พระราชกรณียกิจของ
พระมหากษัตริย์ไทย
พ่ อขุนรามคำแหงมหาราช
พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ 4)
นางสาวปนัดดา โสภณพัชรธรรม ม.4/2 เลขที่ 32
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็ นพระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ปฐมกษัตริย์
แห่งกรุงสุโขทัย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีพระมเหสีคือ พระนางเสือง มีพระราชโอรส
สามพระองค์ เมื่อพระชันษาได้ ๑๙ ปี ได้ชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด พ่อขุน
ศรีอินทราทิตย์จึงพระราชทานนามว่า" พระรามคำแหง "เมื่อสิ้นรัชสมัยพ่อขุนศรีอิน
ทราทิตย์และพ่อขุนบานเมืองแล้ว พระองค์ได้ครองกรุงสุโขทัยต่อมาเป็ นพระมหา
กษัตริย์รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์พระร่วงสันนิษฐานว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในราวปี
พ.ศ. ๑๘๖๐ รวมเวลาที่ทรงครองราชย์ประมาณ ๔๐ ปี
พระราชกรณียกิจ
1.ด้านการเมืองการปกครอง
ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการรบ เพื่อขยายอาณาเขตของอาณาจักร โดย
พระองค์ทรงเสด็จไปนำกองทัพของพระราชบิดาและทรงนำช้างเข้าชนขุนสามชน
เจ้าเมืองฉอด จนกองทัพขุนสามชนพ่ายไป อาณาจักรสุโขทัยได้รับชัยชนะ ทำให้
อาณาจักรสุโขทัยมีอาณาเขตที่กว้างไกล ทรงใช้รูปแบบการปกครอง แบบปิ ตุราชา
หรือแบบ พ่อปกครองลูก โดยพระองค์ทรงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับ
ประชาชนเป็ นไปอย่างใกล้ชิดดุจดั่งพ่อปกครองลูก ประชาชนคนใดมีทุกข์ร้อน หรือมี
เรื่องเดือดเนื้อ ร้อนใจก็สามารถไปสั่นกระดิ่งที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชโปรดฯให้มี
การแขวนไว้ที่หน้าประตูวัง แล้วพระองค์จะเสด็จออกมารับฟังเรื่องราว ตัดสิน
ปัญหา และคดีความ ด้วยความเป็ นธรรม ทรงปกครองดูแลบ้านเมืองบริวารอย่าง
ทั่วถึง อาณาจักรสุโขทัยมีรูปแบบการปกครองแบบกระจายอำนาจ โดยพ่อขุน
รามคำแหงมหาราชทรงแต่งตั้งให้ชนชั้นเจ้านายและขุนนางไปปกครองยังเมือง
ลูกหลวง และเมืองพระยามหานคร ทั้งนี้อยู่ภายใต้นโยบายและอำนาจการตัดสินใจ
ของส่วนกลางหรือพระมหากษัตริย์
2.ด้านเศรษฐกิจ
- ส่งเสริมการค้าขายแก่ประชาชน
พ่ อขุนรามคำแหงมหาราชทรงใช้นโยบายที่เอื้อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจแก่ประชาชน
โดยให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ สามารถทำการค้าขายได้อย่างอิสระเสรี ไม่มีสินค้าต้อง
ห้ามและไม่เก็บภาษี ผ่านด่าน(จังกอบ)จากพ่ อค้าแม่ค้าภายในอาณาจักรสุโขทัย
- จัดระบบชลประทาน
อาณาจักรสุโขทัยมีสภาพทางธรรมชาติไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก เนื่องจากในฤดู
น้ำหลากจะมีปริมาณน้ำมาก ไหลบ่ามาจากทางตอนเหนือ ทำให้มีน้ำท่วมขังและในฤดู
แล้งน้ำจะแห้งประกอบกับสุโขทัยมีสภาพดินเป็ นดินปนทรายไม่อุ้มน้ำทำให้ผลผลิต
ทางการเกษตรไม่อุดมสมบูรณนัก พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงโปรดฯให้สร้างเขื่อน
ดินขนาดใหญ่สำหรับเก็บกักน้ำทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองสุโขทัย ได้แก่"เขื่อน
สรีดภงส์" หรือทำนบพระร่วงและภายในตัวเมืองได้ขุดสระน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งเรียก
ว่า"ตระพัง" ทำให้อาณาจักรสุโขทัย มีน้ำใช้สอยได้อย่างเพียงพอ
- ทรงโปรดฯให้สร้างเตาเผาเครื่องสังคโลก
พ่ อขุนรามคำแหงมหาราชทรงโปรดฯให้สร้างเตาทุเรียงเพื่ อใช้เผา
เครื่องปั้นดินเผา(เครื่องสังคโลก)เป็ นจำนวนมากในอาณาจักรสุโขทัยเพื่อผลิตใช้ใน
อาณาจักรและส่งออกไปขายยังต่างประเทศ
เตาทุเรียง สรีดภงส์
3.ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
- อาณาจักรล้านนา
อาณาจักรสุโขทัยกับอาณาจักรล้านนา มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดมา โดย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเป็ นพระสหายสนิทกับพญามังรายมหาราชแห่ง
อาณาจักรล้านนา ดังจะเห็นได้จากพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและพญางำเมือง
แห่งเมืองพะเยา ทรงช่วยพญามังรายเลือกชัยภูมิที่เหมาะสมใน การสร้างเมือง
เชียงใหม่ซึ่งเป็ นศูนย์กลาง การเมืองการปกครองของอาณาจักรล้านนา
-แคว้นนครศรีธรรมราช
ความสัมพันธ์กับแคว้นนครศรีธรรมราช จะเน้นในเรื่องพระพุทธศาสนา โดย
พ่ อขุนรามคำแหงมหาราชทรงนิ มนต์พระสงฆ์จากเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นไปสั่ ง
สอนลัทธิลังกาวงศ์ที่อาณาจักรสุโขทัยทุกๆวันธรรมสวนะ
4.ด้านศิลปวัฒนธรรม ศิลาจารึกหลักที่ 1
ทรงประดิษฐ์ตัวอักษรไทยที่มีชื่อว่า "ลายสือไทย" ขึ้น
สันนิษฐานว่าดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัดและ
มอญโบราณเมื่อประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นแล้ว ทรง
โปรดเกล้าฯให้จารึกตัวอักษรบนหลักศิลาจารึกหลักที่
1 นับเป็ นหลักฐานที่สำคัญในการศึกษาเรื่องราวทาง
ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย ทรงอาราธนาพระสงฆ์
จากเมืองนครศรีธรรมราชที่กลับจากการไปศึกษา
พระพุ ทธศาสนาจากลังกามาสอนพระพุ ทธศาสนา
ลัทธิลังกาวงศ์ที่กรุงสุโขทัย โดยพ่อขุนรามคำแหง
มหาราชทรงสร้างพระแท่นมนังคศิลาบาตรไว้กลาง
ดงตาล อยู่ภายในกำแพงเมืองสุโขทัยในวันธรรม
สวนะโปรดเกล้าฯให้พระสงฆ์แสดงธรรมแก่ประชาชน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็ นพระราชโอรสใน
พระบาทสมเด็จพระพุ ทธเลิศหล้านภาลัยกับสมเด็จพระศรีสุ
ริเยนทราบรมราชินี เป็ นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 4
แห่งราชวงศ์จักรี มีพระนามเดิมว่า "เจ้าฟ้ามงกุฎ"ประสูติ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 ได้เสด็จขึ้น
ครองราชย์เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2394 ทรงพระนาม
ว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" เรียกขานในหมู่
ชาวต่างชาติว่า "คิงส์มงกุฎ" ขณะที่พระองค์ขึ้นเสวย สิริ
ราชย์สมบัตินั้น พระชนมายุ 37 พรรษา
เมื่อได้เสด็จขึ้นครองราชย์แล้วทรงโปรดเกล้าฯ
สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรัง
สรรค์ขึ้นเป็ นสมเด็จพระปิ่ นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีฐานะ
เสมือนพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง
พระราชกรณียกิจ
1.ด้านกฎหมาย
มีการลดภาษีอากร ลดหย่อนค่านา ยกเลิกการเก็บอากรตลาด เปลี่ยนเป็ นเก็บ
ภาษีโรงร้านเรือนแพจากผู้ค้าขายรายใหม่ ประกาศมิให้ตกข้าวแก่ชาวนา ออกพระ
ราชบัญญัติกำหนดใช้ค่าที่ดินให้ราษฎรเมื่อมีการเวนคืน ออกประกาศเตือน
ราษฎรให้รอบคอบในการทำนิติกรรม ยังมีการออกกฎหมายสำคัญ คือกำหนด
ลักษณะของผู้ที่จะถูกขายเป็ นทาสให้เป็ นธรรมยิ่งขึ้น โปรดเกล้า ฯ ให้ยกเลิก
กฎหมายเดิมที่ให้ สิทธิบิดา มารดา และสามีในการขายบุตรและภรรยา และตรา
พระราชบัญญัติใหม่ให้การซื้อขายทาส เป็ นไปด้วยความยินยอมของเจ้าตัวที่จะถูก
ขายเป็ นทาสเท่านั้น
2.ด้านวรรณคดีพุ ทธศาสนา
พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ทำนุบำรุงเป็ นอย่างดี พระราชนิพนธ์ส่วนใหญ่เป็ น
ประเภทร้อยแก้ว บทพระราชนิพนธ์ที่สำคัญ ได้แก่
ชุมนุมพระบรมราโชบาย 4 หมวด คือ หมวดวรรณคดี โบราณคดี ธรรมคดี และ
ตำรา
ตำนานเรื่อง พระแก้วมรกต เรื่องปฐมวงศ์
ทรงริเริ่มให้มีการค้นคว้าศิลาจารึกในประเทศไทยขึ้นเป็ นครั้งแรก คือ จารึกหลัก
ที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงและจารึกหลักที่ 4 ของพระยาลิไทย
ศิลาจารึกหลักที่ 1 พระแก้วมรกต
3.ด้านศาสนา
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทำนุบำรุง และบำเพ็ญพระราชกุศล
เป็ นอย่างมากทรงสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ วัด ปูชนียสถาน และปูชนียวัตถุ ทรง
ส่งสมณทูต ไปลังกา ทรงกวดขันความประพฤติของภิกษุ สามเณร ให้อยู่ในพระ
ธรรมวินัย ตลอดจนได้ทรงนำพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในการพระราชพิธี
ต่าง ๆ ซึ่งเดิมจัดตามพิธี พราหมณ์เพียงอย่างเดียว เช่น พระราชพิธีบรม
ราชาภิเษก พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีโสกันต์ เป็ นต้น
นอกจากนี้ ได้พระราชทานเสรีภาพทางศาสนาแก่ประชาชนและได้ พระราชทานที่ดิน
แก่ศาสนิกชนคริสเตียนเพื่อสร้างโบสถ์ อีกทั้งโปรดให้สร้างวัดถวายเป็ นราชพลี แก่
พระญวณนิกายมหายาน
4.ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
ทรงสนพระทัยในวิทยาการตะวันตกมาตั้งแต่ก่อนขึ้นครองราชย์ จึงทรงคุ้นเคยกับ
ชาวตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษเป็ นอย่างมาก ทั้งยังเกี่ยวข้องกับเสนาบดีสกุล
บุนนาคเช่นพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จขึ้นครอง
ราชย์นั้นก็เป็ นผู้สนิทสนมและนิยมอังกฤษ เช่นนี้ในรัชสมัยของพระองค์จึงเปิ ดความ
สัมพันธ์กับประเทศตะวันตกอย่างกว้างขวาง มีการทำสัญญากับต่างประเทศถึง 10
ประเทศ ทรงยึดนโยบาย "ผ่อนสั้น ผ่อนยาว" มาใช้กับประเทศมหาอำนาจเป็ น
พระองค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ อันทำให้ไทยสามารถดำรงเอกราชอยู่ได้จนทุกวันนี้
พระองค์ได้ส่งคณะทูตไทยโดยมีพระยามนตรีสุริยวงศ์เป็ นราชทูต เจ้าหมื่นสรรเพ็ช
ภักดีเป็ นอุปทูต หมื่นมณเฑียรพิทักษ์เป็ นตรีทูต นำพระราชสาส์นไปถวายสมเด็จพระ
ราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษนับเป็ นความคิดริเริ่มให้มีการเดินทางออกนอก
ประเทศได้ เนื่องจากแต่เดิมกฎหมายห้ามมิให้ เจ้านาย พระราชวงศ์ ข้าราชการ
ผู้ใหญ่เดินทางออกจากพระนคร เว้นเสียแต่ไปในการสงครามกับกองทัพ
พระองค์โปรดเกล้าให้ชาวต่างประเทศรับราชการเป็ นกงสุลไทย เช่น เซอร์ จอห์น
เบาริง อัครราชทูตของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร
สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ เข้ามาทำสนธิสัญญากับ
ประเทศไทยเป็ นชาติแรก เมื่อ พ.ศ. 2398 ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็ น "พระยา
สยามานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ" เป็ นกงสุลไทยประจำกรุงลอนดอน
เซอร์ จอห์น เบาริง
5.ด้านการศึกษาศิลปวิทยา
พระบรมรูปประดิษฐาน ณ อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า จังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็ นนักดาราศาสตร์ไทย ทรงการ
คำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างแม่นยำในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.
2411 ล่วงหน้า 2 ปี และได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมเชิญทูตฝรั่งเศสและสิงคโปร์
ทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนั้น นอกจากนี้ พระปรีชาสามารถของพระองค์ใน
ด้านวิทยาศาสตร์นั้น ยังทำให้พระองค์ได้รับการยกย่องเป็ นสมาชิกกิตติมศักดิ์
ของสัตววิทยาสมาคมแห่งสหราชาอาณาจักรอีกด้วย วันที่ 14 เมษายน พ.ศ.
2525 รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประกาศยกย่องพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็ น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" และอนุมัติให้วันที่ 18
สิงหาคมของทุกปี เป็ นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
ทรงใส่พระทัยกวดขันคนไทยให้ใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ทรงสนับสนุนโรงเรียนของ
หมอสอนศาสนาที่เข้ามาเปิ ดกิจการในประเทศไทยเพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้ภาษา
อรรถคดี และวิทยาการของชาติตะวันตก ทรงพระกรุณาส่งข้าราชการระดับ
บริหารไปศึกษางานที่จำเป็ น สำหรับราชการไทย ณ ต่างประเทศ ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้า ฯ จัดตั้งโรงอักษรพิมพการขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ผลิตข่าวสาร
ของทางราชการเผยแพร่ให้ราษฎรได้ทราบทั่วถึงกัน ใช้ชื่อว่า ราชกิจจานุเบกษา
ซึ่งยังคงพิ มพ์มาจนถึงปัจจุบัน
6.ด้านการเมืองการปกครอง
โปรดเกล้าฯให้ยกเลิกประเพณีบังคับราษฎรให้ปิ ดประตูหน้าต่างบ้านเวลาพระเจ้า
แผ่นดินเสด็จผ่าน ยกเลิกประเพณีห้ามมอง ห้ามดูพระเจ้าแผ่นดิน โปรดเกล้าฯ
ให้ราษฎรเข้าเฝ้าได้ในทางเสด็จพระราชดำเนิน ทรงกำหนดวันเวลาขึ้นให้ราษฎร
เข้าเฝ้าถวายฎีกากับพระองค์เอง เป็ นโอกาสได้พบปะได้รับรู้ปัญหาและความทุกข์
ของราษฎร โปรดเกล้าฯให้มีการเลือกสรรข้าราชการตุลาการชั้นสูงโปรดให้ส่ง
ชื่อเพื่อคัดเลือกแทนการประกาศแต่งตั้ง จากพระองค์เป็ นการใช้ความเห็นของ
คนหมู่มาก โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษาตีพิมพ์ข่าวสาร
ราชการจากท้องตราและหมายที่ออกอากาศไป รวมเป็ นเล่มแจกผู้ที่เกี่ยวข้องกับ
ราชการอ่านให้เข้าใจในคำสั่งราชการ โปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนทำมาหาเลี้ยงชีพ
ให้เป็ นหลักฐาน โดยทรงเปิ ดระบบการค้าเสรีให้ นำข้าวส่งออกได้ ทรงแนะนำให้
ราษฎรทำนาตามช่วงเวลาที่กำหนดให้ซึ่งเป็ นการส่งเสริมการเกษตรแก่ราษฎร
ทรงประกาศตักเตือนราษฎรให้รอบคอบในการทำนิติกรรม ซึ่งต้องลงชื่อทำ
สัญญาต่างๆ เช่น กรมธรรม์ ขายตัวเป็ นทาส โปรดให้ร่างประกาศเกี่ยวกับทาส
ว่าเจ้าของทาสต้องยอมรับเงินจากทาสที่ต้องการไถ่ถอนตัวเองเป็ นอิสระ ทรง
ตราพระราชบัญญัติทรัพย์สินเดิมและสินสมรส และทรงประกาศใช้พระราช
บัญญัติลักพา ซึ่งควรถือว่าเป็ นเอกสารเชิดชูสิทธิสตรีฉบับแรกของไทยทรง
แก้ไขธรรมเนียมเก่า ทรงประกาศให้นางในถวายกราบบังคมลาออกไปมีสามีข้าง
นอกได้ ยกเว้นแต่นางในที่เป็ นเจ้าจอมมารดาที่มีพระราชโอรส พระราชธิดา ทรง
ยอมลดพระราชอำนาจที่เป็ นสิทธิ์ขาดของพระมหากษัตริย์ ไม่ทรงถือว่าพระมหา
กษัตริย์เป็ นเจ้าของที่ดินในพระราชอาณาจักรแต่ผู้เดียว โปรดเกล้าฯ ให้มีพระ
ราชบัญญัติว่าด้วยราคาที่ดิน ทรงเป็ นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสวยน้ำ
พระพิพัฒนสัตยา โดยทรงตั้งสัจจะ ว่าจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจให้เป็ น
ประโยชน์แก่ประเทศชาติ
7.ด้านโหราศาสตร์
นอกจากนี้แล้ว ยังทรงเป็ นนักโหราศาสตร์อีกด้วย ทรงแต่งตำราทาง
โหราศาสตร์ที่เรียกว่า "เศษพระจอมเกล้า" ซึ่งเป็ นอีกหนึ่งตำราที่ได้รับการ
ยอมรับว่าแม่นยำ และทรงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติว่าทรงเป็ น "พระบิดา
แห่งโหราศาสตร์ไทย"