รำวง
มาตรฐาน
สารบัญ
1.ประวัติรำวงมาตรฐาน
2.เพลงรำวงมาตรฐาน
3.ท่ารำ
4.เครื่องดนตรี
5.การแต่งกาย
ประวัติรำวง
มาตรฐาน
รำวงมาตรฐาน เป็นการแสดงที่มีวิวัฒนาการมาจาก “รำโทน”
เป็นการรำและร้องของชาวบ้าน ซึ่งจะมีผู้ชายและผู้หญิง รำกัน
เป็นคู่ๆ รอบๆ ครกตำข้าวที่วางคว่ำไว้ หรือไม่ก็รำกันเป็นวงกลม
โดยมีโทนเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ ลักษณะการรำ และ
การร้องเป็นไปตามความถนัด ไม่มีแบบแผนกำหนดไว้
ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 – 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่
2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อ
วันที่ 8ธันวาคม 2484เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย
โดยใช้เส้นทางต่างๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธ
และกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งใน
ขณะนั้นประเทศไทยมี จอมพล ป (แปลก) พิบูลสงคราม เป็น
นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพ
ในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่
ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของ
ฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศ
โดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์
ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่ง
สร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็ นจำนวน
มาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น
1
เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะ
มองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชน
ชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาด
กลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเครียด
ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมา
ร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ “การเล่นรำโทน” คำร้อง ทำนองและ
การแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้ นความสะดวกสบาย
สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด
ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2487 รัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอัน
สวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มี
ระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่าง
ชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้ อนรำของไทยนี้มิได้
มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่
แสดงออกว่าเป็นชาติ ที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรม
ศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบใน การปรับปรุงและพัฒนาการรำ
(รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมาก
ยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนองเพลง และนำท่ารำจาก
แม่บทกำหนดเป็ นท่ารำเฉพาะแต่ละเพลงอย่างเป็ นแบบแผน
2
เพลงในรำวงมาตรฐาน
รำวงมาตรฐาน ประกอบด้วยเพลงทั้งหมด 10 เพลง
กรมศิลปากร แต่งเนื้อร้องจำนวน 4 เพลงคือ
1.เพลงงามแสงเดือน (เพลงที่ 1)
2.เพลงชาวไทย (เพลงที่ 2)
3.เพลงรำมาซิมารำ (เพลงที่ 3)
4.เพลงคืนเดือนหงาย (เพลงที่ 4)
ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม แต่งเนื้อร้อง
เพิ่มอีก 6 เพลงคือ
1. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ (เพลงที่ 5)
2.เพลงดอกไม้ของชาติ (เพลงที่ 6)
3. เพลงหญิงไทยใจงาม (เพลงที่ 7)
4. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้ า (เพลงที่ 8)
5.เพลงยอดชายใจหาญ (เพลงที่ 9)
6.เพลงบูชานักรบ (เพลงที่ 10)
3
เพลงงานแสงเดือน
ทำนอง : อาจารย์มนตรี ตราโมท
ความหมายเพลง : ยามที่แสงจันทร์ส่องมายังโลกทำให้โลกนี้ ดู
สวยงาม ผู้คนที่มาเล่นรำวงยามที่แสงจันทร์ส่องก็มีความงดงามด้วย การรำวงนี้
เพื่อให้มีความสนุกสนาน มีความสามัคคีกัน และละทิ้งความทุกข์ให้หมดสิ้นไป
เนื้ อเพลง:
งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้ าเมื่ออยู่วงรำ (ซ้ำ)
เปลื้องทุกข์วายระกำ
เราเล่นกันเพื่อสนุก
ขอให้เล่นฟ้ อนรำ เพื่อสามัคคีเอย
เพลงชาวไทย
ทำนอง : อาจารย์มนตรี ตราโมท
ความหมายเพลง : หน้ าที่ที่ชาวไทยพึงมีต่อประเทศชาตินั้น เป็นสิ่ง
ที่ทุกคนควรกระทำ อย่าได้ละเลยไปเสีย ในการที่เราได้มาเล่นรำวงกันอย่าง
สนุกสนาน ปราศจากทุกข์โศกทั้งปวงนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยเรามีเอกราช
ประชาชนมีเสรีในการคิดจะทำสิ่งใด ๆ ดังนั้นเราจึงควรช่วยกันเชิดชูชาติ
ไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เพื่อความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นของไทยเราตลอดไป
เนื้อเพลง :
ชาวไทยเจ้าเอ๋ย ขออย่าละเลยในการทำหน้ าที่
การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้
เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์
เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ
เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเราเอย
4
เพลงรำมาซิมารำ
ทำนอง : อาจารย์มนตรี ตราโมท
ความหมายเพลง : ขอพวกเรามาเล่นรำวงกันให้สนุกสนานเถิดในยาม
ว่างเช่นนี้จะได้คลายทุกข์ ถึงเวลางานเราก็จะทำงานกันจริง ๆ เพื่อจะได้ไม่
ลำบาก และการรำก็จะรำอย่างมีระเบียบแบบแผน ตามวัฒนธรรมไทยของเรา
แล้วจะดูงดงามยิ่ง
เนื้อเพลง :
รำมาซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก
ยามงานเราทำงานกันจริง ๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขุก
ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์
ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม
เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ
มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้ อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย
เพลงคืนเดือนหงาย
ทำนอง : อาจารย์มนตรี ตราโมท
ความหมายเพลง : เวลากลางคืน เป็นคืนเดือนหงาย มีลมพัดมาเย็น
สบายใจ แต่ก็ยังไม่สบายใจเท่ากับการที่ได้ผูกมิตรกับผู้อื่น และที่ร่มเย็นไป
ทั่ว ทุกแห่งยิ่งกว่าน้ำฝนที่โปรยลงมา ก็คือการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่
เป็นเอกราช มีธงชาติไทยเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร่มเย็นทั่วไป
เนื้อเพลง :
ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพายโบกพริ้วปลิวมา
เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา
เย็นร่มธงไทยปกไปทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ ามาประพรมเอย
5
เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ
ทำนอง : อาจารย์มนตรี ตราโมท
ความหมายเพลง : พระจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้ า
นั้นช่างดูสวยงาม เพราะเป็นพระจันทร์ทรงกลด คือมีแสงเลื่อม
กระจายออกรอบดวงจันทร์ทั้งดวง แต่ถึงจะงามอย่างไรก็ยังไม่เท่า
ความงามของดวงหน้ าหญิงสาว ที่ดูผุดผ่องมีน้ำมีนวล อีกทั้งรูปร่างก็
ดูสมส่วน กิริยาวาจาก็อ่อนหวานไพเราะ สมแล้วกับที่เปรียบว่าหญิง
ไทยนี้คือดอกไม้
เนื้อเพลง :
ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา
ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา
แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้ า
ไม่งามเท่าหน้ า นวลน้ องยองใย
งามเอยแสงงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย
งามวงพักตร์ยิ่งดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม
อ่อนหวานจับใจ
วาจากังวาน ยั่วยวนหทัย
รูปทรงสมส่วน ขวัญใจชาติเอย
สมเป็ นดอกไม้
6
เพลงดอกไม้ของชาติ
ทำนอง : อาจารย
์มนตรี ตราโมท
ความหมายเพลง : ผู้หญิงไทยเปรียบเสมือนดอกไม้อันเป็น
เอกลักษณ์ของประเทศไทย การร่ายรำด้วยการแสดงออกอย่างอ่อนช้อย
งดงามตามรูปแบบความเป็ นไทยแสดงให้เห็นถึงความเจริญทางด้าน
วัฒนธรรมของคนไทย นอกจากผูหญิงจะดีเด่นทางด้านความงามแล้วยังมี
ความอดทน สามารถทำงานบ้าน ช่วยเหลืองานผู้ชายหรือแม้งานสำคัญ ๆ
ระดับประเทศก็สามารถช่วยเหลือได้เป็ นอย่างดีไม่แพ้ผู้ชาย
เนื้อเพลง :
(สร้อย)
ขวัญใจดอกไม้ของชาติ งามวิลาศนวยนาดร่ายรำ (ซ้ำ)
เอวองค์อ่อนงาม ตามแบบนาฏศิลป์
ชี้ชาติไทยเนาว์ถิ่น เจริญวัฒนธรรม
งามทุกสิ่งสามารถ (สร้อย)
ดำเนินตามนโยบาย
สร้างชาติช่วยชาย
สู้ทนเหนื่ อยยากตรากตรำ
(สร้อย)
7
เพลงหญิงไทยใจงาม
ทำนอง : ครูเอื้อ สุนทรสนาน
ความหมายเพลง : ดวงจันทร์ที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้ ามี
ความงดงามมาก และยิ่งได้แสงอันระยิบระยับของดวงดาวด้วยแล้ว
ยิ่งทำให้ดวงจันทร์นั้นงามเด่นยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนกับดวงหน้ าของ
หญิงสาวที่มีความงดงามอยู่แล้ว ถ้ามีคุณความดีด้วย ก็จะทำให้หญิง
นั้นงามเป็นเลิศ ผู้หญิงไทยนี้เป็นขวัญใจของชาติ เป็นที่เชิดหน้ าชูตา
ของชาติ รูปร่างก็งดงาม จิตใจก็กล้าหาญ ดังที่มีชื่อเสียงปรากฏอยู่
ทั่วไป
เนื้อเพลง :
เดือนพราว ดาวแวววาวระยับ
แสงดาวประดับ ส่งให้เดือนงามเด่น
ดวงหน้ า โสภาเพียงเดือนเพ็ญ
คุณความดีที่เห็น เสริมให้เด่นเลิศงาม
ขวัญใจ หญิงไทยส่งศรีชาติ
รูปงามพิลาศ ใจกล้ากาจเรืองนาม
เกียรติยศ ก้องปรากฏทั่วคาม
หญิงไทยใจงาม ยิ่งเดือนดาวพราวแพรว
8
เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า
ทำนอง : ครูเอื้อ สุนทรสนาน
ความหมายเพลง : ในเวลาค่ำคืนท้องฟ้ ามีดวงจันทร์
ประจำอยู่ ในใจของชายก็มีหญิงอันเป็นสุดที่รักประจำอยู่เช่นกัน
สิ่งที่เทิดทูนยกย่องไว้ก็คือ ชาติไทยที่เป็นเอกราช มีอิสระแก่ตน
ไม่ขึ้นกับใคร และสิ่งที่แนบสนิทอยู่ในใจของชายก็คือหญิงอันเป็น
สุดที่รัก
เนื้อเพลง :
ดวงจันทร์ขวัญฟ้ า ชื่นชีวาขวัญพี่
จันทร์ประจำราตรี แต่ขวัญพี่ประจำใจ
เอกราชอธิปไตย
ที่เทิดทูนคือชาติ คือขวัญใจพี่เอย
ถนอมแนบสนิทใน
9
เพลงยอดชายใจหาญ
ทำนอง : ครูเอื้อ สุนทรสนาน
ความหมายเพลง : ขอผูกมิตรไมตรีกับชายผู้กล้าหาญ และจะขอ
มีส่วนในการทำประโยชน์ทำหน้ าที่ของชาวไทย แม้จะลำบากยากแค้น ก็
จะขอช่วยเหลือจนเต็มความสามารถ
เนื้อเพลง :
โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี
น้ องขอร่วมชีวี กอร์ปกรณีกิจชาติ
แม้สุดยากลำเค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม
น้ องจักสู้พยายาม ทำเต็มความสามารถ
10
เพลงบูชานักรบ
ทำนอง : ครูเอื้อ สุนทรสนาน
ความหมายเพลง : น้ องรักและบูชาพี่ เพราะมีความกล้าหาญ เป็น
นักสู้ที่เก่งกล้าสามารถสมกับเป็ นชายชาตินักรบที่มีความมานะอดทน
แม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญ พี่ก็ต่อสู้จนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว นอกจากนี้ ยัง
ขยันขันแข็งในงานทุกอย่าง อุตส่าห์สร้างหลักฐานให้มั่นคง และพี่ยังมี
ความรักในชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าชีวิต ยอมสละได้แม้ชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อ
ให้ชาติไทยคงอยู่คู่โลกต่อไป
เนื้อเพลง :
น้ องรักรักบูชาพี่ ที่มั่นคงที่มั่นคงกล้าหาญ
เป็ นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดิ์ชาตินักรบ
น้ องรักรักบูชาพี่ ที่มานะที่มานะอดทน
หนักแสนหนักพี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ
น้ องรักรักบูชาพี่ ที่ขยันที่ขยันกิจการ
บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำทุกด้านทำทุกด้านครันครบ
น้ องรักรักบูชาพี่ ที่รักชาติที่รักชาติยิ่งชีวิต
เลือดเนื้ อพี่พลีอุทิศ ชาติยงอยู่ยงอยู่คู่พิภพ
11
ท่ารำ
12
เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง รำโทน หรือ รำวง นั้น
แต่เดิม มีเครื่องดนตรีประกอบการรำ คือ โทน ฉิ่ง กรับ ต่อ
มาเมื่ อมีการพัฒนารำโทนขึ้นจนเป็ นรำวงมาตรฐานจนถึง
ปัจจุบัน จึงได้เพิ่มเครื่องดนตรีประกอบเป็นวงดนตรีไทย
หรือใช้ในวงดนตรีสากล บรรเลงประกอบรำวงมาตรฐาน
กรับ โทน
ฉิ่ง
13
การแต่งกาย
รำวงมาตรฐานนิยมเล่นในงานรื่นเริงบันเทิงต่าง ๆ และยังนิยม
นำมาใช้เล่นแทนการเต้นรำ สำหรับเครื่องแต่งกายก็มีการ
กำหนดการแต่งกายของผู้แสดงให้มีระเบียบ ซึ่งครั้งแรกปรากฏ
การแต่งกายแบบชุดสากลนิยมในสมัยนั้น
แบบที่ 1 แบบชาวบ้าน
ชาย นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอพวงมาลัย เอวคาดผ้าห้อย
ชายด้านหน้ า
หญิง นุ่งโจงกระเบน ห่มผ้าสไบอัดจีบ ปล่อยผม ประดับดอกไม้
ที่ผมด้านซ้าย คาดเข็มขัด ใส่เครื่องประดับ
แบบที่ 2 แบบรัชกาลที่ 5
ชาย นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อราชปะแตน ใส่ถุงเท้า รองเท้า
หญิง นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อลูกไม้ สไบพาดบ่าผูกเป็นโบว์ทิ้ง
ชายไว้ข้างลำตัว ใส่เครื่องประดับมุก
14
แบบที่ 3 แบบสากลนิยม
ชาย นุ่งกางเกง สวมสูท ผูกเนคไท
หญิง นุ่งกระโปรงป้ ายข้าง ยาวกลอมเท้า ใส่เสื้อคอกลม
แขนกระบอก
แบบที่ 4 แบบราตรีสโมสร
ชาย นุ่งกางเกง สวมเสื้อพระราชทาน เอวคาดผ้าห้อยชายด้านหน้ า
หญิง นุ่งกระโปรงยาวจีบหน้ านาง ใส่เสื้อจับเดรป มีชายผ้าห้อยจาก
บ่าลงไปทางด้านหลัง เปิดไหล่ขวา ศีรษะทำผมเกล้าเป็นมวยสูง ใส่
เกี้ยว และเครื่องประดับ
15
แบบรัชกาลที่ 5 แบบสากลนิยม แบบราตรีสโมสร รูปแบบใด
รูปแบบหนึ่งมาแต่งก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ โอกาส และ
ความเหมาะสมของการนำไปใช้ในการแสดงแต่ละครั้ง
16