The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อิทธิพลทางการศึกษาที่มีต่อสังคมไทย (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by p0981638232, 2021-10-11 06:22:15

อิทธิพลทางการศึกษาที่มีต่อสังคมไทย (1)

อิทธิพลทางการศึกษาที่มีต่อสังคมไทย (1)

อทิ ธพิ ลทางการศกึ ษาทมี่ ีต่อสังคมไทย
เสนอ

อาจารย์พงษพ์ นั ธ์ พงึ่ ตน

กลุ่มอทิ ธพิ ลทางการศึกษา สาขาสงั คมศึกษา Section.03

รายงานเล่มน้ีเปน็ ส่วนหนงึ่ ของวิชาประวตั ศิ าสตรส์ หรัฐอเมรกิ า (1643402o)
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ นิ ทร์

อทิ ธิพลทางการศกึ ษาท่มี ีตอ่ สังคมไทย

เสนอ
อาจารย์พงษ์พันธ์ พงึ่ ตน

จดั ทำโดย

1. นางสาววรรณศิริ สงนวน รหัสนกั ศกึ ษา 61191100212

2. นางสาวสุภาพร ศรีชำนิ รหสั นักศึกษา 61191100218

3. นางสาวปณิสา แป้นงาม รหัสนักศกึ ษา 61191100229

4. นางสาวชลรดา คางคำ รหัสนกั ศกึ ษา 61191100230

5. นางสาวสุภาพร ชะลารัมย์ รหัสนักศึกษา 61191100327

กลมุ่ อิทธพิ ลทางการศกึ ษา สาขาสงั คมศึกษา

Section.03

รายงานเลม่ นี้เป็นส่วนหนึง่ ของวิชาประวัติศาสตร์สหรฐั อเมริกา (1643402o)
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564
มหาวิทยาลัยราชภฏั สุรินทร์



คำนำ

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา รหัสวิชา 1643402o โดยมี
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา ความหมายของการศึกษา ประวัติการศึกษาของสหรัฐอเมริกา ระบบการศึกษาของ
สหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน การศึกษาของสหรัฐอเมริกาที่มีอิทธิพลต่อไทย ระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบัน
และการจัดการศกึ ษาของสหรัฐอเมรกิ ากับไทยแตกต่างกนั อยา่ งไร

ผู้จัดทำได้ทำการศึกษาหาความรู้ผ่านแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น หนังสือ ตำรา ห้องสมุด และเว็บไซต์
ค้นหาความรู้ต่าง ๆ มาเรียบเรียงให้ผู้สนใจได้ศึกษา ผู้จัดทำจึงขอขอบคุณ อาจารย์พงษ์พันธ์ พึ่งตน อาจารย์
ประจำวิชาผู้ให้ความรู้และคำแนะนำทางการศึกษา รวมทั้งขอขอบคุณห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ท่ี
ให้สถานทีแ่ ละขอ้ มลู ในการจดั ทำรายงานฉบับนี้

ผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษาทุกท่าน หากรายงาน
ฉบับน้ีมีขอ้ ผดิ พลาดประการใด ทางผู้จัดทำขออภัยไว้ ณ ทน่ี ดี้ ้วย

ผูจ้ ดั ทำ
สุภาพร ศรชี ำนิ และคณะ

สารบัญ ข

เรือ่ ง หน้า
คำนำ ก
สารบญั ข
ความหมายของการศึกษา 1
ประวตั ิการศึกษาของสหรฐั อเมริกา 1
ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาในปัจจบุ ัน 2
การศึกษาของสหรัฐอเมรกิ าที่มีอทิ ธิพลต่อไทย 4
ระบบการศึกษาของไทยในปัจจบุ นั 7
การจดั การศกึ ษาของสหรฐั อเมริกากบั ไทยแตกต่างกนั อยา่ งไร 9
บรรณานุกรม 10

1

อทิ ธิพลทางการศึกษาทีม่ ตี ่อสังคมไทย

ความหมายของการศกึ ษา

การศึกษา ในความหมายทว่ั ไปอยา่ งกว้างทสี่ ุด เปน็ วธิ กี ารสง่ ผ่านจดุ มุ่งหมายและธรรมเนียมประเพณี
ให้ดำรงอยู่จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง โดยทั่วไป การศึกษาเกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ใด ๆ ซึ่งมีผลกระทบเชิง
พฒั นาต่อวธิ ีทคี่ นคนหนง่ึ จะคิด รูส้ กึ หรอื กระทำ แต่ในความหมายเทคนคิ อยา่ งแคบ การศึกษาเป็นกระบวนการ
อย่างเป็นทางการซึ่งสังคมส่งผ่านความรู้ ทักษะ จารีตประเพณีและค่านิยมที่สั่งสมมาจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่น
หนึ่ง นั่นคือ การสอนในสถานศึกษา สำหรับปัจจุบันนี้มีการแบ่งระดับชั้นทางการศึกษาออกเป็นขั้นๆ เช่น
การศกึ ษาปฐมวยั ประถมศกึ ษา มธั ยมศึกษา ทงั้ นรี้ วมไปถงึ ระดบั อาชวี ศึกษา อดุ มศึกษา และการฝึกงาน

ชูลทซ์ (Schultz) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้ให้ความหมายของการศึกษาว่า การศึกษา คือ
กจิ กรรมการการเรยี นการสอนและการเรียนรู้ ท่ที ำใหเ้ กดิ ความสามารถท่ีมีประโยชน์ สำหรับความสามารถที่มี
ประโยชนน์ ั้น ชลู ทซ์ อธบิ ายวา่ ความสามารถที่มคี ณุ ค่าทางสงั คมและเศรษฐกจิ

ยอร์จ ดี สปินด์เลอร์ (George D. Spindler) นักมานุษยวิทยา มีความเห็นว่า การศึกษา คือ
กระบวนการถา่ ยทอดวฒั นธรรม ซึง่ ประกอบดว้ ยความชำนาญด้านตา่ ง ๆ ความรตู้ า่ ง ๆ ทัศนคตติ า่ ง ๆ คา่ นยิ ม
ตา่ ง ๆ และรูปแบบของพฤตกิ รรมตา่ ง ๆ หรือการศึกษา กค็ ือ การทำให้มนุษยม์ วี ฒั นธรรมนัน่ เอง

นักการศึกษาไทย ดร.สาโรช บัวศรี ได้ให้ความหมายการศึกษาว่า การศึกษาคือการพัฒนาขันธ์ห้า
อันประกอบดว้ ย รูป คือ ร่างกาย เวทนา คือ ความรู้สกึ สญั ญา คือ ความจำ สงั ขาร คือ ความคดิ และวญิ ญาณ
คือ ความรู้ การพัฒนาขันธ์ห้า กเ็ พอื่ ใหส้ ามารถอยูใ่ นสงั คมได้ และเพอ่ื ขจดั ตัณหา อันได้แก่ โลภ โกรธ หลง

ประวตั กิ ารศกึ ษาของสหรัฐอเมรกิ า

ย้อนกลับไปเมือ่ ปี ค.ศ. 1862 สภาในประเทศอเมริกาได้ออกรัฐบัญญัตหิ นง่ึ ฉบับทีว่ ่าดว้ ยการสนับสนุน
การศึกษาในสังคมเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาโดยรัฐบาลจะเป็นผู้สนับสนุน
งบประมาณสว่ นหน่งึ ซึง่ นโยบายน้คี รอบคลมุ ถึงคนทกุ เช้อื ชาติท่ีอยู่ในประเทศอเมริกา ไมแ่ บ่งแยกผิวสี

ในปี 1901 เพรซิเดนท์ของมหาวิทยาลัยชิคาโก้ที่ ชื่อ William Rainey Harper ได้ก่อต้ัง
“Joliet Junior College” ขึ้นมา เขาได้แรงบันดาลใจมาจากระบบการศึกษาในประเทศเยอรมนี ที่จะแยก
การศกึ ษาในระดบั มหาวิทยาลยั ออกเปน็ 2 ช่วง คอื ตอ้ งเรยี น 2 ปแี รกใหเ้ สร็จก่อน แลว้ ค่อยเรยี นทีเ่ หลอื ใหจ้ บ
เขาเชื่อว่าการศึกษาแบบนี้จะทำให้คนที่สมัครเข้าไปเรียนได้รู้ว่าตัวเองชอบหรือถนัดในสิ่งไหน (สวนทางกับ
นกั เรยี นไทยที่เรยี นจบมาแลว้ ยังไม่ร้เู ลยว่าชอบคณะท่เี รียนหรือเปลา่ แต่ขอใหแ้ อดมิชชนั่ ติดไว้ก่อน!) William
Rainey Harper มองเห็นว่า ถงึ แม้รฐั จะสนบั สนุนการศึกษาของประชาชนทุกคนในประเทศ แตก่ ย็ ังมีปญั หาอยู่
มาก หนึ่งคือคุณภาพของการศึกษาที่ไม่มีมาตรฐานในการจัดการ สองคือ มหาวิทยาลัยอยู่ไกลบ้าน ค่าเทอมก็
แพง คนที่เรียนจบมัธยมรู้สึกว่าการเดินทางมีค่าใช้จ่ายและเสียเวลา พวกเขาเลยเลือกที่จะไม่เรียนต่อใน
มหาวทิ ยาลยั เรื่องสดุ ทา้ ยคือ พวก “ชนชนั้ สูง” ในมหาวทิ ยาลยั ท่พี ยายามกดี กนั การเขา้ ถึงและแบ่งแยกชนชั้น
กบั คนอื่น

2

เรื่องการศึกษานี่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 อเมริกาเข้าสู่ยุค
อุตสาหกรรมและการสรา้ งประเทศอย่างจริงจัง ผทู้ ่เี กี่ยวข้องกบั การสร้างนโยบายต่าง ๆ มองเหน็ แล้วว่า ถ้าไม่
ทำให้คนมีการศึกษาไปมากกว่านี้ อีกหน่อยสู้ประเทศอื่นไม่ได้แน่ ๆ โมเดล “Junior College” ของ William
Rainey Harper เลยเข้าตากรรมการและได้รับการผลักดันเรื่อยมาจนถึงการพิสูจน์ด่านแรก ช่วงทศวรรษท่ี
1930 เกิดเหตุการณ์ Great Depression หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก
วิทยาลัยชุมชนท่ีมีอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว ได้เสนอให้มีการฝึกงานเพ่ือลดอัตราการว่างงาน เป็นศูนย์กลางของการ
พัฒนาทักษะคนในชุมชน ซึ่งช่วงแรกที่เปิดสอนนั้น เป็นวิชาพื้นฐานอย่างศิลปศาสตร์เท่านั้น ด้วยความท่ี
“Junior College” ตั้งขึ้นมาเพื่อขจัดปัญหาการเดินทาง เลยมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามชุมชนต่าง ๆ จนกระท่ัง
สดุ ทา้ ยได้เปล่ยี นช่อื เปน็ “Community College” เพอื่ ให้เข้ากันกบั บริบทอย่างแทจ้ รงิ

หลงั สงครามโลกครั้งที่ 2 ถงึ แมป้ ระเทศอเมรกิ าจะเปน็ ผู้ชนะในสงคราม แต่ประชาชนทุกคนก็ตกอยู่ใน
ภาวะซึมเศรา้ เพราะสงครามเป็นชว่ งเวลาที่ยากลำบากสำหรับทุกคน รฐั บาลไมไ่ ด้นงิ่ นอนใจ ออกกฎหมายที่มี
ชื่อเรียกว่า “GI Bill” สนับสนุนการศึกษาของทหารและบุคลากรที่ชว่ ยรบ เพราะคิดว่า แม้สงครามจะจบแล้ว
แต่การพฒั นาประเทศตอ้ งดำเนินต่อไป จากการทีม่ ี GI Bill น้ี ทำให้ประชากรที่มสี ทิ ธิได้เข้าศกึ ษาต่อท่วี ทิ ยาลัย
ชุมชนในละแวกที่ตัวเองอาศัยอยู่ ตัวเลขบันทึกไว้ได้ว่า ในช่วงนั้น มีนักศึกษาเพิ่มขึน้ ถงึ 2.2 ล้านคน ส่วนหนง่ึ
เป็นผหู้ ญงิ 60,000 คน และคนผวิ ดำอีกกวา่ 70,000 คน ช่วงนข้ี องประวัตศิ าสตร์อเมริกาจงึ มีความสำคัญเป็น
อย่างมาก เพราะทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันที่แท้จริง เพราะเมื่อก่อน คนที่จะไป
มหาวิทยาลัยนั้น ส่วนมากจะเป็นผู้ชายผิวขาวทั้งนั้น ถึงช่วงนี้ละที่การศึกษาจะพลิกโฉมประเทศจริง ๆ คนที่
เรียน Community College ในตอนนี้คือรุ่นพ่อแม่ของเรา หรือที่ศัพท์เทคนิคเรียกว่า “Baby Boomers”
นั่นเอง

“Junior College” ที่กลายมาเป็น “Community College” ในทุกวันนี้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็น
“นวัตกรรม” ระดับชาติที่ไม่ว่ารัฐบาลรุ่นไหนขึ้นมาบริหารประเทศ ก็จะให้ความสำคัญเสมอ เพราะเข้าถึงคน
ส่วนมากในสังคม และทำให้ประเทศมั่นคงแข็งแรง เชื่อไหมว่าในปัจจุบัน คนที่เรียนจบปริญญาตรีแบบ 4 ปี
กวา่ 50 เปอรเ์ ซ็นตเ์ รียนจบ Community College แบบ 2 ปี แลว้ ค่อยเข้าไปต่อในมหาวทิ ยาลยั อีก 2 ปี จาก
เหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั้งประเทศ ทำให้ Community College มีทางเลือกในการศึกษามากขึ้นมาจนถึง
ปัจจุบัน มีสายอาชีพให้ศึกษา เช่น วิศวะ พยาบาล และบัญชี ควบคู่ไปกับการเรียนสายวิชาการอื่น ๆ แต่สิ่ง
หนึ่งที่ทำให้ Community College แตกต่างไปจากมหาวิทยาลยั ก็คือ พันธกิจที่ต้องเข้าถึงชุมชน และซึมซับ
วฒั นธรรมต่าง ๆ โดยรอบเพอ่ื ให้อยูร่ วมกันได้อย่างกลมกลืน บางคนมองวา่ ส่ิงน้ีจะทำให้นักเรียนต่างเมืองหรือ
ตา่ งชาตหิ มดโอกาสเรยี นรู้ถึงความหลากหลาย แต่ว่านี่ละคือการเรียนรคู้ วามหลากหลายท่มี หาวิทยาลัยไม่มี

ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมรกิ าในปจั จบุ ัน

การศึกษาในสหรัฐอเมริกาแต่ละรัฐจะควบคุมคุณภาพ การเรียนการสอน และวางแผนการศึกษาของ
ตนเอง โดยไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลาง ทุกรัฐจะมีหน่วยงานการศึกษาคล้ายกระทรวงศึกษาธิการที่คอยกำหนด
มาตรฐานต่าง ๆ แนะนำเงินงบประมาณอุดหนุนให้โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย จากเงินภาษีที่เก็บได้
จากประชาชนในแต่ละรัฐ การศึกษาภาคบังคับ นักเรียนอเมริกันทุกคนจะเรียนฟรีไม่ว่าจะอยู่ที่รัฐใดจนจบชั้น

3

มัธยมศึกษา หรือ Grade 12 การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีข้อแตกต่าง คือ ถ้านักเรียนที่มีถิ่นฐานในรัฐ
หนึ่ง จะข้ามมาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีกรัฐหนึ่ง จะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้น ที่เรียกว่า Out of
States Tuition และถา้ นักศึกษามาจากประเทศอ่นื จะตอ้ งเสยี คา่ เลา่ เรยี นแพงมากข้นึ ไปอีก

ระบบการศกึ ษาของประเทศสหรฐั อเมริกา แบ่งเปน็ ระดบั ต่าง ๆ ไดด้ ังนี้

1. ระดับอนุบาล ( Kindergarten) การศกึ ษาระดบั น้ี ไมใ่ ช่การศกึ ษาภาคบังคบั

2. ระดบั ประถมศึกษา (Elementary School) เป็นการศึกษาภาคบังคบั สำหรับเดก็ อายุ 6-11 ปี มี
ระยะเวลาการศึกษา 6 ปี (ประถมศึกษาปที ่ี 1 ถึงประถม 6)

3. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary School) เป็นการศึกษาภาคบังคับ สำหรับเด็กอายุ 12-18 ปี
(มธั ยมปีท่ี 1-6) แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคอื

3.1 โรงเรยี นรัฐบาล นกั เรียนทุนส่วนตัว มสี ทิ ธิ์เรยี นไดเ้ ป็นเวลา 1 ปี เทา่ นัน้

3.2 โรงเรียนเอกชน มี 3 รปู แบบ

1) Independent School หรือ Prep. School เพื่อเตรียมนักเรียนเข้าศึกษาต่อ

ระดับปรญิ ญาตรี

2) Parochial School โรงเรยี นศาสนาโรมันคารธ์ อลิค

3) Bible School หรือ Christian School สอนศาสนาควบคู่กบั วชิ าการ

4. ระดบั อุดมศึกษา การศึกษาในระดับนี้ แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ดังน้ี

4.1 วิทยาลัย 2 ปี (Junior College) เป็นหลักสูตร 2 ปีต่อจากมัธยมศึกษาตอนปลาย
หลักสตู รการสอนมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คอื

1) Transferable Program ผู้เรียนสามารถโอนหน่วยกิตไปเรียนต่อปีที่ 3 ของ
วทิ ยาลยั หรือ มหาวิทยาลยั เพ่ือศึกษาตอ่ จนจบปรญิ ญาตรไี ด้

2) Terminal/Occupational Program เป็นหลักสูตร 2 ปี เน้นทางวิชาชีพ
ความสามารถในงานเทคนิค และงานก่ึงวชิ าชพี สำเร็จแล้วได้รบั อนปุ รญิ ญา

4.2 วิทยาลัยประจำท้องถิ่น (Community College) เป็นหลักสูตร 2 ปีต่อจาก
มัธยมศึกษาตอนปลาย มแี บบแผนเดยี วกับ Junior College เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของท้องถ่ิน

4.3 วิทยาลัย (College) หลักสูตร 4 ปี สำเร็จแล้วได้รับปริญญาตรี บางแห่งเปิดสอนถึง
ระดบั ปริญญาโท

4.4 มหาวิทยาลัย (University) เปิดสอนระดับปริญญาตรี (4 ปี) ปริญญาโท (1-2 ปี) และ
ปรญิ ญาเอก (4 ป)ี เน้นการสอนและการคน้ คว้าวิจัยในแงว่ ชิ าการ

4

4.5 สถาบันทางวิชาชีพ เป็นสถาบันทางวิชาชีพชั้นสูงโดยเฉพาะ เช่น แพทยศาสตร์
กฎหมาย เป็นตน้ หลักสตู ร 3-8 ปี แลว้ แตส่ าขาวชิ า โดยปกตินักศึกษาจะเขา้ ศึกษาหลังจากท่ีสำเร็จปริญญาตรี
มาแล้ว

การศึกษาของสหรฐั อเมริกาทม่ี ีอิทธิพลต่อไทย

หนึ่งในคุณูปการที่สำคัญที่สุดที่ชาวอเมริกันได้สร้างให้แก่ภาคเหนือของประเทศไทย คือ เรื่อง
การศึกษานับตั้งแต่มีการก่อตั้งโรงเรียนแบบตะวันตกขึ้นเป็นครั้งแรกที่เชียงใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ม า
จนถงึ ความรว่ มมือดา้ นการศึกษาท่ีกว้างขวางในปจั จุบัน ชาวอเมรกิ ันมีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาการศึกษา
ในภาคเหนือของไทยมาโดยตลอด สถาบันการศึกษาที่ประสบความสำเร็จที่เห็นในปัจจุบันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ตก
ทอดมาจากบทบาทของชาวอเมรกิ นั รนุ่ แรกในภาคเหนือของไทย

ก่อนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในภาคเหนือของไทย เฉพาะเด็กชายเท่านั้นที่ได้เรียนหนังสือ และ
ต้องเรียนในวัดเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชานุญาตให้ครูสอนภาษาชาว
อเมริกันได้เข้าไปถวายพระอักษรในพระบรมมหาราชวังในช่วงกลางทศวรรษ 1800 (พ.ศ. 2343-2352)
เนื่องจากทรงเห็นว่าอเมริกา เป็นประเทศที่ไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างอาณาจักรของตนขึ้นในเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า ชาวอเมริกันเป็นอำนาจ “ที่เป็นกลาง” ระหว่างฝรั่งเศสทางทิศ
ตะวันออกและอังกฤษทางทิศตะวันตก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวอเมริกันก็ได้ทำงานร่วมกับชาวไทยอย่าง
กว้างขวางในการสร้างโรงเรียนสมัยใหม่และผสมผสานวิธีการสอนรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาการศึกษาทั่วท้ัง
ภาคเหนือของไทย

โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา

โรงเรียนแบบตะวันตกแห่งแรกในภาคเหนือของไทยมุ่งให้การศึกษาแก่เด็กผู้หญิง โรงเรียนดารา
วิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเป็นโรงเรียนสหศึกษา มีประวัติย้อนไปถึงเมื่อครั้งโซเฟีย แมคกิลวารี มิชชันนารีชาว
อเมริกัน ตัดสินใจเปิดบ้านของเธอที่เชียงใหม่เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กหญิงในปี 2418 เมื่อมีนักเรียนมากข้ึน
แหมม่ แมคกลิ วารกี เ็ สาะหาท่ดี ินเพื่อสร้างโรงเรยี นสำหรับเด็กผหู้ ญิงโดยเฉพาะ เมือ่ ถึงปี 2422 เอ็ดนา เอส.โคล
และแมรี แคมป์เบลล์ ได้ร่วมกันก่อตั้งและเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงเรียนสตรีอเมริกัน ( American
Girls’ School) ในเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาในปี 2466 โรงเรียนน้ีไดเ้ ปลี่ยนชือ่ เป็นโรงเรียนดาราวิทยาลัย เพื่อรำลึก
ถึงผอู้ ุปถัมภร์ ่นุ แรกคอื เจา้ ดารารศั มี พระราชชายาในพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)

สำหรับโรงเรียนชายวังสิงห์คำ (Chiengmai Boys’ School) ซึ่งต่อมาคือโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์
วทิ ยาลยั ได้รับการก่อต้งั ข้นึ ในลักษณะคล้าย ๆ กันในปี 2430 โดยศาสตราจารย์ ด.ี จ.ี คอลลินส์ ชาวอเมริกัน
นิกายเพรสไบทเี รยี นไดย้ ้ายจากกรุงเทพฯ ไปยงั เชียงใหม่เพื่อก่อต้ังโรงเรียนข้ึนในบรเิ วณฝ่ังตะวันตกของแม่น้ำ
ปิง โรงเรยี นเริม่ เปดิ สอนดว้ ยเงินทนุ เพียง 2,000 บาทและมีนักเรยี นประมาณ 30 คน ศาสนาจารย์คอลลินส์ซ่ึง
เปน็ ครูใหญค่ นแรกไม่เพยี งดแู ลดา้ นการบริหารโรงเรยี นเท่านน้ั แต่ยังเปน็ ผ้วู างรากฐานการศกึ ษาแบบตะวันตก
ในภาคเหนือของไทย ตลอดจนเรียนภาษาล้านนา ขอการสนับสนุนจากชุมชนท้องถ่ิน รวมทั้งระดมเงินบริจาค
จากชาวอเมริกนั และก่อตงั้ โรงพิมพ์แหง่ แรกขึ้นในภาคเหนือของไทย

5

เมื่อถึงปี 2499 โรงเรียนชายวังสิงห์คำก็ย้ายไปอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง และได้รับ
พระราชทานชอื่ จากพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หวั (สมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช เจา้ ฟา้ มหาวชิราวุธ
สยามมกฎุ ราชกุมาร ในขณะนั้น) ว่า “โรงเรยี นปรนิ ส์รอยแยลส์วทิ ยาลัย” เมอื่ ปี 2549 โรงเรยี นได้ฉลองวาระ
ครบรอบ 100 ปีที่ได้รับพระราชทานนามและจัดพิธีรำลึกถึงคุณูปการต่าง ๆ ของชาวอเมริกันที่มีส่วนช่วย
พฒั นาโรงเรียนในยุคแรก ๆ

ชาวอเมริกันยังได้เผยแพร่การศึกษาแบบตะวันตกในจังหวัดอื่น ๆ ของภาคเหนือ ในปี 2428
ศาสตราจารย์นายแพทย์แซมมวล ซี. พีเพิลส์ และภรรยาได้ก่อตั้งโรงเรียนเคนเน็ตแม็คเคนซีขึ้นที่จังหวัด
ลำปาง โดยเป็นโรงเรียนแบบตะวันตกแห่งแรกที่ไม่ได้ตั้งอยู่ที่เชียงใหม่ ศาสตราจารย์พีเพิลส์และภรรยายังได้
กอ่ ตั้งโรงเรียนลินกัล์น อะแคเดมีขนึ้ ที่จังหวัดน่านในปี 2447 กอ่ นหน้าปี 2440 ศาสนาจารยแ์ ดเนียล แมกกิล
วารี และนายแพทย์วิลเลียม บริกส์ ได้สร้างโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งขึ้นที่เชียงราย ในปัจจุบัน มีโรงเรียนท่ี
ก่อตั้งโดยชาวอเมริกันทั้งหมด 11 แห่งใน 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน
และพษิ ณโุ ลก

การศกึ ษาระดบั อดุ มศึกษา

ความสำเรจ็ ของโรงเรยี นมัธยมปลายเหลา่ นี้ไดส้ ร้างกำลังใจให้แก่เหลา่ มชิ ชันนารชี าวอเมริกนั พวกเขา
จึงได้เริ่มวางแผนก่อสร้างมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งขึ้นในภาคเหนือ ความคิดเกี่ยวกับการสร้าง
สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในภาคเหนือเริ่มต้นขึ้นในชุมชนชาวเชียงใหม่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
เม่อื ชาวอเมริกันนิกายเพรสไบทเี รียนกลุ่มหนึ่งร่างแผนการก่อต้ัง “มหาวิทยาลัยคริสเตียนลาว” ขึ้น โดยคอน
ราด คิงส์ฮิลล์ มิชชันนารีหนุ่มนิกายเพรสไบทีเรียนเดินทางถึงเชียงใหม่ในปี 2490 เพื่อวางรากฐานสำหรับ
กจิ การอย่างหนง่ึ ซึ่งได้พฒั นากลายมาเปน็ วทิ ยาลยั พายัพในเกือบ 30 ปตี อ่ มา

ในปี 2517 หลังจากที่รัฐบาลไทยอนุมัติแผนการก่อตั้งวิทยาลัยเอกชน มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรใน
ประเทศไทยได้เปิดวิทยาลัยพายัพ ซึ่งเป็นวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกนอกกรุงเทพฯ วิทยาลัยพายัพได้รวมเอา
สถาบันหลายแหง่ ที่ก่อต้ังโดยชาวอเมรกิ ันเข้าไวด้ ้วยกนั ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ วิทยาลัยพระคริสตธ์ รรมแมคกิลวารี
และโรงเรียนฝึกหัดนางพยาบาลแห่งโรงพยาบาลแมคคอร์มิค วิทยาลัยพายัพยังได้เปิดคณะมนุษยศาสตร์เพ่ิม
อีกคณะหนึ่งและผนวกรวมแผนกดนตรีคริสตจักรของวิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารีเข้ามาไว้ด้วย ทำให้
วิทยาลัยพายัพเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนวิชาดนตรี ในปี 2527 วิทยาลัยพายั พ
ได้รับสถานภาพเปน็ มหาวิทยาลยั

อาคารของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ และหอพักนักศึกษานานาชาติ ซึ่งมีพิธีเปิดในเดือน
มิถุนายน 2550 ได้รับการสนับสนุนทุนในการก่อสร้างส่วนหนึ่งจากโครงการโรงเรียนและโรงพยาบาลอเมริกนั
ในต่างประเทศ (American Schools and Hospitals Abroad: ASHA) ขององค์การเพื่อการพัฒนาระหว่าง
ประเทศของสหรัฐอเมริกา (U.S. Agency for International Development: USAID) นอกจากนี้ รัฐบาล
สหรัฐฯ ยังสนับสนนุ ทุนกวา่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐเพ่ือก่อสร้างศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้สิรินธร (สำนักหอสมุด)
ซึ่งเปิดใช้งานปี 2548 ภายใต้โครงการ ASHA นี้ มหาวิทยาลัยพายัพได้รับทุนสนับสนุนไปแล้วกว่า 8 ล้าน
เหรียญสหรัฐ นบั ตั้งแตป่ ี 2521 เปน็ ต้นมา

6

พลเมืองอเมริกนั ยังมีบทบาทสำคัญในการก่อต้งั และพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้
ถือกำเนิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีในปี 2497 ที่กำหนดให้มีการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้นในภาคเหนือของไทย
โครงการนี้ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินและการพัฒนาจากหน่วยงานบริหารความช่วยเหลือของสหรัฐฯ
(U.S. Operations Mission: USOM) ในปี 2499 และนำไปสู่ความร่วมมือระยะยาวกับคณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการก่อสร้างโรงเรียนแพทย์ ได้แก่ การร่วมร่างแผนแม่บท
การให้คำปรึกษาจากช่างเทคนิค ที่ปรึกษา และนักบริหารชาวอเมริกัน รวมทั้งคำสัญญาในการจัดหาอาจารย์
ชาวอเมริกนั ใหแ้ ก่มหาวิทยาลัยจนกวา่ อาจารยช์ าวไทยจะสามารถสอนนักเรยี นแพทย์ได้เองด้วย นอกจากน้ี ยัง
มีโครงการทุนการศึกษาที่ส่งนักศึกษาไทยไปยังสหรัฐฯ เพื่อศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาขึ้นไปในด้าน
วิทยาศาสตร์พื้นฐานและวิทยาศาสตร์คลินกิ โดยรวมแล้วรัฐบาลสหรัฐฯ ได้มอบทุนประมาณ 3.8 ล้านเหรียญ
สหรัฐผา่ นทาง USOM และองคก์ รหลักคอื USAID เพอื่ ก่อสร้างและสนบั สนุนโรงเรียนแพทย์

ในปี 2507 โรงเรียนแพทย์แห่งนี้กลายเป็นแกนหลักของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบัน
ระดบั อดุ มศึกษาแหง่ แรกนอกกรุงเทพฯ ในปจั จบุ ัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงความสมั พันธ์กบั สหรัฐฯ โดยมี
การแลกเปลี่ยนทางการศึกษากับมหาวิทยาลัยประมาณ 40 แห่งในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมีคณาจารย์ใน
มหาวิทยาลัยท่ีไดศ้ กึ ษาต่อในสหรฐั ฯ ภายใต้โครงการฟุลไบรท์และโครงการแลกเปลี่ยนอื่น ๆ

โครงการแลกเปล่ียน

ในปจั จุบนั สหรัฐฯ มสี ว่ นร่วมในการศกึ ษาของไทยในภาคเหนือผ่านโครงการแลกเปลี่ยนทีห่ ลากหลาย
สำหรับนักเรียนนักศึกษา และคณาจารย์ วิธีการหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการศึกษาระดับมัธยมปลายใน
ต่างประเทศคือการเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนผ่านองค์กรต่าง ๆ เช่น โครงการเยาวชนเอเอฟเอสเพื่อ
การศึกษาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ (AFS Intercultural Programs) (เดิมชื่อโครงการ American
Field Service) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้โครงการนี้ นักเรียนไทยหลายพันคนและ
นักเรียนอเมริกันหลายร้อยคนได้ใช้ชีวิตและศึกษาในสหรัฐฯ และไทย นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานแลกเปลี่ยน
ทางการศึกษาที่ไม่แสวงผลกำไรอีกหลายแห่งของสหรัฐฯ ที่ร่วมดำเนินโครงการในประเทศไทยเพื่อส่งเสริม
โอกาสทางการศึกษาและการทำงานในสหรัฐฯ ด้วย เช่น Council on International Educational
Exchange (CCI), Institute for the International Education of Students (IES) แ ล ะ School for
International Training (SIT) นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยในอเมริกาและไทยหลายแห่งก็ยังได้จัดทำโครงการ
แลกเปล่ยี นกันเองเพอ่ื ใหน้ ักศึกษาชาวอเมรกิ ันและชาวไทยได้เรยี นรวู้ ฒั นธรรมของกันและกัน

ทุนฟุลไบรท์เป็นทุนที่มอบให้ทั้งชาวอเมริกันและชาวไทยเพื่อการค้นคว้าวิจัย ศึกษาและสอนในไทย
และสหรฐั ฯ ต้งั แต่ปี 2492-2560 มีชาวไทยกว่า 1,786 คนและชาวอเมริกนั กว่า 1,146 คนท่ไี ดร้ ับทุนฟุลไบร์ท
เพื่อคน้ ควา้ วิจัย ศึกษา และสอนในทงั้ สองประเทศ ภาคเหนอื ของไทยเปน็ จุดหมายปลายทางหนึ่งที่ได้รับความ
นยิ มจากผู้รบั ทุนฟลุ ไบรทช์ าวอเมริกัน โดยเชียงใหมเ่ พียงจังหวดั เดยี วมีผู้รบั ทุนท่ีใชช้ ีวิตและทำงานอยู่กว่า 120
คน

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักศึกษาไทยให้ความสนใจประเทศสหรัฐฯ จากรายงานของ Open Doors
ระบุว่ามีนักศึกษาไทยกว่า 6,636 คน ลงทะเบียนในสถาบันอุดมศึกษาของสหรัฐฯในปี 2561 ตั้งแต่ปี 2467

7

เป็นต้นมา ศิษย์เก่าชาวไทยที่เคยศึกษาในสหรัฐฯ ได้ก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาขึ้น ต่อมาในปี
2495 สถานเอกอัครราชทูตทูตสหรัฐฯ ได้ร่วมกับสมาคมนักเรียนเก่าฯ จัดตั้งโรงเรียนสถานสอนภาษาอังกฤษ
ขึ้นในกรุงเทพฯ โดยใช้ชื่อว่า “เอยูเอ” โรงเรียนดังกล่าวได้ขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ โดยสหรัฐฯ สนับสนุนทุน
คณาจารย์ และใหค้ วามช่วยเหลอื ด้านการบรหิ ารจัดการจนถงึ ช่วงกลางทศวรรษ 1990 (พ.ศ. 2533-2542) ทุก
วันนี้ มีสถานสอนภาษา 20 แห่งที่เกิดขึ้นจากความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าว รวมถึงสถานสอนภาษาเอยูเอ ที่
เชยี งใหม่ ซ่งึ กอ่ ต้งั มาตั้งแต่ปี 2500 และสถานสอนภาษาเอยูเอ ท่เี ชียงราย ซึง่ ก่อต้งั ในปี  2540 ต้งั แต่ปี 2561
สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลใหญ่ ร่วมกับสถานสอนภาษาเอยูเอ ดำเนินโครงการ English
Access Microscholarship Program (Access) ซึ่งสร้างพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนอายุ 13-20
ปีที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยโครงการ Access ช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีทักษะภาษาอังกฤษที่
อาจนำไปสู่โอกาสในการทำงานหรือการศึกษาต่อที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ฝึกฝน
ความสามารถในการแขง่ ขันและเขา้ ร่วมโครงการแลกเปลีย่ นและการศึกษาต่อในประเทศสหรัฐฯ ในอนาคตอีก
ด้วย

ในปี 2523 USAID ได้สนับสนุนทุนโครงการการศึกษาสำหรบั ชาวเขาของกรมการศึกษานอกโรงเรยี น
เพื่อส่งเสริมการรู้หนังสือไทย โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านในเขตจังหวัดเหนือสุดของ
ประเทศ โดยมีเป้าหมายเพ่ือสอนในสิ่งท่ีสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เชน่ การขอสญั ชาติไทยหรือการป้องกัน
การใช้ยาเสพติด เป็นต้น ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนมากมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาเขตที่ราบสูงขององค์การ
สหประชาชาติ องคก์ รนอกภาครฐั ฯ หรือโครงการใหม่ ๆ ของรัฐบาลในยคุ หลงั ๆ

เม่อื เรามองสถาบันการศึกษาไทยในปจั จบุ ัน เราจะเห็นอทิ ธพิ ลของสหรัฐฯ ทม่ี ีตอ่ ระบบการศึกษาของ
ไทยเป็นอย่างมาก ความรว่ มมือระหว่างสหรฐั ฯ และไทยในการสรา้ งโอกาสทางการศึกษาในภาคเหนือของไทย
เริ่มต้นจากการสอนหนังสือในบ้านของมิชชันนารี ก่อนที่จะเปิดห้องเรียนให้แก่เด็กหญิง ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์
และจัดตั้งโครงการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ชาวอเมริกันยุคแรก ๆ ในภาคเหนือของไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับการ
ก่อตั้งสถาบันการศึกษาเป็นอันดับแรก ตลอดจนโครงการต่าง ๆ ที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนในเวลาต่อมา ได้
สง่ ผลตอ่ การศึกษาไทยสบื มาจนถึงปจั จุบนั

ระบบการศกึ ษาของไทยในปัจจบุ ัน

ระบบการศึกษาไทยปัจจุบันตามที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไข
เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2545 มีการจัดระบบการศึกษาขั้นประถมศึกษา 6 ปี (6 ระดับชั้น) การศึกษาข้ัน
มัธยมศกึ ษา ตอนตน้ 3 ปี (3 ระดบั ชน้ั ) และการศึกษาชนั้ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 3 ปี (3 ระดับช้ัน) หรือระบบ
6-3-3

นอกจากนั้นระบบการศึกษาไทยยังจัดเป็นระบบการศึกษาในระบบโรงเรียนการศึกษานอกระบบ
โรงเรยี น และการศึกษาตามอธั ยาศัย ในการจดั ระบบการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะไม่พิจารณา
แบ่งแยก การศึกษาในระบบโรงเรียนออกจากการศึกษานอกระบบโรงเรียน แต่จะถือว่าการศึกษาในระบบ
การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยเปน็ เพียงวิธีการเรียนการสอน หรือรูปแบบของการเรียนการ
สอนท่ีภาษาอังกฤษใช้คําว่า “Modes of learning” ฉะนั้น แนวทางใหม่คือสถานศึกษาสามารถจัดได้ทั้ง 3

8

รูปแบบ และให้มีระบบเทียบโอนการเรียนรู้ทัง้ 3 รูปแบบ โดยพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาฯ มาตรา 15 กล่าว ว่า
การจดั การศกึ ษามีสามรูปแบบ คือ การศกึ ษาในระบบ การศกึ ษานอกระบบ และการศกึ ษาตามอธั ยาศยั

1. การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กําหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของ
การศึกษา การวดั และการประเมินผล ซ่งึ เป็นเง่ือนไขของการสําเรจ็ การศึกษาท่ีแนน่ อน

2. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกําหนตจุดมุ่งหมาย รูปแบบวิธีการจัด
การศกึ ษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมนิ ผล ซงึ่ เป็นเง่ือนไขสําคัญของการสําเรจ็ การศึกษา โดย
เนอื้ หาและหลกั สตู รจะตอ้ งมีความเหมาะสมสอดคล้องกบั สภาพปญั หาและความต้องการของบุคคลแตล่ ะกล่มุ

3. การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ
ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดลอ้ ม หรอื แหล่งความรู้อ่ืน ๆ

การศึกษาในระบบมสี องระดบั คือ การศึกษาขน้ั พื้นฐานและการศึกษาระดับอุดมศกึ ษา

1. การศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน ประกอบด้วย การศึกษาซ่ึงจดั ไมน่ ้อยกวา่ สบิ สองปกี ่อนระดับอดุ มศกึ ษา การ
แบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวง การแบ่งระดับหรือ
การเทยี บระดบั การศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัยให้เปน็ ไปตามทีก่ ําหนดในกฎกระทรวง

การศึกษาในระบบที่เปน็ การศึกษาข้นั พนื้ ฐานแบง่ เปน็ สามระดบั

1. การศกึ ษาก่อนระดับประถมศึกษา เป็นการจดั การศกึ ษาใหแ้ ก่เด็กที่มอี ายุ 3-6 ปี

2. การศึกษาระดับประถมศกึ ษา โดยปกตใิ ชเ้ วลาเรยี น 6 ปี

3. การศึกษาระดบั มธั ยมศกึ ษา แบ่งเปน็ สองระดบั ดงั น้ี

- การศกึ ษาระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ โดยปกติใช้เวลาเรยี น 3 ปี

- การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยปกติใช้เวลาเรียน 3 ปี แบ่งเป็นสองประเภท
ดังน้ี

1) ประเภทสามัญศึกษา เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อใน
ระดบั อดุ มศกึ ษา

2) ประเภทอาชีวศึกษา เป็นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการ
ประกอบอาชีพ หรือ ศกึ ษาตอ่ ในระดับอาชีพชนั้ สงู ตอ่ ไป

2. การศกึ ษาระดบั อุดมศึกษา แบ่งเปน็ สองระดับ คือ ระดับต่ำกวา่ ปริญญาและระดับปรญิ ญา การใช้
คําว่า “อุดมศึกษา" แทนคําว่า “การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย” ก็เพื่อจะให้ครอบคลุมการศึกษาในระดับ
ประกาศนยี บตั รหรอื อนุปริญญา ทเ่ี รยี นภายหลงั ทจ่ี บการศกึ ษาขน้ั พื้นฐานแลว้

9

การจัดการศึกษาของสหรัฐอเมรกิ ากบั ไทยแตกต่างกนั อย่างไร

การเปรียบเทียบกับการจัดการศึกษาของสหรัฐอเมรกิ ากับไทยทำไดล้ ำบาก เนื่องจากมีโครงสร้างการ
บริหารการศึกษาต่างกันของประเทศสหรัฐอเมริกามีความหลากหลายมาก แต่ละรัฐมีความเป็นเอกเทศแก่กัน
และไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลางด้วย แม้แต่ในรัฐเดียวกันแต่ต่างกันที่เขตพื้นที่ก็ยังมีความแตกต่างกัน และแม้แต่ใน
เขตพ้นื ที่เดียวกันการจัดการของตา่ งโรงเรียนกนั ก็อาจต่างกันได้ เนอื่ งมาจากความเป็นอิสระและประชาธิปไตย
และการเน้นการกระจายอำนาจทางการปกครองและการจัดการศึกษาในส่วนกลางสหรัฐอเมริกามี
กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบแต่เพียงผู้ออกนโยบายเป็นแนวทางแห่งชาติให้รัฐต่าง ๆ นำไป
ปฏบิ ัติ และเปน็ ผ้รู วบรวมเก็บข้อมลู สถิติทางการศึกษาระดบั ชาติ การจัดการศึกษาเป็นเร่อื งของแต่ละมลรัฐเอง

ส่วนในประเทศไทยนั้นภารกิจด้านการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษามี
กระทรวงศึกษาธิการดูแลรับผิดชอบมีหลักการจัดการศึกษาเพื่อการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อปวงชนและเน้น
นักเรียนเป็นสำคัญโดยการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายสหรัฐอเมริกามีการบริหารโรงเรียนโดยโรงเรียนมี
สภาพเป็นนิติบุคคล มีการจัดการศึกษาก่อนอุดมศึกษาหลายระดับ คือการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา
ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประเทศไทยนั้นการบริหาร
โรงเรียนโดยโรงเรียนมีสภาพเป็นนิติบุคคล มีการจัดการศึกษาก่อนอุดมศึกษาระดับเดียว คือ การศึกษาข้ัน
พื้นฐาน 12 ปีโดยไม่นับการศึกษาขั้นปฐมวยั (อนุบาล) ซึ่งไม่ใช่การศกึ ษาภาคบังคับ สหรัฐอเมริกามีการศึกษา
ภาคบังคับ ตามกฎหมายการศึกษาของรัฐต่าง ๆ โดยทั่วไปกำหนดการศึกษาภาคบังคับสำหรับเด็กอายุตั้งแต่
6-18 ปี ประเทศไทยนั้นตามกฎหมายกำหนดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี และการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี
สหรัฐอเมริกาในระดับรัฐบาลแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการไม่มีอำนาจและหน้าที่โดยตรงในการกำหนด
นโยบาย สนับสนุนและตรวจสอบการจัดการศึกษา เป็นแต่ผู้กำหนดนโยบายแห่งชาตโิ ดยรวมเท่าน้ัน ประเทศ
ไทยนั้นส่วนกลางหรือกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจและหน้าที่โดยตรงในการกำหนดนโยบาย สนับสนุน และ
ตรวจสอบการจัดการศึกษาสหรัฐอเมริกามีการกระจายอำนาจการบริหารการศึกษาจากรัฐบาลกลางไปสู่มลรัฐ
และจากมลรัฐไปสู่เขตการศึกษา (School District) และโรงเรียน ประเทศไทยนั้นมีการกระจายอำนาจการ
บริหารการศึกษาข้ันพื้นฐานไปยังเขตพ้ืนที่การศึกษา 175 เขตสหรฐั อเมริกามหี น่วยงานระดับมลรัฐรับผิดชอบ
ด้านการกำกับนโยบายด้านมาตรฐานครูและบุคลากรทางการศึกษา และด้านสวัสดิการครู และยังมีองค์กร
วิชาชีพ สมาคมการศึกษาแห่งชาติ (NEA) สมาพันธ์ครูอเมริกา (AFT) ดูแลผลประโยชน์ของครูและบุคลากร
ทางการศึกษา ประเทศไทยนั้นมีหน่วยงานระดับกรมในส่วนกลางที่รับผิดชอบด้านการกำกับนโยบายด้าน
มาตรฐานครูและบุคลากรทางการศึกษา และด้านสวัสดิการครู คือ สำนักงานสภาครูและบุคลากรทางการ
ศกึ ษา และยงั มีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รบั ผดิ ชอบด้านการ
กำหนดกฎระเบยี บต่าง ๆ และกำกบั ดแู ลการบรหิ ารบคุ ลากรในระดบั สถานศกึ ษาข้นั พ้นื ฐานอีกดว้ ย

10

บรรณานุกรม

ธเนศ อาภรณส์ วุ รรณ, อาวธุ ธีระเอก. (2018). American History : A Very Short Introduction.
สำนกั พิมพ์ : บคุ๊ สเคป, บจก.

ราชกิจจานุเบกษาแหง่ ชาติ. (2542). พระราชบัญญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542.
ราชกจิ จานุเบกษาราชกิจจานุเบกษา เลม่ ที่ 116 ตอนท่ี 74

สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา. (2550). การกระจายอำนาจทางการศึกษาของสหรัฐอเมริกา.
กรงุ เทพ : ห้างหนุ้ สว่ นจำกดั ภาพพมิ พ์

เบียทริซ แคมป์ และคณะ. (2550). เส้นดา้ ยอเมรกิ นั ในพืน้ ฟ้าล้านนาความรว่ มมอื ของอเมรกิ นั ในภาคเหนือ.
[American Threads in the Lanna Fabric U.S. Involvement in Northern Thailand]
(ปานทพิ ย์ ชชั วาลาและ ธีรยุพา สุคนธพันธ์ุ, แปล) เชยี งใหม่ : สถานกงสลุ ใหญส่ หรฐั อเมริกา

กานนา สงกรานต์. (2560). ประวัตกิ ารศึกษาไทย. (ออนไลน)์ .
เขา้ ถึงได้จาก https://www.gotoknow.org/posts. (วนั ทค่ี น้ ขอ้ มูล : 10/11/2564).

สถานทูตสหรฐั ฯและสถานกงสุลในประเทศไทย. มติ รภาพสหรฐั ฯ-ไทยด้านการศึกษาและวัฒนธรรม.
(ออนไลน์). เข้าถึงไดจ้ าก https://th.usembassy.gov/th. (วันที่คน้ ขอ้ มูล : 10/11/2564).

Tony Education. ระบบการศกึ ษาอเมรกิ า. (2561). (ออนไลน)์ .
เข้าถึงไดจ้ าก https://tonyeducation.com/american-education-system/.
(วนั ที่คน้ ขอ้ มูล : 10/11/2564).


Click to View FlipBook Version