บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ผลของการการพัฒนาทักษะทางการเรียนรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับวิธีการ สอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานีปี การศึกษา 2562 มีผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. สมมติฐานการวิจัย 3. วิธีดำเนินการวิจัย 4. สรุปผล 5. อภิปรายผล 6. ข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของการใช้การจัดการเรียนรู้เรื่อผลของการการพัฒนาทักษะทางการเรียนรำวง มาตรฐาน เพลงชาวไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับวิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานีที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการการพัฒนาทักษะทางการเรียนรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย โดย ใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับวิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนเตรียม อุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. เพื่อศึกษาและผลของการการพัฒนาทักษะทางการเรียนรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย โดยใช้แบบฝึก ทักษะร่วมกับวิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พัฒนาการ อุดรธานีหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์
4. เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ผลของการการพัฒนาทักษะทางการเรียนรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับวิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานีโดยใช้วิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน 5. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลของการการพัฒนาทักษะทางการเรียนรำ วงมาตรฐาน เพลงชาวไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับวิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานี สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ รำวงมาตรฐาน โดยใช้วิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย โดยใช้วิธีการสอนแบบเพื่อน ช่วยเพื่อน มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานี 1 ห้อง ปีการศึกษา 2566 รวม 30 คน 1.2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานี 1 ห้อง ปีการศึกษา 2566 รวม 30 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบกลุ่ม(Cluster Random Sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน จำนวน 4 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชศิลป์เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือกจำนวน 30 ข้อ 3. แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน จำนวน 15 ข้อ
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับ ดังนี้ 1. ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 2. ผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มตัวอย่าง ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น จำนวน 4 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง โดยให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบเพื่อนช่วยเพื่อน 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดิมไปทดสอบนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป 4. วัดความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องรำวงมาตรฐาน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วย แบบวัดความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 15 ข้อ45 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาทักษะทางการเรียนรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานีโดยใช้วิธีการสอนแบบเพื่อนช่วย เพื่อน ปีการศึกษา 2566 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for Social Science: SPSS for Window) ดังต่อไปนี้ 1. นำผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์หลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ (Percentage) แล้วเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย กับเกณฑ์ที่ กำหนดไว้ร้อยละ 80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบที แบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) 2. วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียน รำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานีโดยใช้วิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ปีโดยหา ค่าเฉลี่ย (X) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปลผลเป็นรายข้อ โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาค่าเฉลี่ย ของบุญ ชม ศรีสะอาด (2545: 63-70)
สรุปผล 1. ผลของการใช้การจัดการเรียนรู้เรื่องรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานี โดยใช้วิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ปีการศึกษา 2566 มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 81.56 / 86.22 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่องรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานีโดยใช้วิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ปีการศึกษา 2562 หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่องรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานีปีการศึกษา 2566 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ผลของการใช้การเรียนรู้เรื่องรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ มีค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้เท่ากับ 0.7862 ซึ่งหมายความว่า การจัดการเรียนรู้ แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทำให้นักเรียนมีความรู้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 78.62 5. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้รำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทยของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X =4.33) 46 อภิปรายผล ผลของการใช้การเรียนรู้เรื่องรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเตรียม อุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานีโดยใช้วิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน อภิปรายผลได้ดังนี้ 1. ผลของการใช้เรียนรู้เรื่องรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานีมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.56 / 86.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทั้งนี้อาจ เป็นเพราะว่า จัดการเรียนรู้แบบ เพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ที่ผู้ ศึกษาสร้างขึ้น ได้ผ่านกระบวนการสร้างอย่างมีระบบและวิธีการที่เหมาะสม โดยเริ่มตั้งแต่การเลือก และเรียบเรียง เนื้อหาสาระ การศึกษาเอกสาร หลักสูตรและเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย การวิเคราะห์เนื้อหา การกำหนดหน่วยการเรียนย่อย กำหนดความคิดรวบยอด จุดประสงค์การเรียนรู้
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการวัดผลที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นได้ผ่านการทดลองกับนักเรียนผ่านกระบวนการ กลั่นกรอง ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ ทำการตรวจประเมินแผนการเรียนรู้ จำนวน 3 คน ก่อนที่จะนำไปทดลองจริง และการสร้างในส่วนของเนื้อหาของ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รำวงมาตรฐานเพลงชาวไทย ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม จากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปทดลองกับกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา ประกอบกับ นักเรียนได้เรียนรู้จากชุดการสอนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ซึ่งเป็นสื่อที่มีความน่าสนใจ ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากเหตุผลที่กล่าวมาทำให้ ของการใช้การจัดการเรียนเรื่องรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 10.67 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 35.56 และผลการทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.87 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 86.22 และผลการ เปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ปรากฏว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 จะเห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนมีคะแนนที่ต่างมาก เพราะผู้เรียนอาจไม่เข้าใจหรือจำเนื้อหาไม่ได้พอผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยกระกวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ส่งผลให้ผู้เรียนมีความสนใจการเรียนและเรียนรู้เนื้อหาได้อย่างเข้าใจและมีความสุขกับการเรียนรู้ แล้วทำให้ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่องรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานีหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.87 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.50 และผลการเปรียบเทียบคะแนนหลังเรียนกับเกณฑ์ ปรากฏว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้คือ 24 คะแนน ท าให้คะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อาจเป็นเพราะกิจกรรมการ เรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีความน่าสนใจและง่ายต่อการเรียนรู้เลยทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนค่าเฉลี่ยของ คะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ 4. การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องรำวงมาตรฐานเพลงชาวไทย สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้เท่ากับ 0.7862 ซึ่งหมายความว่า การจัดการ เรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องรำวงมาตรฐานเพลงชาวไทย สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นเท่ากับ 0.7862 คิดเป็นร้อยละ 78.62 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า การ
จัดการเรียนรู้เพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องรำวงมาตรฐานเพลงชาวไทย สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์มีรูปแบบการนำเสนอ องค์ความรู้ที่น่าสนใจ และมีการนำเสนอตามขั้นตอน โดยเรียงล าดับการเรียนรู้ไว้อย่างเป็นระบบท าให้ง่ายต่อการ เรียนรู้ของนักเรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และความสามารถของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนแต่ละคน สามารถที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจในบทเรียนตามระดับความสามารถของตนเอง ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 5. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องรำวง มาตรฐานเพลงชาวไทย สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X =4.33) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกข้อ เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ ข้าพเจ้า สามารถนำความรู้ไปใช้ได้(X =4.57) ข้าพเจ้าชอบการเรียนที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ (X =4.47) และกิจกรรม การเรียนรู้ทำให้ข้าพเจ้าได้ฝึกทำงานอย่างเป็นระบบและขั้นตอน สื่อที่ครูนำมาใช้มีความเพียงพอกับจำนวน นักเรียนและสะดวกต่อการ ใช้งาน สื่อและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ตรงกับเนื้อหาที่เรียน สื่อและอุปกรณ์ที่นำมาใช้มี ความหลากหลายและน่าสนใจ (X =4.40) ตามลำดับ กระกบวนการการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นสื่อและ นวัตกรรมทางการศึกษา ที่มีความน่าสนใจ มีเนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ที่ชวนติดตาม มีกิจกรรมการวัดและ ประเมินผลเมื่อเรียนจบเนื้อหาแต่ละเนื้อหา มีกิจกรรมที่สร้างแรงจูงใจและเสริมแรงให้ผู้เรียนได้เรียนไปตามระดับ ความรู้ความสามารถและได้รับประสบการณ์แห่งความสำเร็จทำให้ผู้เรียนฝึกกระบวนการแก้ปัญหา สามารถพัฒนา ความสามารถทางสติปัญญา ทำให้ผู้เรียนพัฒนาตัวเองได้ดีมากยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะ 1. ควรมีการเปรียบเทียบรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กับรูปแบบการสอน อื่นๆ เพื่อหาวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่สุด เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. ควรมีการศึกษาสภาพปัญหาในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อน ช่วยเพื่อน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อ หาทางแก้ไข และพัฒนารูปแบบการสอนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
3. ควรมีการพัฒนาพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องรำ วงมาตรฐานเพลงชาวไทย สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในเรื่องอื่นๆ ที่มีปัญหานักเรียนไม่สนใจเรียน เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง กมลมาศ พึ่งน้อย, ทรงศรี ตุ่นทอง และกิตติโพธิ์ ศรีสูง. (2557). การศึกษาเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาพลศึกษา เรื่องกีฬาวอลเลย์บอลกลุ่ม สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยวิธีสอน แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนกับแบบปกติ. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 8(3), 12-13. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.กิ่งฟ้า สินธุวงษ์และสันติ วิ จักขณาลัญฉ์. (2545). การพัฒนาการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา คู่มือการพัฒนาการเรียนการสอน. ขอนแก่น: คลังนานาธรรมวิทยา. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2551). กิจกรรมการเรียนการสอนเด็กปฐมวัยคละอายุ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มิตรสัมพันธ์ กราฟฟิค.ชวลิต ชูกำแพง. (2555). หลักสูตรการวิจัยและพัฒนา. มหาสารคาม: สำนักพิมพ์พิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ณรุทธ์ สุทธจิตต์. (2541). จิตวิทยาการสอนดนตรี. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .ทิศนา แขมมณี. (2557). ศาสตร์การสอน (พิมพ์ครั้งที่ 18). กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธนกร มหัทธนะกุลชัย. (2556). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการปฏิบัติ วิชาดนตรีของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม.,มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ขอนแก่น.วีณา ประชากูล, และ ประสาท เนืองเฉลิม. (2554). รูปแบบการเรียนการสอน (พิมพ์ครั้งที่ 2).มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน. (2553). คู่มือการจัดระบบการเรียนการสอนที่ ยืดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์. กรุงเทพฯ: เทียนวัฒนา พริ้นติ้ง.สุพรรณี ภูอ่อนศรี. (2555). การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ (สาระนาฏศิลป) เรื่อง รำวงมาตรฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. ค้นคว้าอิสระ กศ.ม.,มหาวิทยาลัย มหาสารคาม, มหาสารคาม.สุรชัย งามชื่น. (2556). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง คอมพิวเตอร์กราฟิกกลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง. ค้นคว้าอิสระ กศ.ม., มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาสารคาม.กรมวิชาการ. (2545).
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 . พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ. กระทรวงศึกษาธิการ.ข (2548). รายงานการติดตามผลการประเมินภายนอกตามมาตรฐาน การศึกษา : สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตตรวจราชการที่ 4. กรุงเทพฯ : กลุ่มติดตามและประเมินผล สำนัก ผู้ตรวจราชการประจำเขตตรวจราชการที่ 4.กระทรวงศึกษาธิการ. (2549). แนวทางการดำเนินงานปฏิรูปการเรียนการสอน ตามเจตนารมณ์กระทรวงศึกษาธิการ “ 2549 ปีแห่งการปฏิรูป การเรียนการสอน”. กรุงเทพฯ : สำนักวิชาการและมาตรฐานกระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่ง ประเทศไทย.กาญจนา คุณารักษ์. (2545). การออกแบบการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 2. นครปฐม : คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. ธีระ รุญเจริญ. (2550). ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษา.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง จำกัด บุญชม ศรีสะอาด. (2537). การวิจัยเบื้องต้นการพัฒนาการสอน. กรุงเทพฯ: สุวิริยาสาส์น.เผชิญ กิจระการ. (2546). “ดัชนีประสิทธิผล”, ใน เอกสารประกอบการสอนวิชา 503710. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พันทิพย์เกื้อเพชรแก้ว. (2545). ปัญหาการสอนย่อความใน ระดับอุดมศึกษา, วิชาการ. 5(6) : 53; มิถุนายน.มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2540). การจัดระบบการศึกษา หน่วยที่ 7-10. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ :ศูนย์ส่งเสริม วิชาการ.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. (2537). การวัดและการประเมินผลการเรียนการสอนมัธยมศึกษา ในประมวล สาระ ชุดวิชาสัมมนาการมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ: บัณฑิตศึกษา.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2549). กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ