สามคั คีเภทคาํ ฉนั ท
นางสาว พรมพร เอี่บมใหญ ม.๖/๒ เลขท่๑ี ๘
ก
สารบญั
สารบัญ ก
ประวัตผิ ูแตง ๑
ขอ คดิ ทคี่ วรพิจารณา ๒
ขอคิดทีค่ วรพจิ ารณา ๓
เนอ้ื เร่อื งยอ ๔
ตวั อยา งคําสมาสในสามัคคีเภทคําฉนั ท ๕
ตวั อยางคาํ สมาสท่มี ีเสียงสนธิ (การกลม ๖
กลนื เสียง) ในสามคั คีเภทคําฉันท ๗
คําประพนั ธและชนดิ ของฉนั ททีใ่ ชแตง
ตัวอยา งคําประพันธป ระเภทฉันท จาก ๘-๑๐
เรือ่ ง สามคั คีเภทคาํ ฉันท ๘
วชิ ชมุ มาลาฉันท
อเุ ปนทรวิเชยี รฉันท ๑๑ และอนิ ทวงศฉ ันท ๑๒ ๙
วสันตดลิ กฉนั ท ๑๔ และสทั ทลุ ลวกิ กีฬิตฉนั ท ๑๙ ๑๐
นางสาว พรมพร เอี่ยมใหญ ม.๖/๒เลขที่๑๘
๑
ประวัติผแู ตง
นายชิต บรุ ทตั เขาศึกษาเบ้อื งตนทโี่ รงเรยี นวัดราชบพธิ และเขา
ศึกษาจนจบชั้นมธั ยมบริบรู ณท โ่ี รงเรียนวดั สุทศั นเ มือ่ อายไุ ด๑ ๕ป
บิดาจงึ ใหบ วชเปน สามเณร ณ วดั ราชบพิธสถิตมหาสมี ารามโดย
มพี ระเจา วรวงศเธอกรมหลวงชนิ วรสิริวฒั นส มเดจ็ พระสงั ฆราช
ในเวลานัน้ ทรงเปนอปุ ช ฌาจารยบ วชไดไ มนานกล็ าสิกขา
นายชิตมคี วามสนใจการอานเขียนและมคี วามเชย่ี วชาญในภาษา
ไทยมคี วามรภู าษาบาลและยงั ฝก ฝนภาษาองั กฤษอยูใ นเกณฑ
ใชไดและเริม่ การประพนั ธเ ม่ืออายุได๑๘ป
การประพันธ นามปากกา
นายชิตกลบั มาบวชสามเณรอกี ครัง้ ณ วดั บวรนิเวศ เจา เงาะ, เอกชน, แมวคราว
วิหาร ในฐานะเปนศษิ ยส มเดจ็ พระมหาสมณเจากรม
พระยาวชริ ญาณวโรรสไดเ ขยี นงานประพนั ธครง้ั แรก ผลงาน
โดยใชน ามปากกา "เอกชน" จนเปน ทีร่ ูจกั กันดีในเวลานั้น
ขณะบวชนน้ั สามเณรชิตไดรบั อาราธนาจากองคส ภา นายชิต บรุ ทตั ไดส รางผลงาน
นายกหอพระสมุดวชิรญาณ ใหเ ขารว มแตงฉันทส มโภช รอยกรองทีม่ ชี อื่ เสียงมากมาย โดย
พระมหาเศวตฉัตร ในงานพระราชพธิ ีฉัตรมงคลรชั กาล เฉพาะ สามคั คเี ภทคําฉนั ท
ที่ ๖ เม่ือ พ.ศ. ๒๔๕๔ ดวย (พ.ศ. ๒๔๕๗) มีบทรอ ยกรองตี
พมิ พใ นหนงั สือพิมพและนติ ยสาร
คร้ันเมอื่ พ.ศ. ๒๔๕๘ นายชติ บรุ ทัตซงึ่ ลาสกิ ขาแลว ขอความโฆษณาเปน รอ ยกรอง และ
ไดส ง บทประพันธเปน กาพยปลุกใจลงตพี ิมพในหนังสอื ทานยังมชี ือ่ เสียงในการแตงรอ ย
พมิ พสมทุ สารเมอ่ื พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยู แกวซึ่งสามารถอานอยางรอ ยกรอง
หวั ไดท อดพระเนตรกพ็ อพระราชหฤทัยเปนอยางมาก โป ไวในบทเดียวกันขณะทีค่ ําฉนั ทนัน้ ก็
รดฯ ใหเจา หนา ท่ขี องภาพถา ยเจา ของบทประพนั ธ ยังสามารถใชค ํางา ยๆ มาลงครุลหุ
ไดอยา งเหมาะสมไดร ับการยกยอง
เปน หน่งึ ในนกั แตง ฉนั ทฝมอื เย่ยี ม
คนหนึ่งของไทย แมจ นปจ จุบันนี้
นางสาว พรมพร เอ่ียมใหญ ม.๖/๒ เลขที่๑๘
๒
ขอ คดิ ท่ีควรพจิ ารณา
๑.การขาดการพิจารณาไตรต รองนาํ ไปซง่ึ ความสูญเสยี ดังเชน เหลากษตั ริยล จิ ฉวี“ขาดการพิจารณาไตรต รอง” คือ
ขาดความสามารถในการใชปญ ญา
๒.แนวคิดของเรื่องสามคั คีเภทสามัคคเี ภทคาํ ฉันทเ ปน นิทานสภุ าษติ สอนใจใหเ หน็ โทษของการแตกความสามคั คแี ละ
แสดงใหเหน็ ความสําคญั ของการใชส ติปญ ญาใหเกดิ ผลโดยไมต องใชกําลงั
๓. ขอคิดเหน็ ระหวา งวัสสการพราหมณก ับกษัตรยิ ลจิ ฉวีบางคนอาจมีทรรศนะวา วสั สการพราหมณขาด
คณุ ธรรมใชอบุ ายลอลวงผอู น่ื เพอ่ื ประโยชนฝ า ยตน แตม องอีกมมุ หน่งึ กจ็ ะเหน็ วาวัสสการพราหมณน า ยกยอ งตรงท่ี
มคี วามจงรักภักดีตอ พระเจาอชาตศัตรูและตอ บานเมอื ง
๔. เรื่องสามคั คเี ภทคาํ ฉันทใหอะไรกบั ผอู า นขอ คดิ สาํ คญั ท่ไี ดจ ากเร่อื งคือโทษของการแตกความสามคั คีสว นแนว
คดิ อื่นๆมดี ังนี้
๔.๑ การใชปญญาเอาชนะศตั รูโดยไมเ สยี เลือดเนอื้
๔.๒ การเลอื กใชบคุ คลใหเหมาะสมกับงานจะทาํ ใหงานสาํ เร็จไดด ว ยดี
๔.๓ การใชวจิ ารณญาณไตรตรองกอนทําการใดๆเปน สิง่ ทีด่ ี
๔.๔ การถอื ความคิดของตนเปน ใหญแ ละทะนงตนวาดกี วาผอู น่ื ยอมทําใหเ กดิ ความเสยี หายแกส วนรวม
๕. ศิลปะการประพนั ธในสามคั คเี ภทคําฉนั ทน ายชติ บรุ ทตั สามารถสรา งตัวละครเชน วัสสการพราหมณ ใหม ี
บุคลกิ เดนชัดและสามารถดําเนินเร่ืองใหชวนติดตามนอกจากน้ยี ังมคี วามเชยี่ วชาญในการแตงคําประพันธ ดังนี้
๕.๑ เลือกสรรฉนั ทชนดิ ตา งๆมาใชส ลับกนั อยางเหมาะสมกับเนือ้ เรือ่ งแตละตอนเชนใชวสันตดลิ กฉันท ๑๔ ซ่งึ มี
ลีลาไพเราะชมความงามของเมืองราชคฤหใชอ ีทสิ งั ฉันท ๒๐ ซง่ึ มีลลี ากระแทกกระทั้นแสดงอารมณโ กรธ
๕.๒ ดดั แปลงฉนั ทบางชนดิ ใหไ พเราะยง่ิ ขนึ้ เชน เพิม่ สัมผัสบังคบั คําสดุ ทา ยของวรรคแรกกับคาํ ท่ี ๓ ของวรรคที่ ๒
ในฉันท ๑๑ ฉนั ท ๑๒ และฉนั ท ๑๔ เปน ทนี่ ิยมแตง ตามมาถึงปจจบุ นั นอกจากน้ี นายชติ บรุ ทตั ยังเพม่ิ ลักษณะบงั คบั
ครุ ลหุ สลับกันลงในกาพยส รุ างคนาง ๒๘ ใหม จี งั หวะคลายฉันทดว ย
๕.๓ เลน สมั ผสั ในทงั้ สมั ผัสสระและสัมผสั อกั ษรอยางไพเราะเชน คะเนกลกับคะนงึ การ ระวังเหอื ดกับระแวงหาย
๕.๔ ใชคํางายๆในการเลา เร่อื งทําใหดาํ เนินเรอ่ื งไดรวดเรว็ และผอู า นเขา ใจเร่ืองไดท นั ที
๕.๕ ใชค าํ งายๆในการบรรยายและพรรณนาดวั ละครไดอ ยางกระชับและสรางภาพใหเ ห็นไดอยางชดั เจน
นางสาว พรมพร เอย่ี มใหญ ม.๖/๒ เลขท๑่ี ๘
๓
ขอคิดที่ควรพจิ ารณา
๑.ดานวรรณศลิ ป
- ใชฉันทลกั ษณไดอยา งงดงามเหมาะสมโดย
เลอื กฉนั ทช นิดตา งๆ มาใชส ลบั กันตามความ
เหมาะสมกบั เนอ้ื เรื่องจงึ เกดิ ความไพเราะสละ
สลวย
- ใชภาษาทีเ่ ขาใจงา ยเหน็ ภาพชดั เจน
๒. ดา นสงั คม
- เนนโทษของการแตกความสามคั คใี นหมู
คณะ
- ดา นจรยิ ธรรมเนน ถึงหลกั ธรรม
อปริหานิยธรรมซึ่งเปนธรรมอันไมเปนท่ตี งั้ แหง
ความเสอ่ื ม
- เนนถึงความสาํ คัญของการใชส ตปิ ญญา
ตริตรองและแกไ ขปญหาตาง ๆ โดยไมตองใช
กาํ ลงั
นางสาว พรมพร เอ่ียมใหญ ม.๖/๒เลขท่๑ี ๘
๔
เน้ือเรื่องยอ
พระเจา อชาตศตั รูแหง กรงุ ราชคฤหแ ควนมคธทรงมวี สั สการพราหมณผ ูฉลาดและรอบรศู ิลปศาสตรเปนท่ี
ปรกึ ษามพี ระประสงคจะขยายอาณาจกั ร
ไปยงั แควนวัชชีของเหลากษัตริยล จิ ฉวี ซึ่งปกครองแควนโดยยึดม่นั ในอปริหานิยธรรม (ธรรมอนั ไมเปนทีต่ ัง้
แหงความเสื่อม)เนน สามัคคธี รรมเปน หลักการโจมตแี ควน น้ใี หไดจะตอ งทาํ ลายความสามคั คีนใี้ หไดเ สยี กอ น
วสั สการพราหมณปุโรหติ ท่ีปรึกษาจงึ อาสาเปนไสศ ึกไปยุแหยใหก ษตั ริยลจิ ฉวแี ตกความสามัคคี โดยทําเปน
อุบายกราบทลู ทัดทานการไปตแี ควนวัชชี พระเจา อชาตศตั รแู สรงกรว้ิ รับสั่งลงโทษใหเ ฆ่ียนวสั สการพราหมณ
อยางรนุ แรงแลวเนรเทศไป
ขา วของวสั สการพราหมณไปถงึ นครเวสาลเี มืองหลวงของแควน วัชชี กษตั ริยลจิ ฉวรี ับสั่งใหวสั สการพรา
หมณเขา รบั ราชการกบั กษัตริยลิจฉวี ดว ยเหตทุ ่ีเปน ผมู ีสตปิ ญญามวี าทศลิ ปดี มคี วามรอบรใู นศลิ ปะวิทยาการ
ทาํ ใหกษัตริยลจิ ฉวีรบั ไวในพระราชสํานกั ใหพิจารณาคดคี วามและสอนหนังสือพระโอรสวสั สการพราหมณไดท ํา
หนา ทีอ่ ยา งเต็มความรคู วามสามารถจนกษัตริยลิจฉวีไววางพระทยั กด็ ําเนินอบุ ายขัน้ ตอไปคอื สรา งความ
คลางแคลงใจในหมพู ระโอรสแลวลุกลามไปถึงพระบดิ าซงึ่ ตางก็เชอ่ื พระโอรสทําใหข ุนเคอื งกนั ไปทั่วเวลาผา นไป ๓
ปเ หลา กษัตริยล ิจฉวีก็แตกความสามคั คกี ันหมดแมวสั สการ พราหมณตีกลองนัดประชุมก็ไมมีพระองคใดมารวม
ประชุมวัสสการพราหมณจ ึงลอบสง ขาวไปยงั พระเจา อชาตศตั รูใหท รงยกทัพมาตีแควนวัชชีไดอ ยา งงา ยดาย
นางสาว พรมพร เอ่ียมใหญ ม.๖/๒เลขที่๑๘
ตัวอยา งคําสมาสใน ๕
สามคั คเี ภทคําฉันท
ยุกติบาฐบรู ณ = ยกุ ติ + บาฐ + บูรณ (เรอื่ งอันชอบดว ยเหตุผล)
พทุ ธพจน = พุทธ + พจน ( คาํ พูดของพระพทุ ธเจา)
ราชวตั = ราช + วตั (หนาทแี่ ละความประพฤตแิ หงพระราชา)
ภทิ โทษ = ภทิ + โทษ (โทษของความแตกแยก)
ทศธรรม = ทศ + ธรรม (ธรรม ๑๐ ประการ)
สิกขสภา = สิกข + สภา (หองเรยี น )
พาหิรภาค = พาหิร + ภาค (สว นภายนอก)
เศวตฉตั ร = เศวต + ฉัตร (ฉตั รสขี าว)
ศิลปศาสตร = ศลิ ป + ศาสตร (วิชาศิลปะ)
ราชบรุ ุษ = ราช + บุรุษ (คนของพระราชา)
ราชวัลลภ = ราช + วัลลภ (คนสนิทของพระราชา)
กลบกกร = กลบก + กร (ชางตดั ผม)
ทณั ฑพิธ = ทณั ฑ + พิธ (ชนดิ ของการลงโทษ)
ราชมลั = ราช + มัล (เจาพนกั งานผูมีหนา ทที่ ําโทษคน)
ขรการณ = ขร + การณ (เหตรุ า ยแรง )
สภาคาร = สภา + คาร (สถานที่ประชมุ )
ศภุ ยาม = ศภุ + ยาม (เวลาอนั เปน)
สหัสนยั น = สหัส + นัยน (ผมู พี นั ตา หมายถงึ พระอินทร)
ทนิ วาร = ทนิ + วาร (โอกาสในแตละวัน)
พพิ ากษการ = พพิ ากษ + การ (การตัดสนิ )
ภีรกุ เภทภัย = ภรี กุ + เภท + ภยั (ภยั ตาง ๆ อันเกิดจากความข้ีขลาด)
รัฐชนบท = รัฐ + ชนบท (ท้ังแวน แควนอาณาจักร)
บุรุษสมญั = บรุ ุษ + สมญั ( มีใจเปนลูกผชู าย)
ราชภัฏ = ราช + ภฏั (ขา ราชการ)
จตั ุรมขุ = จตั รุ + มขุ (มขท้ัง ๔ ดา น)
บุษปวัลลิ = บปุ ษ + วลั ลิ (ดอกไมเ ปนลวดลายเครอื เถา)
นางสาว พรมพร เอ่ยี มใหญ ม.๖/๒เลขท่ี๑๘
ตวั อยา งคาํ สมาสทม่ี เี สยี งสนธิ ๖
(การกลมกลืนเสยี ง) ใน
สามคั คเี ภทคาํ ฉันท
บญจางค = เบญจ + องค (อวัยวะทงั้ ๕ อยา ง)
อนาวรณญาณ = อน + อาวรณ+ ญาณ (ความรูอันไมมีสงิ่ ใดเปนเคร่อื งขัดขอ ง)
= ราม + อวตาร (การแบงภาคลงมาเกดิ เปน พระราม)
รามาวตาร = อัพภ + อนั ตร (ภายใน)
อัพภันตร = วฒุ ิ + เสวก + อากร (เหลาขาราชการชน้ั ผใู หญ)
วุฒเิ สวกากร = ปโุ รหติ + อาจารย (พราหมณผูสัง่ สอนวิชาความรู )
ปุโรหติ าจารย = เสน + อธบิ ดี ( แมท ัพ)
เสนาธบิ ดี = นย + อธบิ าย ( ขอความช้แี จงอางอิง)
นยาธบิ าย = สุข + อภิมัณฑ (เครือ่ งประดับอนั ยงิ่ ดว ยความสขุ )
สุขาภิมณั ฑ = ธุร + อุปถมั ภ (ผชู วยทาํ กจิ ธุระ)
ธโุ รปถัมภ = เวทน + อาการ (อาการอนั แสดงถงึ ความทกุ ขท รมาน)
เวทนาการ = ทิช + อาจารย (พราหมณผสู ัง่ สอนวิชาความร)ู
ทิชาจารย = วัญจน + อบุ าย (อบุ ายหลอกลวง)
วัญจโนบาย = มน + อารมณ (อารมณแหง ใจ)
มนารมณ = วาจก + อาจารย (อาจารยผสู ่ังสอนวชิ าความรู)
วาจกาจารย = อศั ว + อาภรณ (เครอ่ื งประดับมา)
อัศวาภรณ = ศสั ตร + อาวุธ (อาวุธท่ีมีคม)
ศสั ตราวธุ = พาหน + อาสน (เครอ่ื งนําไป)
พาหนาสน = พิทย + อาภรณ ( เครอื่ งประดับคอื ความรู)
พิทยาภรณ = พยุห + อธิ + ทพั (ทพั อนั ยิง่ ใหญด วยไพรพ ล)
พยุหาธทิ ัพ = พุทธ + อาทิ + บัณฑิต ( ผูร ูท ัง้ หลายมีพระพุทธเจาเปนตน )
พุทธาทบิ ณั ฑติ = พล + อปุ การ (การอุดหนุนกําลงั )
พโลปการ = ภาร + อปุ กรณ (ธุระอนั หนักที่ตอ งกระทาํ )
ภาโรปกรณ
นางสาว พรมพร เอ่ยี มใหญ ม.๖/๒เลขท๑ี่ ๘
๗
คาํ ประพนั ธ
แตง เปนบทรอ ยกรอง ประกอบดว ย คาํ ประพนั ธประเภทฉันท
๑๘ ชนิด กาพย ๒ ชนดิ คอื กาพยฉ บัง๑๖และ กาพย
สุรางคนางค๒๘
ชนิดของฉันททใี่ ชแตง
กมลฉนั ท, กาพยฉบัง, จิตรปทาฉันท, โตฏกฉนั ท, ภชุ งคประยาตฉันท, มาณวกฉันท, มาลินฉี นั ท,
วสนั ตดลิ กฉนั ท, วังสฏั ฐฉันท, วชิ ชุมมาลาฉนั ท, สทั ทุลวิกกีฬิตฉนั ท, สัทธราฉนั ท, สาลนิ ีฉันท,
สุรางคนางคฉนั ท, อินทรวเิ ชียรฉนั ท, อนิ ทรวงศฉนั ท, อีทสิ ังฉันท, อุปชาติฉันท, อุปฏ ฐติ าฉนั ท และ
อเุ ปนทรวเิ ชยี รฉนั ท
อนึง่ แมจ ะใชก าพยฉบงั แตกย็ งั จดั ในหมวดของฉนั ทได ทง้ั น้ีกาพยฉ บงั ทใี่ ชใ นเรื่อง กําหนดเปน
คาํ ครทุ งั้ หมด
นางสาว พรมพร เอ่ยี มใหญ ม.๖/๒เลขที่๑๘
๘
ตัวอยา งคาํ ประพันธประเภทฉนั ท จากเรื่อง สามัคคีเภทคาํ ฉนั ท
วชิ ชุมมาลาฉนั ท
วชิ ชุมมาลาฉนั ท มีความหมายวา ระเบยี บแหงสายฟา ประกอบดว ยครลุ ว นจึงใชบ รรยายความอยางธรรมดา
หน่งึ บทมี ๔ บาท บาทละ ๘ พยางค แบง เปน ๒ วรรค วรรคละ ๔ พยางค สงสมั ผสั แบบกลอน
ตัวอยางคําประพนั ธ
แรมทางกลางเถอื่ น หา งเพอ่ื นหาผู
หนึง่ ในนึกดู เห็นใครไปมี
หลายวันถ่นั ลว ง เมืองหลวงธานี
นามเวสาลี ดมุ เดาเขา ไป
ผูกไมตรีจิต เชงิ ชิดชอบเชื่อง
กบั หมูชาวเมือง ฉนั อชั ฌาสัย
เลา เรือ่ งเคอื งขนุ วาวนุ วายใจ
จาํ เปนมาใน ดา วตา งแดนตน
นางสาว พรมพร เอี่ยมใหญ ม.๖/๒เลขท่๑ี ๘
๙
อุเปนทรวเิ ชยี รฉันท ๑๑
หนงึ่ บทมี ๒ บาท บาทละ ๑๑ พยางคแบง เปน ๒ วรรค วรรคแ รก ๕ พยางควรรคหลัง ๖ พยางคส ง
สัมผสั แบบกาพย
ตัวอยางคาํ ประพนั ธ
ทชิ งคเจาะจงเจตน กละหเ หตุยยุ งเสรมิ
กระหนํ่าและซํา้ เตมิ นฤพัทธะกอการ
ละครั้งระหวา งครา ทนิ ะวาระนานนาน
เหมาะทา ทิชาจารย ธกเ็ ชญิ เสดจ็ ไป
อินทวงศฉ นั ท ๑๒
หน่ึงบทมี ๒ บาท บาทละ ๑๒ พยางค แบงเปน ๒ วรรค วรรคแรก ๕ พยางควรรค
หลัง ๗ พยางคส งสัมผัสแบบกาพย
เพมิ่ หัวเรื่องยอ ย
ราชาประชุมดาํ - ริหะโดยประการะดงั
ดํารสั ตระบดั ยงั วจนัตถป วัตติพลนั
ริสะไปขมีขมนั
ทใหราชภัฏโป บุระเนระเทศะมา
หาพราหมณท พุ ลอนั
นางสาว พรมพร เอ่ยี มใหญ ม.๖/๒เลขที่๑๘
๑๐
วสนั ตดลิ กฉนั ท ๑๔
วสันตดลิ กฉันท มคี วามหมายวา “ฉนั ททมี่ ีลลี าดังจอมเมฆในฤดใู บไมผ ลิ (ฤดฝู น)” เปน หนง่ึ ในฉันทท น่ี ิยม
แตงกนั มากท่สี ุดเน่อื งจากอานแลวฟงไดรืน่ หู รสู ึกซาบซ้ึงจับใจมกั ใชแตง ชมความงามและสดุดีความรกั หรอื
ของสงู
หน่งึ บทมี ๒ บาทบาทละ ๑๔ พยางคแบงเปน ๒ วรรค วรรคแรก ๘ พยางคว รรคหลัง ๖ พยางคส งสมั ผสั
แบบกาพย
ตัวอยา งคําประพนั ธ
รอบดา นตระหงานจตรุ มขุ พิศะสุขอรา มใส
กาญจนแ กมมณีกนกะไพ ฑุรยิ พ รา งพะแพรวพราย
บานบัฏพระบญั ชระสลัก ฉลุลักษณเฉลาลาย
เพดาลก็ดารกะประกาย ระกะดาดประดษิ ฐดี
สทั ทุลลวิกกีฬิตฉนั ท ๑๙
สัททลุ ลวิกกีฬิตฉนั ท มีความหมาย “เสือผยอง” ใชแ ตงบทไหวค รู บทโกรธและบทยอพระเกียรติ
หน่ึงบทมี ๑๙ พยางค แบงเปน ๓ วรรค วรรแรก ๑๒ พยางค วรรคสอง ๕ พยางคแ ละวรรคสุดทา ย ๒
พยางค สงสัมผัสแบบกลอนสังขลกิ
ตัวอยา งคําประพันธ พรอมเบญจางคประดษิ ฐส ฤษตติ ษฎี ทวาร
กายจติ รวจไี ตร มุนี
ปฎ ก
กราบไหวค ณุ พระสคุ ตอนาวรณญาณ
ยอดศาสดาจารย
อีกคุณสนุ ทรธรรมะคมั ภริ วิธี
พุทธพจนประชุมตรี
นางสาว พรมพร เอี่ยมใหญ ม.๖/๒เลขท๑ี่ ๘