อารยธรรม
อินเดีย
1
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน
อารยธรรมอินเดียได้กำเนิดทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ของอินเดียโบราณปัจจุบันอารยธรรมอินเดียได้อยู่ในพื้นที่
ประเทศปากีสถานบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ
ในพื้นที่ของอินเดียเป็นพื้นที่ที่มี
ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ด้วยเเร่
โลหะจำพวกทองคำเเละโลหะที่นำมาผสม
เป็นสำริด
ภูมิอากาศมีลักษณะแบบลมมรสุม ภาพเเม่น้ำสินธุ
สภาพภูมิอากาศที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของ
อินเดีย นอกจากนี้อินเดียก็มักถูกรุกรานจากชนชาติอื่น ๆ ทาง
ช่องเขาไคเบอร์ และเขาโบลัน
ช่องเขาไคเบอร์ ช่องเขาโบลัน
2
อารยธรรมอินเดียสมัยก่อนประวัติศาสตร์
บริเวณลุ่มเเม่น้ำสินธุเป็นเเหล่งอารยธรรมอินเดียที่เก่าเเก่
ที่สุด มีอายุราวประมาณ 1500 - 2500 ก่อนคริสต์ศักราช เเละมีเมือง
โบราณที่สำคัญคือ เมืองฮารัปปา ในเเคว้นจาบเเละ เมืองโมเฮนโจ
ดาโรในเเคว้นซินด์ ปัจจุบันทั้งสองเมืองเมืองนี้อยู่ในประเทศ
ปากีสถาน มีป้อมปาการเเละสถานที่ประกอบพิธีกรรมอยู่ทั้งสองฝั่ง
ของเเม่น้ำสินธุ เเสดงถึงความเจริญในด้านสถาปัตยกรรม
สาธารณูปโภค การชลประทานผังเมืองเเละยังมีเครื่องมือที่ทำจาก
หิน กระดูกสัตว์ ทองเเดงสำริด
นอกจากนี้ความเจริญของ
ชาวสินธุยังเเสดงออกด้วยการ
สร้างสรรค์ศิลปกรรมต่าง ๆ
ประชากรพื้นเมืองชาวสินธุเป็น
ชนเผาทราวิด หรือ ดราวิเเดียน
ลักษณะ ผิวดำ ผมหยิก
จมูกเเบนวัฒนธรรมการเต่ง เมืองฮารัปปา
กาย คือ มีการน้ำผ้าฝ้ายมาตัด้
เยป็็บนเครื่องนุ่งห่ม เเละยังมีการทำเครื่องประดับอีกหลายชิ้น
อารยธรรมลุ่มเเม่น้ำสินธุรุ่งเรืองอยู่ราวหนึ่งพันปีก้ได้เสื่อมลง
เนื่องจากภัยธรรมชาติ คือ น้ำท่วมเเละพายุทรายประกอบด้วย
มีชนเผ่าอินโด - อารยัน เข้ามารุกราน
ชนเผ่าทราวิด ผ้าฝ้าย
3
การปกครองของอารยธรรมอินเดีย
การปกครองเเบบชนเผ่าพวกอารยันซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เก่าเเก่่
ที่สุดของอินเดีย ได้อธบายไว้ว่า พวกอารยันในอินเดียเเยกกันอยู่
เป็นชนเผา เเต่ละชนเผาจะมีหัวหน้าปกครอง เเละในคัมภีร์กล่าวไว้
ว่า สังคมของพวกอารยันมีประเพณีการสมรส ชาวอารยันนิยมมี
สามีภรรยาเพียงคนเดียวสถานะของสตรีจัดว่าสูงพอสมควร มีโอ
กาศทีี่ได้รับการศึกษาเเละร่วมพิธีทางศาสนาในครอบครัว เเต่ไม่มี
สิทธิ์ในการรับมรดก เเละจะต้องเสียสินสมรสเเก่ชายที่เป็นสามี
เเละได้มีการเเบ่งชนชั้นวรรณะทางสังคม คือ พราหมณ์ กษัตริย์
เเพศย์ ศรูท
ตารางการเเบ่งชนชั้นวรรณะ
4
อารยธรรมอินเดียสมัยประวัติศาสตร์
1.สมัยมหากาพย์ เป็นสมัยที่มีการใช้บันทึกตัวหนังสือ
โดยจะมีมหากาพย์ 2 เรื่อง คือ มหากาพย์รามยณะ แต่งโดยฤาษี
วาลมิกิ และ มหาภารตะ แต่งโดยฤาษีวยาสะ ซึ่งมหากาพย์มาย
ณะ จะเป็นการเล่าเรื่องระหว่างการทำศึกสงครามระหว่างพระราม
กับทศกัณฐ์ ส่วนมหากาพย์ภารตะ จะเป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับการ
ต่อสู้ระหว่างความดี ความชั่ว ระหว่างสองตระกูล ศาสนาระยะแรก
จะมีการบุชายัน / ภูตผี อำนาจทางธรรมชาติมีการบุชารูปปั้นของ
เทวะและเทวี เทพพระเจ้าที่สูงสุดคือ พระอินทร์ และยุคนี้เริ่มมีการ
แบ่งระบบวรรณะอย่างชัดเจน
ฤาษีวาลมิกิ ฤาษีวยาสะ
5
2.สมัยจักรวรรดิหรือพระพุทธกาล จะตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออก
ของลุ่มแม่น้ำคงคาเป็นสมัยที่มีความสำคัญต่อการวางพื้นฐานของ
แบบแผนทางสังคม ศีลปะ และวัฒนธรรมทางอินเดียที่
ยังคงสืบถึงจนถึงปัจจุบัน การปกครองแบ่งออกเป็น 5 สมัยคือ
1.จักรวรรดิมคธ เป็นแคว้นที่มีอนุภาพมากที่สุด
กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงของมคธ 2 พระองค์ คือ พระเจ้าพิมพิสาร
และพระเจ้าอชาตศัตรู ในระบอบการปกครอง กษัตริย์จะมีอำนาจ
สูงสุด มีขุนนางข้าราชการเป็นผู้ช่วย 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่าย
ตุลาการ และฝ่ายทหาร รวมเรียกว่า มหามาตระ
2.สมัยจักรวรรดิเมารยะราชวงศ์นันทะที่ปกครอง
จักรวรรดิมคธเสื่อมอำนาจลง ราชวงศ์เมารยะได้ขึ้นปกครอง
ครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นภาคเหนือของอินเดียปัจจุบัน จักรวรรดิเมา
รยะปกครองโดยรวมอำนาจไว้ที่พระมหากษัตริย์เพียงองค์เดียว
คือ กษัตริย์จัทคุปต์ จักรพรรดิทรงอำนาจสูงสุดทางด้านการ
บริหาร การตรากฎหมาย การศาล และการทหารจักรวรรดิเมารยะ
มีความเจริญมากซึ่งเห็นได้จากการสร้างถนนใหญ่มีระบบ
ชลประทาน มีสำมะโนประชากร สร้างมหาวิทยาลัย มีกองทัพ
ใหญ่ มีหน่วยสืบราชการ
พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอชาติศัตรู
6
ต่อมาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ศาสนาพุทธได้รุ่งเรือง
เผยแผ่ไปดินแดนอื่น และได้มีการให้อิสรภาพในการนับถือศาสนา
เมื่อสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จักรวรรดิเมารยะก็เสื่อมลง
โอรสพระเจ้าอโศกมหาราชขัดแย้งกันแต่ละรัฐตั้งเป็นอิสระ
3.สมัยแบ่งแยกและการรุกรานจากภายนอกการเสื่อม
อำนาจของเมารยะมีผลต่อกระทบของอินเดีย 2 ประการ คือ การเกิด
อาณาจักรใหญ่น้อยแบ่งแยกเป็นอิสระ ทำสงครามรบแย่งชิงอำนาจ
ประการที่สอง เกิดจากการรุกรานจานกลุ่มต่างๆภายนอกในช่วงสมัยนี
ได้มีการปรากฏแคว้นที่มีอำนาจ คือ แคว้นคันธาระในเขตลุ่มน้ำสินธุ
กษัตริย์ที่มีชื่อเสียง คือพระเจ้ากษนิษกะ ทรงนับถือพระพุทธศาสนา
นิกายมหายาน และเผยแผ่ศาสนาไปยัง จีน ทิเบต และญี่ปุ่น
สมัยพระเจ้ากนิษกะแห่งคันธาระ การแพทย์เจริญมาก มีการตั้ง
มหาศักราช (ม.ศ.)
4.สมัยจักรวรรดิคุปตะเป็นยุคทองของอินเดีย ความเจริญ
ไม่จำกัดอยู่ในเฉพาะศิลปะ และวรรณคดีเท่านั้น ในด้านวิซาการ
มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่นหมาลัย นาลันทา พาราณสี
มีการใช้การแพทย์ใช้เทคนิคการรักษาชั้นสูง คือ การผ่าตัด
กวีที่สำคัญ กาลิทาส (มหากวีผู้ยิ่งใหญ่ นับถือพระศิวะ / เจ้าแม่กาลี)
พระศิวะ
พระเจ้าอโศกมหาราช
7
5. หลังสมัยจักรวรรดิคุปตะ ราชวงศ์คุปตะเริ่มเสื่อมลง
ตามลำดับ ชนชาติต่าง ๆ ได้รุกรานอินเดียตอนเหนือแบ่งแยกเป็น
แคว้นเล็กแคว้นน้อยมีราชวงศ์ต่าง ๆ เข้ามา ปกครอง
ชนชาติต่าง ๆ ที่เข้ามารุกรานอินเดียตอนเหนือเป็นพวกที่นับถือ
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจึงสั่งให้กวาดล้างสัญลักษณ์ต่าง ๆ รวมทั้ง
ชาวพุทธให้สิ้นซาก วัดและสถูปเจดีย์ต่าง ๆ ถูกทำลายลงไปมาก
แต่ในภาคใต้ของอินเดียยังคงรุ่งเรื่องอยู่ การล่มสะลายของ
จักรวรรดิคุปตะไม่เพียงมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น
แต่ยังเกิดความแตกแยกทางอินเดียด้วย
ทางอินเดียตอนใต้ได้เริ่มมีการเจริญเติบโตทางอารยธรรม
อาณาจักรที่สำคัญคือ อาณาจักรปัลลลาวะต่อมาอาณาจักรปัลลาวะ
ได้เสื่อมลว อาณาจักรโจฬะ เจริญขึ้นแทน มีศูนย์อำนาจที่ทมิฬนา
ดูและพูดภาษาทมิฬ นับถือศาสนาพราหมณ์-อินดู ในที่สุดอาณา
จักรโจฬะก็เสื่อมลงในคริสต์ศตวรรษที่ 12สมัยอิสลาม หรือ มุสลิม
มุสลิมที่เข้ามารุกรานอินเดีย คือ มุสลิมเชื้อสายเติร์กจาก
เอเชียกลาง ซึ่งจะขยายอำนาจเข้ามาปกครองลุ่มน้ำสินธุ พวก
เติร์กมุ่งเผยแผ่ศาสนาศาสนาอิสลามโดยใช้วิธีการปราบปรามและ
บีบบังคับให้ชาวอินเดียเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ทำลายวัด
ในพระพุทะสาสนาและเทวะสถานของพวกฮินดู ประกาศให้
ศาสนาอิสลามาเป็นศาสนาประจำอาณาจักร มีการเก็บภาษี เรียก
ว่าภาษีจิชยา จึงทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างพวกฮินดูและ
พวกมุสลิมมาจนถึงปัจจุบันนี้
8
ค.ศ 1469 ได้มีการกำเนิดสาสนาสิข ท่าคุรุนานัก ประยุกต์
หลักพราหมณ์-ฮินดูเข้ากับอิสลาม
ต่อมาพวกมุคัล (โมกุล) ได้ล่มอำนาจสุลตานแห่งเดลีและ
สถาปนาราชวงศ์มุคัลหรือโมกุล (ราชวงศ์สุดท้ายของอินเดีย)
กษัตริย์ที่มีชื่อเสียง คือ พระเจ้าอักบาร์มหาราช ทรงให้
เสรีภาพในการนับถือศาสนาทางการเมือเศรษฐกิจ และสังคม
ยกเลิกภาษีจิซิยา เกิดการผสมผสานระหว่างภาษาเปอร์เชียและฮินดู
เรียกว่าภาษาอูรดู
สมัยจักรพรรดิชาห์ซ ะอัน ทรงสร้างทัชมาฮาน สุสานหิน
อ่อน เป็นสสานก่พระมเหสี พระนางมุมตัช มาฮาล
สมัยพระเจ้าออรังเซบ ได้มีการใช้นโยบายกดขี่ผู้นับถือ
พราหมณ์-ฮินดู ปลดข้าราชการฮินดูเทวสถานถูกทำลาย และมีการเก็บ
ภาษีจิซยาใหม่ ทำให้เกิดการก่อกบฎหลายครั้งราชวงศ์มุคัลอ่อนแอลง
และตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ
9
ยุคอาณานิคม
เกิดความแตกแยกภายในชาติ ทำให้อังกฤษเข้ามาแทรกแซง
และทำให้อังกฤษได้ก่อสงคราม 7 ปี หลังจากสงครามคาร์เนติกกำจัด
อิทธิพลฝรั่งเศสสำเร็จต่อมาอังกฤษได้โค่นล้มราชวงศ์โมเลกุลและ
ครอบครองอินเดียเพื่อเป็นอาณานิคมอังกฤษยังได้มีการยกเลิก
ประเพณีบางอย่างขออินเดีย เช่นประเพณีสตี คือถ้าสามีตายต้องตาย
ตาม การห้ามทำพิธีกรรมฮินดู สร้างความโกรธแค้นจนทำให้เกิดกบฎ
ซีปอย (อินเดียได้ทำการก่อกบฎ) สิ่งที่อังกฤษได้วางไว้ให้กับอินเดีย
คือรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภาการศาล
การศึกษา ความเสมอภาคของผู้คนยุคเอกราช
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขบวนการชาตินิยมอินเดีย นำโดย
มหาตมะ คานธี และ ยาวาหะราล เป็นผู้เรียกร้องเอกราช วิธีการที่ใช้
เรียกร้องเอกราชใช้หลักหิงสา (อดข้าวอดน้ำ)ใช้นโยบายสัตยา
เคราะห์
ต่อมาได้เกิดความรุแรงระหว่างชาวฮินดูและมุสลิม เรียกร้อง
ให้แบ่งแยกดินแดนออกจากกันอังกฤษได้ให้ปากีสถานมีอิสรภาพ ใน
วันที่ 14 สิงหาคม 1947 ส่วนอินเดียให้มีอิสรภาพวันที่ 15 สิงกาคม
1947ต่อมาปี1971ปากีสถานได้แยกตัวออกจึงทำให้เกิดเป็นบังกลาเทศ
สังคมเเละวัฒนธรรมของอินเดีย
1.ระบบวรรณะเป็นบทบัญญัติสำคัญที่อินเดียทุกคน
ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แบ่งออกเป็น 4 วรรณะคือ
วรรณะพราหมณ์
วรรณะกษัตริย์
วรรณะไวศยะหรือแพศย์
วรรณะศูทร
กบฎชีปอย
10
วรรณะพรามหณ์เกิดจาก พระโอษฐ์ / ปาก สีเครื่องแต่งกาย
สีขาว หน้าที่เป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
วรรณะกษัตริย์ เกิดจากพระอุระ /เเขน สีเครื่องแต่งกาย สี
แดง มีหน้าที่สู้รบปกป้องประชาชนและเป็นผู้นำของรัฐ
วรรณะไวศยะหรือแพศย์เกิดจากพระเพลา / ตัก สีเครื่อง
แต่งกาย สีเหลือง เป็นวรรณะของคนส่วนใหญ่ของสังคมซึ่ง
ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรมพาณิชย์ และหัตถกรรมต่างๆ
วรรณะศุทร เกิดจาก พระบาท / เท้า สีเครื่องแต่งกาย สีดำ
สีที่ไม่สดใส เป็นชนพื้นเมืองผิวดำหรือผิวคล้ำ
11
2.ปรัชญาและลัทธิศาสนาของสังคมอินเดีย
อินเดียเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาสำคัญของโลกตะวันออก
ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พุทธ เชน เพื่อแสวงหาสัจจะการ
ดำเนินชีวิต ชาวอินเดียมีความเชื่อและปฏิบัติตามคำสอนของ
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พระพุทธศาสนาและศาสนาเชนอย่าง
เคร่งครัด
3.เทพพระเจ้าของอินเดีย
พวกอารยันเคารพนับถือเทพเจ้าตั้งแต่ก่อนที่จะอพยพ
มาอยู่ในอินเดียเทพเจ้าของพวกอารยันเป็นธรรมชาติที่มีอิทธิพล
ต่อชีวิตมนุษย์ดวงอาทิตย์ ฝน พายุ ต่อมาได้มีการนับถือเทพเจ้า
เพิ่มขึ้นอีกมากเช่น พระศิวะ เป็นเทพเจ้าผู้ทำลายสิ่งชั่วร้าย พระ
พรหม เป็นเทพเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวงในโลก พระวิษณุ
เป็นเทพเจ้าแห่งสันติสุขและปราบปรามความยุ่งยาก
พระวิษณุ
พระศิวะ
12
ศิลปกรรมอินเดีย
1.สถาปัตยกรรม
มีการขุดพบซากเมืองฮารัปปาและโมเฮนโจดาโรรากฐาน
อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ทำให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมของ
อินเดียมีมาเกือบ 5000 ปีแล้ว
ต่อมาในสมัยเมารยะ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจักรวรรดิ
เปอร์เซีย ได้แก่สถูป เสาหิน ตลอดจนรากของพระราชวัง
มักเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เพื่อแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของ
สถานที่ หรือเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์สำคัญได้แก่ พระสถูปที่
สาญจี เสาหินที่เมืองสารนาถ
ในสมัยของราชวงศ์กุษาณะมีอำนาจเหนืออินเดียทางภาค
ตะวันตกเฉียงเหนือ และราชวงศ์มถุราในภาคกลางของอินเดีย
จึงทำให้เกิดศิลปะสำคัญคือ ศิลปะแบบคันธาระ แบบมถุรา แบบ
อมราวดี
ในสมัยมุสลิม สถาปัตยกรรมอินเดียจะผสมผสานระหว่าง
ฮินดูและเปอร์เซีย เช่น สุสานทัชมาอาล
มหาสถูปสาญจี
เสาหิน
13
2.ประติมากรรม
ในสมัยราชวงศ์มารยะ เป็นปติมากรรมลอยตัวขนาดใหญ่
สลักจากหิน ที่มีรูปร่างทึบตัน แข็งกระด้าง และแสดงท่าหยุดนิ่งเช่น
รูปยักษ์ รูปสตรี นอกจากนี้ก็มีการปติมากรรมภาพสลักนูนต่ำ
ประติมากรรมที่เป็นพระพุทธรูปสมัยแรก คือ คันธาระ โดยได้รับ
อิทธิพลมาจากกรีก
ต่อมาในสมัยคุปตะ ประติมากรรมอินเดียจะสร้างตาม กฎเกณฑ์และ
ไม่ค่อยธรรมชาติ มีลักษณะรูปร่างหนา
หนัก และมีขนาดใหญ่โต
3.จิตรกรรม
จิตรกรรมอินเดียส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการเล่าเรื่องเป็นสำคัญ
โดยจะใช้การถ่ายทอดเป็นรูปนูนต่ำหรือ
ภาพเขียนฝาผนังขนาดใหญ่สมัยราชวงศ์คุปตะ งานจิตรกรรมอินเดีย
ได้รุ่งเรืองที่สุดและผลงานที่สำคัญ คือ ที่ถ้ำอชันตะ มรดกโลก พบ
ชาดก 30 เรื่อง ภาพชีวิตประชาชน
ถ้ำอชันตะ
พระพุทธรูปคันธาระ
วรรณกรรมสันสกฤตผสม 14
ภาษาสันสกฤตแบบผสมเป็นภาษาที่แตกต่างกันไปจากภาษา
พระเวทและตันติสันสกฤต ใช้เขียนหลักธรรมพระพุทะศาสนานิกาย
มหายาน เป็นร้อยแก้ว ผลงานที่สำคัญคือ พุทธจริตของอัศวโฆษ
วรรณภาษาอื่น ๆ ได้แก่
วรรณกรรมภาษาบาลี ใช้ในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เป็นร้อย
แก้วเช่น พระไตรปิฎก วรรณกรรมภาษาทมิฬ ดัดแปลงมาจากภาษา
สันสกฤต นิยมใช้ในอินเดียตอนใต้
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอินเดีย
1.ภาษาศาสตร์ ภาษาสันสกฤตมีความสำคัญอย่างมากต่อ
อารยธรรมอินเดียชาวอินเดียให้ความสนใจเรื่องภาษาศาสตร์มาก มี
การแต่งหนังสือศัพทานุกรมหรือโกศะ ขึ้นหลายเล่ม โดยรวบรวมศัพท์
และความหมายที่ถูกต้องของศัพท์ไว้ เมื่อมุสลิมเติร์กเช้าปกครอง
อินเดียตอนเหนือได้นำเอาภาษาสันสกฤต ภาษาอารบิก และภาษา
เปอร์เซียมาผ ภาษาใหม่ เรียกว่า ภาษาอูรดู (Urdu) ซึ่งเป็นภาษาที่
มุสลิมใช้พูดกันในอินเดียปัจจุบัน
ตัวอักษรพระไตรปิฏก
หนังสือพระไตรปิฎก
15
2.ธรรมศาสตร์และนิติศาสตร์
ธรรมศาสตร์ในทัศนะของอินเดียมีความหมายกว้าง คือเป็น
ทั้งกฎหมาย ศาสนบัญญัติ จารีตประเพณี ศีลธรรม เละหน้าที่ ซึ่งมี
พื้นฐานมาจากธรรมสูตรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระเวท หนังสือ
เล่มแรกที่รวบรวมกฎและหน้าที่เกี่ยวกับมราวาส คือ มนูสมฤติ หรือ
มานวธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการสร้างโลก กฎหมายแพ่ง-อาญา หน้าที่
ของวรรณะต่าง ๆ ชีวิตของคฤหัสถ์
3.แพทย์ศาสตร์
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้แสดงออกว่าทางการแพทย์
ของอินเดียมีมานานแล้ว จารึกของพระเจ้าอโศก
มหาราชกล่าวถึงโรงพยาบาลสำหรับผู้เจ็บป่วย และในบันทึกของเม
กัสเธนีส คัมภีร์บาลีของฝ่ายพระพุทธศาสนากล่าวถึงชีวกะผู้มีชื่อเสียง
และยังคงมีตำราอีกหลายเล่มที่สำคัญ เช่น จรกะสังหิตา ของจรกะ
4.ชโยติษ (ดาราศาสตร์โหราศาสตร์ และคณิตศาสตร์
เป็นศาสตร์ที่ใช้ประกอบกับคัมภีร์พระเวท ในระยะแรก
หมายถึงดาราศาสตร์ เพื่อใช้ประกอบยัญกรรม และพิธีกรรมตาม
คัมภีร์พระเวทในการประกอบพิธี ดังนั้นฤกษ์ยามจึงมีความสำคัญมาก
และจะต้องอาศัยวิถีการโคจรรอบดวงอาทิตย์
ต่อมาอินเดียโบราณได้มีการพัฒนาวิทยาการทางด้าน
คณิตศาสตร์มากชาวอินเดียเป็นชนชาติแรกที่
ประดิษฐ์เลข 0 ขึ้นใช้ ทำให้มีหลักหน่วย หลักสิบ หลักร้อย หลักพัน
ในการคำนวณได้โดยไม่ต้องสับสน
คัมถีร์พระเวท
เนื้อหาคัมภีร์พระเวท