The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nattawee.thong41, 2021-11-03 06:32:59

โครงงานเรื่องดนตรีในแต่ละยุค

รวมเล่มโครงงาน

Keywords: โครงงาน

โครงงาน

เรอื่ ง ดนตรีในแตล่ ะยคุ

จัดทาโดย

1.นายณัฐวรี ์ ทองชิว รหสั นักศกึ ษา 6411505149

2.นายพีรพล แจม่ อยู่ รหสั นกั ศึกษา 6411507913

3. นายสิทธิชยั ตรีเนตร รหัสนักศึกษา 6411508580

4.นายพลวชิ ญ์ รัตนเมอื งงาว รหัสนกั ศกึ ษา 6411512509

เสนอ
อาจารยแ์ ววรวี ลาภเกนิ

อาจารยน์ ิรมล ชอุม่
โครงงานน้ีเปน็ ส่วนหนง่ึ ของวิชาไทยในโลกทเี่ ปลย่ี นแปลง GEIG1001

มหาวิทยาลัยราชภฏั จันทรเกษม

คานา

โครงงานฉบบั นเ้ี ปน็ ส่วนหน่งึ ของวชิ าไทยในโลกทเ่ี ปลีย่ นแปลง GEIG1001 เพอื่ เป็นประโยชนต์ อ่ ผู้ที่จะ
ศึกษาเกย่ี วกับเรื่อง ดนตรี ซงึ่ คณะผู้จัดทาได้จัดทาขน้ึ เพือ่ ใหน้ กั ศกึ ษา และ ผ้ทู ส่ี นใจไดใ้ ชเ้ ปน็ เอกสารเพื่ออา่ น
เพ่มิ เติมต่อไป

คณะผจู้ ัดทาหวังเปน็ อย่างยงิ่ ว่า รายงานฉบบั นี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ทีส่ นใจจะศกึ ษาเกย่ี วกบั ดนตรีในแต่
ละยุค จนพัฒนากลายเปน็ นกั ร้องอาชพี ในปัจจุบนั ซ่ึงทาใหท้ ราบถึง 1.ข้อมลู ดนตรใี นแต่ละยคุ ว่าตา่ งกันอยา่ ง
ไง 2.เพื่อให้ทราบว่าความชอบของแต่ละบคุ คลชอบแนวดนตรใี นยุคไหน 3.ใหค้ นทส่ี นใจในดา้ นดนตรไี ดร้ ู้ถงึ
ความหลากหลายของดนตรใี นแต่ละยุค หากมีขอ้ บกพรอ่ งประการใดผู้จดั ทาต้องขออภยั ไว้ ณ โอกาสนด้ี ้วย

คณะผจู้ ดั ทา

สารบญั

เรื่อง หนา้
คานา ก
สารบัญ ข
บทที่ 1 บทนา 1
บทที่ 2 ทฤษฎแี ละเน้ือหาท่เี กย่ี วขอ้ ง 3
บทที่ 3 ขั้นตอนการศึกษา 21
บทท่ี 4 ผลการศกึ ษา 23
บทที่ 5 สรปุ ผลการศึกษา 25

1

บทที่ 1

บทนา

1.ความเปน็ มาของโครงงาน

ในปัจจุบนั นดี้ นตรคี ือสว่ นหนง่ึ ของวิถีชีวติ พวกเราทุกคน เราใชด้ นตรีในการทากจิ กรรมตา่ งๆท้งั
กิจกรรมของโรงเรียนใหน้ ักศกึ ษามีความกลา้ แสดงออกมากข้นึ ซึง่ ดนตรใี นแตล่ ะยุคจะมที ว่ งทานองท่ีเป็น
เอกลักษณ์ของดนตรใี นยคุ น้นั ๆ ดนตรใี นแต่ละยุคจะมที ง้ั เครือ่ งดนตรที ี่แตกต่างกนั ทาให้มีท่วงทานองท่ไี ม่
เหมือนกันและเพลงของดนตรแี ต่ละยุคนนั้ จะมสี ิ่งที่เปน็ เอกลกั ษณข์ องยคุ สมยั นั้นอยู่ อย่างเชน่ ยุคกลางเปน็ ยคุ
ท่ีใช้เพลงรอ้ งทใี่ ชใ้ นโบสถเ์ พ่อื สรรเสรญิ พระเจา้ เพยี งอยา่ งเดียว และยคุ รเี นซองสเ์ ปน็ ชว่ งทเ่ี ริ่มมกี ารผสมผสาน
ระหว่างเพลงพ้นื ฐานกับเพลงทใ่ี ช้ในโบสถซ์ ่งึ ในแตล่ ะยุคจะมีความแตกตา่ งกันทางดา้ นเทคนคิ หรอื ความคิด
ของผปู้ ระพันธ์เพลง จงึ ทาให้เกิดเป็นลกั ษณะของดนตรีในแต่ละยคุ ขึ้นมา การศกึ ษา และ ทาความเข้าใจ
เกย่ี วกับลกั ษณะของบทเพลงในแต่ละยุค จะช่วยทาให้เรามคี วามเข้าใจเกีย่ วกบั โครงสรา้ งของดนตรใี นแตล่ ะ
ยคุ มากข้นึ

ดว้ ยเหตนุ ี้ จงึ ทาให้กลุ่มของขา้ พเจ้าสนใจทีจ่ ะทาโครงงานไทยในโลกที่เปลย่ี นแปลง เร่อื งดนตรใี นแต่
ละยคุ เพอื่ เผยแพรค่ วามรู้หรอื แนวความคิดในเรอื่ งของดนตรใี นแตล่ ะยคุ ใหเ้ ป็นประโยชนต์ ่อผทู้ สี่ นใจที่จะ
ศึกษาเรือ่ งของดนตรีตอ่ ไป

2.วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงงาน

2.1 เพ่อื ศึกษาดนตรแี ต่ละยคุ ยุคกลาง ยุครเี นซองค์ ยคุ บาโรก ยุคคลาสสคิ ยคุ โรแมนตกิ ยุคอิมเพรส
ช่นั นิสติค ยุคศตวรรษท่ี 20

2.2 เพ่ือเปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของดนตรใี นแต่ละยุค
2.3 เพอื่ สารวจความชอบของดนตรีในแตล่ ะยุค

3.ขอบเขตของโครงงาน

3.1 ศึกษาทม่ี าของดนตรีในแต่ละยุคสมยั
3.2 สอบถามนักศึกษาชัน้ ปที ่ี 1 ในรายวชิ า GEIG 1001 โดยการทาแบบสอบถามจานวน 100 คน

4.ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ ับ

2

4.1 ได้ทราบถงึ ความเป็นมาของดนตรีแตล่ ะยคุ
4.2 สร้างประโยชนใ์ ห้กบั คนทสี่ นใจของทางด้านดนตรี

3

บทท่ี 2
ทฤษฎแี ละเนอ้ื หาท่ีเกย่ี วขอ้ ง

ประวตั คิ วามเป็นมาของดนตรีสากล

การกาเนดิ ของเครือ่ งดนตรีเกิดข้ึนต้งั แตส่ มัยโบราณ โดยมนษุ ย์รู้จักการสร้างเครอ่ื งดนตรงี ่ายๆ จาก
ธรรมชาติรอบข้างคอื เร่มิ จากการปรบมือผิวปาก เคาะหนิ หรอื นากิ่งไมม้ าตีกันซ่งึ ต่อมาไดม้ ีการสรา้ งเคร่อื ง
ดนตรีทีม่ ีรูปทรงลกั ษณะตา่ งๆ ทแี่ ตกตา่ งกนั ไปในแต่ละชนชาติ โดยมีการแลกเปลีย่ นศลิ ปวฒั นธรรมและ
ลกั ษณะเครือ่ งดนตรขี องชนชาติตา่ งๆ โดยเฉพาะเครื่องดนตรสี ากลท่เี ปน็ เคร่ืองดนตรีของชาวตะวนั ตกทนี่ ามา
เลน่ กัน แพรห่ ลายในปัจจบุ นั สาหรบั การกาเนดิ ของดนตรตี ะวันตกน้ันมาจากเครือ่ งดนตรีของชนชาตกิ รีก
โบราณที่ สร้างเคร่ืองดนตรีข้ึนมา 3 ชนดิ คอื ไลรา คธี ารา และออโรสจนต่อมามีการพัฒนาสร้างเครือ่ งดนตรี
ประเภทตา่ งๆ ท้ังประเภทเครอ่ื งสายเครื่องเป่า เคร่อื งทองเหลือง เครื่องตี และเครอ่ื งดดี หรือเคร่ืองเคาะ เชน่
ไวโอลิน ฟลตุ ทรมั เป็ต กลองชุด กตี าร์ ฯลฯโดยพบเครื่องดนตรสี ากลได้ในวงดนตรีสากลประเภทต่างๆ ต้งั แต่
สมัยโบราณจนถึงปจั จบุ นั

การสบื สาวเรือ่ งราวเกย่ี วกับความเป็นมาของดนตรีตัง้ แต่สมยั โบราณมา นับวา่ เป็นเรื่องยากท่ีจะให้ได้
เรือ่ งราว สมัยของการรู้จกั ใช้อักษรหรอื สัญลักษณอ์ ่นื ๆ เพึ่งจะมีปรากฏและเรมิ่ นยิ มใชก้ นั ในสมัยเรม่ิ ตน้ ของ
ยคุ Middle age คือระหวา่ งศตวรรษท่ี 5-6 และการบนั ทกึ มีเพียงเคร่อื งหมายแสดงเพยี งระดับของเสยี ง
และจงั หวะ ( Pitch and time ) ดนตรี เกดิ ขึน้ มาในโลกพร้อมๆกับมนุษยเ์ รานนั่ เอง ในยคุ แรกๆ
มนุษยอ์ าศัยอยู่ในป่าดง ในถ้า ในโพรงไม้ แต่ก็ร้จู กั การร้องราทาเพลงตามธรรมชาติ เชน่ รจู้ กั ปรบมอื
เคาะหิน เคาะไม้ เปา่ ปาก เปา่ เขา และเปลง่ เสียงรอ้ งตามเร่ือง การร้องราทาเพลงไปเพอ่ื อ้อนวอนพระเจ้า
เพอ่ื ช่วยให้ตนพ้นภยั บนั ดาลความสุขความอุดมสมบูรณต์ า่ งๆให้แกต่ น หรอื เปน็ การบูชาแสดงความ
ขอบคณุ พระเจ้าทบี่ ันดาลให้ตนมีความสุขความสบาย

โลกได้ผ่านหลายยคุ หลายสมยั ดนตรีไดว้ วิ ัฒนาการไปตามความเจรญิ และความคดิ สรา้ งสรรค์ของมนษุ ย์เครอ่ื ง
ดนตรีท่ีเคยใชใ้ นสมัยเร่ิมแรกก็มีการวิวัฒนาการมาเป็นข้นั ๆกลายเปน็ เครอื่ งดนตรีทีเ่ ราเห็นอยทู่ ุกวันเพลงท่ีรอ้ ง
เพอื่ อ้อนวอนพระเจา้ กก็ ลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนาและเพลงร้องโดยทว่ั ๆไป

4

ในระยะแรก ดนตรมี ีเพียงเสยี งเดียวและแนวเดยี วเทา่ นั้นเรียกวา่ Melody ไมม่ กี ารประสานเสียง จนถงึ
ศตวรรษท่ี 12 มนษุ ย์เราเรมิ่ รจู้ กั การใชเ้ สียงตา่ งๆมาประสานกันอย่างง่ายๆ เกดิ เปน็ ดนตรหี ลายเสยี งข้นึ มา

การศกึ ษาวิชาประวัติดนตรตี ะวันตกหลายคนคงคดิ ว่าเปน็ เรื่องไกลตวั เหลอื เกิน และมกั มคี าถามเสมอ
วา่ จะศกึ ษาไปทาไมคาตอบกค็ ือ ดนตรตี ะวันตกเป็นรากเหง้าของดนตรีทีเ่ ราไดย้ นิ ไดฟ้ ังกนั ทกุ วนั นี้ ความ
เป็นมาของดนตรีหรอื ประวตั ิศาสตรด์ นตรนี ั้นหมายถึงการมองยอ้ นหลงั ไปใน อดีตเพ่อื พยายามทาความเข้าใจ
กบั แง่มมุ ต่าง ๆ ของอดีตในแตล่ ะสมยั นบั เวลาย้อนกลับไปเป็นเวลาหลายพันปจี ากสภาพสงั คมท่ีแวดล้อม
ทศั นะคตแิ ละรสนยิ มของผู้สรา้ งสรรค์และผฟู้ งั ดนตรีในแตล่ ะสมัยนนั้ แตก ต่างกันอย่างไรจากการลองผิดลอง
ถูกลองแล้วลองอกี การจนิ ตนาการตามแนวคดิ ของผู้ ประพันธเ์ พลงจนกระทงั่ กล่นั กรองออกมาเปน็ เพลงให้
ผคู้ นไดฟ้ งั กนั จนถงึ ปัจจบุ นั น้ี

การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หรอื การมองยอ้ นกลบั ไปในอดีตนัน้ นอกจาก เปน็ ไปเพื่อความสุขใจ
ในการไดศ้ ึกษาเรยี นรแู้ ละรบั ทราบเร่อื งราวของอดตี โดย ตรงแลว้ ยงั เป็นการศึกษา เป็นแนวทางเพ่ือทาความ
เข้าใจดนตรีทเี่ กดิ ข้นึ และการเปล่ียนแปลงในแงข่ อง ดนตรีในปัจจุบันและเพือ่ นามาใชใ้ นการทานายหรอื คาด
เดาถงึ แนวโนม้ ของดนตรใี น อนาคตดว้ ย กล่าวถึงประวัติดนตรตี ะวนั ตกซงึ่ แบ่งออกเปน็ สมัยตา่ ง ๆ ได้ 7 สมัย
ดงั นี้ (ณรทุ ธ์ สทุ ธจิตต์,2534 : 133)

1. ยคุ กลาง (Middle Ages)
2. ยคุ รเี นซองค์ (Renaissance Period)
3. ยคุ บาโรก (Baroque Period)
4. ยคุ คลาสสิค (Classical period)
5. ยุคโรแมนตดิ (Romantic period)
6. ยคุ อิมเพรสชั่นนสิ ตคิ (Impressionistic Period หรอื Impressionism)
7. ยคุ ศตวรรษท่ี 20 (Contemporary Period)

5

1. ยคุ กลาง (Middle Ages )

เรมิ่ ประมาณปี ค.ศ. 400 - 1400 ในสมยั กลางนโ้ี บสถเ์ ป็นศนู ย์กลางทัง้ ทางดา้ นดนตรศี ิลปะการศึกษา
และการเมอื งววิ ฒั นาการของดนตรตี ะวนั ตกมกี ารบนั ทึกไว้ต้ังแต่เร่ิมแรกของครสิ ตศ์ าสนา บทเพลงทาศาสนา
ซง่ึ เกดิ ข้นึ จากกราประสมประสานระหว่างดนตรโี รมนั โบราณกบั ดนตรียิวโบราณ เพลงแตง่ เพือ่ พธิ ที างศาสนา
คริสต์เปน็ ส่วนใหญ่ โดยนาคาสอนจากพระคัมภรี ์มาร้องเปน็ ทานอง เพื่อใหป้ ระชาชนได้เกดิ อาราณซ์ าบซงึ้
และมศี รัทธาแก่กล้าในศาสนา ไมใช่เพื่อความไพเราะของทานอง หรอื ความสนุกสนานของจังหวะ เมื่อศาสนา
คริสตแ์ พรก่ ระจายไปท่ัวโลก ประเทศตา่ งๆ ไดน้ าบทเพลงทีช่ าติตนเองคุ้นเคยมารอ้ งในพธิ สี ักการะพระเจ้า
ดังน้นั เพลงทีใ่ ช้รอ้ งในพิธีของศาสนาครสิ ต์จงึ แตกตา่ งกนั ไปตามภมู ภิ าคและเชื้อชาตทิ น่ี บั ถือ

เมอื่ คริสต์ศาสนาเขม้ แขง็ ข้ึนไดม้ ีการกาหนดหลักเกณฑ์ทแ่ี นน่ อนในการขับรอ้ งเพลงสวดท่เี รยี กว่า
ชานท์ (Chant) จนเปน็ ทยี่ อมรับในหมู่พวกศาสนาครสิ ตส์ นั ตะปาปาเกรกอรี (Pope Gregory the Great)
พระผู้นาศาสนาในยคุ น้ันคอื ผทู้ ่รี วบรวมบทสวดตา่ งๆท่ีมอี ยใู่ หเ้ ป็นหมวดหมู่เปล่ียนคารอ้ งจากภาษากรีกให้เป็น
ภาษาละตนิ กาหนดลาดบั เพลงสวดไว้อย่างชัดเจน เพอื่ ให้ทกุ คนปฏิบัตเิ หมือนกนั ผลงานการรวบรวมบทสวด
ของสันตะปาปาเกรกอรี ถูกเรยี กวา่ เกรกอรชี านท์ (Gregory Chant)หรือบทสวดของเกรกอรี ซง่ึ ในศาสนา
ครสิ ต์นกิ ายโรมนั แคธอลคิ กย็ งั นามาใชอ้ ยจู่ นปัจจบุ ัน ชานทเ์ ป็นบทเพลงรองทม่ี แี ตท่ านอง ไมม่ กี ารประสาน
เสยี งและไม่มีการบังคับจงั หวะ แต่ขึ้นอยกู่ บั ความเชย่ี วชาญและรสนิยมของนกั รอ้ งเอง เพลงประเภทนถ้ี กู
เรียกว่า เพลงเสียงเดียว หรอื เรียกว่า โมโนโฟนี (Monophony)

6

ตัวอยา่ งโน้ตเพลงโบราณ
วิวัฒนาการที่สาคญั ท่สี ดุ ของดนตรีเกิดข้นึ ท่ีปลายยุคกลาง ราวครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 9 คอื การเพมิ่ แนวรอ้ งขน้ึ อกี
แนวหน่ึ เป็นเสยี งรอ้ งท่เี ปน็ คู่ขนานกับทานองหลกั กาหนดให้ร้องพร้อมกันไปวิธกี ารเขียนเพลงที่มี 2 แนวนี้
เรยี กว่า ออร์แกนมุ (Organum) จากจดุ เริ่มนี้เองดนตรสี ากลกไ็ ดพ้ ัฒนาไปอยา่ งมากมายจากแนวสองแนวท่ี
ขนานกนั เป็นสองแนวแตไ่ ม่จาเป็นต้องขนานกันเสมอไปสวนทางกนั ไดต้ อ่ มาไดเ้ พิ่มเสียงสองแนวเป็นสามแนว
และเป็นสี่แนวจากเพลงรอ้ งดัง้ เดิมทม่ี ีเพยี งเสยี งเดยี วได้พฒั นาข้ึนกลายเป็นเพลงหลายแนวเสยี งหรอื เรียกวา่
โพลีโฟนี (Polyphony)

ปลายยคุ กลางได้มกี ารเล่นดนตรีนอกวงการศาสนาข้นึ บา้ ง โดยมีกลุ่มนักดนตรีเร่รอ่ นเทีย่ วไปในทต่ี ่างๆ เปิด
การแสดงดนตรปี ระกอบการเล่านทิ านเลา่ เรอ่ื งการตอ่ สูข้ องนกั รบผ้กู ล้าหาญรอ้ งเพลงหรือบรรเลงดนตรี
ประกอบการแสดงมายากลแสดงกายกรรม แสดงการตน้ ระบาตา่ งๆ จดุ มุ่งหมายคอื ความบนั เทงิ นักดนตรี
พเนจรเหล่านีก้ ระจายอยุ่ทั่วภาคพนื้ ยโุ รปมีช่ือเรียกตา่ งกนั ไป พวกจองเกลอ (Jonglour) อยู่ทั่วไปในยโุ รป
พวกมสิ สเทรล (Minstrel) เร่ร่อนอยใู่ นอังกฤษ พวกทรูแวร์ (Trouveres) ทาหน้าทบ่ี รรเลงเพลงในราชสานกั
ทางตอนเหนอื ของประเทศฝรง่ั เศสและพวกทรูบาร์ดัวร์ (Troubadour) ทาหน้าทีบรรเลงเพลงในราชสานักทาง
ตอนใตข้ องประเทศฝรง่ั เศส

7

ตัวอยา่ งโนต้ เพลง 2 แนว

2. ยุคเรเนสซองส์หรือยคุ ฟน้ื ฟศู ลิ ปวิทยา (The Renaissance Period)

สมัยเรเนสซองส์หรือสมยั ฟื้นฟศู ลิ ปวิทยาเริ่มประมาณ ค.ศ. 1400 – 1600 เพลงศาสนายงั มี
ความสาคญั อยเู่ ชน่ เดิมเพลงสาหรับประชาชนทว่ั ไป เพ่ือใหค้ วามบันเทิง ความสนุกสนาน ก็เกิดขึ้นดว้ ย การ
ประสานเสียงไดร้ ับการพฒั นาใหก้ ลมกลืนข้นึ เพลงศาสนาเป็นรากฐานของทฤษฎกี ารประสานเสยี ง เพลงในยคุ
นี้แบ่งเป็นสองแบบสว่ นใหญ่จะเป็นแบบทีเ่ รยี กว่า อมิ มิเททีฟโพลโี ฟนี (Imitative Polyphony) คอื มีหลาย
แนว และแต่ละแนวจะเริ่มไมพ่ รอ้ มกนั ทกุ แนวเสียงมีความสาคญั แบบทสี่ องเรยี กว่า โฮโมโฟนี (Homophony)
คือมีหลายแนวเสียงและบรรเลงไปพร้อมกันมเี พยี งแนวเสยี งเดียวทเ่ี ด่นแนวเสยี งอนื่ ๆ เป็นเพยี งเสียงประกอบ
เพลงในสมัยนี้ ยังไม่มีการแบง่ จังหวะทีแ่ น่นอน คอื ยังไม่มีการแบ่งหอ้ งออกเปน็ 3/4 หรือ 4/4 เพลงสว่ นใหญ่
ก็ยงั เกย่ี วขอ้ งกับครสิ ต์ศาสนาอยู่เพลงประกอบขัน้ ตอนตา่ งๆของพธิ ที างศาสนาทสี่ าคัญ คอื เพลงแมส (Mass)
และโมเต็ท (Motet) คารอ้ งเป็นภาษาละตินเพลงท่ีไม่ใชเ่ พลงศาสนากเ็ ริ่มนยิ มกันมากขึ้น ไดแ้ ก่ เพลงประเภท
แมดรกิ ัล (Madrigal) ซึ่งมีเนือ้ ร้องเกี่ยวกบั ความรกั หรือยกย่องบคุ คลสาคญั และมกั จะมีจังหวะสนุกสนาน
นอกจากนยี้ ังใช้ภาษาประจาชาตขิ องแต่ละชาติ

8

เพลงบรรเลงเร่ิมมบี ทบาทในยุคนี้ เครือ่ งดนตรีที่นามาใช้ในการบรรเลง คือ ลูท ออรแ์ กนลม ฮารพ์ ซิ
คอร์ด เวอจินลั ขล่ยุ เรคอรเ์ ดอร์ ซอวโิ อล องค์ประกอบสาคัญอย่างหนง่ึ ของดนตรียคุ นที้ ี่ถกู นามาใช้ คอื
ความดงั - เบาของเสยี งดนตรี (Dynamic)

ภาพการเลน่ ดนตรยี คุ เรเนสซองส์

9
คาว่า “Renaissance” แปลว่า “การเกิดใหม่ ” (Re-birth) ซ่งึ หมายถึงช่วงเวลาทปี่ ญั ญาชนในยุโรปไดห้ นั
ความสนใจจากกิจการฝ่ายศาสนาท่ีได้ปฏบิ ัตมิ าอยา่ งเคร่งครัดตล อดสมยั กลาง มาสู่การฟนื้ ฟูศิลปวทิ ยาซงึ่ มี
แนวความคิดอ่านและวัฒนธรรมตามแบบกรกี และโรมันโบราณ สมัยแห่งการฟืน้ ฟูศิลปวิทยาน้ไี ด้เริ่มข้นึ คร้งั
แรกตามหวั เมอื งภาคเหนือของแหลมอิตาลีโดยได้เรมิ่ ขึ้นทเี่ มอื งฟลอเรนซ์ ก่อนแล้วจงึ แพร่ไปยังเวนิช ปิสา เจ
นัว จนทัว่ แควน้ ทัสคานีและลอมบาร์ดี จากน้ันจึงแพร่ไปท่วั แหลมอติ าลแี ล้วขยายตัวเข้าไปในฝรงั่ เศส เยอรมนี
เบลเยยี่ ม เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ
ลกั ษณะของดนตรใี นสมยั นี้ยงั คงมีรูปแบบคล้ายในสมัยศลิ ปใ์ หม่ แตไ่ ดม้ กี ารปรบั ปรุงพัฒนารปู แบบมากขน้ึ
ลักษณะการสอดประสานทานองยงั คงเป็นลักษณะเดน่ เพลงรอ้ งยงั คงนิยมกันแต่เพลงบรรเลงเรมิ่ มบี ทบาทมาก
ขึ้นในช่วงศตวรรษท่ี 15 และ 16 รปู แบบของดนตรีจึงมคี วามแตกตา่ งกัน

สมยั ศตวรรษท่ี 15

ประชาชนทัว่ ไปไดห้ ลดุ พน้ จากการปกครองระบอบศกั ดินา (Feudalism) มนุษยน์ ิยม (Humanism) ได้
กลายเป็นลัทธสิ าคัญทางปรชั ญศลิ ปินผูม้ ีชื่อเสียงคอื “ลอเรน็ โซ กิแบร์ตโี ดนาเต็ลโล”“เลโอนารโ์ ด ดาวนิ ช”ี
ฯลฯ เพลงมกั จะมี 3 แนวโดยแนวบนสดุ จะมลี กั ษณะน่าสนใจกว่าแนวอ่นื ๆเพลงทป่ี ระกอบดว้ ยเสียง 4 แนว
ในลกั ษณะของโซปราโน อัลโต เทเนอร์ เบส เรมิ่ นิยมประพนั ธก์ ันซึ่งเปน็ รากฐานของการประสานเสียง 4 แนว
ในสมยั ตอ่ ๆ มา เพลงโบสถ์จาพวกแมสซ่งึ พฒั นามาจากแชนทม์ ีการประพันธ์กันเชน่ เดยี วกบั ในสมัยกลางเพลง
โมเต็ตยังมีรปู แบบคลา้ ยสมัยศลิ ป์ใหม่ ในระยะนเ้ี พลงคฤหัสถเ์ ร่ิมมกี ารสอดประสานเกิดข้นึ คือ เพลงประเภท
ซงั ซอง แบบสอดประสาน (Polyphonic chanson) ซ่งึ มีแนวทานองเดน่ 1 แนวและมีแนวอนื่ สอดประสาน
แบบลอ้ กนั (Imitative style) ซง่ึ มีแนวโนม้ เป็นลกั ษณะของการใส่เสยี งประสาน (Homophony)

ลักษณะลอ้ กนั แบบนี้เป็นลกั ษณะสาคญั ของเพลงในสมยั นน้ี อกจากนม้ี กี ารนารปู แบบของโมเตต็ มาประพนั ธ์
เปน็ เพลงแมสและการนาหลกั ของแคนนอนมาใช้ในเพลงแมสด้วย

10

สมัยศตวรรษท่ี 16

มนษุ ย์นิยมยังคงเป็นลทั ธิสาคญั ทางปรัชญา การปฏิรปู ทางศาสนาและการตอ่ ตา้ นการปฏริ ปู ทางศาสนาของ
พวกคาทอลกิ เปน็ เหตุการณ์สาคัญยงิ่ ของคริสต์ศาสนาเพลงร้องแบบสอดประสานทานองพฒั นาจนมคี วาม
สมบูรณ์แบบเพลงร้องยังคงเป็นลักษณะเด่นแตเ่ พลงบรรเลงกเ็ ร่มิ นยิ มกนั มากขึน้ เพลงโบสถย์ ังมีอทิ ธพิ ลจาก
เพลงโบสถ์ของโรมนั แต่กม็ เี พลงโบสถข์ องนิกายโปรแตสแตนทเ์ กิดข้นึ การประสานเสียงเร่มิ มหี ลักเกณฑม์ ากขึ้น
การใช้การประสานเสยี งสลับกับการลอ้ กันของทานองเป็นลักษณะหนง่ึ ของเพลงในสมยั น้กี ารแต่งเพลงแมส
และโมเต็ตนาหลกั ของการลอ้ กันของทานองมาใชแ้ ตเ่ ปน็ แบบฟิวก์ (Fugue) ซงึ่ พฒั นามาจากแคนนอน คอื
การลอ้ ของทานองท่มี ีการแบง่ เป็นส่วนๆทส่ี ลบั ซบั ซ้อนมีหลักเกณฑ์มากขึน้ ในสมยั น้ีมีการปฏวิ ตั ทิ างดนตรี
เกิดขนึ้ ในเยอรมันซง่ึ เปน็ เรอื่ งของความขัดแยง้

ทางศาสนากับพวกโรมันแคธอลกิ จึงมกี ารแต่งเพลงขนึ้ มาใหม่โดยใชก้ ฏเกณฑ์ใหม่ด้วยเพลงท่ีเกิดขนึ้ มาใหม่
เปน็ เพลงสวดที่เรยี กวา่ “โคราล” (Chorale) ซ่งึ เป็นเพลงทน่ี ามาจากแชนท์แตใ่ สอ่ ตั ราจงั หวะเข้าไป นอกจากนี้
ยังเปน็ เพลงที่นามาจากเพลงคฤหัสถ์โดยใสเ่ นือ้ เป็นเร่อื งศาสนาและเปน็ เพลงทแ่ี ตง่ ข้ึนใหม่ด้วยเพลงในสมยั นี้
เริ่มมอี ัตราจังหวะแนน่ อนเพลงคฤหัสถ์มีการพัฒนาท้ังใช้ผรู้ อ้ งและการบรรเลง กลา่ วไดว้ ่าดนตรีในศตวรรษนม้ี ี
รูปแบบ ใหม่ๆเกดิ ขน้ึ และหลกั การต่างๆมีแบบแผนมากข้ึน

ในสมัยนี้มนษุ ย์เรม่ิ เห็นความสาคญั ของดนตรีมาก โดยถอื ว่าดนตรเี ปน็ ส่วนหน่งึ ของชีวติ นอกจากจะให้ดนตรี
ในศาสนาสบื เนื่องมาจากสมัยกลาง (Middle Ages) แลว้ ยังตอ้ งการดนตรีของคฤหัสถ์ (Secular Music) เพือ่
พักผ่อนในยามวา่ ง เพราะฉะน้ันในสมยั นด้ี นตรีของคฤหัสถ์ (Secular Music) และดนตรศี าสนา (Sacred
Music) มคี วามสาคัญเทา่ กัน

11

3. ยคุ บาโรก (The Baroque Period)

คาว่า“Baroque”มาจากคาว่า“Barroco” ในภาษาโปรตเุ กสซง่ึ หมายถงึ “ไขม่ กุ ทมี่ สี ณั ฐาน
เบีย้ ว”(Irregularly shaped pearl) Jacob Burckhardt เปน็ คนแรกท่ใี ชค้ านีเ้ รียกสไตล์ของงาน
สถาปตั ยกรรมและจิตรกรรมใน คริสต์ศตวรรษท่ี 17 ทีเ่ ตม็ ไปด้วยการตกแตง่ ประดับประดาและให้ความรู้สกึ
อ่อนไหว(ไขแสง ศขุ วัฒนะ,2535:96)

ในด้านดนตรไี ดม้ ผี นู้ าคานีม้ าใชเ้ รยี กสมัยของดนตรที เ่ี กดิ ข้ึนในยุโรปเริม่ ต้งั แต่ต้นครสิ ต์ศตวรรษท่ี 17 และมา
ส้ินสดุ ลงราวกลางครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 18 ซึ่งเปน็ เวลารว่ ม 150 ปี เนอ่ื งจากสมยั บาโรกเป็นสมัยท่ยี าวนานรปู แบบ
ของเพลงจงึ มีการเปล่ยี นแปลงไปตามเวลาอย่างไรกต็ ามรูปแบบของเพลงทีส่ ามารถกลา่ วได้ว่าเป็นลักษณะเดน่
ที่สุดของดนตรี

บาโรกได้ปรากฏในบทประพันธ์ของ เจ.เอส.บาคและยอร์ช ฟรเิ ดรคิ เฮนเดล ซึ่งคตี กวที ั้งสองนไ้ี ด้แตง่ ข้นึ ใน
ชว่ งเวลาคร่งึ แรกของศตวรรษที ่ 18 ณ ตอนตน้ สมัยบาโรกคตี กวสี ่วนมากได้เลิกนยิ มสไตล์โพลี่โฟนี
(Polyphony) ในสมัยฟนื้ ฟศู ลิ ปวทิ ยาซ่ึงแนวขบั รอ้ งแต่ละแนวในบทเพลงต่างมีความสาคัญทัดเทยี มกนั
และห นั มาสนใจสไตล์โมโนดี (Monody) ซ่งึ ในบทเพลงจะมแี นวขับร้องเพียงแนวเดยี วดาเนินทานองและมี
แนวสาคญั ที่เรยี กในภาษาอติ าเลยี่ นว่า “เบสโซคอนตนิ วิ โอ (Basso Continuo)” ทาหน้าท่ีเสียงคลอเคล่อื นที่
ตลอดเวลาประกอบทาใหเ้ กิดคอรด์ ข้นึ มาอย่างไรกต็ ามคีตกวีรนุ่ ต่อมาก็มิได้เลกิ สไตล์โฟล่ีโฟนีเสียเลยทเี ดียว
หากยังใหไ้ ปปรากฏในดนตรีคียบ์ อรด์ ในแบบแผนของฟวิ ก์ (Fugue) ออรแ์ กนโคราล (Organchorale)
ตลอดจนทอคคาตา (Toccata) ซ่งึ แต่งโดยใชเ้ ทคนิค เคานเ์ ตอร์พอยท์ (Counterpoint)

ดนตรีในสมยั นจี้ ะอยูป่ ระมาณ ค.ศ. 1600 – 1750 ช่วงระยะเวลานี้ ทวีปยโุ รปกาลังมีการเปลย่ี นแปลงทกุ ด้าน
ไปในทางทด่ี ีขนึ้ ดนตรีในสมัยนม้ี กี ารเปลี่ยนแปลงไปสคู่ วามสมบูรณ์ดนตรศี าสนาและดนตรขี องชาวบ้านมีความ
เจริญก้าวหนา้ ทัดเทยี มกันโครงสรา้ งของเพลงมคี วามสลับซับซ้อนมากขน้ึ สีสันในบทเพลงมมี ากขน้ึ วงดนตรีวง
ใหญข่ ึน้ มีการนาเคร่ืองดนตรมี าใชอ้ ยา่ งหลากหลายเพลงในยุคนจี้ ะมจี งั หวะสมา่ เสมอมากทางด้านการ
ประสานเสยี งมกี ารใชเ้ สยี งหลัก (Tonality) ที่แน่นอนเพลงแต่ละเพลงจะต้องอยู่ในกุญแจหนง่ึ เชน่ เร่ิมด้วย
กญุ แจ C กต็ อ้ งจบด้วยกุญแจ C มีกฎเกณฑ์การใช้คอร์ดนกั ประพันธ์เพลงในยคุ น้ีนยิ มทานองสั้นๆ (Motif)

12

มาบรรเลงซ้าๆกันโดยเลยี นแบบให้สงู ข้นึ หรอื ตา่ ลงเป็นลาดับหรอื ไมก่ ็ซ้าอยใู่ นระดบั เดยี วกนั ในด้านจังหวะได้
ทาให้กระชับขนึ้ มากโดยมีการใชเ้ ครือ่ งหมายกาหนดจงั หวะ (Time Signature) จุดสดุ ยอดแหง่ การเขียนเพลง
แบบน้คี ือเพลงประเภทฟิวก์ (Fugue) ซ้ึงใช้เปน็ ทัง้ เพลงร้องและเพลงบรรเลงเป็นเพลงทมี่ หี ลายทานอง
สลบั ซบั ซ้อน มลี วดลายมาก นอกจากน้ีการเขยี นเพลงแบบโฮโมโฟนี คือ การประสานเสยี งทมี่ ที านองหลักหน่ึง
แนว และมีแนวเสียงอืน่ เปน็ ส่วนประกอบได้รับพฒั นาอย่างสมบูรณ์ในยคุ นน้ี กั ประพนั ธเ์ พลงหลายทา่ นได้สร้าง
ผลงานโดยใชห้ ลักการประสานเสยี งแบบโฮโมโฟนี ผ้มู ีชือ่ เสียงมากในฐานะทเี่ ป็นผบู้ ุกเบิกการประพันธเ์ พลง
แบบบร รเลงในยุคนี้ คือ ววิ าลดี (Antonio Vivaldi ค.ศ. 1676 - 1741) เพลงท่เี ขาเขยี นส่วนใหญ่เป็นเพลง
ประเภทคอนแชร์โต (Concerto) ซ่ึงเป็นเพลงสาหรบั เด่ยี วคนเดียวส่วนเพลงที่มีเดยี่ ว 2 – 4 คน เพลงประเภท
หลงั นเี้ รยี กวา่ คอนแชรโ์ ต กรอสโซ (Concerto Grosso) ยคุ นเี้ ปน็ ยุคทรี่ เิ ร่ิมเขียนอุปรากร (Opera) ขึ้นผทู้ ม่ี ี
ชอื่ เสยี งย่งิ ใหญ่ทางด้านอุปรากร (Opera) คอื มอนทเิ วอรด์ ี (Claudio Monteverdi ค.ศ. 1567 - 1643)

ในสมัยบาโรกดนตรีศาสนาในแบบแผนตา่ งๆ เช่น ออราทอรโิ อ แมส พาสชัน คนั ตาตาในศาสนา (Church
Cantata) คีตกวกี ็นยิ มแตง่ กันไวม้ ากโดยเฉพาะอย่างยง่ิ “แมสใน บี ไมเนอร”์ ของ เจ.เอส.บาค และออราทอริ
โอเร่อื ง“The Messiah”ของเฮนเดลจัดไดว้ ่าเป็นดนตรีศาสนาท่ีเด่นที่สุดของสมยั น้ี

ลกั ษณะสาคญั อีกอยา่ งหนงึ่ ของดนตรสี มัยบาโรกคอื การทาให้เกิด “ความตดั กนั ”(Contrasting) เชน่ ในด้าน
ความเร็ว – ความชา้ ความดัง – ความค่อย การบรรเลงเด่ียว – การบรรเลงร่วมกันวธิ เี หล่านพ้ี บในงาน
ประเภท ตรโิ อโซนาตา (Trio Sonata) คอนแชรโ์ ต กรอซโซ(Concerto Grosso) ซิมโฟเนยี (Simphonia)
และคันตาตา (Cantata) ตลอดสมยั นี้คีตกวมี ไิ ด้เขยี นบทบรรเลงสว่ นใหญข่ องเขาขึ้นอย่างครบบรบิ ูรณท์ ั้งน้ี
เพราะเขาต้องการให้ผูบ้ รรเลงมโี อกาสแสดงความสามารถการเล่นโดยอาศยั คีตปฏิภาณหรอื การดน้ สด
(Improvisation) และการประดษิ ฐ์เมด็ พราย (Ornamentation) ในแนวของตนเอง

ในสมยั บาโรกนก้ี ารบันทกึ ตวั โนต้ ไดร้ บั การพฒั นามาจนเปน็ ลกั ษณะการบันทึกตัวโน้ตทใ่ี ช้ในปัจจบุ ัน คอื การใช้
บรรทดั 5 เส้น การใช้กญุ แจซอล (G Clef) กุญแจฟา (F Clef) กุญแจอลั โตและกญุ แจเทเนอร์ (C Clef) มกี าร
ใชส้ ัญลกั ษณต์ วั โนต้ และตวั หยุดแทนความยาวของจงั หวะและตาแหน่งของตวั โน้ตบรรทัด 5 เสน้ แทนระดับ
เสยี งและยงั มีตัวเลขบอกอตั ราจงั หวะมเี สน้ กั้นห้องและสญั ลกั ษณอ์ ่นื ๆ เพ่ือใชบ้ นั ทกึ ลักษณะของเสียงดนตรี

13

4. ยคุ คลาสสิก (The Classical Period)

เริม่ ประมาณค.ศ.1750 – 1820 สมยั น้ีดนตรีได้เรมิ่ ออกมาแพรห่ ลายถงึ ประชาชนมากย่งิ ขึ้น สถาบนั
ศาสนามไิ ด้เป็นศนู ยก์ ลางของดนตรอี ีกตอ่ ไปดนตรใี นยคุ น้ีถอื วา่ เปน็ ดนตรีบริสุทธิ์ (Pure Music หรือ
Absolute Music) เพลงต่างๆนยิ มแตง่ ขนึ้ เพื่อการฟังโดยเฉพาะมใิ ชเ่ พือ่ ประกอบพธิ ศี าสนาหรือพิธีอื่นๆ เปน็
ระยะเวลาแห่งดนตรีเพื่อดนตรเี พลงส่วนใหญ่เป็นเพลงบรรเลงเพอ่ื ฟังความไพเราะของเสยี งดนตรีอย่างแทจ้ รงิ
เปน็ ลกั ษณะดนตรีท่ตี ้องใช้แสดงความสามารถในการบรรเลงมากขึน้ การประสานทานองแบบโพลีโฟนใี ช้
น้อยลงไปการประสานทานองแบบโฮโมโฟนีถกู นามาใชม้ ากขึน้ มีการนากฎเกณฑ์มาใชใ้ นการแตง่ เพลงอยา่ ง
เคร่งครัดรวมท้ังนาเอาองคป์ ระกอบของดนตรีมาใชอ้ ยา่ งครบถ้วนมกี ารกาหนดอตั ราจังหวะกาหนดใหจ้ านวน
จงั หวะสม่าเสมอเท่ากันทุกหอ้ งการเขยี นเพลงในยุคนส้ี นใจความแตกต่าง (Contrast) การใช้จังหวะมีท้งั จงั หวะ
ชา้ และเร็วสลบั กนั ไปตามจานวนของท่อนเพลงการเขียนทานองเพลงมกี ารพัฒนาให้มหี ลักเกณฑแ์ ละมคี วาม
สมดุล เชน่ ทานองประโยคหน่ึงจะแบง่ เปน็ 2 วรรค คอื วรรคถามและวรรคตอบใหม้ ีความยาวเทา่ ๆกันด้าน
เสียงประสานนนั้ ก็ไดพ้ ัฒนาก้าวหน้าต่อไปอีกนาการเปล่ยี นบันไดเสียงในระหว่างบทเพลงมาใช้แลว้ จงึ กลบั มา
หาบันไดเสยี งเดิมในตอนจบเพลงในด้านน้าเสียงน้นั ยุคนี้ใหค้ วามสนใจเป็นพิเศษการจดั วงออรเ์ คสตรา ใช้
เครอ่ื งดนตรีครบทุกประเภทได้มกี ารประดษิ ฐ์เคร่ืองดนตรใี หม่ๆ ที่ได้ใช้กนั มาจนถงึ ปัจจุบนั หลายเครือ่ งท่ี
สาคญั ท่ีสุด คอื เปยี โน (Piano)

เพลงที่นยิ มแตง่ ก็พฒั นามาจากสมยั บาโรคแต่ได้มีการปรบั ปรงุ ให้ยิ่งใหญข่ ึน้ รวมทง้ั เพลงประเภทอปุ รากร โอรา
ทอรโิ อ คอนแชรโ์ ต โซนาตาและเพลงซิมโฟนซี ่งึ ต่อมานยิ มแต่งมากทีส่ ดุ คอื เพลงซมิ โฟนตี ้งั แตป่ ลาย
ครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 18 มาจนถึงช่วงต้นของคริสตศ์ ตวรรษท่ี 19 นับได้ว่าเป็นชว่ งเวลาทีป่ ระชาชนสว่ นใหญ่ใน
ยโุ รปมีความต่นื ตวั ในเรอ่ื งประชาธปิ ไตยเหตุการณ์ทไ่ี ดก้ ระตุน้ เรื่องน้ีเปน็ อย่างมากกค็ อื การปฏิวตั คิ ร้งั ใหญใ่ น

14
ฝรัง่ เศสซึ่งเรม่ิ ขน้ึ ในปี ค.ศ. 1879 การรบครง้ั สาคญั ในสมัยนค้ี ือสงครามเจด็ ปี (ค.ศ.1756-1763) สงคราม
ฝรัง่ เศสและอินเดีย

ในอเมรกิ าเกดิ สงครามระหวา่ งอังกฤษและอาณานคิ มอเมรกิ ันซึ่งนาไปส่กู ารประกาศอิสรภาพของอเมริกันในปี
1776 และสงครามนโปเลยี นในยุโรปซง่ึ เป็นผลใหเ้ กิดคองเกรสแหง่ เวียนนาขน้ึ ในปี ค.ศ. 1814 สมัยน้ใี นทาง
ปรัชญาเรียนกว่า“ยคุ แห่งเหตุผล”Age of Reason

หลังการตายของ เจ.เอส.บาค (J. S. Bach) ในปี 1750 กไ็ มม่ ีผปู้ ระสบความสาเรจ็ ในรูปแบบของดนตรีแบบบา
โรก (Baroque style) อกี มีการเรมิ่ ของ The (high) Classicalera ในปี 1780 เราเรียกชว่ งเวลาหลังจากการ
ตายของ เจ.เอส.บาค (J. S. Bach1730-1780)ว่า The early classical period ดนตรใี นสมัยบาโรกน้นั มี
รปู พรรณ (Texture) ทยี่ งุ่ ยากซับซ้อนส่วนดนตรีในสมัยคลาสสกิ มีลกั ษณะเฉพาะคอื มีโครงสรา้ ง (Structure)
ท่ีชดั เจนข้ึนการคน้ หาความอิสระในดา้ นวิชาการ เป็นหลกั สาคัญทที่ าใหเ้ กิดสมัยใหม่นี้

ลักษณะของดนตรใี นสมัยคลาสสิกที่เปล่ยี นไปจากสมยั บาโรกที่เหน็ ได้ชดั คือการไม่นยิ มการสอดประสานของ
ทานองทีเ่ รียกว่าเคานเ์ ตอร์พอยท์ (Counterpoint) หันมานยิ มการเน้นทานองหลกั เพียงทานองเดียวโดยมแี นว
เสียงอน่ื ประสานให้ทานองไพเราะข้นึ คอื การใส่เสยี งประสานลักษณะของบาสโซคอนตินโู อเลกิ ใชไ้ ปพรอ้ มๆกบั
การสร้างสรรคแ์ บบอิมโพรไวเซชนั่ (Improvisation) ผู้ประพนั ธ์นิยมเขียนโนต้ ทกุ แนวไว้ ไม่มีการปล่อยวา่ งให้
ผบู้ รรเลงแต่งเตมิ เองลักษณะของบทเพลงก็เปลีย่ นไปเชน่ กัน

ศูนย์กลางของสมัยคลาสสกิ ตอนต้นคอื เมืองแมนฮมี และกรงุ เวยี นนาโรงเรยี นแมนฮมี จัดตัง้ ขน้ึ โดย Johann
Stamitz ซง่ึ เป็นนักไวโอลินและเป็นผู้ควบคมุ Concert ของ The Mannheim orchestra เขาเป็นผู้พฒั นา
สไตล์ใหมข่ องการประพนั ธ์ดนตรี (Composition) และการเรียบเรยี งสาหรบั วงออร์เคสตรา (Orchestration)
และยังพฒั นา The sonata principle in 1st movement of symphonies, second theme of Stamitz
ตรงกันขา้ มกบั 1st theme ซึ่ง Dramatic, striking หรอื Incisive (เชอื ดเฉือน) เขามกั เพม่ิ การแสดงออกท่ี
เปน็ ทว่ งทานองเพลงนาไปส่บู ทเพลงในซิมโฟนี การเปล่ยี นความดงั - คอ่ ย (Dynamic) อยา่ งฉับพลันในชว่ ง
สนั้ ๆได้รับการแสดงครัง้ แรกโดย Manheim orchestra

15
เขายังขยาย Movement scheme of symphony จากเร็ว-ชา้ -เร็ว เปน็ เร็ว – ชา้ – minuet – เร็ว(minuet
คือดนตรบี รรเลงเพือ่ การเต้นราคใู่ นจงั หวะชา้ 3 จังหวะ ) ใช้ครัง้ แรกโดย GM Monn แบบแผนนกี้ ลายเปน็
มาตรฐานในซมิ โฟนีและสตรงิ ควอเตท (String quartet )

สมัยคลาสสกิ นจี้ ัดไดว้ า่ เป็นสมัยท่ีมกี ารสร้างกฎเกณฑร์ ูปแบบในทุกๆอย่างเก่ียวกบั การประพันธ์เพลงซึง่ ในสมยั
ตอ่ ๆมาไดน้ ารปู แบบในสมัยน้ีมาใชแ้ ละพฒั นาใหล้ ึกซงึ้ หรือแปรเปล่ยี นไปเพลงในสมัยนเ้ี ป็นดนตรีบรสิ ทุ ธ์ิสว่ น
ใหญก่ ลา่ วคือเพลงทีป่ ระพนั ธ์ข้นึ มาเปน็ เพลงซง่ึ แสดงออกถงึ ลักษณะของดนตรแี ทๆ้ มิไดม้ ลี ักษณะเปน็ เพลงเพือ่
บรรยายถงึ เหตุการณ์หรือเรอ่ื งราวใดๆ ซ่งึ เปน็ ลกั ษณะทีม่ ีกฎเกณฑ์ไมม่ ีการใสห่ รือแสดงอารมณข์ องผู้ประพันธ์
ลงในบทเพลงมากนกั ลักษณะของเสยี งทดี่ งั - ค่อย ค่อยๆดงั และค่อยๆเบาลง

ดนตรสี ไตลเ์ บาๆและสง่างามของโรโคโค (Rococo Period ) ซึ่งตรงขา้ มกบั สไตลท์ ี่เครง่ เครียดในสมยั บาโรก
โดยปกติมันเป็น Lightly accompanied pleasing music ดว้ ย Phrasing ทสี่ มดลุ กนั (JC Bach,
Sammartini, Hasse, Pergolesi) Galant เหมือนกบั โรโคโค (Rococo Period ) ในแนวคดิ ของ Heavy
ornamentation แตต่ ่างกนั ตรงทลี่ กั ษณะดนตรมี ีโครงสร้างและประโยคเพลงที่มแี บบแผนและรูปแบบทีม่ ี
ความออ่ นไหวงา่ ยพยายามแสดงออกถึงความรูส้ กึ ทแ่ี ทจ้ รงิ และเป็นธรรมชาตแิ ทรกความโรแมนตกิ ของ
ศตวรรษที่ 19 เขา้ ไปจดุ หมายเพ่ือแสดงความเปน็ ตวั ของตวั เองโดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรีของ CPE Bach และ
WF Bach ด้วยความหมายของคาว่า "คลาสสิกซสิ ซ่มึ " (Classicism)

คาวา่ “คลาสสิก” (Classical) ในทางดนตรีนนั้ มคี วามหมายไปในทางเดียวกันกับความหมายของอุดมคตขิ อง
ลัทธิ Apollonian ในสมยั ของกรีกโบราณโดยจะมีความหมายทีม่ แี นวคดิ เปน็ ไปในลักษณะของความนกึ ถึงแต่
สิง่ ทเ่ี ปน็ ภายนอกกายสภาพการเหนยี่ วรง้ั ทางอารมณ์ความแจม่ แจง้ ในเรอื่ งของรปู แบบและการผูกตดิ อย่กู ับ
หลักทางโครงสร้างอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ อดุ มคตทิ างคลาสสิกในทางดนตรนี นั้ มไิ ดจ้ ากัดอยู่แต่ในช่วงตอนปลายของ
ศตวรรษที่ 18 เท่านน้ั อดุ มคตทิ างคลาสสิกดงั กล่าวยังเคยมปี รากฏมาก่อนในช่วงสมยั อารส์ อนั ตคิ วา
(Ars Antiqua) และมีเกิดขน้ึ ให้พบเห็นอีกในบางสว่ นของงานประพันธ์การดนตรีในศตวรรษท่ี 20

พวกคลาสสิกนิยม (Classicism) ก็มีในดนตรใี นชว่ งตอนปลายๆของสมยั บาโรกซึ่งเป็นดนตรสี ไตลข์ องบาค
(J.S. Bach) และของฮลั เดล (Handel) เชน่ กนั ในชว่ งของความเปน็ คลาสสกิ นยิ มนน้ั มี 2 ช่วง คอื ในตอนตน้

16
และใชช้ ว่ งตอนปลายของศตวรรษที่ 18 และในช่วงตอนปลายของศตวรรษท่ี 18 มักจะเรยี กกนั โดยท่วั ๆไปวา่
เป็นสมัยเวียนนสิ คลาสสกิ (Viennese Classical Period) เพื่อให้งา่ ยตอ่ การระบุความแตกต่างระหว่าคลาสสกิ
ตอนต้นและตอนปลายน้นั เองและที่เรียกว่าเป็นสมัยเวียนนิสคลาสสิกกเ็ พราะเหตุว่าช่วงเวลานั้นกรุงเวยี นนา
ของออสเตรียถกู ถือวา่ เปน็ เมอื งศนู ย์กลางหลักของการดนตรีในสมัยน้นั

ลักษณะทั่วๆไปของการดนตรีในสมยั คลาสสกิ โดยทั่วไปแลว้ ดนตรคี ลาสสกิ สามารถตคี วามหมายออกมาได้ คอื
มองออกจากตวั (Objective) แสดงถงึ การเหนี่ยวร้ังจิตใจทางอารมณ์ สละสลวย การขดั เกลาให้งดงามไพเราะ
และสัมผสั ท่ไี มต่ ้องการความลึกล้านกั นอกจากความหมายดังกล่าวแล้วคลาสสิกยงั มคี วามหมายที่อาจกลา่ วไป
ในเรื่องของประมวลผลงานก็ไดก้ ลา่ วคือผลงานทางดนตรีบทบรรเลงท่เี ห็นได้ชัดวา่ มีมากขน้ึ กวา่ ผลงานทางการ
ประพันธ์โอเปรา่ และฟอรม์ อืน่ ๆ

5. ยุคโรแมนติก (the Romantic Period)

ความหมายของคาวา่ “โรแมนตกิ ”กวา้ งมากจนยากทีจ่ ะหานยิ ามสน้ั ๆใหไ้ ดใ้ นทางดนตรีมกั ใหค้ วามหมายวา่
ลกั ษณะที่ตรงกนั ข้ามกบั ดนตรคี ลาสสกิ กล่าวคอื ขณะที่ดนตรคี ลาสสกิ เนน้ ทีร่ ูปแบบอันลงตัวแน่นอน
(Formality) โรแมนติกจะเนน้ ทีเ่ นื้อหา(Content) คลาสสกิ เนน้ ความมเี หตผุ ลเกย่ี วข้องกัน (Rationalism) โร
แมนติกเนน้ ท่ีอารมณ์ (Emotionalism) และคลาสสิกเป็นตวั แทนความคดิ แบบภววสิ ยั (Objectivity) โรแมน
ตกิ จะเป็นตวั แทนของอตั วิสยั (Subjectivity)

นอกจากน้ียังมีคานยิ ามเก่ยี วกับดนตรีสมยั โรแมนติก ดงั น้ี
- คุณลักษณะของการยอมให้แสดงออกไดอ้ ย่างเตม็ ที่ซึ่งจนิ ตนาการ อารมณท์ ีห่ ว่นั ไหว และความรสู้ ึกทางใจ
- ในดนตรแี ละวรรณกรรม หมายถงึ คาท่ตี รงกันข้ามกบั คาวา่ “Classicism” เสรภี าพทพ่ี ้นจากการเหนยี่ วรั้ง
ทางจิตใจ หรอื จารตี นยิ มเพอ่ื ท่ีจะกระทาการในเรอื่ งใดๆ

สมัยโรแมนติกเรม่ิ ต้นข้นึ ในตอนตน้ ของศตวรรษท่ี 19 แตร่ ูปแบบของดนตรีโรแมนติกเริ่มเปน็ รูปแบบขนึ้ ใน
ตอนปลายของศตวรรษท่ี 18 แลว้ โดยมเี บโธเฟนเป็นผ้นู าและเป็นรปู แบบของเพลงทีย่ ังคงพบเหน็ แม้ใน
ศตวรรษท่ี 20 น้ี สมัยนี้เปน็ ดนตรที แี่ สดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกของผ้ปู ระพนั ธ์อย่างมากผ้ปู ระพนั ธ์เพลงใน

17
สมัยน้ีไมไ่ ด้แตง่ เพลงให้กับเจา้ นายของตนดังในสมยั ก่อนๆผู้ประพันธเ์ พลงแตง่ เพลงตามใจชอบของตนและขาย
ตน้ ฉบับให้กบั สานักพมิ พ์เป็นส่วนใหญล่ กั ษณะดนตรจี ึงเป็นลักษณะของผปู้ ระพนั ธ์เอง

ลักษณะทัว่ ๆไปของการดนตรใี นสมัยโรแมนตกิ

1.คีตกวสี มยั นี้มคี วามคดิ เปน็ ตัวของตัวเองมากขึน้ สามารถแสดงออกถงึ ความรู้สกึ นกึ คิดอยา่ งมีอิสระไม่
จาเป็นต้องสรา้ งความงามตามแบบแผนวิธกี ารและไมต่ ้องอยูภ่ ายใต้อิทธิพลของผ้ใู ดทง้ั น้เี พราะเขาไมไ่ ด้อยู่ใน
ความอุปภมั ภ์ของโบสถเ์ จ้านายและขนุ นางเชน่ คีตกวสี มยั คลาสสกิ อกี ต่อไป
2. ใช้อารมณแ์ ละจินตนาการเป็นปจั จัยสาคญั ในการสรา้ งสรรคผ์ ลงาน
3. ลกั ษณะทเ่ี ปลี่ยนไปอยูภ่ ายใต้อทิ ธิพลของ “ลัทธิชาตนิ ิยม” (Nationalism)
4. ลกั ษณะที่ยงั คงอยูภ่ ายใตอ้ ิทธพิ ลของ “ลทั ธนิ ยิ มเยอรมนั ” (Germanism)
5. ลักษณะภายในองคป์ ระกอบของดนตรีโดยตรง
5.1 ทานอง ลลี าและบรรยากาศของทานองเน้นความรสู้ กึ และอารมณข์ องบคุ คลมากขน้ึ มีแนวเหมอื นแนว
สาหรบั ขบั ร้องมากขึน้ และความยาวของวลี (Phrase) กเ็ ปลี่ยนแปลงไปโดยไมจ่ ากัด
5.2 การประสานเสยี ง โครงสรา้ งของคอร์ดและลาดบั การใช้คอรด์ มเี สรภี าพมากขึน้ การใช้คอรด์ 7 คอร์ด 9
อย่างมีอสิ ระ และการย้ายบนั ไดเสียงแบบโครมาติค (Chromatic Modulation) มีบทบาทท่ีสาคญั
5.3 ความสาคัญของเสยี งหลกั (Tonality) หรือในคยี ์ยงั คงมอี ยแู่ ต่เรมิ่ คลุมเครือหรอื เลอื นลางไปบา้ งเน่ืองจาก
บางครั้งมกี ารเปลีย่ นบนั ไดเสียงออกไปใช้บนั ไดเสยี งทเ่ี ปน็ ญาติหา่ งไกลบา้ งหรือ Chromatic Modulation
5.4 พืน้ ผวิ ในสมยั น้โี ฮโมโฟนียงั คงมคี วามสาคญั มากกว่าเคาน์เตอร์พอยท์
5.5 ความดังเบาของเสียง (Dynamics) ในสมยั นีไ้ ด้รับการเน้นใหช้ ดั เจนทัง้ ความดงั และความเบาจนเปน็
จดุ เดน่ จุดหน่ึง

ดนตรสี มยั นี้เรม่ิ ประมาณปี ค.ศ. 1820 – 1900 ถอื วา่ เป็นยุคทองของดนตรี ดนตรมี ไิ ด้เปน็ เอกสิทธขิ์ องผูน้ า
ทางศาสนาหรอื การปกครองไดม้ ีการแสดงดนตรี (Concert) สาหรบั สาธารณชนอยา่ งแพร่หลายนกั ดนตรแี ต่ละ
คนมโี อกาสแสดงออกซึ่งความร้สู ึกของตนเองได้เต็มที่และตอ้ งการสรา้ งสไตล์การเขียนเพลงของตนเองด้วยทา
ใหเ้ กิดสไตล์การเขียนเพลงของแต่ละทา่ นแตกต่างกันอยา่ งมากในยุคน้ใี ชด้ นตรเี ป็นเครอื่ งแสดงออกของ
อารมณอ์ ย่างเตม็ ท่ีทุกๆ อารมณส์ ามารถถ่ายทอดออกมาได้ด้วยเสียงดนตรอี ย่างเหน็ ได้ชัดดนตรีในยคุ นจ้ี งึ ไม่
คานึงถึงรูปแบบและความสมดุลแตจ่ ะเน้นเน้ือหาวา่ ดนตรีกาลงั จะบอกเรือ่ งอะไรใหอ้ ารมณ์อย่างไร เชน่
แสดงออกถงึ ความรกั ความโกรธ ความเศรา้ โศกเสยี ใจ หรอื ความกลัว ดา้ นเสยี งประสานกม็ กั จะใชค้ อรด์ ท่มี ี
เสยี งไม่กลมกลนื เช่น ดอร์ดโครมาตคิ (Chromatic Chord) หรอื คอร์ดที่มีระยะขัน้ คู่เสยี งกว้างมากขึน้ ๆ เชน่

18
คอรด์ 7,9 หรอื 11 นอกจากจะแสดงถึงอารมณ์แลว้ คตี กวียังชอบเขียนเพลงบรรยายธรรมชาติเรือ่ งนยิ ายหรอื
ความคิดฝัน ของตนเอง โดยพยายามทาเสยี งดนตรอี อกมาให้ฟงั ไดใ้ กลเ้ คยี งกับสิ่งทก่ี าลังบรรยายมากทีส่ ุด
เพลงทม่ี ีแนวเรอื่ งหรอื ทิวทศั นธ์ รรมชาตเิ ปน็ แนวการเขียนน้เี รยี กวา่ ดนตรีพรรณนา (Descriptive Music)
หรอื โปรแกรมมวิ สิค (Program Music) สาหรับบทเพลงที่คตี กวไี ด้พยายามถ่ายทอดเน้ือความมาจากคา
ประพันธห์ รือบทร้อยกรอง (Poem) ตา่ งๆ แลว้ พรรณนาสง่ิ เหล่าน้ีออกมาด้วยเสยี งของดนตรอี ยา่ งเหมาะสม
นนั้ จะเรียกบทเพลงแบบนี้วา่ ซมิ โฟนิคโพเอม็ (Symphonic Poem) ตอ่ มาภายหลงั เรียกว่า โทนโพเอม็
(Tone Poem)

ในยุคน้ีเป็นสมยั ชาตนิ ิยมทางดนตรีดว้ ย (Nationalism) คอื คีตกวีจะแสดงออกโดยใช้ทานองเพลงพ้ืนเมือง
ประกอบไวใ้ นเพลงท่แี ต่งข้นึ หรือแต่งให้มสี าเนยี งของชาติตนเองมากท่ีสดุ โดยใชบ้ นั ไดเสยี งพิเศษของแตล่ ะชาติ
ซงึ่ เป็นผลใหค้ นในชาติเดยี วกนั เกดิ ความรกั ใคร่กลมเกลยี วกนั รกั ชาติบา้ นเมอื งเกดิ ความหวงแหนทุกสิ่งทุกอยา่ ง
บนแผ่นดินท่ีอาศ ยั อยู่ เชน่ ซเี บลอิ สุ (Jean Sibelius) แตง่ เพลง ฟนิ แลนเดีย (Finlandia) โชแปง (Frederic
Chopin) แต่งเพลง มาซูกา (Mazurka) และโพโลเนียส (Polonaise) นอกจากน้ียังมีคีตกวชี าติอน่ื ๆอีกมาก

6. ยุคอมิ เพรสชนั่ นิสติค (The Impressionistic)

ในตอนปลายของศตวรรษท่ี 19 จนถงึ ตอนตน้ ของศตวรรษที่ 20 (1890 - 1910) ซ่งึ อยู่
ในชว่ งของยคุ โรแมนติกนมี้ ีดนตรีทไ่ี ดร้ บั การพฒั นาข้นึ โดยเดอบสู ซี ผ้ปู ระพันธ์เพลงชาวฝรัง่ เศสโดยการใช้
ลักษณะของบันไดเสยี งแบบเสยี งเตม็ (Whole-tone Scale) ทาให้เกิดลกั ษณะของเพลงอกี แบหน่งึ ขึ้น
เนอ่ื งจากลกั ษณะของบนั ไดเสียงแบบเสยี งเต็มนีเ้ องทาใหเ้ พลงในยุคน้มี ลี กั ษณะลึกลับไม่กระจ่างชดั เพราะ
คอร์ดทใ่ี ชจ้ ะเป็นลักษณะของออ๊ กเมนเต็ด (Augmented) มกี ารใชค้ อร์ดคู่ 6 ขนานลักษณะของความร้สู ึกท่ีได้
จากเพลงประเภทนจ้ี ะเปน็ ลกั ษณะของความรู้สกึ “คล้ายๆ ว่าจะเป็น”หรอื “คลา้ ยๆ ว่าจะเหมอื น”มากว่าจะ
เป็นความรู้สกึ ทแ่ี นช่ ัดลงไปว่าเปน็ อะไร ซึง่ เป็นความประสงคข์ องการประพนั ธเ์ พลงประเภทนี้ ชื่ออมิ เพรสชนั่ นิ
สติคหรืออมิ เพรสชั่นนซิ ึมนนั้ เป็นชอื่ ยคุ ของศิลปะการวาดภาพที่เกิดข้นึ ในฝรง่ั เศสโดยมี Monet,Manet และ
Renoir เป็นผสู้ รา้ งสรรคข์ น้ึ มาซ่งึ เปน็ ศิลปะการวาดภาพที่ประกอบดว้ ยการแตม้ แตง่ สีเป็นจุดๆมิใชเ่ ปน็ การ
ระบายสที ่ัวๆไปแต่ผลทไ่ี ด้ก็เป็นรูปลักษณะของคนหรอื ภาพววิ ได้ทางดนตรีได้นาชอ่ื นม้ี าใช้ ผู้ประพันธ์เพลงใน
แนวน้นี อกไปจากเดอบสู ซแี ลว้ ยังมี ราเวล ดคู าส เดลิอสุ สตราวินสกี และโชนเบิร์ก (ผลงานระยะแรก) เปน็ ตน้

19

ดนตรอี ิมเพรสช่นั นสิ ติกไดเ้ ปลี่ยนแปลงบนั ไดเสียงเสียใหมแ่ ทนท่ีจะเปน็ แบบเดยี โทนคิ (Diatonic) ซงึ่ มี 7 เสยี ง
อย่างเพลงทวั่ ไปกลบั เป็นบันไดเสยี งทม่ี ี 6 เสยี ง (ซงึ่ ระยะหา่ งหนึ่งเสียงเตม็ ตลอด) เรยี กว่า “โฮลโทนสเกล”
(Whole – tone Scale) นอกจากนีค้ อร์ดทุกคอร์ดยงั เคลือ่ นไปเป็นคู่ขนานท่ีเรียกว่า “Gliding Chords” และ
สว่ นใหญ่ของบทเพลงจะใช้ลลี าทเ่ี รียบๆและนุ่มนวลเน่ืองจากลักษณะของบันไดเสยี งแบบเสยี งเตม็ น้ีเอง
บางคร้งั ทาใหเ้ พลงในสมัยนมี้ ลี ักษณะลกึ ลับไมก่ ระจา่ งชดั ลกั ษณะของความรสู้ ึกทไ่ี ดจ้ ากเพลงประเภทนจี้ ะเปน็
ลกั ษณะของความรู้สกึ “คลา้ ย ๆ ว่าจะเปน็ …” หรอื “คล้าย ๆ ว่าจะเหมือน…” มากกวา่ จะเป็นความรูส้ กึ ทแี่ น่
ชดั ลงไปวา่ เป็นอะไร

7. ยคุ ศตวรรษที่ 20 (The Twentieth Century)

เรมิ่ จากปี ค.ศ. 1900 จนถงึ ปจั จุบัน ดนตรใี นยุคนมี้ ีความหลากหลายมากเน่ืองจากสภาพ
สังคมที่เปน็ อยู่คีตกวีพยายามที่จะสรา้ งองค์ความรู้ใหม่ข้นึ มามีการทดลองการใชเ้ สียงแบบแปลกๆการประสาน
ทานองเพลงมีท้งั รูปแบบเดมิ และรปู แบบใหม่คตี กวีเรมิ่ เบ่อื และร้สู ึกอดึ อัดทจี่ ะต้องแต่งเพลงไปตามกฎเกณฑ์ ท่ี
ถูกบงั คับ โดยระบบกุญแจหลักและบนั ไดเสียงเมเจอร์และไมเนอรจ์ ึงพยายามหาทางออกตา่ งๆ กันไปมีการใช้
เสียงประสานอยา่ งอิสระไมเ่ ป็นไปตามกฎของดนตรีจัดลาดบั คอรด์ ทาตามความต้องการของตนตามสสี ันของ
เสียงทตี่ นตอ้ งการทานองไมม่ ีแนวทชี่ ัดเจนรดั กมุ เหมอื นทานองยุคคลาสสิคหรือโรแมนติค ฟงั เพลงเหมอื นไมม่ ี
กลมุ่ เสยี งหลักในคร่ึงหลังของสมยั น้ีการดนตรีรุดหน้าไปอยา่ งไม่ลดละนอกจากมีการฝา่ ฝืนกฎเกณฑท์ างดา้ น
ทฤษฎแี ลว้ ยงั มกี ารใช้เครื่องไฟฟ้าเขา้ มาประกอบด้วยเช่น มีการใชเ้ สียงซงึ่ ทาขนึ้ โดยระบบไฟฟ้าเป็น
สญั ญาณเสียงในระบบอนาล็อกหรือดจิ ติ อลหรอื ใชเ้ ทปอดั เสียงในสิ่งแวดล้อมตา่ งๆมาเปดิ ร่วมกับดนตรีทแ่ี สดง
สดๆ บนเวทแี ละเสยี งอนื่ ๆอีกมากยคุ นจ้ี งึ เปน็ สมยั ของการทดลองและบกุ เบิก

หลังจากดนตรีสมัยโรแมนตกิ ผ่านไปความเจรญิ ในดา้ นต่างๆก็มีความสาคญั และมีการพัฒนาอย่างตอ่ เนอื่ ง
ตลอดมาความเจริญทางดา้ นการคา้ ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีความกา้ วหนา้ ทางด้านวิทยาศาสตร์การ
ขนสง่ การสือ่ สาร ดาวเทียม หรอื แมก้ ระทง่ั ทางด้านคอมพิวเตอร์ทาให้แนวความคดิ ทศั นคติของมนษุ ยเ์ รา
เปล่ยี นแปลงไปและแตกต่างจากแนวคดิ ของคนในสมัยก่อนๆ จงึ ส่งผลให้ดนตรมี ีการพัฒนาเกิดขนึ้ หลาย
รูปแบบคตี กวีทัง้ หลายต่างก็ไดพ้ ยายามคดิ วธิ ีการแต่งเพลงการสรา้ งเสียงใหมๆ่ รวมถงึ รปู แบบการบรรเลง
ดนตรีเปน็ ตน้

20

ดนตรใี นยุคศตวรรษที่ 20 เป็นยคุ ของการทดลองส่งิ แปลกใหม่และนาเอาหลกั การเกา่ ๆมากพฒั นา
เปลย่ี นแปลงปรบั ปรุงใหเ้ ขา้ กับแนวความคิดในยคุ ปจั จบุ นั เชน่ หลักการเคาเตอรพ์ อยต์ (Counterpoint) ของ
โครงสรา้ งดนตรแี บบการสอดประสานมกี ารใชป้ ระสานเสียงโดยการใชบ้ นั ไดเสยี งต่างๆ รวมกัน(Polytonatity)
และการไมใ่ ชเ่ สยี งหลกั ในการแต่งทานองหรอื ประสานเสียงจงึ เปน็ เพลงแบบใชบ้ นั ไดเสียง 12 เสยี ง (Twelve-
tone scale) ซงึ่ เรยี กว่า Atonality อัตราจังหวะท่ใี ช้ทีการกลับไปกลับมาลกั ษณะสาคญั อกี ประการหน่ึงคอื
การใชก้ ารประสานเสยี งทฟ่ี ังระคายหูเปน็ พ้นื (Dissonance) วงดนตรกี ลับมาเปน็ วงเล็กแบบเชมเบอร์มิวสกิ
ไมน่ ยิ มวงออร์เคสตรามักมกี ารใช้อิเลกโทรนกิ ส์ทาให้เกดิ เสยี งดนตรซี ่ึงมสี ีสันท่แี ปลกออกไปเน้นการใช้จังหวะ
รูปแบบตา่ งๆบางครง้ั ไมม่ ที านองท่โี ดดเด่นในขณะท่แี นวคิดแบบโรแมนตกิ มีการพฒั นาควบค่ไู ปเช่นกนั
เรียกว่า นโี อโรแมนตกิ (Neo-Romantic) กล่าวโดยสรปุ คอื โครงสรา้ งของเพลงในศตวรรษที่ 20 นม้ี ี
หลากหลายมากสามารถพบสง่ิ ต่างๆตัง้ แต่ยคุ ตา่ งๆมาทีผ่ ่านมาแต่มแี นวคดิ ใหมท่ เ่ี พิ่มเขา้ ไปนักดนตรที ่คี วรรู้จกั
ในยุคน้ี คอื สตราวนิ สกี โชนเบิรก์ บารต์ อก เบอร์ก ไอฟส์ คอปแลนด์ ชอสตาโกวชิ โปโกเฟียฟ ฮินเดมิธ
เคจ เปน็ ต้น

ดนตรสี มัยศตวรรษที่ 20 (THE TWENTIETH CENTURY ค.ศ. 1900-ปจั จุบัน)

หลงั จากดนตรสี มัยโรแมนตกิ ผ่านไปความเจริญในด้านตา่ งๆกม็ คี วามสาคญั และมกี ารพฒั นาอย่าตอ่ เน่ือง
ตลอดมาความเจรญิ ทางดา้ นการค้าความเจริญทางดา้ นเทคโนโลยีความกา้ วหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์การ
ขนสง่ การสื่อสาร ดาวเทียม หรือแม้กระทงั่ ทางด้านคอมพิวเตอรท์ าให้แนวความคิดทศั นคตขิ องมนษุ ย์เรา
เปลย่ี นแปลงไปและแตกต่างจากแนวคดิ ของคนในสมัยก่อนๆ จงึ ส่งผลใหด้ นตรมี กี ารพฒั นาเกดิ ขึ้นหลาย
รปู แบบคตี กวที ้งั หลายต่างก็ได้พยายามคิดวธิ ีการแตง่ เพลงการสรา้ งเสียงใหมๆ่ รวมถึงรปู แบบการบรรเลงดนตรี
เป็นตน้

21

บทที่ 3
ขน้ั ตอนการศึกษา
1.พืน้ ที่การศกึ ษา

 มหาวิทยาลยั ราชภฏั จนั ทรเกษม
 นักศกึ ษาชนั้ ปที ี่ 1 ในรายวิชา GEIG 1001 โดยการทาแบบสอบถามจานวน 100 คน

2.ระยะเวลาเก็บข้อมลู

 วนั ที่ 7 ตุลาคม 2564 – วนั ที่ 28 ตุลาคม 2564

3.ขน้ั ตอนการทางาน

 จดั ตั้งกล่มุ 3-4 คน
 ประชมุ นาเสนอหาหวั ขอ้ โครงงานโดยให้มกี ารเสนอหัวข้ิ
 นาเสนอหวั ขอ้ โครงงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
 ประชมุ วางแผนเพอ่ื ปฎิบตั กิ ารทาโครงงาน
 ดาเนินการทาภาคผนวกในรูปเล่มโครงงานโดยจะต้องมีรูปภาพประกอบระหว่างการ

ทาโครงงานและทา VDO รปู แบบการนาเสนอโครงงานตามแบบแผนและแบบสอบถาม

22

4.คาถามที่สัมภาษณ์

ตัวอยา่ งแบบสอบถามรสนยิ มความชอบของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภฏั จนั ทรเกษมแนวดนตรที ่ชี อบฟัง

เพศ

 ชาย
 หญิง

1.คุณชอบฟงั ดนตรีในยคุ ไหนมากที่สุด

 ยคุ กลาง (แนวเพลงผสานเสยี ง)
 ยคุ เรเนซองส์ (แนวเพลงที่เนน้ ทางดา้ นความสนุก)
 ยคุ บาโรก (แนวเพลงท่่ีใชค้ นรอ้ งกระชนั กับเครอ่ื งดนตรี)
 ยุคคลาสสกิ (แนวเพลงบรสิ ทุ ธ์ิ)
 ยคุ โรแมนติก (แนวเพลงโรแมนติก)
 ยคุ อมิ เพลสช่ันเนสตคิ (แนวเพลงเกยี่ วกับการใหค้ วามรสู้ กึ )
 ยุคศตวรรษท่ี 20 (แนวพลงสตรงิ ,pop,rock,hip-hop)

2.คุณใช้เวลา 1 วนั ในการฟงั เสียงเพลงหรือเสียงดนตรีกี่ช่ัวโมงต่อวนั

 1 - 2 ช่วั โมง
 3 - 4 ชวั่ โมง
 7 ชวั่ โมงขึ้นไป
 10 ชั่วโมงข้นึ ไป
 ไมเ่ คยฟังเพลงเลย

3.คณุ เล่นดนตรีเป็นหรอื ไมแ่ ล้วคุณเลน่ ดนตรีอะไร

………………………………………………………………………………………………………………..

4.ขอ้ เสนอแนะ

.................................................................................................................................

23

บทที่ 4

ผลการศกึ ษา

การศกึ ษาเรอ่ื ง “ ดนตรีในแตล่ ะยคุ ” ผลท่ไี ดจ้ ากการศกึ ษามาจากข้อมลู โดยการรวบรวมข้อมลู จาก
การทาแบบสอบถาม มดี ังน้ี

1.เพศ

จากการตอบแบบสอบแบบถามพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามสว่ นใหญ่เปน็ เพศชาย จานวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ
85% รองลงมาเป็นเพศหญงิ จานวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 15%

2.คุณชอบฟงั ดนตรีในยุคไหนมากทีส่ ดุ จานวน 0 คน คดิ เป็นร้อยละ 0 %
จานวน 1 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 4.8 %
 ยคุ กลาง จานวน 1 คน คิดเปน็ ร้อยละ 4.8 %
 ยคุ เรเนซองส์ จานวน 5 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 23.8 %
 ยุคบาโรก จานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 9.5 %
 ยุคคลาสสกิ จานวน 3 คน คิดเปน็ ร้อยละ 14.3 %
 ยุคโรแมนติก จานวน 9 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 42.9 %
 ยุคอิมเพลสชน่ั เนสตคิ
 ยุคศตวรรษท่ี 20

3.คณุ ใชเ้ วลา 1 วัน ในการฟังเสยี งเพลงหรือเสยี งดนตรกี ่ีช่วั โมงต่อวนั

 1 - 2 ชว่ั โมง จานวน 7 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 33.3 %
 3 - 4 ชว่ั โมง จานวน 10 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 47.6 %
 7 ช่ัวโมงข้นึ ไป จานวน 13 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 14.3 %
 10 ชั่วโมงขึน้ ไป จานวน 1 คน คิดเปน็ ร้อยละ 4.8 %
 ไม่เคยฟังเพลงเลย จานวน 0 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 0 %

24

4.คณุ เลน่ ดนตรีเปน็ หรอื ไมแ่ ลว้ คณุ เลน่ ดนตรีอะไร (ข้อเขียน)

 เลน่ เป็น จานวน 4 คน
 เลน่ ไม่เปน็ จานวน 17 คน

ดงั นน้ั จากผลทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษาพบวา่ ผูค้ นสว่ นใหญ่ในปจั จบุ นั น้นั จะชอบฟังดนตรี ยคุ ศตวรรษท2ี่ 0 มากกว่า
ดนตรียคุ อ่ืนๆจะเห็นไดช้ ดั ว่าคนสว่ นใหญเ่ ลอื กท่จี ะฟงั ดนตรใี นยคุ ศตวรรษที่20 เพราะยคุ นม้ี ีความหลากหลาย
ทางดา้ นของดนตรเี พราะเป็นยคุ ทีเ่ ปดิ กวา้ งในเรอ่ื งของเสยี งดนตรี แนวเพลงท่ีเรามักพบเห็นกันบ่อยในยุค
ศตวรรษท2่ี 0 คือ สตรงิ pop rock hip-hop และอ่ืนๆอกี มากมาย ด้วยเหตุนจ้ี ึงทาใหผ้ คู้ นสว่ นใหญ่หนั มา
สนใจและเลือกฟังดนตรใี นยุคศตวรรษท่ี20 มากขึ้น

วเิ คราะหค์ วามเปลย่ี นแปลงเชือ่ มโยงกับเน้อื หา บทท่ี 1 ไทยในโลกท่เี ปลี่ยนแปลง

 พัฒนาการทางดา้ นของดนตรีในยุคสมยั ทีเ่ ปลยี่ นแปลงไปตามกาลเวลา
 การถือกาเนิดของแนวดนตรีใหมๆ่ หรือเครอื่ งดนตรีตา่ งๆตามยุคสมยั ทไี่ ด้เปลย่ี นไป

ผลทีไ่ ด้จากการรวบรวมขอ้ มลู แบบสอบถามทีเ่ กยี่ วข้อง คอื พฒั นาการทางด้านของดนตรจี ากในอดีต
จนถึงสมยั ปัจจบุ นั

ในอดตี ผ้คู นสว่ นใหญ่ในบางยุคบางสมยั ทตี่ อ้ งการอยากจะฟงั เสยี งดนตรกี จ็ ะไปชมการแสดงแลว้ รอนกั
ดนตรีมาบรรเลงเสียงดนตรีให้ตัวเองได้ฟงั บางคนก็อยากจะฟงั เสยี งคนร้องประชนั กับเสียงของดนตรีจึงทาให้
เกดิ พัฒนาการในเรือ่ งของเสยี งดนตรแี ละเครอ่ื งดนตรตี ลอดมาจนถึงปัจจบุ นั

25

บทที่ 5
สรปุ ผลการศกึ ษา

จากการค้นคว้าโครงงานเรือ่ ง “ดนตรีในแต่ละยคุ ” มีผลสรุปผลการศกึ ษา ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ในอดตี กาลได้มกี ารกาเนิดของเคร่ืองดนตรีเกิดข้นึ ตัง้ แต่สมัยโบราณ โดยมนษุ ย์รู้จักการสร้างเครื่อง
ดนตรงี า่ ยๆจากธรรมชาติรอบข้างคือเร่ิมจากการปรบมือผิวปาก เคาะหิน หรือแมก้ ระทง่ั นาก่งิ ไมม้ าตี
กนั ซงึ่ ตอ่ มาไดม้ กี ารสร้างเคร่อื งดนตรที ่ีมรี ูปทรงลักษณะตา่ งๆ ทแ่ี ตกตา่ งกันไปตามแตล่ ะชนชาติโดยมี
การแลกเปลี่ยนศลิ ปวฒั นธรรมกนั และไดม้ ลี กั ษณะเครื่องดนตรขี องชนชาติต่างๆ โดยเฉพาะเครอื่ ง
ดนตรสี ากลที่เปน็ เครอื่ งดนตรีของชาวตะวันตกท่นี ามาเล่นกนั

2. เนื่องจากโครงสรา้ งของดนตรีตะวนั ตกไดม้ ีการพฒั นาเปลย่ี นไปเสมอตามแนวความคดิ ของผปู้ ระพันธ์
เพลงจงึ ทาใหเ้ กดิ เป็นลกั ษณะของดนตรใี นแตล่ ะยคุ ขนึ้ มามดี งั นี้ ยุคกลาง ยุคเรเนซองส์ ยคุ บาโรก ยคุ
คลาสสกิ ยุคโรแมนติก ยคุ อมิ เพรสชนั่ นิสตคิ และยคุ ศตวรรษท่ี20 ซ่งึ เป็นยุคปัจจบุ ัน ดนตรีตง้ั แต่สมัย
ยคุ กลางได้เร่มิ มีการววิ ฒั นาการขึน้ มาเรื่อยๆจนกลายเป็นแนวเพลงตา่ งๆขนึ้ มาใหเ้ ราได้ฟงั ในปัจจุบนั

26

บรรณานกุ รม

ยุคสมยั ดนตรีตา่ งๆ [12 ตุลาคม 2564] แหลง่ ท่มี า
https://sites.google.com/site/paramedphanthachak/home/yukh-tang-khxng-dntri

ประวตั คิ วามเป็นมาของดนตรี [12 ตุลาคม 2564] แหล่งท่ีมา
https://www.mtk.ac.th/ebook/forum_posts.asp?TID=1966

ยคุ สมัยดนตรีตะวนั ตก [13 ตุลาคม 2564] แหล่งทีม่ า

https://sites.google.com/site/28846dd/yukh-smay-dntri-tawan-tk/1-yukh-klang-middle-
ages


Click to View FlipBook Version