The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่อง การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suchada, 2022-05-30 04:15:15

เรื่อง การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์

เรื่อง การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์

ห นั ง สื อ ป ร ะ ก อ บ ก า ร เ รี ย น รู้

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1

รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 1 รหัสวิชา ว31101
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

จัดทำโดย

นางหรรษา นาคสวัสดิ์
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนยางโกลนวิทยา อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์

หัวข้อที่ 1

โครงสร้าง
และหน้าที่

ของส่วนประกอบต่าง ๆ ของ

เซลล์พืช
และเซลล์สัตว์

หัวข้อที่ 1 1

โครงสร้าง

ของส่วนประกอบต่าง ๆ
ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์

โครงสร้างและส่วนประกอบของเซลล์พืชและสัตว์ต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิต
หลายเซลล์เหมือนกัน เซลล์พืชและเซลล์สัตว์มีขนาดรูปร่าง และลักษณะแตก
ต่างกันตามความเหมาะสมของหน้าที่ แต่โครงสร้างพื้นฐานหรือองค์ประกอบ
ส่วนใหญ่ทั้งของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์จะคล้ายคลึงกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

โครงสร้างพื้ นฐานและหน้าที่ ของเซลล์พืช
โครงสร้างเซลล์พืช

ที่มา : HTTPS://BIOCHEMIX.WORDPRESS.COM/PAGE/2/

1. ผนังเซลล์ (CELL WALL)
ผนังเซลล์พบในเซลล์พืชเท่านั้นเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิต ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงและทำให้เซลล์คงรูป อยู่ได้
ประกอบด้วยเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่และยังประกอบด้วยสารพวกเพกทิน ลิกนิน ฮีมิเซลลูโลส ซูเบอริน ไคทิน และคิวทิน

ที่มา : HTTP://BMS.WESTFORDK12.US/PAGES/TEAMS/7GREEN/CELLS/GROUPH/HCELLWALL.HTML

หัวข้อที่ 1 2

2. เยื่อหุ้มเซลล์
(CELL MEMBRANE)

มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ อยู่ล้อมรอบเซลล์ ที่ ม า : H T T P://APBIOMAEDAHS.WEEBLY . C O M / 2 B - C E L L -
ประกอบด้วยสารประเภทโปรตีนและไขมัน มีหน้าที่ HOMEOSTASIS---CELL-MEMBRANE-PROCESSES.HTML
ช่วยให้เซลล์คงรูปและควบคุมการแลกเปลี่ยนสาร
ระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์พบ
ได้ทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์เป็นส่วนที่มีชีวิต มี
ความยืดหยุ่นสามารถยืดหดได้มีลักษณะเป็นเยื่ อ
บางๆ มีรูพรุนสำหรับให้สารละลายผ่านเข้าออกได้

เช่น น้ำ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ยูเรีย กรดอะมิโน เกลือแร่ ออกซิเจน และกลีเซอรอลสามารถผ่านเข้า
ออกได้ง่าย ส่วนสารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้เลย เช่น สารพวกโปรตีนและไขมัน
จึงเรียกเยื่อที่มีลักษณะแบบนี้ว่า เยื่อกึ่งซึมผ่านได้ (SEMIPERMEABLE MEMBRANE หรือ SELECTIVE
PERMEABLE MEMBRANE)

3. ไซโทพลาซึม
(CYTOPLASM)

มีลักษณะเป็นของเหลวคล้ายเจลลี่ซึ่งมีน้ำ
โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และเกลือแร่ต่างๆ
เป็นองค์ประกอบ ไซโทพลาซึมเป็นศูนย์กลางการ
ทำงานของเซลล์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเมแทบอลิซึม
(metabolism) ทั้งกระบวนการสร้างและการ
สลายอินทรียสาร เป็นแหล่งที่เกิดปฏิกิริยาเคมี
ต่างๆ ที่จะช่วยให้เซลล์ดำรงชีวิตอยู่ได้

ที่ ม า : H T T P://WWW.THAIGOODVIEW.CO M / N O D E / 5 0 5 1 8

หัวข้อที่ 1 3

4. นิวเคลียส (NUCLEUS)

ที่มา : HTTP://MICRO.MAGNET.FSU.EDU/CELLS/NUCLEUS/NUCLEUS.HTML อยู่ในไซโทพลาซึม เป็นส่วนประกอบที่
สำคัญที่สุดของเซลล์ นิวเคลียสทำหน้าที่
ควบคุมเมแทบอลิซึมของเซลล์ ควบคุมการ
สังเคราะห์โปรตีนและเอนไซม์ ควบคุมการ
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไป
สู่รุ่นลูกหลาน ควบคุมกิจกรรมต่างๆ ภายใน
เซลล์ ควบคุมการเจริญเติบโต และควบคุม

ลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต

5. คลอโรพลาสต์ (CHLOROPLAST) ที่มา : HTTP://CELLCOMPONENTS.WEEBLY.COM/CHLOROPLAST.HTML

พบเฉพาะในเซลล์ที่มีสีเขียวของพืชและเซลล์ของ
โพรทิสต์บางชนิด เช่น สาหร่าย คลอโรพลาสต์
ประกอบด้วยเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ชั้นนอกทำหน้าที่ควบคุม
ชนิดและปริมาณของสารที่ผ่านเข้าและออกจากคลอ
โรพลาสต์ ส่วนชั้นในจะมีลักษณะยื่นเข้าไปภายในและ
มีการเรียงกันเป็นชั้นๆ อย่างมีระเบียบ ภายในเยื่อหุ้ม
ชั้นในจะมีโมเลกุลของสารสีเขียว เรียกว่า คลอโรฟิลล์
(CHLOROPHYLL) และมีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับ

การสร้างอาหาร

6. แวคิวโอ (VACUOLE)

มีขนาดใหญ่มากในเซลล์พืช เป็นออร์แกเนลล์ ที่มีเยื่อหุ้มชั้น

เดียว มีลักษณะเป็นถุง มีเมมเบรน ซึ่งเรียกว่า โทโนพลาสต์

( TONOPLAST) ห่อหุ้ม ภายในมีสารต่างๆ บรรจุอยู่ โดย

ทั่วไป จะพบในเซลล์พืช และสัตว์ชั้นต่ำ ทำหน้าที่ช่วยให้เซลล์

พืชมีชีวิต และทำหน้าที่เก็บสะสมสาร ที่เป็นอันตราย ต่อไวโต

พลาสซึมของเซลล์ ในเซลล์พืชที่ยังอ่อน จะมีแวคิวโอลเล็กๆ

เป็นจำนวนมาก เซลล์พืชที่เจริญเติบโต เต็มที่สมบรูณ์ แวคิว

W W W . P O W E R C O N N E C T .โCอลOจMะรวมกัน มีขนาดใหญ่มากประมาณ 95 % หรือมากกว่า

(653) 5782 845 | (532) 2325 829 นี้โดยปริมาตรของแต่ละเซลล์
ที่มา :
HTTP://VICHAKARN.TRIAMUDOM.AC.TH/COMTECH/STUDENTPROJECT/SCI/CELL7/

CELL/UNTITLED-206.HTML

4

7. กอลจิคอมเพลกซ์ ( GOLGI
COMPLEX, GOLGI BODIES,

GOLGI APPARATUS)

ที่มา : HTTP://OCELLINTERNATIONALAIRPORT.WEEBLY.COM/GOLGI-BODY.HTML เป็นโครงสร้างที่ประกอบด้วยถุง(vacuole)

หุ้มด้วยเยื่อบาง ๆ หลาย ๆ ถุงเรียงกันภายในถุง

จะมีสารที่เซลล์จะขนส่งออกนอกเซลล์ ทำหน้าที่
ในขบวนการขนถ่าย (secretion) เกี่ยวข้องกับ
การสังเคราะห์ไลโซโซมและเซลเพลทของพืช 

เป็นออร์แกเนล ที่มีผนังบาง 2 ชั้น มีความหนา 8. เอนโดพลาสมิก เรติคูลัม
น้อยกว่าเยื่อหุ้มเซลล์ มีลักษณะ เป็นท่อขดพับไป ( ENDOPLASMIC
มา เป็นออร์แกเนล ที่เกี่ยวข้องกับ การสังเคราะห์ RETICULUM : ER)
โปรตีน ซึ่งไรโบโซม จะเกาะทางด้าน ไซโตซอลของ
เยื่อหุ้ม โปรตีนถูกสังเคราะห์ ข้ามเยื่อหุ้ม ของเอน ที่ ม า : H T T PS://EN.WIKIPEDIA.ORG/WIK I / E N D O P L A S M I C _ R E T I C U L U M
โดพลาสมิก เรทิคิวลัม นอกจากจะเป็น ที่ให้ไรโบ
โซมเกาะอยู่แล้ว ยังทำหน้าที่สังเคราะห์สาร
(sterols) และ phospholipids เป็นสารที่จำเป็น
ของทุกๆเยื่อหุ้ม

เอนโดพลาสมิก เรทิคิวลัม ยังทำหน้าที่ขน
ถ่ายเอนไซม์ และโปรตีนโมเลกุล เรียกว่า การ
หลั่งสาร หรือกระบวนการขับสาร ออกนอก
เซลล์(SECETION)

ประกอบด้วย โครงสร้างระบบท่อที่มีการ
เชื่อมประสานกัน ทั้งเซลล์ส่วนของท่อยังติดต่อ
กับเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มนิวเคลียส และกอลจิบอ
ดีด้วย ภายในท่อมีของเหลวซึ่งเรียกว่า ไฮยาโล
พลาซึม (HYALOPLASM) บรรจุอยู่ และพบ
ในยูคารีโอตเท่านั้น

หัวข้อที่ 1 5

ER แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1). เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดขรุขระ
(ROUGH ENDOPLASMIC RETICULUM : RER)

เป็นชนิดที่มี ไรโบโซมเกาะ หน้าที่
การสังเคราะห์โปรตีนของไรโบโซมที่เกาะอยู่ โดยมีกอลจิบอดี (golgi body)
เป็นตัวสะสม หรือทำให้มีขนาดพอเหมาะ ที่ส่งออกนอกเซลล์
ลำเลียงสาร ซึ่งได้แก่ โปรตีน ที่สร้างได้ และสารอื่ นๆ เช่น ลิพิดชนิดต่างๆ ในเซลล์ที่
เกิดใหม่
พบว่ามี RER มากกว่า SER แต่เมื่เซลล์มีอายุมากขึ้น พบว่า SER มากกว่า RER เชื่อกัน

ว่า RER จะเปลี่ยนเป็น SER เมื่อเซลล์มีอายุมากขึ้น

ที่มา : HTTP://THECELLORGANELLES.WEEBLY.COM/ROUGH--SMOOTH-ENDOPLASMIC-RETICULUM.HTML

2) เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดเรียบ (SMOOTH
ENDOPLASMIC RETICULUM : SER)

เป็นชนิดที่ไม่มีไรโบโซมเกาะ พบมากในเซลล์ที่มีหน้าที่
กำจัดสารพิษ และสร้างสารสเตอรอยด์ จึงพบในเซลล์ที่
ต่อมหมวกไต เซลล์แทรกของเลย์ดิกในอัณฑะ เซลล์รังไข่
และในเซลล์ของตับ และยังทำหน้าที่ คือ ลำเลียงสารต่างๆ
เช่น RNA ลิพิด โปรตีน

เนื่องจากผนังของ ER ยอมให้สารประกอบโมเลกุลใหญ่
บางชนิด รวมทั้ง ลิปิด เอนไซม์ และโปรตีนผ่านเข้าออกได้ จึง
เป็นทางผ่านของสาร และเกลือแร่เข้าไปกระจายทั่วเซลล์ รวม
ทั้งสารต่างๆ ยังอาจสะสมไว้ใน ER อีกด้วย และการขับของ
เสีย ออกจากเซลล์ โดยผ่านทาง ER เรียกว่า เอกโซไซโทซิส
( EXOCYTOSIS)

ที่มา : HTTPS://INFOGRAPH.VENNGAGE.COM/P/71451/SMOOTH-ENDOPLASMIC-RETICULUM

หัวข้อที่ 1

โครงสร้าง
เซลล์สัตว์

ที่ ม า : H T T PS://SITES.GOOGLE.COM/A/A S U . E D U / T H E - A L M I G H T Y - C E L L / T H E - S O U R C E / A N I M A L - C E L L

โครงสร้างพื้นฐานและหน้าที่ของเซลล์สัตว์
1. เยื่อหุ้มเซลล์ (CELL MEMBRANE)

มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ อยู่ล้อมรอบเซลล์ ประกอบด้วยสารประเภทโปรตีนและไขมัน มีหน้าที่
ช่วยให้เซลล์คงรูปและควบคุมการแลกเปลี่ยนสารระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์
พบได้ทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์เป็นส่วนที่มีชีวิต มีความยืดหยุ่นสามารถยืดหดได้มีลักษณะ
เป็นเยื่อบางๆ มีรูพรุนสำหรับให้สารละลายผ่านเข้าออกได้

ที่ ม า : H T T PS://SITES.GOOGLE.COM/A/A S U . E D U / T H E - A L M I G H T Y - C E L L / T H E - S O U R C E / A N I M A L - C E L L / C E L L - M E M B R A N E

6

LYSOSOME

ที่มา : HTTP://MRMITCHELLSBIOLOGY.WEEBLY.COM/LYSOSOME.HTML

2. ไลโซโซม
(LYSOSOME)

พบเฉพาะในเซลล์สัตว์เท่านั้น คล้ายถุงลม รูป ไลโซโซม มีหน้าที่สำคัญ คือ
ร่างกลมรี เส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 0.15 -0.8
ไมครอน มักพบใกล้กับกอลจิบอดี ไลโซโซม ยังเป็น • ย่อยสลายอนุภาค และโมเลกุลของสาร
ส่วนสำคัญ ในการย่อยสลาย มีเอนไซน์หลายชนิด อาหาร ภายในเซลล์
จึงสามารถย่อยสลาย สารต่างๆ ภายในเซลล์ได้ดี • ย่อย หรือทำลายเชื้อโรค และสิ่งแปลก
เป็นออร์แกแนลล์ ที่มีเมมเบรนห่อหุ้ม เพียงชั้น ปลอมต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายหรือเซลล์ เช่น
เดียว ซึ่งไม่ยอมให้เอนไซม์ต่างๆ ผ่านออก แต่เป็น เซลล์เม็ดเลือดขาวกิน
เยื่อที่สลายตัว หรือรั่วได้ง่าย • ทำลายเซลล์ที่ตายแล้ว หรือเซลล์ที่มีอายุ
มาก
เมื่อเกิดการอักเสบของเนื้ อเยื่อ หรือขณะที่มีการ • ย่อยสลายโครงสร้างต่างๆ ของเซลล์ ใ์ น
เจริญเติบโต เยื่อหุ้มนี้มีความทนทาน ต่อปฏิกิริยา ระยะที่เซลล์มีการเปลี่ยนแปลง และมีเมตา
การย่อยของเอนไซม์ ที่อยู่ภายในได้ เอนไซม์ที่อยู่ใน มอร์โฟซีส
ถุงของไลโซโซมนี้ เชื่อกันว่าเกิดจากไลโซโซม ที่อยู่
บน RER สร้างเอนไซม์ขึ้น แล้วส่งผ่านไปยังกอลจิ
บอดี แล้วหลุดเป็นถุงออกมา

หัวข้อที่ 1 7

3. PEROXISOME 8
(MICROBODIES)

เป็นออร์แกเนลล์ขนาดเล็ก ที่มีเยื่ อหุ้มชั้น
เดียว รูปร่างคล้ายไลโซโซม แต่สามารถแบ่งตัว
ได้เอง คล้ายกับไมโทคอนเดรีย และคลอโร
พลาสต์ภายใน

ประกอบด้วย เอนไซม์หลายชนิด ที่มีหน้าที่
สำคัญในกระบวนการเมตาบอลิสม์ของกรดไขมัน

เพอรอกซิโซมจะหลั่งเอนไซม์ชื่อ คะตะเลส
(CATALASE) มาย่อยไฮโดรเจนเพอรอกไซด์
(HYDRPGEN PEROXIDE) ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์
ให้กลายเป็นโมเลกุลน้ำ ในพืชเพอรอกซิโซม

มีบทบาทสำคัญ คือ เปลี่ยนกรดไขมัน ที่สะสม
อยู่ในเมล็ดพืช ให้เป็นคาร์โบไฮเดรต สำหรับใช้เป็น
แหล่งพลังงานในการงอกของเมล็ด โดยผ่าน
วัฏจักรไกลออกซิเลท (GLYOXYLATE CYCLE)
เป็นโครงสร้างที่เล็กกว่าไรโซโซม และมีจำนวน
น้อย

ที่มา : HTTPS://SITES.GOOGLE.COM/SITE/APBIOLOGYCELLORGANELLES/ORGANELLES/PEROXISOME

หัวข้อที่ 1

4. โครมาทิน (Chromatin) ที่มา : http://www.bio-rad.com/en-us/applications-technologies/epigenetics-chromatin-structure

เป็นส่วนของนิวเคลียส ที่ย้อมติดสี เป็น
เส้นในเล็กๆ พันกันเป็นร่างแห เรียกร่างแห
โครมาทิน (Chromatin network) โดย
ประกอบด้วย โปรตีน รวมกับกรดดีออกซีไร
โบนิคลีอิค (deoxyribonucleic acid)หรือ
เรียกว่า DNA เป็นสารพันธุกรรมที่ควบคุม
ลักษณะของสิ่งมีชีวิต เส้นใยโครมาตินมี
คุณสมบัติติดสีได้ดี ทำให้เห็นนิวเคลียสได้
ชัดเจน

5. เซนทริโอล (centriole)

เป็นส่วนที่อยู่ใกล้นิวเคลียส พบในเซลล์
สัตว์และโพรทิสต์บางชนิด มีขนาดเล็ก ใส
มีรัศมีแผ่ออกมาโดยรอบมีรูปร่างคล้ายท่อ
ทรงกระบอก ในแต่ละเซลล์จะมีเซนทริโอล
2 อัน เรียงในลักษณะตั้งฉากกัน

หน้าที่ของเซนทริโอล คือ ช่วยในการ
เคลื่ อนที่ของโครโมโซมในขณะที่มีการแบ่ง
เซลล์ ช่วยในการเคลื่อนที่ของเซลล์บางชนิด

ที่มา : http://www.buzzle.com/articles/centriole-function.html

6. แวคิวโอ (vacuole)

มีขนาดเล็กกว่าในเซลล์พืช เป็นออร์
แกเนลล์ ที่มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว มีลักษณะเป็น
ถุง มีเมมเบรน ซึ่งเรียกว่า โทโนพลาสต์
(tonoplast) ห่อหุ้ม ภายในมีสารต่างๆ
บรรจุอยู่ โดยทั่วไป แวคิวโอลในสัตว์เป็น
ส่วนสำคัญในกระบวนการเอกโซไซโตซิส
และ เอนโดไซโตซิส

ที่มา : http://www.suggest-keywords.com/YmlnIHZhY3VvbGU/

ER

7. เอนโดพลาสมิก เรติคูลัม

(endoplasmic reticulum : ER)

เป็นออร์แกเนล ที่มีผนังบาง 2 ชั้น มีความหนาน้อยกว่าเยื่อหุ้มเซลล์ มีลักษณะ เป็นท่อ
ขดพับไปมา เป็นออร์แกเนล ที่เกี่ยวข้องกับ การสังเคราะห์โปรตีน ซึ่งไรโบโซมจะเกาะทาง
ด้าน ไซโตซอลของเยื่อหุ้ม โปรตีนถูกสังเคราะห์ ข้ามเยื่อหุ้ม ของเอนโดพลาสมิก เรทิคิวลัม
นอกจากจะเป็นที่ให้ไรโบโซมเกาะอยู่แล้ว ยังทำหน้าที่สังเคราะห์สาร (sterols)
และ phospholipids เป็นสารที่จำเป็น ของทุกๆเยื่อหุ้ม เอนโดพลาสมิก เรทิคิวลัม ยังทำ
หน้าที่ขนถ่ายเอนไซม์ และโปรตีนโมเลกุล เรียกว่า การหลั่งสาร หรือกระบวนการขับสาร
ออกนอกเซลล์ (secetion) ประกอบด้วย โครงสร้างระบบท่อ ที่มีการเชื่อมประสานกัน ทั้ง
เซลล์ส่วนของท่อยังติดต่อ กับเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มนิวเคลียส และกอลจิบอดีด้วย ภายในท่อ
มีของเหลวซึ่งเรียกว่า ไฮยาโลพลาซึม (hyaloplasm) บรรจุอยู่ และพบในยูคารีโอตเท่านั้น

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Endoplasmic_reticulum

หัวข้อที่ 1 10

หัวข้อที่ 1 11

ER แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1). เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดขรุขระ
(ROUGH ENDOPLASMIC RETICULUM : RER)

เป็นชนิดที่มี ไรโบโซมเกาะ หน้าที่
การสังเคราะห์โปรตีนของไรโบโซมที่เกาะอยู่ โดยมีกอลจิบอดี (golgi body)
เป็นตัวสะสม หรือทำให้มีขนาดพอเหมาะที่ส่งออกนอกเซลล์
ลำเลียงสาร ซึ่งได้แก่ โปรตีน ที่สร้างได้ และสารอื่ นๆ เช่น ลิพิดชนิดต่างๆ
ในเซลล์ที่เกิดใหม่ พบว่ามี RER มากกว่า SER แต่เมื่เซลล์มีอายุมากขึ้น พบว่า SER

มากกว่า RER เชื่อกันว่า RER จะเปลี่ยนเป็น SER เมื่อเซลล์มีอายุมากขึ้น

ที่มา : HTTP://THECELLORGANELLES.WEEBLY.COM/ROUGH--SMOOTH-ENDOPLASMIC-RETICULUM.HTML

2) เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดเรียบ
(SMOOTH ENDOPLASMIC RETICULUM : SER)

เป็นชนิดที่ไม่มี ไรโบโซมเกาะ พบมากในเซลล ์ที่มีหน้าที่
กำจัดสารพิษ และสร้างสารสเตอรอยด์ จึงพบในเซลล์ที่
ต่อมหมวกไต เซลล์แทรกของเลย์ดิกในอัณฑะ เซลล์รังไข่
และในเซลล์ของตับ และยังทำหน้าที่ คือ ลำเลียงสารต่างๆ
เช่น RNA ลิพิด โปรตีน

เนื่องจากผนังของ ER ยอมให้สารประกอบโมเลกุลใหญ่
บางชนิด รวมทั้ง ลิปิด เอนไซม์ และโปรตีนผ่านเข้าออกได้ จึง
เป็นทางผ่านของสาร และเกลือแร่เข้าไปกระจายทั่วเซลล์ รวม
ทั้งสารต่างๆ ยังอาจสะสมไว้ใน ER อีกด้วย และการขับของ
เสีย ออกจากเซลล์ โดยผ่านทาง ER เรียกว่า เอกโซไซโทซิส
(EXOCYTOSIS)

ที่มา : HTTPS://INFOGRAPH.VENNGAGE.COM/P/71451/SMOOTH-ENDOPLASMIC-RETICULUM

หัวข้อที่ 1 12

"8. นิวเคลียส (nucleus)

อยู่ในไซโทพลาซึม เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ
ที่สุดของเซลล์

นิวเคลียสทำหน้าที่
ควบคุมเมแทบอลิซึมของเซลล์
ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนและเอนไซม์
ควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
จากพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกหลาน ควบคุมกิจกรรม
ต่างๆ ภายในเซลล์
ควบคุมการเจริญเติบโต
ควบคุมลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต

การเปรียบเทียบโครงสร้าง เซลล์สัตว์ เซลล์พืช
ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์

ออร์แกเนลล์ • นิวเคลียส (Nucleus) • นิวเคลียส (Nucleus)
(Organelles) • นิวคลีโอลัส (Nucleolus in • นิวคลีโอลัสในนิวเคลียส
ออร์แกเนลล์ nucleus) (Nucleolus in nucleus)
(Organelles)
• เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม • เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม
(Endoplasmicreticulum) (Endoplasmic reticulum)

• เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมแบบ • เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมแบบผิว
ผิวขรุขระ (Rough ขรุขระ(Rough endoplasmic
endoplasmic reticulum) reticulum)
• เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมแบบ • เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมแบบผิว
ผิวเรียบ(Smooth เรียบ(Smooth endoplasmic
endoplasmic reticulum) reticulum)
• ไรโบโซม (Ribosome) • ไรโบโซม (Ribosomes)
• ไซโทสเกเลตอน • ไซโทสเกเลตอน
(Cytoskeleton) (Cytoskeleton)
• กอลจิแอปพาราตัส (Golgi • กอลจิแอปพาราตัส หรือ ดิกไท
apparatus) โอโซม (dictiosomes)
• ไซโทพลาซึม (Cytoplasm) • ไซโทพลาซึม (Cytoplasm)
• ไมโทคอนเดรีย • ไมโทคอนเดรีย
(Mitochondria) (Mitochondria)

หัวข้อที่ 1 13

การเปรียบเทียบโครงสร้าง เซลล์สัตว์ เซลล์พืช
ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์
• เวสิเคิล (Vesicle)
อื่น ๆ • เวสิเคิล (Vesicle) • คลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
• แวคิวโอล (Vacuole) และพลาสติด (plastid)
• ไลโซโซม (Lysosome) • แวคิวโอล (Central vacuole)
• เซนทริโอล (Centriole) • โทโนพลาสต์ (Tonoplast -
• ซิเลีย (Cilium) central
• แฟลเจลลัม (Flagellum) vacuole membrane)
• พลาสมา เมมเบรน • เปอรอกซิโซม (Peroxisome)
(Plasma membrane) • ไกลออกซิโซม(Glyoxysome)
• พลาสมา เมมเบรน (Plasma
membrane)
• ผนังเซลล์ (Cell wall)
• พลาสโมเดสมาตา
(Plasmodesmata)
• แฟลเจลลัมในเซลล์สืบพันธุ์
(Flagellum in gametes)

ที่มา : https://sites.google.com/site/structureofplantandanimalcell/khwam-taek-tang-khxng-sell-phuch-sell-satw

หัวข้อที่ 2

การลำเลียงสาร
ผ่านเยื่อหุ้ม
เซลล์โดยตรง

หัวข้อที่ 2 14

การลำเลียงสารผ่าน

เ ยื่ อ หุ้ ม เ ซ ล ล์ โ ด ย ต ร ง

การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์
(Cell Transportation)

สมบัติสําคัญที่สุดประการหนึ่งของเซลล์สิ่งมีชีวิต
คือ “สามารถควบคุมหรือคัดเลือกสาร” ผ่านเข้าออก
เยื่อหุ้มเซลล์ เซลล์สิ่งมีชีวิตจึงดํารงอยู่ได้

โดยมีองค์ประกอบเคมีภายในเซลล์แตกต่างจาก
สิ่งแวดล้อมภายนอกทั้งชนิดและปริมาณสารเคมี
รักษาสภาพเซลล์ให้คงสมบูรณ์อยู่และให้เหมาะสม
ต่อการเกิดปฏิกิริยาชีวเคมีต่าง ๆ ของเซลล์

ซึ่งต้องการสารวัตถุดิบจากภายนอกและมีของ
เสียเกิดขึ้นที่กําจัดทิ้ง ตลอดจนอาจมีผลผลิตเกิด
ขึ้นที่จะต้องส่งออกไปนอกเซลล์ เซลล์มีการแลก
เปลี่ยนสารกับสิ่งแวดล้อมแบบคัดเลือกได้เช่นนี้
เพราะเยื่อหุ้มเซลล์ มีสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่าน
(Semipermeable membrane)

ภาพโครงสร้างเยื่อหุ้มเซลล์

การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์

จำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. การลําเลียงสารโดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์
2. การลําเลียงสารไม่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยการสร้างถุงจากเยื่อ
หุ้มเซลล์ (เวสิเคิล)

1. การลําเลียงสาร โดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์
1.1) การลําเลียงโดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์และไม่ใช้พลังงานจากเซลล์ (PASSIVE

TRANSPORT)

– การแพร่ (DIFFUSION)
– การออสโมซิส (OSMOSIS)
1.2) การลําเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยใช้พลังงานจากเซลล์ (ACTIVE
TRANSPORT)
2. การลําเลียงสารไม่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยการสร้างถุงจากเยื่อหุ้มเซลล์
2.1) การนําสารเข้าสู่ภายในเซลล์ (ENDOCYTOSIS)
2.2) การเคลื่อนที่แบบเอกโซไซโทซิส (EXOCYTOSIS)

หัวข้อที่ 2 15

การลําเลียงสาร
โดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์

การแพร่ (DIFFUSION) คือ การเคลื่ อนที่ของโมเลกุล หรือ
อิออนของสารโดยอาศัยพลังงานจลน์ในโมเลกุลหรืออิออนข
องสารเอง ทิศทางการแพร่จะเกิดจากบริเวณที่มีความเข้มข้น
สูงไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นตํ่าเสมอ จนในที่สุดบริเวณทั้ง
สองจะมีความเข้มข้นเท่ากัน ซึ่งเรียกว่า จุดสมดุลของการแพร่
ณ จุดนี้ อัตราการแพร่ไปและกลับมีค่าเท่ากัน จึงมีลักษณะเป็น

“สมดุลจลน์(DYNAMIC EQUILIBRIUM)”

การแพร่แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

1. การแพร่ธรรมดา (SIMPLE DIFFUSION) 2. การแพร่แบบฟาซิลิเทต (FACILITATED
คือการเคลื่ อนที่ของโมเลกุล หรืออิออนของสาร DIFFUSION) เป็นการแพร่ของสารผ่านโปรตีนตัว
เนื่ องจากผลต่างความเข้มข้นโดยในการเคลื่ อนที่จะ พา(CARRIER) ที่ฝังอยู่บริเวณเยื่ อหุ้มเซลล์โดยตรง
อาศัยพลังงานจลน์ในโมเลกุลหรืออิออนของมันเอง โปรตีนตัวพา (CARRIER) จะทำหน้าที่คล้ายประตู
ไม่จําเป็นต้องใช้พลังงานจากเซลล์และไม่อาศัยตัว เพื่ อรับโมเลกุลของสารเข้าและออกจากเซลล์ การ
พาใด ๆ ตัวอย่างเช่น การแพร่ของผงด่างทับทิมใน แพร่แบบนี้มีอัตราการแพร่เร็วกว่าการแพร่แบบ
น้ำจนทำให้น้ำมีสีม่วงแดงจนทั่วภาชนะ การได้กลิ่น ธรรมดามาก ตัวอย่างเช่น การลำเลียงสารที่เซลล์ตับ
ผงแป้ง หรือ การได้กลิ่นน้ำหอม และ เซลล์บุผิวลำไส้เล็ก การแพร่แบบนี้เกิดในเซลล์
ของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น

ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่

1. สถานะของสาร โดยแก๊สมีพลังงานจลน์สูงสุดจึงมีอัตราการแพร่
สูงสุด
2. สถานะของตัวกลางที่สารจะแพร่ผ่าน โดยตัวกลางที่เป็นแก๊สจะมีแรง
ต้านน้อยที่สุดจึงทำให้มีอัตราการแพร่สูงที่สุด
3. ขนาดอนุภาคของสาร โดยอนุภาคยิ่งเล็กยิ่งมีอัตราการแพร่สูง
4. ระยะทางที่สารจะแพร่ในหนึ่งหน่วยเวลา
5. อุณหภูมิ โดยจะมีผลต่อการเพิ่มพลังงานจลน์ให้กับสารทำให้มีอัตรา
การแพร่เพิ่มสูงขึ้น
6. ความดัน เมื่อความดันเพิ่มสูงขึ้นจะเพิ่มความหนาแน่นให้กับสาร ส่ง
ผลให้มีอัตราการแพร่เพิ่มสูงขึ้น
7. ความแตกต่างของความเข้มข้นสารระหว่าง 2 บริเวณ

หัวข้อที่ 2 16

การออสโมซิส คือ การเคลื่อนที่ของสารละลายที่มีความเข้มข้นต่ำ
(OSMOSIS) (น้ำมาก)ไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลาย
สูง(น้ำน้อย) โดยผ่านเยื่อเลือกผ่านจนกระทั่งถึงจุด
สมดุลเมื่ ออัตราการเคลื่ อนที่ของนํ้าผ่านเยื่ อเลือกผ่าน
ไปและกลับมีค่าเท่า ๆ กันซึ่งการออสโมซิสอาจถือได้ว่า
เป็นการแพร่อย่างหนึ่ง

การออสโมซิสจะมีผลทำให้รูปร่างของเซลล์เปลี่ยนแปลง ดังนี้
1. ISOTONIC SOLUTION คือ ความเข้มข้นของสารละลายภายในเซลล์และ

ภายนอกเซลล์เท่ากัน ทำให้เซลล์มีรูปร่างปกติ
2. HYPERTONIC SOLUTION คือ ความเข้มข้นของสารละลายภายนอกสูง

กว่าภายในเซลล์ น้ำในเซลล์จึงออสโมซิสออกจากเซลล์ เซลล์จะมีสภาพเหี่ยว เรียก

ก ร ะ บ ว น ก า ร แ พ ร่ข อ ง นํ้ า อ อ ก ม า จ า ก ไ ซ โ ท พ ล า ส ซึม แ ล ะ มี ผ ล ทำ ใ ห้เ ซ ล ล์ มี ป ริม า ณ เ ล็ ก

ลงนี้ว่า เอกโซสโมซิส (EXOSMOSIS) หรือพลาสโมไลซิส (PLASMOLYSIS)
3. HYPOTONIC SOLUTION คือ ความเข้มข้นของสารละลายภายในเซลล์

สูงกว่าภายนอกเซลล์ น้ำจึงออสโมซิสเข้ามาในเซลล์ทำให้เซลล์แตกหรือเซลล์เต่งใน

เซลล์พืช เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า เอนโดสโมซิส (ENDOSMOSIS) หรือพลาสมอบ

ไทซิส (PLASMOPTYSIS)

ภาพเปรียบเทียบเซลล์พืชและเซลล์สัตว์เมื่ อแช่อยู่ในสารละลายที่สภาวะต่างๆ

หัวข้อที่ 2 17

1.2) การลําเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยใช้พลังงาน
จากเซลล์ (Active transport)

คือ การเคลื่อนที่ของโมเลกุลหรืออิออนของสารจากบริเวณที่มีความ
หนาแน่นน้อยไปสู่บริเวณที่มีความหนาแน่นมากกว่าโดยอาศัยพลังงาน
ในรูป ATP จากเซลล์และมีการใช้โปรตีนตัวพา กระบวนการนี้นับได้ว่ามี
ความสําคัญมากอย่างหนึ่งที่ทําให้เซลล์สามารถรักษาสภาวะสมดุลอยู่ได้

ตัวอย่างกระบวนการแอกทีฟทรานสปอร์ต

การดูดกลับสารที่ท่อของหน่วยไต
การสะสมกลูโคสเพื่อเปลี่ยนรูปเป็นไกลโคเจนของเซลล์ตับ
การดูดซึมสารอาหารของเซลล์เยื่อบุผนังลําไส้เล็กเมื่อความเข้มข้น
ของสารอาหารตํ่ากว่า
Na+ -K+ pump หรือการขับ Na+ และการรับ K+ของใยประสาท
การลําเลียงแร่ธาตุของเซลล์รากพืชเมื่อความเข้มข้นของแร่ธาตุใน
ดินตํ่ากว่าของเซลล์ราก

ที่มา : HTTPS://LOOKPEARSSITE.WORDPRESS.COM/2018

หัวข้อที่ 3

การลำเลียงสาร
ผ่านโปรตีนที่

แทรกอยู่บริเวณ
เยื่อหุ้มเซลล์

หั ว ข้ อ ที่ 3 19

การลำเลียงสารผ่าน โดยไม่ต้องอาศั ยพลังงานและเกิดขึ้ นเมื่ อ
โปรตีนที่แทรกอยู่ มีความแตกต่างระหว่างความเข้มข้นของสาร
บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ ภายนอกกับภายในเซลล์สารจะเคลื่ อนที่ผ่าน
เยื่ อหุ้มเซลล์จากด้านที่มีความเข้มข้นสูงที่ยัง
การลำเลียงสารผ่านโปรตีนที่แทรกอยู่บริเวณ ด้านที่มีความเข้มข้นต่ำกว่าเสมอจนกว่าจะมี
เยื่อหุ้มเซลล์ เป็นการแพร่ของสารผ่านโปรตีนตัว ความเข้มข้นเท่ากันทำให้เกิดสภาวะสมดุลของ
พา (Carrier) ที่ฝังอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์โดยตรง การแพร่
โปรตีนตัวพา (carrier)จะทำหน้าที่คล้ายประตู เพื่อ
รับโมเลกุลของสารเข้าและออกจากเซลล์ การแพร่ ซึ่งยังคงมรการเคลื่ อนที่ผ่านช่องของเยื่อ
แบบนี้มีอัตราการแพร่เร็วกว่าการแพร่แบบ หุ้มเซลล์ทั้ง 2 ด้านด้วยอัตราเท่ากัน การแพร่
ธรรมดามาก แบบฟาซิลิเทตมีอัตราการแพร่เร็วกว่าการ
แพร่แบบธรรมดาหลายเท่าตัวและเป็นกระ
การแพร่แบบฟาซิลิเทต (facilitated บวนการที่มีความจำเพาะในการลำเลียงสารที่
diffusion) เป็นการแพร่ของสารที่ไม่สามารถแพร่ มีโครงสร้างทางเคมีแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น
ผ่านเยื่ อหุ้มโดยตรงต้องอาศั ยโปรตีนเป็นตัวพา
เช่นกลีเซอรรอล กรดอะมิโน และกลูโคสเป็นต้น
การแพร่แบบนี้เกิดขึ้นได้

การลําเลียงแบบแอกทีฟทรานสปอร์ต
(ACTIVE TRANSPORT)

เป็นการแพร่ของสารโดยใช้โปรตีนที่เป็นองค์ประกอบของเยื่ อหุ้ม
เซลล์เป็นตัวพา และใช้พลังงานจาก ATP (ADENOSINE
TRIPHOSPHATE) ซึ่งสามารถทําให้อนุภาคของสารจากบริเวณที่มี
ความเข้มข้นของสารน้อยแพร่ผ่านเยื่ อหุ้มเซลล์สู่บริเวณที่มีความเข้ม
ข้นของสารมากกว่าได้

ตัวอย่างการเคลื่อนที่ของสารแบบแอกทีฟทรานสปอร์ต เช่น
การเกิดโซเดียม - โพแทสเซียมปั้ ม (SODIUM POTASSIUM
PUMP)ที่เยื่ อหุ้มเซลล์ประสาทและเซลล์กล้ามเนื้ อ โดยเซลล์
สามารถนำโซเดียมไอออน ออกจากเซลล์ได้เรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่
โซเดียมไอออนนอกเซลล์มีความเข้มข้นมากกว่าโซเดียมไอออนใน
เซลล์ ในขณะเดียวกันเซลล์ก็นำโพแทสเซียมไอออนที่อยู่นอกเซลล์
เข้าสู่เซลล์ได้ทั้ง ๆ ที่โพแทสเซียมไอออนในเซลล์มีมากกว่านอก
เซลล์หลายเท่าการนำโซเดียมไอออนออกนอกเซลล์และนำ
โพแทสเซียมเข้าสู่เซลล์ต้องใช้พลังงานช่วย
การดูดซึมอาหาร มีทั้งการแพร่แบบไม่ต้องใช้พลังงานและการดูด
ซึมที่ต้องใช้พลังงานทำให้เกิดการดูดซึมสารอาหารจากโพรงลำไส้
เข้าสู่ร่างกาย และต้องใช้พลังงานเข้าช่วย เช่น การดูดซึมกลูโคส
กรดอะมิโนและเกลือแร่
การดูดกลับของสารที่หลอดไต สารต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในเลือด
และถูกกรองที่ไตแล้ว จะมีสารพวกกลูโคส กรดอะมิโน โซเดียม
ไอออน และจะมีการดูดซึมสารเหล่านี้กลับสู่กระแสเลือดอีกที โดย
ใช้พลังงานช่วย

หัวข้อที่ 4

การลำเลียงสาร
โดยไม่ผ่าน
เยื่อหุ้มเซลล์

การลําเลียงสารแบบไม่ผ่านเยื่อ
หุ้มเซลล์โดยการสร้างถุงจาก
เยื่อหุ้มเซลล์

การลำเลียงสาร การลําเลียงสารแบบไม่ผ่านเยื่ อหุ้มเซลล์โดยการสร้างถุง
โดยไม่ผ่าน จากเยื่ อหุ้มเซลล์ เป็นวิธีการที่สารถูกนําเข้าหรือออกจากเซลล์
เยื่อหุ้มเซลล์ โดยที่เยื่ อหุ้มเซลล์จะห่อหุ้มหรือโอบล้อมเอาสารนั้นเข้าเป็นถุง
หลังจากนั้นเยื่ อหุ้มเซลล์ส่วนที่เป็นถุงก็จะหลุดออกจากเยื่ อหุ้ม
เซลล์ส่วนอื่ น ๆ กลายเป็นถุงเล็ก ๆ (VESICLE) เคลื่ อนที่เข้าสู่
ภายในเซลล์ หรือเคลื่ อนที่ออกจากเซลล์ การที่เซลล์ต้องนํา
สารเข้าหรือออก โดยวิธีนี้เนื่ องจากสารมีโมเลกุลใหญ่ การลํา
เลียงสารโดยวิธีนี้ต้องอาศัยพลังงานจากเซลล์เข้าร่วมด้วย
แบ่งเป็น 2 ลักษณะ

1.1 การเคลื่ อนที่แบบเอนโดไซโทซิส (ENDOCYTOSIS)
การนําสารเข้าสู่ภายในเซลล์

1.2 การเคลื่ อนที่แบบเอกโซไซโทซิส (EXOCYTOSIS)
เป็นการเคลื่ อนที่ของสารที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ออกจากเซลล์

การเคลื่อนที่แบบเอนโดไซโทซิส (ENDOCYTOSIS)

เป็นการลําเลียงสารเข้าสู่ภายในเซลล์ การลำเลียง
ตรงกันข้ามกับเอกโซไซโทซิส คือ เป็นการลำเลียงสาร
ขนาดใหญ่ เข้าสู่เซลล์ เอนโดไซโทซิสในสิ่งมีชีวิต มีชื่อ
เรียกแตกต่างกันไปตามกลไกการลำเลียง มี 3 วิธี คือ

1) ฟาโกไซโตซิส(PHAGOCYTOSIS หรือ CELL EATING) เป็นการนำสารโมเลกุลใหญ่
ที่เป็นของแข็งหรือสารที่ไม่ละลายน้ำเข้าสู่เซลล์โดยการยื่ นเท้าเทียม (PSEUDOPODIUM)
ออกไปโอบล้อมสารเหล่านั้นไว้จนกลายเป็นถุงเล็กๆ หรือเวสิเคิลในไซโทพลาซึม เรียกว่า
“PHAGOSOME” จากนั้นถุงเล็กๆเหล่านี้ก็อาจรวมตัวกับ ไลโซโซมภายในเซลล์และมีการ
ย่อยสลายสารเหล่านี้เกิดขึ้น การลำเลียงสารเข้าสู่เซลล์โดยวิธีนี้พบในเซลล์บางชนิด เช่น
เซลล์เม็ดเลือดขาว เซลล์อะมีบา เป็นต้น

2.พิโนไซโทซิส (PINOCYTOSIS หรือ CELL DRINKING)

เป็นการนำสารโมเลกุลใหญ่ที่มีสภาพ
เป็นของเหลวเข้าสู่เซลล์ โดยการทำให้เยื่อ
หุ้มเซลล์เว้าเข้าไปในไซโทพลาซึมทีละน้อยๆ
จนกระทั่งกลายเป็นถุงเล็กๆ หลุดเข้าไปอยู่
ในไซโทพลาซึมกลายเป็นเวสิเคิล เรียกว่า
“Pinosome” จากการศึกษาพบว่าสารที่
ลำเลียงโดยวิธีนี้นั้นอาจจะเป็นสารละลาย
หรือหยดน้ำมันก็ได้ ตัวอย่างเช่น การ
ลำเลียงสารละลายเข้าสู่เซลล์ลำไส้ และ
เซลล์ไต เป็นต้น

3.การนำสารเข้าสู่เซลล์โดยอาศัยตัวรับ (RECEPTOR-
MEDIATED ENDOCYTOSIS)

เป็นการลำเลียงสารที่มีโมเลกุลขนาด
ใหญ่เข้าสู่เซลล์โดยการใช้โปรตีนตัวรับ
(Receptor) บนเยื่อหุ้มเซลล์จับกับสารที่มี
ความจำเพาะ จากนั้นเยื่อหุ้มเซลล์จึงคอด
เว้าหลุดเข้าไปเป็นเวสิเคิลในไซโทพลาซึม

หัวข้อที่ 4 22

การเคลื่อนที่แบบเอกโซไซ
โทซิส(EXOCYTOSIS)

เป็นการเคลื่ อนที่ของสารที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ออกจากเซลล์ โดยสาร
เหล่านั้นจะบรรจุอยู่ในเวสิเคิล(VESICLE) จากนั้นเวสิเคิลจะค่อยๆ เคลื่ อน
เข้ามาเชื่อมรวมกับเยื่ อหุ้มเซลล์ทำให้สารที่บรรจุอยู่ในเวสิเคิลถูกปล่อยออก
สู่นอกเซลล์ เช่น การหลั่งเอนไซม์และฮอร์โมนต่างๆ

ความสําคัญของการลําเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์

1. ทําให้เซลล์สามารถรักษาคุณสมบัติต่าง ๆ ภายในเซลล์ให้ค่อนข้างคงที่เสมอ ซึ่ง
ช่วยให้เซลล์ดํารงสภาวะอยู่เป็นปกติดี

2. เป็นวิธีการที่เซลล์ได้อาหาร ก๊าซ และสารอื่น ๆ ที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตของเซลล์
และเซลล์สามารถอาศัยกระบวนการเหล่านี้ได้ กําจัดสารที่ไม่ต้องการออกสู่ภายนอก

3. ทําให้ร่างกายหรือตัวสิ่งมีชีวิตดํารงชีพอยู่ได้ตามปกติ เนื่องจากผลลัพธ์สุทธิจา
กการทํางานของเซลล์แต่ละเซลล์ เช่น เม็ดเลือดขาวกําจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายโดยวิธีฟา
โกไซโตซิส เซลล์ของต่อมต่างๆหลั่งเอ็นไซม์หรือฮอร์โมนที่ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ของ
ร่างกาย เป็นต้น

หัวข้อที่ 4 23


Click to View FlipBook Version