E - book
โดย
น.ส.ศริ พิ ร อังกูลรตั น์
รหัสฯ 030 สาขาวชิ า ภาษาไทย
วรรณกรรมท้องถ่ิน หมายถึง ผลผลิตที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ ประเภทของวรรณกรรมท้องถ่ิน แบ่งเป็น ๔ ประเภท ตามการแบ่งเขตภูมิภาค
ดงั น้ี
สร้างสรรค์ข้ึนในรูปแบบต่างๆ เช่น เพลง นิทาน ตานาน สุภาษิต เพื่อสร้างความ ๑. วรรณกรรมทอ้ งถ่นิ ภาคกลาง
บันเทิงให้สังคมในท้องถิ่น และเสนอแง่คิด คติสอนใจในการดาเนินชีวิต การศึกษา ๒. วรรณกรรมทอ้ งถิน่ ภาคเหนือ
วรรณกรรมพนื้ บ้านจะช่วยใหเ้ ขา้ ใจวถิ ีชีวติ ค่านยิ ม และความเชื่อของบรรพบุรุษ ซึ่ง ๓. วรรณกรรมทอ้ งถ่นิ ภาคอสี าน
เป็นรากฐานการศึกษาความคดิ และพฤติกรรมของคนรุ่นปจั จุบัน ๔. วรรณกรรมท้องถน่ิ ภาคใต้
๑. เปน็ มรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจากมุขปาฐะ คือ เป็นการเล่าสืบต่อกัน วรรณกรรมท้องถ่ินภาคกลาง
มาจากปากต่อปากและแพรห่ ลายกนั อยู่ในกลมุ่ ชนท้องถิน่
๒. เป็นแหล่งข้อมูลท่ีบันทึกข้อมูลด้านขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชนท้องถิ่น วรรณกรรมประเภทกลอนสวด
อนั เป็นแบบฉบบั ใหค้ นยคุ ตอ่ มาเชื่อถือและปฏบิ ัติตาม
๓. มกั ไม่ปรากฏชื่อผูแ้ ตง่ เพราะเป็นเรอื่ งทีบ่ อกเล่าสืบต่อกนั มาจากปากต่อปาก วรรณกรรมที่ประพันธ์ด้วยกาพย์ยานี กาพย์ฉบัง และกาพย์สุรางคนางค์ การสวด
๔. ใชภ้ าษาทอ้ งถ่ิน ลกั ษณะถอ้ ยคาเป็นคาง่ายๆ สอ่ื ความหมายตรงไปตรงมา หนงั สอื คอื การอา่ นวรรณกรรมเปน็ ทานองต่างๆ สวดโอ้เอ้วหิ ารราย หรอื โอเ้ อ้ศาลา
๕. สนองความต้องการของกลุ่มชนในท้องถิน่ เชน่ เพอ่ื ความบันเทิง เพื่ออธิบายสิ่งที่ ราย สวดมาลยั สวดคฤหสั ถ์ นอกจากผู้ฟงั จะไดร้ ับความเพลดิ เพลินบันเทิงใจแล้ว ยงั
คนในสมัยน้ันยงั ไมเ่ ขา้ ใจ เพอ่ื สอนจรยิ ธรรมขนบธรรมเนียม ได้คตธิ รรมเป็นแนวทางในการดาเนินชวี ติ ท่ีดปี ระเพณีการสวดหนังสือนิยมปฏิบัติใน
วัด มีการสวดในครัวเรือนบ้าง เพ่ือเป็นกิจกรรมบันเทิงยามว่าง ได้แก่ สังข์ศิลป์ชัย
กลอนสวด สุบนิ กลอนสวด ปลาบู่ทอง โสนน้อยเรอื นงาม เปน็ ตน้
วรรณกรรมประเภทกลอนบทละครนอก วรรณกรรมประเภทกลอนแหล่
เป็นกลอนที่เลือกประพันธืเป็นตอนๆ เพ่ือใช้เป็นบทละครตอนหนึ่งๆ จะเลือกเน้ือ กลอนแหล่ คอื การนาเน้อื เรอื่ งตอนใดตอนหนึ่งในมหาเวสสันดรชาดก มาประพันธ์
เร่ืองตอนท่ีสนุกสนานจากวรรณกรรมท้องถิ่นมาทาบทละคร จึงพบต้นฉบับเป็น เป็นรูปแบบกลอนแหล่ เรียกว่า แหล่ใน หรือนาบางตอนของนิทานพ้ืนบ้านมา
ตอนๆ ไมจ่ บเรือ่ งบรบิ ูรณ์ ละครนอกเป็นการแสดงของชาวบา้ นทนี่ ิยมกันในสมัยกรุง ประพันธเ์ รยี กวา่ แหล่นอก นอกจากนยี้ ังมกี ารประพันธ์กลอนแหล่ประเภทเบ็ดเตล็ด
ศรีอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ลักษณะบทประพันธ์ไม่เคร่งครัดฉันทลักษณ์ ใช้ เชน่ กลอนแหล่บายศรี กลอนแหล่ให้พร กลอนแหล่ทาขวัญนาค การแหล่เป็นการ
สานวนโวหารเรียบง่ายฉบับชาวบ้านและไม่นิยมใช้ราชาศัพท์ วรรณกรรมท้องถ่ิน ขับลานาชนิดหน่ึงที่อนุญาตให้พระภิกษุเป็นผู้ขับลานาได้โดยไม่ถือว่าผิดศีลเพราะ
ภาคกลางประเภทกลอนบทละครนอก ไดแ้ ก่ เรื่องพิกลุ ทอง โม่งปา่ มณีพิชัย โคบุตร เนื้อหาการแหลม่ าจากชาดก การแหลม่ ีลักษณะการเอือ้ นและใช้เสียงสูงต่าคล้ายกับ
ไชยเชษฐ์ พระรถ–เมรี สังขท์ อง มโนห์รา เป็นตน้ การอา่ นทานองเสนาะ ภิกษุนักแหล่ท่ีมีความสามารถมักจะใช้ปฏิภาณด้นกลอนสด
จงึ มีเนื้อเรื่องบางตอนทีอ่ อกนอกชาดกบ้าง
วรรณกรรมประเภทกลอนนิทาน
วรรณกรรมประเภทกลอนนิทานตา่ งจากวรรณกรรมประเภท
กลอนบทละครนอกเพราะนิยมประพันธ์จนจบเรื่องบริบูรณ์
ในส มั ย ที่ กิ จ ก า ร โร ง พิ ม พ์ เ จ ริ ญ รุ่ งเ รื อ ง ใ นรั ชก า ล
พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ จุ ล จ อ ม เ ก ล้ า เ จ้ า อ ยู่ หั ว แ ล ะ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว การพิมพ์กลอน
นิทานออกจาหน่ายได้รับความสนใจจากผู้อ่านอย่างยิ่ง
ประชาชนนิยมซ้ือกลอนนิทานมาอ่านสู่กันฟังในครัวเรือน
ไดแ้ ก่ โสนน้อยเรอื นงาม ปลาบู่ทอง นางสิบสอง โคบุตร จันท
โครพ การะเกด โมง่ ป่า พกิ ลุ ทอง มณีพิชัย เป็นต้น
วรรณกรรมทอ้ งถ่ินภาคเหนอื วรรณกรรมประเภทคา่ วธรรม
วรรณกรรมพนื้ บ้านภาคเหนือสว่ นใหญ่เป็นเร่ืองทม่ี าจาก ปญั ญาสชาดก กวีพืน้ บา้ น คา่ วธรรม หรือ ธรรมคา่ ว คือ วรรณกรรมทปี่ ระพันธต์ ามแนวชาดก ฉันทลักษณ์ของ
ได้เนื้อหามาจากชาดกเรื่องนี้มาประพนั ธ์ด้วยฉนั ทลกั ษณข์ องทอ้ งถ่ิน เช่น โคลง คา่ ว ค่าวธรรมสว่ นใหญ่ เปน็ ร่ายยาว แทรกคาถาภาษาบาลี ภิกษุจะนาค่าวธรรมมาเทศน์
ธรรม ค่าวซอ เป็นตน้ ในอุบาสกอุบาสิกาฟังในวันอุโบสถศีล ค่าวธรรมจึงจัดเป็นวรรณกรรมศาสนา
ตัวอย่างวรรณกรรมค่าวธรรม เช่น พรหมจักร บัวรมบัวเรียว มหาวงศ์แตงอ่อน
วรรณกรรมพืน้ บ้านภาคเหนอื มี ๔ ประเภทคือ วรรณกรรมโคลง วรรณกรรมคา่ ว จาปาสีต่ ้น แสงเมอื งหลงถา้ สุพรหมโมขะ หงส์ผาคา วัณณพราหมณ์ เป็นต้น
ธรรม วรรณกรรมค่าวซอ และวรรณกรรมเบด็ เตล็ด
วรรณกรรมประเภทคา่ วซอ
วรรณกรรมประเภทโคลง
ค่าวซอ เป็นคาประพันธ์ภาคเหนือรูปแบบหนึ่ง นิยมนามาอ่านในที่ประชุมชน
โคลง หรือเรียกตามสาเนียงท้องถิ่นภาคเหนือว่า กะโลง เป็นฉันทลักษณ์ที่ เรียกว่า เล่าค่าว หรือใส่ค่าวเน้ือเรื่องเป็นนิทานพื้นบ้าน เป็นท่ีนิยมของชาวบ้าน
เจริญรุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์มังรายตอนปลาย กวีสมัยอยุธยาได้นารูปแบบโคลงของ เพราะได้ฟังเสียงไพเราะจากผู้อ่านและได้รับความเพลิดเพลินจากเนื้อเรื่องนิทาน
ภาคเหนือมาประพนั ธเ์ ป็น โคลงสอง การอา่ นค่าวนิยมในงานข้ึนบ้านใหม่ งานแต่งงาน บวชลูกแก้ว (บวชเณร) และงาน
โคลงสาม และโคลงส่ี ตัวอย่างวรรณกรรมโคลงของภาคเหนือท่ีรู้จักกันแพร่หลาย ปอยเขา้ สังข์ (งานทาบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ) ได้แก่ วรรณพราหมณ์ หงส์หิน
ไดแ้ ก่ โคลงหงสผ์ าคา โคลงพรหมทัต โคลงเจ้าวทิ รู สอนหลาน โคลงพระลอสอนโลก จาปาสต่ี ้น บัวระวงศ์หงสอ์ ามาตย์ เจา้ สวุ ตั รนางบวั คา ก่าก๋าดา เปน็ ต้น
โคลงปทุมสงกา เป็นตน้
วรรณกรรมเบด็ เตล็ด วรรณกรรมท้องถน่ิ ภาคอสี าน
คาอบู้ ่าวอู้สาว เป็นคาสนทนาเก้ยี วพาราสีของหนุ่มสาวชาวบ้านลานนาในอดีต วรรณกรรมพทุ ธศาสนา
การจอ๊ ย เป็นการขบั ลานาโดยไม่มดี นตรบี รรเลงประกอบ เน้ือหาเป็นการคร่าครวญ
ถึงความรกั ระหว่างชายหนมุ่ กบั หญงิ สาว วรรณกรรมพุทธศาสนา ไดแ้ ก่ วรรณกรรมชาดก และวรรณกรรมตานานพทุ ธศาสนา
คาเรียกขวัญหรือคาร้องขวัญ เป็นบทสวดสู่ขวัญใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น คาเรียก วรรณกรรมชาดก คือ วรรณกรรมท่ีพระภิกษุนามาเทศน์ เช่น ลามหาชาติ สุวรรณ
ขวัญของคู่บ่าวสาว คาเรยี กขวญั ควาย เปน็ ต้น สังข์ชาดก ท้าวโสวัต พระยาคันคาก มาลัยหม่ืนมาลัยแสนวรรณกรรมตานานพุทธ
การซอหรือซอ เป็นการขับลาค่อนข้างจะมีพิธีรีตอง คือช่างซอจะต้องได้รับการ ศาสนา คอื วรรณกรรมท่กี ล่าวถงึ ตานานพทุ ธเจดยี ใ์ นภาคอีสานรวมท้ังล้านช้างและ
ฝึกฝนและมีดนตรีประกอบ ลา้ นนาดว้ ย ได้แก่ อุรังคนิทาน (ตานานพระธาตุพนม) มูลสถาปนา (ตานานกาเนิด
โลกและจักรวาล) ชินธาตุ ชมพูทวีป (กล่าวถึงกาเนิดโลก จักรวาล การสืบศากวงศ์
และการแพร่ศาสนา) กาลนับม้ือส้วย (พุทธทานายการสิ้นสุดศาสนาเมื่อ พ.ศ.
๕๐๐๐)
วรรณกรรมประวัตศิ าสตร์ วรรณกรรมเบ็ดเตลด็
วรรณกรรมประเภทน้มี ีจานวนน้อยกวา่ วรรณกรรมพุทธศาสนา เช่น มหากาพย์ ท้าว วรรณกรรมทใี่ ชใ้ นพิธกี รรมต่างๆ ได้แก่ บทสูดขวน (บทสู่ขวัญ) บทสูดขวนอยู่กรรม
ฮุ่ท้าวเจือง ขนุ บรม พน้ื เวียง พงศาวดารจาปาศักดิ์ (บทสู่ขวญั แมล่ ูกอ่อน) บทสดู ขวนเฮือน (บทสู่ขวัญขึ้นบ้านใหม่) บทสูดขวนวัวควาย
(บทส่ขู วญั ววั ควาย) เปน็ ต้น
วรรณกรรมนิทาน วรรณกรรมทีใ่ ช้ในพิธีกรรมขอฝนหรือการแห่บั้งไฟ ได้แก่ คาเซิ้งต่างๆ คาเซิ้งบ้ังไฟ
คาเซ้งิ นางแมว (แห่นางแมว)
ภาคอีสานมีวรรณกรรมนิทานเป็นจานวนมาก นิยมนามาอ่านให้ฟังในงานเฮือนดี วรรณกรรมที่ใช้เกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาว นี้เรียกว่า “ผญาเครือ” คือคาพูด
(งานศพ) หรือนามาเทศน์ในระหว่างเข้าพรรษาที่เรียกว่า “เทศน์ไตรมาส” โต้ตอบหนุม่ สาวทีเ่ กยี้ วกนั
นอกจากนี้ หมอลายังนิยมนาวรรณกรรมนิทานมาขับลาในการแสดงที่เรียกว่าลา นิทานเล่าเพื่อความสนุกสนานและตลกขบขัน เช่น เซียงเม่ียง โตงโตง นิทานก้อม
เร่อื ง หรอื ลาพ้นื ตวั อย่างวรรณกรรมนิทานที่สาคัญและได้รับความนิยม เช่น สินไซ และกลอนราตา่ งๆ
ไก่แกว้ นางผมหอม จาปาสี่ต้น กาพรา้ ผีนอ้ ย ท้าวสที น พระลักพระลาม ไก่แก้ว นาง
แตงออ่ น กาละเกด ผาแดง–นางไอ่ ท้าวขลู ู–นางอว้ั เป็นต้น
วรรณกรรมคาสอน
วรรณกรรมรูปแบบนีม้ ีเนอื้ หาสอนใจ ในแนวทางดาเนินชีวิตในครอบครัวและสังคม
โดยยึดคติธรรมในศาสนาและจารีตท้องถ่ิน ตัวอย่างเช่น กาพย์ปู่สอนหลาน กาพย์
หลานสอนปู่ ฮตี สบิ สองคองสิบสี่ อนิ ทิญาณสอนลูก พระยาคากองสอนไพร่
วรรณกรรมท้องถิน่ ภาคใต้ วรรณกรรมท่สี ร้างสรรคข์ ึน้ เอง
วรรณกรรมพื้นบ้านภาคใต้ แบ่งได้เป็น ๓ รูปแบบ คือ วรรณกรรมที่ได้รับ วรรณกรรมรปู แบบนี้ เปน็ วรรณกรรมท่ีกวีพื้นบ้านภาคใต้นาโครงเร่ืองจากนิทานใน
อิทธิพลจากวรรณกรรมพ้ืนบ้านภาคกลาง วรรณกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง ทอ้ งถนิ่ หรือนาโครงเรื่องมาจากภาคกลาง แต่ประพันธ์ขึ้นใหม่ด้วยด้วยฉันทลักษณ์
และวรรณกรรมเบด็ เตลด็ แต่ละรปู แบบมีรายละเอียดดังน้ี ทอ้ งถ่ิน เชน่ ชาลวันคากาพยส์ วุ รรณสิน สัปดนคากาพย์ สังข์ทองคากาพย์ พระแสง
วรรณกรรมทไ่ี ดร้ ับอิทธพิ ลจากวรรณกรรมพ้ืนบา้ นภาคกลาง สุรยิ ฉายคากาพย์ พระวรเนตรคากาพย์ เปน็ ตน้
วรรณกรรมที่ไดร้ บั อิทธพิ ลจากวรรณกรรมพื้นบา้ นภาคกลาง หมายถึง วรรณกรรมท่ี วรรณกรรมเบด็ เตล็ด
คัดลอกต้นฉบับมาจากภาคกลาง แต่ผู้คัดลอกนามาปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อ
เรื่องบางตอนตามความคิดเห็นของตน โดยยังคงฉันทลักษณ์เดียวกับต้นฉบับ แต่มี วรรณกรรมรูปแบบนี้ ได้แก่ ตารา เช่น ตาราดูลักษณะสตรี ตาราดูลักษณะสัตว์
สานวนภาษาท้องถิ่นปะปนอยู่บ้าง เช่น พระรถเสนคากาพย์ สุบินกุมาร จันทโครพ ตารายา ตาราโชคชะตาราศี แบบเรียนท่ีคัดลอกมาจากภาคกลาง เช่น จินดามณี
รามเกยี รติ์ ลกั ษณวงศ์ อุณรุท เป็นตน้ ประถม ก กา ปฐมมาลา