The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สามัคคีเภทคําฉันท์ (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by promlove26, 2021-06-21 09:09:35

สามัคคีเภทคําฉันท์ (1)

สามัคคีเภทคําฉันท์ (1)

สามคั คีเภทคาํ ฉนั ท

นางสาว พรมพร เอี่บมใหญ ม.๖/๒ เลขท่๑ี ๘



สารบญั

สารบัญ ก

ประวัตผิ ูแตง ๑
ขอ คดิ ทคี่ วรพิจารณา ๒

ขอคิดทีค่ วรพจิ ารณา ๓

เนอ้ื เร่อื งยอ ๔

ตวั อยา งคําสมาสในสามัคคีเภทคําฉนั ท ๕

ตวั อยางคาํ สมาสท่มี ีเสียงสนธิ (การกลม ๖
กลนื เสียง) ในสามคั คีเภทคําฉันท ๗

คําประพนั ธและชนดิ ของฉนั ททีใ่ ชแตง

ตัวอยา งคําประพันธป ระเภทฉันท จาก ๘-๑๐
เรือ่ ง สามคั คีเภทคาํ ฉันท ๘

วชิ ชมุ มาลาฉันท

อเุ ปนทรวิเชยี รฉันท ๑๑ และอนิ ทวงศฉ ันท ๑๒ ๙

วสันตดลิ กฉนั ท ๑๔ และสทั ทลุ ลวกิ กีฬิตฉนั ท ๑๙ ๑๐

นางสาว พรมพร เอี่ยมใหญ ม.๖/๒เลขที่๑๘



ประวัติผแู ตง

นายชิต บรุ ทตั เขาศึกษาเบ้อื งตนทโี่ รงเรยี นวัดราชบพธิ และเขา
ศึกษาจนจบชั้นมธั ยมบริบรู ณท โ่ี รงเรียนวดั สุทศั นเ มือ่ อายไุ ด๑ ๕ป
บิดาจงึ ใหบ วชเปน สามเณร ณ วดั ราชบพิธสถิตมหาสมี ารามโดย
มพี ระเจา วรวงศเธอกรมหลวงชนิ วรสิริวฒั นส มเดจ็ พระสงั ฆราช
ในเวลานัน้ ทรงเปนอปุ ช ฌาจารยบ วชไดไ มนานกล็ าสิกขา
นายชิตมคี วามสนใจการอานเขียนและมคี วามเชย่ี วชาญในภาษา
ไทยมคี วามรภู าษาบาลและยงั ฝก ฝนภาษาองั กฤษอยูใ นเกณฑ
ใชไดและเริม่ การประพนั ธเ ม่ืออายุได๑๘ป

การประพันธ นามปากกา

นายชิตกลบั มาบวชสามเณรอกี ครัง้ ณ วดั บวรนิเวศ เจา เงาะ, เอกชน, แมวคราว
วิหาร ในฐานะเปนศษิ ยส มเดจ็ พระมหาสมณเจากรม
พระยาวชริ ญาณวโรรสไดเ ขยี นงานประพนั ธครง้ั แรก ผลงาน
โดยใชน ามปากกา "เอกชน" จนเปน ทีร่ ูจกั กันดีในเวลานั้น
ขณะบวชนน้ั สามเณรชิตไดรบั อาราธนาจากองคส ภา นายชิต บรุ ทตั ไดส รางผลงาน
นายกหอพระสมุดวชิรญาณ ใหเ ขารว มแตงฉันทส มโภช รอยกรองทีม่ ชี อื่ เสียงมากมาย โดย
พระมหาเศวตฉัตร ในงานพระราชพธิ ีฉัตรมงคลรชั กาล เฉพาะ สามคั คเี ภทคําฉนั ท
ที่ ๖ เม่ือ พ.ศ. ๒๔๕๔ ดวย (พ.ศ. ๒๔๕๗) มีบทรอ ยกรองตี
พมิ พใ นหนงั สือพิมพและนติ ยสาร
คร้ันเมอื่ พ.ศ. ๒๔๕๘ นายชติ บรุ ทัตซงึ่ ลาสกิ ขาแลว ขอความโฆษณาเปน รอ ยกรอง และ
ไดส ง บทประพันธเปน กาพยปลุกใจลงตพี ิมพในหนังสอื ทานยังมชี ือ่ เสียงในการแตงรอ ย
พมิ พสมทุ สารเมอ่ื พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยู แกวซึ่งสามารถอานอยางรอ ยกรอง
หวั ไดท อดพระเนตรกพ็ อพระราชหฤทัยเปนอยางมาก โป ไวในบทเดียวกันขณะทีค่ ําฉนั ทนัน้ ก็
รดฯ ใหเจา หนา ท่ขี องภาพถา ยเจา ของบทประพนั ธ ยังสามารถใชค ํางา ยๆ มาลงครุลหุ
ไดอยา งเหมาะสมไดร ับการยกยอง
เปน หน่งึ ในนกั แตง ฉนั ทฝมอื เย่ยี ม
คนหนึ่งของไทย แมจ นปจ จุบันนี้

นางสาว พรมพร เอ่ียมใหญ ม.๖/๒ เลขที่๑๘



ขอ คดิ ท่ีควรพจิ ารณา

๑.การขาดการพิจารณาไตรต รองนาํ ไปซง่ึ ความสูญเสยี ดังเชน เหลากษตั ริยล จิ ฉวี“ขาดการพิจารณาไตรต รอง” คือ
ขาดความสามารถในการใชปญ ญา

๒.แนวคิดของเรื่องสามคั คีเภทสามัคคเี ภทคาํ ฉันทเ ปน นิทานสภุ าษติ สอนใจใหเ หน็ โทษของการแตกความสามคั คแี ละ
แสดงใหเหน็ ความสําคญั ของการใชส ติปญ ญาใหเกดิ ผลโดยไมต องใชกําลงั

๓. ขอคิดเหน็ ระหวา งวัสสการพราหมณก ับกษัตรยิ ลจิ ฉวีบางคนอาจมีทรรศนะวา วสั สการพราหมณขาด
คณุ ธรรมใชอบุ ายลอลวงผอู น่ื เพอ่ื ประโยชนฝ า ยตน แตม องอีกมมุ หน่งึ กจ็ ะเหน็ วาวัสสการพราหมณน า ยกยอ งตรงท่ี
มคี วามจงรักภักดีตอ พระเจาอชาตศัตรูและตอ บานเมอื ง

๔. เรื่องสามคั คเี ภทคาํ ฉันทใหอะไรกบั ผอู า นขอ คดิ สาํ คญั ท่ไี ดจ ากเร่อื งคือโทษของการแตกความสามคั คีสว นแนว
คดิ อื่นๆมดี ังนี้

๔.๑ การใชปญญาเอาชนะศตั รูโดยไมเ สยี เลือดเนอื้
๔.๒ การเลอื กใชบคุ คลใหเหมาะสมกับงานจะทาํ ใหงานสาํ เร็จไดด ว ยดี
๔.๓ การใชวจิ ารณญาณไตรตรองกอนทําการใดๆเปน สิง่ ทีด่ ี
๔.๔ การถอื ความคิดของตนเปน ใหญแ ละทะนงตนวาดกี วาผอู น่ื ยอมทําใหเ กดิ ความเสยี หายแกส วนรวม
๕. ศิลปะการประพนั ธในสามคั คเี ภทคําฉนั ทน ายชติ บรุ ทตั สามารถสรา งตัวละครเชน วัสสการพราหมณ ใหม ี
บุคลกิ เดนชัดและสามารถดําเนินเร่ืองใหชวนติดตามนอกจากน้ยี ังมคี วามเชยี่ วชาญในการแตงคําประพันธ ดังนี้
๕.๑ เลือกสรรฉนั ทชนดิ ตา งๆมาใชส ลับกนั อยางเหมาะสมกับเนือ้ เรือ่ งแตละตอนเชนใชวสันตดลิ กฉันท ๑๔ ซ่งึ มี
ลีลาไพเราะชมความงามของเมืองราชคฤหใชอ ีทสิ งั ฉันท ๒๐ ซง่ึ มีลลี ากระแทกกระทั้นแสดงอารมณโ กรธ
๕.๒ ดดั แปลงฉนั ทบางชนดิ ใหไ พเราะยง่ิ ขนึ้ เชน เพิม่ สัมผัสบังคบั คําสดุ ทา ยของวรรคแรกกับคาํ ท่ี ๓ ของวรรคที่ ๒
ในฉันท ๑๑ ฉนั ท ๑๒ และฉนั ท ๑๔ เปน ทนี่ ิยมแตง ตามมาถึงปจจบุ นั นอกจากน้ี นายชติ บรุ ทตั ยังเพม่ิ ลักษณะบงั คบั
ครุ ลหุ สลับกันลงในกาพยส รุ างคนาง ๒๘ ใหม จี งั หวะคลายฉันทดว ย
๕.๓ เลน สมั ผสั ในทงั้ สมั ผัสสระและสัมผสั อกั ษรอยางไพเราะเชน คะเนกลกับคะนงึ การ ระวังเหอื ดกับระแวงหาย
๕.๔ ใชคํางายๆในการเลา เร่อื งทําใหดาํ เนินเรอ่ื งไดรวดเรว็ และผอู า นเขา ใจเร่ืองไดท นั ที
๕.๕ ใชค าํ งายๆในการบรรยายและพรรณนาดวั ละครไดอ ยางกระชับและสรางภาพใหเ ห็นไดอยางชดั เจน

นางสาว พรมพร เอย่ี มใหญ ม.๖/๒ เลขท๑่ี ๘



ขอคิดที่ควรพจิ ารณา

๑.ดานวรรณศลิ ป
- ใชฉันทลกั ษณไดอยา งงดงามเหมาะสมโดย

เลอื กฉนั ทช นิดตา งๆ มาใชส ลบั กันตามความ
เหมาะสมกบั เนอ้ื เรื่องจงึ เกดิ ความไพเราะสละ
สลวย

- ใชภาษาทีเ่ ขาใจงา ยเหน็ ภาพชดั เจน

๒. ดา นสงั คม
- เนนโทษของการแตกความสามคั คใี นหมู

คณะ
- ดา นจรยิ ธรรมเนน ถึงหลกั ธรรม

อปริหานิยธรรมซึ่งเปนธรรมอันไมเปนท่ตี งั้ แหง
ความเสอ่ื ม

- เนนถึงความสาํ คัญของการใชส ตปิ ญญา
ตริตรองและแกไ ขปญหาตาง ๆ โดยไมตองใช
กาํ ลงั

นางสาว พรมพร เอ่ียมใหญ ม.๖/๒เลขท่๑ี ๘



เน้ือเรื่องยอ

พระเจา อชาตศตั รูแหง กรงุ ราชคฤหแ ควนมคธทรงมวี สั สการพราหมณผ ูฉลาดและรอบรศู ิลปศาสตรเปนท่ี
ปรกึ ษามพี ระประสงคจะขยายอาณาจกั ร

ไปยงั แควนวัชชีของเหลากษัตริยล จิ ฉวี ซึ่งปกครองแควนโดยยึดม่นั ในอปริหานิยธรรม (ธรรมอนั ไมเปนทีต่ ัง้
แหงความเสื่อม)เนน สามัคคธี รรมเปน หลักการโจมตแี ควน น้ใี หไดจะตอ งทาํ ลายความสามคั คีนใี้ หไดเ สยี กอ น
วสั สการพราหมณปุโรหติ ท่ีปรึกษาจงึ อาสาเปนไสศ ึกไปยุแหยใหก ษตั ริยลจิ ฉวแี ตกความสามัคคี โดยทําเปน
อุบายกราบทลู ทัดทานการไปตแี ควนวัชชี พระเจา อชาตศตั รแู สรงกรว้ิ รับสั่งลงโทษใหเ ฆ่ียนวสั สการพราหมณ
อยางรนุ แรงแลวเนรเทศไป

ขา วของวสั สการพราหมณไปถงึ นครเวสาลเี มืองหลวงของแควน วัชชี กษตั ริยลจิ ฉวรี ับสั่งใหวสั สการพรา
หมณเขา รบั ราชการกบั กษัตริยลิจฉวี ดว ยเหตทุ ่ีเปน ผมู ีสตปิ ญญามวี าทศลิ ปดี มคี วามรอบรใู นศลิ ปะวิทยาการ
ทาํ ใหกษัตริยลจิ ฉวีรบั ไวในพระราชสํานกั ใหพิจารณาคดคี วามและสอนหนังสือพระโอรสวสั สการพราหมณไดท ํา
หนา ทีอ่ ยา งเต็มความรคู วามสามารถจนกษัตริยลิจฉวีไววางพระทยั กด็ ําเนินอบุ ายขัน้ ตอไปคอื สรา งความ
คลางแคลงใจในหมพู ระโอรสแลวลุกลามไปถึงพระบดิ าซงึ่ ตางก็เชอ่ื พระโอรสทําใหข ุนเคอื งกนั ไปทั่วเวลาผา นไป ๓
ปเ หลา กษัตริยล ิจฉวีก็แตกความสามคั คกี ันหมดแมวสั สการ พราหมณตีกลองนัดประชุมก็ไมมีพระองคใดมารวม
ประชุมวัสสการพราหมณจ ึงลอบสง ขาวไปยงั พระเจา อชาตศตั รูใหท รงยกทัพมาตีแควนวัชชีไดอ ยา งงา ยดาย

นางสาว พรมพร เอ่ียมใหญ ม.๖/๒เลขที่๑๘

ตัวอยา งคําสมาสใน ๕
สามคั คเี ภทคําฉันท

ยุกติบาฐบรู ณ = ยกุ ติ + บาฐ + บูรณ (เรอื่ งอันชอบดว ยเหตุผล)
พทุ ธพจน = พุทธ + พจน ( คาํ พูดของพระพทุ ธเจา)
ราชวตั = ราช + วตั (หนาทแี่ ละความประพฤตแิ หงพระราชา)
ภทิ โทษ = ภทิ + โทษ (โทษของความแตกแยก)
ทศธรรม = ทศ + ธรรม (ธรรม ๑๐ ประการ)
สิกขสภา = สิกข + สภา (หองเรยี น )
พาหิรภาค = พาหิร + ภาค (สว นภายนอก)
เศวตฉตั ร = เศวต + ฉัตร (ฉตั รสขี าว)
ศิลปศาสตร = ศลิ ป + ศาสตร (วิชาศิลปะ)
ราชบรุ ุษ = ราช + บุรุษ (คนของพระราชา)
ราชวัลลภ = ราช + วัลลภ (คนสนิทของพระราชา)
กลบกกร = กลบก + กร (ชางตดั ผม)
ทณั ฑพิธ = ทณั ฑ + พิธ (ชนดิ ของการลงโทษ)
ราชมลั = ราช + มัล (เจาพนกั งานผูมีหนา ทที่ ําโทษคน)
ขรการณ = ขร + การณ (เหตรุ า ยแรง )
สภาคาร = สภา + คาร (สถานที่ประชมุ )
ศภุ ยาม = ศภุ + ยาม (เวลาอนั เปน)
สหัสนยั น = สหัส + นัยน (ผมู พี นั ตา หมายถงึ พระอินทร)
ทนิ วาร = ทนิ + วาร (โอกาสในแตละวัน)
พพิ ากษการ = พพิ ากษ + การ (การตัดสนิ )
ภีรกุ เภทภัย = ภรี กุ + เภท + ภยั (ภยั ตาง ๆ อันเกิดจากความข้ีขลาด)
รัฐชนบท = รัฐ + ชนบท (ท้ังแวน แควนอาณาจักร)
บุรุษสมญั = บรุ ุษ + สมญั ( มีใจเปนลูกผชู าย)
ราชภัฏ = ราช + ภฏั (ขา ราชการ)
จตั ุรมขุ = จตั รุ + มขุ (มขท้ัง ๔ ดา น)
บุษปวัลลิ = บปุ ษ + วลั ลิ (ดอกไมเ ปนลวดลายเครอื เถา)

นางสาว พรมพร เอ่ยี มใหญ ม.๖/๒เลขท่ี๑๘

ตวั อยา งคาํ สมาสทม่ี เี สยี งสนธิ ๖
(การกลมกลืนเสยี ง) ใน
สามคั คเี ภทคาํ ฉันท

บญจางค = เบญจ + องค (อวัยวะทงั้ ๕ อยา ง)
อนาวรณญาณ = อน + อาวรณ+ ญาณ (ความรูอันไมมีสงิ่ ใดเปนเคร่อื งขัดขอ ง)
= ราม + อวตาร (การแบงภาคลงมาเกดิ เปน พระราม)
รามาวตาร = อัพภ + อนั ตร (ภายใน)
อัพภันตร = วฒุ ิ + เสวก + อากร (เหลาขาราชการชน้ั ผใู หญ)
วุฒเิ สวกากร = ปโุ รหติ + อาจารย (พราหมณผูสัง่ สอนวิชาความรู )
ปุโรหติ าจารย = เสน + อธบิ ดี ( แมท ัพ)
เสนาธบิ ดี = นย + อธบิ าย ( ขอความช้แี จงอางอิง)
นยาธบิ าย = สุข + อภิมัณฑ (เครือ่ งประดับอนั ยงิ่ ดว ยความสขุ )
สุขาภิมณั ฑ = ธุร + อุปถมั ภ (ผชู วยทาํ กจิ ธุระ)
ธโุ รปถัมภ = เวทน + อาการ (อาการอนั แสดงถงึ ความทกุ ขท รมาน)
เวทนาการ = ทิช + อาจารย (พราหมณผสู ัง่ สอนวิชาความร)ู
ทิชาจารย = วัญจน + อบุ าย (อบุ ายหลอกลวง)
วัญจโนบาย = มน + อารมณ (อารมณแหง ใจ)
มนารมณ = วาจก + อาจารย (อาจารยผสู ่ังสอนวชิ าความรู)
วาจกาจารย = อศั ว + อาภรณ (เครอ่ื งประดับมา)
อัศวาภรณ = ศสั ตร + อาวุธ (อาวุธท่ีมีคม)
ศสั ตราวธุ = พาหน + อาสน (เครอ่ื งนําไป)
พาหนาสน = พิทย + อาภรณ ( เครอื่ งประดับคอื ความรู)
พิทยาภรณ = พยุห + อธิ + ทพั (ทพั อนั ยิง่ ใหญด วยไพรพ ล)
พยุหาธทิ ัพ = พุทธ + อาทิ + บัณฑิต ( ผูร ูท ัง้ หลายมีพระพุทธเจาเปนตน )
พุทธาทบิ ณั ฑติ = พล + อปุ การ (การอุดหนุนกําลงั )
พโลปการ = ภาร + อปุ กรณ (ธุระอนั หนักที่ตอ งกระทาํ )
ภาโรปกรณ
นางสาว พรมพร เอ่ยี มใหญ ม.๖/๒เลขท๑ี่ ๘



คาํ ประพนั ธ

แตง เปนบทรอ ยกรอง ประกอบดว ย คาํ ประพนั ธประเภทฉันท
๑๘ ชนิด กาพย ๒ ชนดิ คอื กาพยฉ บัง๑๖และ กาพย
สุรางคนางค๒๘

ชนิดของฉันททใี่ ชแตง

กมลฉนั ท, กาพยฉบัง, จิตรปทาฉันท, โตฏกฉนั ท, ภชุ งคประยาตฉันท, มาณวกฉันท, มาลินฉี นั ท,
วสนั ตดลิ กฉนั ท, วังสฏั ฐฉันท, วชิ ชุมมาลาฉนั ท, สทั ทุลวิกกีฬิตฉนั ท, สัทธราฉนั ท, สาลนิ ีฉันท,
สุรางคนางคฉนั ท, อินทรวเิ ชียรฉนั ท, อนิ ทรวงศฉนั ท, อีทสิ ังฉันท, อุปชาติฉันท, อุปฏ ฐติ าฉนั ท และ
อเุ ปนทรวเิ ชยี รฉนั ท

อนึง่ แมจ ะใชก าพยฉบงั แตกย็ งั จดั ในหมวดของฉนั ทได ทง้ั น้ีกาพยฉ บงั ทใี่ ชใ นเรื่อง กําหนดเปน
คาํ ครทุ งั้ หมด

นางสาว พรมพร เอ่ยี มใหญ ม.๖/๒เลขที่๑๘


ตัวอยา งคาํ ประพันธประเภทฉนั ท จากเรื่อง สามัคคีเภทคาํ ฉนั ท

วชิ ชุมมาลาฉนั ท

วชิ ชุมมาลาฉนั ท มีความหมายวา ระเบยี บแหงสายฟา ประกอบดว ยครลุ ว นจึงใชบ รรยายความอยางธรรมดา
หน่งึ บทมี ๔ บาท บาทละ ๘ พยางค แบง เปน ๒ วรรค วรรคละ ๔ พยางค สงสมั ผสั แบบกลอน

ตัวอยางคําประพนั ธ

แรมทางกลางเถอื่ น หา งเพอ่ื นหาผู

หนึง่ ในนึกดู เห็นใครไปมี

หลายวันถ่นั ลว ง เมืองหลวงธานี

นามเวสาลี ดมุ เดาเขา ไป

ผูกไมตรีจิต เชงิ ชิดชอบเชื่อง

กบั หมูชาวเมือง ฉนั อชั ฌาสัย

เลา เรือ่ งเคอื งขนุ วาวนุ วายใจ

จาํ เปนมาใน ดา วตา งแดนตน

นางสาว พรมพร เอี่ยมใหญ ม.๖/๒เลขท่๑ี ๘



อุเปนทรวเิ ชยี รฉันท ๑๑

หนงึ่ บทมี ๒ บาท บาทละ ๑๑ พยางคแบง เปน ๒ วรรค วรรคแ รก ๕ พยางควรรคหลัง ๖ พยางคส ง
สัมผสั แบบกาพย

ตัวอยางคาํ ประพนั ธ

ทชิ งคเจาะจงเจตน กละหเ หตุยยุ งเสรมิ
กระหนํ่าและซํา้ เตมิ นฤพัทธะกอการ

ละครั้งระหวา งครา ทนิ ะวาระนานนาน
เหมาะทา ทิชาจารย ธกเ็ ชญิ เสดจ็ ไป

อินทวงศฉ นั ท ๑๒

หน่ึงบทมี ๒ บาท บาทละ ๑๒ พยางค แบงเปน ๒ วรรค วรรคแรก ๕ พยางควรรค
หลัง ๗ พยางคส งสัมผัสแบบกาพย

เพมิ่ หัวเรื่องยอ ย

ราชาประชุมดาํ - ริหะโดยประการะดงั
ดํารสั ตระบดั ยงั วจนัตถป วัตติพลนั
ริสะไปขมีขมนั
ทใหราชภัฏโป บุระเนระเทศะมา
หาพราหมณท พุ ลอนั

นางสาว พรมพร เอ่ยี มใหญ ม.๖/๒เลขที่๑๘

๑๐

วสนั ตดลิ กฉนั ท ๑๔

วสันตดลิ กฉันท มคี วามหมายวา “ฉนั ททมี่ ีลลี าดังจอมเมฆในฤดใู บไมผ ลิ (ฤดฝู น)” เปน หนง่ึ ในฉันทท น่ี ิยม
แตงกนั มากท่สี ุดเน่อื งจากอานแลวฟงไดรืน่ หู รสู ึกซาบซ้ึงจับใจมกั ใชแตง ชมความงามและสดุดีความรกั หรอื
ของสงู

หน่งึ บทมี ๒ บาทบาทละ ๑๔ พยางคแบงเปน ๒ วรรค วรรคแรก ๘ พยางคว รรคหลัง ๖ พยางคส งสมั ผสั
แบบกาพย

ตัวอยา งคําประพนั ธ

รอบดา นตระหงานจตรุ มขุ พิศะสุขอรา มใส
กาญจนแ กมมณีกนกะไพ ฑุรยิ พ รา งพะแพรวพราย

บานบัฏพระบญั ชระสลัก ฉลุลักษณเฉลาลาย
เพดาลก็ดารกะประกาย ระกะดาดประดษิ ฐดี

สทั ทุลลวิกกีฬิตฉนั ท ๑๙

สัททลุ ลวิกกีฬิตฉนั ท มีความหมาย “เสือผยอง” ใชแ ตงบทไหวค รู บทโกรธและบทยอพระเกียรติ
หน่ึงบทมี ๑๙ พยางค แบงเปน ๓ วรรค วรรแรก ๑๒ พยางค วรรคสอง ๕ พยางคแ ละวรรคสุดทา ย ๒
พยางค สงสัมผัสแบบกลอนสังขลกิ

ตัวอยา งคําประพันธ พรอมเบญจางคประดษิ ฐส ฤษตติ ษฎี ทวาร
กายจติ รวจไี ตร มุนี
ปฎ ก
กราบไหวค ณุ พระสคุ ตอนาวรณญาณ
ยอดศาสดาจารย

อีกคุณสนุ ทรธรรมะคมั ภริ วิธี
พุทธพจนประชุมตรี

นางสาว พรมพร เอี่ยมใหญ ม.๖/๒เลขท๑ี่ ๘


Click to View FlipBook Version