ข
คำนำ
รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่2 เพื่อนักศึกษาและผู้สนใจได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องระบบ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียน
ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กำลัง
หาข้อมูลเร่ืองน้ีอยู่ หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัย
มา ณ ที่น้ีด้วย
นายภัทราวุธ รักปลอด
6 / 7 /2565
ค หน้าท่ี
สารบัญ 1
1
เร่ือง 2
2
1.ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 3
- Personal Area Network : PAN 4
- Local Area Network : LAN 8
- Metropolitan Area Network : MAN 10
- Wide Area Network: WAN 11
2.ลกั ษณะรูปแบบการเช่อื มตอ่ ระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ 15
3.ประเภทของระบบเครือขา่ ย
4. หลักการทำงานของอปุ กรณ์ระบบเครือขา่ ย
5. มาตรฐานระบบเครอื ขา่ ย
6.อ้างอิง
1
1.ชนดิ ของเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์
เครือข่ายคอมพวิ เตอร์ สามารถจำแนกตามระยะทางของการเชอ่ื มต่อระหวา่ งอุปกรณ์การสอื่ สารได้เป็น 4 ชนิด
ดงั นี้
1. เครือขา่ ยส่วนบคุ คลหรือแพน (Personal Area Network: PAN)
2. เครอื ขา่ ยเฉพาะท่หี รอื แลน (Local Area Network: LAN)
3. เครือขา่ ยนครหลวงหรอื แมน (Metropolitan Area Network: MAN)
4. เครอื ข่ายบรเิ วณกว้างหรือแวน (Wide Area Network: WAN)
1. Personal Area Network : PAN
เครือข่ายส่วนบุคคลหรือแพน เป็นการเชื่อมโยงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้งาน แพนที่ใช้ในปัจจุบัน
คือแพนไรส้ าย (Wireless PAN: WPAN) มกี ารใชง้ านอยา่ งแพรห่ ลายซึง่ การเชอื่ มตอ่ แบบนจี้ ะใชใ้ นระยะไม่เกิน
10 เมตรเช่น ใช้เทคโนโลยีบลูทูธ (Bluetooth technology) เชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ากับหูฟังและ
ไมโครโฟนไร้สาย ใช้คลื่นวิทยุเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์กับเมาส์หรือคีย์บอร์ดแบบไร้สาย ใช้อินฟราเรดหรื
อบลทู ูธเชอื่ มตอ่ พดี ีเอกบั เคร่อื งพิมพเ์ ข้าด้วยกัน
รปู แสดงตวั อยา่ งการเช่อื มตอ่ แพน
2
2.Local Area Network : LAN
เครือข่ายเฉพาะที่หรือแลน เป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันหรือ
พ้นื ทเี่ ดยี วกนั เชน่ ภายในบ้าน ภายในอาคาร หรอื ภายในองค์กรท่ีมีระยะทางไม่ไกลมากนัก แลนเป็นเครือข่าย
ที่แต่ละองค์กรดูแลและบริหารจัดการด้วยตนเอง ขอบเขตของแลนมีตั้งแต่เครือข่ายขนาดเล็กที่เชื่อมโยง
คอมพิวเตอร์ภายในห้องเดียวกันไปจนถึงเครือข่ายขนาดปานกลางที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ระหว่างห้องหรือ
ระหวา่ งอาคาร เช่น ระบบเครอื ขา่ ยภายในโรงเรยี นหรือบรษิ ัท
รูปแสดงตวั อยา่ งการเชือ่ มตอ่ แลน
3.Metropolitan Area Network : MAN
เครือข่ายนครหลวงหรือแมน เป็นการเชือ่ มโยงคอมพิวเตอร์หรือแลนหลายเครือข่าย ที่ต้ังอยู่ในบริเวณไม่ไกล
กันนักหรือภายในอาณาเขตของเมืองเดียวกันเข้าด้วยกันเช่น แลนของหน่วยงานเดียวกันที่ตั้งอยู่ในบริเวณ
ต่างๆ ของเมือง แมนอาจสรา้ งข้ึนจากเครอื ขา่ ยเฉพาะขององค์กรเอง หรือใช้บริการสายวงจรสือ่ สารที่เช่าจากผู้
ให้บริการสัญญาณสื่อสารก็ได้ โดยที่เทคโนโลยีที่ใช้ในแมนอาจใช้สายนำสัญญาณ เช่น ไฟเบอร์ออปติก หรือ
แบบไรส้ าย เช่นการใชค้ ลื่นไมโครเวฟ ในปัจจุบนั มีการใชเ้ ทคโนโลยีไวแมกซ์ (WiMax)ในแมน ตัวอยา่ งของแมน
เช่น การเชอื่ มโยงแลนระหว่างหลายๆ วิทยาเขตของสถานศึกษาท่ีอย่ใู กลเ้ คยี งกนั เขา้ ด้วยกนั
3
รปู แสดงตวั อยา่ งการเชอ่ื มตอ่ แมน
4.Wide Area Network: WAN
เครือข่ายบริเวณกว้างหรือแวน เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะหา่ งไกลเช่น
เชื่อมโยงระหว่างจังหวัด ระหว่างประเทศ หรือระหว่างทวีปการสร้างแวนจึงต้องพึ่งพาระบบบริการเครือข่าย
สาธารณะ เช่น วงจรเช่าจากผู้ให้บริการสัญญาณสื่อสารข้ามทวีป วงจรสื่อสารผ่านดาวเทียม แวนจึงเป็น
เครือข่ายที่ใช้กับองค์กรทีม่ ีสาขาห่างไกลและต้องการเช่ือมสาขาเหล่านั้นเข้าดว้ ยกัน เช่น ธนาคารที่มีสาขาท่ัว
ประเทศใชง้ านแวนเชื่อมโยงบริการตา่ งๆ ระหว่างสาขา
รูปแสดงตวั อยา่ งการเชอ่ื มต่อแวน
4
2.ลักษณะรูปแบบการเชอ่ื มต่อระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์
1. โทโปโลยแี บบบัส
เป็นโทโปโลยีท่ีได้รับความนยิ มใช้กันมากที่สุดมาต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ลักษณะการทำงานของเครือข่าย โท
โปโลยีแบบบัส คืออุปกรณ์ทุกชิ้นหรือโหนดทุกโหนด ในเครือข่ายจะต้องเชื่อมโยงเข้ากับสายสื่อสารหลักที่
เรียกว่า”บัส” (BUS) เมื่อโหนดหนึ่งต้องการจะส่งข้อมูลไปให้ยังอีกโหนด หนึ่งภายในเครือข่าย จะต้อง
ตรวจสอบให้แนใ่ จก่อนวา่ บสั ว่างหรอื ไม่ ถา้ หากไมว่ า่ งก็ไมส่ ามารถจะส่งข้อมลู ออกไปได้ ทงั้ นเ้ี พราะสายสื่อสาร
หลักมีเพียงสายเดียว ในกรณีที่มีข้อมูลวิ่งมาในบัส ข้อมูลนี้จะวิ่งผ่านโหนดต่างๆ ไปเรื่อยๆ ในขณะที่แต่ละ
โหนดจะคอยตรวจสอบข้อมูลที่ผ่านมาว่าเป็นของตนเองหรือไม่ หากไม่ใช่ ก็จะปล่อยให้ข้อมูลวิ่งผ่านไป แต่
หากเลขที่อยปู่ ลายทาง ซึ่งกำกบั มากบั ข้อมูลตรงกบั เลขท่ีอยขู่ องของตน โหนดน้นั กจ็ ะรับข้อมูลเขา้ ไป
รูปแบบการเช่ือมต่อแบบ BUS TOPOLOGY
ข ้ อ ดี
1. ใช้สายส่งข้อมูลน้อยและมีรูปแบบที่ง่ายในการติดตั้ง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษา
2. สามารถเพมิ่ อปุ กรณ์ชิน้ ใหม่เขา้ ไปในเครอื ขา่ ยไดง้ ่าย
ขอ้ เสีย
1. ใ น ก ร ณ ี ท ี ่ เ ก ิ ด ก า ร เ ส ี ย ห า ย ข อ ง ส า ย ส ่ ง ข ้ อ ม ู ล ห ล ั ก จ ะ ท ำ ใ ห ้ ท ั ้ ง ร ะ บ บ ท ำ ง า น ไ ม ่ ไ ด้
2. การตรวจสอบขอ้ ผดิ พลาดทำไดย้ าก ต้องทำจากหลาย ๆจดุ
5
2. โทโปโลยีแบบดาว
โทโปโลยีแบบดาว (Star Topology) เป็นรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครอื
ข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือสวิตช์ (Switch) หรือเครื่อง ๆ หน่ึง
ซ่ึงทำหน้าทเ่ี ปน็ ศูนย์กลางของการเชอื่ มต่อสายสัญญาญท่ีมาจากเครื่องตา่ ง ๆ ในเครอื ขา่ ย และควบคมุ เสน้ ทาง
การส่อื สาร ท้งั หมด เม่ือมีเครอ่ื งที่ต้องการส่งข้อมลู ไปยังเครื่องอื่น ๆ ท่ตี อ้ งการในเครือข่าย เคร่ืองน้ันก็จะต้อง
ส่งข้อมูลมายงั HUB หรือเคร่ืองศูนยก์ ลางกอ่ น แล้ว HUB ก็จะทำหนา้ ท่กี ระจายขอ้ มลู นัน้ ไปในเครือข่ายต่อไป
รูปแบบการเชือ่ มตอ่ แบบ STAR TOPOLOGY
ขอ้ ดี
– การติดตั้งเครอื ข่ายและการดแู ลรกั ษาทำ ได้งา่ ย หากมเี ครือ่ งใดเกิดความเสียหาย ก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย
และศูนย์ กลางสามารถตัดเครื่องที่เสียหายนั้นออกจากการสื่อสาร ในเครือข่ายได้เลย โดยไม่มีผลกระทบกับ
ระบบเครือขา่ ย
ขอ้ เสีย
– เสียค่าใช้จา่ ยมาก ทั้งในด้านของเครื่องที่จะใช้เป็น เครื่องศูนย์กลาง หรือตัว HUB เอง และค่าใช้จ่ายในการ
ติดตั้งสายเคเบิลในเครื่องอื่น ๆ ทุกเครื่อง การขยายระบบให้ใหญ่ขึ้นทำได้ยาก เพราะการขยายแต่ละครั้ง
จะตอ้ งเกี่ยวเนอื่ งกับเครื่องอน่ื ๆ ท้ังระบบ
3. โทโปโลยแี บบวงแหวน (RING)
เป็นรปู แบบท่ี เครื่องคอมพวิ เตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือขา่ ย ท้งั เครอ่ื งที่เป็นผูใ้ ห้บริการ( Server) และ เคร่ือง
ที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่
ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่
ละโหนดหรือแตล่ ะเครอื่ ง จะมรี พี ีตเตอร์ (Repeater) ประจำแตล่ ะเครอื่ ง 1 ตัว ซึ่งจะทำหนา้ ทเี่ พม่ิ เติมข้อมูลท่ี
6
จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเขา้ ในสว่ นหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่ง
มาถงึ ว่าเปน็ ข้อมูลของตนหรอื ไม่ แต่ถ้าไมใ่ ช่กจ็ ะปล่อยขอ้ มูลน้นั ไปยัง Repeater ของเครือ่ งถัดไป
รูปแบบการเช่ือมต่อแบบ RING TOPOLOGY
ขอ้ ดี
1.ผูส้ ่งสามารถสง่ ข้อมูลไปยังผู้รบั ได้หลาย ๆ เครอื่ งพรอ้ ม ๆ กัน โดยกำหนดตำแหนง่ ปลายทางเหลา่ นัน้ ลง
ในสว่ นหัวของแพ็กเกจขอ้ มลู Repeaterของแตล่ ะเครอื่ งจะทำการตรวจสอบเองว่า ข้อมูลทีส่ ง่ มาให้นน้ั เปน็
ตนเองหรือไม่
2. การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดยี วจากเคร่ืองสเู่ คร่ือง จงึ ไมม่ ีการชนกัน
ของ สญั ญาณข้อมูลท่สี ง่ ออกไป
3.คอมพิวเตอร์ทกุ เครื่องในเน็ตเวิร์กมโี อกาสท่จี ะสง่ ข้อมูลไดอ้ ยา่ งทัดเทียมกัน
ข้อเสยี
1.ถา้ มเี ครือ่ งใดเครื่องหนึง่ ในเครือข่ายเสยี หาย ขอ้ มูลจะไมส่ ามารถสง่ ผา่ นไปยังเครือ่ งต่อ ๆ ไปได้ และจะทำ
ใหเ้ ครือข่ายทง้ั เครอื ข่าย หยดุ ชะงักได้
2.ขณะท่ีข้อมลู ถูกสง่ ผ่านแตล่ ะเคร่ือง เวลาสว่ นหนึ่งจะสูญเสยี ไปกบั การที่ทุก ๆ Repeater จะต้องทำการ
ตรวจ
สอบตำแหนง่ ปลายทางของขอ้ มลู น้ัน ๆ ทุก ขอ้ มูลทสี่ ง่ ผ่านมาถึง
4. โทโพโลยีแบบตน้ ไม้ (Tree Topology)
มีลักษณะเชื่อมโยงคล้ายกับโครงสร้างแบบดาวแตจ่ ะมีโครงสร้างแบบต้นไม้ โดยมีสายนำสัญญาณแยกออกไป
เป็นแบบกิ่งไม่เป็นวงรอบ โครงสร้างแบบนี้จะเหมาะกับการประมวลผลแบบกลุ่มจะประกอบด้วยเครื่อง
7
คอมพิวเตอรร์ ะดับต่างๆกันอยูห่ ลายเครื่องแล้วต่อกันเปน็ ชั้น ๆ ดรู าวกับแผนภาพองค์กร แตล่ ะกลุ่มจะมีโหนด
แมล่ ะโหนดลกู ในกลมุ่ นั้นที่มีการสัมพนั ธ์กนั การสอ่ื สารข้อมลู จะผา่ นตัวกลางไปยังสถานีอื่นๆได้ท้งั หมด เพราะ
ทุกสถานีจะอยู่บนทางเชื่อม และรับส่งข้อมูลเดียวกัน ดังนั้นในแต่ละกลุ่มจะส่งข้อมูลได้ทีละสถานีโดยไม่ส่ง
พร้อมกัน
5. โทโพโลยีแบบผสม (Hybrid Topology)
เป็นเครือข่ายที่ผสมผสานโทโพโลยีแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่เพียงเครือข่ายเดียว เช่น
การเช่อื มเครอื ข่ายแบบวงแหวน แบบดาว และแบบบัสเข้าเปน็ เครือข่ายเดยี วกนั
เครือข่ายบริเวณกว้าง (WAN) เป็นตัวอย่างที่ใช้ลกั ษณะโทโพโลยีแบบผสมที่พบเห็นมากที่สุด เครือข่ายแบบนี้
จะเชื่อมต่อทั้งเครือข่ายขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หลากหลายที่เข้าด้วยกัน ซึ่งอาจจะถูกเชื่อมต่อจากคนละ
จังหวัด หรือคนละประเทศก็ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีสาขาแยกย่อยตามจังหวัดต่าง ๆ สาขาที่หนึ่งอาจจะใช้
โทโพโลยีแบบดาว อีกสาขาหนึ่งอาจใช้โทโพโลยีแบบบัส การเชื่อมต่อเครือข่ายเข้าด้วยกันอาจใช้ส่ือกลางเปน็
ไมโครเวฟ หรอื ดาวเทียม เปน็ ต้น
8
3.ประเภทของระบบเครอื ขา่ ย
การแบง่ ระบบเครอื ข่ายขา้ งตน้ นน้ั เราแบง่ จากลักษณะการติดต้ังใช้งานทางภมู ศิ าสตร์ ดงั น้ี
1. ระบบเครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network : WAN) เป็นระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้
งานอยู่ในบริเวณกว้าง เช่น ระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานทั่วโลก มีอัตราการส่งข้อมูลต่ำ และมีโอกาสเปิดข้อ
ผดิ พลากได้สูง
2. ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น (Local Area Network : LAN) เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้งานอยู่
บริเวณไม่กว้างนัก อาจอยู่ในอาคารเดียวกัน หรืออาคารใกล้กัน เช่น ภายในมหาวิทยาลัยสำนักงาน เป็นต้น
การส่งข้อมูลทำได้ด้วยความเร็วสูง และมีข้อผิดพลาดน้อย จึงถูกออกแบบมาให้ช่วยลดต้นทุดนและเพิ่ม
ประสทิ ธิภาพในการทำงานและใช้งานอุปกรณต์ ่าง ๆ รว่ มกัน
9
3. ระบบเครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network : MAN) เป็นระบบเครือข่ายที่มีขนาดอยู่
ระหว่าง LAN กับ WAN คือ เปน็ ระบบเครอื ขา่ ยท่ใี ชภ้ ายในเมืองหรือจงั หวดั เท่านั้น
ระบบเครอื ขา่ ย ท่นี ิยมนำมาใชใ้ นสำนักงานนน้ั มกั เปน็ ระบบเครือขา่ ยเล็ก ๆ ภายในสำนักงาน ช้ันเดียว
หรือตา่ งชั้น ตา่ งอาคาร
ที่มา https://lannetwork.wordpress.com/บทเรยี น/ประเภทของระบบเครือข่าย/
10
4.หลกั การทำงานของระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์
คอมพิวเตอร์ท่ีนำมาเช่ือมต่อกันในเน็ตเวริ ์ก จะประกอบด้วย ฮาร์ดแวรท์ ่ีเชื่อมต่อโปรแกรมควบคุมและ
สือ่ นำขอ้ มลู ซง่ึ คอมพวิ เตอร์ท้งั หมดในระบบจะมีหนา้ ที่ทำงานแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
- ส่วนของผใู้ ช้บริการ หรือทีเ่ รยี กวา่ Client
- สว่ นของผใู้ หบ้ รกิ าร หรือทีเ่ รียกว่า Server
Client ผู้ขอใช้บริการ คือ คอมพิวเตอร์อื่นๆ ในระบบเน็ตเวิร์กที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปใช้ทรัพยากรต่างๆ ของ
เครือข่ายติดต่อกับ Server เรียกว่า "Client" (Work Station) Client จะเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้
ระบบปฏบิ ตั ิการต่างๆ เช่น windows xx หรือแมคอินทอช เปน็ ต้น ซึ่งสามารถเข้าไปขอใช้บริการจาก Server
ได้ เช่น ฮาร์ดดิสก์ สายสื่อสาร ไฟล์ฐานข้อมูล เรียกว่า Database client และเครื่องพิมพ์บน Server
ได้ ราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้เอง ก่อนที่จะเริ่มติดต่อกับ Server ต้องทำการโหลดโปรแกรมที่เรียกว่า
"Network Shell" ก่อน ซึ่งต้องกำหนดประเภทของ คาร์ด หน่วยความจำ หมายเลขอินเทอร์รับปต์ และ
รายละเอยี ดต่างๆ ของ Network Shell ให้ตรงกับฮาร์ดแวร์และไดรเวอรท์ ีใ่ ช้ ต่อจากนน้ั จงึ จะเริม่ ทำงานได้
Server ผู้ให้บริการ ในระบบ LAN จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่คอยทำหน้าที่ให้บริการทางด้านต่างๆ
แก่คอมพวิ เตอรอ์ น่ื ๆ ซ่ึงเป็นลูกขา่ ย เรยี กว่า "Server" โดยทว่ั ไปมีหนา้ ที่ ให้บริการ 3 ประการ คอื
1. บริการในการจดั เกบ็ ข้อมูล เรยี กวา่ " File server"
2. ให้บรกิ ารดา้ นการพิมพเ์ อกสารและควบคมุ เคร่ืองพิมพ์ เรยี กว่า "Printer server" และ
3. ให้บรกิ ารควบคุมด้านการสื่อสารทจี่ ะต่อเชื่อมกบั อุปกรณ์สื่อสารอื่น เรยี กว่า "communication
server"
11
5.ระบบเครือขา่ ยไร้สาย และมาตรฐาน IEEE 802.11 FEATURED
IEEE 802.11 คือมาตรฐานการทำงานของระบบเครอื ข่ายไร้สายกำหนดข้ึนโดย INSTITUTE OF ELECTRICAL
AND ELECTRONICS ENGINEERS (IEEE) เป็นมาตรฐานกลางที่ได้นำมาปฏิบัติใช้ เพื่อที่จะทำการเชื่อมโยง
อุปกรณเ์ ครอื ขา่ ยไรส้ ายเข้าด้วยกันบนระบบ
ในทางปกติแล้ว การเช่ือมตอ่ ระบบเครือขา่ ยไร้สาย จำเป็นต้องใชอ้ ุปกรณส์ องช้ิน น่นั คอื
1. Access Point คือ ตัวกลางที่ช่วยในการติดต่อระหว่าง ตัวรับ-ส่งสัญญาญ Wireless ของผู้ใช้กับ Router
ผ่านทางสายนำสัญญาณที่ทำจากทองแดงที่ได้รับการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย เช่น สายแลน หรือ
สายโทรศพั ท์ ADSL หรอื ผา่ นทางสายใยแก้วนำแสง
2. ตัวรับ-ส่งสัญญาณ Wireless ทำหน้าที่รับ-ส่ง สัญญาณระหว่างตัวรับส่งแตล่ ะตัวด้วยกัน หรือระหว่างตวั
ลกู ข่ายกบั Access Point
มาตรฐาน 802.11 ใช้การส่งสัญญาณแบบคลื่นวิทยุที่ความถี่ 2.4 GHz ซึ่งเป็นความถี่ ISM (Industrial,
Scientific and Medical) Bandสามารถส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราความเร็วค่อนข้างต่ำ คือ 1 และ 2 Mbps
เท่านั้น โดยใช้เทคนิคการส่งสัญญาณหลักอยู่ 2 รูปแบบ คือ DSSS (Direct Sequent Spread Spectrum)
และ FHSS (Frequency Hopping Spread Spectrum) ซึ่งถูกคิดคน้ มาจากหน่วยงานทหาร การส่งสัญญาณ
ทั้ง 2 รูปแบบจะใช้ความกว้างของช่องสัญญาณ (Bandwidth) ที่มากกว่าการส่งสัญญาณแบบ Narrow Band
แต่ทำใหส้ ญั ญาณมีความแรงมากกวา่ ซง่ึ งา่ ยต่อการตรวจจับมากกว่าแบบ Narrow Band
หน่วยงานทหารใช้วิธีการเหล่านี้ในการปิดกั้นการใช้งานจากอุปกรณ์อื่นๆ ที่จะมาทำให้ระบบเกิดปัญหา โดย
การส่งสญั ญาณแบบ FHSSสัญญาณจะกระโดดจากความถ่ีหนึ่งไปยงั อีกความถี่หน่ึงในอตั ราที่ไดก้ ำหนดไวแ้ ล้ว
ซึ่งจะรู้กันเฉพาะตัวรับกับตัวส่งเท่านั้น ส่วนการส่งสัญญาณแบบ DSSS จะมีการส่ง Chipping Code ไปกับ
สัญญาณแต่ละครง้ั ดว้ ย ซึ่งจะมเี ฉพาะตัวรับกับตวั สง่ เท่าน้นั ที่จะรู้ลำดบั ของ Chip
การใช้งานระบบเครือข่ายแบบไร้สายทุกวันนี้ DSSS มีคุณสมบัติที่โดดเด่นและให้ Throughput ที่มากกว่า
และจากที่ได้มีการพัฒนาจนได้อัตราการส่งข้อมูล 11 Mbps ผ่านการส่งแบบ DSSS และเป็นมาตรฐานที่โดด
เด่นของ WLAN ผลิตภัณฑ์ซึ่งรองรับมาตรฐาน 802.11b (อัตราส่งถ่ายข้อมูลสูง 11 Mbps) นี้สามารถทำงาน
รว่ มกบั ผลติ ภณั ฑ์ซ่ึงทำงานกับมาตรฐาน DSSS แบบเกา่ 802.11 (อตั ราสง่ ถ่ายข้อมูล 1 และ 2 Mbps) ได้ แต่
ระบบ FHHS จะถูกใช้กับอุปกรณ์ที่มีกำลังส่งต่ำ หรือเป็น Application ที่ใช้งานในย่านต่ำๆ เช่น
โทรศัพทไ์ รส้ ายความถ่ี 2.4 GHz แต่จะไมส่ ามารถใช้งานรว่ มกบั ผลิตภณั ฑ์ DSSS ได้
12
หลังจากที่เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายนี้ได้เกิดขึ้น ก็ได้เกิดมาตรฐานตามมาอีกมายมาย การจะเลือกซื้อหรือ
เลือกใช้อุปกรณ์เครือข่ายไร้สายเหลา่ นั้น จำเป็นจะต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในผลิตภัณฑ์น้ันๆ รวมถึงความ
เข้ากันไดข้ องเทคโนโลยที ี่ตา่ งๆดว้ ย
IEEE 802.11 น้นั จะแบ่งระดบั ชนั้ ของเทคโนโลยอี อกเป็น 4 ระดับ น่ันคือ
● PHY (Physical Layer หรือ ชั้นกายภาพ)
● MAC (Media Access Controller หรือตัวควบคมุ การเข้าถึงสื่อ)
● OS (ระบบปฏิบัตกิ าร)
● Application (แอพพลิเคช่นั )
โดยในระดับชั้น PHY หรือขั้นกายภาพนั้น ก็คือส่วนของฮาร์ดแวร์ที่แบ่งมาตรฐานออกเป็น a, b และ g โดย
หากเลือกต่างชนิดกันก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้รู้เรื่องเพราะเป็นความถี่ที่ต่างกันจะติดต่อรับส่งข้อมูลกันไม่ได้
โดยปัจจุบันในส่วนของ PHY นี้มีมาตรฐานออกมาหลายอย่าง แต่ที่ได้รับความนิยมทั้งในอตีตและปัจจุบันน้ัน
แบ่งออกเป็น 7 มาตรฐานดว้ ยกัน ได้แก่
1. มาตรฐาน IEEE 802.11a หรือ Class a จะใช้คลื่นความถี่ 5 GHz ในการรับส่งสัญญาณข้อมูลไร้สาย ทำ
ความเรว็ สูงสดุ ที่ 54 Mbps
ใช้เทคโนโลยที เ่ี รียกว่า OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) รองรับอัตราความเร็วของ
การสง่ ข้อมูล เทา่ กบั 6 , 9 , 12 , 18 , 24 , 36 , 48 และ 54 Mbps อัตราความเร็วในการรบั สง่ ขอ้ มลู สามารถ
ปรบั ระดบั ให้ช้าลงเพื่อเพ่ิมระยะทางการเชื่อมต่อให้มากขนึ้ ได้ แตข่ ้อเสยี คอื ทีค่ วามถี่ 5 Ghz ในหลายประเทศ
ไม่อนุญาตให้ใช้ รวมทั้งประเทศไทย และอุปกรณ์ไร้สายที่รองรับเทคโนโลยี IEEE 802.11a ไม่สามารถเข้ากัน
ได้กับอปุ กรณ์ทร่ี องรับมาตรฐาน IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ได้ รวมทั้งอุปกรณข์ อง IEEE 802.11a ยงั
มีราคาสูงกว่า IEEE 802.11b ด้วย
2. มาตรฐาน IEEE 802.11b หรอื Class b จะใชค้ ลน่ื ความถี่ 2.4 GHz ในการรบั ส่งสัญญาณข้อมลู ไร้สาย ทำ
ความเร็วสงู สดุ ที่ 11 Mbps
ใชเ้ ทคโนโลยที ี่เรยี กว่า CCK (Complimentary Code Keying) ผนวกกับ DSSS (Direct Sequence Spread
Spectrum) เพื่อปรับปรงุ ความสามารถของอุปกรณใ์ ห้รบั สง่ ข้อมลู ไดด้ ้วยความเร็วสูงสดุ
13
ได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า Wi-Fi โดยได้รับการรับรองมาตรฐานและกำหนดรายละเอียดโดยกลุ่ม WECA หรือ
Wireless Ethernet Compatibility Alliance ที่ประกอบด้วยสมาชิกจากผู้ผลิตในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์
ชื่อดังอย่าง 3com, Cisco Systems, Intersil, Agere Systems, Nokia และ Symbol Technologies ซ่ึง
ปัจจบุ ันกย็ ังมีสมาชิกจากบริษัทตา่ งๆ อกี กว่า 110 บริษทั เขา้ รว่ มอยใู่ นมาตรฐานนี้
สำหรับรายละเอียดด้านคุณสมบัติของ IEEE 802.11b จะสามารถรับ - ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 11
Mbps โดยใช้ความถี่คลื่นวิทยุที่ 2.4 GHz ใช้เทคนิคการส่งสัญญาณแบบ DSSS โดยย่านความถี่ที่ใช้เป็น ISM
(Industrial, Scientific and Medical) Band จากระดับความเร็วที่ค่อนข้างต่ำ คือทำได้เพียง 11 Mbps
เท่านั้น เมื่อเทียบกับระบบ LAN แบบมีสาย ที่มาตรฐานปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 100 Mbps และล่าสุดมาตรฐาน
ความเรว็ 1 Gbps กำลังเป็นทีย่ อมรับและนยิ มใช้งานมากขึ้นเร่ือยๆ จะเหน็ วา่ IEEE 802.11b ค่อนข้างช้ากว่า
มาก ไม่เพียงเท่านั้น คลื่นความถี่วิทยุที่ 2.4 GHz ที่ IEEE 802.11b ใช้อยู่นั้นยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ร่วมใช้งานอยู่
ด้วยหลายชนิด เช่น โทรศัพท์ไร้สาย, Bluetooth และเตาไมโครเวฟ ที่สำคัญแต่ละผลิตภัณฑ์มีความสามารถ
ทำงานร่วมกันได้ ซึ่งหากมีอุปกรณ์เหล่านี้ทำงานอยู่ใกล้ๆ กับเครือข่าย IEEE 802.11b ก็จะทำให้ความเร็วใน
การรับส่งข้อมูลช้าลง แต่จุดเด่นคือการใช้ความถี่คลื่นวิทยุที่ค่อนข้างต่ำ เพียง 2.4 GHz นั้นทำให้ IEEE
802.11b มีระยะทางในการติดต่อระหว่างอุปกรณ์ค่อนข้างไกล ทำให้ชุดเครือข่ายไร้สายแบบ IEEE 802.11b
ไม่จำเป็นต้องมีจุดรับส่งสัญญาณ หรือที่เรียกกันว่า Access Point หรือ Hot Spot มาก ช่วยประหยัด
คา่ ใชจ้ า่ ยไดด้ ี มาตรฐานนมี้ รี ะบบเขา้ รหัสขอ้ มูลแบบ WEP ที่ 128 บิต
3. มาตรฐาน IEEE 802.11g หรือ Class g จะใช้คลื่นความถี่ 2.4 GHz ในการรับส่งสัญญาณขอ้ มูลไร้สาย ทำ
ความเรว็ สงู สดุ ที่ 54 Mbps
ได้รับการพัฒนาจากการนำเอาเทคโนโลยี OFDM ของ 802.11a มาพัฒนาจนทำให้ได้ความเร็วที่สูงกว่า
มาตรฐาน 802.11b ซึ่ง 802.11g สามารถปรับระดับความเร็วในการสื่อสารลงเหลือ 2 Mbps ได้ตาม
สภาพแวดล้อมของเครอื ขา่ ยทีใ่ ชง้ าน จดุ เด่นท่ีสำคญั ของ 802.1 g ก็คือสามารถใชง้ านรว่ มกับ 802.11b ทีม่ อี ยู่
แล้วได้ มาตรฐานน้ีเปน็ ท่ยี อมรับจากผูใ้ ช้เปน็ จำนวนมากและกำลงั จะเขา้ มาแทนที่ 802.11b ในอนาคตอนั ใกล้
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ มีบางผลิตภณั ฑ์ใช้เทคโนโลยีเฉพาะตัวเข้ามาเสริม ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นจาก 54
Mbps เป็น 108 Mbps แตต่ ้องทำงานรว่ มกนั เฉพาะอุปกรณ์ท่ีผลิตจากบริษัทเดียวกนั เท่านั้น ซึง่ ความสามารถ
นี้เกิดจากชิป (Chip) กระจายสัญญาณของตัวอุปกรณ์ที่ผู้ผลิตบางรายสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรับ-ส่ง
สัญญาณเป็น 2 เท่าของการรับส่งสัญญาณได้ แต่ปัญหาของการกระจายสัญญาณนี้จะมีผลทำให้อุปกรณ์ไร้
สายในมาตรฐาน 802.11b มปี ระสิทธิภาพลดลงด้วยเช่นกนั
4. มาตรฐาน IEEE 802.11n หรือ Class n จะใช้คล่ืนความถ่ี คือ 2.4 GHz และ 5 GHz ในการรบั ส่งสญั ญาณ
ข้อมลู ไรส้ าย ทำความเร็วสูงสุดที่ 150 Mbps และ 300 Mbps
14
มคี วามสามารถในการส่งคลื่นสัญญาณได้ระยะประมาณ 70 เมตรในโครงสร้างปิด และ 250 เมตรในที่โล่งแจ้ง
เพิ่มความสามารถในการกันสัญญาณรบกวนจากอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ความถี่ 2.4GHz เหมือนกัน และสามารถ
รองรับอุปกรณ์มาตรฐาน IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ได้ ซึ่งช่วงระยะหลังได้มีการพัฒนาการส่ง
สัญญาณแบบ "Dual-Band" หรือการใชค้ ลน่ื ความถใี่ นย่าน 2.4 GHz และ 5 GHz ในการรบั ส่งสญั ญาณ (จะใช้
เสามากกวา่ 1 ตน้ ขน้ึ ไป) ทำให้สามารถทำความเร็วไดส้ งู ถึง 300 + 300 Mbps หรอื เรียกส้ันๆ ว่า N600
5. มาตรฐาน IEEE 802.11-2012
ในปี 2007 กลุ่มงาน TGmb ได้รับการอนุมัติให้รวบรวมการแก้ไขทั้งหมดให้เป็นเวอร์ชันที่เรียกว่า REVmb
หรอื 802.11mb ทป่ี ระกอบด้วย 802.11k, r, y, n, w, p, z, v, u, s ตีพมิ พว์ นั ที่ 29 มนี าคม 201
6. มาตรฐาน IEEE 802.11ac หรือ Class ac จะใชค้ ล่นื ความถ่ี 5 GHz ในการรับส่งขอ้ มลู ไรส้ าย
เป็นมาตรฐานที่ให้ Throughput กับ Wireless LAN แบบหลายสถานี สูงกว่าที่อย่างน้อย 1 Gbps และ
สำหรับลิงก์เดี่ยวที่อย่างน้อย 500 Mbps โดยการใช้ RF แบนด์วิธที่กว้างกว่า (80 หรือ 160 MHz) สตรีมมาก
กว่า (สูงถงึ 8 สตรมี ) และ Modulation ที่ความจุสูงกวา่ (สูงถึง 256 QAM)
โดย Class ac เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดที่ได้รับการรับรองจาก IEEE ให้เป็นมาตรฐานใหม่ เมื่อ ปี ค.ศ. 2013
ซึ่งมาตรฐานในการรับส่งข้อมูลแบบไร้สายของ Class ac สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 6,930 Mbps หรือ
ประมาณ 6.93 Gbps
7. มาตรฐาน IEEE 802.11ad หรอื Class ad หรือ "WiGig"
เกดิ จากการผลักดันจากผ้ผู ลติ ฮาร์ดแวร์ ในวันท่ี 24 กรกฎาคม 2012 Marvell และ Wilocity ได้ประกาศการ
เป็นคู่ค้าใหม่เพื่อนำ Wi-Fi Solution แบบ Tri-Band ใหม่ออกสู่ตลาด โดยการใช้ความถี่ที่ 60 GHz
Throughput ทางทฤษฎสี ูงสดุ ถึง 7 Gbps มาตรฐานนไี้ ดอ้ อกสูต่ ลาดในช่วงเมอื่ ตน้ ปี 2014
15
อา้ งองิ
1. sangdao53 (2022). ชนิดของเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์,รปู แบบการเชอ่ื มต่อระบบประเภทของระบบเครือข่าย
, ประเภทของระบบเครือขา่ ย, สืบค้นเม่ือ 6 มถิ ุนายน 2565.
จาก https://sangdao53.wordpress.com/บทท-ี่ 3/รูปแบบการเช่อื มตอ่ ระบบ/
2. karsuxsarkhxmu2582016 (2022). มาตรฐานเครือขา่ ยไรส้ าย, สืบค้นเมือ่ 6 มิถุนายน 2565.
จ า ก https://sites.google.com/site/karsuxsarkhxmu2 5 8 2 0 1 6 / kar-suxsar-khxmul-laea-kherux-
khay/1-5-matrthan-kherux-khay-ri-say
3. วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ (2022) . หลักการทำงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์, สืบค้นเมื่อ 6
มิถนุ ายน 2565.
จาก https://sites.google.com/site/kumlao2540/7-hlak-kar-thangan-khxng-rabb-kherux-khay-
khxmphiwtexr
16