คู่มือศิษยาภิบาล (ฉบับแก้ไขใหม่) กนกบรรณสาร (OMF Publishers) 86/122-4 ซ.ท่าข้าม 28/1 ถ.พระราม 2 เขตบางขุนเทียน กทม. 10150 โทร. 0 2417 2511-3 แฟกซ์ 0 2417 2510 www.kanokbannasan.org E-mail: [email protected]
หนังสือของกองคริสเตียนบรรณศาสตร์ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โดยส�านักพิมพ์กนกบรรณสาร ห้ามลอกเลียนส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากผู้จัดพิมพ์เท่านั้น Copyright © 2007 Kanok Bannasan (OMF Publishers) www.kanokbannasan.org ISBN 974-9579-27-5 เลขที่ A 602/8 พิมพ์ครั้งที่ 8 กุมภาพันธ์ 2014 พิมพ์ที่ ด่านสุทธาการพิมพ์
สารบัญ ผู้รับใช้พระเจ้า 5 พิธีสมรส 7 พิธีศพ 29 พิธีบัพติศมา 61 พิธีมหาสนิท 65 พิธีถวายบุตร 73 การรับสมาชิกคริสตจักร 79 พิธีแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คริสตจักร 87 พิธีสถาปนาศิษยาภิบาล 95 พิธีถวายตัวเพื่อรับใช้งานของพระเจ้า 99 พิธีสร้างคริสตจักร 103 พิธีวางศิลาหัวมุมอาคาร 105 พิธีถวายคริสตจักร 107 พิธีถวายบ้านหลังใหม่ของศิษยภิบาลหรือบ้านคริสเตียน 115
ผู้รับใช้พระเจ้า ศิษยาภิบาลและผู้ปกครองของคริสตจักรเป็นผู้รับใช้ พระเจ้าที่มีหน้าที่อันสูงส่งและน่านับถือ ไม่ว่าจะเป็นพิธีถวายบุตร ก็ดี พิธีสมรสก็ดี ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงเหล่านี้ล้วนตก อยู่กับผู้รับใช้พระเจ้า หน้าที่ที่บริสุทธิ์สูงส่งเช่นนี้เราจะกระท�า โดยเต็มความสามารถได้อย่างไร นี่เป็นปัญหาที่ผู้รับใช้พระเจ้า ซึ่งมีความศรัทธาในพระเจ้าด้วยใจจริงจะต้องพิจารณาและหา หนทางแก้ไข ประการแรก ศิษยาภิบาลจะต้องพิจารณาดูสภาพ จิตใจของตนเองเสียก่อน ศิษยาภิบาลควรจะประกอบกิจต่างๆ ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ไม่ควรประกอบพิธีใดๆ ก็ตามโดยถือว่า เป็นภาวะจ�าเป็นที่ตนต้องกระท�า ความรู้สึกเช่นนี้มีความหมาย อย่างยิ่งต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในพิธี ผู้ประกอบพิธีควรถือว่าทุกๆ พิธี ล้วนแต่มีความส�าคัญทั้งสิ้น ถ้าผู้ประกอบพิธีไม่สนใจการท�าพิธี ก็อาจเป็นเหตุให้ผู้อื่นเห็นว่า พิธีนั้นไม่ศักดิ์สิทธิ์หรือเป็น “เพียงการประชุมอย่างหนึ่งเท่านั้น” ประการที่สอง ศิษยาภิบาลจะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับ การแต่งกายให้มาก ต้องให้สุภาพและเหมาะสมกับประเพณี
6 คู่มือศิษยาภิบาล นิยมของท้องถิ่นนั้นๆ ศิษยาภิบาลไม่จ�าเป็นต้องสวมเสื้อผ้า ราคาแพง แต่ควรเป็นเสื้อผ้าที่เรียบร้อยสะอาดสะอ้าน อย่า ปล่อยให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดในตัวศิษยาภิบาลเป็นเหตุให้คนฟังลืม ความส�าคัญของพระเจ้า ความสะอาดเป็นอันดับรองลงมาจาก ความบริสุทธิ์ การเป็นภาชนะที่สะอาดของพระเจ้านั้นมีความหมาย กว้างขวาง ความไม่สะอาดเป็นเรื่องที่ไม่สมควรให้อภัยเลย ประการที่สาม ศิษยาภิบาลจะต้องส�ารวจอิริยาบถของตน และเป็นผู้ที่รู้จักกาลเทศะ กิริยาท่าทางของศิษยาภิบาลเป็น เครื่องสะท้อนให้คนเห็นความส�าคัญของพิธีนั้น ผู้ปฏิบัติ พระราชกิจของพระเจ้าควรท�าหน้าที่เป็นตัวแทนของพระเจ้า อย่างแท้จริง ความสงบเสงี่ยมย่อมเป็นเครื่องหมายของความ เป็นสุภาพบุรุษ การใดๆ ที่ท�าให้พิธีไม่เรียบร้อย เป็นเหตุให้คน เสื่อมศรัทธา เช่น การมาไม่ทันก�าหนดเวลาการประชุม การ ท�าให้พิธีมีน�้าหนักเบาลง หรือท�าพิธียาวนานจนเกินไป ย่อม เป็นการท�าลายความศักดิ์สิทธิ์และเป็นรอยด่างของพิธีนั้นๆ ศิษยาภิบาลจะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คนอื่นไม่ว่า ทางใดก็ตาม ท่านที่รัก พระเจ้าทรงเรียกท่านให้เป็นศิษยาภิบาลที่ดี ของพระองค์ ฉะนั้นจงรักษาต�าแหน่งอันทรงเกียรตินี้ไว้ในทาง ที่เหมาะสม
พิธีสมรส คำ�านำ�า ศิษยาภิบาลควรจะประกอบพิธีสมรสให้สง่าและ ศักดิ์สิทธิ์เท่าๆ กับพิธีมหาสนิท ควรท�าให้คู่สมรสรู้สึกว่าเขา ทั้งสองก�าลังท�าสัตย์ปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ความ สัมพันธ์ในการสมรสก็เป็นแบบฉบับอันดีท�านองเดียวกันกับ ความสัมพันธ์ระหว่างพระคริสต์กับคริสตจักรและกับสาวกของ พระองค์ เหตุฉะนั้นในสมัยนี้ซึ่งมีการหย่าร้างกันมาก พิธีสมรส จึงควรเป็นเครื่องผูกมัดคู่สมรสให้ท�าตามค�าสั่งของพระเจ้าเป็น อย่างยิ่ง ศิษยาภิบาลควรหาหลักประกันที่เป็นสวัสดิภาพให้แก่ คู่สมรส และพึงระลึกไว้เสมอว่า พระเจ้าทรงห้ามมิให้ประกอบ พิธีสมรสให้แก่บุคคลบางประเภท เช่น คนที่ฟ้องหย่าภรรยา หรือหย่าสามีมาแล้ว หรือคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า ดังข้อพระคัมภีร์ ซึ่งกล่าวไว้ว่า “อย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ” การปฏิเสธ ที่จะท�าพิธีให้แก่คู่สมรสที่เห็นว่าไม่สมควรนั้นต้องท�าด้วยความ ระมัดระวัง และหากศิษยาภิบาลชี้แจงด้วยเหตุผลอย่างสุภาพ
8 คู่มือศิษยาภิบาล ก็อาจมีโอกาสให้ค�าแนะน�าตักเตือนได้บ้าง แต่ท่านไม่มีความ จ�าเป็นใดๆ ที่จะต้องประกอบพิธีสมรสให้แก่บุคคลที่ไม่อยู่ใน มาตรฐานของพระคริสตธรรมคัมภีร์ หมายเหตุ ผู้ประกอบพิธีสมรสในประเทศไทยพึง ตระหนักว่าชายและหญิงที่จะเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตาม กฎหมาย จ�าเป็นต้องจดทะเบียนสมรสกันตามแบบที่ทาง ราชการก�าหนดไว้เท่านั้น การประกอบพิธีทางศาสนาอย่าง เดียวไม่อาจท�าให้เป็นสามีภรรยากันได้ ฉะนั้นศิษยาภิบาล ควรแนะน�าให้คู่สมรสไปจดทะเบียนสมรสก่อน แล้วจึงท�าพิธี ทางศาสนาให้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันความยุ่งยากซึ่งอาจเกิดขึ้นใน ภายหลัง ศิษยาภิบาลควรร่วมปรึกษาหารือกับคู่บ่าวสาวถึงเรื่อง ต่างๆ ก่อนท�าพิธีสมรสดังนี้ ก. ความศักดิ์สิทธิ์และข้อผูกพันซึ่งจะต้องมีต่อกัน หลังจากแต่งงานกันแล้ว ข. ทั้งสองฝ่ายมีความจ�าเป็นจะต้องปรับปรุงตัวเองให้ เข้าระดับมาตรฐาน เพื่อให้ชีวิตสมรสมีความสุข ตลอดไป
พิธีสมรส 9 ค. ทั้งคู่ต้องถนอมชีวิตสมรสไว้ด้วยความรัก ความคิด ไตร่ตรองที่รอบคอบ และท�าความเข้าใจในเรื่องเพศ ด้วยกัน ง. มีการเตรียมร่างกายให้พร้อมต่อชีวิตสมรส โดย หารือกับแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไว้ใจได้ จ. ให้ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจของครอบครัว การใช้จ่าย ภายในบ้าน การออมทรัพย์ และการถวายสิบลด ส�าหรับงานของพระเจ้า ฉ. ให้ค�าแนะน�าเรื่องการถวายตัวและครอบครัวไว้กับ พระคริสต์ให้พระองค์เป็นเอกในจิตใจและในบ้าน จัดให้มีการนมัสการประจ�าวันในครอบครัว รู้จัก รักษาวันของพระเจ้าให้บริสุทธิ์และไปนมัสการ พระเจ้าเป็นประจ�า นอกจากนั้นหากยังมีเรื่องอื่นใดที่เหมาะสมกับชีวิตสมรส ก็ควรแนะน�าเพิ่มเติม ศิษยาภิบาลอาจประกอบพิธีสมรสอย่างย่อโดยมีเพียง ศิษยาภิบาลกับพยานสองหรือสามคนเท่านั้น หรืออาจท�า พิธีต่อจากการนมัสการในคริสตจักร หรือถ้าอยากให้เป็น งานใหญ่ก็อาจท�าพิธีที่คริสตจักรหรือที่บ้านโดยมีการเตรียม งานไว้เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งมีการเชิญแขกผู้มีเกียรติมาในพิธี และจัดให้มีการเลี้ยงอาหารหรือน�้าชาและขนมก็ได้ตามความ เหมาะสม ในการเลี้ยงไม่ควรมีสุราหรือบุหรี่ไว้รับรองแขกอย่าง เด็ดขาด ถึงแม้ว่าแขกบางท่านจะมิได้เป็นคริสเตียนก็ตาม
10 คู่มือศิษยาภิบาล ไม่ว่าพิธีแต่งงานนั้นจะเป็นงานใหญ่หรืองานเล็ก ความ มุ่งหมายก็คือ การให้คนทั้งสองได้มาร่วมสัมพันธ์กันและ ปฏิบัติต่อกันด้วยความรัก เจ้าบ่าวเจ้าสาวหรือผู้ปกครองหรือเจ้าภาพมีหน้าที่ใน การเลือกวันเวลาและสถานที่เกี่ยวกับงานสมรส ถ้าจัดเป็นพิธี ใหญ่ก็ควรจะปรึกษาหารือและตกลงทุกสิ่งกับศิษยาภิบาลหรือ ศาสนาจารย์ก่อนที่จะถึงวันประกอบพิธี ควรซักซ้อมให้ทุกคนที่ มีส่วนเกี่ยวข้องรู้ว่าตนมีหน้าที่ต้องท�าอะไรบ้าง รวมทั้งนักร้อง นักดนตรี ปฏิคม และคณะที่จะร่วมในขบวนของเจ้าสาวด้วย ขบวนเข้าสู่พิธีอาจแตกต่างกันไป แล้วแต่จ�านวนคน เข้าร่วมและสถานที่ ตามปกติศิษยาภิบาล เจ้าบ่าว และเพื่อน เจ้าบ่าวจะเดินออกมาจากทางห้องข้างๆ เวที แล้วมายืนอยู่ หน้าเวที ผู้ประกอบพิธีจะยืนตรงกลาง เจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าว ยืนเบื้องหน้าทางด้านซ้ายมือของผู้ประกอบพิธี ทั้งสามคน หันหน้าไปทางผู้รับเชิญที่มาในงาน ส่วนขบวนของเจ้าสาวจะ มีเพื่อนเจ้าสาวหนึ่งหรือสองคนเดินน�า ตามมาด้วยเด็กหญิง ที่เดินช้าๆ และโปรยดอกไม้ และคนสุดท้ายก็คือเจ้าสาวที่ เดินคล้องแขนซ้ายของบิดาหรือผู้ปกครองหรือเจ้าภาพ แล้ว มาหยุดที่เบื้องหน้าทางขวามือของผู้ประกอบพิธี ผู้ที่มาก่อน ให้ยืนชิดขวาสุดและคนต่อๆ มาให้ยืนเรียงมาทางผู้ประกอบพิธี ตามล�าดับ จนในที่สุดเจ้าสาวและบิดาของเจ้าสาวจะยืนอยู่ ตรงหน้าผู้ประกอบพิธี ส่วนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าวจะอยู่ ทางขวาของเจ้าสาว
พิธีสมรส 11 ตามธรรมเนียมทั่วๆ ไปแล้ว ขณะที่ขบวนน�าเจ้าสาว เริ่มเข้ามาในสถานประกอบพิธี แขกผู้รับเชิญจะยืนขึ้นต้อนรับ เป็นการให้เกียรติจนกระทั่งเจ้าสาวมายืนอยู่ต่อหน้าผู้ประกอบ พิธีแล้วจึงนั่งลงได้ เมื่อเสร็จพิธีแล้วเจ้าบ่าวและเจ้าสาว น�าขบวนซึ่งติดตามด้วยเพื่อนเจ้าสาว เพื่อนเจ้าบ่าว และ เด็กหญิงโปรยดอกไม้ เดินออกไปจากสถานที่ประกอบพิธี ข้อควรระวังอย่างหนึ่งก็คือ เจ้าสาวมักจะมาถึงสถานที่ ท�าพิธีสมรสล่าช้า ซึ่งเป็นการไม่สมควรเลยที่จะให้ผู้รับเชิญ ต้องรอคอย คู่สมรสและคณะควรมาถึงที่ท�าพิธีให้ตรงเวลา และขอแนะน�าให้เจ้าภาพบอกช่างภาพว่า ไม่ควรถ่ายภาพ ขณะที่ก�าลังประกอบพิธีสมรส ช่างภาพอาจถ่ายภาพเวลา ขบวนเดินเข้าหรือเดินออก ก่อนหรือหลังพิธีสมรส หาก ต้องการถ่ายภาพขณะก�าลังสวมแหวนหรือภาพอื่นใด ก็ให้ ถ่ายหลังจากเสร็จพิธีแล้ว โดยแสดงท่าทางแบบเดียวกันที่ท�า ในพิธีก็ได้ ผู้ประกอบพิธีควรตระเตรียมการปราศรัยให้ชัดถ้อยชัดค�า และไม่ประหม่า หากมีข้อบกพร่องประการหนึ่งประการใด ผู้ประกอบพิธีควรแก้ไขด้วยการขออภัยและด�าเนินพิธีต่อไป พิธีสมรสแบบที่หนำึ่ง เมื่อทุกสิ่งพร้อมแล้ว ผู้ประกอบพิธีจะกล่าวว่า “ขอให้ เราอธิษฐาน” แล้วอธิษฐานสั้นๆ เปิดการประชุม
12 คู่มือศิษยาภิบาล “ส�าหรับนาย... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าว) พระเจ้า ตรัสสอนผู้เป็นสามีไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ดังนี้ “ ‘ฝ่ายสามีจงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ ทรงรักคริสตจักร และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร เพื่อจะได้ทรงท�าให้คริสตจักรบริสุทธิ์... ไม่มีต�าหนิริ้วรอยหรือ มลทินใดๆ เลย แต่บริสุทธิ์ปราศจากต�าหนิ เช่นนั้นแหละ สามี จึงควรจะรักภรรยาของตน’ “ส่วนนางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) พระเจ้า ได้ทรงสั่งสอนภรรยาไว้ดังนี้ “ ‘ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีของตน เหมือนยอมฟัง องค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือน พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร... พระองค์ทรงเป็น พระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ ฉันใด ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น’ “และส�าหรับคู่สมรสทั้งสองคน ได้มีพระคริสตโอวาท สั่งสอนไว้ดังนี้ว่า “ ‘จงยอมฟังกันและกันด้วยความเคารพในพระคริสต์’ “พระเจ้าทรงผูกพันชีวิตมนุษย์เข้าด้วยกันโดยการสมรส และเป็นศูนย์กลางของชีวิต เมื่อชายหญิงได้เลือกคู่ครองของ ตนเองแล้ว และมาถึงวาระที่เขาทั้งสองยินดีและเต็มใจที่จะ ประกาศการร่วมสัมพันธไมตรีกันโดยเปิดเผยตลอดชีวิต เขา ทั้งสองได้มาสู่แท่นบูชาอันควรแก่การสักการะเฉพาะพระพักตร์
พิธีสมรส 13 ขององค์พระผู้เป็นเจ้าและต่อหน้าเพื่อนมนุษย์ การกระท�า เช่นนี้คู่สมรสได้ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า และ ด�าเนินไปตามวิถีทางที่จะน�าไปถึงความสุขอันแท้จริง การ ผูกพันซึ่งท่านทั้งสองก�าลังกระท�า บัดนี้เป็นการผูกพันที่ใกล้ชิด สนิทสนมกันที่สุด เป็นการผูกพันที่สุภาพอ่อนโยน และเป็น สัมพันธภาพที่ก่อรากฐานขึ้นด้วยประสบการณ์และด้วยความ รักใคร่ของแต่ละฝ่าย ส�าหรับบุคคลที่เชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ย่อมเชื่อว่า การสมรสคือการผูกพันกันต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าทรงสถาปนาการแต่งงานเพื่อให้มนุษย์มีความสุขและ มีสวัสดิภาพถาวรอันแท้จริง “พระเจ้าทรงสั่งสอนเราว่า “ ‘ความรักนั้นก็อดทนนานและกระท�าคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจ�าความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวัง อยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสูญสิ้น’
14 คู่มือศิษยาภิบาล “ความสัมพันธ์ทางใจและกายด้วยอุดมคติอันสูงส่งเช่นนี้ หาใช่การผูกพันด้วยความหมายตื้นๆ หรือไร้สติ แต่ควรเป็นไป ด้วยความเคารพ มีการไตร่ตรองอย่างสุขุมรอบคอบ และ ด้วยความเกรงกลัวพระเจ้า บัดนี้ท่านทั้งสองก็ก�าลังเข้ามาอยู่ ในความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้แล้ว” (ถ้าเจ้าสาวมีบิดาหรือผู้อาวุโสเป็นผู้มอบตัว ผู้ประกอบ พิธีจะถามว่า) “ใครเป็นผู้มอบนางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) ให้สมรสกับนาย... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าว)” บิดาของเจ้าสาวตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้มอบ” (หรือ “มารดาของเขาและข้าพเจ้าเป็นผู้มอบ”) แล้วบิดาหรือ ผู้ปกครองอาวุโสของเจ้าสาวจะจับมือของเจ้าสาววางไว้ใน มือขวาของเจ้าบ่าว แล้วกลับไปยังที่นั่งของตน ผู้ประกอบพิธีจะพูดต่อไปว่า “เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงทิพยเนตรและทิพยกรรณ และต่อหน้าผู้มาเป็นสักขีพยานในที่นี้ นาย... (ชื่อและ นามสกุลของเจ้าบ่าว) จะรับนางสาว... (ชื่อและนามสกุลของ เจ้าสาว) ไว้เป็นภรรยาของท่านหรือ ท่านจะรักเธอและเล้าโลม ใจหญิงผู้นี้ ให้เกียรติแก่เธอและจะพิทักษ์รักษาเธอไม่ว่ายาม สุขหรือทุกข์ โดยสัญญาว่าจะสงวนหญิงนี้ไว้ในพันธสัญญาที่ บริสุทธิ์และจะเลิกสัญญาไม่ได้ จนกว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จ กลับมา หรือจนกว่าพระเจ้าจะแยกท่านทั้งสองด้วยความตาย”
พิธีสมรส 15 “ท่านสัญญาอย่างนี้หรือ” เจ้าบ่าวจะตอบว่า “ข้าพเจ้า ขอสัญญาเช่นนั้น” “เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงทิพยเนตรและทิพยกรรณ และต่อหน้าผู้มาเป็นสักขีพยานในที่นี้ นางสาว... (ชื่อ และนามสกุลของเจ้าสาว) จะรับนาย... (ชื่อและนามสกุลของ เจ้าบ่าว) ไว้เป็นสามีของท่านหรือ ท่านจะรักเขาและเล้าโลม ใจชายผู้นี้ ให้เกียรติแก่เขาและจะพิทักษ์รักษาเขาไม่ว่ายาม สุขหรือทุกข์ โดยสัญญาว่าจะสงวนชายนี้ไว้ในพันธสัญญาที่ บริสุทธิ์และจะเลิกสัญญาไม่ได้ จนกว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จ กลับมา หรือจนกว่าพระเจ้าจะแยกท่านทั้งสองด้วยความตาย” “ท่านสัญญาอย่างนี้หรือ” เจ้าสาวจะตอบว่า “ข้าพเจ้า ขอสัญญาเช่นนั้น” เจ้าบ่าวจะหันหน้าไปทางเจ้าสาว จับมือขวาของ เจ้าสาวไว้และพูดดังนี้ (ว่าตามค�าพูดของผู้ประกอบพิธี) “ข้าพเจ้านาย... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าว) จะขอรับ นางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) ไว้เป็นภรรยา ของข้าพเจ้าและสัญญาว่า จะรักใคร่ผูกพันเธออย่างสุดใจ และจะพิทักษ์รักษาเธอด้วยทรัพย์สมบัติทั้งหมดซึ่งเป็นส่วน ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้เกียรติแก่เธอ และจะร่วมใน พระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้า” เจ้าสาวหันมาทางเจ้าบ่าวและจับมือขวาของเขาแล้ว พูดว่า (ว่าตามค�าพูดของผู้ประกอบพิธี) “ข้าพเจ้านางสาว...
16 คู่มือศิษยาภิบาล (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) ขอรับนาย... (ชื่อและนามสกุล ของเจ้าบ่าว) ไว้เป็นสามีของข้าพเจ้า ไม่ว่าท่านจะไปที่ไหน ข้าพเจ้าจะขอติดตามท่านไปที่นั่น ท่านพักอยู่ ณ ที่ใด ข้าพเจ้าจะพักกับท่านที่นั่น ญาติของท่านจะเป็นญาติของ ข้าพเจ้า และพระเจ้าของท่านจะเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้าด้วย” ถ้ามีการให้แหวน ผู้ประกอบพิธีจะพูดว่า “เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความสัมพันธ์อันส�าคัญครั้งนี้ ทั้งสองจะให้แหวนสมรสแก่กันและกัน” ตอนนี้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะสวมแหวนให้กันและกัน เพื่อนเจ้าบ่าวจะต้องเตรียมแหวนยื่นให้เจ้าบ่าว และเจ้าบ่าว จะสวมแหวนที่นิ้วนางมือซ้ายของเจ้าสาว และเพื่อนเจ้าสาว จะยื่นแหวนให้แก่เจ้าสาว แล้วเจ้าสาวจะสวมแหวนที่นิ้วนาง มือซ้ายของเจ้าบ่าว ผู้ประกอบพิธี “แหวนนี้เป็นวงกลมเชื่อมกันสนิท ไม่มี จุดเริ่มต้นและไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นทองค�าอันเป็นธาตุที่ บริสุทธิ์และถาวร อันเป็นหมายส�าคัญของชีวิตสมรสที่บริสุทธิ์ และยั่งยืน ซึ่งคู่บ่าวสาวจักมอบให้แก่กันและกัน เครื่องหมาย แห่งการสมรสนี้จะเป็นตราประทับดวงใจของท่านทั้งสอง ตลอดกาลนาน ตั้งแต่บัดนี้ไปเป็นนิจนิรันดร์ “ให้เราร่วมใจกันอธิษฐานถวายตัว” (คู่สมรสจะคุกเข่าลง ขณะที่ก�าลังคุกเข่าอยู่นี้ ที่ประชุมจะร้องเพลงสักบทหนึ่ง หรือ จะมีการร้องเพลงพิเศษก็ได้ แล้วจึงอธิษฐาน)
พิธีสมรส 17 “ตามที่นาย... (ออกชื่อเจ้าบ่าว) และนางสาว... (ออก ชื่อเจ้าสาว) ได้สมรสกันในพิธีอันบริสุทธิ์ ซึ่งพระเจ้าและ แขกผู้มีเกียรติเป็นพยาน ณ ที่นี้ โดยอาศัยอ�านาจที่ได้รับจาก องค์พระผู้เป็นเจ้าในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ บัดนี้ข้าพเจ้าขอประกาศว่าบุคคลทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน แล้ว และได้ผูกพันกันด้วยพิธีสมรสอันบริสุทธิ์ เมื่อพระเจ้า ทรงท�าให้สองคนนี้ผูกพันกันแล้ว อย่าให้มนุษย์ผู้ใดบังอาจแยก เขาออกจากกัน” เจ้าบ่าวและเจ้าสาวลุกขึ้น “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านทั้งสองจงร่วมชีวิตเคียงบ่า เคียงไหล่กัน จงให้ความรักเป็นเครื่องประสานชีวิตของท่านทุก ด้าน และจงให้แหวนซึ่งท่านได้สวมให้แก่กันและกันนั้น เป็น สัญลักษณ์แห่งความรักและความสุขอันไม่มีที่สิ้นสุด “ขอให้พระคริสต์ทรงเป็นประมุขในครอบครัวของท่าน ทั้งสอง จงให้พระเยซูคริสต์ทรงร่วมฟังการสนทนาของท่านทุก ครั้ง และขอพระเจ้าทรงโปรดประสิทธิ์ประสาทพรให้ครอบครัว ใหม่ของท่านมีความสุขความเจริญ เปี่ยมล้นไปด้วยพระคุณ และความรักของพระองค์ เพื่อให้การสมรสของท่านมีความ ผาสุกตลอดไป “ขอพระเจ้าทรงปกป้องรักษาท่าน ขอพระองค์ทรง ส่องสว่างในชีวิตของท่าน และประทานความสุขให้แก่ท่าน ข้าพเจ้าขอสิ่งเหล่านี้ในพระนามของพระบิดา พระบุตร และ พระวิญญาณบริสุทธิ์ อาเมน”
18 คู่มือศิษยาภิบาล ตอนนี้เป็นจังหวะที่ศิษยาภิบาลจะประกาศให้ที่ประชุม รับทราบโดยขนานนามใหม่ของคู่สมรสว่า “ข้าพเจ้าขอแนะน�า ให้รู้จักนาย... และนาง... (นามสกุลของเจ้าบ่าว) ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป” เสร็จพิธีแล้วให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเดินออกไปคอยอยู่ ณ ที่สมควรเพื่อรับการแสดงความยินดีจากผู้ที่มาในงาน พิธีสมรสแบบที่สอง “พระเยซูคริสต์กับมารดาของพระองค์และบรรดาสาวก ได้รับเชิญไปในงานสมรสของบ่าวสาวคู่หนึ่ง พระเยซูได้ ทรงกระท�าการอัศจรรย์ครั้งแรกเพื่อช่วยให้งานสมรสครั้งนั้น ลุล่วงไปด้วยดี จึงท�าให้เจ้าภาพได้รับเกียรติอย่างสูง ท�านอง เดียวกัน เราพากันมาชุมนุมในที่นี้เพื่อเป็นสักขีพยานในงาน สมรสระหว่างนาย... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าว) และ นางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) ซึ่งจะปฏิญาณตน เป็นหุ้นส่วนในความสุขแห่งการสมรสครั้งนี้ร่วมกัน เราขอ แสดงความยินดีในการสมรสครั้งนี้ด้วยค�าอธิษฐานและไมตรีจิต ของคริสเตียน” “นาย... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าว) และนางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) ได้เข้ามาผูกพันโดยการสมรสซึ่ง เป็นพิธีแรกและเก่าแก่ที่สุดในโลก พิธีสมรสนี้องค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ทรงสถาปนาขึ้นเอง และทรงประกอบพิธีครั้งแรกด้วย
พิธีสมรส 19 พระองค์เอง จึงหวังว่าท่านทั้งสองคงตระหนักดีว่า พิธีสมรส ที่ท่านก�าลังเข้าร่วมผูกพันอยู่นี้เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์เพียงไร แม้ว่า มนุษย์จะเหลวไหลหลงกระท�าผิดบาป แต่สาระแห่งพิธีสมรส นี้หาได้เลิกล้มหรือเหลวไหลไปด้วยแต่ประการใดไม่ เพราะ ว่าพระเจ้าได้ทรงอวยพระพรการสมรสครั้งปฐมกาลอย่างไร พระองค์ก็ทรงอวยพระพรการสมรสครั้งต่อๆ มาอย่างนั้นเช่น กัน ท่านจะได้รับการเล้าโลมใจและความสุขในชีวิตสมรส หาก ท่านรับพรนั้นเข้าไว้ในดวงใจของท่านด้วยความอ่อนโยน ด้วย การใช้ความคิด ความอดทน และความระมัดระวัง ข้าพเจ้า ขอก�าชับให้ท่านระลึกอยู่เสมอว่า การเสียสละแก่กันและกัน นั้นเป็นสิ่งส�าคัญยิ่งนัก ซึ่งพระเจ้าทรงหวังอยู่เสมอว่า ท่านจะ อุทิศตัวให้แก่กันและกันตลอดเวลา “ส�าหรับนาย... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าว) พระคริสต์ ได้ทรงให้โอวาทดังนี้ว่า “ ‘ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ ทรงรักคริสตจักร และประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร เพื่อ จะได้ทรงท�าให้คริสตจักรบริสุทธิ์... ไม่มีต�าหนิริ้วรอยหรือ มลทินใดๆ เลย แต่บริสุทธิ์ปราศจากต�าหนิ เช่นนั้นแหละ สามี จึงควรจะรักภรรยาของตน’ “ ‘ส่วนนางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) พระคริสต์ ก็ได้สอนไว้ดังนี้ว่า
20 คู่มือศิษยาภิบาล “ ‘ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีของตน เหมือนยอมฟัง องค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือน พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร... พระองค์ทรงเป็น พระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ ฉันใด ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น’ “พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้สอนทั้งสามีภรรยาไว้ดังนี้ว่า “ ‘จงยอมฟังกันและกันด้วยความเคารพในพระคริสต์’ “นาย... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าว) ท่านจะรับ นางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) ไว้เป็นภรรยาของ ท่าน และสัญญาว่าจะเลี้ยงดู ทะนุถนอม ให้ความอารักขา และจะเป็นสามีที่ซื่อสัตย์สุจริตจนตลอดชีวิตของท่านทั้งสอง อย่างนั้นหรือ” เจ้าบ่าวตอบว่า “ข้าพเจ้าขอสัญญาเช่นนั้น” “นางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) ท่านจะรับ นาย... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าว) ไว้เป็นสามีของท่านและ สัญญาว่าจะรัก ให้เกียรติ เชื่อฟัง และจะเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ สุจริตจนตลอดชีวิตของท่านทั้งสองอย่างนั้นหรือ” เจ้าสาวตอบว่า “ข้าพเจ้าขอสัญญาเช่นนั้น” “ใครเป็นผู้มอบหญิงผู้นี้ให้สมรสกับชายผู้นี้” บิดาของเจ้าสาวหรือผู้ปกครองหรือเจ้าภาพจะตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้มอบ” แล้วจับมือเจ้าสาวไปวางไว้ในมือขวาของ เจ้าบ่าว เสร็จแล้วกลับไปนั่ง ณ ที่ก�าหนดไว้
พิธีสมรส 21 ต่อไปให้เจ้าบ่าวหันหน้าไปทางเจ้าสาวและจับมือขวา ของเจ้าสาวไว้ แล้วพูดตามที่ผู้ประกอบพิธีกล่าวน�า “ข้าพเจ้านาย... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าว) ขอรับ นางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) ไว้เป็นภรรยา ของข้าพเจ้า และตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะรับและ รักษาหญิงนี้ไว้ ไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์ที่ดีหรือร้าย ไม่ว่าสุขสบายหรือเจ็บป่วย ไม่ว่าจะยากจนลงหรือร�่ารวยขึ้น ข้าพเจ้าจะรักและถนอมเธอไว้ในดวงใจด้วยความรักใคร่ จนกว่าจะตายจากกัน ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตามบทบัญญัติ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า” แล้วให้เจ้าสาวหันหน้าไปทางเจ้าบ่าวและจับมือขวาของ เจ้าบ่าวไว้ แล้วพูดตามถ้อยค�าของผู้ประกอบพิธีดังนี้ว่า “ข้าพเจ้านางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) ขอรับนาย... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าว) ไว้เป็นสามีของ ข้าพเจ้า และตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะรับและรักษา ชายนี้ไว้ ไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์ที่ดีหรือร้าย ไม่ว่า สุขสบายหรือเจ็บป่วย ไม่ว่าจะยากจนลงหรือร�่ารวยขึ้น ข้าพเจ้าจะรักและถนอมเขาไว้ในดวงใจด้วยความรักใคร่ และ จะเชื่อฟังเขาจนกว่าจะตายจากกัน ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตาม บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ผู้ประกอบพิธีจะถามว่า “นาย... (ชื่อและนามสกุลของ เจ้าบ่าว) ท่านมีอะไรเป็นเครื่องหมายส�าหรับค�ามั่นสัญญาของ ท่านในครั้งนี้”
22 คู่มือศิษยาภิบาล เจ้าบ่าวตอบว่า “ข้าพเจ้ามีแหวน” เพื่อนเจ้าบ่าวมอบ แหวนให้ผู้ประกอบพิธี ผู้ประกอบพิธีชูแหวนขึ้นแล้วกล่าวว่า “แหวนนี้ท�าด้วย ทองค�าบริสุทธิ์ เป็นของมีค่า ดังนั้น จงให้ความรักของท่าน ทั้งสองมีความบริสุทธิ์ ทั้งยั่งยืนดุจแหวนนี้ตลอดไป” ผู้ประกอบพิธียื่นแหวนให้เจ้าบ่าวแล้วสั่งว่า “จงสวม แหวนนี้ที่นิ้วนางมือซ้ายของเจ้าสาว” หลังจากนั้นผู้ประกอบพิธีพูดกับเจ้าสาวว่า “นางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) ท่านมีอะไรเป็นเครื่องหมาย ส�าหรับค�ามั่นสัญญาของท่านครั้งนี้” เจ้าสาวตอบว่า “ข้าพเจ้ามีแหวน” เพื่อนเจ้าสาวยื่น แหวนให้แก่ผู้ประกอบพิธี ผู้ประกอบพิธียื่นแหวนให้เจ้าสาวแล้วสั่งว่า “จงสวม แหวนนี้ที่นิ้วนางมือซ้ายของเจ้าบ่าว” และกล่าวต่อไปว่า “แหวนวงนี้ท�าเป็นวงกลมหารอยต่อประสานกันไม่ได้ เป็น สัญลักษณ์ของการไม่มีวันสิ้นสุด ดังนั้น ขอให้ความรักของ ท่านทั้งสองจงยั่งยืนสืบไป “แหวนนี้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และหมายถึง การเสียสละโดยไม่มีที่สิ้นสุด จงให้ค�ามั่นสัญญาของทั้งสองฝ่ายนี้ ถาวรสมกับเครื่องหมายที่ท่านทั้งสองได้มอบไว้ต่อกัน “ขอให้เราร่วมใจกันอธิษฐาน”
พิธีสมรส 23 เมื่ออธิษฐานจบแล้ว ผู้ประกอบพิธีจับมือขวาของ เจ้าบ่าวและเจ้าสาวประสานกัน แล้ววางมือของตนลงบนมือ ของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว กล่าวว่า “ตามที่ท่านทั้งสองได้ร่วมใจกันท�าสัตย์ปฏิญาณใน การสมรสอันบริสุทธิ์นี้ เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้า ประจักษ์พยานอันเป็นบรรดาญาติมิตรของท่านทั้งสอง พร้อม ทั้งเครื่องหมายคือแหวน เป็นสัญลักษณ์แห่งค�ามั่นสัญญาต่อ กัน ข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ท�าหน้าที่ประกาศ ค�าสอนของพระองค์ขอประกาศว่า ท่านทั้งสองเป็นสามีภรรยา กันถูกต้องตามบทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อพระเจ้า ทรงผูกพันท่านทั้งสองแล้ว อย่าให้มนุษย์ผู้ใดบังอาจพรากท่าน จากกันเลย” ผู้ประกอบพิธีอธิษฐานขอพระพรปิดพิธีสมรส หลังจากนั้น ให้ผู้ประกอบพิธีแนะน�าให้ที่ประชุมรับทราบและแสดงความ ยินดีกับคู่สมรสในฐานะใหม่ โดยระบุชื่อเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ที่ใช้นามสกุลร่วมกับเจ้าบ่าว พิธีสมรสแบบที่สาม “องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คน เดียว เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น... เพราะเหตุนั้น ผู้ชายจึงละบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และ เขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน
24 คู่มือศิษยาภิบาล “ ‘บุคคลที่พบภรรยาก็พบของดี และได้ความโปรดปราน จากพระเจ้า’ “ ‘ใครจะพบภรรยาที่ดี เธอประเสริฐยิ่งกว่าทับทิมมาก นัก จิตใจของสามีเธอก็วางใจในเธอ และสามีจะไม่ขาดก�าไร เธอท�าความดีให้เขา ไม่ท�าความร้ายตลอดชีวิตของเธอ’ “การสมรสเป็นวาระที่น�าความชื่นชมยินดีมาให้เสมอ และเรายินดีมากขึ้นเมื่อมีพระเยซูเสด็จมาประทับและ อวยพระพรให้ พระเจ้าประทานเกียรติยศและสง่าราศีแก่พิธีนี้ เพราะว่าพระเจ้าทรงมุ่งหมายที่จะประทานพระพรและ ความสุขแก่ท่าน ฉะนั้นขอให้เราอัญเชิญพระองค์มาประทับ และเป็นประธานในที่นี้ เพื่อทรงเป็นพยานและทรงอวยพระพร ให้ค�ามั่นสัญญาของท่านต่อหน้าที่ประชุมนี้สัมฤทธิ์ผลด้วย “ขอให้เราอธิษฐาน” ผู้ประกอบพิธีอธิษฐานเปิดพิธีแต่ เพียงย่อๆ ผู้ประกอบพิธีถามว่า “ใครเป็นผู้มอบนางสาว... (ชื่อ และนามสกุลของเจ้าสาว) ให้สมรสกับนาย... (ชื่อและ นามสกุลของเจ้าบ่าว)” บิดาของเจ้าสาวหรือผู้แทนจะตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ มอบ” (หรือ “มารดาของเขาและข้าพเจ้าเป็นผู้มอบ”) แล้ว บิดาของเจ้าสาวจะไปนั่ง ณ ที่นั่งของตนตามที่จัดไว้ ผู้ประกอบพิธีจะถามว่า “นาย... (ชื่อและนามสกุล ของเจ้าบ่าว) ท่านจะรับนางสาว... (ชื่อและนามสกุลของ
พิธีสมรส 25 เจ้าสาว) ไว้เป็นภรรยาของท่านหรือ ท่านสัญญาว่าท่านจะรัก และให้เกียรติแก่หญิงผู้นี้ และจะอารักขาเธอให้ปลอดภัย จะ ทะนุถนอมเธอไว้ด้วยความรัก จะเป็นผู้เล้าโลมใจเธอ และ รับเธอไว้ไม่ว่าท่านจะร�่ารวยหรือยากจน ไม่ว่าสุขสบายหรือ เจ็บป่วย จะรับและพิทักษ์รักษาเธอไว้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และจะผูกสมัครรักใคร่กับหญิงนี้แต่ผู้เดียวจนวันตาย ท่าน สัญญาอย่างนั้นหรือ” เจ้าบ่าวจะตอบว่า “ข้าพเจ้าขอสัญญาเช่นนั้น” แล้วผู้ประกอบพิธีจะพูดกับเจ้าสาวว่า “นางสาว... (ชื่อ และนามสกุลของเจ้าสาว) ท่านจะรับนาย... (ชื่อและนามสกุล ของเจ้าบ่าว) ไว้เป็นสามีของท่านหรือ ท่านสัญญาว่าท่าน จะรักเขาและให้เกียรติแก่เขา จะเชื่อฟังเขา จะทะนุถนอม เขาด้วยความรัก จะเล้าโลมจิตใจเขา และจะผูกสมัครรักใคร่ อยู่กับเขาไม่ว่าจะร�่ารวยหรือยากจน ไม่ว่าจะสุขสบายหรือ เจ็บป่วย ท่านจะผูกสมัครรักใคร่อยู่กับเขาจนวันตาย ท่าน สัญญาอย่างนั้นหรือ” เจ้าสาวจะตอบว่า “ข้าพเจ้าขอสัญญาเช่นนั้น” ผู้ประกอบพิธีจะถามว่า “ท่านมีอะไรเป็นเครื่องหมาย แห่งค�าสัญญาของท่าน” เจ้าบ่าวตอบว่า “ข้าพเจ้ามีแหวนวงนี้” เพื่อนเจ้าบ่าวยื่น แหวนให้เจ้าบ่าว เจ้าบ่าวมอบให้ผู้ประกอบพิธีซึ่งจะกล่าวดังนี้
26 คู่มือศิษยาภิบาล “นางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) ท่านยินดี และเต็มใจรับแหวนวงนี้ไว้เป็นเครื่องหมายแห่งความรัก หรือไม่” เจ้าสาวตอบว่า “ข้าพเจ้ายินดีรับ” ผู้ประกอบพิธีจะพูดว่า “แหวนวงนี้เป็นวงกลมท�าด้วย ทองค�าที่มีค่า วงกลมเป็นสัญลักษณ์แห่งความครบบริบูรณ์ ความสะอาดบริสุทธิ์ ความถาวร และความไว้วางใจซึ่งกันและ กัน ฉะนั้นจงให้ความรักของท่านมั่นคงเหมือนกับทองค�าที่ ทนไฟตราบจนตายจากกัน” ผู้ประกอบพิธีมอบแหวนให้เจ้าบ่าวและสั่งว่า “สวม แหวนนี้ที่นิ้วนางมือซ้ายของเจ้าสาว และพูดตามข้าพเจ้าดังนี้ ว่า ‘ข้าพเจ้านาย... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าว) ขอมอบ แหวนวงนี้ให้แก่นางสาว... (ชื่อและนามสกุลของเจ้าสาว) เพื่อ เป็นสักขีพยานว่า ข้าพเจ้าจะรักและถนอมเธอไว้เสมอด้วย ใจจริง’ ” ถ้าเจ้าสาวมีแหวนให้เจ้าบ่าว ผู้ประกอบพิธีก็จะถาม เจ้าสาวในท�านองเดียวกันกับเจ้าบ่าวว่า “ท่านมีอะไรเป็น เครื่องหมายแห่งความรักในการสมรสของท่านวันนี้” เจ้าสาวตอบว่า “ข้าพเจ้ามีแหวน” เพื่อนเจ้าสาวจะยื่นแหวนให้เจ้าสาว แล้วเจ้าสาวยื่นให้ ผู้ประกอบพิธี ผู้ประกอบพิธีจะมอบแหวนให้เจ้าสาวแล้วสั่ง ว่า “จงสวมแหวนนี้ที่นิ้วนางมือซ้ายของเจ้าบ่าว และพูดตาม
พิธีสมรส 27 ข้าพเจ้าดังนี้ว่า ‘ข้าพเจ้านางสาว... (ชื่อและนามสกุลของ เจ้าสาว) ขอมอบแหวนวงนี้แก่นาย... (ชื่อและนามสกุลของ เจ้าบ่าว) เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความผูกพันของเราทั้งสอง ตลอดกาล’ ” ครั้นแล้วผู้ประกอบพิธีจะจับมือขวาของเจ้าบ่าวและ เจ้าสาวประสานกันและกล่าวดังนี้ว่า “ตามที่ท่านทั้งสองต่างร่วมใจกันให้ค�ามั่นและปฏิญาณ ต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้าที่ประชุมนี้ ในฐานะที่ข้าพเจ้า เป็นผู้รับใช้พระเจ้าจึงขอประกาศว่า ท่านทั้งสองเป็นสามี ภรรยากันอย่างถูกต้องในพระนามพระบิดา พระบุตร และ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ใดที่พระเจ้าทรงกระท�าให้ผูกพันกันแล้ว อย่าให้มนุษย์บังอาจแยกเขาออกจากกัน “ให้เราร่วมใจกันอธิษฐาน” ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวคุกเข่าลงเพื่อรับพระพรจาก พระเจ้า เมื่ออธิษฐานเสร็จแล้วให้คู่สมรสลุกขึ้น แล้วผู้ประกอบ พิธีกล่าวว่า “ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรแก่นาย... และนาง... ทรงปกป้องรักษา ส่องสว่าง และประทานความสุขส�าราญแก่ ท่านทั้งสองตลอดไป อาเมน” เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เจ้าบ่าวเจ้าสาวเดินออกไปรออยู่ ณ ที่สมควรเพื่อรับการแสดงความยินดีจากผู้ที่มาในงาน
พิธีศพ คำ�านำ�า เวลาที่ความตายเข้ามาคุกคามครอบครัวคริสเตียน นับ เป็นโอกาสดีที่สุดที่ศิษยาภิบาลจะได้ช่วยเหลือสมาชิกในยาม ที่เขาได้รับความโศกเศร้า ไม่มีเวลาใดที่คริสตสมาชิกจะต้อง พึ่งพาอาศัยศิษยาภิบาลเท่ากับเวลานี้ และไม่มีครั้งใดที่จิตใจ ของสมาชิกจะเปิดกว้างออกต้อนรับความช่วยเหลือจาก ศิษยาภิบาลเท่าเวลานี้ ความรักและการเล้าโลมจิตใจในยามทุกข์ ที่ศิษยาภิบาลมีต่อสมาชิกคริสตจักร จะฝังแน่นอยู่ในจิตใจของ เขาตลอดไป โดยมากศิษยาภิบาลจะทราบข่าวก็ต่อเมื่อสมาชิก ป่วยหนักหรือใกล้ถึงแก่ความตาย ศิษยาภิบาลควรรีบไปเยี่ยม ครอบครัวนั้นโดยเร็วที่สุด เพื่อน�าพระพรของพระเจ้าและความ เล้าโลมใจมายังครอบครัวนั้น ศิษยาภิบาลควรช่วยเหลือในเรื่องการจัดการฝังศพโดย ร่วมมือกับเจ้าภาพตามความเหมาะสม ตลอดจนให้ค�าแนะน�า เกี่ยวกับพิธีศพ และควรแจ้งให้สมาชิกคริสตจักรได้ทราบข่าว เพื่อว่าจะได้ช่วยกันปลอบโยนและช่วยเหลือตามสมควร
30 คู่มือศิษยาภิบาล การแต่งกายของศิษยาภิบาลควรให้เหมาะสมกับงานศพ รวมทั้งกิริยาและวาจา ศิษยาภิบาลควรจะกล่าวถึงชีวิตของ ผู้ตายและการเกี่ยวข้องกับคริสตจักรและสังคม ถ้าเหตุการณ์ และสิ่งแวดล้อมอ�านวยให้พูดเช่นนั้น แต่ไม่มีความจ�าเป็นใดๆ เลย ที่จะพูดเสริมหรือต่อเติมชีวประวัติของผู้ตาย ค�าเทศนาในงานศพ ต้องสั้นและเข้าใจง่าย ประกอบด้วยข้อความที่ช่วยบรรเทา ความทุกข์ใจและข้อความที่ช่วยคนบาปให้รอดพ้นบาป พร้อม ทั้งกล่าวถึงความหวังอันรุ่งโรจน์ของทุกคนที่มีความเชื่อใน พระคริสต์ อย่าแสดงธรรมหรืออธิบายความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องใดยืดยาวเกินควร อันจะเป็นผลเสียต่อการน�าวิญญาณ ของผู้ฟังมาหาพระคริสต์ พิธีที่หลุมฝังศพในสุสานควรท�าให้สั้น หลังจากขอ พระพรปิดการประชุม ณ หลุมฝังศพแล้ว ศิษยาภิบาลควรจะ แสดงความคารวะแก่ครอบครัวของผู้ตายที่ก�าลังเศร้าโศก ควร พูดด้วยถ้อยค�าที่หนุนใจและเล้าโลมใจคนที่ก�าลังโศกเศร้าเหล่านั้น พร้อมกับสัญญาว่าจะไปเยี่ยมครอบครัวของเขาและท�าตาม สัญญานั้น ถ้าคริสตจักรมีวารสารประจ�าสัปดาห์ก็ควรลงข่าวแสดง ความเสียใจ มีบ่อยครั้งที่ทางคริสตจักรจัดให้มีการร้องเพลง ระลึกถึงผู้ตายจากบทเพลงที่ผู้ตายชอบร้องเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ การร้องเพลงเช่นนี้ควรจัดให้มีในวันอาทิตย์แรกถัดจากวันที่ ฝังศพเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพื่อเป็นการตรึงตราความเห็นอกเห็นใจ
พิธีศพ 31 ของคริสเตียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และท�าให้ความรักในคริสตจักร เพิ่มพูนและอบอุ่นยิ่งขึ้น ระเบียบวาระพิธีศพ พิธีศพไม่ควรขาดการเล้าโลมใจและปลุกปลอบให้ เกิดความหวังใจ ในระเบียบการประชุมที่ให้ไว้ต่อไปนี้ เป็น ข้อความที่ขอแนะน�าเพื่อประโยชน์แก่ศิษยาภิบาล รายการที่ บรรจุไว้ในวงเล็บอาจท�าหรือไม่ท�าก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม ระเบียบวาระที่แนำะนำ�าให้ใช้ 1. เพลงน�าก่อนการประชุม 2. อ่านข้อพระคัมภีร์ 3. อธิษฐานเปิดการประชุม 4. เพลงพิเศษ (ถ้ามี) 5. (ข่าวมรณกรรมและประวัติของผู้ตาย) 6. อ่านข้อพระคัมภีร์ในเรื่องที่จะเทศนา 7. อธิษฐาน 8. เพลงพิเศษ (ถ้ามี) 9. เทศนา 10. ขอพระพรปิดการประชุม 11. เพลงปิดการประชุม
32 คู่มือศิษยาภิบาล คำ�าแนำะนำ�าส�าหรับพิธีศพ ข้อพระคำัมภีร์ส�าหรับเปิดการประชุม จงเลือกข้อพระคัมภีร์ด้วยความระมัดระวังให้เหมาะสม กับสภาพจิตใจของผู้ที่ก�าลังทุกข์โศก ศิษยาภิบาลอาจใช้ พระวจนะของพระเจ้าเป็นเป้าหมายของระเบียบการประชุม ในงานศพตลอดงานก็ได้ เช่น การสอนเรื่องความเชื่อ การ เล้าโลมใจ ความหวัง พลังเรื่องสวรรค์ ฯลฯ ข้อพระคัมภีร์ ต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วน ซึ่งศิษยาภิบาลอาจเลือกใช้ ให้เหมาะสมกับกาลเทศะได้ พระเจ้าตรัสว่า “เราเองจะไปกับเจ้า และให้เจ้าได้พัก” (อพยพ 33:14) “ขอให้ข้าพเจ้าตายอย่างคนชอบธรรม และขอให้สุด ปลายชีวิตของข้าพเจ้าเหมือนอย่างของเขา” (กันดารวิถี 23:10) “เหตุฉะนี้พึงทราบเถิดว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่าน เป็นพระเจ้า เป็นพระเจ้าสัตย์ซื่อผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและ ความรักมั่นคงต่อบรรดาผู้ที่รักพระองค์ และรักษาพระบัญญัติ ของพระองค์ถึงพันชั่วอายุคน” (เฉลยธรรมบัญญัติ 7:9)
พิธีศพ 33 “พระเจ้าผู้ด�ารงเป็นนิตย์เป็นที่อาศัยของท่าน และ พระกรนิรันดร์รับรองท่านอยู่” (เฉลยธรรมบัญญัติ 33:27) “พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการ แด่พระนามพระเจ้า” (โยบ 1:21) “แม้พระองค์ทรงประหารข้า ข้ายังจะรอคอยพระองค์” (โยบ 13:15) “แต่ส่วนข้า ข้าทราบว่าพระผู้ไถ่ของข้าทรงพระชนม์อยู่ และในที่สุดพระองค์จะทรงปรากฏบนแผ่นดินโลก... ผู้ซึ่งข้าจะ ได้เห็นเอง และนัยน์ตาของข้าจะได้เห็น ไม่ใช่คนอื่น จิตใจใน ตัวข้าก็อ่อนโหย” (โยบ 19:25, 27) “พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นก�าลังของข้าพระองค์ ทั้งหลาย เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากล�าบาก” (สดุดี 46:1) “พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่ง เข้าไปในนั้นและปลอดภัย” (สุภาษิต 18:10) “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเป็นที่อาศัยของ ข้าพระองค์ทั้งหลายตลอดทุกชั่วชาตพันธุ์ ก่อนที่ภูเขาทั้งหลาย
34 คู่มือศิษยาภิบาล เกิดขึ้นมา ก่อนที่พระองค์ทรงให้ก�าเนิดแผ่นดินโลกและพิภพ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล” (สดุดี 90:1, 2) “ผู้อาศัยอยู่ ณ ที่ก�าบังขององค์พระผู้สูงสุด ผู้อยู่ ในร่มเงาของผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะทูลพระเจ้าว่า ที่ลี้ภัยของ ข้าพระองค์และป้อมปราการของข้าพระองค์ พระเจ้าของ ข้าพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ” (สดุดี 91:1, 2) “ดูเถิด พระเจ้าเป็นความรอดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะ วางใจและไม่กลัว เพราะพระเจ้าทรงเป็นก�าลังและบทเพลง ของข้าพเจ้า และพระองค์ทรงเป็นความรอดของข้าพเจ้าแล้ว” (อิสยาห์ 12:2) “ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพ อันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์ จงวางใจในพระเจ้า เป็นนิตย์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (อิสยาห์ 26:3, 4) “ตาของเจ้าจะเห็นพระราชาทรงสง่าราศี จะเป็นแผ่นดิน ที่ยืดออกไกล” (อิสยาห์ 33:17) “พระองค์ทรงเลี้ยงฝูงแพะแกะของพระองค์อย่างผู้เลี้ยง แกะ พระองค์จะทรงรวบรวมลูกแกะไว้ในพระกรของพระองค์
พิธีศพ 35 พระองค์จะทรงอุ้มไว้ที่พระทรวง และทรงค่อยๆ น�าบรรดาที่ มีลูกอ่อนไป” (อิสยาห์ 40:11) “อย่ากลัวเลยเพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาดเพราะเรา เป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะหนุนก�าลังเจ้า เออ เราจะช่วยเจ้า เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา” (อิสยาห์ 41:10) “เมื่อเจ้าลุยข้ามน�้า เราจะอยู่กับเจ้า เมื่อข้ามแม่น�้า น�้า จะไม่ท่วมเจ้า เมื่อเจ้าลุยไฟ เจ้าจะไม่ไหม้และเปลวเพลิงจะไม่ เผาผลาญเจ้า เพราะเราเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า องค์ บริสุทธิ์แห่งอิราเอลผู้ช่วยให้รอดของเจ้า” (อิสยาห์ 43:2, 3) “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจ ในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคน ที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย” (ยอห์น 11:25, 26) “สาธุการแด่พระเจ้า พระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของ เรา พระบิดาผู้ทรงความเมตตา พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง พระองค์ผู้ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะ สามารถชูใจคนเหล่านั้นที่มีความทุกข์ยากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ด้วยความชูใจซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า” (2 โครินธ์ 1:3, 4)
36 คู่มือศิษยาภิบาล “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มก�าลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขัน จนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว ต่อแต่นี้ไปมงกุฎ แห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้พิพากษาอันชอบธรรมจะทรงประทานเป็นรางวัลแก่ข้าพเจ้า ในวันนั้น และมิใช่แก่ข้าพเจ้าผู้เดียวเท่านั้น แต่จะทรงประทาน แก่คนทั้งปวงที่ยินดีในการเสด็จมาของพระองค์” (2 ทิโมธี 4:7, 8) คำ�าอธิษฐานเปิดพิธีค�าอธิษฐานนี้ควรเป็นไปอย่างสั้นๆ ชัดถ้อยชัดค�าและเหมาะสมกับเหตุการณ์ ทั้งนี้จะเป็นการ เล้าโลมจิตวิญญาณให้สงบลง ท�าให้จิตใจผู้ฟังอ่อนน้อมลงจน ยอมรับพระปัญญาของพระเจ้า ส�านึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ และตระหนักว่าพระเจ้าเสด็จมาประทับและ ประทานการเล้าโลมใจแก่ผู้ที่ก�าลังทุกข์โศก เพลงพิเศษ ศิษยาภิบาลควรปรึกษากับครอบครัวผู้ตาย เพื่อจัดเพลงพิเศษตามความประสงค์ของเขา อาจเป็นเพลงที่ ผู้ตายชอบร้อง หรืออาจเป็นเพลงที่มีข้อความเกี่ยวกับความหวัง และความไว้วางใจในพระเจ้า ถ้าไม่มีนักร้องหรือคณะนักร้อง ก็อาจจะจัดให้ที่ประชุมร้องเพลงบทนั้น หรือศิษยาภิบาลจะ อ่านข้อความในบทเพลงหรือค�ากลอนซึ่งเป็นบทที่เล้าโลมใจ ผู้มาประชุม
พิธีศพ 37 การกล่าวประวัติผู้ตาย ถ้ามีผู้ที่ไม่เคยรู้จักผู้ตายอยู่ในพิธี ฝังศพด้วย ก็ให้ทางครอบครัวเรียบเรียงประวัติผู้ตายอย่างย่อๆ เพื่อให้ศิษยาภิบาลอ่านในที่ประชุม อย่างไรก็ตาม ในประวัติ นั้นไม่ควรยกย่องผู้ตายจนเกินจริง การอ่านข้อพระคำัมภีร์ ควรอ่านช้าๆ และชัดถ้อยชัดค�า เป็นข้อพระคัมภีร์ซึ่งเกี่ยวกับหัวข้อที่จะเทศนา ศิษยาภิบาล อาจเลือกพระคัมภีร์บทหนึ่งบทใดต่อไปนี้ หรืออาจเลือกบทอื่นๆ ก็ได้ ข้อพระคำัมภีร์ส�าหรับคำนำทั่วไป “พระเจ้าทรงเป็นความสว่างและความรอดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะกลัวผู้ใดเล่า พระเจ้าทรงเป็นที่ก�าบังเข้มแข็งแห่ง ชีวิตข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องเกรงใคร... ข้าพเจ้าทูลขอสิ่งหนึ่ง จากพระเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าจะเสาะแสวงหาเสมอ คือที่ข้าพเจ้าจะ ได้อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าตลอดวันเวลาชั่วชีวิตของข้าพเจ้า เพื่อจะดูความงามของพระเจ้าและเพื่อจะพินิจพิจารณาอยู่ใน พระวิหารของพระองค์ เพราะพระองค์จะทรงซ่อนข้าพเจ้าใน ที่ก�าบังของพระองค์ในยามยากล�าบาก พระองค์จะปิดข้าพเจ้า ไว้ภายใต้ร่มพลับพลาของพระองค์ พระองค์จะทรงตั้งข้าพเจ้า ไว้สูงบนศิลา และบัดนี้ศีรษะของข้าพเจ้าจะเชิดขึ้นเหนือศัตรู ของข้าพเจ้าที่อยู่รอบข้าง และข้าพเจ้าจะถวายเครื่องสัตวบูชา ในพลับพลาของพระองค์ด้วยการโห่ร้อง ข้าพเจ้าจะร้องเพลงและ
38 คู่มือศิษยาภิบาล ถวายสดุดีแด่พระเจ้า ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงฟังเมื่อข้าพระองค์ ร้องทูล ขอทรงกรุณาและตรัสตอบข้าพระองค์ พระองค์ตรัสแล้ว ว่า ‘จงหาหน้าของเรา’ จิตใจของข้าพระองค์ทูลพระองค์ว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์แสวงหาพระพักตร์ของพระองค์’... จงรอคอยพระเจ้า จงเข้มแข็งและให้จิตใจของท่านกล้าหาญ เถิด เออ จงรอคอยพระเจ้า” (สดุดี 27:1, 4-8, 14) “ผู้ด�าเนินอย่างชอบธรรมและพูดอย่างเที่ยงธรรม เขา ผู้ดูหมิ่นผลได้จากการบีบบังคับ ผู้สลัดมือของเขา เกรงว่าจะ ถือสินบนไว้ ผู้อุดหูไม่ฟังเรื่องเลือดตกยางออก และหลับตา ไม่มองความชั่วร้าย เขาจะอาศัยอยู่บนที่สูง ที่ก�าบังของเขาจะ เป็นป้อมหิน จะมีผู้ให้อาหารเขา น�้าของเขามีแน่ ตาของเจ้า จะเห็นพระราชาทรงสง่าราศี จะเป็นแผ่นดินที่ยืดออกไกล... แต่นั่นพระเจ้าจะทรงอยู่กับเราด้วยความโอ่อ่าตระการ ในที่ที่มี แม่น�้าและล�าธารกว้าง ที่ไม่มีเรือกรรเชียงใหญ่แล่นไป ที่ไม่มี เรืองามโอ่อ่าผ่านไป... สายโยงของเจ้าห้อยหย่อน มันจะยึด เสาให้แน่นไม่ได้ หรือยึดใบให้กางไม่ได้... ไม่มีชาวเมืองคนใด จะกล่าวว่า ‘ข้าป่วยอยู่’ ประชาชนผู้อาศัยอยู่ที่นั่นจะได้รับ อภัยความผิดบาปของเขา” (อิสยาห์ 33:15-17, 21, 23, 24) “ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรง เป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก
พิธีศพ 39 พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าพระทัย ของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ พระองค์ประทานก�าลังแก่คน อ่อนเปลี้ยและแก่ผู้ที่ไม่มีก�าลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง แม้คน หนุ่มๆ จะอ่อนเปลี้ยและเหน็ดเหนื่อย และชายฉกรรจ์จะล้มลง ทีเดียว แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เขา จะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย” (อิสยาห์ 40:28-31) “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าหมายความว่า เนื้อและ เลือดจะมีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ และสิ่งซึ่งเน่าเปื่อย จะมีส่วนในสิ่งซึ่งไม่รู้จักเน่าเปื่อยก็ไม่ได้ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีความล�้าลึกที่จะบอกแก่ท่าน คือว่าเราจะไม่ล่วงหลับ หมดทุกคน แต่เราจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่หมด ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะว่าจะมีเสียง แตร และคนที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาปราศจากเน่าเปื่อย แล้ว เราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ เพราะว่าสิ่งซึ่งเน่าเปื่อย นี้ต้องสวมซึ่งไม่เน่าเปื่อย และสภาพมตะนี้จะต้องสวมสภาพ อมตะ เมื่อนั้นตามซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์จะส�าเร็จว่า ความ ตายก็ถูกกลืนถึงปราชัยแล้ว โอ มัจจุราชเอ๋ย ชัยชนะของ เจ้าอยู่ที่ไหน โอ มัจจุราชเอ๋ย เหล็กในของเจ้าอยู่ที่ไหน เหล็กในของความตายนั้นคือบาป และฤทธิ์ของบาปคือ ธรรมบัญญัติ สาธุการแด่พระเจ้าผู้ทรงประทานชัยชนะแก่เรา
40 คู่มือศิษยาภิบาล ทั้งหลายโดยพระเยซูคริสตเจ้าของเรา เหตุฉะนั้นพี่น้องที่รัก ของข้าพเจ้า ท่านจงตั้งมั่นอยู่ อย่าหวั่นไหว จงปฏิบัติงานของ องค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา ท่านทั้งหลายพึงรู้ว่า โดย องค์พระผู้เป็นเจ้า การของท่านจะไร้ประโยชน์ก็หามิได้” (1 โครินธ์ 15:50-58) “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบ ความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์ โศกเศร้าอย่างคนอื่นๆ ที่ไม่มีความหวัง เพราะในเมื่อเรา เชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์และทรงคืนพระชนม์แล้ว โดยพระเยซูนั้นพระเจ้าจะทรงน�าบรรดาคนที่ล่วงหลับไป แล้วนั้นมากับพระองค์ ในข้อนี้เราขอบอกให้ท่านทราบตาม พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า เราผู้ยังเป็นอยู่และคอย องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาจะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้นที่ ล่วงหลับไปแล้วก็หาไม่ ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา จากสวรรค์ด้วยพระด�ารัสสั่ง ด้วยส�าเนียงเรียกของเทพบดี และด้วยเสียงแตรของพระเจ้า และคนทั้งปวงในพระคริสต์ ที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยัง เป็นอยู่จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะพบ องค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละเราก็จะอยู่กับ องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์ เหตุฉะนั้นจงปลอบใจกันด้วย ถ้อยค�าเหล่านี้เถิด” (1 เธสะโลนิกา 4:13-18)
พิธีศพ 41 ข้อพระคำัมภีร์ส�าหรับเด็กและเยาวชนำ “ดาวิดก็ทรงอ้อนวอน ต่อพระเจ้าเพื่อพระกุมารนั้น และดาวิดทรงอดพระกระยาหารและบรรทมบนพื้นดินคืนยัง รุ่ง บรรดาพวกผู้ใหญ่ในราชส�านักของพระองค์ก็ลุกขึ้นมายืน เข้าเฝ้าอยู่ หมายจะทูลเชิญพระองค์ทรงลุกขึ้นจากพื้นดิน แต่พระองค์หาทรงยอมไม่ หรือหาทรงรับประทานกับเขา ทั้งหลายไม่ พอวันที่เจ็ดพระกุมารก็สิ้นพระชนม์ ส่วน ข้าราชการของดาวิดก็กลัว ไม่กล้ากราบทูลดาวิดว่าเด็กนั้น สิ้นชีวิตแล้ว เขาพูดกันว่า ‘ดูเถิด เมื่อพระกุมารนั้นทรง พระชนม์อยู่ เราทูลพระองค์ พระองค์หาทรงฟังเสียงของเรา ไม่ แล้วเราทั้งหลายอาจจะกราบทูลได้อย่างไรว่า พระกุมารนั้น สิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์ก็จะกระท�าอันตรายต่อพระองค์เอง’ แต่เมื่อดาวิดทอดพระเนตรเห็นข้าราชการกระซิบกระซาบกันอยู่ ดาวิดเข้าพระทัยว่าพระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว ดาวิดจึงรับสั่ง ถามข้าราชการของพระองค์ว่า ‘เด็กนั้นสิ้นชีวิตแล้วหรือ’ เขาทูล ตอบว่า ‘สิ้นชีวิตแล้วพ่ะย่ะค่ะ’ แล้วดาวิดทรงลุกขึ้นจากพื้นดิน ช�าระพระกาย ชโลมพระองค์ และทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ ทรง ด�าเนินเข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้าและทรงนมัสการ แล้วเสด็จ ไปสู่พระราชวังของพระองค์ รับสั่งให้น�าพระกระยาหารมา เขาก็จัดพระกระยาหารให้พระองค์เสวย ข้าราชการจึงทูลถาม พระองค์ว่า ‘เป็นไฉนฝ่าพระบาททรงกระท�าเช่นนี้ ฝ่าพระบาท
42 คู่มือศิษยาภิบาล ทรงอดพระกระยาหารและกันแสงเพื่อพระกุมารนั้นเมื่อทรง พระชนม์อยู่ แต่เมื่อพระกุมารสิ้นพระชนม์แล้ว ฝ่าพระบาทก็ ทรงลุกขึ้นเสวยพระกระยาหาร’ พระองค์รับสั่งว่า ‘เมื่อเด็กนั้น มีชีวิตอยู่ เราอดอาหารและร้องไห้ เพราะเราว่า ใครจะทราบ ได้ว่าพระเจ้าจะทรงพระเมตตาเราโปรดให้เด็กนั้นมีชีวิตอยู่หรือ ไม่ แต่เมื่อเขาสิ้นชีวิตแล้ว เราจะอดอาหารท�าไม เราจะท�า เด็กให้ฟื้นขึ้นมาอีกได้หรือ มีแต่เราจะตามทางเด็กนั้นไป เขา จะกลับมาหาเราหามิได้’ ” (2 ซามูเอล 12:16-23) “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ ขัดสน พระองค์ทรงกระท�าให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงน�าข้าพเจ้าไปริมน�้าแดนสงบ ทรงฟื้นจิตวิญญาณ ของข้าพเจ้า พระองค์ทรงน�าข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ แม้ข้าพระองค์จะเดิน ไปตามหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกร ของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์ พระองค์ทรงเตรียมส�ารับให้ ข้าพระองค์ต่อหน้าต่อตาศัตรูของข้าพระองค์ พระองค์ทรงเจิม ศีรษะข้าพระองค์ด้วยน�้ามัน ขันน�้าของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่ แน่ ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคงจะติดตามข้าพเจ้าไปตลอด วันคืนชีวิตของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระนิเวศของ พระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์” (สดุดี 23)
พิธีศพ 43 “ขณะนั้นเขาพาเด็กเล็กๆ มาหาพระองค์ เพื่อจะให้ พระองค์ทรงถูกต้องตัวเด็กนั้น แต่เหล่าสาวกก็ห้ามปรามไว้ เมื่อพระเยซูทรงเห็นดังนั้นก็ไม่พอพระทัย จึงตรัสแก่เหล่า สาวกว่า ‘จงยอมให้เด็กเล็กๆ เข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนเช่นเด็กอย่างนั้น เรา บอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับแผ่นดิน ของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินนั้นไม่ได้’ แล้วพระองค์ทรงอุ้มเด็กเล็กๆ เหล่านั้น วางพระหัตถ์บนเขา แล้วทรงอวยพรให้” (มาระโก 10:13-16) ข้อพระคำัมภีร์ส�าหรับผู้ใหญ่ที่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า “ความสุขเป็นของบุคคลผู้ไม่ด�าเนินตามค�าแนะน�าของ คนอธรรม หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป หรือนั่งอยู่ในที่นั่ง ของคนที่ชอบเยาะเย้ย แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ใน พระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้ง กลางวันและกลางคืน เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน�้า ซึ่ง เกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างซึ่งเขา กระท�าก็จ�าเริญขึ้น คนอธรรมไม่เป็นเช่นนั้น แต่เป็นเหมือน แกลบซึ่งลมพัดกระจายไป เหตุฉะนั้นคนอธรรมจะไม่ยั่งยืน อยู่ได้เมื่อถึงคราวพระเจ้าทรงพิพากษา หรือคนบาปไม่ยืนยง
44 คู่มือศิษยาภิบาล ในที่ชุมนุมของคนชอบธรรม เพราะพระเจ้าทรงทราบทางของ คนชอบธรรม แต่ทางของคนอธรรมจะพินาศไป” (สดุดี 1) “ข้าแต่พระเจ้า ผู้ใดจะอาศัยอยู่ในพลับพลาของพระองค์ ผู้ใดจะอยู่บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ คือผู้ที่ด�าเนินชีวิต อย่างหาที่ติมิได้และปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรม และพูด ความจริงจากจิตใจของตน ผู้ซึ่งไม่ใช้ลิ้นของตนในการนินทา ว่าร้าย ไม่กระท�าชั่วต่อเพื่อน และไม่ด่าเพื่อนบ้านของตน ใน สายตาของเขา คนถ่อยเป็นคนที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม เขา ให้เกียรติแก่ผู้ที่ย�าเกรงพระเจ้า ถึงสาบานแล้ว และต้องเสีย ประโยชน์เขาก็ไม่กลับค�า เขาเป็นผู้ที่มิได้ให้คนอื่นกู้เงินโดยคิด ดอกเบี้ย และไม่ยอมรับสินบนต่อสู้ผู้ไร้ความผิด ผู้ซึ่งกระท�าสิ่ง เหล่านี้จะไม่หวั่นไหวเป็นนิตย์” (สดุดี 15) “ใครจะพบภรรยาที่ดี เธอประเสริฐยิ่งกว่าทับทิมมากนัก จิตใจของสามีเธอก็วางใจในเธอ และสามีจะไม่ขาดก�าไร เธอ ท�าความดีให้เขา ไม่ท�าความร้ายตลอดชีวิตของเธอ... และ ท�างานด้วยมืออย่างเต็มใจ... เธอหยิบยื่นให้คนยากจน เธอ ยื่นมือออกช่วยคนขัดสน... ก�าลังและความสง่าผ่าเผยเป็น อาภรณ์ของเธอ เธอหัวเราะให้แก่เหตุการณ์ที่จะมาถึง เธอ อ้าปากกล่าวด้วยสติปัญญา และค�าสอนเจือความเอ็นดูอยู่ ที่ลิ้นของเธอ เธอดูแลการงานในครัวเรือนของเธอ และไม่
พิธีศพ 45 ชุบมือเปิบ ลูกๆ ของเธอตื่นขึ้นมาก็ชมเชยเธอ สามีของเธอ ก็สรรเสริญเธอว่า ‘สตรีเป็นอันมากท�าอย่างดีเลิศ แต่เธอเลิศ ยิ่งกว่าเขาทั้งหมด’ เสน่ห์เป็นของหลอกลวง และความงามก็ เปล่าประโยชน์ แต่สตรีย�าเกรงพระเจ้าสมควรได้รับค�าสรรเสริญ จงให้เธอรับผลแห่งน�้ามือของเธอ และให้การงานของเธอ สรรเสริญเธอที่ประตูเมือง” (สุภาษิต 31:10-13, 20, 25-31) “ ‘อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า จงวางใจในเราด้วย ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่ เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียม ที่ไว้ส�าหรับท่านทั้งหลาย เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้ส�าหรับท่าน แล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหน ท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย และท่านรู้จักทางที่เราจะไป นั้น’ โธมัสทูลพระองค์ว่า ‘พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ไม่ ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน พวกข้าพระองค์จะรู้จักทาง นั้นได้อย่างไร’ พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘เราเป็นทางนั้น เป็น ความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะ มาทางเรา’... ‘เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุข ของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย’ ” (ยอห์น 14:1-6, 27)
46 คู่มือศิษยาภิบาล “สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของ เรา ผู้ได้ทรงพระกรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่สู่ ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ และเพื่อให้ได้รับมรดกซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า ปราศจากมลทิน และ ไม่ร่วงโรย ซึ่งได้เตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็น ผู้ที่ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ทรงคุ้มครองไว้ด้วยความเชื่อให้ถึง ความรอด ซึ่งพร้อมแล้วที่จะปรากฏในวาระสุดท้าย ในความรอด นั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้จ�าเป็นที่ท่านจะ ต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ เพื่อ การลองดูความเชื่อของท่านอันประเสริฐยิ่งกว่าทองค�า ซึ่ง แม้เสียไปได้ก็ยังถูกลองด้วยไฟ จะได้เป็นเหตุให้เกิดความ สรรเสริญ เกิดศักดิ์ศรีและเกียรติ ในเวลาที่พระเยซูคริสต์จะ เสด็จมาปรากฏ พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น แต่ ท่านยังรักพระองค์อยู่ แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ ท่านยังเชื่อและชื่นชมด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะ กล่าวได้ แล้ววิญญาณจิตของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอด เป็นผลแห่งความเชื่อ” (1 เปโตร 1:3-9) ข้อพระคำัมภีร์ส�าหรับผู้อาวุโส “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเป็นที่อาศัย ของข้าพระองค์ทั้งหลายตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์ ก่อนที่ภูเขา
พิธีศพ 47 ทั้งหลายเกิดขึ้นมา ก่อนที่พระองค์ทรงให้ก�าเนิดแผ่นดิน โลกและพิภพ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาล ถึงนิรันดร์กาล พระองค์ทรงให้มนุษย์กลับเป็นผงคลีและ ตรัสว่า ‘ลูกหลานของมนุษย์เอ๋ย จงกลับเถิด’ เพราะพันปี ในสายพระเนตรของพระองค์เป็นเหมือนวานนี้ซึ่งผ่านไปแล้ว หรือเหมือนยามเดียวในกลางคืน พระองค์ทรงกวาดมนุษย์ ไปเสีย เขาเป็นเหมือนความฝัน เหมือนหญ้าที่งอกขึ้นใหม่ ในเวลาเช้า ในเวลาเช้ามันก็บานออกและขึ้นใหญ่ ครั้นเวลาเย็น ก็ร่วงโรยและเหี่ยวไป... วันทั้งปวงของข้าพระองค์ทั้งหลายสิ้น ไปใต้พระพิโรธของพระองค์ ก�าหนดปีของข้าพระองค์สิ้นสุดลง อย่างเสียงถอนหายใจ ก�าหนดปีของข้าพระองค์คือเจ็ดสิบ หรือ สุดแต่เรื่องก�าลังก็ถึงแปดสิบ แต่ช่วงชีวิตนั้นมีแต่งานและความ ล�าบาก ไม่ช้าก็สูญไปและข้าพระองค์ก็จากไป... ขอพระองค์ ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะมี จิตใจที่มีปัญญา” (สดุดี 90:1-6, 9, 10, 12) “ผู้ที่อาศัยอยู่ ณ ที่ก�าบังขององค์ผู้สูงสุด ผู้อยู่ในร่มเงา ของผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ จะทูลพระเจ้าว่า ‘ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ และป้อมปราการของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ที่ ข้าพระองค์ไว้วางใจ’ เพราะพระองค์จะทรงช่วยกู้ตัวท่านจาก กับของพรานนกและจากโรคภัยอย่างร้ายแรงนั้น พระองค์จะ
48 คู่มือศิษยาภิบาล ทรงปกท่านไว้ด้วยปีกของพระองค์ และท่านจะลี้ภัยอยู่ใต้ปีก ของพระองค์” (สดุดี 91:1-4) “ข้าพเจ้าได้เห็นท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ เพราะท้องฟ้าเดิมและแผ่นดินโลกเดิมนั้นหายไปหมดสิ้นแล้ว และทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว ข้าพเจ้าได้เห็นวิสุทธนคร คือนคร เยรูซาเล็มใหม่ เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า นครนี้ได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว เหมือนอย่างเจ้าสาวแต่งตัวไว้ ส�าหรับสามี ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า ‘ดูเถิด พลับพลาของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะทรงสถิตกับ เขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับ อยู่กับเขา พระเจ้าจะทรงเช็ดน�้าตาทุกๆ หยดจากตาของเขา ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร�่าครวญ การร้องไห้ และ การเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไป แล้ว’ พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งตรัสว่า ‘ดูเถิด เราสร้างสิ่ง สารพัดขึ้นใหม่’ และพระองค์ตรัสอีกว่า ‘จงเขียนไว้เถิด เพราะ ว่าถ้อยค�าเหล่านี้เป็นค�าสัตย์ซื่อและสัตย์จริง’ พระองค์ตรัสกับ ข้าพเจ้าว่า ‘ส�าเร็จแล้ว เราเป็นอัลฟาและโอเมกา เป็นปฐม และอวสาน ผู้ใดกระหาย เราจะให้ผู้นั้นดื่มจากบ่อน�้าพุแห่ง ชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย ผู้ใดมีชัยชนะ ผู้นั้นจะได้รับสิ่ง เหล่านี้เป็นมรดก และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะ เป็นบุตรของเรา’ ” (วิวรณ์ 21:1-7)
พิธีศพ 49 “ท่านได้ชี้ให้ข้าพเจ้าดูแม่น�้าที่มีน�้าแห่งชีวิต ใสเหมือน แก้ว ไหลมาจากพระที่นั่งของพระเจ้า และพระที่นั่งของ พระเมษโปดก ไหลไปตามกลางถนนในนครนั้น และริมแม่น�้า ทั้งสองฟากมีต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งออกผลสิบสองชนิด ออก ผลทุกๆ เดือน และใบของต้นไม้นั้นส�าหรับรักษาบรรดา ประชาชาติให้หาย จะไม่มีสิ่งใดถูกสาปแช่งอีกต่อไป พระที่นั่ง ของพระเจ้าและของพระเมษโปดกจะตั้งอยู่ที่นั่น และบรรดา ผู้รับใช้ของพระองค์จะนมัสการพระองค์ เขาเหล่านั้นจะเห็น พระพักตร์พระองค์ และพระนามของพระองค์จะประทับอยู่ ที่หน้าผากเขา กลางคืนจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่ต้องการแสง ตะเกียงหรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเป็นแสงสว่าง ของเขา และเขาจะครอบครองอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์” (วิวรณ์ 22:1-5) คำ�าอธิษฐานำ ค�าอธิษฐานในงานศพควรเป็นถ้อยค�าที่เข้าใจได้ง่าย ซึ่ง ผู้อธิษฐานทูลต่อพระเจ้าด้วยความจริงใจแทนผู้ที่ก�าลังได้รับ ความทุกข์โศก ณ ที่นั้น ถ้าพี่น้องของผู้ตายเป็นสมาชิกของ คริสตจักรหรือมิตรของคริสตจักร ศิษยาภิบาลก็อาจอธิษฐาน เผื่อพี่น้องเหล่านั้นเป็นรายบุคคล แต่หากมีบางคนที่ยังไม่ได้ รับพระเยซูคริสต์ ก็ให้อธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นด้วยโดยไม่ต้อง ออกชื่อ เพื่อเป็นการชักชวนให้เขากลับใจและได้รับความรอด
50 คู่มือศิษยาภิบาล คำ�าเทศนำา ข้อพระคัมภีร์ส�าหรับใช้ในพิธีศพนั้นมีมากมาย แต่ ควรเลือกข้อความที่กะทัดรัด เข้าใจง่าย และเป็นการเล้าโลม จิตใจของผู้ที่ก�าลังระทมทุกข์เนื่องจากบุคคลอันเป็นที่รักจาก ไป อย่าเทศนาด้วยค�าพูดที่แข็งกร้าวและดังเกินควร จงพูดให้ คนเป็นฟัง ไม่ใช่เทศนาให้คนที่ตายแล้วฟัง จงปลอบประโลม พวกเขาด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่งดังข้อพระคัมภีร์ ที่กล่าวว่า “จงเล้าโลม จงเล้าโลมชนชาติของเรา” ถ้อยค�า เช่นนี้แหละที่เหมาะสมส�าหรับเทศนาให้ผู้มีความทุกข์ฟังเพื่อ ดับความทุกข์ของเขา หากผู้ตายเป็นบุตรของพระเจ้าก็ไม่ควร ขาดข้อพระคัมภีร์ซึ่งเกี่ยวกับการบรรเทาทุกข์ การเล้าโลมใจ และความหวังในชีวิตอนาคตด้วยเสมอ ค�าเทศนาควรเป็นข้อเสนอที่ช่วยชี้ทางรอดพ้นจากความ ผิดบาปให้แก่ผู้ฟังทุกคน ค�าเทศนาที่อ้างว่า ทุกคนจะได้ไป สวรรค์นั้นเป็นการไม่สมควร และเป็นการพูดที่ขัดแย้งกับ ความจริงในพระคัมภีร์ด้วย ถ้ามีคนสงสัยว่าคนที่ตายแล้วจะได้ ไปอยู่กับพระเจ้าหรือไม่ ก็จงอย่าออกความเห็น พระเจ้าผู้ทรง พิพากษาโลกจะทรงจัดการทุกสิ่งทุกอย่างไปในทางที่ถูกที่ควร เองเสมอ ผู้รับใช้ของพระเจ้าไม่ควรจะกล่าวค�าพิพากษาใดๆ เลย ถ้าผู้รับใช้ของพระเจ้าเห็นสมควรก็อาจเชิญชวนให้ คนฟังรับเชื่อพระเยซูหลังจากได้เทศนาจบลงแล้ว เพียงแต่ เชิญให้บุคคลเหล่านั้นยกมือขึ้นหรือยืนขึ้นก็เป็นการเพียงพอ