบิ ทในวีดทิ ศั นเ รื่องเลาที่เปนคำคลอง
จอง และการสอนโฟนิกสจะทำใหผูเรียนเกิดความเขาใจในความสัมพันธของหนวยเสียง และตัวอักษรอยางเปน
ระบบ ผูวิจัยมีความเห็นวาการจัดการเรียนการสอนอักษรเขมรดวยวิธีการสะกดคำแบบแจกลูกแบบแทรกใน
บทเรียนรวมกับการใชเรื่องเลาที่เปนคำคลองจอง เปนกระบวนการที่สามารถพัฒนาความรูดานคำศัพท และ
ความสามารถในการออกเสยี งคำภาษาเขมรท่เี หมาะสำหรับนักเรียน



วตั ถปุ ระสงคก ารวิจัย
1. เพื่อเปรียบเทียบความรูดานการออกเสียงคำศัพทภาษาเขมรของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา

ปท ี่ 4 กอนและหลังการจดั การเรียนรภู าษาเขมรดว ยวิธกี ารสะกดคำแบบแจกลูก
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการออกเสียงคำศัพทภาษาเขมรของนักเรียนชั้นนักเรียนช้ัน

มัธยมศกึ ษาปท่ี 4 กอนและหลงั การจดั การเรียนรภู าษาเขมรดวยวธิ ีการสะกดคำแบบแจกลกู
3. เพือ่ นำเสนอกระบวนการจดั การเรยี นรูเขมรดวยวธิ ีการสะกดคำแบบแจกลูก สำหรบั การพัฒนาความรู

ดา นคำศพั ทและความสามารถในการออกเสียงคำศัพทภาษาเขมร

สมมติฐานการวจิ ัย
1. นักเรยี นชนั้ นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ทไี่ ดรบั การจัดการเรียนรูภาษาเขมรดว ยวธิ กี ารสะกดคำแบบ

แจกลูก มีความรูดานดา นคำศัพทภ าษาเขมรหลงั เรียนสูงกวา กอนเรียน
2. นักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ ที่ไดรับการจัดการเรียนรูภาษาเขมรดวยวิธีการสะกดคำแบบ

แจกลกู มีความสามารถในการออกเสยี งคำศัพทภาษาเขมรหลังเรยี นสูงกวากอนเรยี น

กรอบแนวคดิ ในการวิจยั ตัวแปรตาม
ตัวแปรตน

การจดั การเรียนการสอนอักษรเขมรดว ย 1. ความรูดานคำศัพทภาษาเขมร
วธิ กี ารสะกดคำแบบแจกลูก 2. ความสามารถในการออกเสียงคำ
ภาษาเขมร

ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดการวิจยั
ขอบเขตของการวิจยั

ผวู จิ ยั กำหนดขอบเขตของการวจิ ัย เพ่อื ใหก ารวิจัยเปนไปตามวัตถุประสงคท ีก่ ำหนด ดังนี้
1.กลมุ ตัวอยาง

กลุมตัวอยางคือนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบอไรวิทยาคม รวมทั้งหมด
115 คน

2.ตัวแปรที่ใชศึกษา
2.1 ตวั แปรตน คอื ทีไ่ ดรบั การจัดการเรียนรภู าษาเขมรดว ยวิธีการสะกดคำแบบแจกลกู



2.2 ตัวแปรตาม ไดแก
2.2.1 ความรดู านคำศพั ทภ าษาเขมร
2.2.2 ความสามารถในการออกเสยี งคำศัพทภ าษาเขมร

3. เน้ือหาท่ีใชใ นการทดลอง
เนื้อหาที่ใชในการวิจัย ผูวิจัยเลือกคำศัพทใน รายวิชาภาษาเขมรเบื้องตน 1 (ข31201) กลุมสาระการ
เรียนรูภาษาตางประเทศ ของนกั เรียนระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 4 ตามหลักสูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนบอ ไรวิทยาคม
พทุ ธศักราช 2565
4. ระยะเวลา
การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการเก็บรวบรวมขอมูลในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา2565 โดยผูวิจัยเปนผูจัดการ
เรียนรูภ าษาเขมรดวยวธิ ีการสะกดคำแบบแจกลูกอาทิตยล ะ 1 ชั่วโมง จำนวน 20 สัปดาห
นิยามศพั ทเฉพาะ
1. การจัดการเรียนรูภ าษาเขมรดวยวิธีการสะกดคำแบบแจกลูก หมายถึง การจัดการเรียนรูที่เริม่ ตนดวย
การเรียนรูพยัญชนะ สระ และตัวสะกดในภาษาเขมร จากนั้นใหผูเรียนรับรูเสียงของอักษร ฝกการสะกดคำ เพ่ือ
ผสมหนว ยเสียงใหเ ปน คำและสามารถออกเสียงคำไดอ ยา งถูกตอ ง
2. ความรูดานคำศัพทภาษาเขมร หมายถึง ความสามารถในการสะกดคำศัพทภาษาเขมรที่เรียน โดยวัด
จากแบบทดสอบความรูคำศัพทท ่ผี วู ิจยั สรา งขน้ึ
3. ความสามารถในการออกเสียงคำศัพทภาษาเขมร หมายถึง ความสามารถในการออกเสียงคำศัพทที่
เรยี น ไดอยางถกู ตองตามหลักการอานออกเสยี ง ทง้ั หนวยเสยี งทเ่ี ปนพยญั ชนะตน หนวยเสยี งทีเ่ ปน สระ และหนว ย
เสยี งท่ีเปนตวั สะกด วดั ไดจากแบบวัดความสามารถในการอา นออกเสยี งคำศัพทท่ีผูวิจยั สรางข้ึน
ประโยชนท่ไี ดรบั
1. ไดแผนการจัดการเรียนรูภาษาเขมรดวยวิธีการสะกดคำแบบแจกลูกไปใชในการพัฒนาความรูดาน
คำศพั ทแ ละความสามารถในการออกเสียงคำศัพทภ าษาเขมร สำหรับนักเรยี นชัน้ นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 4
2. ไดกระบวนการจัดการเรียนรูอักษรเขมรดวยวิธีการสะกดคำแบบแจกลูก สำหรับครูผูสอนกลุมสาระ
ภาษาตางประเทศนำไปประยุกตใชในการพัฒนาความรูดานคำศัพทและความสามารถในการออกเสียงคำศัพท
ภาษาตางๆ สำหรบั นักเรยี น



บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วของ

วิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะประสมคำและการออกเสียงศัพทภาษาเขมร ดวยวิธีการจัดการเรียนรูแบบ
แจกลูก ของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบอไรวิทยาคม ผูวิจัยไดศึกษาแนวคิดทฤษฎีและ
งานวจิ ัยทีค่ รอบคลุมแนวคิดที่ใชใ นการวิจัย และนำเสนอเน้อื หาไวตามลำดบั ดังน้ี

1. แนวคดิ เกี่ยวกบั หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลุมสาระการเรียนรู
ภาษาตา งประเทศ

1.1 ความสำคญั ของการเรยี นภาษาตา งประเทศ
2. แนวคิดเก่ียวกบั การแจกลูก
3. แนวคดิ เกี่ยวกับความสามารถในการสะกดคำ

3.1 ความหมายของการเขยี นสะกดคำ
3.2 ความสำคัญของการเขียนสะกดคำ
3.3 สาเหตแุ ละปญ หาการเขียนสะกดคำผดิ
3.4 การจัดการเรยี นรเู ร่ืองการเขียนสะกดคำ
4. แนวคดิ เกี่ยวกบั ความรคู ำศัพทภาษาเขมร
4.1 ความหมายของคำศัพท
4.2 ความสำคัญของคำศัพท
4.3 ประเภทของคำศัพทภาษาเขมร
4.4 หลักการเลือกคำศัพทภ าษาเขมรเพื่อนำมาสอน
4.5 วธิ ีสอนคำศัพท
4.6 การวดั ประเมินผลความรคู ำศพั ท
5. แนวคดิ เกย่ี วกบั การอานออกเสียงคำภาษาเขมร
5.1 ความหมายของการอานและการอานออกเสียง
5.2 ความสำคัญของการอา นและการอานออกเสียง
5.3 ปญหาในการอานออกเสียง
5.4 วธิ กี ารสอนการอา นออกเสยี ง
5.5 การวัดประเมินผลการอานออกเสียง
6. งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วของ



1. แนวคดิ เกีย่ วกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 กลมุ สาระการเรียนรู
ภาษาตางประเทศ

1.1 ความสำคญั ของการเรียนภาษาตา งประเทศ
ในสังคมโลกปจจุบัน การเรียนรูภาษาตางประเทศมีความสำคัญและจำเปนอยางยิ่งในชีวิตประจำวัน
เนื่องจากเปนเครื่องมือสำคัญในการติดตอสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู การประกอบอาชีพ การสราง
ความเขาใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศนของชุมชนโลก และตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและ
มุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความรวมมือกับประเทศตาง ๆ ชวยพัฒนาผูเรียนใหมีความเขาใจ
ตนเองและผูอื่นดีขึ้น เรียนรูและเขาใจความแตกตางของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด
สงั คม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มเี จตคติทด่ี ตี อ การใชภาษาตางประเทศ และใชภ าษาตา งประเทศเพ่ือการ
ส่อื สารได รวมทัง้ เขา ถงึ องคค วามรูตา ง ๆ ไดง ายและกวา งขน้ึ และมวี สิ ยั ทศั นใ นการดำเนินชวี ิต ภาษาตางประเทศ
ที่เปนสาระการเรียนรูพื้นฐาน สวนภาษาตางประเทศอื่น เชน ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุน อาหรับ บาลี และ
ภาษากลุมประเทศเพื่อนบาน หรือภาษาอื่น ๆ ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะจัดทำรายวิชาและจัดการ
เรยี นรตู ามความเหมาะสม (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551, หนา 220)
2. แนวคิดเก่ยี วกับการแจกลกู
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546) ไดกลาววา การแจกลูกเปนกระบวนการขั้นพื้นฐานของการ
นำเสียงพยัญชนะตน สระ วรรณยุกต และเสียงตัวสะกด มาประสมเสียงกัน ทำใหออกเสียงตางๆ ที่มีความหมาย
ในภาษาไทย บางครั้งเรียกวา “การแจกลูกสะกดคำ” เพราะในการสอนแจกลูกสะกดคำจะดำเนินการไปดวยกัน
อยา งประสมกลมกลืน
กัลยา แข็งแรง (2552 : 11 – 14) กลาววา การแจกลูกมี 2 นยั คอื

1. การแจกลูกในมาตราแม ก กา กง กน กม เกย เกอว กก กด และกบ โดยจะเริ่มจากการสอน
ออกเสียงพยัญชนะตน และสระกอน จึงเรมิ่ ออกเสียงมาตราตัวสะกด และจะออกเสียงเปนคำกอน จากน้ันจะอาน
เปน เร่ือง ผูเรียนจะตองฝกอยา งสมำ่ เสมอ

2. การเทียบเสียง เมื่อนักเรียนอานออกเสียงคำไดแลวใหนำรูปคำมาแจกลูก โดยการเปลี่ยน
พยญั ชนะตน หรอื พยัญชนะทาย

จากการศึกษาสรปุ ไดว า การแจกลกู ตองเรม่ิ จากการสอนใหจ ำและออกเสยี งพยญั ชนะ สระ ไดก อนจงึ แจก
ลกู คำในมาตราตัวสะกดตางๆ จนคลอง เม่ือฝกอา นบอ ยกจ็ ะอา นออกเสียงไดอยา งถกู ตอง
3. แนวคดิ เกยี่ วกับความสามารถในการสะกดคำ

การสะกดคำเปนทกั ษะที่ตอ งฝก ฝนเปน ประจำ เนอ่ื งจากตองใชกระบวนการของการถา ยทอดความ
ถูกตองของภาษาออกมาเปนสัญลกั ษณเพอื่ สื่อสาร ผวู ิจัยจึงไดศ ึกษาแนวคดิ ท่เี กย่ี วขอ งกับความสามารถในการ
สะกดคำ ดงั นี้

3.1 ความหมายของการเขยี นสะกดคำ
เว็บสเตอร (Webster, 1966 : 8 อา งถงึ ใน.......) กลา ววา การเขยี นสะกดคำ คอื ศิลปะหรือเทคนิคใน
การสรา งคำโดยใชต วั อักษรตามแบบท่คี นยอมรบั



นลนิ นชุ อำนวยศลิ ป (2546 : 13) กลาววา การสะกดคำ หมายถงึ ความสามารถในการเขียนตามลำดบั
ตวั อกั ษรภายในคำหน่ึงๆ โดยเรียงลำดบั พยญั ชนะ สระ วรรณยกุ ต และตัวสะกดไดถ ูกตองตามหลักภาษา รวมถึง
การเขา ใจกระบวนการประสมคำหนง่ึ ๆ ไดถ ูกตองตามพจนานุกรม

จากการศึกษา สรุปไดว า ความหมายของการสะกดคำ คือ ศลิ ปะในการสรางคำโดยใชตวั อกั ษรตามแบบที่
คนยอมรบั โดยเรยี งลำดบั พยญั ชนะ สระ วรรณยุกต และตวั สะกดไดถกู ตองตามหลักภาษา

3.2 ความสำคัญของการเขียนสะกดคำ
นักวชิ าการไดกลาวถงึ ความสำคญั ของการเขียนสะกดคำไวดังน้ี
กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธกิ าร (2544 : 133-144) กลาววา การสอนแจกลูกสะกดคำเปน เรอื่ ง
จำเปนมากสำหรบั ผเู รม่ิ เรียน หากครูไมไดส อนแจกลูกสะกดคำแกผ เู รียนในระยะเริ่มเรียน การอานผเู รยี นจะขาด
หลักเกณฑการแระสมคำ ทำใหเมอื่ อา นหนงั สือมากขนึ้ จะสับสน อานหนงั สอื ไมออก เขยี นหนงั สือผิด ซึง่ เปน ปญ หา
มากของเด็กไทยในปจ จุบัน ผลการอา นไมออกเขียนไมได ยอมสง ผลกระทบตอการเรยี นวิชาอื่นๆ ดวย เพราะการ
อานเปน เคร่ืองมือสำคัญของการแสวงหาความรูด ว ยตนเอง ครูจงึ สงั เกตการณอานของผเู รียนดวยวาควรสอนแจก
ลูกสะกดคำมากนอ ยเพียงใด ทั้งนี้ ขน้ึ อยูกับความสามารถในการเขยี นของผูเรยี นแตละคนเปนประการสำคัญ
เนาวรัตน ช่นื มณี (2540 : 18) กลาววา การสะกดคำ มีความสำคัญตอ การดำรงชวี ิตประจำวัน และ
ความเปน อยูของบคุ คลในปจ จบุ นั เพราะการสะกดคำทถ่ี ูกจะชวยในอานและเขยี นหนงั สือไดถูกตอง สือ่
ความหมายไดชัดเจน นอกจากนี้ยังอาจจะเปนตวั บง ชถี้ ึงคุณภาพการศึกษาของบคุ คลน้ัน
บุปผา ซังพกุ (2524 : 4 อา งถงึ ใน..................) ใหความสำคัญของการเขยี นสะกดคำไดว าเปนทกั ษะท่ี
จำเปน ในการวางพ้นื ฐานของการเรียนคำอนื่ ๆ เพราะนักเรียนสามารถนำประโยชนจากการเขียนสะกดคำไปใชกบั
วชิ าอ่นื ๆ อีก ถาเขยี นสะกดคำไดถ ูกตอ งรวดเร็วกส็ ามารถเขาใจและเรียนวิชาอื่นไดอกี ดวย
จากการศึกษาความสำคัญของการเขยี นสะกดคำดังกลา ว สรุปไดว า การเขยี นสะกดคำมีความสำคัญตอ
การเรียนรูแ ละเปน เร่ืองจำเปนมากสำหรบั ผเู รมิ่ เรียน เพราะการเขยี นสะกดคำทถ่ี กู จะชว ยใหผ เู รยี นเขียนหนังสอื ได
ถูกตอง สื่อความหมายชดั เจน ผูเ รียนรจู กั คำตางๆ ที่จำเปน ในชวี ติ ประจำวัน และชวยใหผ ูเรียนใชค ำตา งๆ ได
ถูกตอง
3.3 สาเหตุและปญ หาการเขียนสะกดคำผิด
สาเหตุและปญ หาของการเขยี นสะกดคำผิดมหี ลายประการ ดังทน่ี ักวิชาการไดกลา วไว ดงั น้ี
เชน (Shane, 2533 : 30 อา งถึงใน................) ไดใ หความเหน็ วา สาเหตทุ ี่ผูเ รยี นเขียนสะกดคำผดิ มปี ญหา
หลายทาง โดยแบง ออกเปน 2 ประการใหญๆ คอื ปญหาท่วั ไปซงึ่ เกี่ยวกับผูเรียนไมพฒั นาความสามารถของตนเอง
มีความสนใจนอ ยประกอบกบั คำที่ผเู รียนพบปะมีมาก ทำใหเกดิ ความสับสนข้ึนยากท่ีจะจดจำ และปญ หาเฉพาะ
บุคคลน้ันก็เกย่ี วกบั ความบกพรองทางสายตา ความสามารถทางการออกเสียง ความสามารถทางสมอง และเด็กที่
ใชภ าษาสองภาษาในขณะเดยี วกนั
กรรณิการ พวงเกษม (2532 : 2) กลา วถงึ ปญ หาของการเขียนสะกดคำผดิ มีดังน้ี เขยี นพยญั ชนะผดิ ที่
ตัดและเตมิ สระ สระเปล่ยี นรูป การเขยี นสระผิด เขยี นตามความเคยชนิ ปญ หาการเขยี นสะกดคำผิดมหี ลายอยาง
ดุษฎีพร ชำนโิ รคสาสนต (2527 : 45) ไดเสนอความคิดวา “ขอบกพรองในการใชภ าษาอาจเกิดจากการ
ใชค ำผดิ ความหมาย ซึ่งอาจเกิดจากการท่ีมรี ูปและเสยี งหรือความใกลเ คยี งกัน หรืออาจเกิดจากการทผ่ี ใู ชภ าษา ไม
รคู วามหมายหรือความหมายแฝงของคำจงึ ทำใหเ ขยี นสะกดคำผิด”



ยุพดี พลุ เวชประชาสขุ (2525 : 1) ไดกลาวถงึ การเขยี นสะกดคำผดิ คอื “ธรรมชาติของภาษาไทย มี
พยัญชนะถึง 44 ตัว แตมีเพียง 21 เสียงทำใหภ าษาไทยมคี ำซำ้ กันมากและมีความหมายตางกนั ซึ่งหากสังเกต
หลกั เกณฑในการจดจำแลว ก็มีโอกาสเขียนสะกดคำผิดมาก”

จากการศึกษาสาเหตุและปญหาการเขยี นสะกดคำผดิ สามารถสรปุ ไดว า เกดิ จากผูเรยี นมพี ้นื ฐานไม
แมน ยำ ขาดการสงั เกต ขาดความเอาใจใส ขาดการฝกฝน ขาดหลักการทีถ่ ูกตอ ง ควรแกไขดว ยการใหผเู รียนเขา ใจ
หลักเกณฑก ารเขียนสะกดคำ ฝก จำแนกคำและฝกสงั เกตตวั สะกดอยางละเอียด

3.4 การจัดการเรียนรูเรอื่ งการเขียนสะกดคำ
ศึกษาธกิ าร, กระทรวง (2540 : 31 อางถงึ ใน......................) ไดเ สนอแนวคดิ ในการกำหนดกจิ กรรมเรียน
เรยี นรูเรือ่ งคำ ดงั นี้

1. ผเู รียนรูจกั ประสบการณเ ดิม ไปสูจดุ ประสงคท ี่กำหนด
2. ผูเรยี นฟง พูด อาน เขียน และรคู วามหมายของคำไปพรอ มๆ กนั
3. ผเู รียนรู เรียนรูดวยตนเองจากการปฏบิ ตั ิ
4. ผเู รียนตรวจสอบการปฏิบตั ดิ วยตนเอง
5. ผูเรียนพบคำซ้ำๆ ในรปู แบบตางๆ
จากแนวคดิ จงึ ไดก ำหนดกิจกรรมการเรยี นรูเ รื่องคำ ดงั ตอไปน้ี
1. เลอื กคำจากประมวลคำในหนังสอื ประกอบการเรยี นมาเปนหลกั ในการฝก
2. เลือกคำท่ผี เู รียนพบและใชใ นชีวติ ประจำวันฝก ฟง พดู อาน เขียนไปพรอมๆ กนั
3. เลือกฝกคำที่มีในประมวลการอานในหนังสือประกอบบทเรียนคำงายๆ ที่สะกดในมาตราแม
ก กา มาฝกกอน
4. ใชข องจริง กิริยาทาทาง ภาพและคำอธบิ ายเพ่ือใหรคู วามหมาย
5. เลนปรศิ นาคำทาย
6. เรยี นรคู ำใหมโ ดยใชค ำเกาเปนพืน้ ฐาน
7. ฝก ตอคำ เติมคำ เพื่อใหไดคำใหม
8. ใหฟ ง พูด อา น เขียนคำดว ยการฝก ดว ยตนเอง
9. ใหค ดิ หาคำเพิม่ จากคำที่กำหนดดว ยตนเอง
10. หาคำตอบดวยตนเองเมื่อปฏิบัติครบขั้นตอนโดยอาจจะใชการบอก การแสดงทาตางๆ การ
เขียน การต้ังคำถาม
11. กิจกรรมเนนจากรูปแบบงายๆ ไปหายาก โดยเราความสนใจปฏิบัติดวยตนเองดวยความ
สนุกสนานและวิธที ห่ี ลากหลาย
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2534 : 49 - 50) ไดเสนอแนะการสอนเขียนไววา การเขียนตอง
ควบคไู ปกับการอา นและกระบวนการสอนเขียนสะกดคําควรเปน ดังน้ี
1. ใหผูเรยี นออกเสยี งคำที่ชัดเจน
2. ใหผูเรยี นฝก หัดออกเสยี งคำนนั้ อยา งชดั เจน และถูกตอ ง
3. ใหผูเรยี นรูความหมายของคำน้ัน
4. ใหผูเ รียนสะกดคำใหไ ด



จากการศกึ ษาสรปุ ไดวา การจดั การเรียนรูเรื่องการเขียนสะกดคำมีหลายวธิ ี เชน การสอนควบคูไปกับการ
อาน การสอนเปน ข้ันตอนการสอนโดยฝก ตามประเภทของคํา การสอนแบบยำ้ ทวนเปนวิธกี ารสอนเขียนสะกดคำท่ี
สามารถเลือกใชใหเ หมาะสมกับจุดประสงคเพื่อใหนักเรียนเรยี นเกิดความรู ความเขาใจความสนใจ สนุกสนานและ
ประสบความสำเร็จในการเขยี นสะกดคํา
4. แนวคดิ เกีย่ วกับความรคู ำศพั ทภาษาเขมร

คำศัพทเปนองคประกอบที่สำคัญในการเรียนรูภาษาทุกภาษา ผูวิจัยจึงไดศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความรู
ดา นคำศัพทภาษาเขมร ดังน้ี

4.1. ความหมายของคำศัพท
นักการศึกษาไดก ลา วถึงความหมายของคำศพั ท ไวดงั น้ี
พรสวรรค สีปอ (2560, หนา 128) ไดใหความหมายของคำศัพทไววา คำศัพท คือ หนวย เสียงหลาย ๆ
หนว ยเสียง หรอื คำมารวมกันเปน ขอ มลู ทรี่ วบรวมความหมายและการออกเสียงของคำท่ี ใชในการส่ือสาร
ราชบัณฑิตยสถาน (2564, หนา 248) ใหความหมายของคำศัพทไววา คำศัพท หมายถึง เสียงพูดหรือ
ลายลักษณอ กั ษรที่เขียนหรือพมิ พข้นึ เพ่ือแสดงความคดิ โดยปรกติถอื วา เปนหนว ยทเ่ี ล็กทสี่ ุดซงึ่ มคี วามหมายในตัว
ศิธร แสงธนู และคิด พงศทัต(2561, หนา 35 อางถึงใน ดวงเดือน จังพานิช. 2562, หนา 11-12) ได
ใหคำจำกัดความของคำศัพทวา เปนกลุมเสียงหน่ึงทีส่ ามารถทำใหผูฟงระบุไดวาเปนคน สัตว สิ่งของ อาการ หรือ
ลักษณะอาการ
จากการศึกษาความหมายของคำศัพทสรุปไดวา คำศัพท คือ กลุมเสียงที่มีความหมายแบงออกไดหลาย
ประเภททั้ง คน สัตว สิ่งของอาการ หรือลักษณะอาการ ซึ่งตางกันไปตามภาษาของตนเอง เพื่อใชในการสือ่ สารให
เกิดความเขา ใจรว มกัน
4.2. ความสำคญั ของคำศพั ท
ความสำเรจ็ ในการเรยี นภาษาตางประเทศ สวนหนึ่งน้ันขึน้ อยูกับความสามารถในการใชอ งคประกอบทาง
ภาษา ซึ่งประกอบดวย เสียง โครงสราง ไวยากรณ และคำศัพท ซึ่งองคประกอบดังกลาวนี้จะชวยใหผูเรียนภาษา
สามารถเขาใจเรื่องที่ผูอื่นพูด และพูดใหผูอื่นเขาใจไดดังนั้น คำศัพทจึงนับวาเปนหัวใจสำคัญอยางหนึ่ง และมี
นกั การศกึ ษาหลายทา นไดกลาวถึงความสำคัญของคำศัพท ไวดงั นี้
นนั ทิยา แสงสิน (2563, หนา 156) กระบวนการอา นอาจลม เหลวหากผูเรยี นไมไดรับการพัฒนาคำศัพท
ที่ดีเนื่องจากการอานและคำศัพทมีความเกี่ยวของสัมพันธกัน ทั้งนี้ผูสอนสามารถใหรายการคำศัพทพรอมทั้ง
ความหมายท่เี กีย่ วของในเน้อื หากอ นการอา นเพอ่ื เปนการเตรยี มความพรอมของผูเ รยี น
McCarthy (2017, pp.2-15) ไดกลาวถึงความสำคัญของคำศัพทวา ความรูดานคำศัพทเปนปจจัยสำคัญ
อยา งหนึง่ ทชี่ วยในดานการอา น เพราะทำใหผอู า นเขา ใจ และรับรูขอมูล ขาวสารจากตำราไดด ยี ่งิ ขึ้น
Harmer (2021, p.153) ไดก ลาวถงึ คำศพั ทไ วว า เปรียบเสมือนเปน อวยั วะ และเนือ้ ของภาษากับโครงสราง
ของภาษา หรือไวยากรณเสมือนเปนโครงของภาษา การใชโครงสรางทางภาษาจะไมมีศักยภาพที่แสดงออกมาได
ถา ไมร ูคำศัพทท่ีถกู ตอง ถึงแมวาการรูโครงสรางภาษาหรือไวยากรณ ทำใหส ามารถจดั รูปประโยคไดถ ูกตอง ในการ
ส่อื ความหมาย คำศัพทเปน ส่งิ สำคญั มากทีจ่ ะเปน ตัวสื่อความหมายออกมา



Wallace (2017, p.9) ไดกลาววา การเรียนภาษาตางประเทศเปนพื้นฐานที่สำคัญของการเรียนรูคำศัพท
ของภาษานั้น และยังมีระบบของภาษา คือ ไวยากรณ หรือโครงสรางทาง ภาษา ซึ่งเปนสวนสำคัญเชน กัน และจะ
สามารถสอื่ สารไดใ นขณะที่เรารูคำศัพทท จ่ี ำเปน ตองใชดว ย

จากความสำคัญของคำศัพทดังกลาว สรุปไดวา คำศัพทเปนปจจัยพื้นฐานของการเรียนทุกภาษา การจำ
คำศัพทไดมากจะทำใหสามารถสื่อสารไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้นความรูทางดานคำศัพทยังเปน
พน้ื ฐานในการพัฒนาทกั ษะทง้ั 4 ดา น คอื ทักษะการฟง พดู อา น และเขยี นไดดยี ง่ิ ขน้ึ

4.3. ประเภทของคำศัพทภาษาเขมร
ประเภทของคำศัพทภาษาเขมร สามารถแบง ออกไดเปน หลายประเภท ดังนี้
Dale, Edgar & et al (2020, pp.37-38) ไดแ บงคำศพั ท ออกเปน 2 ประเภท คือ
1. คำศพั ทท ี่มีความหมายในตัวเอง (content words) คอื คำศพั ทประเภททีเ่ ราอาจบอก ความหมายไดโ ดยไม
ขน้ึ อยูกบั โครงสรา งของประโยค เปน คำท่มี คี วามหมายตามพจนานุกรม
2. ศัพทที่ไมมีความหมายแนนอนในตัวเอง (function words) หรือที่เรียกวาระยะ ไดแก คำนำหนา (article)
คำบพุ บท (preposition) คำสรรพนาม (pronoun) คำประเภทน้มี ใี ชมากกวาคำประเภทอน่ื เปน คำทไี่ มสามารถสอนและ
บอกความหมายได แตต อ งอาศัยการสังเกตจากการฝก การใชโ ครงสรางในประโยค
สุไร พงษทองเจรญิ (2562 หนา 149) ไดแบง ประเภทของคำศพั ท ออกเปน 2 ประเภท คือ
1. คำศัพทที่นักเรียนควรจะใชเปน (active vocabulary)คือ คำศัพทที่นักเรียนควรจะใชเปน และใชไดอยาง
ถูกตอ ง คำศพั ทเหลานใ้ี ชมากในการฟง พูด อา น และเขยี น สำหรับการเรียนคำศพั ทประเภทนี้ จะตอ งฝกใชบ อย ๆ
ซ้ำ ๆ จนนกั เรยี นสามารถนำไปใชไดถ ูกตอง
2. คำศัพทที่ควรจะสอนใหรูแตความหมายและการออกเสยี ง (passive vocabulary)คือ คำศัพทที่ควรจะสอน
ใหผูเรียนรูแตความหมายและการออกเสียงเทานั้น ไมจำเปนตองฝกคำศัพทประเภทนี้ เชน คำวา elaborate,
fascination, contrastive เปนตน คำศัพทเหลานี้เมื่อผูเรียนเรียนในระดับที่สูงขึ้น ก็อาจจะกลายเปนคำศัพทประเภท
active vocabulary ได
จากประเภทของคำศัพทดังกลา ว ผูวิจยั เลือกประเภทของคำศัพทท ี่เปน active vocabulary มาใชในการสอน
ซึ่งเปนคำที่ผูเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 5-6 ไดพบเห็นบอย ๆ ทั้งในการฟง พูด อาน และเขียน เปน
คำศัพทท ่จี ำเปนตองรูค วามหมาย อานออกเสียงถกู ตอ ง และใชใ หเ ปน
4.4. หลกั การเลอื กคำศัพทภาษาเขมรเพ่อื นำมาสอน
การเลือกคำศัพทเพื่อนำมาใหผูเรียนไดเรียนรูไดอยา งเหมาะสมและสอดคลองกับความตองการของผูเรียน
ควรใชห ลักการเลือกคำศพั ท ดังนี้
สุไร พงษทองเจริญ (2560, หนา 93-94) ไดกลาวถึง คำศัพทที่ควรนำมาสอนวา ควรมี ลักษณะ
ดงั ตอ ไปนี้
1. คำศัพทที่ปรากฏในหนังสือเรียน คำศัพทที่ปรากฏซ้ำ ๆ และเปนคำศพั ทที่นักเรียนควรจะรูและใชเปน
โดยสอนใหน กั เรียนออกเสยี งใหถ กู ตองทั้งความหมายและวิธใี ชค ำนน้ั
2. คำศพั ทท ่มี ปี ระโยชน นกั เรยี นควรจะรูจัก เพอ่ื ใชในการพดู สนทนา
Lado (2019, pp.119-120) ไดกลาวถึงหลักการเลอื กคำศพั ทไ วด ังน้ี
1. ควรเปน คำศพั ทท ีม่ คี วามสมั พนั ธกับประสบการณแ ละความสนใจของผูเรยี น

๑๐

2. ควรมีปริมาณของตัวอักษรในคำศัพทเหมาะสมกับระดับอายุและสติปญญาของผูเรียน เชน ใน
ระดบั ประถมศึกษากค็ วรนำคำศัพทส ้ัน ๆ มาสอน

3. ไมควรมีคำศัพทมากเกินไปหรือนอยเกินไปในบทเรียนหนึ่ง ๆ แตควรเหมาะสมกับวุฒิภาวะทาง
สติปญญาของผเู รียน

4. ควรเปนคำศัพทที่นักเรียนมโี อกาสนำไปใชในชีวิตประจำวนั เชน นำไปพูดสนทนาหรือเปน คำศัพทน ้ัน
ตามไปโฆษณา เปน ตน

McWhorter (2018, p.52) ไดกลาวถึง การเลือกสรรคำศัพทไววา ควรเลือกคำศัพทที่มีประโยชน และใช
มากกบั ตัวผเู รยี น แตกข็ ึน้ อยกู ับองคประกอบทต่ี างกันไป ส่งิ ที่สำคัญท่ตี องพิจารณาคือ เปาหมายในการเรียน หรือ
แผนงานที่สามารถนำไปใชหรอื มีสว นเกี่ยวขอ งมากที่สุด

จากหลักการเลือกคำศัพทภาษาเขมรดังกลาว สรุปไดวา การเลือกคำศัพทสำหรับการสอนนั้น ควร
พิจารณาเลอื กคำศัพทท ่ีใชในชวี ติ จริง โดยคำนงึ ถึงประโยชน เปาหมายในการเรยี นโดยเฉพาะการเลือกสรรคำศัพท
จะตองคำนงึ ถึงความเหมาะสมกบั ระดบั อายุ วุฒภิ าวะ และการนำไปใชใหเ กิดประโยชนตอ ผูเ รียน

4.5. วธิ สี อนคำศัพท
การสอนคำศัพท นอกจากจะตองมีการเลือกคำศัพทที่จำเปนมาสอนแลวยังตองมีขั้นตอนการสอนที่
เหมาะสมกบั ผูเ รยี น ซงึ่ มนี ักการศกึ ษาไดก ลาวไวดงั น้ี
พรรณนที โชตพิ งศ (2562, หนา 13-14) ไดกลาวถงึ วิธีการสอนคำศพั ทไ วด งั น้ี
1. สอนใหผเู รยี นรคู วามหมายของคำศัพท คอื สามารถจำและบอกความหมายไดทนั ทีที่อาน เขียน หรือได
ยินคำศัพทนั้น ๆ การที่จะสอนใหผูเรียนรูความหมายของคำศัพทนั้นมีกลวิธีหลายประการ เชน การแสดง
ประกอบการใชรปู ภาพ ใชของจริง และใชข อความ เปน ตน
2. สอนใหผเู รียนออกเสียงคำศัพทไดถกู ตองการทจ่ี ะใหผ ูเรียนออกเสียงไดถูกตอง ครูจะตอ งสอนใหผูเ รียน
ออกเสียงทีละคำการสอนใหออกเสียงไดถูกตองนั้นเปนการเพิ่มทักษะในการฟงการพูดการ อานและการเขียนได
อีกดวย
3. สอนใหผูเรียนสามารถใชคำศัพทนั้นในประโยคตาง ๆ ได โดยใหมีความสัมพันธกับ โครงสรางและ
ไวยากรณข องภาษาไดอยางคลองแคลว และถูกตอง ทง้ั ดานภาษาเขยี นภาษาอาน และภาษาพดู ตามความนิยมของ
เจาของภาษาดวย
ศรวี ิไล พลมณี (2563, หนา 198-199) ไดกลาวถงึ วิธีการสอนคำศัพทด ังนี้
1. การจำคำศัพทตองมีอะไรเชื่อมโยงจึงสอนคำศัพทใหเชื่อมโยงกันเมื่อมีแลวก็ใหทอ งดวยการฟงการพูด
ซ้ำ ๆ ใชค ำนน้ั อยา งตอเนื่อง
2. การสอนศัพทย ากจะตอ งนำศัพทท ่ีรูแลว เรียนแลวมาลอ
3. นอกจากวิธีการทอ งเมอื่ รูจักและเขาใจ โดยการไดใชซ ้ำบอ ย ๆ แลว ครูควรสอนคำศพั ท นอย แตใชคุม
ดกี วาสอนคำศัพทมากเกินไปแตไมไดใ ช
4. ครตู องขยันออกขอ สอบ มกี ารทดสอบหลาย ๆ รปู แบบอยา งสม่ำเสมอ
อนุภาพ คลโสภณ (2560, หนา 18) ไดก ลาวถึงการสอนคำศพั ทไ วด ังนี้
1. พิจารณาความยากงายของคำ ครูควรพิจารณาวาคำนั้น ๆ เปนคำศัพทยากหรือคำศัพทงาย หรือเปน
คำศัพทท ี่มีปญหา ท้งั นี้เพ่อื จะไดแ บงแยกหาวธิ ีในการสอน และทำการฝก ใหเ หมาะสมกับคำศัพทน้ัน

๑๑

2. สอนความหมาย ใหนักเรียนตีความหมายจากภาษาองั กฤษโดยตรง ควรหลีกเล่ียงการใชภ าษาไทย โดย
อาจจะใชอุปกรณชวย เชน แผนภูมิ รูปภาพของจริง หรือแสดงกริยาทาทางประกอบเพื่อใหนักเรียนเขาใจ
ความหมายอยางเดนชัดขึ้น

3. ฝกการออกเสียงคำศัพทใหม ครูเขียนคำศัพทใหมลงบนกระดาน อานใหนักเรียนฟงกอน และให
นักเรียนออกเสยี งตามพรอมท้งั แกไขถานักเรียนออกเสยี งผิด

สไุ ร พงศทองเจรญิ (2562, หนา 150) ไดเ สนอลำดบั ข้นั ตอนการสอน ดังนี้
1. พิจารณาความยากงายของคำศัพท ครูควรพิจารณาวาคำน้ัน ๆ เปนคำศัพทยากหรือคำศัพทงาย หรือ
เปน คำศพั ททีม่ ีปญหา ทัง้ น้เี พื่อจะไดแบง แยกวิธกี ารสอน และการฝก ใหเ หมาะสมกับคำศพั ทนัน้ ๆ
2. ฝกการออกเสียงคำศัพทใหม ครูออกเสียงคำศัพทใหมใหนักเรียนฟงกอนใหออกเสียงตาม พรอมทั้ง
แกไ ขคำทีน่ กั เรียนออกเสียงผิด
3. การสอนความหมาย ใหนักเรียนมีความหมายออกจากภาษาอังกฤษโดยตรง ควรหลีกเลี่ยงการ ใช
ภาษาไทย สวนมากควรใชอุปกรณชวย เชน แผนภูมิ ภาพนูน ของจริง เมื่อนักเรียนเขาใจความหมายแลว ครูอาน
ออกเสียงประโยคตา ง ๆ โดยแสดงวิธีใชคำนั้น ๆ เพอ่ื แสดงความหมายใหเ ห็นเดน ชัด
4. เด็กในระยะเริ่มเรียน ควรจะไดเรียนการออกเสียงอยางถูกตอง และสามารถเรียงคำเปน ประโยคใน
การพูดไดอยา งมั่นใจและถกู ตอง
5. ทบทวนศัพทเกาเมื่อพบในโครงสรางประโยค แตสิ่งที่จำเปน คือ การเรียน การออกเสียงใหม และ
โครงสรางของประโยค
6. คำศัพทท เ่ี ด็กสนใจหรืออยใู นหวั ขอที่จะเรียน ไมจ ำเปน ตองเรยี นทเี ดียวหมด
7. คำศัพททเ่ี ด็กเรยี นควรจะเปนคำศพั ทที่เด็กตองการ เพอ่ื ใชใ นชีวติ ประจำวันของเดก็
8. โดยทว่ั ไปในระยะเร่ิมแรก ควรมีคำศพั ทใหม 3-5 คำ และ เพิม่ ขน้ึ ในระดบั สงู ตอ ไป
9. คำใหม 3-5 คำ หมายถึง การฝกในแบบฝกหัดหรือกิจกรรมและใชในการสรางประโยคใหมใน
โครงสรางเดิมที่เคยเรียนมา เชน คำวา hospital ถานักเรียนรูจักประโยค I went to the store. ก็สามารถสรางประโยค
ใหม I (He, she) went to the hospital. และเด็กควรจะไดใชคำใหม ในทักษะอื่น ๆ เชน ฟง พูด อาน เขียน หรือใน
กิจกรรมอนื่ ๆ
10. ในบทสนทนา ควรจะมคี ำทเี่ ดก็ ไดฝ กเปน ทั้งผูฟง และผูพูด และควรเปนบทสนทนา เปนธรรมชาตขิ อง
การพดู การเขยี นบทสนทนาควรมีคำ passive word ทีม่ คี วามถ่ใี นการปรากฏซำ้ สูง
11. ในการเลือกคำศัพทที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เปนคำที่เจาของภาษาใชพูดอยางแทจริงและ ควรต้ัง
คำถามอยเู สมอวา นกั เรียนจะใชพดู อยางไร
12. สง่ิ ทีจ่ ำเปนทีค่ วรใชค ำศพั ท คอื ศัพทใหมใชส ิง่ ท่อี ยใู กลต ัวทเี่ ดก็ สามารถสมั ผัสได
13. ระยะเริ่มแรก คำที่สอนควรมีตัวอยางประกอบหรือคำอธิบายงาย ๆ ซึ่งเด็กจะใชคำเหลานี้ในการ
เรยี นส่งิ ท่ียากตอ ไป
14. ในบทเรียนแรก ๆ ไมควรมีศัพทมากหรืออาจมีมากเปนบางบทจนกวาเด็กจะสามารถสะสมศัพทได
มากพอ ก็จะทำใหเกิดความกระตือรือรน ในการเรยี นภาษาใหมและจะชวยใหน ักเรียนรับรูคำศัพท จำนวนมากข้ึน
การรูคำศพั ทจ ำนวนมากทำใหนักเรียนสามารถพูดเก่ียวกบั คน สง่ิ ของ และสิง่ ทเ่ี ขามน่ั ใจกวา งขวางขึน้

๑๒

จากการศึกษาวิธีสอนคำศัพท สรุปไดวา การสอนคำศัพทภาษาอังกฤษ ควรสอนความหมายของคำศัพท
เปนอันดบั แรก โดยใชเ ทคนิคตาง ๆ เชน ใชของจรงิ รูปภาพ เปน ตน หลงั จากนัน้ สอนใหอ อกเสียงคำศัพทน นั้ ๆ ให
ถูกตอง ลำดับสุดทาย สอนใหผูเรียนสามารถนำคำศพั ทไปใชใ นประโยคหรือนำไปใชในการฟง พูด อาน และเขียน
ไดถูกตอง นอกจากนี้ควรคำนึงถึงจำนวนคำศัพทที่สอนแลวไดใชทันที และการสอนศัพทตองมีความเชื่อมโยงกัน
และไดใ ชอยา งตอเน่อื ง

4.6. การวัดประเมินผลความรูคำศัพท
การประเมินความรูคำศัพทเปนการวัดวาผูเรียน ไดเรียนรูคำศัพทไปมากนอยเพียงใดหรือสามารถนำ
คำศัพทท ี่เรยี นแลวไปใชใ นสถานการณตาง ๆ ไดห รือไม
Nation (2020, p.29) ไดแ บง ชนดิ ของแบบทดสอบตามวัตถุประสงคข องการวัดไวด ังตอไปน้ี
1. การทดสอบความสามารถดานคำศัพท (proficiency test) เปนการวัดความรูคำศัพทวา นักเรียนมีความรู
เกีย่ วกบั คำศัพทมากนอยเพียงใด หรอื รูมากพอท่ีจะใชในการส่ือสารในแตละทักษะ ไดห รือไม การทดสอบลักษณะ
นี้จำแนกไดเ ปน 2 ชนิด ไดแก

1.1 การวัดวงความรูคำศัพท (measuring vocabulary size) เปนการวัดเพื่อที่จะทราบวานักเรียนรู
คำศัพทจำนวนมากนอยเพียงใด ขอสอบจะถูกสรางขึ้นจากคำศัพทที่ไดจากการสุมเอาคำศัพท ที่ปรากฏใน
พจนานุกรมหรือคำศัพทใ นบญั ชีคำศพั ท

1.2 การวัดวงความรูคำศัพทเฉพาะกลุม (measuring knowledge of particular group of words) เปนการ
วัดเพือ่ ทจี่ ะทราบวา นกั เรียนรคู ำศพั ทใ นระดับใด เพยี งพอหรือเหมาะสมกับระดับท่ีจะเรียนแลว หรือไม

2. การทดสอบ (testing) เปนการทดสอบที่มักพบในการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรูคำศัพท แบงเปน 2
ประเภท ดังน้ี

2.1 การทดสอบการจำคำศัพท (recognition) เปนการวัดวา นักเรียนสามารถจำคำ ทเ่ี รียนไปไดมาก
นอยเพียงใด การทดสอบแบบนี้จะงา ยกวาการทดสอบการระลึกได เพราะในการสอบ จะมีคำตอบที่นักเรียนนึกอยู
ปรากฏใหเห็น เชน ใหนักเรียนเขียนคำแปลหรือเลือกคำแปล คำคลองจอง ความหมาย หรือรูปภาพใหตรงกับ
คำศพั ททีป่ รากฏ เปนตน

2.2 การทดสอบการระลึกได (recal test) เปนการวัดวานักเรียนสามารถจำคำศัพท ที่เรียนไป
ไดมากนอยเพียงไร นักเรียนจะตองเขียนหรือพูดคำตอบเองโดยไมมีตัวเลือกใหเห็น เชน การใหนักเรียนเขียน
คำศัพทท ไ่ี ดเ รียนไปตอนทายช่วั โมง เปนตน

3. การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรูคำศัพท (achievement test) เปนการวัดความรูคำศัพท เปนสวนหนึ่งของ
กระบวนการสอนภาษาในรายวิชาที่นักเรียนไดเรียน โดยมีวัตถุประสงค 2 ประการ คือ เพื่อเปนการประเมินวา
นักเรียนไดเกิดการเรียนรูในสิ่งที่ไดเรียนไปแลวหรือยัง และเปนสวนที่ชวยเสริมใหเกิดการเรียนรูที่ดีขึ้น
แบบทดสอบทจี่ ะใชควรมีลักษณะดังนี้

3.1 ตองไมเปนการทดสอบคำโดด ๆ แตจะตองมีประโยคเพื่อใหผูเรียนเติมคำศัพทใหเขากับ
บริบท

3.2 ควรเปน แบบทดสอบท่งี ายตอการตรวจ เชน แบบทดสอบแบบโคลซหรือจับคู เปน ตน
3.3 ถาเปนแบบเตมิ หรือเลอื กคำตอบ คำตอบตองเหมาะสมกบั ความรทู ผี่ เู รียนไดเรยี นไปแลว
3.4 แบบทดสอบไมค วรยากหรอื ซับซอนเกนิ ไป

๑๓

3.5 เวลาและจำนวนขอ ในแตละแบบทดสอบตอ งมีความสอดคลองกัน
จากการประเมินความรูคำศัพทดังกลาว สรุปไดวา การทดสอบความรูคำศัพทแบงออกไดตามชนิดของ
แบบทดสอบได 3 ชนดิ โดยแบบทดสอบแตล ะชนดิ มวี ัตถุประสงคในการวัดความรูคำศัพทแตกตา งกนั ไป ซ่ึงผูวิจัย
ประเมนิ ความรคู ำศพั ทข องผูเรียนโดยใชก ารวัดผลสัมฤทธ์ิในการเรียนรคู ำศัพท ดว ยการสรา งประโยคเพื่อใหผูเรียน
เตมิ คำศัพทใ หเขากับบรบิ ทเพ่ือเปนการประเมนิ วา ผเู รยี นไดเกิดการเรียนรูใ นส่ิงที่ไดเรยี นไปแลว หรอื ยงั
5. แนวคิดเกย่ี วกบั การอา นออกเสียงคำภาษาเขมร
การอานออกเสียงคำภาษาเขมรเปนทักษะที่ผูเรียนภาษาควรเนนและใหความสำคัญเปนอันดับแรกใน
การศึกษาผูวจิ ัยจงึ ไดศกึ ษาแนวคดิ เกย่ี วกบั การอานออกเสียงคำภาษาเขมร ดังน้ี
5.1. ความหมายของการอา นและการอานออกเสียง
นักการศึกษาไดกลาวถึงความหมายของการอา นและการอา นออกเสียง ไวด งั นี้
ราชบัณฑิตยสถาน (2564, หนา 1364) ใหความหมายของการอานวา การอานหมายถึง วาตาม
ตัวหนังสอื ถาออกเสยี งดว ย เรียกวา อานออกเสียง ถาไมอ อกเสยี ง เรียกวา อา นในใจ
มาส ชวลิต (2564, หนา 58 - 61) ไดอธิบายความหมายของการอานไวว า การอาน หมายถึง การแปล
ความหมายของตัวอักษร สัญลักษณออกมาเปนถอยคำ ความคิด และนำความคิดไปใชใหเปนประโยชน ตัวอักษร
เปนเพยี งเครือ่ งหมายแทนคำพูดหรือ ความคดิ ส่ิงสำคัญท่สี ดุ ของการอานคือการเขาใจความหมายของคำที่ปรากฏ
ในขอความน้ัน ๆ
สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย(2564, หนา 84) ไดใหแนวคิดการอานไววา การอานเปนเครื่องมือสำคัญในการ
แสวงหาความรู การรูและใชวธิ อี า นทถี่ ูกตองจึงมีส่ิงที่จำเปน สำหรับผูอานทกุ คน การรจู ักฝกฝนอานอยางสม่ำเสมอ
ก็จะชว ยใหผอู านมีพื้นฐานการอานท่ดี ี ทั้งจะชว ยใหเกดิ ความชำนาญและมคี วามรกู วา งขวางขึ้น
กองเทพ เคลือบพณิชกลุ (2562, หนา 93) ไดก ลา วถงึ การอา นออกเสยี งไววา เปนการอานใหเกดิ เสียงดัง
คือการท่เี ปลงเสยี งตามตัวอักษร ถอ ยคำ และเครื่องหมายตาง ๆ ทเ่ี ขยี นใหถ กู ตอ งชดั ถอ ยชัดคำและเปนท่ีเขาใจแก
ผูฟง (การอานออกเสียงเปนการอานที่เกี่ยวของ กับผูอื่นเพราะเปนการอานใหคนอื่นฟง) การอานออกเสียงผูอาน
ตองอาศัยการทำงานที่สัมพันธกัน ระหวางสายตาการอานของตนตองสามารถสื่อสารแกผูฟงไดตรงตามที่ผูเขียน
ขอความตองการหรือไม การอานออกเสียงจงึ ไมใชการถา ยทอดถอยคำ หรือวาตามตวั หนังสือเทานั้น ตองคำนึงถงึ
สารเดิมท้งั หมดซ่งึ สารเดิมหรือขอ ความจะประกอบดวยสวนสำคัญ 3 สวนคือ ถอ ยคำ เรอ่ื งราว บรรยากาศ
จากการศึกษาความหมายของการอา น และการอานเสียง สรปุ ไดว า เปนการแปลความหมายของตัวอักษร
ออกมาในรปู ของเสยี ง เพือ่ ใชประโยชนในสื่อสารทางดา นความคิด
5.2. ความสำคัญของการอานและการอานออกเสียง
การอาน และการอานออกเสยี งมีความสำคัญเปนอยา งมากในการเรียนรูดานภาษา ซง่ึ นักวชิ าการไดแสดง
ถึงความสำคัญของการอาน ดังน้ี
นภดล จันทรเพ็ญ (2560, หนา 74) ไดอธิบายถึงความสำคัญของการอานไววา “การอานมีความสำคญั
ตอมนษุ ยอ ยา งยิ่งโดยเฉพาะในโลกปจ จุบนั ท่ีมหี นังสอื ใหเ ลือกอานไดมากมาย การอานชว ยใหค นสามารถหาความรู
ความบนั เทิง สรางเสรมิ ประสบการณท ่ี เปน ประโยชนแ กช ีวิต ทัง้ ทางดา นการศึกษา อาชีพ การงาน และอยูรว มกัน
กับผอู น่ื ในสงั คม”

๑๔

ประเทิน มหาขันธ (2560, หนา 3) อธิบายถึงความสำคัญของการอานไววา “การอานเปนการสง เสริม
ใหสงั คมท้งั มวลเขามามีสวนรว มในการสงเสริมการเรียนรู มกี ารตง้ั หอ งสมุดชุมชน สงเสริมสนับสนุนใหภาครัฐและ
เอกชนสราง พพิ ิธภณั ฑเพือ่ การเรียนรใู หม ากทีส่ ุด รณรงคใหประชาชนรกั การอานมากขน้ึ ”
วิจิตรา แสงพลสิทธิ์ และคณะ (2562, หนา 134) ไดกลาวถึงความสำคัญของการอาน สรุปไดวา การอานเปน
เครื่องมือในการแสวงหาความรู กอใหเกิดความคิดความฉลาดรอบรูทันตอ เหตุการณและการอานยังชวยใหเกิด
ความเพลดิ เพลินอีกดวย

ฐะปะนยี  นาครทรรพ และประภาศรี สีหอำไพ (2560, หนา 12) ไดก ลาววา การอา น จะชวยใหการเรยี น
ของนักเรียนดีขึ้น เพราะกิจกรรมการเรียนตองอาศัยทักษะการอานทั้งสิ้น ทางดานอาชีพ การอานก็ชวยใหนํา
ความรทู ไี่ ดจากการอาน พฒั นาอาชีพของตนใหเ จริญกาวหนา นอกจากนัน้ การอา นยงั ชว ยใหคนเกิดความคิดลึกซ้ึง
และกวางขวางเปนทีย่ อมรับของสงั คมอีกดวย

จากการศกึ ษาความสำคญั ของการอาน สรุปไดดงั น้ี การอา นเปน สง่ิ สำคัญทีใ่ ชในการเรยี นรู และตอยอดสิ่ง
ตา ง ๆ เปน เครอ่ื งมือทที่ ำใหเ กิดความเจรญิ กา วหนา

5.3. ปญหาในการอา นออกเสยี ง
ผเู รียนภาษาตางประเทศจำนวนไมม ากทส่ี ามารถออกเสียงภาษาเขมรไดเ หมือนกับเจาของภาษา และมีคน
ไทยที่เรียนภาษาตางประเทศจำนวนนอยที่มีความสามารถในการออกเสียงไดเหมือนเจาของภาษา ทั้งนี้ไดมี
นกั วิชาการและผเู ชี่ยวชาญหลายทา น ไดอ ธิบายถงึ สาเหตขุ องการออกเสียงภาษาองั กฤษไมถ ูกตองไวดงั น้ี
แสงระวี ดอนแกว บัว (2564, หนา 124) ไดกลา วถงึ ปญหาการออกเสียงภาษาอังกฤษ สำหรับคนไทยซ่ึง
อาจจำแนกออกไดดังนี้ คือ ปญหาการออกเสียงสระ ปญหาการออกเสยี งพยัญชนะ ปญหาการออกเสียงกลุมเสยี ง
พยัญชนะ ปญหาการออกเสยี งกลุมเสียงพยัญชนะทาย ปญ หาการออกเสยี งตวั อักษรที่ไมออกเสียง นอกจากปญหา
การออกเสียงคำภาษาอังกฤษดังกลาวแลว ความกลัว ความอาย และรายละเอียดอื่น ๆ ก็เปนอีกปญหาหนึ่งที่
สำคัญของคนไทยที่ทำใหไมสามารถออกเสียงภาษาอังกฤษในระดับที่ผูเปนเจาของภาษาเขาใจไดดวย ซึ่งการออก
เสียงท่ถี ูกตอ งตามรปู แบบของภาษาอังกฤษยอ มกอใหเกิดประโยชนท ง้ั แกผพู ูดและผฟู งอยางแนนอน
มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช (2560, หนา 352-374) ไดกลาวถึงสาเหตุของการอานออกเสียงภาษาอังกฤษ
ไมถูกตอ งไวดังนี้
1. ไมมีโอกาสใชภาษา คนไทยสวนใหญไมมีโอกาสที่จะไดยินไดฟงภาษา อยางตอเนื่องกันชั่วระยะที่
ยาวนานพอสมควร ในชั้นเรียนภาษาอังกฤษทั่ว ๆ ไปมีเวลาคอนขางจำกัด นักเรียนจึงขาดโอกาสที่จะไดยินไดฟง
ภาษา แมวาจะมีโอกาสไดยินบาง ภาษาที่ไดยินไดฟง ในชั้นเรียนก็อาจจะไมใชภาษาอังกฤษที่ถูกตองเสมอไป คน
ไทยไมจำเปนตองใชภาษาอังกฤษในการดำเนินชีวิตประจำวันดังนั้น ตัวอยางภาษาที่ดีในสถานการณตาง ๆ จึงไม
คอยมี แตกตางจากที่อยูในสภาพแวดลอมที่มีเจาของภาษาเปนสวนใหญ หรือผูที่ไปเติบโตในสังคมที่ใช
ภาษาอังกฤษ เชน เด็กไทยที่ติดตามผูปกครองไปอยูในประเทศที่ใชภาษาอังกฤษยอมจะมีโอกาส ไดฟงวิทยุ ดู
โทรทัศน ไดยินคนพูดคุยกันเปนภาษาอังกฤษในเรื่องตาง ๆ ไดสนทนาพูดคุยกับเพื่อนฝูงเปนภาษาอังกฤษ
ตลอดเวลา เสยี งภาษาอังกฤษจึงคอย ๆ ซมึ ซาบในสมองเด็ก เดก็ กจ็ ะเลียนเสยี งของเจาของภาษาและออกเสียงได
ใกลเ คยี งเจาของภาษา
2. อายุ เปนปจจัยที่สำคัญอยางหนึ่งที่ทำใหผูเรียนภาษา ออกเสียงสำเนียงไดใกลเสียงเจาของภาษา ใน
กรณีทั่ว ๆ ทั่วไป เด็กจะสามารถเรียนภาษาพูดไดดีกวาผูใหญ แตมิไดหมายความวาผูใหญจะไมมีความสามารถ

๑๕

เรียนรรู ะบบเสียง แตจ ะเรยี นไดโ ดยความยากลำบากกวาเดก็ อยา งไรกต็ ามถา เด็กไมไ ดมโี อกาสไดย ิน ไดฟ ง และไม
มีโอกาสสัมผสั ภาษามากพอ อยา งทกี่ ลาวมาแลว อายมุ ไิ ดทำใหเ ด็กมีภาษีกวาผูใหญในเร่ืองเรียนภาษาตางประเทศ
มากเทาใดนัก

3. ความถนดั เราจะสังเกตไดวา เวลาท่ีเด็กเริ่มเรียนรูสงิ่ ตาง ๆ บางคนจะเรียนรู สิ่งใหมไดเ รว็ กวาคนอ่ืน ๆ
ความสามารถในการเรียนรูสิ่งใหม ๆ นั้น เรียกวา ความถนัด หรือ aptitude ความถนัดมีบทบาทมากในการเรียน
ภาษาใหม โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อเรียนเปนวชิ าหนึ่งในโรงเรียนหรือเรียนเมื่อเด็กเริม่ โตมากแลว หรือเรียนเมื่อเปน
ผใู หญ เราจะเห็นวาบางคนจะมีความสามารถท่ีจะไดย ินเสียงตาง ๆ ไดด ี จะสามารถเลียนเสยี งไดดีกวา อีกหลายคน
ความถนัดทางภาษามคี วามสมั พันธก บั อายุ เนอื่ งจากความสามารถในการเรียนรภู าษาใหมน น้ั จะลดนอยลงเม่ืออายุ
มากขนึ้

4. เจตคติ นอกจากความถนดั แลว เจตคติยังมบี ทบาทสำคญั ทจ่ี ะบงชี้ไดวาผเู รียนจะ สามารถออกเสียงได
ดีหรือไม เดก็ สว นใหญจ ะไมคอยคำนงึ ถึงวาเสียงที่พดู ของตัวเองจะเปนอยา งไร เดก็ มักจะเลียนเสียงผูท่ีอยูรอบขาง
ไดโ ดยไมว ิเคราะหว า คนเหลาน้ีออกเสียงคำพดู ตาง ๆ อยา งไร ดว ยเหตุน้เี ด็กท่ีเรียนกับครทู ่ีออกเสียงไดดีมักจะออก
เสียงไดดี เปนตน สวนผูที่เรียนภาษาที่มีอายุมาก และเคยเรียนการออกเสียงที่ผิด ๆ มาแลว การที่ผูพูดคอยกังวล
วาจะออกเสียงไดถ ูกตองหรือไมนั้นทำใหยากกับการเรียนภาษา นอกจากนี้คนไทยบางคนไมอยากจะพูดใหเหมือน
เจา ของภาษา เพราะกลวั ถกู กลา วหาวาดดั เสยี ง ไมเปน ธรรมชาติ เปน ตน

5. ความแตกตางระหวางระบบเสียงในภาษาไทยและในภาษาอังกฤษ เราทราบดีวาแตละภาษามีระบบ
เสียง ระบบคำ และความหมาย ตลอดจนการสรางประโยคของตัวเอง ถาเรียนภาษาที่มีระบบตาง ๆ ใกลเคียงกับ
ภาษาของผเู รียนก็จะไมยากลำบากเทาใด ภาษาทม่ี รี ะบบแตกตา งกันมากเทาใด กย็ ่ิงเปน อุปสรรคตอการออกเสียง
ของผูเรยี นมากเทา น้ัน สำหรบั คนไทยนั้นมปี ญ หามากมายในการออกเสียงภาษาอังกฤษ เน่ืองมาจากความแตกตาง
ระหวางระบบเสียงภาษาอังกฤษกบั ระบบเสียงภาษาไทย ซึ่งเกิดข้นึ จากสาเหตดุ ังตอ ไปน้ี

5.1 เสียงภาษาอังกฤษบางเสียงไมมีในภาษาไทย ครูสอนภาษาอังกฤษตองฝกฝน เปนพิเศษ
เพอ่ื ใหนักเรยี นไดย ินเสียงเหลานอี้ ยา งชัดเจน เชน /v/, /z/, /s/ เปนตน

5.2 เสียงบางเสียงในภาษาอังกฤษคลายกับเสียงในภาษาไทย แตมีประเด็นที่แตกตางกันหลาย
อยาง เชน เสียง /r/ ในภาษาอังกฤษที่เทียบไดกับเสียง /ร/ ในภาษาไทย แตเวลาออกเสียง /ร/ นั้น ปลายลิ้นจะ
แตะกับเพดานปาก สวนเสยี ง /r/ ในภาษาอังกฤษปลายลน้ิ ไมต องแตะเพดานปาก ปลายล้นิ จะมวนคอนไปทางหลัง
และกระดกขน้ึ

5.3 เสียงควบกล้ำในภาษาอังกฤษเสียงที่ไมมีในภาษาไทย เชน /sp/, /tr, /-ts, |-lz/ เปนตน แตการ
นำเสียงภาษาไทยไปเปรียบเทียบกับเสียงในภาษาอังกฤษไมใชวิธีการที่ดี จะทำใหนักเรียนไขวเขว เพราะตัว
อักษรไทยใชกับเสยี งในภาษาไทยมใิ ชเ สียงในภาษาองั กฤษ

5.4. วิธกี ารสอนอา นออกเสียง
การสอนอานออกเสียงที่ประสบความสำเร็จตองใชวิธีการสอนที่หลากหลาย และมีกิจกรรมหรือเกม
กระตุน ใหผูเ รยี นกระตอื รอื รน อยากทจี่ ะเรยี นรู โดยมผี ูเ ชียวชาญไดกลาวถึงวิธกี ารสอนอา นออกเสียงไวดังน้ี
สถาบันภาษาอังกฤษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (ม.ป.ป., หนา 50).กลาววา การฝก
ใหนกั เรียนอานออกเสียงไดอยางถูกตอ ง และคลองแคลว ควรฝกฝนไปตามลำดับ โดยใชก จิ กรรม ดังนี้
1. basic steps of teaching มีขนั้ ตอนการฝกตอ เน่ืองกันไป ดงั นี้

๑๖

1.1 ครูอานขอความทั้งหมด 1 ครง้ั / นักเรยี นฟง
1.2 ครอู า นท่ลี ะประโยค / นกั เรียนทงั้ หมดอา นตาม
1.3 ครูอานทีละประโยค / นักเรียนอานตามทีละคน (อาจขามขั้นตอนนี้ได ถานักเรยี นสว นใหญ
อานไดด แี ลว)
1.4 นกั เรยี นอานคนละประโยค ใหตอเนือ่ งกันไปจนจบขอ ความทงั้ หมด
1.5 นักเรียนฝก อา นเอง
1.6 สมุ นักเรียนอา น
2. reading for fluency (chain reading) คือ กิจกรรมการฝกใหนักเรียนอานประโยคคนละประโยคอยาง
ตอเนื่องกันไป เสมือนคนอานคนเดียวกัน โดยครูสุมเรียกนักเรียนจากหมายเลขลูกโซ เชน ครูเรียก Chain-number
One นักเรียนทม่ี ีหมายเลขลงทา ยดว ย 2, 12, 22, 32, 42 จะเปนผอู า นขอ ความคนละประโยคตอเนื่องกันไป หาก
สะดุดหรือติดขัดทน่ี ักเรียนคนใด ถือวา โซข าด ตองเริม่ ตนท่ีคนแรกใหมหรอื เปลยี่ น Chain-number ใหม
3. reading and look up คือ กิจกรรมการฝกใหนักเรียนแตละคนอานขอความโดยใชวิธีอาน แลวจำประโยค
แลว เงยหนาขึน้ พดู ประโยคนนั้ ๆ อยา งรวดเรว็ คลา ยวธิ ีอานแบบนักขา ว
4. speed reading คือ กิจกรรมการฝกใหนักเรียนแตละคนอานขอความโดยเร็วที่สุดเทาที่จะเร็วได การอาน
แบบน้ีอาจไมค ำนงึ ถงึ ความถูกตอ งทกุ ตัวอกั ษร แตต องอา นโดยไมข า มคำ เปนการฝก ธรรมชาตใิ นการอานเพ่อื ความ
คลองแคลว (fluency) และเปนการหลกี เลย่ี งการอานแบบสะกดทลี ะคำ
5. reading for accuracy คือ กิจกรรมการฝกอานที่มุงเนนความถูกตองชัดเจนในการออกเสียง ทั้ง stress /
intonation / cluster / final sounds ใหตรงตามหลักเกณฑของการออกเสียง (pronunciation) โดยอาจนำ speed reading มา
ใชใ นการฝก และเพิ่มความถูกตองชดั เจนในการออกเสยี งส่งิ ท่ีตองการ จะเปนผลใหนักเรียนมคี วามสามารถในการ
อานไดอยางถูกตอ ง (accuracy) และ คลอ งแคลว (fluency) ควบคกู ันไป
สมยศ เมนแยม (2562, หนา 46-47 อางถึงใน วัชรินทร เครือเชา. 2561, หนา 33-34) ไดกลาว
เก่ียวกับขั้นตอนการสอนอา นออกเสยี งไววา การสอนอานออกเสยี งมีอยา งนอย 4 ขัน้ ตอน คอื
1. ครอู อกเสยี งใหน ักเรยี นฟง และเขยี นสญั ลกั ษณ (symbol) บนกระดานดำ หรอื บัตรคำ
2. ใหนกั เรียนแยกเสยี งทีแ่ ตกตา งกัน (difference sound)
3. ครูออกเสียงใหนกั เรยี นฟง แลว ใหน ักเรยี นออกเสียงตาม
4. ครูใหนักเรียนออกเสียงเอง ครูอาจชี้ไปที่ตัวอักษรสัญลักษณ หากนักเรียนออกเสียงครูตอง
แกไขใหถูกตอง นักเรียนจะตองแยกความแตกตางของเสียงที่ไดยินแลวจึงหัดออกเสียงใหเหมือนกับ เสียงที่ไดยิน
ดวยตนเอง
จากการศึกษาวิธีการสอนอานออกเสียงสามารถสรุปไดวาครูควรเริ่มจากการใหนักเรียนไดฟงเสียงและ
ออกเสียงตามใหไดแลว สอนสัญลกั ษณของเสียงเปน ลำดบั ถัดมาจากนัน้ จึงฝกใหเกิดความชำนาญและสามารถอา น
ออกเสยี งไดเปนประโยค
5.5. การวัดประเมนิ ผลการอา นออกเสยี ง
มีนกั การศึกษาหลายทา นไดกำหนดเกณฑในการวดั ประเมนิ ผลการอานออกเสยี งไวด งั น้ี
สุนันทา มั่นเศรษวิทย(2564) กลาววา ในการวัดผลการอานออกเสียงผูสอนสามารถมีวิธีการตาง ๆ ได
หลายวธิ ี ดังน้ี

๑๗

1. ใชเทคนิคในหองเรียน ผูสอนปฏิบัติไดดวยการสังเกตการณการออกเสียง และการแสดงออก
ของนักเรียน การใหอานออกเสียงแตละครั้งจะมีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่อานตก อานเพิ่ม อานซ้ำ อานเร็ว หรือ
ปฏิบตั ติ นไมถ กู ตอ งเกยี่ วกับวางทาทางในการอา น ผสู อนจึงควร สังเกตและหาทางปรบั ปรงุ ขอ บกพรองในการอาน

2. การใชแบบทดสอบอยางไมเปนทางการ ผูสอนกำหนดขอความตามจุดประสงคที่ตองการจะ
วัดแลวใหนักเรยี นอา น ผสู อนติดตามการอานเพือ่ พิจารณาวามีขอบกพรองในสวนใดบา ง เชน อานผดิ อานซ้ำ อาน
ขามคำ อานตะกุกตะกกั

3. การใชเครือ่ งมืออยา งเปนทางการ เคร่ืองมือชนดิ นี้มักเปนแบบสังเกตทผี่ ูสอนเปนผูใช รวบรวม
ขอ มลู อันจะนำไปปรับปรงุ แกไ ขปญหาอา นออกเสียงไดด ีขึน้

อัจฉรา วงศโ สธร (2564) ไดเสนอแบบวดั ความสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษ ดงั น้ี
1. การออกเสียงยงั เขาใจไดย าก
2. มที ผ่ี ิดสำคัญ ๆ บอย ใชน ้ำเสยี งหนกั เขาใจยาก ตอ งพดู ซำ้ ๆ หลาย ๆ คร้ัง จึงเขา ใจ
3. ยังมีสำเนียงตางชาติตองฟงอยางตั้งใจ การออกเสียงผิดทำใหเขาใจผิดบอย ๆ มีขอผิดทาง

ศพั ทแ ละไวยากรณ
4. มีรองรอยของสำเนียงตางชาติ ออกเสียงผิดเปนบางคร้ัง แตไมไ ดทำใหเ ขา ใจผิด
5. ออกเสยี งผดิ นอ ยมาก แตยังไมเ หมอื นเจา ของภาษา
6. มเี สยี งเหมือนเจาของภาษา ไมม รี อ งรอยของสำเนียงตางชาติ

จากการศึกษาการวดั ประเมินผลการอานออกเสยี งภาษาอังกฤษของนักการศึกษา ผวู จิ ยั สรุปเกณฑการวัด
ประเมินผลความสามารถในการอานออกเสียงไดด ังน้ี
ตารางที่ 1 เกณฑก ารวดั ประเมินผลความสามารถในการอา นออกเสยี ง

คะแนน เกณฑการประเมิน

1 อา นออกเสยี งไดถกู ตองตามหลกั การอานออกเสยี งทกุ หนวยเสียง ทงั้ หนวยเสยี ง
ที่เปน พยัญชนะตน เสียงสระ และเสียงตวั สะกด

0 อานออกเสียงไมถูกตองตามหลักการอานออกเสียงบางหนวยเสียง ทั้งหนวย
เสียงทเ่ี ปนพยญั ชนะตน เสยี งสระ และเสียงตวั สะกด

6. งานวิจยั ท่ีเกี่ยวของ
ผูว ิจยั ไดศ ึกษาคนควางานวิจัยท่เี กีย่ วของกับการพฒั นาทักษะประสมคำและการออกเสยี งศัพทภ าษาเขมร

ดวยวธิ กี ารจัดการเรยี นรแู บบแจกลกู ของนักเรยี นชั้นนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบอ ไรว ิทยาคม ดงั น้ี
1. งานวิจยั ในประเทศ
เกสร สทุ ธปิ ญโญ, สมปอง ศรีกลั ยา และประสพสุข ฤทธเิ ดช (2556) ไดศ ึกษาการพฒั นาการอานและ

การเขยี นแจกลกู สะกดคำโดยใชแบบฝกทักษะ กลุม สาระการเรียนรภู าษาไทย ชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 1 ผลการวจิ ัย

๑๘

พบวา (1) แบบฝกทกั ษะการอานและการเขียนแจกลูกสะกดคํา กลมุ สาระการเรยี นรูภ าษาไทย ช้นั ประถมศกึ ษาป
ที่ 1 มีประสิทธิภาพ 84.50/82.50 (2) แบบฝกทักษะการอานและการเขียนแจกลูกสะกดคาํ กลุมสาระการ
เรียนรูภ าษาไทย ชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ 1 มีคาดชั นปี ระสิทธิผล 0.5821 (3) นักเรยี นมีทักษะการอานและการ
เขยี นแจกลกู สะกดคาํ กลุม สาระการเรยี นรูภ าษาไทย ช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ 1 หลกั สูงกวา กอนเรียนอยางมีนัยสาํ คัญ
ทางสถติ ทิ ี่ระดบั 0.01 (4) นักเรยี นมีความพงึ พอใจตอ การเรยี นดว ยแบบฝก ทักษะการอานและการเขียนแจกลูก
สะกดคํา กลุมสาระการเรยี นรูภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปท่ี 1 โดยใชแ บบฝก ทกั ษะการอา นและการเขยี นแจกลกู
สะกดคํา มีคา เฉลีย่ 2.65 อยใู นเกณฑร ะดับมากท่ีระดับ 0.01

ไพรนิ ทร พึง่ พงษ (2556) ไดศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการอานและเขยี นสะกดคำท่มี ีสระประสม
ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที่ 1 โดยใชยุทธวธิ พี หุปญ ญา แผนผงั ความคดิ และแบบฝกเสริมทกั ษะ ผลการวจิ ัย
พบวา (1) ผลสมั ฤทธก์ิ ารอานและการเขียนสะกดคำทม่ี สี ระประสมของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปท่ี 1 กอนและ
หลงั การจดั การเรยี นรูโ ดยใชยุทธวิธพี หุปญญา แผนผังความคิด และแบบเสริมทักษะหลังเรียนสูงกวากอนเรยี น
อยา งมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั 0.01 (2) ความคิดเหน็ ของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปท่ี 1 ท่ีมตี อ การจัดการ
เรียนรูโดยใชยทุ ธวิธพี หปุ ญ ญา แผนผงั ความคิด และแบบเสริมทกั ษะ มรี ะดับความคิดเหน็ อยูใ นระดับเหน็ ดวยมาก

หงษลดา กลาหาญ, รอยเอกหญงิ (2561) ไดศ ึกษาภาษาเขมรตามแนวภาษาศาสตร ผลการวจิ ัยพบวา
การศึกษาระบบประโยคภาษาเขมรพนมเปญ มจี ำนวน ๓ แบบ คือ ประโยคไมส มบูรณ ประโยคสมบรู ณ และ
ประโยคซับซอน การเปรียบเทียบการใชค าํ ศพั ทภ าษาพดู และภาษาเขยี นในภาษาเขมรพนมเปญ ซ่ึงภาษาพูดมีใช
ท่วั ไป โดยการใชง านอยางเปนทางการและไมเปน ทางการ การใชภ าษาเขมรพนมเปญมีความแตกตางกนั ออกไป
ข้นึ อยูกับบรบิ ทการใชภาษาทางสังคมนั้นๆ

2. งานวิจยั ตางประเทศ
ชน สุข (សខុ ឈន : 2010) ไดศ ึกษาความยากของชาวตางชาตทิ ีเ่ รยี นภาษาเขมรในองคก าร OWF
International ผลการวิจัยพบวา นักเรยี นตางชาติในกลุมภาษาเอเชยี ไดคะแนนสูงทส่ี ดุ สว นกลุมภาษาองั กฤษและ
ยุโรปไดคะแนนใกลเคียงกัน (ไดร ะดับปานกลาง) จดุ ทต่ี างกัน คือ นกั เรยี นกลมุ ภาษาเอเชียมภี าษาแมอยูในตระกลู
ภาษาเดียวกบั ภาษาเขมร และมปี ระสบการณเ รียนภาษามากกวา 1 ภาษา กอนทจี่ ะเร่ิมเรียนภาษาเขมร

๑๙

บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนินการวิจัย

การดำเนนิ งานวจิ ัยไดน ำเสนอตามลำดบั หัวขอ ตอไปนี้
การออกแบบวิจยั

งานวิจัยนี้เปนการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experiment research) แบบวิจัยกลุมเดียว ทดสอบกอนและ
หลังการทดลอง (one group pretest-posttest design) รูปแบบการวิจัยแบบนี้เปนการศึกษากลุมเดียว มีการ
ทดสอบ 2 ครงั้ คอื กอ นทำการทดลองและหลังทำการทดลอง

ตารางที่ 2 รูปแบบการวจิ ัย ไดรบั หลักสตู ร สอบหลงั
สอบกอน

O1 X O2
ที่มา (ชวลติ ชกู ำแพง, 2559: 103)

สญั ลักษณท่ีใชใ นการเขียนแบบการวิจยั
O1 การทดสอบหรือวดั กอน

X การไดร ับหลักสตู ร

O2 การทดสอบหรือวดั หลงั

กลมุ ตัวอยา ง
กลุมตัวอยา ง คอื นักเรียนช้ันนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 4 ทก่ี ำลงั ศึกษาอยูในภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา

2565 โรงเรียนบอไรว ทิ ยาคม จำนวน 115 คน โดยใชวิธีการเลือกแบบเจาะจง

ตัวแปรทศี่ กึ ษา
ตัวแปรทใ่ี ชใ นการวจิ ยั ครั้งนี้ ประกอบดว ย
1.ตัวแปรตน คอื การจดั การเรียนรดู ว ยวธิ กี ารสอนแบบแจกลูกสะกดคำ
2. ตวั แปรตาม ไดแ ก
2.1 ความรดู า นคำศัพทภ าษาเขมร
2.2 ความสามารถในการอา นออกเสยี งคำภาษาเขมร

๒๐

เครือ่ งมอื ที่ใชในการวิจยั
เครอื่ งมอื ท่ีใชใ นการวจิ ัยคร้งั นี้ คอื
1. แผนการจัดการเรียนรูรายวชิ าภาษาเขมรเบื้องตน1 (ข31201) โดยวธิ กี ารสอนแบบแจกลูกสะกดคำ
2. ชดุ คำศพั ทก ารอา นออกเสยี งภาษาเขมร
3. แบบประเมินการอานออกเสียงศัพทภาษาเขมร

การสรางและพฒั นาเครอื่ งมอื
การสรา งและพัฒนาเคร่ืองมอื กำหนดข้ันตอนในการดำเนินการสรางตามลำดับขัน้ ดงั น้ี
1. แผนการจัดการเรียนรูรายวิชาภาษาเขมรเบื้องตน1 (ข31201) โดยวิธีการสอนแบบแจกลูกสะกดคำ

สำหรบั นักเรียนชัน้ นกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปท ่ี 4 มขี นั้ ตอนการสรา ง ดังน้ี
1.1 ศึกษารายละเอียดของหลักสูตรสถานศึกษา รายวิชาภาษาเขมร กลุมสาระการเรียนรู

ภาษาตางประเทศ โรงเรียนบอไรวิทยาคม สำหรับชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 และเลือกคำศัพทที่จะนำมา
จัดทำโครงสรา งเน้อื หาในแผนการจัดการเรียนรู

1.2 คัดเลือกคำศัพทจากเอกสารประกอบการเรียนที่สอดคลองกับสาระการเรียนรูวิชาภาษา
เขมรของนักเรียนระดับชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 - 6 ตามหลักสูตรสถานศึกษา รายวิชาภาษาเขมร กลุม
สาระการเรียนรภู าษาตางประเทศ โรงเรียนบอ ไรว ทิ ยาคม เพอื่ นำมาจัดทำโครงสรา งเนอ้ื หา

1.3 กำหนดโครงสรา งเนอื้ หาเพ่อื จดั ทำแผนการจัดการเรียนรู
1.4 ศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ งกับการจัดการเรยี นการสอนแจกลูกสะกดคำ
1.5 ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการวัดประเมินผลความรูดานคำศัพทและความสามารถใน
การอา นออกเสยี งคำภาษาเขมร เพอื่ กำหนดวธิ ีการวัดและประเมินผลในแผนการจัดการเรยี นรู
1.6 จดั ทำโครงสรางเนอ้ื หาแผนการจัดการเรยี นรูข องนกั เรยี นชั้นนกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที่ 4
1.7 สรางแผนการจัดการเรียนรแู จกลูกสะกดคำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 4 และผูวิจัยทีเ่ ปน
อาจารยเปน ผตู รวจสอบความถูกตอง ความเหมาะสมของภาษาและเน้ือหากอนเสนอใหผูเช่ียวชาญตรวจสอบ
1.8 นำแผนการจัดการเรียนรูแจกลูกสะกดคำเสนอตอผูเชีย่ วชาญจำนวน 3 ทาน เพื่อพิจารณา
ความสอดคลองของจุดประสงคการเรียนรูกับองคประกอบของแผนการจัดการเรียนรูดวย IOC โดยมีเกณฑการ
พิจารณา ดงั น้ี

+1 เม่อื เหน็ วา แผนการจัดการเรยี นรูส อดคลอ งกบั จุดประสงค
0 เมอ่ื ไมแนใ จวา แผนการจัดการเรียนรสู อดคลอ งกบั จุดประสงค
-1 เมื่อเหน็ วา แผนการจัดการเรียนรไู มส อดคลองกบั จุดประสงค
เกณฑการพิจารณาแผนการจัดการเรียนรู
1) แผนการจัดการเรียนรูทมี่ ีคา IOC ตัง้ แต 0.50 - 1.00 มีคา ความเทย่ี งตรงใชไ ด
2) แผนการจัดการเรยี นรทู ม่ี คี า IOC ต่ำกวา 0.50 ตองปรับปรุง

๒๑

โดยคา IOC ของแผนการจดั การเรยี นรูชนั้ นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 4 มีดงั นี้
ชั้นนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปท่ี 4 แผนการจดั การเรียนรูที่ 1, 4 และ 6 มคี า IOC เทากับ 1.00, แผนการ
จัดการเรียนรูที่ 2 มีคา IOC เทากับ 0.93, แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 มีคา IOC เทากับ 0.87 และแผนการ
จัดการเรียนรูท่ี 5 มคี า IOC เทากบั 0.97

1.9 นำแผนการจดั การเรยี นรทู ไี่ ดร บั การตรวจจากผเู ชีย่ วชาญไปปรบั ปรงุ แกไ ขตามขอ แนะนำ
2. แบบทดสอบความรดู านคำศพั ทของนกั เรียนชน้ั นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 4 มีข้นั ตอนการสรา ง ดังนี้

2.1 ศึกษาเอกสารทเ่ี กย่ี วขอ งกบั ความรดู านคำศัพท รวมถงึ การวัดและการประเมนิ ผล
2.2 สรางผงั คำศัพทส ำหรบั ใชใ นการทดสอบความรดู า นคำศพั ทภ าษาเขมร
2.3 ดำเนินการสรา งแบบทดสอบความรดู านคำศพั ทภ าษาเขมร
2.4 นำแบบทดสอบเสนอตอผูเชี่ยวชาญ 3 คน เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของ
แบบทดสอบกับตัวชี้วัดและคุณลักษณะของความรูดานคำศัพทและความสามารถในการอานออกเสียงคำภาษา
เขมร โดยมเี กณฑการพิจารณาลงความเหน็ ดงั น้ี

+1 ถา แนใ จวาขอสอบวัดไดตรงตามวัตถุประสงค
0 ถาไมแนใจวาขอ สอบวัดไดตรงตามวตั ถุประสงค
-1 ถา แนใ จวา ขอ สอบวดั ไดไมต รงตามวตั ถปุ ระสงค
2.5 นำผลการประเมินจากผูเชย่ี วชาญมาหาคา IOC และเลือกขอสอบท่ีมคี ามากกวา 0.5 นำมา
สรางแบบวดั และปรบั ปรุงแกไขตามคำแนะนำของผูเชยี่ วชาญ
2.6 นำแบบทดสอบความรูดานคำศัพทภาษาเขมร ไปใชท ดสอบกอนเรียนและหลังเรียนกับกลุม
ตัวอยาง
3. แบบทดสอบความสามารถในการอานออกเสียงคำภาษาเขมร ของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปที่ 4 มีขั้นตอนการสรา ง ดังนี้
3.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวขอ งกับความสามารถในการอานออกเสียงคำภาษาเขมร รวมถึงการวัด
และประเมินผล
3.2 สรา งผงั ประโยคสำหรับใชในการทดสอบความสามารถในการอา นออกเสียงคำภาษาเขมร
3.3 ดำเนนิ การสรางแบบทดสอบความสามารถในการอา นออกเสยี งคำภาษาเขมร
3.4 นำแบบทดสอบเสนอตอผูเชี่ยวชาญ 3 คน เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของ
แบบทดสอบกับตัวชี้วัดและคุณลักษณะของความรูดานคำศัพทและความสามารถในการอานออกเสียงคำภาษา
เขมร โดยมเี กณฑการพิจารณาลงความเห็น ดงั นี้
+1 ถาแนใจวา ขอ สอบวัดไดตรงตามวตั ถปุ ระสงค
0 ถา ไมแ นใ จวา ขอสอบวดั ไดต รงตามวัตถุประสงค
-1 ถาแนใจวา ขอ สอบวดั ไดไ มตรงตามวัตถุประสงค
3.5 นำผลการประเมนิ จากผูเชี่ยวชาญมาหาคา IOC และเลือกขอสอบท่ีมีคามากกวา 0.5 นำมา
สรางแบบวัด และปรบั ปรงุ แกไ ขตามคำแนะนำของผูเชย่ี วชาญ
3.6 นำแบบทดสอบความสามารถในการอา นออกเสยี งคำภาษาเขมร ไปใชท ดสอบกอ นเรยี นและ
หลังเรียนกบั กลมุ ตวั อยาง

๒๒

การเกบ็ รวบรวมขอมูล
ผูวิจยั ไดก ำหนดขนั้ ตอนการดำเนนิ การเก็บรวบรวมขอ มูล ดังน้ี
1. ชี้แจงทำความเขาใจกับนักเรียนเกี่ยวกับวิธีการจัดการเรียนการสอนแจกลูกสะกดคำ ในดานบทบาท

ของผเู รียนและผสู อน จดุ ประสงคก ารเรียนรู ขัน้ ตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และวธิ ีการประเมินผลการ
เรียนรู

2. ทดสอบกอนเรียน โดยใชแบบทดสอบความรูดานคำศัพท และความสามารถในการอานออกเสียงคำ
ภาษาเขมรท่ีผวู ิจัยสรา งขน้ึ แลว บันทกึ คะแนนทไ่ี ดจ ากการทดสอบคร้งั นี้เปนคะแนนกอนเรยี น

3. ดำเนินการจัดการเรียนการสอนแจกลูกสะกดคำใหแกนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
โรงเรียนบอ ไรว ทิ ยาคม จำนวน 1 ภาคเรยี น

4. ทดสอบหลังเรียน โดยใชแบบทดสอบความรูดานคำศัพท และความสามารถในการอานออกเสียงคำ
ภาษาเขมรท่ผี ูวิจัยสรา งขนึ้

5. นำคะแนนจากแบบทดสอบกอนและหลังเรียนมาวิเคราะหดวยวิธีการทางสถิติ โดยใชการทดสอบ
วลิ คอกซนั เพอ่ื ทดสอบสมมตฐิ านทีต่ ้ังไว
การวิเคราะหขอมลู

ในการวิจัยครง้ั นี้ ผูวิจยั ดำเนินการวเิ คราะหข อ มลู โดยใชสถติ ใิ นการวเิ คราะหด งั น้ี
1. คา เฉลี่ย (mean) หาคาเฉลี่ยคะแนนการทดสอบกอ นเรียนและหลงั เรียน
2. สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) หาคาการกระจายของคะแนนการทดสอบกอนเรียน
และหลงั เรยี น
3. การทดสอบวิลคอกซัน (Wilcoxon signed rank test) หาความแตกตางของคาเฉลี่ยคะแนน
แบบทดสอบกอ นเรียนและหลังเรยี น เพ่อื ทดสอบสมมติฐานการวิจัย

๒๓

บทท4ี่
ผลการวเิ คราะหขอมูล

การพัฒนาทักษะประสมคำและการออกเสียงศัพทภาษาเขมร ดวยวิธีการจัดการเรียนรูแบบแจกลูก ของ
นกั เรยี นช้นั นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที่ 4 โรงเรยี นบอ ไรวิทยาคมเสนอผลการวิจัย ดงั นี้

1. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอานออกเสียงคำภาษาเขมรของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปท่ี 4 กอนและหลังการจดั การเรยี นรแู จกลกู สะกดคำ

ผูวิจัยไดทำการทดสอบความสามารถในการอานออกเสียงคำภาษาเขมรกอนและหลังการจัดการเรียนรู
แจกลูกสะกดคำของนักเรียนชั้นนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 4 จำนวน 115 คน โดยใชแ บบทดสอบความสามารถ
ในการอานออกเสียงคำภาษาเขมรสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แลวนำคาเฉลี่ยของคะแนนจาก
แบบทดสอบกอนเรียนและหลงั เรียนมาเปรยี บเทียบกัน มีรายละเอียดดงั ตารางท่ี 3

ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอานออกเสียงคำภาษาเขมรของ นักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปที่ 4 กอ นและหลงั การจดั การเรียนรแู จกลกู สะกดคำ
จำนวน
ระดบั ชน้ั คน คะแนนเตม็ ทดสอบกอนเรยี น ทดสอบหลังเรยี น

x� S.D. x� S.D.

4/1 36 30 5.47 2.95 10.22 2.46
4/2 37 30
4/3 24 30
4/4 18 30

จากตารางที่ 3 พบวาความสามารถในการอานออกเสียงคำภาษาเขมรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
หลังการจัดการเรียนรูแจกลูกสะกดคำมีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .05 ซ่งึ เปน ไปตามวตั ถปุ ระสงคท ่ีตั้งไว

2. ผลการเปรียบเทียบความรูดานคำศัพทภาษาเขมรของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 กอน
และหลังการจดั การเรยี นรูแจกลกู สะกดคำ

ผูวิจัยไดทำการทดสอบความรูดานคำศัพทภาษาอังกฤษ กอนและหลังการจัดการเรียนรูแจกลูกสะกดคำ
ของนักเรียนชั้นนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 4 จำนวน 115 คน โดยใชแบบทดสอบความรูดานคำศัพทภาษาเขมร
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แลวนำคาเฉลี่ยของคะแนนจากแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียนมา
เปรียบเทียบกัน มรี ายละเอียดดังตารางที่ 4

๒๔

ตารางที่ 4 ผลการเปรียบเทียบความรูดานคำศัพทภ าษาเขมรของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 4 กอนและ
หลงั การจัดการเรียนรแู จกลูกสะกดคำ
จำนวน
ระดบั ชัน้ คน คะแนนเตม็ ทดสอบกอนเรียน ทดสอบหลงั เรียน

x� S.D. x� S.D.

4/1 36 30 5.47 2.95 10.22 2.46
4/2 37 30
4/3 24 30
4/4 18 30

จากตารางท่ี 4 ความรูดานคำศัพทภาษาเขมรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู
แจกลูกสะกดคำมีคะแนนการทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน พบวานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 มีคะแนนการ
ทดสอบหลังเรียนและกอนเรียนไมแตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 และนักเรียนชั้นนักเรียนชัน้
มัธยมศกึ ษาปที่ 4 มีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสงู กอ นเรยี นอยางมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดับ .05 ซงึ่ เปนไปตาม
วัตถุประสงคท ี่ต้ังไว

3. กระบวนการจัดการเรียนรูแจกลูกสะกดคำเพื่อพัฒนาความรูดานคำศัพทและความสามารถในการ
อา นคำภาษาเขมร ประกอบดว ย 5 ขนั้ ตอน ดงั น้ี

ในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยทดลองใชกระบวนการจัดการเรียนรูแจกลูกสะกดคำ ประกอบดวย 5
ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 การนำเขาสูบทเรียนโดยใชบัตรคำ (Flash card) เปนขั้นที่ผูสอนใหผูเรียนดูบัตรคำ เพ่ือ
ดงึ ดดู ความสนใจหรอื โนมนาวใหผ ูเรยี นสนใจในบทเรียน และเปน การเชือ่ มโยงเขาสเู นอ้ื หา

ขั้นที่2 การนำเสนอคำศัพทและรับรูหนวยเสียง (presenting vocabulary and recognizing phonemes )
เปนขน้ั ท่ผี ูสอนใหผเู รยี นรบั รูหนว ยเสยี ง และฟง การออกเสียงคำศัพททีป่ รากฏในบตั รคำ (Flash card)

ขั้นที่ 3 การแยกหนวยเสียงในคำและผสมหนวยเสียง (segmenting phonemes and blending
phonemes) เปนขั้นที่ผูสอนใหผูเรียนแยกหนวยเสียงแตละเสียง ทั้งหนวยเสียงที่เปนพยัญชนะตน หนวยเสียงที่เปน
สระ และหนวยเสียงที่เปนตัวสะกดของคำศัพทที่ไดฟง จากนั้นใหผูเรียนออกเสียงแตละหนวยเสียง จนสามารถ
ผสมหนว ยเสียงใหเปนคำได

ขั้นที่ 4 การทำความเขาใจความหมายของคำศัพท(understanding the meaning of words) เปนขั้นที่
ผสู อนใชบ ตั รคำ (Flash card) เพือ่ สอ่ื ความหมายของคำ แลวจึงใหผูเรยี นบอกความหมายของคำศพั ทน ัน้ ๆ

ขั้นที่ 5 การนำคำศัพทไปใชในประโยค (using vocabulary in sentences)เปนขั้นที่ผูสอนใชบัตรคำ
(Flash card) กิจกรรม เกม รูปภาพ หรือสถานการณ เพื่อฝกใหผูเรียนสามารถเลือกใชคำศัพทไดถูกตองตามบริบท
ของประโยค

๒๕

บทที่ 5
สรุปผลการวิจัย อภปิ รายผลและขอเสนอแนะ
การพัฒนาทักษะประสมคำและการออกเสียงศัพทภาษาเขมร ดวยวิธีการจัดการเรียนรูแบบแจกลูก ของ
นักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบอไรวิทยาคม มีวัตถุประสงค 1) เพื่อเปรียบเทียบความรูดาน
การออกเสียงคำศัพทภาษาเขมรของนักเรียนช้นั นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที่ 4 กอนและหลงั การจัดการเรยี นรภู าษา
เขมรดวยวิธีการสะกดคำแบบแจกลูก 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการออกเสียงคำศัพทภาษาเขมรของ
นักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 กอนและหลังการจัดการเรียนรูภาษาเขมรดวยวิธีการสะกดคำ
แบบแจกลูก 3) เพื่อนำเสนอกระบวนการจัดการเรียนรูเขมรดวยวิธีการสะกดคำแบบแจกลูก สำหรับการพัฒนา
ความรูดานคำศัพทและความสามารถในการออกเสียงคำศัพทภาษาเขมร ผูวิจัยทำการเก็บรวบรวมขอมูลกับ
นักเรียนกลุมตัวอยาง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบอไรวิทยาคม จำนวน 115 คน โดยการเลือก
แบบเจาะจง เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ไดแก 1) แผนการจัดการเรียนรูรายวิชาภาษาเขมรเบื้องตน1 (ข31201)
โดยวิธีการสอนแบบแจกลูกสะกดคำ 2) ชุดคำศัพทการอานออกเสียงภาษาเขมร 3) แบบประเมินการอานออก
เสียงศัพทภ าษาเขมร สถติ ทิ ่ใี ชใ นการวเิ คราะหขอมลู ไดแ ก คา เฉล่ยี สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
สรปุ ผลการวิจยั
วิจัยเรื่องการพัฒนาทกั ษะประสมคำและการออกเสียงศพั ทภาษาเขมร ดวยวิธกี ารจดั การเรียนรูแ บบแจก
ลูก ของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบอไรวิทยาคม ผลการวิเคราะหขอมูลสามารถสรุป
ผลการวิจยั ไดดงั น้ี
1. ความสามารถในการอานออกเสยี งคำภาษาเขมรของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 4 มีคะแนนหลังเรียน
สูงกวากอ นเรยี น และคา เฉล่ียของคะแนนหลงั เรยี นสงู กวากอ นเรยี นอยา งมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดบั 0.5
2. ความรูดานคำศัพทภาษาเขมรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 มีคะแนนหลังเรียนสูงกวากอนเรียน
และคาเฉลีย่ ของคะแนนหลังเรยี นสูงกวากอนเรยี น อยา งมนี ัยสำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.5
3. กระบวนการจัดการเรียนรูแจกลูกสะกดคำ ประกอบดวย 5 ขั้นตอน ไดแก 1) การนำเขาสูบทเรียน
โดยใชบัตรคำ 2) การนำเสนอคำศัพทและรบั รูหนวยเสยี ง 3) การแยกหนวยเสียงในคำและผสมหนว ยเสียง 4) การ
ทำความเขา ใจความหมายของคำและ 5) การนำคำศพั ทไ ปใชใ นประโยค
อภิปรายผล
วิจัยเรื่องการพัฒนาทกั ษะประสมคำและการออกเสยี งศพั ทภาษาเขมร ดวยวิธีการจดั การเรียนรูแบบแจก
ลูก ของนกั เรียนช้นั นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 4 โรงเรียนบอ ไรวิทยาคม อภิปรายผลการวิจัยได ดงั น้ี
1. ความสามารถในการอานออกเสียงคำภาษาเขมรของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 มี
คะแนนหลังเรียนสูงกวากอนเรียน และคาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียน (x ̅ = 10.22) สูงกวากอนเรียน (x ̅ = 5.47)
อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 แสดงใหเห็นวาการจัดการเรียนรูแจกลูกสะกดคำสามารถพัฒนาทักษะการ
อา นออกเสียงคำภาษาเขมร ท้ังนเี้ นือ่ งจากเปน การจัดการเรียนรแู จกลูกสะกดคำ คือ การนำเสนอคำศัพทและรับรู
เสียง การแยกหนว ยเสียงในคำและการผสมหนว ยเสียง ทำใหผูเรียนไดฟงการออกเสยี งคำศัพทจากบัตรคำ โดยฟง
ซ้ำ ๆ แลวจึงฝกแยกหนวยเสียง จากการสังเกตขณะทำการวิจัย พบวา ผูเรียนไมสามารถแยกหนวยเสียงได

๒๖

หากไดฟงเพียงครั้งเดียว จึงตองเปดวีดิทัศนใหผูเรียนฟงหลายครั้ง และผูสอนตองชวยออกเสียงคำศัพทน้ัน
อยางชา ๆ และชัดเจน ผูเรียนจึงสามารถแยกหนวยเสียงได และใหผูเรียนไดฝกออกเสียงซ้ำ ๆ เพื่อใหเกิด
ความคุนเคย สงผลใหสามารถอานคำศัพทนั้นไดหลังจากเรียนจบแลว ทั้งยังสามารถอานออกเสียงคำศัพทอื่นที่มี
หนว ยเสียงใกลเ คียงกนั ได

2. ความรูดานคำศัพทภาษาเขมรของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 มีคะแนนความรูดาน
คำศัพทภาษาเขมร หลังเรียนสูงกอนเรียน และคาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียน (x ̅ = 17.88) สูงกวากอนเรียน (x ̅ =
5.84) อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงใหเห็นวาการจัดการเรียนรูแจกลูกสะกดคำ โดยใชบัตรคำ
(Flash cards) มีสวนพัฒนาใหผูเรียนมีความรูดานคำศัพทมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใน
ขั้นที่ 4-5 คือ การทำความเขาใจความหมายของคำและการนำคำศัพทไปใชในประโยคโดยสอนใหผูเรียนรู
ความหมายของคำศัพท ดวยการใชบัตรคำ (Flash cards) เพื่อสื่อการออกสีเสียง และความหมายของคำ แลวจึงให
ผูเรียนบอกความหมายของคำ จากนั้นใชบัตรคำ (Flash cards) เพื่อฝกใหผูเรียนสามารถออกเสียงคำศัพทไดถูกตอ ง
ตามบริบทของประโยค นักเรียนสามารถแยกเสียงของพยัญชนะ สระนั้นๆ และนำมาผสมกันเปนคำศัพทไดและ
จากผลการวิจัยความรูดานคำศัพทภาษาเขมรของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ซึ่งมีคาเฉลี่ยของ
คะแนนหลังเรียนสูงกวากอนเรียน แตไมแตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยขณะทำการวิจัย
ผูวิจัยพบวาสาเหตุที่ทำใหผูเรียนเกิดการเรียนไดนอย อันเนื่องมากจาก ประการที่หนึ่ง มีปญหาจากการเรียนการ
สอนที่ใชเวลายาวนานมากเกินไป จึงทำใหผูเรียนรูสึกเหนื่อยลาในการเรียนรู ประการที่สอง นักเรียนมี
ความสามารถนำคำศัพทไปใชในประโยคตาง ๆ ไดนอย เนื่องจากมีความรูดานคำศัพทในระดับประถมศึกษาตอน
ปลายไมมากนัก จึงไมเขาใจบริบทของประโยคใหม ๆ ประการที่สาม ผูเรียนไดรับการฝกการนำคำศัพทที่เรียนไป
แลวไปใชอยางไมตอ เนื่อง และประการที่สี่ การเลือกใชคำศัพทมาสอนบางคำอาจเปนคำศัพทที่ยากเกินไปสำหรับ
ผูเรียน ซึ่งสอดคลองกับ Lado (2016) ไดกลาวถึงหลักการเลือกคำศัพทไววา ควรเปนคำศัพทที่มีความสัมพันธกับ
ประสบการณและความสนใจของผูเรียน มีปริมาณของตัวอักษรในคำศัพทเหมาะสมกับระดับอายุและสติปญญา
ของผูเรียน เชน ในระดับประถมศึกษาก็ควรนำคำศัพทสั้น ๆ มาสอนและไมควรมีคำศัพทมากเกินไปหรือนอย
เกนิ ไปในบทเรยี นหนง่ึ ๆ แตค วรเหมาะสมกับวุฒิภาวะทางสติปญญาของผูเรยี น
ขอ เสนอแนะ

จากงานวจิ ัยมีขอเสนอแนะ ดังนี้
1. ควรศึกษาผลของการจัดการเรยี นรแู จกลกู สะกดคำ เพอื่ พัฒนาการอา นออกเสียงประโยคหรอื ขอ ความ
ภาษาเขมรสั้น ๆ ของนักเรยี นชน้ั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 4
2. ควรศึกษาผลการจัดการเรียนรูแจกลูกสะกดคำ เพื่อพัฒนาความสามารถดานการออกเสียงและการ
เขยี นสะกดคำศัพทภาษาเขมรของนักเรียนระดับชน้ั นกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4

๒๗

บรรณานกุ รม

หนงั สือ
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ:

โรงพมิ พชุมนุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทยจำกัด.
กองเทพ เคลือบพณชิ กุล. (2562). การใชภ าษาไทย.กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร.
ฐะปะนีย นาครทรรพ. (2560). การประพันธ. กรงุ เทพฯ: อกั ษรเจรญิ ทัศน.
นภดล จันทรเพญ็ . (2562). การใชภาษาไทย. กรงุ เทพฯ: ตน ออ .
ประเทนิ มหาขันธ. (2560). การสอนอานเบื้องตน. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พร้นิ ติ้งเฮาส.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2560). พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542. กรงุ เทพฯ: นานมีบคุ พบั ลเิ ค
ชันส.ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2564). พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542. กรงุ เทพฯ: ศรวี ฒั นา
อินเตอรพริน้ ท.วจิ ิตรา แสงพลสิทธ์ิและคณะ. (2562). การใชภ าษาไทย(ไทย101). กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร.
ศรีวไิ ล พลมณ.ี (2560). พื้นฐานการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาตางประเทศ:Foundation of teaching

Thai as a Foreign Language. กรงุ เทพ: จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั .
สถาบนั ภาษาไทย สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (ม.ป.ป.) คูมือการสอนโดยการแจกลกู สะกดคำ.
กรงุ เทพฯ.
สุนนั ทา มั่นเศรษวทิ ย. (2560). หลกั และวิธกี ารสอนอา นภาษาไทย. พิมพครัง้ ท่ี 6. กรุงเทพฯ:ไทยวฒั นาพานชิ .

วารสาร
เกสร สทุ ธปิ ญโญ, สมปอง ศรีกลั ยา และประสพสุข ฤทธิเดช. (2556, พฤษภาคม - สงิ หาคม). การพัฒนาการ

อา นและการเขียนแจกลูกสะกดคำโดยใชแบบฝกทกั ษะ กลมุ สาระการเรียนรูภาษาไทย ช้ัน
ประถมศึกษาปที่ 1. ว.มรม. (มนษุ ศาสตรแ ละสังคมศาสตร) , ปท ี่7(ฉบบั ท2่ี ), 173 – 181.

วิทยานพิ นธ
ไพรนิ ทร พง่ึ พงษ. (2556). การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการอานและเขยี นสะกดคำที่มสี ระประสมของนักเรยี นช้นั

ประถมศึกษาปท่ี 1 โดยใชย ุทธวิธพี หุปญญา แผนผงั ความคิดและแบบฝกเสรมิ ทกั ษะ.
(ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ ). มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, กรุงเทพฯ.
หงษล ดา กลาหาญ, รอยเอกหญงิ (2561). ภาษาเขมรพนมเปญตามแนวภาษาศาสตร. (ปริญญาพุทธศาสตร
ดษุ ฎี
บณั ฑิต). มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณร าชวทิ ยาลยั , พระนครศรอี ยธุ ยา.

ตางประเทศ
. (2010).សខុ ឈន
ករលបំ ាករបសជ់ នបរេទសេពញវ័យេរៀនភាសែខរ� េនអង�ករអូអឹមេអហ�

អនរ� ជាតិ (Difficulties of Foreign Adult Learners Study Khmer Language at OMF
International). Cambodia : Royal university of Phnom Penh.

๒๘


Click to View FlipBook Version