The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารช่ออินทนิล ปี่ที่ 2 ช่อที่ 2 พ.ศ.2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by samartpingkasan, 2021-11-14 21:15:16

วารสารช่ออินทนิล ปี่ที่ 2 ช่อที่ 2 พ.ศ.2562

วารสารช่ออินทนิล ปี่ที่ 2 ช่อที่ 2 พ.ศ.2562

วรรณกรรมล้านนา ภาษาและดนตรี
สมพร แรกช�ำนาญ

ผู้เขียนเป็นชาวอ�ำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีความศรัทธาและได้เคยไปออกโรงทานประจ�ำปี
ในพิธีเลย้ี งขุนหลวงวิลงั คะ(คนลา้ นนาออกเสยี งว่า มะลงั กะ๊ ) ที่บ้านเมืองก๊ะ ต�ำบลสะลวง อ�ำเภอแม่รมิ
ประเพณีเลี้ยงผีบรรพบุรุษขุนหลวงวิลังคะ จัดช่วงเดือน 9 เหนือ(เดือนมิถุนายน) ของทุกปี ผู้เขียน
ไดเ้ หน็ ความศรัทธาของชนชาวลวั ะในหมู่บา้ นรวมถงึ จากหม่บู า้ นอื่นๆ เดนิ ทางมาสกั การะอย่างเนืองแนน่
จะเป็นประเพณียิ่งใหญ่ แล้วมองเห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนได้อยู่ร่วมกับป่ากับธรรมชาติอย่างเก้ือกูล
ซึ่งกนั และกันโดยมกี ารดแู ลรักษาท้ังยังดำ� รงชีวติ เรียบงา่ ยพ่ึงพิงธรรมชาตไิ มเ่ ปล่ียนแปลง

49

ชาวลวั ะ นิมิตหมายมีความลงตัวกับมติท่ีประชุมมูลนิธิกล้วยไม้ไทย
โดยประธานมูลนิธิ ดร.วัชระ ตันตรานนท์ ได้เห็นชอบจัด
ชาวลัวะบ้านเมืองก๊ะ เรียกตนเองว่า “พะล๊อก” โครงการปล่อยกล้วยไม้ไทยแก่ชุมชนโดยได้เลือกชุมชน
ชนดั้งเดิมในแดนล้านนาก่อนท่ีจะเคล่ือนย้ายอพยพมาอยู่ บ้านเมืองก๊ะน้ีเป็นหมู่บ้านต้นแบบ และจะด�ำเนินการช่วง
ในพ้ืนที่นี้ภายหลังในต�ำนานน้�ำเต้าปุงเล่าว่า ชาวลัวะเป็นคน ต้นฝนฤดูกาลนี้ในวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2562 และ
กลุ่มแรกท่ีเกิดมากจากรูท่ีเหล็กแทงที่น�้ำเต้า จึงมีผิวกายคล้�ำ ถือเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติเน่ืองในโอกาสมหามงคล
ส่วนคนกลุ่มอ่ืนท่ีเกิดมาภายหลังมีผิวที่ขาวกว่า นิทานที่ พิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี
แม่อุ้ยนวล ดอยค�ำ ต้นตระกูลลัวะเล่าว่าเหลือเพียงเรื่องเดียว ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่าง
เม่ือสมัยก่อนนั้นชาวลัวะมีตัวหนังสือใช้ แต่ได้เขียนไว้ วันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 และส�ำนักนายกรัฐมนตรีมีมติให้
บนหนังสัตว์ ต่อมาสุนัขได้คาบไปกินจึงท�ำให้ชาวลัวะไม่มี ตลอดเดือนพฤษภาคม-กรกฏาคม ประชาชนหน่วยงานทุกหมู่เหล่า
ตวั หนังสอื ใชม้ าจนถงึ ปัจจบุ นั จะน้อมถวายความจงรักภักดีจัดให้มีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ
กันทั่วประเทศ คณะกรรมการฯ จึงเร่ิมด�ำเนินการลงพ้ืนที่ส�ำรวจ
ชมุ ชนบ้านเมอื งก๊ะ บ้านเมืองก๊ะร่วมกับผู้น�ำชุมชนคือ พ่อหลวงไพศาล ไทยใหม่
เม่อื วนั ที่ 14 พฤษภาคม 2562 ไดส้ ถานที่ที่จะปล่อยกล้วยไมไ้ ทย
ชุมชนเมืองก๊ะ หมู่ที่ 5 ต�ำบลสะลวง อ�ำเภอแม่ริม สู่ระบบนิเวศวิทยา จ�ำนวน 2 จุด มีสายพันธุ์กล้วยไม้ไทย
เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชาชนชาวลัวะและชาวพื้นเมือง จ�ำนวน 8 สายพันธุ์ คือ เอ้ืองสายไหม เอ้ืองไอยเรศ เอื้องค�ำ
มีสถานท่ีส�ำคัญเก่ียวข้องคือดอยคว่�ำล่อง ผาฆ้อง ผากลอง เอ้ืองผ้ึง เอ้ืองกุหลายกระเป๋าปิด เอื้องเหลืองจันทบูร
ผาฉาบ เป็นสถานท่ีศักด์ิสิทธิ์ในต�ำนานที่สะท้อนถึงความเชื่อ เอ้ืองมอนไข่ และเออื้ งแซะ
และลัทธิบูชาป่าเขา มีชาวบ้านอาศัยอยู่จ�ำนวน 45 ครัวเรือน จุดส�ำคัญคือรอบอนุสาวรีย์พ่อขุนหลวงวิลังคะ จะปล่อย
มีประชากรตามทะเบียนราษฏรจ�ำนวน 145 คน เดินทางจาก กล้วยไม้ไทย “เอื้องแซะ” ซึ่งเป็นกล้วยไม้พ้ืนถิ่นมีกลิ่นหอม
ตัวอ�ำเภอแม่ริมไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร และเดินทาง เฉพาะตัวซ่ึงจะอยู่บนเขาสูงมีความช้ืนสูงกว่า 800 เมตร
ต่อไปอีก 9 กิโลเมตรก็จะถึงวัดพระบาทส่ีรอย ชุมชนมีอาชีพ
เกษตรกรรมแบบพอยังชีพ สัมพันธ์กับธรรมชาติ ท�ำสวน ท�ำนา
ท�ำไรข่ า้ ว ข้าวโพด และค้าขายของป่า สมนุ ไพร

50

จากระดับน้�ำทะเล ถือว่าเป็นไม้หวงห้ามและหายากในปัจจุบัน ที่พระครูวิรุณธรรมโกวิท เจ้าอาวาสวัดเจดีย์สถาน อ�ำเภอแม่ริม
มีถ่ินอาศัยเฉพาะอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์จังหวัดเชียงใหม่ ท่ีมีเชื้อสายเป็นชาวลัวะ ให้ช่างปั้นรูปขุนหลวงวิลังคะ ขนาดสูง
ป่าลึกของอ�ำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอุทยาน 2 เมตร ในท่าพุ่งเสน้าไว้ประดิษฐานภายในสถูปเป็นท่ีสักการะ
แห่งชาติภูกะดึง จงั หวัดเลยเทา่ น้ัน ของผมู้ ีจิตศรทั ธา
3. มูลนิธิกล้วยไม้ไทย จะเลือกหมู่บ้านต้นแบบ
ความเกีย่ วเนอื่ งอย่างประหลาด กล้วยไม้ไทย เพ่ือประโยชน์ในการอนุรักษ์สายพันธุ์กล้วยไม้ไทย
การศึกษาเรียนรู้และวิจัยร่วมกับชุมชน โดยมีหลายหมู่บ้าน
1. ประธานมูลนิธิกล้วยไม้ไทยคนปัจจุบัน คือ เข้าคัดเลือก แต่คณะกรรมการได้เลือกชุมชนบ้านเมืองก๊ะ
ดร.วัชระ ตนั ตรานนท์ ต�ำบลสะลวง อ�ำเภอแม่ริมซ่ึงมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยป่า
2. เมื่อ พ.ศ. 2544 ดร.วัชระ ตันตรานนท์ ได้ร่วมกับ และมีต้นไม้ใหญ่มากมาย ท้ังชุมชนชาวบ้านก็มีวิถีชีวิต
กัลยาณมิตรคือ คุณงามนิตร เรืองศร สร้างสถูปรูปทรง รักสงบรักป่าเขารักน้�ำ ตามวิถีสืบสานของกษัตริย์ลัวะ คือ
พระธาตุพนมข้ึน โดยมีพลเอกส�ำเภา ชูศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขนุ หลวงวิลงั คะ
ขณะนั้น เป็นประธานในพิธี และได้อัญเชิญรูปปั้นขุนหลวงวิลังคะ

ประวัติขนุ หลวงวิลงั คะ ฝ่ายอ�ำมาตย์ราชครูและพฤฒาจารย์ ในนครหริภุญไชย
เห็นการจะยังไม่ควรก่อเหตุการณ์ศึก จึงอุบายให้แต่งของ
ผู้เขียนจึงศึกษาเร่ืองราวและข้อมูลจากหลายแหล่ง บรรณาการฝากไปให้บุรุษท่ีฉลาดในถ้อยค�ำน�ำไปกล่าว
ท้ังจากเร่ืองเล่าและนิยายต่างๆ มาเรียบเรียงใหม่ประกอบกับ แก่ส�ำนักขุนลัวะ พูดจาโลมเล้าเอาใจให้กายพิโรธว่า เวลาน้ี
ข้อมูลหนังสือต�ำนานขุนหลวงวิลังคะและประวัติบ้านเมืองก๊ะ พระนางจามเทวีพ่ึงประสูติกาลบุตร พระสรีระร่างกายยังไม่
ซ่ึงรวบรวมเรียบเรียงโดยนายไพศาล ไทยใหม่ ผู้ใหญ่บ้านเมืองก๊ะ บริสุทธ์ิสิ้นมลทินทุพลภาพด้วยพระโรคในกายยังไม่หายปกติ
ตำ� บลสะลวง สนับสนุนการพมิ พโ์ ดยคุณงามนจิ เรืองศร ดังน้ี จึงได้ให้ขุนลัวะระงับยับยั้งอยู่ก่อนแล้วจึงผันผ่อนต่อภายหลัง
ครั้งอดีตกาลนานมาแล้ว ขุนหลวงวิลังคะ เป็นกษัตริย์ ขุนลัวะได้ฟังก็ได้คล้ายทิฐิให้งดรอ ต่อมาจึงแต่งทูตไปกล่าวถามอีก
ของชนเผ่าลัวะ นับถือกันทั่วไปในเขตจังหวัดเชียงใหม่ และ เหล่าอ�ำมาตย์ท้ังหลายก็เพทุบายโต้ตอบขอให้งดรอต่อไปอีก
แม่ฮ่องสอน ในต�ำนานเดิมน้ันเชื่อว่าเป็นผู้ปกครองเวียงเชษฐบุรี ถึง 3-4 ครั้ง เช่นน้ันเพื่อถ่วงเวลาเรื่อยมาจนถึง 7 ปี ระหว่าง 7 ปี
(เวียงเจ็ดลิน) อยู่เชิงดอยสุเทพ และเป็นเชื้อสายตระกูล ที่รอคอยนี้เล่ากันว่าขุนหลวงได้ส่งดอกเอ้ืองแซะไปบรรณาการ
ปู่แสะย่าแสะ พงศวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักร ถวายแด่พระนางจามเทวีอย่างสม่�ำเสมอ ล่วงเข้าถึง
(แช่ม บุนนาค) ได้เล่าว่า มีขุนลัวะตนหนึ่งนามว่าขุนมิลักขะ กาลเวลาอันเน่ินนานขุนลัวะจึงครวญคิดหักหาญด้วยก�ำลังพล
ผู้เป็นขุนใหญ่แก่หมู่ลัวะท้ังหลาย อยู่ยังขุนเขาอันเนื่องด้วย ยกมาถึง 80,000 คน เข้าประชิดเมืองหริภุญไชย เม่ือเหตุ
อุจฉุบรรพต คือว่าดอยสุเทพน้ัน ขุนลัวะน้ันได้ทราบข่าว เป็นเช่นน้ันฝ่ายเสนาในเมืองหริภุญไชยจึงได้เตรียมไพร่พลโยธา
เล่าลือกันว่า พระนางจามเทวีเจ้านครหริภุญไชยทรงพระสิริโฉม และให้เจ้ามหันตยศและเจ้าอินทรกุมาร ซึ่งเป็นพระโอรสท้ัง
ลักษณะวิไลงามยิ่งนัก ขุนลัวะนั้นก็เฝ้าครวญใคร่ใฝ่รัญจวนใจ สองของพระนางจามเทวี ยกกองทัพออกมารบโดยทั้งสอง
จึงแต่งทูตถือบรรณาการไปกล่าวถามพระนางจามเทวี พระองค์ประทับอยู่บนคชสาร กองทัพของขุนลัวะเกิดความ
พระนางทรงพิโรธจึงให้ขับไล่ฑูตของลัวะผู้นั้นไปเสียจากพระนคร เกรงกลัวพระยาคชสารเป็นอันมาก ท้ังสองฝ่ายต่างสู้รบกัน
ทูตนั้นได้กลับไปแจ้งแก่ขุนลัวะก็บังเกิดทิฐิมานะเตรียมร้ีพล หลายเพลาจนกองทพั ขนุ ลัวะพ่ายแพต้ อ้ งล่าถอยหนีกลบั ไป
จะยกทพั มารบ

51

ต�ำนานเลา่ ขานการพ่ายแพข้ องขนุ หลวงวลิ งั คะ การเดินทางในป่าเขานั้น จะถือเอาเสียงฆ้อง เสียงกลอง
ที่น�ำหน้าขบวนเป็นท่ีต้ัง เมื่อเสียงฆ้องเสียงกลองดังไปทางใด
ความพ่ายแพ้น้ีเกิดจากพระนางจามเทวีได้ถวาย หวั ขบวนแห่ศพกจ็ ะม่งุ ไปทางน้นั ผ่านดอยกิว่ ครก ดอยผาเล้ยี ม
บรรณาการด้วยเซ่ียนหมากเม่ืยง หมากพลู และหมวกอาคม ขบวนเดินทางไปหลายวันท้ังเหน็ดเหนื่อยทั้งเสียใจร้องไห้อาลัย
ทำ� จากชายผา้ ซ่ิน (ผ้าถุง) แกข่ นุ หลวงวลิ งั คะ จนท�ำใหห้ มดก�ำลัง ในพ่อขุนหลวงวิลังคะ ขบวนแห่ศพไม่สนใจสภาพแวดล้อมใดๆ
และเสื่อมอาคมไปท้ังหลาย ไม่มีแรงจะพุ่งหอกดาบอย่างทรงพลัง ทง้ั สิ้น จนกระทัง่ ได้เดนิ ข้ามผ่านเครอื เขาหลง (ไมเ้ ล้อื ยชนดิ หนึ่ง)
ไกลหลายโยชน์อันใดอีก เมื่อกองทัพขุนหลวงวิลังคะพ่ายแพ้ ซึ่งมีอาถรรพ์ท�ำให้ขบวนหลงทางกัน กระจัดกระจายไปคนละทิศ
ถอยกลับมาแล้วจงึ ไมก่ ลับเข้าไปยังเวียงเจ็ดลนิ อีก และขุนหลวง ละทาง จนมาถึงดอยหน่ึงจึงพักวางโลงศพไปข้างหน้า
จึงไม่อยากพบหน้าใครๆ ด้วยความอับอายขายหน้า สว่ นขา้ งลา่ งเปน็ ล�ำน�ำ้ ลึกคือล�ำนำ�้ แมส่ า
ขุนหลวงวิลังคะจึงหนีเข้าป่าไปพร้อมข้าทาสบริวาร ต่อมาชาว ขบวนหามโลงศพขุนหลวงวิลังคะไปต่อเร่ือยๆ แต่ทว่า
บ้านชาวเมืองลัวะที่อยู่เวียงเจ็ดลินได้ออกติดตามขุนหลวงวิลังคะ ความเหนื่อยล้ารวมท้ังโรคภัยไข้ป่าท้ังหลายท�ำให้โลงศพคว่�ำลง
มาต้ังถิ่นฐานอยู่ที่ป่าหมู่บ้านลัวะก๊ะและขุนหลวงวิลังคะ และเอียงตะแคงอยู่ ณ ทีน่ ่ัน ขบวนชาวบา้ นที่ติดตามมาทงั้ หลาย
ได้สร้างเมอื งเลก็ ๆ อยู่ทา่ มกลางป่าเขาท�ำมาหากนิ ตามประสา ได้ล้มตายไปจนหมดสิ้นเรียกว่าดอยคว�่ำล้องมาจนถึงปัจจุบัน
โดยมีความเจบ็ แคน้ จนตรอมใจอย่ตู ลอดมา ดอยคว�่ำล้องน้ีต้ังอยู่บนต�ำบลโป่งแยงอ�ำเภอแม่ริม ต่อมา
ครั้นวันหน่ึงขุนหลวงวิลังคะจึงได้เรียกเสนาอามาตย์ พ.ศ 2532 ชาวบา้ นจึงได้สรา้ งศาลไวบ้ ชู า สว่ นขบวนฆ้องกลอง
และชาวบ้านมาประชุมกัน จึงได้สั่งเสียครั้งสุดท้ายว่า ที่ได้เดินผ่านสันดอยไปคนละฟากแม่น�้ำแม่สาหลงทางกัน
“หากข้าตายไปก็อย่าน�ำศพข้ามน�้ำ จงเอาศพข้าไปไว้ยัง หาทางกลับไม่ได้เพราะมีหน้าผาขวางไว้จึงติดอยู่ท่ีนั่นจนล้ม
ยอดดอยสูงๆ ข้าจะได้เห็นเมืองหริภุญไชยตลอดเวลา” ตายไปในทส่ี ุด เหลอื ไว้เพยี งฆอ้ ง กลอง ฉง่ิ ฉาบทไ่ี ด้กลายเปน็ หิน
เม่ือขุนหลวงวิลังคะพูดจบก็วิ่งออกไปกลางลานกว้างของหมู่บ้าน ภายหลังชาวบ้านไปพบจึงต้ังชื่อว่าผาฆ้อง ผากลอง ผาฉาบ
แล้วโยนสะเหน้า (หอก) พุ่งขึ้นบนฟ้า เม่ือหอกด่ิงลงมา อยู่บริเวณเขตบ้านกองแหะ ต�ำบลโป่งแยงอ�ำเภอแม่ริมน่ันเอง
ขุนหลวงวิลังคะได้เอาอกเข้ารับคมหอกที่เสียบกลางใจสิ้นลม หลังจากสิ้นขุนหลวงวิลังคะชาวบ้านท่ีแห่ศพไปล้มตายกันหมด
ไปตอ่ หนา้ ชาวบา้ นทกุ คนที่นนั้ ทกุ คนตา่ งร�่ำไหเ้ สยี ใจเป็นอนั มาก แล้วชาวบ้านที่เหลืออยู่ไม่ก่ีคนก็มีสภาพอยู่กันไปตามมีตามเกิด
รุ่งขึ้นชาวบ้านจึงน�ำไม้มาต่อเป็นโลงศพ (ภาษาล้านนา เพราะไม่มีผู้น�ำ ที่เหลือจึงอยู่กันไปตามประสามาจนถึงปัจจุบัน
เรียกว่าล้อง) ยกเอาร่างขุนหลวงวิลังคะนอนในโลงไม้ ผ้เู ฒ่าผู้แกเ่ กา่ ๆ ต่างล้มตายไปเกอื บหมดเหลอื เพียงคนร่นุ ใหม่
ต้ังขบวนแห่ศพมีทหารตีฆ้องตีกลองฉ่ิงฉาบน�ำหน้าขบวนเสนา ท่ีถูกความเจริญของสังคมเมืองกลืนกินออกไปตั้งรกรากถิ่นอื่น
อ�ำมาตย์และชาวบ้านทุกคนออกเดินทางไปตามสันดอย มีผเู้ ฒ่าไม่ก่ีคนท่ียังสบื ทอดประเพณี
(อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย) เขตรอยต่ออ�ำเภอแม่ริมกับ
อ�ำเภอสะเมิงไปเรื่อยๆ เม่ือถึงแม่น�้ำก็จะเว้นไม่ข้ามตามค�ำสั่ง
เสียของขุนหลวงวิลังคะโดยมีเป้าหมายคือจะให้ถึงยอดดอยสุเทพ

52

พิธีกรรมการเลี้ยงผชี าวลวั ะ และอนุสาวรีย์ 1 ก๋วย จากนั้นจะมีการกล่าวอัญเชิญขุนหลวง
ด้วยภาษาลัวะส่ือสารกับขุนหลวงได้ โดยมีค�ำกล่าวซึ่งแปลเป็น
ผีหม่อน (ผีปแู่ สะยา่ แสะ) ภาษาไทยว่า
ในเดือน 9 (มิถุนายน) หลังจากการเล้ียงขุนหลวง “ข้าแต่เจ้าพ่อขุนหลวงวิลังคะผู้ทรงพลัง มีอ�ำนาจ
วิลังคะแล้ว ชาวบ้านจะท�ำการเล้ยี งผีหมอ่ น (ทวด) คือผีปู่แสะ และอาคมอันวิเศษด้วยพลังสะเหน้าท้ังการสู้รบและการ
ย่าแสะท่ีได้สบื ทอดกันมานาน โดยการต้งั ขา้ วก่อนและเลยี้ งไก่ ปกครองแก่ผู้ข้า วันน้ีวันดีลูกหลานได้มาสักการะถวาย
และท�ำก๋วยโจ๋นโดยนายเรือน ตากลม ผู้ท�ำพิธีตายลงในปี ดอกไม้และข้าวน�้ำอาหารอันโอชาแด่ขุนหลวงพร้อมหอกดาบ
พ.ศ. 2507 ท�ำให้ไม่มีการสืบทอดการเลี้ยงผีหม่อนซ่ึงเป็นผี เล่มเล็กเล่มใหญ่ให้พ่อขุนหลวงมาดู ขอเจ้าพ่อขุนหลวง
ประจ�ำตระกูลท่ีบ้านเมืองก๊ะน้ีอีกแต่ได้มีพิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ มากินให้อิ่มๆพร้อมข้าเสานาบริวารช้างม้า ขออานุภาพ
ทว่ี ัดพระธาตุดอยคำ� อ�ำเภอเมืองเชียงใหม่ประจ�ำปีต่อเนอ่ื งสืบมา แห่งการถวายสักการะนี้ ขุนหลวงท่านจงดูแลลูกหลาน
การเลย้ี งผีขนุ หลวงวิลงั คะ มีความสุขความเจริญอย่ามีภัยพิบัติอันใด ปรารถนาสิ่งใด
บ้านเมืองก๊ะเล้ียงผีขุนหลวง โดยมีลูกหลาน ท่ตี ง้ั ใจแล้วจงสำ� เรจ็ แก่ปวงผู้ข้าทงั้ หลายดว้ ยเทอญ”
พอ่ อยุ้ ศรี ดอยคำ� ผนู้ �ำพิธีกรรม หรอื เรยี กว่า “ตง้ั ข้าว” ปัจจบุ นั ส่วนพิธีการทางศาสนา การละเล่น การชกมวย และ
มนี ายปวน ดอยคำ� ผเู้ ปน็ ลูกชายเปน็ ผสู้ บื ทอดการทำ� พธิ กี รรม การประกวดบอกไฟดอก การขบั ซอพนื้ เมืองนัน้ เพิ่มเตมิ มาภายหลัง
นี้ การกำ� หนดวันเลี้ยงผขี ุนหลวงตอ้ งไม่ตรงกบั วนั ศีล (วนั พระ) เพื่อให้ลูกศิษย์ผู้ที่เคารพศรัทธาได้แสดงฝีมือถวายแก่ขุนหลวง
ไม่ใช่วันเสีย ไม่ใช่วันอาทิตย์ วันจันทร์และวันพุธ เร่ิมจาก เช่ือกันว่าดวงวิญญาณอันศักด์ิสิทธ์ิของขุนหลวงวิลังคะสถิตย์อยู่
การปักตาแหลว๋ หลวงมีลักษณะ 9 ตา มโี ซท่ ำ� จากไมไ้ ผ่น�ำมาร้อย 3 แห่ง คือ ศาลขุนหลวงบ้านเมืองก๊ะ ต�ำบลสะลวง ดอยคว่�ำลอ่ ง
เป็นปลา 2 เส้น หมายถึงให้ในน�้ำมีปลาที่อุดมสมบูรณ์ อ�ำเภอแม่รมิ และวัดพระธาตดุ อยค�ำ อำ� เภอเมืองเชยี งใหม่
เป็นสัญลักษณ์ของพิธีเลี้ยงผีเพ่ือขอฟ้าขอฝนในการท�ำไร่ท�ำนา ต�ำนาน เร่ืองเล่าและนิทานแห่งความรักมีมากมาย
จากนน้ั จะทำ� พิธีฆ่าไก่หรือหมทู ี่จะเปลย่ี นไปคอื การเล้ยี งไก่ 2 ปี มีทัง้ โศกเศร้า ระทม รันทด การบูชาความรกั ทำ� ใหม้ คี นท�ำในสิง่
การเลี้ยงหมู 1 ปี สลับไปมา มีเง่ือนไขว่าในปีที่เล้ียงด้วยไก่ ที่ยิ่งใหญ่เหลือเชื่อขึ้นได้เสมอ ขุนหลวงวิลังคะในวัย 92 ปี
ทุกครอบครัวจะน�ำไก่มารวมกันแล้วน�ำมาต้มเลี้ยงผีขุนหลวง ได้มอบหัวใจให้กับเจ้าหญิงสูงศักด์ิเจ้าผู้ครองนครหริภุญไชย
แล้วน�ำเลือดไก่มาทาบันใดศาลขุนหลวง ศาลเสนาซ้ายขวา นามพระนางเจ้าจามเทวี หวังจะได้ครอบครองให้สมหวัง
ศาลช้างม้า ส่วนในปีท่ีเลี้ยงด้วยหมู ต้องเป็นหมูด�ำตัวเมีย แต่กลับแพ้พา่ ยดว้ ยมารยาหญิงจนตรอมใจตาย
เท่าน้ัน การฆ่าหมูไม่ใช้มีดแต่ให้ใช้ไม้แหลมแทงแล้วเอาเลือด อนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะทั้ง 3 แห่ง ในวันน้ีจึงเป็น
หมูใส่ถว้ ยถวาย ใชไ้ ก่ 4 ตวั ถวายเทา่ กบั เทา้ ของหมดู ว้ ย ท่ีสถิตย์แห่งดวงวิญญาณที่ผู้คนต่างหล่ังไหลมาขอพร และ
เมื่อเชอื ดไกห่ มถู วายเสรจ็ ชาวบา้ นจะเอาไก่ และหมไู ปท�ำ ระลกึ ถึงด้วยความศรทั ธา
อาหารใส่ก๋วยโจน๋ (ตะกรา้ ไมไ้ ผ)่ เพ่อื ใส่ของไหว้ จ�ำนวน 9 ก๋วย
ได้แก่ ผขี ุนหลวง 1 ก๋วย เสนาซา้ ยขวา 2 ก๋วย หลักชา้ ง 1 กว๋ ย
หลักมา้ 2 กว๋ ย ผเี ส้ือบา้ นหรือผีเจา้ นาย 1 ก๋วย เจา้ ที่ 1 ก๋วย

ผู้เขียนหลับตาลงเหมือนมีลมเย็นพัดผ่าน วูบหนึ่งนั่นรู้สึกเย็นเยือกระคนความเศร้า น�้ำตาปร่ิมรื้นขึ้นมา
ระหว่างมองผคู้ นทชี่ ว่ ยกนั ปลูกดอกเอ้ืองแซะอยู่ แวบหนึง่ น้ันคล้ายเหน็ เงาของนกั รบชายรา่ งกายสูงใหญ่คล้ายกับ
รปู ปน้ั ในศาล ชายผนู้ น้ั ยังคงยืนส่งสายตาจบั จ้องไปตามปลายแหลมของเสน้า (หอก) ซึ่งชี้ไปยังทศิ ตะวนั ออกเฉียงใต้
ปลายทางคือเมืองล�ำพูน ใบหน้ามีน้�ำตาที่ยังรินไหลอาบแก้ม ในมือนั้นยังคงหอบช่อดอกเอื้องแซะอันหอมกรุ่น
ไว้ในอ้อมกอดดว้ ยความรักม่นั ตลอดกาล

ขอขอบคุณภาพจาก :
ชมุ ชนบ้านเมอื งก๊ะ : https://www.sac.or.th/databases/ethnic-groups/ethnicGroups/16
ค�ำกราบไหวพ้ ่อขุนหลวงวริ ังคะ : http://rung119.blogspot.com/2012/09/5-251-11-11-9-10-5-50330-5.html
พระนางจามเทวี : http://thailandscanme.com/lpn005
ภาพเอ้ืองแซะ : ผศ.ดร. ชติ อินปรา

53

วรรณกรรมล้านนา ภาษาและดนตรี

นิคม พรหมมาเทพย์

ท�ำไมคนลา้ นนานยิ มใชค้ �ำวา่ “สระเกล้าด�ำหัว” ขณะทคี่ นทั่วไปทุกภาค
เรียกว่า “รดน�้ำด�ำหวั ” ในเทศกาลประเพณสี งกรานต์หรือปใี หมเ่ มอื ง

ณ กาลนี้ได้เข้าสู่ปีพุทธศักราช 2562 เมื่อวันที่ หรือวันสังขารล่อง เวลา 15 นาฬิกา 14 นาที 24 วินาที
1 มกราคม ที่ผ่านมา ถือว่าได้เข้าสู่ปีใหม่สากลแล้ว พอย่าง นางสงกรานต์ชื่อ ทุงสะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกทับทิม
เข้าสู่ปีใหม่พี่น้องชาวจีนก็จะมีเทศกาลตรุษจีนที่ครึกคร้ืน แก้วปัทมราชเป็นอาภรณ์ พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้าย
ตามแบบเบ้าเดิมของประเพณีอันดีงาม จากน้ันจะเข้าสู่ ทรงสังข์ เสด็จน่ังมาบนหลังครุฑ ส่วนวันจันทร์ที่ 15 เมษายน
เทศกาลสงกรานต์ของพี่น้องชาวไทยท้ังหลาย โดยเฉพาะ 2562 เป็นวันเนาว์หรือวันเน่าในล้านนา และวันอังคารท่ี 16
คนลา้ นนาซ่งึ คือเดือนเมษายน เมษายน 2562 เป็นวันเถลิงศกของไทยสากลหรือวันพญาวัน
ประกาศวันสงกรานต์ของโหรหลวง ปีกุน พ.ศ. 2562 ของล้านนา ได้ฤกษ์ในเวลา 19 นาฬิกา 12 นาที 0 วินาที
วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2562 เป็นวันมหาสงกรานต์ หรือการเปล่ียนจุลศักราชจาก จ.ศ. 1380 เป็น จ.ศ. 1381

54

เปลยี่ นรปู นกั ษัตรจากปจี อหรือหมา เป็นปกี ุนหรอื หมู เพียงแต่ พับสาใบลาน ตลอดจนต�ำบอกเล่าของบรรพบุรุษ และ
ไม่แนะนำ� ว่าการด�ำหัวในวนั สงั ขานต์ล่องใหห้ นั หนา้ ไปทศิ ทางใด ประสบการณใ์ นชีวติ จรงิ ของผ้เู ขียนแล้วพอสรปุ ได้ว่า
ตามประกาศโหรหลวงดังกล่าว หากมีการดูปฏิทิน สมัยก่อนเมื่อถึงวันสังขานต์ล่อง ชาวล้านนานิยม
ปีใหม่เมืองล้านนาส่วนใหญ่ก็จะสอดคล้องกัน คือวันอาทิตย์ สระเกล้าด�ำหัวตนเอง ตามค�ำโหรบอกล่าวแนะน�ำในหนังสือ
ท่ี 14 เมษายน เป็นวันสังขานต์ล่อง วันจันทร์ท่ี 15 เมษายน ปีใหม่เมืองหรือตามประกาศของปราชญ์ในสมัยน้ันๆ ว่าปีใหม่ปีนี้
เป็นวันเนาว์ (เน่า) และวันอังคารท่ี 16 เมษายน เป็นวันพญาวัน เวลาจะสระเกล้าด�ำหัวต้องอว่ายหน้าหรือหันหน้าไปทางทิศใด
เปล่ียนจุลศักราชจาก จ.ศ. 1380 เป็น จ.ศ. 1381 เปล่ียนรูป ที่เป็นมงคล ดอกอะไรเป็นพญาดอก ไม้อะไรเป็นไม้มงคลประจ�ำปี
นักษัตร์จากปีเปิ้กเส็ดหรือหมา เป็นปี๋กัดไค้ (ไก๊) หมู หรือจ๊าง เป็นต้น เม่ือทราบแล้วผู้คนจะปฏิบัติตาม เช่น ปีใหม่เมืองปีนี้
(ช้าง) ลา้ นนา พ.ศ. 2562 ตามที่กล่าวมาพบว่า สังขานต์ล่องวันอาทิตย์ที่ 14
ที่ส�ำคัญการปฏิบัตินิยมในเทศกาลปีใหม่สงกรานต์ เมษายน 2562 ให้สระเกล้าด�ำหัวหันหน้าไปทางทิศใต้ ผีหัวหลวง
ของไทยสากลกับชาวล้านนานั้น แตกต่างกันไปบ้างตาม อยู่ทิศพายัพเวลาสระเกล้าด�ำหัวอย่าหันหน้าไปทางทิศน้ัน
ขนบธรรมเนียมนั่น คือการไปขอขมาด�ำหัวผู้ใหญ่ ทางล้านนา จักเป็นกาลกิณี เมื่อสระเกล้าด�ำหัวแล้วให้ไปเอาดอกต๋าเหิน
จะเรยี กว่า “สระเกล้าดำ� หวั ” ตามทก่ี ล่าวมาแล้ว (ดอกว่านมหาหงส์ ตระกูลขิง ข่า มีสีขาวกล่ินหอมมาก ภาคอิสาน
การค้นคว้าศึกษาวิถีชีวิต การปฏิบัติเป็นประเพณีดีงาม เรียกดอกสะเลเต) ซ่งึ เปน็ พญาดอกมาเหน็บบนหัวจะมโี ชคลาภ
ของล้านนาน้ัน ได้สืบสานการสระเกล้าด�ำหัวมานานจนไม่ เป็นต้น จะเห็นว่าขนบประเพณีการสระเกล้าด�ำหัวของคนล้านนา
สามารถหาจุดเร่ิมต้น ณ เวลาใดได้ แต่มีหลักฐานไม่ว่าจะเป็น นนั้ ปฏบิ ัติกันมาจนทกุ วันนี้
การบันทึกเป็นอักษร รูปภาพต่างๆ ในหนังสือ ผนังวัด หรือ

55

พธิ ดี ำ� หวั เจา้ หลวงเชยี งใหม่
พบั สานไ้ี ดค้ ดั ลอกคำ� กลา่ วในพธิ ดี ำ� หวั
ซง่ึ เจา้ นาย บตุ รหลานและพระญาติ
ไดน้ ำ� ดอกไมแ้ ละปรงุ แตง่ นำ�้ หอม
มาแสดงความคารวะตอ่ เจา้ หลวง
พรอ้ มกบั ขอถวายพระพร
ในพธิ ดี งั กลา่ ว
เนอ่ื งในวโรกาสปใี หม่

56

หากศึกษาประวัติศาสตร์เจ้าเมืองเชียงใหม่ จะพบ นอกจากนี้แล้วหากศึกษาการด�ำหัวพระสงฆ์ในวัด
ในหนังสือ พินิจหลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนา พ.ศ. 2559 สมัยก่อน พระผู้เป็นเจ้าอาวาสผู้เป็นตัวแทนคณะสงฆ์ในวัดน้ันๆ
หน้า 87-88 สรุปความว่า “พิธีด�ำหัวเจ้าหลวงเชียงใหม่ จะเข้าไปอยู่ในต๊อมอาบน�้ำ (ห้องอาบน�้ำที่ไม่มีหลังคา) ท�ำข้ึน
พบั สานไี้ ด้คดั ลอกค�ำกล่าวในพธิ ดี ำ� หวั ซง่ึ เจา้ นาย บตุ รหลาน เพอ่ื พธิ สี รงน�ำ้ ปใี หมเ่ มือง มีรางรนิ ต่อจากผนังห้องออกมารับเอา
และพระญาติ ได้น�ำดอกไม้และปรุงแต่งน�้ำหอมมาแสดง น้ำ� ไกลพอสมควร เมื่อถึงเวลาผู้คนชาวบ้านจะน�ำน้�ำขม้ินส้มป่อย
ความคารวะตอ่ เจ้าหลวง พร้อมกับขอถวายพระพร ในพธิ ี เทลงในรางรินที่อยู่ด้านนอกต๊อม ให้น�ำขมิ้นส้มป่อยไหลลง
ดังกล่าว เน่ืองในวโรกาสปีใหม่” หลักฐานข้างต้นสอดรับ ตามรางรินเข้ารดเศียรพระสงฆ์ที่ยืนรอรับน�้ำจนเปียกปอน
และได้รับการขยายความอย่างชัดเจนในหลักฐานพิธีด�ำหัว เสร็จแล้วพระสงฆ์จะข้ึนมาครองผ้าแล้วข้ึนน่ังบนแท่นอาสนะสงฆ์
เจ้าหลวง ผลงานของศาสตราจารย์เดเนียล แมคกิลวารี ดี.ดี. เพอ่ื ให้พรแก่คณะศรทั ธาชาวบา้ นต่อไป
มิชช่ันนารีท่ีเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสมัยพระเจ้ากาวิโรรส ส่วนการด�ำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นชาวบ้านน้ัน ลูกหลาน
(พ.ศ.2399-2413) หมอแมคกิลวารี มีโอกาสได้เข้าร่วม จะน�ำญาติผู้ใหญ่มากระท�ำการสระเกล้า (สระผม) อย่างแท้จริง
พธิ ดี ำ� หัวเจ้ากาวโิ รรสในคมุ้ หลวง และเขียนบันทึกไว้ในหนงั สอื เป็นการท�ำความสะอาดศีรษะให้แก่ญาติผู้ใหญ่ แล้วอาบน้�ำ
ก่งึ ศตวรรษในหมคู่ นไทยและคนลาว มีความตอนหนงึ่ ว่า ประพรมด้วยน�้ำอบน�้ำหอมทาแป้งแต่งตัวให้ผู้ใหญ่ด้วยเส้ือผ้าใหม่
“ในวนั ขึ้นปีใหมข่ องพวกลาวนน้ั มีธรรมเนียมวา่ ทกุ คน แล้วจึงน�ำน้�ำขมิ้นส้มป่อยมอบให้เพ่ือขอขมาและขอพร
ไม่ว่าจะเป็นเจ้า ขุนนาง หรือผู้ทรงอิทธพลจะต้องอวยพระพร ให้มคี วามสขุ เปน็ สริ ิมงคล
ให้กับองค์เจ้าหลวงและเข้าร่วมพิธี “ด�ำหัว” เพื่ออวยพระพร ความพอสรุปได้ว่า การด�ำหัวปีใหม่ล้านนานั้นจะ
ปีใหม่ ค�ำว่า “ด�ำหัว” น้ัน หมายถึง การอาบน้�ำศรีษะ หรือ ด�ำหัวหรือสระเกล้าจริงๆ โดยเฉพาะการด�ำหัวของชาวบ้าน
ล้างศรีษะ และเป็นพิธีกรรมท่ีช�ำระล้างเศียรของเจ้าหลวง เป็นการดูแลสุขภาพของญาติผู้ใหญ่ประจ�ำปี การได้มาก๋ินหอม
จรงิ ๆ ด้วยการเทน้�ำลงไป...” ต๋อมม่วนร่วมกันของตระกูลของครอบครัว จนกลายเป็น
“พิธีกรรมที่ส�ำคัญอันดับแรกนั้นจัดขึ้นในคุ้มหลวง วิถีและพัฒนาขึ้นสู่ประเพณีที่ดีงามของชาวล้านนาในที่สุด
ในท้องพระโรงขนาดใหญ่แน่นขนัดไปด้วยคนในราชส�ำนัก ด้วยค�ำว่า “สระเกล้าด�ำหวั ปใี หม่เมอื ง”
คนในตระกูลและขุนนางต�ำแหน่งต่างๆ บรรยากาศอบอวล ดังน้ัน ในงานประเพณีสระเกล้าด�ำหัวของหน่วย
ไปด้วยกล่ินหอมของดอกไม้นานาชนิดที่จัดวางอยู่เต็มโต๊ะ งานสถานทตี่ า่ งๆ
และบนหิ้งท่ีมีอยู่ท้ังหมด ทุกคนถือขันเงินท่ีมีน้�ำ...น�ำโดย
ราชตระกูลสายตรงของพระองค์ แล้วจึงตามมาด้วยเจ้านาย ปา้ ยพธิ คี วรใชค้ �ำว่า
องค์อ่ืนๆ ตลอดจนขุนนางต�ำแหน่งสูงเรียงลงไปตามล�ำดับ “พิธสี ระเกลา้ ดำ� หัวปี๋ใหมเ่ มอื งล้านนา”
พระองค์เจ้าหลวงทรงยืนประทับอยู่ในขณะท่ีน�้ำขันแล้วขันเล่า จะเหมาะสมกวา่ ค�ำวา่ “พธิ รี ดนำ�้ ด�ำหัว”
ถูกเทราดลงบนพระเศียรจนทรงเปียกปอนไปทั้งพระวรกาย เพราะการ “รดนำ�้ ” เพราะการรดนำ�้ ทีม่ อื
พื้นเจ่ิงนองไปด้วยน้�ำ... หลังจากพิธีกรรมในคุ้มหลวง คนเมอื งคนล้านนาถือวา่ ไม่เหมาะสม
เสร็จแล้ว...องค์เจ้าหลวงเสด็จออกเพ่ือทรงรับการด�ำหัว เหมอื นเป็น “การรดน้�ำศพคนตาย”
จากประชาชน ท่แี มน่ �้ำปงิ ...(จิตราภรณ์ แปล 2537:111-112)

ขอขอบคุณภาพจาก :
พานดำ� หวั ดอกมะลิ : https://www.varee.ac.th//th/activities-detail.
ดอกต๋าเหนิ : https://www.85e2c27f4709492ea61243d981002e60-Recovered
ตงุ ป๋ใี หม่ : http://www.maesainewsonline.com/maesai/?p=15519
นางสงกรานต์ ทงุ สะเทวี : http://www.fm91bkk.com/นางสงกรานต-์ ป2ี 562-ทรงนามวา่ -ท
ขันดอกมะลิ : http://www.uckymonkeytrip.com/content/11336/รู้แลว้ ปฏิบัติ-5-ขอ้ น่าร-ู้ รดน้�ำด�ำหวั ผู้ใหญ่ใหถ้ ูกกาลเทศะ.

57

วรรณกรรมล้านนา ภาษาและดนตรี

นพดล พิมาสน

ในสังคมโลกปัจจุบันท่ีเปลี่ยนไปตามกระแสของยุค IT ขึด คือ ความไม่เป็นมงคล ความไม่ดี เสนียดจัญไร
ท่ีไม่สามารถหยุดย้ังได้ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี
ข้อมูลข่าวสารสารสนเทศต่างๆ ก็ท�ำให้บ้านเมืองสังคมโลก ความเสื่อม ความวินาศฉิบหาย กระท�ำความผิดจากจารีต
ย่อมตามกระแสไป รวมถึงความเช่ือประเพณี วัฒนธรรม ประเพณีท�ำให้ได้รับความเดือดร้อน เจ็บไข้ได้ป่วยเหล่าน้ี
จารีตต่างๆ ท่ีปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน คนรุ่นก่อนก็ค่อยๆ หายไป เป็นต้น ลักษณะของขึด คือ ไม่มีตัวตนไม่สามารถจับต้องได้
คนรุ่นใหม่ก็ข้ึนมาแทน จารีต ประเพณีความเช่ือต่างๆ ก็จะ คนโบราณท่านเปรียบเทียบกับชายคาเรือน ซึ่งสมัยก่อน
เลือนหายไปกับคนรุ่นเก่าเหลือไว้แต่ค�ำพูดที่เคยได้ยินได้ฟังมาว่า ใช้หญ้าคาน�ำมาผูกติดกับไม้ไผ่ท�ำเป็นหลังคา หรือไม้กวาด
“เหมอื นดเู กยได้ยนิ เปินวา่ ” ทางมะพร้าว “ไม้ยูสะลาด” ที่ใช้ท�ำความสะอาดพ้ืนที่
จารีตประเพณีที่เปรียบเสมือนข้อห้าม ข้อบังคับ กฎ มันค่อยๆ หดหายไปทีละเล็กทีละน้อย โดยที่เราไม่ทันได้สังเกต
กติกา อย่างหนึ่งของคนสมัยโบราณที่ท�ำให้สังคมสมัยเก่าก่อนนั้น กว่าที่เราจะรู้ตัวก็เหลือเพียงส้ันนิดเดียว การถูกขึด ต้องขึด
อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข สงบร่มเย็น ไม่วุ่นวายเหมือนใน ก็เหมือนกัน กว่าเราจะรู้ก็ท�ำให้ข้าวของสมบัติพังพินาศไป
สงั คมปัจจุบนั บางคร้ังไม่น่าจะเสียก็เสีย คนม่ังมีศรีสุขกลับเป็นคนจนได้
กฎกติกาน้ีไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ถึงเหตุผล ทุกข์ไร้เข็ญใจ ไม่น่าจะเจ็บไข้ก็เจ็บไข้ เป็นโรคที่หมอรักษา
ของการท่ีไปละเมิดต่อจารีตประเพณีนั้นได้ เช่น ค�ำว่า “ขึด” ไม่หาย ไม่มีสาเหตุ ท�ำให้ตนเองครอบครัวคนท่ีอยู่ในบ้าน
หรือ “ถูกขึด ต้องขึด” ภาษาอสี านเรียกวา่ “มนั ขะลำ� ” เดือดร้อนวุน่ วาย เป็นตน้

58

การทีถ่ ูกขึด ตอ้ งขึด มี 3 สถาน คือ ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างของลักษณะขึดท่ีน�ำมา
1. ตนเองท�ำ ต้องขดึ ถกู ขึดคนเดยี ว เพียงอย่างละหนึ่งข้อเท่าน้ัน ขึดเป็นข้อห้าม และเป็นการปราม
2. ตนเองท�ำ คนในครอบครัว ถูกขึด ตอ้ งขึดด้วย ไม่ให้ท�ำส่ิงที่ผิดจากจารีตประเพณีที่ดีงามของคนล้านนา ค�ำสอน
3. ตนเองท�ำ คนทั้งบ้านเมือง (หมู่บ้านสังคม) เดือดร้อน เหล่านี้ได้บันทึกไว้ในหลายๆ ท่ี เช่น ในวัดจะบันทึกและเผยแพร่
ไปด้วย (หนังสอื แบบเรียนภาษาลา้ นนา บุญคดิ วชั รศาสตร์) เป็นลักษณะของพระธรรมเทศนาแบบธรรมชาดกพ้ืนเมือง คือ
1. ตนเองท�ำ ต้องขึด ถูกขึดคนเดียว เช่น แม่บ้าน ธรรมมูลละขึด ธรรมค�ำสอนโลก ธรรมจารีต มูลโลกหลวง
นั่งหัวบันไดบ่อดีขึด ถ้าหากจะอธิบายในปัจจุบัน คือ ผู้หญิง เป็นต้น บางที่บันทึกไว้เป็นต�ำรา เช่น ต�ำราส่งขึด ถอนขึด
ท่ีต้ังครรภ์ไม่ควรน่ังตรงหัวบันไดซึ่งเป็นท่ีสูงกลัวว่าอาจจะพลัดตก ต�ำราส่งอบุ าทย์และท่เี ป็นเวทมนตค์ าถา เช่น คาถาธรณีสารหลวง
จากบันไดได้จะเป็นอันตรายกับผู้หญิงและลูกในครรภ์น้ัน คาถาธรณีสารน้อย ซ่ึงทางภาคกลางเรียกว่า โองการธรณีสาร
(ขดึ ลา้ นนากบั ขอ้ ปฏิบตั ทิ ี่ควรทราบ) ใช้รดน�้ำมนต์ หรือท�ำพิธีแก้ขึด หรือถ้าหากรู้ว่าส่ิงเหล่านี้
2. ตนเองท�ำ ท้ังตนเองและครอบครัวจะถูกขึด เป็นของขึดแต่จ�ำเป็นท่ีจะต้องท�ำ นักปราชญ์ราชบัณฑิต
เช่น แป๋งบ้านเรือนก๋วมหลัก ก๋วมต๋อขึด คือปลูกบ้าน ครูบาอาจารย์ในสมัยโบราณท่านก็มีวิธีป้องกันและแก้เคล็ดต่างๆ
ปลูกเรือนทับตอไม้ (ตอไม้ที่ตัดต้นท้ิงและไม่ได้ขุดเอาราก เช่น ก่อนจะกระท�ำให้ต้ังขันขึ้นขันต้ังก่อน คือท�ำเคร่ืองสักการะ
เอาตอออก) เวลาที่ตอไม้น้ันผุด หรือมีปลวกมากัดกินต่อไม้นั้น บูชาและท�ำน�้ำมนต์ เพื่อเป็นการป้องกันและเป็นขวัญก�ำลังใจ
จะท�ำให้พื้นบ้านนั้นยุบตัวลง หรือจะมีปลวกขึ้นบ้านจะเป็น สิ่งเหล่านี้เป็นอุบายที่แยบยลของคนโบราณท่ีใช้สอนบังคับ
อันตรายตอ่ ผ้อู ยอู่ าศยั ในบ้านนั้น ห้ามปรามลูกหลาน และใช้ป้องกันผู้คนในสังคมหรือแม้แต่
3. ตนเองกระท�ำ ท�ำให้คนในหมู่บ้านในชุมชนนั้น การสังเกต สิ่งที่ผิดปรกติทางธรรมชาติ ผิดวิสัยของความเป็นจริง
ถูกต้องขึดไปด้วย เช่น เจ้า คือ การสร้างเมือง หรือวัดวาอาราม เช่น มีสัตว์ป่าได้เข้ามาอยู่ในบ้าน ปลวกหรือมดขึ้นมาท�ำรัง
และสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยสิ่งเหล่าน้ี เม่ือจะสร้างจะต้องดูว่า บนบ้านเหลา่ น้ีเปน็ ตน้ ทั้งนเ้ี พื่อเป็นการสงั เกตตอ่ ภัยธรรมชาติ
เวลาฝนตกน�้ำท่วม หรือเวลาท่ีมีน้�ำมากๆ กระแสของน�้ำ ที่อาจจะเกิดข้ึนโดยไม่รู้ตัว ท�ำให้เราหาทางป้องกันสิ่งทจี่ ะน�ำ
จะพัดมาทางไหน เวลาก่อสร้างไปตรงกับกระแสน�้ำจะท�ำให้ ความเดือดร้อนภัยอันตรายต่างๆ ท่ีอาจจะเกิดขึ้นต่อตนเอง
เกิดอันตราย และสร้างตรงกับทางแยกน้อยใหญ่มาตรงกัน ครอบครัว ชมุ ชน หม่บู า้ นและสงั คมส่วนรวมได้ทันท่วงที
ก็กลัวอันตรายจากอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดข้ึนโดยมิคาดฝัน และ ดังนั้น การท่ีผู้คนอยู่ร่วมกันในสังคมที่ต้องพึ่งพา
อีกอย่างหนึ่ง คือ ขุดกระแส แหม่รูทวาร ถมสมุทร เหล่าน้ี อาศัยกันหรือท่ีเรียกว่าสังคมอุปถัมภ์ในอดีต จึงได้มีจารีต
เป็นต้น ท่ีท�ำแล้วอาจท�ำให้สังคมต้องเดือดร้อนวุ่นวาย ประเพณีเหล่าน้ีเป็นเครื่องควบคุมทางสังคม ถ้าหากใคร
(ขึดหลวง-อำ� เภอดอยเต่า) ท�ำอะไรที่ผิดแผกแตกต่างไปจากจารีตและค�ำสอนของผู้
เฒ่าผู้แก่ผู้ท่ีมีความรู้หรือท่ีเคยบวชเรียนมาซ่ึงถือได้ว่าได้
ขดึ เป็นข้อห้าม และเปน็ การปราม รับการสืบทอดภูมิปัญญาเหล่านี้มาจากบรรพชนที่เป็นครู
ไม่ใหท้ �ำสิง่ ทผี่ ดิ จากจารีตประเพณี อาจารย์กจ็ ะต้องตกขึด เป็นต้น

ท่ีดงี ามของคนล้านนา

ขอขอบคณุ ขอ้ มูลจาก :
หนังสอื แบบเรียนภาษาล้านนา : บญุ คดิ วัชรศาสตร์
ขดึ ลา้ นนากบั ขอ้ ปฏิบัติทคี่ วรทราบ : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=15110.0;wap2)
ขึดหลวง-อ�ำเภอดอยเต่า : https://sites.google.com/site/xaphexdxyte/4-phumipayya-thxng-thin-khxng-khn-dxytea/4-7-sakha-sasna-
laea-prapheni/khud

59

วรรณกรรมล้านนา ภาษาและดนตรี

ศรีเลา เกษพรหม

ผู้เขียนได้น�ำข้อมูลเรียบเรียงไว้ในหนังสือประเพณีชีวิตของคนล้านนา ใช้แจกในงาน
อนสุ รณพ์ ธิ พี ระราชเพลิงศพ (ปอยล้อ) พระครลู ทั ธาโสภณ (พระครบู าอา้ ย โสภณมหาเถระ)
เมอื่ วนั ท่ี 15 มนี าคม พ.ศ. 2558 ซงึ่ ไดร้ ับความสนใจมีผู้ติดตามอยา่ งมากมาย จงึ เรยี บเรียง
ประเพณวี ัฒนธรรมของภาคเหนอื ท่เี กี่ยวกับวิถีชีวติ คนล้านนาประพฤติปฏิบตั ิสืบมายาวนาน
ทั้งการเกิด การบวช การแต่งงาน การสร้างบ้านเรือน และงานพิธีศพ ความเชื่อต่างๆ น้ัน
จะยังมั่นคงและเช่ือว่าคงจะอยู่ไปในกระแสสังคมความเปล่ียนแปลงคนรุ่นใหม่ ในวารสาร
ช่ออินทนิลฉบับน้ี ผู้เขียนขอน�ำประสบการณ์จากการเป็นคนอยู่วัดมาตั้งแต่เป็นโขยม
น�ำเสนอเรื่องการบวชต่างๆ ตั้งแต่บวชพระ บวชผ้าขาว บวชชี บวชจูงศพ บวชเณร โขยม
เพื่อเปน็ ความรูแ้ ละประโยชนแ์ พรห่ ลายตอ่ ไป

60

เชอื่ กนั วา่ บคุ คลใด
บวชเณรได้โปรดแม่ บวชพระได้โปรดพอ่

บวชพระ เม่ือพ่อแม่ญาติพี่น้องพร้อมแล้ว สมัยก่อนจะให้สามเณรองค์
นั้นสึกไปเป็นฆราวาสก่อนสัก 3-7 วัน แล้วจึงนุ่งผ้าขาวเตรียม
ชายล้านนาท่ีมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ คืออยู่วัดมา บวชพระ
ต้ังแต่เล็กๆ ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ยังไม่เคยผ่านโลก หรือเสพกาม ถ้าถามว่าเณรสึกไปน้ันจะไม่ไปเที่ยวเสพกาม ติดผู้หญิง
มาก่อน การบวชเม่ือโตเป็นผู้ใหญ่แล้วหรือเคยมีครอบครัว ด่ืมเหล้าหรืออย่างไร คงตอบว่าคนโบราณน้ันถือว่าบาปบุญ
มาแล้วก็มีจ�ำนวนมาก แต่ความเคารพนับถือจากชาวบ้านน้ัน อยู่ที่ใจ ถ้าท�ำบาปถึงไม่ไม่มีใครรู้ตนเองย่อมรู้เมื่อบวชเป็นพระ
จะน้อยกว่า เรยี กกนั วา่ “ตุ๊ปี้” “ตลุ๊ ุง” จะขาดสงา่ ราศี
พิธีบวชพระในล้านนาไม่มีการจัดงานใหญ่โต เหมือน เณรที่สึกไปนั้นยังมีศีลอยู่ บางคนยังผูกพันผ้าเหลืองไว้
บวชเณร เณรน้ันพอมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ก็จะบวชเป็นพระ ก็จะเอาผ้าเหลืองใส่ไว้ในเส้ืออีกชั้นหน่ึง เพราะกลัวจะขาด
ส่วนบางคนอยากบวชมากแม้มีอายุไม่ถึง 21 ปี ถ้าอายุเพียง จากศลี และขาดจากเพศเณรไป
20 ปี เวลาจะบวชให้เอาหัวปลีมาสมทบ 1 หัว ถือว่าเป็นปีหน่ึง เม่ือครบเวลาแล้วถึงวันบวชพระต้องท่อง “สังฆัมภันเต”
นับรวมกับอายุ 20 แล้วคือ 21 พอดี แต่ไม่นิยมเอามา 2 หัว ให้คล่องให้ชัดเจน ถ้าท่องไม่ได้ก็บวชพระไม่ได้ การบวชพระ
ในกรณีอายุ 19 ปี พอถึงเวลาเจ้าอาวาสจะบอกพ่อแม่ว่าถึงเวลา ท่ีไมน่ ยิ มทำ� ให้เอิกเกริกเพราะถือวา่ เปน็ เรือ่ งของสงฆ์ มีพิธีกรรม
บวชเป็นพระได้ พ่อแม่จะปล้ืมปิติอีกคร้ังหลังจากท่ีเคยบวช ภายในพระอุโบสถ ซ่ึงใครๆ จะเข้าไม่ได้ บวชพระภิกษุใหม่
เป็นเณรมาแล้ว เจ้าอาวาสจะก�ำหนดวันเดือนท่ีจะบวชพระ แล้วจะต้องอยู่กรรมอย่างน้อย 7 วัน บ�ำเพ็ญศีล สมาธิ
โดยพ่อแม่จะบอกญาติพี่น้องช่วยกันเป็นเจ้าภาพปัจจัยไทยทาน ปัญญากรวดน้�ำอุทิศบุญกุศลให้แก่พ่อแม่ พ่อแม่จะปล้ืมปิติ
ถวายพระสงฆ์อย่างน้อย 20 ส�ำรับ เคร่ืองอัฏฐบริขารอย่างอ่ืน มีความสุขนอนตายตาหลับ โดยเช่ือว่าเม่ือตายแล้วผ้าเหลือง
เชน่ บาตร ไตร จีวร พดั ตาลปัตร ใบตาล เขม็ เยบ็ ผ้า ทกี่ รองนำ�้ ของลูกชายที่บวชนี้จะพาส่งให้ได้ข้ึนสวรรค์ เมื่อลูกชายได้บวช
เกิบตีนทิพย์ รวมแล้วเรียกว่า “ธรรมข๊อก” ส�ำหรับ เปน็ พระเป็นเณร
เครื่องไทยทานมีชุดใหญ่ 3 ชุด ส�ำหรับถวายพระอุปัชฌาย์
และพระคู่สวด 2 รูป เรียกว่าไทยทานถวาย “หัวตานหางลาน”

61

บวชเป็นผา้ ขาว บวชเณร
ชาวล้านนาน้ันไม่นิยมบวชเม่ือมีอายุมาก ดังเช่นการบวช
บางรายเมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้วประพฤติปฏิบัติตาม
พระธรรมวินัยท้ังหมดไม่ได้จึงลาสิกขาแล้วบวชผ้าขาว คือ โดยผ่านการมีครอบครัวมาก่อนมักจะไม่ค่อยมีความศรัทธา
การนุ่งหม่ ชดุ ผา้ สขี าว หรอื บางรายเม่ือเป็นผู้ใหญแ่ ลว้ เบ่อื หน่าย มากกวา่ เณรซึง่ เปน็ ผู้บริสุทธ์ิ การบวชเณรจึงมพี ิธีใหญโ่ ตเรยี กว่า
ชีวิตฆราวาสจึงมาบวชเป็นผ้าขาว เมื่อบวชแล้วก็อาศัยอยู่ในวัด “ปอยน้อย” ถือว่าลูกหลานที่จะบวชเณรนั้นเป็นผู้ประเสริฐ
ช่วยเหลือกิจการพระภิกษุในด้านต่างๆ มีบาตร บริขารคล้าย จึงเรียกว่า “ลูกแก้ว” เช่ือกันว่าการเป็นเจ้าภาพบวชลูกแก้ว
กบั พระสงฆ์ บวชเณรน้ันได้บุญมาก คนที่ไม่มีลูกหรือมีแต่ลูกสาวจึงมักจะรับ
ผ้าขาวน้ันเมื่อประพฤติปฏิบัติชอบก็เป็นที่เคารพนับถือ เป็นเจ้าภาพบวชให้แก่ลูกคนอ่ืน ที่เช่ือกันว่าได้บุญมากคงเช่ือ
ของชาวบ้านศรัทธา การบวชผ้าขาวมีมาเม่ือหลายร้อยปีมาแล้ว ตามคัมภีรท์ ีเ่ ทศนส์ ั่งสอนหรอื คัมภีรอ์ านิสงฆ์การบวชทกี่ ลา่ วถึง
มักปรากฏในศิลาจารึกเสมอ เชน่ ศลิ าจารกึ ทีจ่ ุลครี ี คอื ดอยนอ้ ย การบวชว่า “ถ้าใครให้ได้ลูกของตนไปบวชก็ดี หรือบวช
อ�ำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ จารึกเมื่อ พ.ศ. 2097 ตรงกับ ลกู คนอ่ืนกด็ ี จะมอี านสิ งสม์ าก”
ค.ศ. 1554 ในจารึกอ้างว่าในสมัยพระนางจามเทวีมาสถาปนา การบวชเณรจะเร่มิ เตรยี มการบวชเน่อื งจากเด็กสามารถ
พระธาตุน่ีแล้ว ได้ให้ผ้าขาว 4 คนเป็นผู้อุปัฏฐากดูแลพระธาตุ อ่านเขยี นหนังสือไดแ้ ลว้ เจ้าอาวาสจะก�ำหนดวนั เดอื นทีจ่ ะบวช
มีดังน้ี 1. ผ้าขาวเทือน 2. ผ้าขาวด�ำ 3. ผ้าขาวฟาน 4. ผ้าขาวคม ท่านห้ามเด็ดขาดไม่ให้บวชในวันข้ึน 14 ค่�ำ แรม 14 ค่�ำ
ตอ่ มาเมอื่ พ.ศ. 2097 ตรงกบั ค.ศ. 1554 พญาเมกุฏิ กษตั ริย์ เพราะเปน็ “วนั ม้วยสรม” เชอ่ื กันวา่ จะเกิดเหตกุ ารณ์ท่ไี มด่ กี บั
เมืองเชียงใหม่สั่งให้รวบรวมลูกหลานที่สืบเช้ือสายมาแต่ผ้าขาว พระกับเณรท่ีบวช อาจตายด้วยเหตุไม่ควรตาย หรือพี่น้องพ่อแม่
ท้ัง 4 ให้เป็นผู้อุปัฏฐากดูแลพระธาตุ ยังมีในศิลาจารึกอีกหลาย เดียวกันห้ามบวชพร้อมกัน เม่ือเตรียมการบวชแล้วจะ
หลักท่ไี ดก้ ลา่ วถึงผ้าขาวเป็นผู้น�ำในการสร้างวัด เชน่ ผ้าขาวปลี บอกบุญแก่ญาติพี่น้องโดยการเอาสวยดอกไม้ธูปเทียนและ
และผ้าขาวดวงต๋า ท่ีอยู่อ�ำเภอจอมทองเป็นท่ีเคารพนับถือ เอาผ้าสบง วางบนพานอุ้มไปเรียกว่า “ไปผ้าอุ้ม” คือการอุ้ม
ของประชาชนทั่วไปตลอดจนพวกชาวเขาเผ่าต่างๆ ดว้ ย ผ้าเหลืองไปบอกบุญท่ีจะบวชลูกหลานวันเวลาใดวัดใดจะมีคน
จองเจ้าภาพอฐั บรขิ าร หรือเอาเงินรว่ มท�ำบญุ ใสใ่ นพานนนั่ เอง
บวชชี กอ่ นบวช 2 วัน เดก็ จะโกนผมพอ่ แม่ญาติพน่ี อ้ งจะชว่ ยกัน
ขัดสีฉวีวรรณ ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สะอาด ส่วนชาวบ้านก็จะ
ผู้หญิงนั้นไม่สามารถบวชเป็นภิกษุณีได้ดังสมัย มาช่วยจัดของทาน ตั้งเตียงเณรใหม่ ผูกต้นคาคัวตาน ต้นเงิน
พระพุทธเจ้า แต่ผู้หญิงหลายคนมีใจใฝ่ธรรมอยากเรียน เตรยี มอาหารการกิน จัดสถานทีห่ รอื ลม้ หมู ล้มวัวควายดว้ ยว่า
และประพฤติธรรม จึงโกนผมนุ่งขาวห่มขาว เรียกว่า “บวชชี” สมัยก่อนนั้นไม่มีตลาดขายของอย่างสะดวกมากมาย เช่น
อยู่ในวัดเพื่อหวังจะหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ต่อมาภายหลัง ในปจั จบุ นั จากน้นั จะเป็น “วนั ดา” กอ่ นวันบวช 1 วนั เรยี กวันดา
การบวชชีมีความประสงค์ไปหลายอย่างมากขึ้น บางคนบวช เป็นวันเตรียมแต่งดาเครื่องไทยทาน และอาหารที่จะถวาย
เพื่อหวังการเล่าเรียนศึกษาพระธรรมเพ่ือกายวาจาใจสงบ พระสงฆ์ในวันรุ่งขึ้นวันนี้จึงเป็นวันท่ีมีกิจกรรมมากกว่าวันอ่ืน
บางคนบวชเพ่ือต้องการรับใช้พระสงฆ์ บางคนบวชเนื่องจาก ผู้คนจะมาล้นหลามมาช่วยจัดงานมาร่วมท�ำบุญกันท้ังผู้เฒ่าผู้แก่
ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจผิดหวังในเรื่องครอบครัว คนหนุ่มคนสาวต่างยิ้มแย้มแจ่มใส หัวเราะเฮฮาสนุกสนาน
และความรักเรียกว่าอกหักจึงไปพ่ึงทางธรรมให้ใจสงบ ปัจจุบันนี้ มีทั้งการต้ัง “ผามซอ” ซอด้วยจั้งซอที่สร้างบรรยากาศแก่ผู้มา
มภี กิ ษณุ ที ่สี ามารถรบั ศลี 220 ขอ้ ได้อยา่ งพระสงฆ์ และยงั ได้ รว่ มงาน เช้าวันนั้นจะมีตกแตง่ เด็กทจ่ี ะบวรเณรดว้ ยการแตง่ หน้า
รับการอุปัฏฌายอ์ ย่างถกู ตอ้ งจึงได้มีภกิ ษณุ เี พม่ิ มากขึน้ ทาปากแตง่ ตวั ลูกแก้วใส่แหวนตุม้ หูสายสร้อยสงั วาลย์ เครอ่ื งหอม
ทั้งหลายให้เหมอื นดงั เทวดาหรือกษัตริย์ แตบ่ างแหง่ มกี ารแตง่ ตัว
บวชจงู ศพ โดยการนุ่งผ้าตอ้ ย (ผา้ ขาวมา้ ) สวมเสื้อแพรโพกหัวดว้ ยผา้ สตี า่ งๆ
แบบลิเก บางแห่งจะเรียกว่า “แต่งตัวพม่า” เม่ือแต่งตัวแล้ว
เมื่อพ่อแม่ญาติพี่น้องเสียชีวิตลง ลูกหลานท่ีเป็นชาย จะเรียกว่า “ลูกแก้ว” ลูกแก้วจะน่ังบนหลังม้าหรือข่ีหลังผู้ชาย
ระลึกถึงบุญคุณของบุคคลเหล่านั้น ก็จะท�ำพิธีบวชหน้าศพ ตัวใหญ่ๆ ซ่ึงเป็นญาติแล้วแห่ไปด้วยฆ้องกลองไปยังบ้านมีพิธี
แลว้ เป็นผูจ้ งู ศพน้นั ไปป่าช้า โดยจะโกนหวั บวชโดยพระอุปฏั ฌาย์ ลา้ งเท้าลูกแก้วอุ้มไปพกั ผอ่ นบนบา้ น จากนน้ั จะมีพธิ ี “เรยี กขวัญ
เพียงองคเ์ ดียวกอ่ นวนั จะนำ� ศพไปเผา จากน้นั จะอยปู่ ฏิบัตธิ รรม ลูกแก้ว” โดยอาจารย์วัดหรือผู้ท่ีเก่งๆ เคยเป็นหนานท่ีเคย
ที่วัด 3 วัน 7 วัน 9 วัน เพื่อบ�ำเพ็ญศีลภาวนาแล้วกรวดน้�ำ บวชเรียนมาก่อนและมีเสียงที่ไพเราะเคยเทศน์กันฑ์มหาชาติ
อุทิศบุญกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับ ต่อมาในการบวชปัจจุบันนี้ เวสสันดรชาดก หรือกัณฑ์มัทรี เรียกขวัญลูกแก้วเสร็จจะน�ำ
การบวชจูงศพเป็นการบวชท�ำตามกันไปว่าเพียงจูงศพเท่านั้น ลูกแก้วไปแอ่ว (เที่ยว) อุ้มข้ึนบนหลังม้าแห่ไปเย่ียมญาติ
บวชเพียงวันเดียวพอออกจากป่าช้ามาแล้วก็ถอดผ้าเหลือง บ้านผู้ใหญ่ หรือบ้านคหบดี พอถึงบ้านใดก็จะอุ้มลูกแก้ว
สึกออกมาโดยไม่รู้ไม่เข้าใจในศีล สมาธิ ปัญญา สมาทานศีล
กใ็ หผ้ ูอ้ นื่ สอนและไมร่ ู้ว่าศีลแต่ละขอ้ ใหล้ ะเวน้ สิ่งใดบ้าง

62

ถา้ ใครให้ไดล้ กู ของตนไปบวชกด็ ี
หรอื

บวชลกู คนอนื่ กด็ ี จะมอี านสิ งสม์ าก

ขึ้นบนเรือนซึ่งเช่ือกันว่าจะได้บุญท่ีลูกแก้วขึ้นเรือนของตน เด็กเหล่าน้ีจะมีอายุตั้งแต่ 8 ปีขึ้นไป คือพอให้รู้จักช่วยเหลือ
เย็นวันนั้นเสร็จจากฉลองลูกแก้วก็จะกลับเข้าบ้านพักผ่อน ตัวเองได้ หน้าท่ีของโขยมคือตักน�้ำดื่มน�้ำใช้ กวาดถูกุฏิ
เปลยี่ นเครือ่ งแต่งตวั ออก อาบน�ำ้ ชำ� ระร่างกาย แลว้ นุง่ หม่ ผา้ ขาว ล้างห้องน�้ำห้องส้วม เก็บกวาดใบไม้หรือเก็บขยะในบริเวณวัด
ไปวัดพร้อมกับพ่อแม่ที่เตรียมเอาเตียงไปจัดไว้ที่วัดแล้วขณะนี้ เก็บส�ำรับกับข้าวที่ญาติโยมน�ำมาถวายพระสงฆ์ ตอนเช้า
ลูกแก้วกเ็ ป็นนาคที่จะพร้อมจะบวชต่อไป จะเดินตามพระภิกษุสงฆ์ออกไปบิณฑบาต โดยมีโขยมคนหนึ่ง
วันรุ่งขึ้นพระภิกษุสงฆ์ จะมาพร้อมกันในวิหาร พ่อแม่ ตีระฆงั นำ� ไปตามหมู่บ้าน คนพื้นเมอื งเรยี กวา่ “ระฆังเขาควาย”
ญาติพน่ี ้องจะมาพร้อมกนั ใชเ้ วลาในการสวดและบวชประมาณ เม่ือศรัทธาชาวบ้านได้ยินระฆังก็จะเตรียมอาหารและข้าวสุก
1 ชวั่ โมง เม่อื บวชแลว้ จากนงุ่ ผ้าขาวกเ็ ป็นนงุ่ หม่ ผ้าเหลืองออกมา ออกมารอใส่บาตร ไดย้ ินระฆงั แล้วจะรแู้ ลว้ วา่ พระสงฆ์มาแล้ว
ให้พ่อแม่ญาติโยม เอาน�้ำขม้ินส้มป่อยล้างเท้าสามเณรใหม่ โขยม มาจากภาษาขอม (ขญ) แปลว่า ข้า, บ่าว
เอาบุญพร้อมกับตักบาตร จากน้ันจะได้ถวายเพลพระสงฆ์ ในศิลาจารึกของจงั หวดั ล�ำพนู คอื จารึก 1.3.1.1 วัดข่วงชมุ แก้ว
พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นอันเสร็จพิธีบวชสามเณร สามเณรใหม่ พ.ศ. 2032 ค.ศ. 1489 มวี า่ “ไว้คโยมอุปัฏฐากพระพุทธเจา้
จะต้องอยู่กรรมบ�ำเพ็ญศีลภาวนาในวิหารเป็นเวลา 3-7 วัน 4 ครวั เรือน” เม่ือเขา้ เปน็ โขยมไดป้ ระมาณ 3-5 ปี อายปุ ระมาณ
ก่อนจ�ำวดั ทกุ คืนจะนง่ั ภาวนานบั ประคำ� 108 จบ แล้วจะกรวดน�้ำ 11-12 ปี จงึ บวชเป็นสามเณร ต่อมาเมอื่ มีโรงเรยี นประชาบาล
อุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่พ่อแม่ญาติพ่ีน้องที่ล่วงลับไปแล้ว บังคับให้นักเรียนเรียนหนังสือจนถึงชั้นประถมปีท่ี 4 เด็กจะ
เหมอื นดงั ทเ่ี จ้าอาวาสได้อบรมและฝกึ ใหม้ า ถูกเกณฑเ์ ม่อื อายุ 8 ขวบเข้าเรียนในโรงเรยี น พ่อแม่จะน�ำเดก็
เข้าไปเป็นโขยม เพื่อเรียนหนังสือที่วัดควบคู่ไปกับการเรียน
โขยม ในโรงเรียน กลางวันเรียนอักษรไทยในโรงเรียน ส่วนกลางคืน
เรียนอักษรธรรม คือตัวเมืองตัวล้านนาในวัด พออายุ 11 ปี
สมัยโบราณ “โขยม” เปน็ ค�ำเรยี กขา้ รบั ใช้พระภกิ ษุ ข้าวัด ยังไม่จบช้ันประถมปีท่ี 4 โขยมได้บวชเป็นสามเณรขณะน้ัน
ขา้ พระพุทธรปู ในวดั ซงึ่ จะมที ัง้ เด็กและผูใ้ หญ่ ทัง้ ชายและหญิง ก็อาจตอ้ งไปเรียนหนังสือต่อไป
ต่อมาเม่ือเลิกข้าวัดแล้วโขยมผู้ใหญ่จึงหายไป เรียกเด็กท่ีพ่อแม่ การบวชต่างๆ จึงมีด้วยประการเช่นน้ีแลฯ
น�ำไปฝากเจา้ อาวาสเป็นเดก็ รบั ใช้ และเพ่ือเรยี นหนังสือวา่ โขยม

ขอขอบคุณภาพจาก :
พระสงฆถ์ ือบาตร : https://palungjit.org/threads/กำ� ลังจะบวชครบั -ชว่ ยแนะน�ำวดั ที่เน้นการปฏบิ ัติให้ผมหนอ่ ยครับ.574056/

พระสงฆ์ : https://harmoniaphilosophica.com/wp-content/uploads/2012/12/46_1monks_sep3120.jpg

เณร : https://wallhere.com/en/wallpaper/947550

63

วรรณกรรมล้านนา ภาษาและดนตรี

บัวชุม อินถา

ปี่จมุ ...
ขอสวัสดี ลูกหลาน มอแม่โจ้ บา่ ใจ้ จะมาโต้ คารมเนือ้ หา
แตแ่ ม่บวั ชมุ จะขอมาอ้จู า๋ ขอจ้วยฮกั ษา ประเพณีเกา่ แก่
เฮาเปน๋ คนเมือง รุง่ เรืองมานาน ดา้ นวัฒนธรรม จงจ้วยกน่ั เผยแพร่

จ้วยอนรุ ักษ์ ฮกั ษาแตๆ้ เป๋นของเก่าแก่ คนเมอื ง
แตง่ เน้อื แต่งตว่ั ไปนงุ่ สน้ั มดิ กด๊ิ จะไปปากั๋นฮดิ ซ้อื ผา้ คัวเปื่อง

ปาก๋นั นงุ่ ซน่ิ เปิงกับถิน่ คนเมือง มนั ดูเฮือเฮอ่ื ง เปิงกบั ก�ำอู้
แขกแกว้ มาเยอื น ถึงเฮือน ถงึ เติน๋ เฮาตอ้ นฮบั เจิน
แขกแกว้ เปน้ิ ฮู้ จม่ิ แลนา

(เร่อื งการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี ทำ� นอง ละมา้ ย)
64

ขอยกเอาพ่อครูอ�ำนวย กล�ำพัด หรือในนามเอื้องผ้ึง ด้วยลูกเล่นหยอกเย้าปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง จ้ังซอหลายคนที่มี
ระมิงค์พันธ์ พ่อครูเอกแห่งล้านนามีลูกศิษย์ลูกหามีชื่อเสียง ชื่อเสียงน้ัน กว่าจะฝึกฝนจนช�ำนาญต้องใช้เวลาและต้องมี
ถงึ ปจั จุบนั น้ัน ได้กลา่ วว่า “ซอ” คอื ลำ� นำ� ท่ผี ้ขู บั ร้องทส่ี อดคล้อง ความอดทนสงู
สัมผัสด้วยภาษาถ้อยค�ำ มีปี่เป็นดนตรีให้ท�ำนองซอ แต่งให้ได้ ช่างซอน้ันควรฝึกฝนเรียนรู้สม่�ำเสมอ มีระเบียบวินัย
ระดับเสียงขึ้นลงของลีลา ท�ำนองเริ่มมีพร้อมกับ “ค่าว” ชา่ งจดชา่ งจ�ำ หม่นั สังเกต และตื่นตัวตดิ ตามสถานการณ์สงั คม
เพราะวธิ อี ่านคา่ วหรือ “เล่าคา่ ว” น้ันเปน็ บทกวที ี่มคี ำ� รับคำ� สง่ ขา่ วสารความเคลอ่ื นไหวตา่ งๆ จดจ�ำลลี า ทา่ ทาง การเคล่ือนไหว
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะบทน้ันๆ บทค่าวก็มีความส�ำคัญต้องมี ฝึกฝนการเขียนบทร้องภาษาค�ำท่ีส่ือความหมายต่างๆ ของ
ความกลมกลืนกับเน้ือเร่ือง มีท่วงท�ำนองเสนาะเหมือนกันกับ พ่อครูแม่ครูต้นแบบน�ำมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง พร้อมกับ
“จ๊อย” ซึ่งคือการขับขานบทวีด้วยท�ำนองไพเราะ เยือกเย็น ใส่ทว่ งท�ำนองใหส้ อดคลอ้ งกบั เสียงป่เี สยี งกลอง
อ้อดอ้อน โหยหวน ซ่ึงจะเป็นท�ำนองช้าๆ เนิบๆ หวานๆ “ค่าวซอ” คอื หลักการแต่งร้อยกรองถอ้ ยคำ� เป็นหมู่คณะ
ถึงความรกั ความผดิ หวัง ความรันทด ปวดรา้ วใจต่างๆ เร่ืองราวตามฉันทลักษณ์ มี 2 ชนิด คือ “ค่าวซอ” กับ
ท�ำนองซอจะมีหลากหลายมักจะให้ชื่อตามสถานท่ี “คา่ วธรรม”
หรือที่มาของเรื่องที่จะบรรยายช่ืนชมถึงธรรมชาติ เหตุการณ์ “ค่าวซอ” คือเร่ืองที่ร้อยกรองแต่งขึ้นมาติดต่อกัน
อาหาร การกิน การละเลน่ ผ้คู น ความงดงามของผหู้ ญงิ ดอกไม้ เป็นเรื่องเป็นนิทานต้ังแต่ต้นจนจบหลายหน้าใบลาน เช่น
สายน้�ำนั้นๆ เช่น ซอเชียงแสน ซอเชียงใหม่ ซอล่องน่าน หงสเ์ หิน เจา้ สุวัตินางบัวคำ� อ้ายร้อยขอด เปน็ ตน้
ซอล่องน่านล�ำปาง ซอพม่า ซอเงี้ยว ซออื่อ ซอพระลอ และ “ค่าวธรรม” คือนิยายธรรมะ หรือ ชาดกท่ีมีหลายผูก
ซอละมา้ ย ผูก หมายถึงหน่ึงเล่มใบลานซึ่งจะมีประมาณมากกว่า 10 ใบ
“จ้งั ซอ” ใชเ้ รยี กผู้ขับรอ้ ง การแตง่ จะเป็นร้อยแกว้ และรอ้ ยกรอง
“จงั้ ปี่” ใช้เรยี กผู้เปา่ ปี่บรรเลง การแต่งค่าวซอท่ีดี ต้องมีหลักเกณฑ์ มีสัมผัส
จั้ง หมายถึง ช่างหรือสล่า ผู้ท่ีมีความเชี่ยวชาญ แบบฉันทลักษณ์ท่ีวางไว้ตามแนวครูอาจารย์สอนสั่งมา มีค�ำ
ถนัดเรื่องน้ันๆ เช่น ช่างไม้ ช่างปูน ช่างไฟ และช่างอ่ืนๆ และระดับเสียง ท�ำนองท่ีลื่นไหลกลมกลืนเป็นธรรมชาติ
นอกจากจ้ังซอ จ้ังปี่ ในภาษาล้านนาหรือที่เรียกว่าคนเมือง ถ้าขบั ซอแล้วสะดุด ติดๆ ขัดๆ ไมส่ มั ผัสหรอื คล้องจอง ถอื ว่า
นั้นค�ำว่า “จ้ัง” ยังใช้เรียกนักวาดรูปว่า “จั้งแต้ม” หมอต�ำแย ยังแต่งไม่ดไี มถ่ ูกต้อง
เรยี ก “แม่จัง้ ” ซึง่ การออกเสยี งส�ำเนียงล้านนาจะใหค้ วามหมาย
ได้ชดั เจนกว่า การฟงั ซอใหเ้ กดิ อรรถรสมคี วามไพเราะนนั้
ส่วนเคร่ืองดนตรีที่ใช้เป็นหลักในการขับซอนั้นจะใช้ปี่ คอื การฟงั ดว้ ยอารมณ์ ความรสู้ กึ ใหค้ ลอ้ ย
5 เล่ม ซ่ึงเรียกว่า “ปี่จุม 5” ปัจจุบันได้ปรับให้เข้ากับยุคสมัย ไปตามบทขบั ซอทจ่ี ง้ั ซอถา่ ยทอดใหเ้ ราเหน็ ภาพ
จึงลดปี่ลงเหลือเพียงแค่ 1 เลาก็สามารถขับซอได้พร้อมกับใช้ ไปตามบท ฟงั แลว้ รสู้ กึ ถงึ ความสนกุ สนาน
การบันทึกในเคร่ืองเสียง ซอท่ีใช้ปี่จะมีเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เศรา้ สรอ้ ย รนั ทด หมน่ หมอง วา้ เหว่ เคลบ้ิ เคลมิ้
เท่านั้น ซอล่องน่าน จะใช้ซอเฉพาะท�ำนองล่องน่านท่ีใช้ หลงใหล เรยี กวา่ การฟงั อยา่ งไดอ้ ารมณ์
เครอื่ งดนตรเี พียงซงึ และสะลอ้
ชีวิตของช่างซอบัวชุม อินถา เริ่มเข้าสู่วงการขับซอ
หลังจบการศึกษาแค่ประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนทุ่งฟ้าบด
ต�ำบลมะขามหลวง อ�ำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ “ส�ำนักช่างซอลูกแม่ปิง” โดยแม่ครูบัวชุม อินถา
พ.ศ. 2511 แม่ได้น�ำไปฝากเรียนขับซอท่ีส�ำนักงานอ�ำนวยโชว์ อ�ำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ถ่ายทอดและฝึกฝนวิชา
ของพ่อครูอ�ำนวย กล�ำพัด อยู่ได้ไม่นานถูกส่งตัวไปบ้าน มีลูกศิษย์หลายรุ่นทั้งรุ่นจิ๋ว รุ่นเยาวชน รุ่นใหญ่ ฝึกฝนออกไป
พ่อครูบุญมี ใจสงวน บ้านป่าแดด อ�ำเภอเมือง ที่น่ีจะเป็น ฝากฝีมือจนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับว่าช่างซอส�ำนักลูกแม่ปิงนี้
ศูนย์รวมของผู้คนมากมายที่เป็นช่างซอ ต่อมาได้ย้ายไปเรียน ขับซอได้ไพเราะอ่อนหวาน มีลีลาท่าทางหลากหลายทั้งเนื้อหา
กับแม่ครบู วั ตอง แกว้ ฟน่ั ประสบการณ์หลายๆ แหง่ ท่ีไดผ้ ่านพบ บทประพนั ธ์ การขบั รอ้ งท่ปี ระทับใจในงานตา่ งๆ เช่น การบวช
ครูอาจารย์และช่างซอหลากหลายเรมิ่ เรยี นรู้ และเข้าใจวิถีช่างซอ งานขึ้นบ้านใหม่ งานผ้าป่า งานด�ำหัวปีใหม่เมือง งานปอยหลวง
มากขึ้น จึงไดต้ ัง้ ใจและหาประสบการณ์เพม่ิ พนู ให้ตัวเองเร่อื ยมา งานเดือนยี่เป็ง งานไม้ดอกไม้ประดับ งานบุญงานกฐินงาน
“การขับซอ” เยาวชนคนรุ่นใหมน่ น้ั อาจถือเป็นเร่อื งยาก ตานสลากภัทร และงานท่ีมีหน่วยงานชาวบ้านติดต่อไปแสดง
เพราะต้องใช้ไหวพริบ ปฏิภาณสูง ท้ังยังต้องแพรวพราว อยา่ งสมำ่� เสมอตลอดปี

65

วรรณกรรมล้านนา ภาษาและดนตรี

จีรสิทธ์ิ สงค์ประเสริฐ

ผมติดตามขา่ วของการเมอื งในชว่ งก่อนเลอื กตัง้ ปี 2562 แม้ว่าสภาวะตา่ งๆ จะผันแปรเราทุกคนจะปลอดภยั ทัง้ ระยะส้ัน
เกี่ยวกับประเด็นที่วิพากษ์กันในโลกโซเซียล แล้วรู้สึกไม่สบายใจ และระยะยาว โดยท้ัง 3 ประการ มีเง่ือนไขส�ำคัญ 2 อยา่ ง คือ
ที่คนรุ่นใหม่ใช้ค�ำว่า “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเพียงวาทกรรม” 1. ความรู้ (Knowledge) รจู้ กั ความรอบคอบมีความระวงั
นี่คือพระราชปรัชญาแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร 2. คณุ ธรรม (Merit) การรมู้ ธั ยัสถ์ ซอ่ื สัตยส์ จุ รติ
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานไว้ ผู้น�ำไปปฏิบัติต่างได้รับผลดีเป็นอันมาก อย่างน้อยคือหนี้สิน
ให้คนไทยมาอย่างยาวนาน ท่ีได้ทรงบ�ำบัดทุกข์บ�ำรุงสุข ทล่ี ดลง ผูค้ นอยู่ดกี นิ ดีขนึ้ มีการศึกษาดีขึน้ เกิดปญั ญาสามารถ
แก่ประชาชนคนไทยตลอด 70 ปี ท่ีทรงครองราชย์ คนไทย เอาตัวรอดในโลกปัจจุบัน
ได้น้อมน�ำมาประพฤติปฏิบัติ จนสามารถผ่านพ้นวิกฤติฟอง
สบู่แตกของประเทศมาได้ ปัจจุบันน้ีหลายคนหลายระดับ ส�ำหรับในกระแสธรรมนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนโอวาท
ต่างหันกลับมาสู่สังคมเกษตรได้น�ำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปาตโิ มกข์ 3 ลำ� ดบั คือ
มาสร้างรายได้สร้างครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ท้ังยัง
มีชีวิตที่สงบ และมีความสุขท่ามกลางกระแสโลกความวุ่นวาย ข้ันท่ี 1. ละชั่ว ไมท่ �ำบาป
ผมจึงเสนอถึงปัจจัยให้เป็นบุญแก่ตนเองด้วยการเสริมสร้าง ขัน้ ที่ 2. ท�ำดี ปฏิบัตติ นในศีลธรรม
ความพอเพียงใหเ้ ขม้ แข็งในความไม่พอเพียง ดงั น้ี ข้ันท่ี 3. ท�ำจิตตนใหบ้ รสิ ุทธ์ิสะอาด
ส�ำหรับขนั้ ท่ี 3 การทำ� จิตตนให้บริสทุ ธิส์ ะอาดนี้ท�ำยากสุด ยิง่ มุ่ง
พระราชปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง มหี ลกั 3 ประการ คือ ให้ถึงสุขคติภูมิในชาติภพหน้าแล้วย่ิงยากนักเกินกว่าจะเป็นมนุษย์
ก็ยากแล้ว ด�ำรงตนอยู่ในคลองธรรมยิ่งแสนยาก คลองธรรม
1. ความพอประมาณ (Suffciency) คือ พระสัทธรรม โดยเฉพาะกุศลกรรมบถ 10 หรือสุจริตธรรม
ไม่มากไมน่ ้อยเกินไปจนตนเองและผอู้ นื่ เดือดรอ้ น และความเห็นทนี่ �ำไปส่วู ิมตุ ิ คอื หลุดพ้นบว่ งวฏั สงสาร คนท่มี ี
2. มีเหตผุ ล (Reasons) โอกาสท�ำดีแล้วไม่ท�ำ เรียกว่ามีความยากในการท�ำดี บ้างพบ
เหมาะสมกับเหตแุ ละปจั จยั ความทุกข์แล้วจึงเข้าหาพระธรรม บ้างพบความเจ็บป่วยแล้ว
3. ภูมคิ มุ้ กันทดี่ ี (Immunity) นึกถงึ เวรกรรม บา้ งมุ่งหาเลย้ี งชพี จงึ ลมื ท�ำบญุ จะรอเอาตอนแก่
พ่ึงตนเองเปน็ หลกั จิตในกระแสธรรมไม่บังเกิด ห่างไกลจากหลักธรรมค�ำสอน
ขาดพระรัตนตรัยประเสรฐิ สุดเปน็ หลกั ท่พี ง่ึ

66

การยกระดับจิต 8. กรรมตัดรอน (อุปฆาตกรรม) ฝ่ายตรงข้าม
5. และ 6.
จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นธรรมชาติอันเห็นได้ยาก จิตมนุษย์ หมวด 3 จ�ำแนกตามล�ำดับความแรงของการให้ผล
ละเอียดยิ่งนกั และชอบใฝ่หาอารมณ์อนั ปรารถนา อารมณ์ คอื (the order of ripening)
เรื่องท่ีรู้แจ้งผ่านมาทางอายตนะ 6 (ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ) 9. กรรมหนักให้ผลกอ่ น (ครุกรรม)
สิ่งทั้งปวงมีใจเป็นผู้น�ำมีใจเป็นใหญ่ เมื่อใจดีอยู่แล้วจะพูด 10. กรรมท่ีท�ำจนชิน (อาจิณณกรรม)
หรือจะกระท�ำส่ิงใดๆ จะก่อให้เกิดแต่ความดีความสุขก็จะตามมา ผลรองจาก 9.
คนท่ีท�ำดีหรือคนดี อยู่ในโลกก็เบิกบาน ตายไปก็เบิกบานท้ังโลกน้ี 11. กรรมใกลต้ าย (อาสันนกรรม) หากไมม่ ี
และโลกหน้าเพราะได้เห็นความดีของตนเสมอ ย่ิงได้ประพฤติ 9. และ 10. จะใหผ้ ลก่อน
ปฏิบัติต้ังม่ันในค�ำสอนของพระพุทธองค์แล้วในสังสารวัฏฏ์ 12. กรรมที่ท�ำด้วยเจตนาอ่อนๆ (กตัตทา
ที่พทุ ธวจนะทรงโปรดเทศนาในวาระต่างๆ ดงั นีว้ า่ กรรม) เป็นกรรมที่สกั แตว่ ่าทำ�
1. สังสารวัฏฏ์ของเหล่าสรรพสัตว์แต่ละตนนับเป็นร้อย
เป็นพันเป็นแสนล้านกัป และละกัปนับเป็นร้อยเป็นพัน สุจริตธรรม คือ ความประพฤติดีประพฤติชอบท่ีบุคคลจ�ำเป็น
เป็นแสนปีมนุษย์ สัตว์ในทุคติภูมิเวียนเกิดเวียนตายกันอยู่เช่นนี้
นับไม่ถ้วน ต้องเครง่ ครดั ในการปฏิบตั ิ ไดแ้ ก่
2. สังสารวัฏฏ์น้ีก�ำหนดเบ้ืองต้นเบ้ืองปลายมิได้ เพราะ กาย 3 (กายสจุ ริต คือ ไมฆ่ า่ สัตว์ เมตตาไมเ่ บยี ดเบยี น
เหล่าสัตว์มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกท่องเท่ียว ไม่ลักทรัพย์ คือ เคารพผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดในกาม คือ
ไปมาอยู่ท่ีสุด เบ้ืองต้นยังไม่ปรากฏ เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ไมล่ ่วงละเมิดทางเพศ)
ความพินาศได้เพิ่มพูนปฐพีท่ีเป็นป่าช้าตลอดกาลนาน เพราะ วจี 4 (ไม่พดู เท็จ ไม่พดู ส่อเสียด ไม่พูดคำ� หยาบ ไม่พดู
สัตวเ์ หล่านนั้ ยงั ไมป่ ราศจากความกำ� หนดั ความพอใจ ความรกั เพอ้ เจอ้ )
ความกระหาย ความเร่าร้อน ความทะยานอยากในกาม มโนสจุ รติ 3 (ไม่เพ็งเลง็ อยากไดข้ องใคร ไม่มีจติ คิดรา้ ย
3. หากนับโครงกระดูก ร่างกระดูก กองกระดูก พยาบาท และมสี ัมมาทฏิ ฐิเห็นชอบในคลองธรรม)
เพียงกัปหน่ึงใหญ่โตเท่าภูเขาเวปุลละน้ี ถ้ากองกระดูกพึงเป็นของ
ท่ีจะขนมารวมกันได้ และกระดูกที่สั่งสมไว้ก็ไม่พึงหมดไป ความเพยี งพอ ประมวลขอ้ ธรรมตา่ งๆ
การยกระดับจิตจึงเห็นได้ว่า การไต่ระดับข้ันจิตให้ไปสู่สุขคติภูมิ มาใหเ้ หน็ ประกอบการพจิ ารณา
เป็นการท่องเที่ยวภพอันยาวนานแห่งสังสารวัฏฏ์ สัตว์เหล่า อปุ มามเี มอื่ วาน วนั น้ี พรงุ่ นฉี้ นั ใด
ได้รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท รู้แจงตลอดในอริยสัจจ์ ทั้งมีปฏิปทา
เดินไต่ไปตามอรยิ มรรค รู้และหน่ายคลายกำ� หนดั และปฏบิ ตั ิตน อดตี ชาติ ปจั จบุ นั ชาติ ชาตหิ นา้ กฉ็ นั นน้ั
อย่างมั่นคงในมหาสติปัฏฐาน 4 จักเป็นหนทางเดียวที่จะ ผลในอดตี สปู่ จั จบุ นั สอู่ นาคต เปน็ เชน่ นนั้ เอง
ออกไปเสียไดจ้ ากสงั สารวัฏฏน์ ี้
อดตี ไมข่ ยนั ปจั จบุ นั ไมข่ วนขวาย
กรรม ไมต่ อ้ งทายอนาคต มองทต่ี นแลว้ พจิ ารณา

กรรม (Karma, Action) หมายถึงการกระท�ำที่ประกอบ วา่ พอเพยี งแลว้ ส�ำหรบั เวลาในชาตนิ ี้
ไปด้วยเจตนาดีหรือช่ัว พระพุทธโฆษาจารย์ แสดงอรรถกถา แตจ่ ะพอเพยี งตอ่ สขุ คตภิ มู หิ รอื ไม่
อธิบายไว้ในวสิ ทุ ธิมรรค 33/253-สงั คห 28. ดงั นีว้ า่ เปน็ 3 หมวด ผมู้ ปี ญั ญาพงึ พจิ ารณาใหม้ าก อยา่ งนๆี้ ๆ เนอื งๆ
12 ประเภท
หมวด 1 จ�ำแนกตามกาลท่ใี ห้ผล (time ofripening)
1. ให้ผลในปัจจบุ ัน (ทฏิ ฐธรรมเวทนียกรรม)

2. ให้ผลในภพหนา้ (อปุ ชั ชเวทนยี กรรม)
3. ให้ผลในภพต่อๆ ไป (อัปราปรยิ เวทนียกรรม)
4. กรรมเลก็ ๆ ไมใ่ ห้ผลใดๆ (อโหสกิ รรม)
หมวด 2 จำ� แนกใหผ้ ลตามกิจหนา้ ที่ (time of function)
5. กรรมท่เี ปน็ ตวั นำ� ไปเกิด (ชนกกรรม)
6. กรรมทส่ี นับสนุนซำ�้ เติม (อุปัตถมภกรรม)
7. กรรมบบี ค้นั ผลจาก 5 และ 6 (อปุ ปกิ ฬกรรม)

67

วรรณกรรมลา้ นนาภาษาดนตรี

สมพร แรกช�ำนาญ

ปเู่จจา้ พ๋าิธนกี รรม

ป่จู า๋ นนน้ั อาจารย์มณี พยอมยงค์
กลา่ วไวใ้ นหนงั สอื สารานุกรมเยาวชน ใหค้ วามหมายวา่

ปู่จ๋าน ปอู่ าจารย์ หมายถงึ บุคคลท่ีมคี วามรู้

ทางดา้ นพุทธศาสนาและพุทธศาสนพธิ ี เป็นผนู้ �ำในการไหวพ้ ระ
รบั ศีล เวนทาน หรือการประกอบพธิ ีต่างๆ
ทั้งการประกอบพธิ ีในวดั และทบี่ า้ นเรอื น

ผทู้ ี่จะเปน็ ป่อู าจารย์ได้น้นั ก�ำหนดไวว้ า่ จะตอ้ งเปน็ หนาน
หรอื ผู้ลาสกิ ขาบทในขณะเปน็ พระสงฆ์

ในการทชี่ าวบา้ นจะท�ำบญุ ไหวพ้ ระตา่ งๆ ในวัดน้ัน
ปอู่ าจารย์จะเป็นผู้กล่าวนำ� การไหว้พระ การรบั ศลี

การอาราธนาธรรมและการโอกาสเวนทาน
หรือการกลา่ วมอบเครื่องไทยทานแก่พระสงฆ์
สว่ นในการทำ� พิธีในบ้านหรือนอกวัดนนั้ ปอู่ าจารยก์ จ็ ะท�ำหนา้ ท่ีเดียวกนั น้ี
ซึ่งอาจกล่าวได้วา่ ปูอ่ าจารย์ทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ตัวกลางท่ีจะประสาน
หรือท�ำความเข้าใจระหว่างชาวบ้านกับพระสงฆแ์ ละศาสนพิธี

68

สุภาษิตภาคเหนือท่ีว่า

น้อยบ่าดีเป็นอาจ๋าน หนานบ่าดีเป็นจ่างซอ

เป็นการเปรียบเทียบตำ�แหน่ง “ปู่จ๋าน” กับคนที่เคยเป็น
“น้อย” เป็น “หนาน” หรือ “ช่างซอ” เมื่อชาวบ้านจะจัดงานบุญ
งานศพ ก็ไปตามปู่จ๋านได้ท่ีบ้าน แม้ไม่ได้อยู่วัดก็ต้องมีความพร้อม
ปู่จ๋านหรืออาจารย์หรือมัคทายกส่วนใหญ่จึงมีฐานะอยู่บ้างโดยอาจ
ไม่ต้องทำ�งานประจำ� แม้จะไม่มีรายได้ประจำ�แต่ก็ได้รับเกียรติได้รับ
การยกยอ่ ง ปจั จบุ นั นผ้ี ทู้ บี่ วชเรยี นเปน็ พระเณรทางภาคเหนอื มนี อ้ ยลง
ส่วนทางภาคกลางนั้นมีมากเพราะเป็นประเพณีที่ชายอายุ 20 ปี
ตอ้ งบวชทดแทนพระคุณพอ่ แม่
ความหมาย “น้อย” คือผู้ที่เคยบวชเป็นแค่เณรอายุยังน้อย
บวชไมก่ พ่ี รรษา คณุ วฒุ แิ ละวยั วฒุ คิ วามรยู้ งั นอ้ ยยงั ไมแ่ ตกฉานในวชิ า
จงึ ไมค่ วรยกยอ่ งใหท้ ำ�หนา้ ทเ่ี ปน็ ผนู้ ำ�หรอื ปจู่ า๋ นของผคู้ น สว่ น “หนาน”
คือผู้ท่ีบวชเป็นพระมาแล้วมีอายุพรรษามากได้รับการฝึกฝนและ
ได้รบั การยอมรับการเคารพนบั ถอื ถอื วา่ มคี วามร้ดู ้านศาสนาพิธีการ
พธิ กี รรมมาก จึงไดร้ ับการยกย่องใหห้ นา้ ที่เปน็ ผูน้ ำ� มที ัง้ คุณวุฒิและ
วัยวุฒิภูมิความรู้ความชำ�นาญ สังคมวัฒนธรรมจึงให้ความเคารพ
ผทู้ บ่ี วชเรยี นแลว้ ยอ่ มมคี วามสมถะในรม่ พระศาสนาบางคนเคยเปน็ ถงึ
เจา้ อาวาสวดั มากอ่ น การทผี่ คู้ นใหก้ ารเคารพกราบไหวบ้ ชู า จงึ ไมค่ วร
ไปเปน็ “ช่างซอ” คือนักแสดงทั่วไปซงึ่ ใครๆ กเ็ ปน็ กันไดแ้ ละมกั จะมี
ภาษาคำ�พดู ทสี่ อ่ื ไปในทางสองแงส่ ามงา่ มไมเ่ หมาะสมทค่ี นเคยบวชเรยี น
จะกล่าวเช่นน้ี



69

คนกลางท่ที ำ� หนา้ ทร่ี ะหวา่ งชาวบา้ นกับพระสงฆ์ ภาคเหนือจงึ เรยี กวา่

“ปู่จ๋าน” ภาคกลางเรียกวา่ “มัคทายก”

ความต่างกันของ “ปู่จ๋าน” และ “มัคทายก” หน้าที่ของ พิธีสะเดาะเคราะห์ พิธีขึ้นท้าวท้ังส่ี เล้ียงผี ไล่ผี เรียกขวัญ
ปจู่ า๋ นของภาคเหนอื และภาคอสี านนนั้ จะคลา้ ยกนั มาก แตกตา่ งกบั ทำ�เทียนบูชาส่งเคราะห์สืบชะตา หรือการจัดเคร่ืองพิธีพาน
มคั ทายกของภาคกลาง นนั้ คอื ปจู่ า๋ นของภาคเหนอื นน้ั ตอ้ งสามารถ บายศรีสู่ขวัญผูกข้อมือต่างๆ ท่ีตนเองชำ�นาญ แม้แต่มีการ
ทำ�หน้าที่อื่นนอกจากหน้าที่ทางศาสนพิธีในวัด การนำ�กล่าว เจบ็ ปว่ ยตา่ งๆ ทหี่ าสาเหตไุ มไ่ ด้ สว่ นมคั ทายกทางภาคกลางนน้ั
สวดมนตไ์ หวพ้ ระ และตอ้ งเปน็ ผนู้ ำ�หนา้ ทอ่ี นื่ ทไ่ี มใ่ ชห่ นา้ ทขี่ อง จะถูกยกย่องเคารพให้กระทำ�พิธีการทางศาสนาภายในวัด
พระสงฆ์ในชีวิตประจำ�วันของชาวบ้าน เช่น พิธีขึ้นบ้านใหม่ กบั เจา้ อาวาสและพระสงฆ์
พิธีทำ�บุญร้านค้าอาคารสถานท่ี พิธีบวงสรวงอ่านโองการ

แหลง่ ที่มา :- อนุ เนนิ หาด. 2547. ผีปู่ย่า พระสงฆ์ ปูจ่ ๋าน ปา่ เฮยี่ ว และสปั เหร่อ. เชียงใหม่ : นพบุรกี ารพิมพ์ . มลู นธิ สิ ารานกุ รมวฒั นธรรมไทย ธนาคารไทย
พาณิชย์.2539. สารานุกรมวฒั นธรรมไทย. ภาคเหนือ : ฉบับตน้ แบบ. [กรงุ เทพฯ] : มลู นิธิ.
ขอขอบคณุ ภาพ :- https://travel.mthai.com/news/199281.html, http://www.10000fah.com/content--4-2963-87721-1.html,
https://spark.adobe.com/page/1Ov80tfPePM81/, https://www.sac.or.th/databases/rituals/detail.php?id=6

70

วรรณกรรมลา้ นนาภาษาดนตรี
สมพร แรกช�ำนาญ

พุทธท�ำนาย

เหตุการณก์ งึ่ พุทธกาล

ถงึ แม้โลกปัจจุบันจะสามารถติดต่อสือ่ สารไดท้ ัว่ โลก
สะดวกรวดเร็วปานใดกต็ าม ความเชอ่ื และความอยากรู้อยากเห็น
ของคนเรายงั คงมีอย่ไู มเ่ สอื่ มคลาย และจะยิ่งมพี ลงั มาก
หากมคี วามถกู ตอ้ งแม่นย�ำ หมอดู เจ้าทรง เทพเทวา
หรอื การท�ำนายทายทกั จงึ มักจะมีชื่อเสียง ได้รับความเคารพนบั ถอื ศรทั ธา
กลายเป็นหลักในการทำ� นายเหตุการณ์ทงั้ หลาย
ใหผ้ ู้คนดีใจ สุขใจ ต่ืนเต้น หวาดกลัว หรอื หวั่นไหวไดต้ ลอด
โดยเฉพาะยามเกิดภยั พบิ ตั คิ วามเดอื ดรอ้ นต่างๆ แลว้
ผู้คนยอ่ มตอ้ งการขวัญและก�ำลงั ใจและท่ีพ่งึ พิง
รวมถงึ แนวทางการป้องกนั แก้ไขให้ใจสงบบรรเทาเบาบางลง

71

จากน้ไี ปเมือ่ ศาสนาล่วงเลยไปแล้วสองพนั หา้ ร้อยปี
จะเป็นกลุ ียคุ ยุคท่ีมนุษยจ์ ะมจี ิตใจท่ีมวั หม่นไปดว้ ยไฟแห่งโลภะ โทสะ โมหะ

ไม่รจู้ กั บาปบญุ คุณโทษ หา่ งเหินจากศลี ธรรมจรรยา

คำ�ทำ�นายนั้น ผู้คนมักจะเล่าต่อบอกต่อสืบกันมาแต่ ครง้ั ทอ่ี งคพ์ ระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ประทบั อยู่ ณ เชตวนั วนาราม
โบราณกาลจะมีมาทุกศาสนาทุกลัทธิเป็นการทำ�นายอนาคตหรือ พญาปัตเวนกษัตริย์ผู้ครองนครน้ันได้ทรงพระสุบินถึงนิมิต
สงิ่ ทไี่ มม่ ใี ครรเู้ หน็ นอกจากผมู้ มี ญี าณวเิ ศษและสมั ผสั สมยั โรมนั และ แปลกประหลาดถงึ 16 ขอ้ เมอ่ื ไดเ้ ขา้ เฝา้ พระพทุ ธองคจ์ งึ ไดท้ ลู ถาม
กรกี จะมวี หิ ารเดลฟาย (Delphi) ซงึ่ จะมเี หลา่ บรรดานกั บญุ เปน็ ตวั แทน ถึงเหตุการณ์ของนิมิตนั้น ซ่ึงพระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเหตุการณ์
ในการทำ�นายทายทกั ถงึ เหตกุ ารณท์ งั้ รา้ ยและดขี องเหลา่ บรรดาเทพ ในนิมิตน้ันจะเกิดกับศาสนาของพระองค์เอง จากน้ีไปเม่ือศาสนา
ต่างๆ ทผ่ี ้คู นตา่ งบากบั่นข้นึ ไปรอฟังคำ�ทำ�นายถึงบนเขาโอลมิ ปสุ ลว่ งเลยไปแลว้ สองพนั หา้ รอ้ ยปี จะเปน็ กลุ ยี คุ ยคุ ทม่ี นษุ ยจ์ ะมจี ติ ใจ

ทม่ี ัวหม่นไปดว้ ยไฟแห่งโลภะ โทสะ โมหะ ไมร่ ูจ้ ักบาปบญุ คณุ โทษ
สำ�หรบั พทุ ธทำ�นายนน้ั คอื การทำ�นายเหตกุ ารณท์ จี่ ะเกดิ ขนึ้ หา่ งเหนิ จากศีลธรรมจรรยา
ในสมยั กง่ึ พทุ ธกาล ปนี ้ี พ.ศ. 2562 หมายถงึ สมยั แหง่ พทุ ธกาลลว่ งเลย
มาถึงจำ�นวน 2562 ปี ก่ึงพุทธกาล จึงหมายถึงต้ังแต่ปีท่ี 2500
เปน็ ตน้ ไป เรอ่ื งราวเหลา่ นจี้ ะเกดิ ขนึ้ เพยี งใดนนั้ ขอทา่ นจงไดพ้ จิ ารณา
ตรองด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเราคงได้พบได้เห็นหลายอย่าง
เกิดขึ้นแลว้ เปน็ แน่แท้

72

อำ� นวย กลำ� พดั เขยี นไว้ใน ค�ำคมแหง่ ลา้ นนา (กำ� บะ่ เกา่ ) ว่ากวีลา้ นนาได้ถอดความออกมา ดงั นี้

ปุน๋ ดีงดึ ล�ำ้ องึ่ ขบงูตา๋ ย บา้ นเมืองวุน่ วาย ป้อจายนุ่งซ่นิ
ปู้เมยี ผตี ๋าย ซ้ำ� มาเย๋ยี ะปลิ้น แป๋งปามาน ใส่ต๊อง
ปลา๋ แหง้ ในไฟ จกั ไปอยู่ตอ๊ ม ต้ังเหยย่ี นซ่อม บนดอย

นกแอน่ ฟา้ ตา๋ ยเป้ือคมหอย ววั แมม่ อย ไล่ขบเสือแผ้ว

แปลวา่ มันน่าสงสัยนกั ทีอ่ งึ่ อา่ งมากัดงตู าย บา้ นเมอื งเดือดร้อนวุน่ วายไม่จบสิ้น ผู้ชายกลับมานุง่ ผ้าถงุ พวกกะเทย
กลบั มาทำ�บดั สี พากนั ต้ังท้องจะมลี ูก ปลายา่ งทอ่ี ยบู่ นเตาไฟจกั พากนั ไปอยู่ในห้องพรอ้ มกนั ปลาไหลจะไปอาศยั อยูบ่ นภเู ขา
นกนางแอ่นจะมาตายเพราะถูกเปลือกหอยบาดเทา้ เอา แม่วัวกลบั มาดรุ า้ ยจนกลา้ ทีจ่ ะไปกัดเสือ

ปา๋ เหย่ียนตว่ั หลวง แปง๋ ฮางตน้ ไม้ แม่ก้างเฒา่ ขดุ ฮู
ปูอ๋ ยยู่ ังนำ�้ จักเกิดมหี ู ยกยอคอ ผอ่ ดกู ุ้งหนวิ้

ต๊ากและปลิ๋ง จักเกิดมเี ขยี้ ว ไลข่ บวัวควายเดือดซา้ ว
ปา๋ ซิวคำ� อยูใ่ นหมากปา๊ ว ลอยล�ำเล่นไปมา

แกว้ ซอ่ นไว้ กลา๋ ยเปน๋ บ่ะผา ปา๋ ซวิ คำ� ออกน�้ำแมก่ ว้าง

แปลวา่ ปลาไหลตวั ใหญไ่ ปทำ�รงั อยบู่ นยอดไม้ แมค่ า่ งแกๆ่ กลบั ไปขดุ รอู าศยั ปอู าศยั อยใู่ นนำ้ �กลบั พากนั มเี ขย้ี วงอก
ออกมา แล้วพากันไปอาละวาดไล่กัดวัวควาย ปลาซิวกลับไปอาศัยอยู่ในผลมะพร้าวแหวกว่ายในน้ำ�มะพร้าวเป็นที่สำ�ราญ
ดวงแกว้ ทเี่ อาซอ่ นไวก้ ลบั กลายเปน็ หนิ ไรค้ า่ ปลาซวิ ทองออกหากนิ ในนา่ นนำ้ �กวา้ งอนั เปน็ การผดิ วสิ ยั การหากนิ ของปลาตวั เลก็ ๆ

ก๋าจับแวง แฮ้งจับขอ่ื แมวข้ึนหย้ือ หนซู ำ�้ บไ่ ด้
ปลกู จัก๊ ไค ตี้ใกลน้ �ำ้ บ่อ ดกั สอ้ หล้อ อยู่ปีน้ ขี้หมา

แกง๋ ตะวา ใสฮ่ า้ บ่ะเดย่ี ว

แปลวา่ กาจับท่ขี อน อแี รง้ จบั บนข่ือบา้ น แมวไดแ้ ตด่ ู หนูกลบั ไม่ไต่หากนิ ปลกู ตะใคร้ใกลๆ้ กบั บ่อน้ำ� ดกั ไซที่นำ้ �คร่ำ�
ใตถ้ ุนบา้ น แกงไว้ตงั้ แต่วนั วานกลับมาใส่ปลาร้าวันน้ี

เก้าเหล้ียมสบิ เหล้ยี ม บ่าเต้าเหลี้ยมใบคา
เกา้ หนาสิบหนา บา่ เตา้ หนาความฮู้

แปลว่า เกา้ แหลมสบิ แหลมไมเ่ ทา่ กับความแหลมของใบหญา้ คา เกา้ หนาสบิ หนาไมเ่ ทา่ หนาความรู้

73

ตีว้ งั จกั เปน้ หาด นกั ปราชญ์บม่ ีกองธรรม
ลกู บา่ ฟังกำ� ปอ้ แม่ จกั หามมี าแหล่

แปลว่า ที่วงั (ท่ลี ่มุ ลกึ ) จกั กลายเปน็ หาดทราย นกั ปราชญ์หรือผมู้ คี วามรู้จะไมอ่ ยใู่ นความยุตธิ รรม ลกู หลาน
จะไมย่ อมเชื่อฟงั คำ�สัง่ สอนของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย

วัดจะหมอง มองจะห่าง หนตางจะเลย่ี นเกลย้ี ง
โฮงเฮยี นดี จกั มมี าแหล่

แปลวา่ วดั จะซบเซาไมม่ คี นเขา้ ไปทำ�บญุ สวดมนต์ ครกกระเดอื่ งจะไมม่ ใี ครนำ�ไปใชป้ ระโยชน์ ถนนหนทางจะราบเรยี บ
ไปมาหาสู่สะดวก โรงเรียนดีๆ จะมีเยอะแยะมากขึ้น

เรอ่ื งราวทง้ั หลายทพี่ ระพุทธองค์กล่าวทำ�นายไวก้ ็จักมาถงึ ต่อไปในกงึ่ พทุ ธกาลนีแ้ ล

ขอขอบคุณภาพจาก :
ภาพเมือง : https://bangkokattractions.com/bangkok-to-chiang-mai-flight-bus-train/, https://foreignpolicy.com/2019/03/18/the-state-of-war/

74

วรรณกรรมลา้ นนาภาษาดนตรี

สมพร แรกช�ำนาญ

ดวงชะตาราศี

วิธีดตู ัวเสวยอายุ

วถิ ีชาวล้านนานั้นมคี วามเชือ่ ความศรัทธาและผูกพนั
ในขนบธรรมเนียมประเพณตี ั้งแต่เกดิ จนตาย ดว้ ยกศุ โลบาย
อันแยบยลลกึ ซ้งึ จากบรรพบุรุษท่ีบอกไว้สง่ั สอนไว้ จะกระทำ� การใด
ล้วนเกีย่ วขอ้ งกับเทพ เทวดา พอ่ แม่ ครอู าจารย์ ผู้มพี ระคณุ

รวมถึงสรรพสิ่งทั้งหลายท้งั ส่งิ แวดล้อมและธรรมชาติ
การใหค้ วามเคารพนอบนอ้ มและเช่ือม่ันในพระพทุ ธศาสนา
การท�ำบุญ การทำ� ความดี การไมเ่ บยี ดเบยี นหรอื ทำ� ร้ายกันและกัน
ทงั้ คนและสตั ว์ การสร้างขวญั ก�ำลังใจให้เห็นถึงคุณและโทษ
การมุ่งให้ส�ำนึกในความผดิ และไม่กระท�ำการใดๆ ให้สงั คมเดอื ดรอ้ น

การทำ� นายทายทกั ดดู วงชะตาราศีจะดรี า้ ยประการใด
การแกไ้ ขบรรเทาเบาบางอย่างไร จงึ เป็นหนง่ึ ในความสนใจ

เสริมสร้างความมนั่ ใจและเพม่ิ พลงั แกช่ ีวติ
ท่ามกลางกระแสความเปลีย่ นแปลงของโลก

ยคุ สารสนเทศมาจนทกุ วนั น้ี

75

ผเู้ ขยี นไดพ้ บหนงั สอื ซง่ึ เกา่ แกม่ ากชอื่ ตำ�ราแผนโบราณ ดวู นั ออกไปหาโชคลาภ ดวู นั ปลกู พชื เลย้ี งสตั ว์ การไถนา หวา่ นกลา้
พ้ืนเมือง รวบรวมโดย ญาณรังสี พ.ศ. 2535 จัดพิมพ์โดย ดูเน้ือคู่ ดูผัวเมีย ดูทรัพย์สมบัติ วิธีบนบานแม่พระธรณีเจ้าที่
ร้านประเทืองวิทยาในตลาดนวรัฐเชียงใหม่ ในเล่มมีเนื้อหา วิธีดูเคราะห์ดูโชคลาภ อีกทั้งเวทมนต์อาคมคาถาสำ�คัญๆ
มากมายนา่ สนใจมากเกยี่ วกบั พธิ ดี ลู กั ษณะบา้ นเรอื น พธิ กี รรม ซงึ่ นา่ สนใจ และไดน้ ำ� “วธิ ีดูตัวเสวยอายุ” ให้ทกุ ท่านสามารถ
ข้ันตอนปลูกบ้านใหม่ ขึ้นบ้านใหม่หาฤกษ์หาวันยามต่างๆ นำ�ไปใช้ได้อยา่ งเหมาะสมกับตนเองในกาลปจั จบุ ัน
การทำ�ขวญั วันทำ�การมงคล ดูของหาย ดูลกั ษณะทศิ การนอน

สทิ ธิการยิ ะ บุคคลชาย-หญงิ ผู้ใดอยากรวู้ า่ ในปีนี้
เราจะมีเคราะห์ร้าย เคราะหด์ ี มีโชคลาภ รา้ ยดีประการใด
และจะมพี ิธีอยา่ งใดเคราะหร์ า้ ยจึงจะบรรเทากลายเป็นดี

และจะท�ำอย่างไรจึงจะสุขสบายไดโ้ ชคลาภ
ตามความปรารถนา เมอ่ื อยากรูก้ ็จงนับดตู วั เสวย ดังต่อไปนี้เถดิ

ววั รงุ้ (เหย่ียว) แมว

ช้าง สิงห์
หนู งู เสอื

76

วธิ นี บั ผู้ชาย

ใหน้ บั อายุ 1 ปที ชี่ อ่ ง “เสอื ” เวยี นไปทางชอ่ งง-ู หนู ตามลำ�ดบั จนครบอายปุ จั จบุ นั
เม่ืออายุปัจจุบันตกอยู่ในช่องใด ก็ให้ไปดูคำ�ทำ�นายในช่องนั้นเถิดฯ ท่านก็จะรู้ว่า
จะมีเคราะห์ โชค ร้ายดีอย่างไรกก็ จ็ ะรู้ได้ดี ตำ�รานี้โบราณทา่ นเชอื่ ถือแมน่ ยำ�ดมี ากฯ

วธิ นี บั ผ้หู ญิง

ใหน้ บั อายุ 1 ปใี นช่อง “ววั ” เวียนไปทางชอ่ งร้งุ -แมว ตามลำ�ดับจนครบอายุปจั จบุ ัน
เม่ืออายุปัจจุบันตกอยู่ในช่องใด ก็ให้ไปดูคำ�ทำ�นายในช่องน้ันเถิดฯ ท่านก็จะรู้ว่าจะมีเคราะห์
โชครา้ ยดีอย่างไรก็กจ็ ะรู้ไดด้ ี ตำ�รานโี้ บราณทา่ นเช่อื ถอื แม่นยำ�ดีมากฯ

ฝอยทายมดี ังน้ี

1 เสือ

หญงิ -ชาย ผู้ใดตกอายใุ นชอ่ ง “เสอื ” เสวยพระเสาร์ ชือ่ วา่ ผู้ที่ตกอายุในปีนี้ ท่านให้ทำ�พิธีสะเดาะเคราะห์เสีย
“นางสงเสพ” ในปนี ี้ จะไดร้ บั ความทกุ ขร์ อ้ นใจ จะเสยี ทรพั ยส์ ง่ิ ของ จงึ จะบรรเทาโทษ คือให้ปลอ่ ยเต่า 1 ตัว นก 1 ตัว ปลา 11 ตัว
ทงั้ ปวง ตอ้ งอคั คภี ยั ระวงั โจรจะลกั ขา้ วของ จะมผี หู้ ญงิ มาคลอดลกู หอย 11 ตัว หาเทยี น 1 เล่มยาวเท่าตัวจดุ บชู าพระ หาไมค้ ้ำ�ต้นศรี
ทบี่ า้ น ถา้ มาคลอดจรงิ ภยั รา้ ยจะเบาลง มกั จะเกดิ คดคี วาม เมยี มกั มชี ู้ (ต้นโพธิ์) ยาว 1 วา 1 เล่ม ให้อธิษฐานปล่อยสัตว์เหล่าน้ีแล้ว
ผใู้ หญเ่ หนอื ตนจะกลา่ วคำ�ตำ�หนติ โิ ทษ หา้ มมใิ หร้ บั ของลายของแดงดำ� รดนำ้ �มนตเ์ สยี เถดิ เคราะหร์ า้ ยจะคอ่ ยคลายเบาบางลงจะสขุ สบาย
ถา้ รบั ไวม้ กั เกดิ โทษเดอื ดรอ้ ยเพราะของนน้ั ระวงั อยา่ งกนิ ของมนึ เมา ดขี ึน้ ผู้ตกในชอ่ งราศนี ้ี ท่านวา่ เสมือนหนงึ่ “เจ้าชนกลงสำ�เภา
อย่ากินเน้ือเสือ อย่างเดินทางกลางค่ำ�คืน อย่าไปสู่ท่ีเขากินแขก ไปคา้ สำ�เภาอบั ปางแตกลม่ จมในกลางทะเลวนั นนั้ แลฯ”
อยา่ หามศพ อยา่ งคดิ ปลกู บา้ นปลกู เรอื น อยา่ ซอื้ ววั ควายและสตั วเ์ ลย้ี ง
ตา่ งๆ ใหร้ ะวงั ผใู้ หญท่ ม่ี อี ายมุ อี ำ�นาจเหนอื ตนใหม้ าก ระวงั ศตั รเู กา่
หรอื คนทเี่ คยผดิ ขอ้ งหมองใจกนั มาจะใหโ้ ทษและทำ�รา้ ยเรา เปน็ ลกั ษณะ
เกิดวันศุกร์ หรือคนขาวเหลืองท้องใหญ่หน้ายาวตีนมือเล็บขาว
อยทู่ างทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื จะใหโ้ ทษเปน็ ศตั รู และหา้ มเดนิ ทาง
ไปทศิ นนั้ ดว้ ย ถา้ ขนื ไปมกั เจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ยและหา้ มไปทางทศิ ตะวนั ตก
เฉียงใต้ ถา้ ไปจะไดร้ บั ทกุ ข์มากแลฯ

77

2 งู ถา้ จะให้หายเคราะหห์ ายโทษ และให้มดี ชคลาภสกั การะ
อย่เู ยน็ เป็นสขุ ทา่ นให้ซอื้ ไถเ่ อานกท่เี ขาขงั ไว้ 1 ตวั ปลา 12 ตัว
หญิง-ชาย ผู้ใดตกอายุในช่อง “งู” เสวยพระพฤหัสบดี หอย 12 ตัว มาอธษิ ฐานปลอ่ ยเสียเถดิ แล้วทำ�เทียนยาวเท่าตวั
ช่อื ว่า “หนิ เสมา” ในปีนมี้ เี กณฑช์ ะตาโชคดีมาก จะได้แก้วแหวน 1 เลม่ จดุ บชู าพระเสยี แตใ่ หเ้ กรงเรง่ ระวงั ผหู้ ญงิ จะใหโ้ ทษ ผชู้ าย
เงินทองของใช้ ได้สัตว์ 2 เท่า 4 เท้า จะทำ�เรือกสวนไร่นา ลักษณะขาวอ้วนจะให้โทษอย่าได้คบ และให้หาดอกไม้ธูปเทียน
จะได้เครื่องอุปโภคบริโภค จากทางทิศตะวันตกและตะวันออก ไปบูชาพระทางทิศตะวันตกหรือตะวันออก และรดนำ้ �มนต์เสีย
ท่านจะได้รับความสุขสบายตามฐานะของตน ผู้ชายลักษณะ ทา่ นจะไดร้ บั โชคลาภสกั การะตามปรารถนา จะไดร้ บั ความสขุ สบาย
ดำ�อว้ นรปู ราหจู ะนำ�โชคมาให้ อยา่ เอาของสเี ทาสหี มน่ มาไวใ้ นบา้ น ผตู้ กในชอ่ งราศนี ี้ ไดเ้ มอ่ื “ทา้ วกสุ ลาสหนอ่ พทุ ธางกรู ไดร้ บั อภเิ ษก
จะยงุ่ ยากเดอื ดรอ้ น อยา่ งทำ�ประตบู า้ นประตเู รอื น อยา่ ขดุ จอมปลวก กบั นางประภาสุวรรณ มนั จะได้หม้นั หรือแต่งงานปนี แ้ี ลฯ”
อยา่ กนิ เนอ้ื งู อยา่ ขนึ้ ตน้ ไม้ อยา่ ไปทคี่ นตายโหง ระวงั เมยี จะนอกใจมชี ู้
ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเพราะได้เอาของสีลายมาจากทิศตะวันออก
มาไว้ในเรอื น ถ้ามใี หเ้ อาออกจากเรือนเสียจงึ จะดี

3 หนู

หญิง-ชาย ผู้ใดตกอายุในช่อง “หนู” เสวยราหู ถ้าจะให้บรรเทาโทษร้ายกลายเป็นดี หรือให้เบาบางลง
ชื่อว่า “คนเถียงกัน” ป้ีนี้อายุของท่านตกในเคราะห์ร้ายมาก ก็อย่าตีอย่าฆ่าหนู ให้ทำ�พิธีอธิษฐานปล่อยสัตว์ต่างๆ ดังนี้
ระวังไฟจักไหม้ ระวังโจร ขโมยจะลักข้าวของ มักเกิดถ้อยความ ให้ปลอ่ ยปลาหมอ 7 ตัว กบ 12 ตวั เขยี ด 12 ตัว ใหอ้ ธษิ ฐาน
กบั ผใู้ หญท่ ม่ี อี ายมุ ยี ศศกั ดสิ์ งู กวา่ ตน หรอื พอ่ แมค่ รอู าจารยข์ องตน ปล่อยในแม่นำ้ �ใหญ่เสียและให้แต่งดาหาดอกไม้ 12 ดอก
ศตั รมู ที างทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื หา้ มเดนิ ทางไปทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใต้ เทียน 12 เล่ม ธูป 12 เล่ม ลูกไม้ส้มหวานอย่างละ 12 ลูก
จะเกดิ ความรอ้ นใจเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ย หา้ มไปทง้ั สองทศิ นน้ั จะมคี นดำ�อว้ น พร้อมท้ังข้าวสุกอาหารคาวหวาน ไปทำ�บุญถวายพระทาง
ลักษณะรูปราหูมาจาทั้งสองทิศน้ัน จะมาหาห้ามคบ ห้ามเช่ือ ทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื หรอื ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ขอทา่ นอทุ ศิ กศุ ล
มักเกิดความร้อนใจหาโทษใส่ตน และอย่างเดินทางในยามคำ่ �คืน ถึงเทวดาพระเคราะห์ราหู แล้วทำ�พิธีปล่อยสัตว์ รดน้ำ�มนต์
เลือดจะตก สัตว์ร้ายจะกัดจะทำ�ร้ายตน ในปีนี้มักเสียเงินทอง เสียเถิด โทษร้ายจะกลายเป็นดีข้ึนแล ผู้ตกในราศีน้ีได้ปางเมื่อ
คา้ ขายมกั ขาดทนุ ทำ�การสงิ่ ใดไมค่ อ่ ยไดผ้ ล จะหาลาภผลกม็ กั อบั จน “พระเทวทตั ตถ์ ูกแผน่ ดินสรปู ในกาลครั้งนนั้ แลฯ”
ข้นแค้น อย่าต่อถ้อยความกับคนอ่ืน อย่ารับของดำ� ของเหลือง
มาไว้ในบ้านเรือน มักเป็นฝีเป็นตุ่ม เจ็บคอ เลือดตกยางออก
อย่าเล่นมดี พรา้ อาวธุ อยา่ เล่นน้ำ� อย่าขึน้ ต้นไม้ อยา่ ขึ้นทส่ี งู ระวัง
ผชู้ ายผวิ ดำ�ซดี ๆ มเี คราหลามหรอื คนหนา้ ลายลกั ษณะสวยงามบา้ ง
จะใหโ้ ทษ ระวงั เมยี จะนอกใจมีชู้ อาจถูกช้ปู องร้ายฆา่ เรากไ็ ดแ้ ลฯ

78

4 ช้าง

หญิง-ชาย ผุ้ใดตกอายุในช่อง “ช้าง” เสวยในพระศุกร์ ถ้าให้หมดเคราะห์หมดโศกและสมปรารถนา ให้ทำ�พิธี
ชอ่ื วา่ “แพขวางทา่ ” ปนี ใ้ี หร้ ะวงั อยา่ ไดร้ บั ของฝาก จะมโี ทษกเ็ พราะ ปล่อยหนเู ผอื ก 1 ตัว ปลาฝา (ตะพาบน้ำ�) 1 ตวั ปลาขาว 12 ตวั
ข้าวของผู้อ่ืน มักเกิดถ้อยความขุนนางผู้ใหญ่มักให้โทษตน ปลอ่ ยไปทางทศิ ใต้ อธษิ ฐานใหด้ เี ถดิ และใหท้ ำ�พธิ บี ชู าดว้ ยเทยี น
การเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ยมกั ไมค่ อ่ ยมี ในปนี จ้ี ะมสี ว่ นดๆี อยมู่ าก จะไดโ้ ชคลาภ เท่าตัว 1 เล่ม มีเงินทอง มีธูปเทียนดอกไม้สีขาวเหลือง
ข้าวของสมบัติ เรือกสวนไร่นาทั้งของมั่นคงและของเคล่ือนที่ได้ ขา้ วปลาอาหาร ไปถวายพระทางทศิ เหนอื ทศิ ใต้ เสยี เถดิ จะไดร้ บั
เป็นอันมาก จะได้รับความสุขสบายตามฐานะของตน โชคลาภ ความสุขสบายมีโชคลาภมากนักแล ผู้ตกในราศีน้ีได้ปางเม่ือ
ข้าวของเงินทองจะได้มาจากทิศเหนือ ทิศใต้ จะมีคนนำ�เอา “นางเมขลามารบั เอาเจา้ ชนกออกจากทะเล แลว้ นำ�ขนึ้ พระนคร
เพชรพลอยแกว้ ท่มี คี ่าสูงมาขายให้ในราคาถกู จงรับซ้อื เอาไว้เถดิ ไดร้ ับอภเิ ษก วนั นนั้ แลฯ”
จะได้กำ�ไรงาม ในปนี ้ีมเี กณฑว์ ่าจะได้พบเน้ือค่หู รือได้แตง่ งาน หรอื
จะไดล้ กู ทด่ี ถี า้ จะแสวงหาโชคลาภกจ็ งแสวงหาทางทศิ เหนอื ทศิ ใตเ้ ถดิ
จะได้ตามประสงค์ ปีน้ีห้ามรับของดำ�ของลายเข้าไว้ในบ้าน
จะเกิดโทษแลฯ

5 ววั

หญิง-ชาย ผู้ใดตกในช่อง “วัว” เสวยพระอาทิตย์ ถ้าจะให้เคราะห์ร้ายผ่อนคลายกลายเป็นดีข้ึน ให้ทำ�พิธี
ชื่อว่า “คนตัดต้นไม้” ในราศีปีนี้ให้ตั้งใจพยายามเข้าหาพระเจ้า สะเดาะเคราะห์เสีย คือให้ทำ�พิธีอธิษฐานปล่อยนก 1 ตัว
พระสงฆ์ ทำ�จิตใจให้เป็นบุญกุศล เยือกเย็นมีศีลธรรม ถ้าใจบาป ปลาขาว 6 ตัว หอยเท่าอายุปล่อยในแม่นำ้ �ใหญ่ และหาไม้คำ้ �
มกั ตอ้ งโทษภยั ถงึ ตาย อยา่ กนิ เนอื้ ววั เนอ้ื ชา้ ง เนอ้ื เสอื อยา่ ขนึ้ ตน้ ไม้ ต้นศรี (ต้นโพธ์ิ) 1 เล่มยาว 1 วา ขนทรายตักนำ้ �ไปใส่ข่วง
ระวังอุบัติเหตุทางรถทางเรือ อย่าตัดฟันต้นไม้ใหญ่ในดงใหญ่ วัดวาอารามเสีย แล้วให้จัดข้าวปลาอาหารเท่าอายุของตนไป
ระวงั มักเจบ็ ตีเจบ็ มอื สตั วต์ ัวมพี ษิ จะกัดต่อย ให้ระวงั คำ�พูดมกั เกิด ทำ�บญุ ถวายวดั ทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื หรอื ตะวนั ตกเฉยี งใต้
ถ้อยความ ห้ามไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกเฉียงใต้ อทุ ศิ กศุ ลใหเ้ ทวดาอยทุ่ ศิ เสยี เถดิ ทา่ นจะอยรู่ ม่ เยน็ สขุ สบายดขี น้ึ
หา้ มคบคนลกั ษณะหนา้ งอ คอสนั้ อยา่ รบั คนเขา้ บา้ น จะเสยี ทรพั ยส์ นิ จะได้รบั โชคนักแลฯ
เงินทอง เสียลูกเมีย มักจะได้เดินทางไกล เจ็บป่วยจะรักษายาก
ญาติพี่น้องบริวารจะทำ�ให้ทุกข์ร้อนใจ มีข้าวของผี ของร้าย
ของผดิ ศลี ธรรม อยใู่ นบา้ นใหน้ ำ�ออกเสยี อยา่ เกบ็ ไวจ้ ะเกดิ โทษแลฯ

79

6 รงุ้ (เหยย่ี ว)

หญิง-ชาย ผู้ใดตกอายุในช่อง “รุ้ง” เสวยพระจันทร์ ถา้ จะใหโ้ ชคลาภมาก ทา่ นใหท้ ำ�พธิ ที ำ�บญุ คอื ใหอ้ ธษิ ฐาน
ชอื่ วา่ “สวนดอกไม้” ในราศีปีน้ีทำ�นายว่าจะไดช้ มรสกล่นิ ดอกไม้ ปล่อยไก่ขาว 2 ตัว ปลาขาว 2 ตัว ปล่อยหอยเท่าอายุ
คอื จะไดพ้ บคคู่ รองงานรกั ทตี่ นประสงคจ์ ะไดห้ มนั้ หรอื แตง่ งาน หรอื ทำ�บุญตักบาตรอุทิศกุศลให้พระจันทร์เทวดาเสียเถิดท่านได้รับ
จะไดบ้ ตุ รผดู้ มี บี ญุ จะไดร้ บั ความสำ�ราญชนื่ บานจติ ใจ แมน้ คดิ ลงทนุ โชคลาภตามประสงค์ ผู้ใดตกราศนี ี้ ไดป้ างเมอื่ “หนอ่ โพธิสัตว์
ค้าขายก็จะได้รับผลกำ�ไรงามมากและจะมีโชคลาภลอยด้วย ไดร้ บั ทรพั ยม์ รดกเปน็ อนั มากจากตระกลู จนไดเ้ ปน็ มหาเศรษฐี
ปีนี้จะมีความอุดมสมบูรณ์พูนสุข จะได้ทรัพย์สินเงินทอง วันน้นั แลฯ”
ได้เครอ่ื งบรโิ ภคอุปโภค ได้สตั ว์ 4 เทา้ 2 เท้า จะไดข้ ้าทาสบรวิ าร
ได้รับยศศักด์ิถ้าเป็นพระสงฆ์ เป็นข้าราชการก็จะได้เล่ือนข้ันได้รับ
ยศฐาบรรดาศักด์ิ โชคลาภนั้นมักจะได้จากทิศตะวันตกตะวันออก
จะไดม้ ากดว้ ย และได้ขา้ วของจากสองทิศนดี้ ้วย ถ้าเป็นชายจะไดเ้ มีย
หญงิ จะไดผ้ วั จะชนะศตั รู จะไดล้ าภจากทางไกล หา้ มกนิ เนอ้ื สตั วต์ า่ งๆ
และอย่าฆ่านกด้วย อย่ารับเอาของลายมาไว้ในบ้าน อย่าคบคน
หวั เปน็ จองแหลม ตากลมๆ หรๆี่ มกั จะใหโ้ ทษ และใหร้ ะวงั ปากตน
ให้มาก ให้มั่นอยู่ในศีลสัตย์ ท่านจะสุขสบายอุดมด้วยโชคลาภ
ชือ่ เสียงมากแลฯ

7 แมว

หญิง-ชาย ผูใ้ ดตกอายใุ นชอ่ ง “แมว” เสวยพระองั คาร ถา้ จะบรรเทาโทษ ใหอ้ ธิษฐานปล่อยนก 1 ตวั กบ 2 ตวั
ชอื่ ว่า “คนถือหนา้ ไม้ยงิ นก” ในปนี จ้ี ะมโี ชคลาภบา้ ง แตท่ ุกขลาภ ปลาดุก 1 ตัว อธิษฐานสระหัวใส่ในสัตว์แล้วปล่อยเถิดแล้วทำ�
ต้องทำ�จรงิ ๆ จงึ จะได้ ถงึ ได้กไ็ ม่มาก ตอ้ งทำ�งานเหนด็ เหน่ือยมาก เทยี น 1 เลม่ ยาวเทา่ ตวั จดุ บชู าพระ แลว้ จดั อาหารถวายพระ 1 สำ�รบั
จิตใจมักร้อนรนตกใจ มักเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นโรคตา จะได้วิวาท อทุ ศิ บญุ ใหพ้ ระองั คารเทวดา ไปถวายพระทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใต้
บาดหมางเป็นปากเสียงถ้อยความ มีเร่ืองทำ�ให้ยุ่งใจ เลือดตก หรอื ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื เถดิ ทา่ นจะอยสู่ ขุ สบายหายจากเคราะห์
ยางออก เปน็ คดคี วามมักสเู้ ขาไม่ได้ การลงทนุ ค้าขายก็มักขาดทนุ โชคลาภดีขึ้น ผู้ท่ีตกราศีน้ีได้ปางเมื่อ “ทรพีวิวาทกับพ่อแล้ว
หรอื ไดก้ ำ�ไรนอ้ ย ปนี อ้ี ยา่ ซอ้ื แกว้ แหวน อยา่ รบั ของเหลอื งไวใ้ นบา้ น ฆ่าพอ่ ตาย วันน้ันแลฯ”
และของสีดำ�สีเทา จะเปิดความร้อนใจเสียทรัพย์ ให้ระวังศัตรู
คนลกั ษณะผวิ ดำ�ตาเหลอื ก หรอื คนขาวแดงตาแดง จมกู รน้ั อยทู่ าง
ทศิ ตะวันออกเฉียงใต้ และตะวนั ตกเฉียงเหนอื จะก่อเร่ืองยงุ่ ยาก
ห้ามคบหาอย่าทำ�ร้ายแมวและระวังอาหารจำ�พวกเนื้อสัตว์ต่างๆ
ถา้ กินมักเจบ็ ป่วยระวังของจะหายแลฯ

80

8 สงิ ห์

หญงิ -ชาย ผ้ใู ดอายตุ กในช่อง “สิงห์” เสวยพระพุทธ ถ้าจะให้บรรเทาโทษและให้มีโชคลาภมาก ให้ทำ�พิธี
ช่ือว่า “คนถือธงเงิน” ในราศีปีน้ี จะมีความสมบูรณ์พูนสุข อธิษฐานปลอ่ ยนก 1 ตัว ปล่อยปลา 12 ตวั หอย 12 ตัว แล้วทำ�
จะไดล้ าภสกั การะอนั ใหญจ่ ากขุนนาง ลาภผลจะไดม้ ากจากทิศ พิธีรดนำ้ �มนต์เสียเถิด ท่านจะได้ลาภอันพึงพอใจและให้ทำ�ตุง
ทงั้ 4 การทำ�มาคา้ ขายจะไดผ้ ลกำ�ไรงาม โรคภยั ไขเ้ จบ็ ไมเ่ บยี ดเบยี น ยาวเทา่ ตวั 1 ตัว ไปถวายบชู าพระและแตง่ ดาอาหารบณิ ฑบาต
อยู่สุขสบายดี จะได้ยศศักด์ิ ได้เลื่อนข้ันเล่ือนตำ�แหน่งสูงขึ้น ไปทำ�บุญถวายพระทางทิศใต้ทิศเหนือ อุทิศกุศลให้พระพุทธ
ถา้ เป็นสมณะจะไดล้ าภผลสงั ฆะทานมาก จะมโี ชคปากโชคลาภ เทวดาเสยี เถดิ ทา่ นจะไดร้ บั ความสขุ ไดโ้ ชคลาภตามปรารถนาแล
มาจากทางทศิ ใตเ้ ปน็ สว่ นมาก จะตดิ ตอ่ คา้ ขายหรอื ตดิ ตอ่ การงาน ผู้ตกในราศีน้ีได้ปางเม่ือ “นายพรานได้รับรางวัลแก้วแหวน
ก็ควรแสวงหาในทิศน้ันเถิด จะเกิดผลตามประสงค์แต่อย่ารับ มหาสมบตั จิ ากพระราชาเป็นอนั มากวันน้ันแลฯ”
ของดำ�มาไว้ในบ้าน อย่าทำ�ร้ายสุนัข จะเจ็บป่วย ศัตรูอยู่ทาง จบโหราตวั เสวยอายเุ ทา่ นี้
ทิศเหนือ คนผู้ใหญ่ร่างใหญ่ท้องใหญ่ หน้าบากจะให้โทษ
อย่าคบหา และเร่งระวังอย่ายุ่งกับลูกเมียของผู้อื่นจะยุ่งยาก
เดอื ดร้อนและจะเสยี ข้าวของแลฯ

ขอขอบคณุ ภาพจาก :
ปอ้ จายลา้ นนา : http://www.chiangmaithaigoodshub.com/store/product/view/Canvas_Drawing_Frame_man_northern_thailand_
W7.5_xH15.5-23281389-th.html,
รปู ปีนักษัตร : https://www.sanook.com/horoscope/79553/, http://www.sitethai.com, https://www.partiharn.com/contents/23530

81

วรรณกรรมล้านนา ภาษาและดนตรี

วีนาภัทร์ พงษ์ภา

สบื สานงานศลิ ป์

การแต่งกายเป็นสิ่งส�ำคัญอย่างหนึ่ง ที่บ่งบอก
เอกลักษณ์ของคนแต่ละพื้นถ่ิน ส�ำหรับในเขตภาคเหนือ
หรือดินแดนล้านนาในอดีต มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์
อาศัยอยู่ เช่น ไทยวน ไทลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่ เป็นต้น ปัจจุบัน
การแต่งกายแบบพื้นเมืองและแหล่งท่องเท่ียวในล้านนา
ได้รับความสนใจมากย่ิงข้ึน ซ่ึงถือว่าล้านนาอย่างเช่น
เมืองเชียงใหม่มีภูมิประเทศท่ีสวยงามและอุดมด้วย
ทรัพยากรธรรมชาติท่ีหลากหลาย มีอัตลักษณ์และประเพณี
วัฒนธรรมท่ีสืบทอดมายาวนานถึง 700 กว่าปี ท�ำให้มี
แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรืออัตลักษณ์ในการแต่งกาย
แบบล้านนาโบราณ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวท้ังชาวไทย
และชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้ม
ของการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมล้านนาที่เปลี่ยนแปลง ไป
ซึ่งประวัติศาสตร์ภาพยนตร์หรือละคร มีส่วนส�ำคัญอย่างยิ่ง
ของผู้ชมในการแต่งกายเลียนแบบตามรอยละคร ตามที่
ปรากฏในฉากละครต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ละครเร่ือง
รากนครา เพลิงพรางเทียน หรือละครกลิ่นกาสะลอง
เป็นต้น การใช้ละครเป็นส่ือเช่ือมโยงไปยังเอกลักษณ์ของ
การแต่งกายและการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่น
ที่อาจจะยังไม่เป็นท่ีรู้จักอย่างแพร่หลายมากนัก จึงเป็น
กลวิธีหนึ่งที่ท�ำให้สามารถประชาสัมพันธ์ การแต่งกาย
แบบล้านนาให้มีการรับรู้และเข้าถึงได้อย่างกว้างขวางและ
มปี ระสทิ ธิภาพ

82

เคร่ืองแต่งกายลา้ นนาจากละครดัง (รากนครา, เพลงิ พรางเทียน, กลิ่นกาสะลอง)

“รากนครา”

รากนครา เรอ่ื งราวของ เจา้ ศุขวงศ์ แหง่ เมืองเชยี งพระคำ� เกิดตกหลุมรัก เจา้ แมน้ เมือง
หญิงสาวผู้ยึดม่ันรักแผ่นดินและแน่วแน่ในอุดมการณ์ของบรรพบุรุษ ท่ีต้องการให้เชียงเงิน
ได้เป็นเอกราชจากสยาม ซ่งึ มีนอ้ งสาวต่างแม่คือ เจา้ มิง่ หล้า หญงิ สาวผู้เอาแต่ใจและอจิ ฉารษิ ยา
ที่พี่สาวมีชายหนุ่มมาตกหลุมรัก จนเกิดเป็นรักสามเส้า โศกนาฏกรรมทางความรักจึงอุบัติข้ึน
โดยมแี ผ่นดนิ เกิดเป็นเดิมพนั
นำ� แสดงโดย ณฐพร เตมีรกั ษ,์ ปรญิ สภุ ารตั น,์ นษิ ฐา จริ ย่ังยืน, ชัยพล จูเลี่ยน พูพารต์

83

“เจ้าศุขวงศ์ เจ้าแม้นเมือง และเหล่านางก�ำนัล”
ในละครเรื่อง “รากนครา” จ�ำลองจากภาพถ่ายโบราณ
เจ้านางแว่นทิพย์ และเจ้านางสุคันธาแห่งเมืองเชียงตุง
ค้นคว้าข้อมูลและวางแผนการตัดเย็บร่วม 3 เดือน ลงมือ
ผลิตอีก 3 เดือน
บุรุษสวมคู่กับมงกุฏ ที่เรียกว่า “มะไก๊ก์” ประดับ
สร้อยสังวาลย์แบบพม่า เรียกว่า “ซาละแหว่”

แต้ว ณฐพร ในบทเจ้าแม้นเมืองแห่งเชียงเงิน
สวมใส่เส้ือเส้ือกาบค�ำ และ ผ้าซิ่นไหมค�ำ

ชุดแต่งงานของ “เจ้าแม้นเมือง” หรือ
“เส้ือกาบค�ำ” เป็นเสื้อท่ีใช้ในราชส�ำนัก
เจ้าฟ้ารัฐฉาน ได้รับพระราชทานมาจาก
ราชส�ำนักคองบองแห่งเมืองมัณฑะเลย์
ในภาษาพมา่ เรยี กว่า “ดหุ๊ ยิ่นดอ่ ” ใช้ผ้า
ตาดทอง หรือผ้ายกเน้ือละเอียดตัดเย็บ
กุ๊นขอบด้วยก�ำมะหยี่ดามด้วยเส้นลวด
หรือหวาย ปักประดับด้วยด้ินทอง
แล่ง เลือ่ มทองค�ำ ท�ำเปน็ รูปกระดง่ิ
ขนาดเล็ก และรัตนชาติหลากชนิด
แต่ส�ำหรับสตรีในชุดดั้งเดิมสวมเส้ือกาบค�ำ
คกู่ บั ผา้ ทะเมน (ผ้าลนุ ตยาอะเชะ แบบผ่าหน้า
ชายยาวลากพ้ืน) แต่เม่ือถูกน�ำมาใช้ภายใน
ราชส�ำนกั ฉาน กป็ รบั มานงุ่ กบั ผา้ ซิ่นไหมค�ำปงิ
(ผ้าซ่ินไหมค�ำแบบไม่มีลายปักบัวคว่�ำบัวหงาย)
ทอด้วยไหมทองฝร่ังเศส ต่อเชิงแพรสีฟ้า
อมเขียว ปักประดับเลื่อมเงินและด้ินทอง
โบราณ

84

พิธีแต่งงานระหว่างเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ และเจ้านางสุคันธา ณ เชียงตุง
นับเป็นพิธีแต่งงานยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนั้น เพ่ือเป็นการสานสัมพันธ์อันดีระหว่างสองเมือง

ภาพเปรียบเทียบระหว่างภาพเก่า

(บน) พิธีแต่งงาน
เจ้าขุนส่าแห่งเมืองล๊อกจ๊อก
และเจ้านางแว่นแก้วแห่งเชียงตุง

(ล่าง)
พิธีแต่งงานเจ้าศุขวงศ์
แห่งเชียงพระค�ำและเจ้าแม้นเมือง

แห่งเชียงเงิน

85

ผ้าซ่ินไหมค�ำของเจ้าม่ิงหล้าและแม้นเมือง
ท�ำข้ึนใหม่จากต้นแบบผ้าโบราณทรงคุณค่าสองผืน
คือ ซิ่นไหมค�ำของเจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง
จากธนาคารแห่งประเทศไทย ส�ำนักงานภาคเหนือ
และซ่ินไหมค�ำ จากพิพิธภัณฑ์พระต�ำหนัก
ดาราภิรมย์ ท�ำให้ใกล้เคียงของโบราณมากที่สุด
ทอด้วยไหมค�ำฝรั่งเศส ประดับอัญมณีทับทิมกับ
ไพลนิ และหมากดาวเงินแท้ชบุ คำ�

“เจ้าม่ิงหล้า” รับบทโดย “มิว ส�ำหรับเมืองเชียงพระค�ำได้น�ำวัฒนธรรม
นิษฐา” ได้สวมเสื้อปั๊ดไหมสีเขียวคู่กับ ของผ้าน่านเข้ามาใช้ และเป็นผ้าน่านท่ียังไม่เคย
ผ้าซ่ินไหมค�ำแบบทอยาวไปตลอดทั้งผืน ปรากฎในละครเรื่องไหนมากอ่ น โดยเด่นๆ จะเป็น
ไม่ต่อเชิง ผ้าซิ่นไหมค�ำแบบน้ี นับเป็น ซิ่นมัดก่านของกลุ่มไทลื้อท่ีน่าน เลยน�ำในส่วนน้ีมา
แบบพิเศษท่ีพบไม่มากนัก ด้วยความท่ีทอจากเส้นไหมค�ำตลอดตัว ปกติเป็นผ้าซ่ินพ้ืนบ้านแทบจะสูญหายไปแล้ว
ถงึ ตนี ซนิ่ เช่นนี้ มปี รมิ าณไหมค�ำมากกว่าซ่ินไหมคำ� ทั่วไป จึงเข้าใจว่า น�ำกลับมาทอข้ึนมาใหม่ มีอิทธิพลของวัฒนธรรม
ทอขึ้นส�ำหรบั เจา้ นางที่มีตำ� แหน่งสงู ไทลื้อ อิทธิพลของวัฒนธรรมไทยลาว เข้ามา
ผสมผสานท�ำให้ชุดของเมืองเชียงพระค�ำมีความ
“เจ้าแม้นเมือง” รับบทโดย แต้ว ณฐพร เจ้านางแม้นเมือง หลากหลายดว้ ย
สวมเส้ือปั๊ดไหมสีครีม คู่กับผ้าซ่ินไหมค�ำท่ีทอในโครงสร้าง
แบบมาตรฐานของซ่ินไทลื้อ คือ เป็นลายร้ิวขวางล�ำตัวแบบร้ิว
ไม่สม�่ำเสมอ สอดสลับด้วยไหมค�ำระยิบระยับ ต่อเชิงแพรสีเขียว
ประดบั เล่อื มและเมด็ เงินดนุ ลายรูปวงกลม “หมากดาวเงิน” ชาวไทลอื้
เรียกซ่ินลักษณะนี้ว่า “ซิ่นตา” หรือจะเรียกว่า “ซ่ินตาล้ือ” ก็ได้
เม่ือทอด้วยไหมคำ� กเ็ รยี กว่า “ซ่นิ ตาลื้อไหมค�ำ”

86

ผ้าซ่ินมัดก่าน เป็นผ้าซ่ินแบบดั้งเดิมของชาวไทล้ือ อ.ปัว จ.น่าน นิยมทอ
เส้นยืนเป็นฝ้าย เส้นพุ่งเป็นไหม สอดสลับเส้นไหมเงินหรือไหมทอง นิยมโทนสี
ม่วง/น้�ำเงิน/แดง ผ้าผืนนี้ทอและออกแบบส�ำหรับใช้ในละครเรื่อง “รากนครา”
โดยทอตามโครงสร้างผา้ ซนิ่ มา่ น แต่ใชล้ วดลายมดั กา่ นแบบเมอื งปวั

เครื่องแต่งกายเมอื งมณั ฑ์ ดงั ปรากฏในละคร
พิกัดของเมืองมัณฑ์จะอยู่ในโซนของ
วัฒนธรรมพม่า จึงหยิบยืมรูปแบบการแต่งกายและ
การใช้ผ้า เอกลักษณเ์ ดน่ กค็ ือ ผา้ ลุนตยา ซึง่ เป็นผ้า
ชนิดหนึ่งของพม่า เรยี กว่า ผ้าทอรอ้ ยกระสวย และ
ทอเป็นลายคลื่น ในเรื่องนี้จะเห็นว่าเรามีการใช้ ผ้า
ลุนตยา ท้ังผ้าเก่าบางผืนก็เป็นร้อยปี สีสันของตัว
เสอ้ื ผา้ เมอื งมณั ฑก์ ็คอ่ นขา้ งที่จะจัดจา้ น

87

“เพลงิ พรางเทยี น”

ละครไทยที่สร้างจากนิยายชั้นดี ใช้ฉากหลังเป็นเมืองเหนือบอกเล่าเร่ืองราว
โศกนาฏกรรมความรักในอดีตของ “เทียนค�ำ” สาวน้อยผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ที่ตกหลุมพรางความรัก
ให้กบั “เจา้ น้อยเทวาฤทธ”ิ์ สามสี ดุ หวงของ “เจ้าวงเดอื น” เป็นเหตุใหเ้ ธอถูกฆ่าตายพร้อมกบั
ค�ำสาบานว่าจะกลับมาสะสางความแคน้ ให้ได้
แสดงน�ำโดย พงศกร เมตตารกิ านนท์ , ณฏั ฐณิชา ดงั วัธนาวณิชย์ , ณัฐฐชาช์ บุญประชม

88

ณิชา ณัฏฐณิชา ในบท “กลินท์”
จากละครเพลิงพรางเทียน

ในชุดฟ้อนบนเสลี่ยงงานไหว้สาพญามังราย
ณ ข่วงประตูท่าแพ

นุ่งผ้าซ่ินค�ำเคิบ เมืองน่านผืนสวย

ฉากฟ้อนบูชาพระธาตุศรีจอมทอง ในเครื่องแต่งกาย
ล้านนาโบราณ นุ่งผ้าซิ่นตีนจกแบบเชียงแสนโบราณ ตัวซ่ิน
ไหมมัดก่านลายโคมสลับลายฟองสมุทร ทอสลับขิดไหมค�ำ
ทอข้นึ ตามต้นแบบผ้าโบราณอายมุ ากกวา่ 150 ปี จาก อ.ฮอด
จ.เชียงใหม่ ฟื้นฟูขึ้นใหม่ โดยร้านวสินผ้าทอไท สะท้อนความ
เจริญรุ่งเรืองทางสุนทรียภาพของสังคมล้านนายุคนั้น สังคม
พหวุ ัฒนธรรมท่ียอมรับสนิ คา้ ดีมีราคาจากตา่ งแดน

89

หญิงชนช้ันสูงของพม่า และ “โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์” ในบทบาทเจ้าวงเดือน

ผ้าที่ใช้ส�ำหรับชุดน้ีเป็นผ้าเก่าอายุกว่า 100 ปี ใช้ผ้า
ทอโบราณของพม่า เรยี กวา่ “ลุนตยา อะเชะ” สมัยก่อนใช้ได้
เฉพาะชนช้ันสูงของพม่าเท่าน้ัน โดยใช้เทคนิคการทอแบบ
“เกาะล้วง” ให้เป็นลายคลื่นผสมลายดอกไม้เพื่อความอ่อน
ช้อย แฝงความหวานและงดงามแบบฉบบั สาวพมา่
วิธีนุ่งผ้าลุนตยาต้องนุ่งให้เป็นหางปลา ปล่อยชาย
ผ้าถุงยาวลากพ้ืน เรียกว่า “ทะเมง” ส่วนใครท่ีสงสัยว่าท�ำไม
เจ้าวงเดือนมักใส่ผ้านุ่งยาวลากพื้น นั่นเป็นเพราะลุนตยา
อะเชะสงวนส�ำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์
โดยชนช้ันสูงของพม่ามักอยู่แต่ในคุ้มในวัง ไม่ค่อยได้เหยียบ
พ้นื ดินสกปรก จงึ นิยมนงุ่ ผ้าให้ชายยาวลากพน้ื

เครื่องแต่งกายสุดอลังการของ “เจ้าวงเดือน”
แรงบันดาลใจจากเจ้าหญิงและชนชั้นสูงแห่งรัฐฉานและพม่า

โดยเฉพาะฉากที่ย้อนกลับไปในโลกอดีตแห่งดิน
แดนล้านนาสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ซ่ึงชุดที่ได้รับ
การกล่าวถึงมากท่ีสุดเห็นจะเป็นชุดของ “เจ้าวงเดือน”
เจ้านางแห่งเมืองเชียงจัน ผู้ต้องมาใช้ชีวิตที่คุ้มเจ้าเวียง
สวรรค์ในฐานะเจ้านางคนใหม่
ตามบทละคร “เจา้ วงเดอื น” เป็นเจา้ นางที่มาจาก
เมืองเชียงจัน ทางผู้ก�ำกับฯ ต้องการให้ลุคของเธอแตก
ต่างจากวัฒนธรรมในเชียงใหม่ จึงน�ำรูปแบบการแต่งกาย
ของเมืองใกล้เคียงกับล้านนาในสมัยก่อนอย่างเมืองฉาน
หรอื พม่ามาเป็นต้นแบบ

90

ชุดเปิดตัวเจ้าวงเดือน ชุดนี้การแต่งกายเป็นแบบฉานเช่นเดียวกัน ผ้าท่ีนุ่ง
เป็นผ้าเก่าประมาณ 50-80 ปี ปักด้วยด้ินเงินท้ังผืน และใช้การปักมือทั้งหมด แพต
เทิร์นเส้อื เปน็ แบบโบราณ หรือเส้อื ไมม่ ไี หล่ เพราะชว่ งไหล่จะต่อตรงไปกบั แขน สว่ น
ช่วงตัวรัดแนบสนิท และนุ่งผ้าให้ชายผ้ายาวระพ้ืน เป็นการโชว์ว่าเป็นชนช้ันสูงจริงๆ
เพราะสามัญชนจะไม่สามารถนุ่งผ้ายาวลากพ้ืนได้ ด้วยการใช้ชีวิตประจ�ำวันที่แตก
ต่างกนั การท�ำมาหากินของชาวบา้ นจะท�ำใหผ้ ้านงุ่ สกปรกได้

เจ้าวงเดือนร�ำฟ้อนเทียนถวายพระธาตุศรีจอมทอง ขยายจากมาจากชุดประจ�ำวันของเจ้าวงเดือน
ชุดนี้ยังคงได้รับแรงบันดาลใจจากเจ้าหญิงในเมืองฉานและพม่าเช่นกัน ต้นแบบมาจากชุดทรงเครื่องใหญ่
ของชนชั้นสูง ขณะท่ีศีรษะประดับดอกกล้วยไม้สีขาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ โดยวิธีแซมดอกไม้ให้ปักไล่ไปกับ
ผมให้ยาวห้อยลงมา ดีไซน์ให้มีความอลังการมากข้ึน โดยใช้ผ้าปักเล่ือมและดิ้นเงินด้ินทอง ส่วนผ้าสไบ
ปกั ดว้ ยเล่ือมเงนิ เล่อื มทองและดิน้ เงนิ ดน้ิ ทอง เวลาทีโ่ ดนแสงเทียนหรอื แสงไฟจะระยบิ ระยับงดงามมาก

91

ชุดพิธีกินแขกแตง่ งานแบบลา้ นนา “เจ้าทิพเกสร”
พิธีกินแขกแต่งงานแบบล้านนา ได้แรงบันดาลใจจาก “เจ้าอุบลวรรณา”
“เจ้าอบุ ลวรรณา” และ “เจา้ ทพิ เกสร” แหง่ เมืองเชยี งใหม่
โดยจะสวมเสื้อแขนกระบอก ตัดจากผ้ายกทอง นุ่งผ้าซ่ิน
ตีนจกสอดไหมค�ำตลอดผืน ห่มสไบแพรสีแดงสด ทับด้วย
สไบปกั ไหมทองแบบลา้ นนา โดยปักเป็นลายตัวเชงิ
“ผ้าซิ่นตีนจก” ทอสอดด้วยเส้นไหมทองไปตลอด
ท้ังผืน ใช้วิธีการทอที่เรียกว่า “การจก” ซ่ึงท�ำยากมาก
เพราะต้องค่อยๆ สอดเส้นไหมทองเข้าไปในผืนผ้า แล้วให้
ลายนูนออกมา เพื่อให้ดูมีความระยิบระยับ แวววาว
สวยงาม ผืนน้ีใช้เวลาทอไม่ต�่ำกว่า 5-6 เดือน ราคาสูง
ถึงหลักแสน อีกท้ังฉากนี้คุณตี๋ วสิน อุ่นจะน�ำ ผู้ออกแบบ
เครื่องแต่งกาย ยังได้มอบปิ่นทองค�ำแท้ซึ่งเป็นของเก่าที่เขา
สะสมมาเป็นเวลานานให้สาวโยเกิร์ตผู้รับบทเจ้าวงเดือน
ประดบั ศีรษะเขา้ ฉากดว้ ย

92

“กลนิ่ กาสะลอง”

กล่ินกาสะลอง ละครแนวโศกนาฏกรรมความรักข้ามภพข้ามชาติ ฉากหลังเกิดขึ้นในปี
พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2467 ในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 อีกทั้งมีการการแต่งกายแบบผ้าไทย
ของชาวเหนอื ที่สวยงามตง้ั แต่หวั จรดเทา้
แสดงน�ำโดย ญาญา่ อรุ ัสยา เสปอรบ์ ันด์ และ เจมส์ มาร์

93

ญาญ่า อุรัสยา ในบทกาสะลอง
จากละครกลิ่นกาสะลอง สวมเคร่ืองแต่งกาย
แบบสตรีชาวแม่แจ่ม ในฉากแต่งงาน สวมเสื้อหม้อฮ่อม
ห่มผ้าสไบหรือผ้าสะหว่ายแล้ง นุ่งผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม
แบบเชยี งแสนโบราณ ทอตามตน้ แบบผ้าซ่ินผืนสำ� คญั พบที่
บ้านท้องฝาย อ.แม่แจม่ จ.เชยี งใหม่ มอี ายมุ ากกว่า 150 ปี
ทอฟนื้ ฟขู ้ึนใหมโ่ ดย ร้านวสนิ ผา้ ทอไท

ผ้าซ่ินลุนตยาต่อตีนจกไหมค�ำ ผ้าผืนงาม ในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและสยาม เจ้าดารารัศมี
พระราชชายาในรัชกาลท่ี 5 เจ้าหญิงแห่งเมืองเชียงใหม่ ทรงคิดประดิษฐ์น�ำผ้าลุนตยาอะเชะผ้าช้ันสูงของผู้ดีชาวพม่า มาต่อกับ
ตีนจกไหมค�ำแบบเจา้ นายราชวงศ์ทิพยจักรแห่งลา้ นนา เพอ่ื ใช้สวมใส่ในราชส�ำนกั ฝ่ายใน สำ� หรบั เป็นชดุ ออกงานส�ำคัญ
สะท้อนความเจริญรงุ่ เรอื งทางสุนทรียภาพของสังคมล้านนายุคนน้ั ...สังคมพหวุ ฒั นธรรมทยี่ อมรับสนิ ค้าดีมรี าคาจากตา่ ง
แดน ไมว่ ่าจะเปน็ เสอื้ จากยโุ รป แฟช่นั ทรงผมจากญ่ปี ่นุ ผ้าซิ่นจากพม่า แล้วนำ� ท้งั หมดมาปรบั ใชอ้ ยา่ งงดงามลงตวั

94

ซน่ิ ตา หรือ ซ่ินตอ่ ตนี ต่อเอว ผา้ ซ่ินแบบดงั้ เดิมของล้านนา ส�ำหรับใส่
ในชีวติ ประจำ� วนั ตวั ซน่ิ เปน็ ผ้าไหมเน้อื ดี ทอรวิ้ ลายขวางหลากสี ตอ่ หวั ซน่ิ และ
ตีนซ่นิ ดว้ ยฝ้ายทอมือย้อมมะเกลือ สนี ำ้� ตาลเข้ม

“แต่งตัวล�้ำสมัยจนเกินหน้าแม่หญิงอ่ืน” จากประโยคนี้คงไม่ต้องสืบว่านายหมอทรัพย์หมายถึง ซ้องปีบ ในกล่ินกาสะลอง”
ผู้ก�ำกับการแสดง สันต์ ศรีแก้วหล่อ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเส้ือผ้าของกาสะลองและซ้องปีบ ผ่านทางรายการเปิดกองวิก 3
วา่ “ไดม้ ีการรเี สริ ์ชและคุยกบั ทางคอสตูม เน่ืองจากซอ้ งปบี เปน็ ลูกรกั ของพอ่ มคี วามเป็นแฟชน่ั กว่ากาสะลอง เพราะ
ฉะน้ันเน้อื ผา้ เลยถูกท�ำใหม้ สี ีสันฉูดฉาด มรี ูปแบบของตะวนั ตก ของฝรง่ั เข้ามาเยอะหนอ่ ย มันเลยต่างกนั ออกไป สว่ น
กาสะลองก็จะบ้านๆ เป็นชาวบ้านๆ และองค์รวมทั้งหมดมันคือเร่ืองของชาวบ้าน เสื้อผ้าเลยจะไม่หวือหวา ไม่วิจิตร
อะไรมากนกั มนั กจ็ ะแฟช่นั เท่าที่ลูกสาวกำ� นันจะเป็นได้ ส่วนการแตง่ หนา้ ทำ� ผมก็ออกแบบใหธ้ รรมชาติมากขึน้ ”

95

การแต่งกายของชาวเชียงใหม่ในช่วงรัชกาลท่ี 5-6 ต่อมาในช่วงปลายรัชกาลท่ี 5 ผู้หญิงสามัญชน
(มณฑลพายัพ) ผู้หญิงสามัญชนชาวเชียงใหม่ในช่วงแรก ชาวเชียงใหม่ ได้ปรับรูปแบบเส้ือลูกไม้ให้มีความหรูหรา
ของยุคน้ียังมีลักษณะคล้ายคลึงกับการแต่งกายตามแบบจารีต แบบตะวันตก เป็นเส้ือคอกลม ชายเส้ือเสมอเอว
กลา่ วคือนยิ มไว้ผมยาว รวบไว้เป็นมวยเหนือทา้ ยทอย บางครงั้ แขนยาวเสมอข้อศอก การประดับตกแต่งด้วยลูกไม้เพียง
มีการ “อ่ัวช้อง” คือการสอด “ช้อง” หรือเส้นผมปลอมเพ่ิม เล็กน้อยตามชายเส้ือ ท�ำผมแบบใหม่ ทรง “อี่ปุ่น” และ
เข้าไปกับผมจริง เพ่ือให้เป็นมวยขนาดใหญ่ นุ่งซ่ินตาหรือ แต่งผมด้วยการผูกริบบ้ิน ท้ังยังนิยมถือผ้าเช็ดหน้าสีขาว
ซิ่นตีนจกตามฐานะของตน นอกจากน้ีความนิยมในการสวม แบบฝร่ัง เครื่องประดับแบบจารีตค่อยคลายความนิยมลง
เสื้อมีมากขึ้น แบบเส้ือที่นิยมใส่กันแรกๆ จะเป็นเสื้อแขน จากลานหูเปล่ียนเป็นต่างหูประดับเพชรเม็ดเล็กๆ สวมจ้ี
กระบอกรัดรูปพอดีตัว เข้าใจว่ารูปแบบเสื้อดังกล่าว ได้รับ ห้อยคอ หรือสร้อยข้อมือเส้นบางๆ เข็มขัดเงิน เป็นของ
อิทธิพลมาจากแฟชั่นอังกฤษสมัยวิกตอเรียน และคงเป็น ใหมท่ ี่เขา้ มาพร้อมๆ กับพอ่ ค้าและช่างชาวจีน
เส้ือผ้าส�ำเร็จรูปท่ีส่งมาขายจากอินเดียหรือพม่า ตัดเย็บด้วย เครื่องแต่งกายล้านนา สมัยรัชกาลท่ี 6 ในยุคท่ี
ผ้าฝา้ ยทอโรงงานจากประเทศอังกฤษ เมืองเชียงใหม่ ยังเป็นมณฑลพายัพสตรีแต่งกายด้วยเสื้อ
ท้ังนี้เส้ือผู้หญิงอีกแบบหน่ึงน�ำรูปแบบมาจากเส้ือ ลูกไม้อิทธิพลตะวันตก นุ่งผ้าซ่ินตีนจกไหมเงินไหมค�ำ
กุยเฮงของจีน นิยมตัดเป็นเสื้อคอกลมผ่าหน้า ชายเส้ือสั้น เกลา้ ผมทรง “อีป่ นุ่ ” และคาดแพรสะพาย สะท้อนความเป็น
ประมาณเอว แขนเส้ือกว้างข้ึนกว่าเดิม มักเป็นแขนยาว สงั คมพหุวฒั นธรรมในยคุ น้นั ไดเ้ ป็นอย่างดี
หรือแขนสามส่วน ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายโรงงานเน้ือบาง บางคร้ัง
ก็มีผ้าไหม ผ้าสาลู ผ้าป่านด้วย แบบเสื้อดังกล่าวไม่เพียงแต่
ชาวล้านนานิยมเท่าน้ัน ชาวพม่าหรือกลุ่มชาวไทในรัฐฉานก็
ใช้ดว้ ย รูปแบบเส้อื คอกลมแขนกว้างน้ี เสอ้ื ชนิดได้รับความนยิ ม
อย่างมาก และต่อมาได้พัฒนาได้เป็นแบบเสื้อพ้ืนเมืองที่เรา
รู้จักกันดีในปัจจุบันคือเสื้อหม้อห้อม ในยุคนี้ก็ยังนิยมคล้อง
ผ้าแพรสอี อ่ นๆ อย่เู ช่นเดิม

96

สบื สานเสน้ ใยผา้ ทอ
สืบต่อมรดกหตั ถศลิ ป์ไทย

“คุณวสนิ อ่นุ จะนำ� ” ผอู้ อกแบบเคร่อื งแตง่ กายล้านนา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยได้รับเกียรติจาก คุณวสิน อุ่นจะน�ำ
ในละครกล่าววา่ “วสนิ ผา้ ทอไท ดใี จท่ีได้รว่ มเปน็ สว่ นเล็กๆ และ คุณสุทธิพันธ์ เหรา ผู้เช่ียวชาญด้านผ้าล้านนา เข้าร่วม
ท่ีได้ดูแลเครื่องแต่งกายส�ำหรับฉากส�ำคัญในละคร เสวนาในคร้งั น้ี ซงึ่ การจดั กิจกรรมดังกล่าว จัดขน้ึ เพอ่ื เสรมิ สร้าง
โดยพยายามน�ำผ้าทอล้านนามาใช้ ให้ตรงตามยุคสมัย อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมการแต่งกายแบบล้านนาโบราณ
มากท่ีสุด เพ่ือให้ผ้าทอล้านนาได้เป็นที่รู้จักและเป็นการ ที่สอดคล้องกับแนวโน้มของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมล้านนา
ประชาสัมพันธ์ผ้าล้านนาในระดับประเทศ” และได้มีการจัด ท่ีเปลี่ยนแปลง และอนุรักษ์การแต่งกายแบบล้านนาให้มี
กิจกรรมเสวนาตามรอยละครเพ่ือการอนุรักษ์เครื่องแต่งกาย การรับรูแ้ ละเข้าถงึ ไดอ้ ยา่ งกว้างขวางและมปี ระสทิ ธภิ าพ พัฒนา
แบบล้านนา เมือ่ วันพธุ ที่ 28 สิงหาคม 2562 ณ อาคารแผ่พืชน์ รูปแบบในการจัดกจิ กรรม/โครงการดา้ นทำ� นบุ ำ� รงุ ศิลปวฒั นธรรม
จัดโดยกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ส�ำนักงานมหาวิทยาลัย ให้นา่ สนใจและทันสมัยตามยคุ ปจั จุบัน

บรรณานกุ รม :
วสิน อนุ่ จะน�ำ.//(2561).//เครอ่ื งแต่งกายในละคร.//สืบคน้ เมื่อ 20 สงิ หาคม 2562,/จาก/https://bit.ly/2nIXsfo

ขอขอบคุณภาพจาก :
เครื่องแต่งกายในละครรากนครา เพลิงพรางเทยี น กล่นิ กาสะลอง : https://bit.ly/2nIXsfo
ภาพกจิ กรรมการเสวนา : http://www.artsandculture.mju.ac.th/wtms_newsDetail.
aspx?nID=21645&fbclid=IwAR1OjQsGELVmBrbjx4TJ8DazxvwA4C0ECv8Fe9VRw3q6ezzlJESMBsfD5ok
การทอผา้ : http://www.lips-mag.com/lifestyle/SACICT-Craftsmanship-for-Cultural-Wealth

97

วรรณกรรมล้านนา ภาษาและดนตรี

อาตมาลำ� บากมาตงั้ แต่เกิด อยกู่ บั ความจนบนเสน้ ทางชวี ติ ท่เี ลอื กเกดิ ไม่ได้
แต่ต้องอยู่ให้ไดเ้ พื่อจะได้ชว่ ยเหลอื ชาวบา้ นท่ีเขาลำ� บากยากจน เราเป็นพระ

ชาวบา้ นเขามาพง่ึ เราๆ ต้องชว่ ย ต้องทำ� ท�ำแบบที่คนเมืองเขาวา่
ไผว้ า่ ง่าวจา้ งเตอะ ไผ้ว่าเซอะกอ่ จา้ งเขา ท�ำเพื่อธรรม

“ตุ๊ขาว” “พระอาจารย์ขาว” “ท่านพระครูขาว” คือชื่อ บวชเป็นสามเณรอยู่วัดตลอดมา ได้ร่�ำเรียนเขียนอ่านตามประสา
พระครูบัณฑิตธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดลัฏฐิวัน (พระนอน เด็กบ้านนอก เพราะมีผิวสีด�ำผิดจากเด็กอ่ืนๆ จึงถูกเรียกว่า
ขอนตาลศักดิ์สิทธิ์ ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าหลานเธอพระองค์ “ขาว” เติบโตข้ันท่ามกลางวิถีประเพณีชาวบ้านท่ีล�ำบาก
เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ) ณ อ�ำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ก่อสร้าง วันพระวันโกนถึงจะมีชาวบ้านมาท�ำบุญที่วัด สามเณรขาวได้แต่
มานับต้ังแต่สมัยครูบาธรรมชัย หรือพระธรรมชัย เขมรตโต มุ่งมั่นศึกษาธรรมวินัยและการเขียนอ่านมาโดยตลอด ใช้ความ
อายุกว่า 245 ปี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เม่ือ พ.ศ. 2546 มุมานะเพราะต้องการจะให้ตนพ้นจากความล�ำบากจึงต้ังใจ
ชาวบ้านเรียกกันมาตลอดว่า “วัดขอนตาล” เนื่องจากมี ศึกษาเรียนรู้วิชาจากเจ้าอาวาสและครูบาอาจารย์มากมาย
ต้นตาลอายเุ ก่าแกอ่ ยู่ท่ัววัดและบริเวณรอบๆ หลากหลาย ท้ังการทุ่มเทฝึกซ้อมการเทศนาธรรมด้วยน�้ำเสียง
สามเณรขาวก�ำพร้าบิดามารดามาต้ังแต่เล็ก ญาติพ่ีน้อง และลีลาทีป่ ระทบั ใจชาวบา้ นตลอดมา
ต่างล�ำบากยากจน ไม่มีแม้แต่เส้ือผ้าจะสวมใส่ ตัดสินใจเข้ามา

98


Click to View FlipBook Version