The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ระเบียบวาระการประชุมและรับรองบันทึกการประชุุม ครั้งที่ 14

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-04-10 21:22:48

ระเบียบวาระการประชุมและรับรองบันทึกการประชุุม ครั้งที่ 14

ระเบียบวาระการประชุมและรับรองบันทึกการประชุุม ครั้งที่ 14

ระเบยี บวาระการประชุม
คณะอนกุ รรมาธกิ ารกจิ การเดก็ เยาวชน และผู้ดอ้ ยโอกาส
ในคณะกรรมาธิการการพฒั นาสังคม และกจิ การเด็ก เยาวชน สตรี ผสู้ ูงอายุ

คนพิการ และผู้ดอ้ ยโอกาส วุฒสิ ภา
คร้งั ท่ี 15/๒๕๖5

วันองั คารที่ 12 เมษายน ๒๕๖5 เวลา 13.0๐ นาฬิกา
ผ่านสอื่ อิเล็กทรอนกิ ส์

...................................

ระเบียบวาระที่ ๑ เร่ืองทีป่ ระธานแจ้งตอ่ ทปี่ ระชมุ

ระเบียบวาระที่ ๒ รบั รองบนั ทึกการประชุม
- รบั รองบนั ทกึ การประชมุ ครั้งที่ 14/๒๕๖5 วนั จันทร์ที่ 4 เมษายน ๒๕๖5

ระเบียบวาระที่ ๓ เร่ืองเสนอเพือ่ พจิ ารณา
๓.๑ พจิ ารณา (ร่าง) รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตของ

กลุ่มชาติพนั ธมุ์ านิ (ซาไก) บทที่ 4 ขอ้ เสนอแนะ
3.2 การติดตามความคืบหน้าในการค้นหาบุคคลท่ีทำคุณประโยชน์ตอ่ สังคมภายใต้

โครงการ "วฒุ สิ ภา ศรัทธาความดี"

ระเบียบวาระท่ี ๔ เรื่องอ่ืน ๆ

...................................

บันทกึ การประชุม
คณะอนุกรรมาธกิ ารกจิ การเดก็ เยาวชน และผดู้ อ้ ยโอกาส
ในคณะกรรมาธิการการพฒั นาสงั คม และกิจการเดก็ เยาวชน สตรี

ผ้สู งู อายุ คนพิการ และผดู้ อ้ ยโอกาส วฒุ สิ ภา
ครั้งที่ 1๔/๒๕๖๕

วนั จันทร์ที่ ๔ เมษายน พ.ศ. 2565
(ผา่ นส่อื อิเลก็ ทรอนิกส)์
-------------------------------

อนกุ รรมาธกิ ารผมู้ าประชุม ประธานคณะอนุกรรมาธิการ
๑. นายวัลลภ ตงั คณานรุ กั ษ์ (ผา่ นสอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส)์
รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง
๒. พลเอก ไพชยนต์ คา้ ทนั เจริญ (ผา่ นส่อื อเิ ล็กทรอนิกส์)
รองประธานคณะอนกุ รรมาธิการ คนท่ีสอง
๓. นางจริ าภรณ์ เลา้ เจริญ (ผ่านสอ่ื อิเล็กทรอนิกส)์
อนกุ รรมาธิการ (ผ่านสือ่ อิเล็กทรอนกิ ส)์
๔. นายศภุ ชยั สถรี ศิลปิน อนุกรรมาธิการ (ผ่านส่ืออิเล็กทรอนิกส)์
๕. นางงามจิต แตส้ ุวรรณ อนุกรรมาธิการ (ผา่ นสอ่ื อิเลก็ ทรอนิกส์)
๖. นายอัครเดช สุพรรณฝา่ ย อนกุ รรมาธิการ (ผ่านส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส)์
๗. นายสำราญ อรุณธาดา อนกุ รรมาธกิ าร (ผ่านสือ่ อิเล็กทรอนกิ ส)์
๘. นางวรภทั ร แสงแก้ว อนกุ รรมาธกิ าร (ผา่ นสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์)
๙. นายธนะรัตน์ ธาราภรณ์ อนกุ รรมาธิการ (ผา่ นสอื่ อิเล็กทรอนิกส)์
๑๐. นายศุภากร ปทมุ รตั นาธาร อนุกรรมาธิการและเลขานกุ าร
๑๑. นางณัฐนันท์ สวา่ งวงศ์ (ผ่านสือ่ อิเล็กทรอนิกส์)
อนกุ รรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ
1๒. นางเพชรรตั น์ มหาสงิ ห์ (ผ่านสอ่ื อิเลก็ ทรอนกิ ส)์

ทป่ี รึกษาคณะอนกุ รรมาธิการผู้ลาประชมุ ประธานทป่ี รกึ ษาคณะอนกุ รรมาธกิ าร
นางทัศนา ยวุ านนท์

เร่มิ ประชมุ เวลา 11.00 นาฬกิ า
เมื่ออนุกรรมาธิการมาครบองค์ประชุมแล้ว นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธาน

คณะอนุกรรมาธิการ ได้กล่าวเปิดประชุม และดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระการประชุม
สรปุ ได้ดังนี้

ระเบียบวาระท่ี ๑ เร่ืองท่ปี ระธานแจ้งตอ่ ท่ปี ระชมุ
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะอนกุ รรมาธกิ าร ไดแ้ จง้ ต่อท่ีประชุมวา่
๑) ด้ วยในวันน้ี ประธานวุฒิ สภาได้มอบหมายให้ นายวัลลภ ตั งคณ านุ รักษ์

ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒ นาสังคมฯ เพ่ือรับเร่ืองร้องเรียนจากคนพิการที่ย่ืนเรื่อง
มายังประธานวุฒิสภา เพ่ือขอให้ติดตามการขอความช่วยเหลือและบริการต่าง ๆ ของคนพิการทางการ



เคลื่อนไหวแลผู้ป่วยติดเตียง ส่วนรายละเอียดในการให้ความช่วยเหลือจะได้แจ้งในท่ีประชุม
คณะกรรมาธิการเพื่อทราบต่อไป

๒) ด้วยคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ ได้จัดโครงการ “วุฒิสภา ศรัทธาความดี”
เพื่อพิจารณามอบโล่เพ่ือเป็นขวัญกำลังใจให้กับบุคคลท่ีทำความดีต่อสังคม นั้น สำหรับประเด็นการ
คัดเลือกบุคคลที่จะเข้ารับรางวัล นั้น จะพิจารณามอบให้คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็กฯ
เป็นหลกั การพิจารณาคัดเลือกบุคคลต่าง ๆ ตอ่ ไป

ที่ประชุมรับทราบ

ระเบยี บวาระท่ี ๒ รับรองบนั ทึกการประชมุ
ที่ประชมุ มีมติรับรองบนั ทึกการประชมุ คร้งั ท่ี 1๓/๒๕๖๕ วนั จันทร์ท่ี ๓1 มีนาคม ๒๕๖๕

โดยไม่มกี ารแก้ไข

ระเบยี บวาระท่ี ๓ เร่อื งเสนอเพ่ือพิจารณา
๓.๑ พิจารณา (ร่าง) รายงานการพิจารณาศึกษาเร่ือง “การพัฒนาคุณภาพชีวิต

ของกลุ่มชาติพันธม์ุ านิ (ซาไก)” บทท่ี ๑ - บทท่ี ๔
ลำดับแรก นางเพชรรัตน์ มหาสิงห์ อนุกรรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ ได้นำเสนอ

ร่างรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “การพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ (ซาไก)”
บทท่ี ๒ - บทที่ ๔ โดยเปน็ การทบทวนบทท่ี ๒ – บทที่ ๔ ตามมตทิ ปี่ ระชุมครั้งทีผ่ ่านมา ดังน้ี

๑ ) บ ท ท่ี ๒ เอก ส าร แล ะงาน วิช าก ารท่ี เกี่ยวข้ อง พิ จารณ ารายละเอียด
ของร่างรายงานดงั กลา่ ว โดยอคั รเดช สพุ รรณฝ่าย ซง่ึ ไดท้ ำการทบทวนแล้ว และไม่มกี ารแกไ้ ข

๒) บทท่ี ๓ วิธีการพิจารณาศึกษา ประเด็นการเดินทางศึกษาดูงานในพ้ืนท่ีจังหวัดสตูล
โดย นายศภุ ากร ปทมุ รตั นาธาร ได้ทำการทบทวนและมีการแก้ไขตามตัวอักษรสีแดง ดงั นี้

๒.๑ ข้อมูลทวั่ ไป
ชาวมานิ เป็นชนพ้ืนเมืองด้ังเดิมกลุ่มชาติพันธ์ุย่อยของเผ่านิกโกร อาศัยร่วมกัน

เป็นกลุ่มย่อยประมาณ ๒๐ – ๓๐ คน กระจัดกระจายอยู่ตามพ้ืนที่ป่าเขาในภาคใต้ แถบจังหวัดพัทลุง
ตรัง สตูล และยะลา ปัจจุบันยังมีชาวมานิหลายกลุ่มอยู่อาศัยในเขตป่าเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขา
สันกาลาคีรีในภาคใต้ของประเทศไทย ในจังหวัดสตูล พบกลุ่มชาวมานิในเขตอำเภอทุ่งหว้า มะนัง
และละงู การดำรงชีวิตด้วยการหาของป่า อาหารหลักของมานิ ได้แก่ อาหารประเภทแป้ง
จากมันปา่ เผือก นอกจากน้ยี ังมกี ารล่าสัตว์ป่าขนาดเล็กโดยใช้ลูกดอกอาบยาพิษจากธรรมชาติ การปรุง
อาหารใช้วิธีการป้ิง ย่าง หรือต้มเท่าน้ัน ภาษาท่ีใช้ในการสื่อสาร คือ ภาษามานิ และภาษาไทย และจะ
อาศัยอยู่ใน “ทับ” มลี ักษณะเปน็ เพิงพัก กระท่อม ขนาดเล็กสรา้ งด้วยท่อนไม้ และใช้ใบไม้หรือใบกล้วย
ใบตองใบไม้แห้งมุงหลังคาและผนังด้านข้าง เพื่อป้องกันฝนและแสงแดด ที่นอนทำจากกิ่งไม้ขนาดเล็ก
เรียงชิดกันเหมือนลูกระนาดยกสูงจากพ้ืนดินป้องกันน้ำฝนและแมลง นิยมก่อไฟภายในเพิงพัก
เพื่อให้ความอบอุ่นและไล่แมลงสัตว์มีพิษ ชาวมานิมักจะนำอาหารหรือของป่าที่หามาได้แบ่งปันกัน
ภายในกลุม่ และเมื่อเวลาได้รบั แจกส่ิงของ ทกุ คนจะเอามารวมกนั แล้วแบ่งปันกนั



๒.๒ ข้อมลู ของกลุ่มมานิในพ้ืนทจี่ งั หวัดสตูลจากการลงพ้นื ท่ี ณ วนั ที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๓

จำนวน (คน) มบี ัตร

ท่ี พ้นื ที่ ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ เดก็ เด็ก ร ว ประชาชน ปัญหาที่พบ การพิจารณาใหค้ วาม
(ช) (ญ) (ช) (ญ) ม (คน) ช่วยเหลือ

๑ อำเภอ ๑๔ ๕ ๕ ๔ ๒๘ ๒๔ ๑ ) จ า ก ๑ ) ใน ปี งบ ป ระ ม าณ

มะนงั สถานการณ์ การ ๒๕๖๓ สำนักงานพัฒนา
๒ อำเภอ ๑๔ ๑๑ ๑๔ ๑๘ ๕๗ ๓๕
แพร่ระบาดของ สงั คมและความมั่นคงของ
ละงู เชื้อไวรัสโคโรนา มนุษย์จังหวัดสตูล ได้ให้
๓ อำเภอ ๔ ๔ ๒ ๐ ๑๐ ๑๐
๒๐๑๙ (COVID – ความช่วยเหลือกลุ่มมานิ
ทุ่งหว้า ๑๙) กลุ่มมานิได้ ท่ีประสบปัญหาในการ

อพยพเข้าไปในป่า ด ำ ร ง ชี พ เ ป็ น เ งิ น

ลึกและไม่สามารถ ส งเค ร า ะ ห์ เพื่ อ ช่ ว ย

ห า ข อ งป่ า เพ่ื อ บรรเทาความเดือดร้อน

นำไปจำหน่ายได้ เบื้ องต้ น จำนวน ๑ ๕

ทำให้ไม่มีรายได้ท่ี ครอบครัว ๆ ละ ๒,๐๐๐

จะนำไปซ้ืออาหาร บาท

มาเพื่อดำรงชีวิต ๒) ประสานนายอำเภอ

และบางส่วนไม่ เพ่ือให้ความช่วยเหลือ

สามารถติดตาม ผู้สูงอายุให้ได้รับเบ้ียยัง

แหล่งที่พักอาศัย ชพี ผูส้ งู อายุ

ได้ ๓) ประสานนายอำเภอทั้ง

๒) มีผู้สูงอายุยัง ๓ อำเภอเพ่ือให้ความ

ไ ม่ ไ ด้ รั บ เ บ้ี ย ช่วยเหลือเด็กแรกเกิด

ผูส้ ูงอายุ เพ่ื อให้ ได้รับสิทธิตาม

๓) มีเด็กแรกเกิด – โครงการเงินอุดหนุนเพื่อ

๖ ปี ไม่ ได้รับเงิน เล้ียงดูเด็กแรกเกิด ใน

อุดหนุนเพื่อการ กรณีท่ยี งั ไม่ไดร้ บั สิทธิ

เลีย้ งดเู ดก็ แรกเกิด

๓) สภาพปญั หาท่ีได้รับการสะท้อนจากชาวมานกิ ลุ่มนี้ คอื
๑. ปัญหาสิทธิในการครอบครองท่ดี นิ ทำให้ขาดสิทธใิ นทีด่ นิ ทำกิน และท่ีอยู่อาศยั
ชาวมานิ มีการดำรงชีพโดยการเคลื่อนย้ายแหล่งที่อยู่อาศัย หาอาหารในป่าธรรมชาติ

จงึ ทำให้ขาดสิทธใิ นการครอบครองท่ีทำกินและที่อย่อู าศัย
๒. ปัญ หาการขาดแคลนอาหาร เน่ืองจาก พื้ นที่ป่าไม้และความอุดมสมบูรณ์

ขอ งธรรม ชาติล ด ลงป ระก อ บ กั บ ชาวม านิ ไม่ มี ค วาม รู้ใน ก ารเพ าะป ลูก แล ะ เล้ียงสัต ว์ท ำให้ ห ากิ น
ได้ยากลำบาก ถูกไล่ท่ีจากชาวบ้าน และไม่สามารถทำการปลูกพืชไว้บริโภคได้ นอกจากนี้แหล่งอาหาร
ในปา่ เรม่ิ มปี รมิ าณลดลง ทำให้หากนิ ได้ยากลำบาก



๓. ปัญหาด้านการศึกษา เบ้ืองต้นมีครูจิตอาสา (คุณณัฐนันท์ โอมเพียร จากโรงเรียนอนุบาล

เพชรกาญ) ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาสอนกลุ่มมานิทุกวันหยุด อย่างไรก็ดี ภาครัฐควรมีการสนับสนุนครู

และค่าเดินทางให้กับครูสำหรับใช้ในการเดินทางด้วย เนื่องจากชาวมานิควรได้รับการศึกษาท่ีมากกว่าน้ี

เพื่อจะได้รู้เท่าทันโลกภายนอก รวมถึงควรมีการให้องค์ความรู้ในการดำรงชีวิตด้วยการเพาะปลูกพืช

และการเลย้ี งสตั ว์

๔. ปัญหาการไม่มีสถานะทางทะเบียน ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน จากการรับฟังข้อมูลมานิ

กลุ่มน้ีมีบัตรประจำตัวประชาชนประมาณ ๕๐ คน ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนจำนวน ๒๗ คน ซ่ึงอยู่

ระหว่างรอการทำบัตรประจำตัวประชาชน แต่บางคนก็หนีไปเนื่องจากไม่ต้องการตรวจดีเอ็นเอ เพราะกลัว

การตรวจเลอื ด ซ่ึงต้องใชเ้ วลาในการทำความเข้าใจกันต่อไป

ต่อมา ประเด็นการเดินทางศึกษาดูงานในพ้ืนท่ีจังหวัดตรัง โดยนางงามจิต แต้สุวรรณ

ได้มีการต้ังข้อสังเกตจำนวนประชากร ๒ ชนเผ่า ที่มีตัวเลขยังไม่สอดคล้องกัน คือ ชนเผ่ามันนิศรีสันติ

ราษฎร์ และชนเผา่ มันนิศรีปะเหลียน ขณะน้ีเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานข้อมูลเพ่ิมเติมกับสำนักงาน

พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตรัง เพ่ือตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง และนางณัฐนันท์

สวา่ งวงศ์ ได้ทำการทบทวนและมกี ารแกไ้ ข ดังนี้

๑) ข้อมูลประชากร ประชากรกลุ่มชาติพันธ์ุมานิในพ้ืนท่ีอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง

มีจำนวนทัง้ สิ้น ๑๑๕ คน แบง่ ออกเป็น เพศชาย ๕๙ คน เพศหญิง ๕๖ คน โดยมรี ายละเอยี ดดงั ต่อไปน้ี

อายุ เพศ รวม การมีบตั รประชาชน ข้อมูล

พ.ศ. แรกเกดิ – ๑๙ – ๕๙ ๖๐ ปี หญิง ชาย จำนวน มบี ตั ร ณ วนั ที่

๑๘ ปี ปี ขึ้นไป (คน) ประชาชน

๒๕๕๙

- ๔๑ ๖๓ ๙ ๕๙ ๕๖ ๑๑๕ ๑๑๕ ๑๑๕ ๓๐ ธ.ค.

๒๕๖๓ ๒๕๖๓

๒) ข้อมูลชนเผ่ามานิ ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน ซึ่งประกอบไปด้วย ๓ ชนเผ่า
ได้แก่ชนเผ่ามันนิศรสี ันติราษฎร์ ชนเผ่ามันนิศรีปะเหลียน และชนเผ่ามานิ ตำบลลิพัง อำเภอปะเหลียน
ซ่ึงแต่ละชนเผ่า สามารถสรุปสาระสำคญั ไดด้ ังนี้

๒.๑) ชนเผ่ามันนศิ รีสนั ติราษฎร์
๒.๑.๑) สถานท่ีพกั อาศัย คอื บา้ นสนั ตริ าษฎร์ หมู่ท่ี ๑๔ ตำบลปะเหลยี น อำเภอปะเหลยี น
๒.๑.๒) จำนวนประชากร จำนวน ๗ ครวั เรอื น จำนวน ๒๙ คน
๒.๑.๓) ช่วงอายุ มีดงั น้ี
- แรกเกดิ – ๗ ปี จำนวน ๖ คน
- อายุ ๘ – ๑๔ ปี จำนวน ๕ คน
- อายุ ๑๕ ปขี น้ึ ไป จำนวน ๑๘ คน
๒.๑.๔) ไม่มีศาสนา
๒.๑.๕) ผู้นำกล่มุ คือ นายบา่ ว ศรีสนั ติราษฎร์

๒.๑.๖) ขอ้ มลู เกย่ี วกบั งานทะเบยี น มีดงั นี้
- ผมู้ ีบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน ๒๕ คน อีก ๔ คน หายไป



- ผมู้ บี ัตรประจำตัวผพู้ กิ าร จำนวน ๑ คน
- ผูม้ ีบตั รสวัสดกิ ารแหง่ รฐั จำนวน ๑๖ คน
- ไมม่ ผี ้ทู ย่ี ังไมแ่ จง้ เกิด
- ไม่มีการแจ้งตายกับทางอำเภอ เมื่อเสียชีวิตจะนำร่างไปทิ้งไว้บนภูเขาสูง
ไมม่ ีการประกอบพิธีกรรม
๒.๑.๗) การประกอบอาชพี และรายได้ ซ่ึงส่วนใหญ่รับจ้างกรีดยาง หาของป่า รายได้
ตอ่ วนั ประมาณ ๒๐๐ บาทต่อคน
๒.๑.๘) ดา้ นสาธารณสขุ
- มีบัตรทองครบทุกคน
- ในการใหก้ ำเนิดบตุ รจะมีการทำคลอดเองและไปทโ่ี รงพยาบาล
- มีการใชย้ าสมนุ ไพรมากกวา่ การใชย้ าแผนปัจจบุ ัน
- เมื่อมีประจำเดือนจะใช้กากมะพร้าวห่อด้วยผ้าหรือที่เรียกว่า ข่ีม้า
แทนการใชผ้ ้าอนามยั
- มกี ารคุมกำเนิดโดยการทานยาสมุนไพรรากขึ้น (รากไม้)
- กำลังก่อสร้างห้องส้วมสว่ นรวม ๑ ห้อง
๒.๑.๙) การเดนิ ทาง
- รถจกั รยานยนต์ ๕ คนั
- เม่ือเกดิ เหตกุ ารณ์ฉุกเฉิน แจง้ ผ้ใู หญ่บ้าน
- โดยปกติไมม่ ีการเดินทางข้ามจังหวดั
๒.๑.๑๐) ดา้ นสาธารณูปโภค
- มีแผงโซลา่ ร์เซลล์ในการผลติ ไฟฟา้ จากพลงั งานแสงอาทติ ย์
- มีการใช้น้ำประปาภูเขา
- ต้องการเครื่องกรองนำ้
๒.๑.๑๑) ความชว่ ยเหลือจากหนว่ ยงานต่าง ๆ

- โรงพยาบาลปะเหลียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านเจ้าพะ ร่วมกัน
ดูแลด้านสาธารณสุขแก่กลุ่มมันนิเขาหัวสุม ตำบลปะเหลียน เช่น การดูแลเรื่องยารักษาโรค คนพิการ
เป็นต้น

- ผู้ใหญ่บ้าน มีการประสานงานกับกรมป่าไม้ และ สสส. ในการพัฒนา
หมู่บ้านผ่านโครงการสร้างรงั ผง้ึ

- การไฟฟ้านครศรีธรรมราชมอบแผงโซลาร์เซลล์ให้แก่กลุ่มมันนิเขาหัวสุม
ตำบลปะเหลียน

๒.๒) ชนเผา่ มนั นิศรีปะเหลียน
๒.๒.๑) สถานที่พักอาศัย คือบ้านควนไม้ดำ หมู่ท่ี ๒ ตำบลปะเหลียน อำเภอ

ปะเหลยี น
๒.๒.๒) จำนวนประชากร
- ประชากรทัง้ หมดจำนวน ๖๕ คน



- ประชากรที่ได้แจ้งข้ึนทะเบียนราษฎรแล้ว จำนวน ๔๕ คนไม่ขึ้นทะเบียน
๒๐ คน ไม่ปรากฏในรายงาน

๒.๒.๓) ช่วงอายุ
- แรกเกดิ – ๗ ปี จำนวน ๔ คน
- อายุ ๘ – ๑๔ ปี จำนวน ๘ คน
- อายุ ๑๕ ปีขึ้นไป จำน วน ๓๖ คน รวม ๔ ๘ คน เกินมา ๓ คน

ซึ่งจะต้องได้ ๔๕ คน
๒.๒.๔) ไมม่ ีศาสนา
๒.๒.๕) ผู้นำกล่มุ นายชยั ศรปี ะเหลียน
๒.๒.๖) ขอ้ มลู เกี่ยวกับงานทะเบียน
- ผู้มีบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน ๔๑ คน หายไป ๔ คน หรือไม่มี

บตั รประจำตัวประชาชนทั้งหมด ๔ คน
- ผูม้ ีบตั รประจำตัวผพู้ ิการ จำนวน ๑ คน
- ผมู้ ีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน ๓๓ คน
- ไมม่ ีผู้ทย่ี ังไมแ่ จง้ เกิด
- ได้รบั สทิ ธิเด็กแรกเกดิ จากรัฐบาล
- มีการแจ้งตายกับทางอำเภอ เม่ือเสียชีวิตจะนำร่างฝังบนภูเขาสูง ผู้นำกลุ่ม

มกี ารประกอบพธิ ีกรรม
๒.๒.๗) การประกอบอาชีพและรายได้ คือกรีดยาง (ของตวั เอง) และรบั จ้างกรีดยาง

หาของป่า รายไดต้ อ่ วนั ประมาณ ๒๐๐ บาทต่อคน
๒.๒.๘) ด้านสาธารณสขุ
- มีบตั รทองครบทกุ คน
- ในการให้กำเนดิ บตุ รจะไปโรงพยาบาล
- มีการใชย้ าแผนปจั จุบนั มากกว่าการใช้ยาสมนุ ไพร
- เมอื่ มีประจำเดือนจะใชผ้ า้ อนามัย และเด็กเลก็ มีการใชผ้ ้าออ้ มสำเรจ็ รปู
- มีการคุมกำเนดิ
- มีห้องสว้ มสว่ นรวม ๑ ห้อง
๒.๒.๙) การเดินทาง
- มรี ถจักรยานยนตท์ ุกครวั เรือน
- เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน แจ้งผใู้ หญ่บ้าน
- โดยปกตไิ มม่ ีการเดินทางข้ามจงั หวดั
๒.๒.๑๐) ด้านสาธารณปู โภค คือไมม่ ไี ฟฟา้ ใช้ และใช้น้ำประปาภูเขา
๒.๒.๑๑) ด้านการศกึ ษา
- โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสนั ตริ าษฎรป์ ระชาบำรุง จำนวน ๑๓ คน
- ไดร้ บั สทิ ธิข้ันพ้นื ฐานทางการศึกษาของรัฐทกุ อยา่ ง



๒.๒.๑๒) ความช่วยเหลอื จากหน่วยงานต่าง ๆ
- โรงพยาบาลปะเหลียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านลำแคลง ร่วมกันดูแล

ด้านสาธารณสุขแก่กลุ่มมันนิคลองตง ตำบลปะเหลยี น เช่น การดูแลเร่ืองยารักษาโรค คนพกิ าร เปน็ ต้น
๓) บทท่ี ๔ ข้อเสนอแนะ โดยนายอัครเดช สุพรรณ ฝ่าย ได้ทำการทบทวน

และมีการแก้ไขตามตัวอักษรสีเขยี ว และนายศุภากร ปทุมรัตนาธาร ไดท้ ำการทบทวนและมกี ารแก้ไข
ตามตัวอักษรสีม่วง ส่วนข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน ) มีการแก้ไขด้วยอักษร
สีแดง ดงั นี้

๑. ปัญหาของกลุม่ ชาตพิ นั ธมุ์ านิ สามารถสรุปสาระสำคัญได้ดงั น้ี
๑.๑ ปัญหาอคติทางชาติพนั ธุ์
ปัญหาอคติท่ีมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์มานิ เป็นปัญหาท่ีเกิดขึ้นควบคู่กับการพัฒนา

นับต้ังแต่ยุคแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๔ - ๒๕๐๙) ที่รัฐมีนโยบาย
ในการเปิดป่าให้สัมปทานป่าไม้ และยุคปราบคอมมิวนิสต์ (พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๒๒) และยุคการส่งเสริม
การปลูกพืชเศรษฐกิจ (พ.ศ. ๒๕๓๕ - ๒๕๔๕) ที่ทำให้ชาวมานิถูก “กีดกัน” ออกจากป่า อีกท้ังชาวมานิ
บางกลุ่มถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ จึงนำมาสู่การปราบปรามชาวมานิที่อาศัยอยู่ในป่า
หรือแม้กระทั่งในยุคการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (พ.ศ. ๒๕๔๖ - ปัจจุบัน) ที่ภาครัฐได้ “ผนวก”
เอากลุ่มชาติพันธ์ุมานิเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเพ่ือส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยใช้อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธ์ุ
มาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น การสร้างภาพตัวแทนของชาวมานิให้แต่งกายแบบเงาะป่า
แบบในวรรณกรรม ซ่ึงบางอย่างไม่ได้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ทำให้พวกเขารู้สึกกลายเป็นตัวตลก
และถูกมองว่าชาวมานิจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้มีที่อยู่อาศัยแบบเป็นหลักแหล่งร่วมกับคนพื้นราบ
ซ่ึงจริง ๆ แล้วอาจไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของชาวมานิ ทำให้ชาวมานิบางกลุ่มต้องหลบหนีเข้าป่าลึก
ดังนนั้ เหตผุ ลต่าง ๆ ดังทก่ี ลา่ วมาแล้วข้างตน้ จึงนบั เป็นสาเหตสุ ่วนหน่ึงทีท่ ำใหเ้ กิดปญั หาอคตทิ างชาติพันธ์ุ

อย่างไรก็ตาม เม่ือพิจารณาจากมุมมองของรัฐท่ีมีต่อกลุ่มชาติพันธ์ุมานิท่ีผ่านมา
พบว่ารัฐและสังคมยังไม่ได้แสดงให้เห็นท่าทีต่อการยอมรับในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ
อยา่ งแทจ้ รงิ อกี ท้ังเมอื่ วิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าในบางกรณีที่รัฐเห็นว่าชาวมานิจะเป็นประโยชน์ต่อการพฒั นา
เศรษฐกจิ กจ็ ะส่งเสริมการท่องเทย่ี ว ขณะเดียวกันก็มีการกีดกัน และสร้างความเป็นอ่ืนให้ปรากฏอยา่ งพลวัต
ภายใต้กระบวนการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ท่ีมุ่งสลายความเป็นชาติพันธุ์มานิให้กลายเป็นพลเมืองที่มีวิถีชีวิต
วัฒนธรรมเหมือนประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ ผ่านกระบวนการจัดการศึกษา การบริการสาธารณสุข
การพัฒนาที่อยู่อาศัย การส่งเสริมการมีอาชีพและรายได้ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุสำคัญ
ของปัญหาอคติท่ีมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์มานิในเชิงลึกแล้ว จึงพบว่า สาเหตุสำคัญของปัญหาเกิดจาก
ความไม่เข้าใจและไม่ยอมรับในวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่แตกต่างของกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคมไทย โดยเฉพาะ
การขาดกระบวนการศึกษาเรียนรู้ เพื่อทำความเข้าใจในวิถีชีวิต วัฒนธรรม อัตลักษณ์ การดำรงอยู่ของกลุ่ม
ชาติพันธ์ุอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การกำหนดแนวนโยบายและหลักการปฏิบัติของรัฐ ไม่สามารถนำไปสู่
การสร้างการยอมรับ เพ่ือให้กลุ่มชาติพันธ์ุมานิสามารถดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ด้ังเดิม
ของตนได้ ดังนั้น สถานการณ์ปัญหาอคติทางชาติพันธุ์ ควรต้องวิเคราะห์ให้เห็นสาเหตุและผลกระทบ
ที่เกิดข้ึนอย่างเป็นระบบ เพ่ือนำไปสู่การกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาท่ีจะเกิดข้ึนในอน าคต
ได้อยา่ งเหมาะสม



๑.๒ ปญั หาการเขา้ ถึงสทิ ธิและสวสั ดิการของรัฐ
หากพิจารณาจากข้อมูลจากการศึกษาวิจัยเก่ียวกับลักษณะการดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์

มานิ พบว่า มี ๓ กลุ่ม (ลักษณะการดำรงชีพ) คือ ๑) กลุ่มอพยพเคล่ือนย้ายท่ีอยู่อาศัยหาของป่า
ล่าสัตว์แบบดั้งเดิม (Mobility forager) ๒) กลุ่มกึ่งสังคมชุมชน (semi-sedentary) ๓) กลุ่มท่ีต้ังถ่ินฐานถาวร
(sedentary) ดังน้ัน ในการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์มานิ จึงจำเป็นต้องเร่ิม
จากการศึกษาทำความเข้าใจสภาพปัญหาที่สัมพันธ์กับกลุ่มชาติ พันธุ์ใน ๓ ลักษณะดังกล่าว
เพื่อทำความเข้าใจสภาพและสถานการณ์ปัญหาท่ีเก่ียวข้อง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานความเข้าใจต่อการกำหนด
แนวนโยบายและหลักปฏิบัติเพ่ือการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธ์ุมานิได้สอดคล้อง
ตามความต้องการทแ่ี ท้จริง ทง้ั น้ี ปัญหาการเขา้ ถงึ สทิ ธแิ ละสวัสดกิ ารของรัฐ สามารถแบ่งออก
เปน็ ๒ ดา้ น ดงั น้ี

๑.๒.๑ ปัญหาด้านสิทธิการเป็นพลเมือง เน่ืองจากปัจจุบันพบว่า ยังคงมีกลุ่มชาติพันธ์ุ
มานิในหลายพ้ืนท่ียังไม่ได้รับบัตรประจำตัวประชาชน อาทิ กรณีชาวมานิทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ซ่ึงอยู่ระหว่าง
การดำเนินการทำแผนผังเครือญาติเพื่อเป็นเครื่องมือยืนยันการสืบเช้ือสายและจะนำไปสู่กระบวนการตรวจ
DNA เป็นต้น ดงั นั้น ปัญหาดังกลา่ วจึงถอื เปน็ ประเดน็ ปญั หาสำคญั ของกลุม่ ชาตพิ นั ธมุ์ านิ เน่ืองจากโดยวถิ ี
การดำรงชีวิตด้ังเดิมของกลุ่มชาติพันธ์ุมานินั้นจะอาศัยอยู่ในป่า มีการเคลื่อนย้ายไปมาเพื่อหาแหล่ง
อาหารที่สมบูรณ์ และเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้ไม่สามารถระบุหลักแหล่งหรือกำหนดขอบเขต
พ้ืนที่อยู่อาศัยที่แน่ชัดได้ ส่งผลต่อการสำรวจและนับจำนวนประชากรกลุ่มชาติพันธ์ุมานิเพื่อรับรอง
สถานะการเป็นพลเมืองตามกฎหมายเป็นไปอย่างจำกัด ดังน้ั น สถานการณ์ปัญหาด้านสิทธิ
การเป็นพลเมืองจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนท่ีต้องมีการกำหนดแนวนโยบายและหลักปฏิบัติเกี่ยวกับ
การสำรวจ จัดทำข้อมูลกลุ่มชาติพันธ์ุมานิ เพ่ือให้การรับรองสถานการณ์เป็นพลเมืองของรัฐท่ีถูกต้อง
ตามกฎหมาย นำไปส่กู ารเข้าถึงสิทธแิ ละสวสั ดกิ ารในด้านต่างๆ อย่างทว่ั ถงึ และเทา่ เทียม

๑.๒.๒ ปัญหาด้านการเข้าถึงสิทธิข้ันพื้นฐาน ถือเป็นประเด็นปัญหาท่ีเป็นผล
สืบเน่ืองมาจากการไม่ได้รับรองสถานะบุคคลในฐานะพลเมืองของรัฐ ส่งผลให้ชาวมานิไม่ได้รับ
บัตรประจำตัวประชาชน และไม่สามารถเข้าถึงสิทธิข้ันพ้ืนฐานด้านต่าง ๆ ได้ รวมท้ังการท่ีชาวมานิไม่มี
ความรู้และขาดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิที่ตนพึงได้รับ ท้ังนี้ สามารถนำเสนอให้เห็น
ข้อสงั เกตตามกรอบประเด็นปญั หาด้านสทิ ธดิ า้ นต่างๆ ดังนี้

๑.๒.๒.๑ สิทธิการรักษาพยาบาลและสาธารณสุข โดยเฉพาะการได้รับความช่วยเหลือ
ด้านสาธารณสุขของชาวมานิในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด ๒๐๑๙ ซึ่งแม้ว่าจะมีหน่วยงาน
ในพ้ืนทม่ี ีความพยายามทำงานเชงิ รุก โดยจัดต้งั ทมี เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับโรคดังกล่าว
แต่พบว่าชาวมานิจะออกมาใช้บริการด้านสาธารณสุขท่ี สถานพยาบาลต่ อเมื่อเกิด เหตุฉุกเฉินเท่านั้ น
อย่างไรก็ตาม พบว่าชาวมานิส่วนใหญ่มีความเปราะบางด้านสุขภาพอนามัย เนื่องจากไม่มีภูมิคุ้มกันโรค
ต่าง ๆ จากภายนอก เมื่อสัมผัสกับสังคมภายนอกมักติดเช้ือและแพร่ระบาดภายในกลุ่มอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น จากข้อมูลดังกล่าวทำให้พบว่า สภาพปัญหาด้านสิทธิการรักษาพยาบาลและสาธารณสุข
มสี าเหตจุ ากหลายปัจจัยเงอ่ื นไข ดงั น้ี

๑.๒.๒.๑.๑ ศักยภาพและความสามารถในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี
สาธารณสุขและบุคคลอ่ืนๆ ท่ีเก่ียวข้อง เพื่อให้บริการสาธารณสุขกับกลุ่มชาติพันธุ์มานิในพ้ืนท่ีห่างไกล
ซ่ึงยากตอ่ การเดินทางเข้าไปให้บริการด้านการรกั ษาพยาบาล การส่งเสรมิ ปอ้ งกันรักษาโรค



ดังน้ัน จึงควรมีการศึกษาและพัฒ นาแนวทางการให้บริการสาธารณสุขเอื้ออำนวย
ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และเพ่ิมช่องทางในการเข้าถึงบริการสุขภาพท่ีหลากหลาย สอดคล้อง
กับบริบทและวถิ ีการดำรงชีวติ ของกลุ่มชาติพันธุ์มานใิ นแตล่ ะพื้นท่ี

๑.๒.๒.๑.๒ สภาพปัญหาด้านความรู้ ความเช่ือเก่ียวกับการรักษาพยาบาล
ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ โดยปัจจุบันพบว่ากลุ่มชาติพันธ์ุมานิยังมีความคิด ความเชื่อ ท่ีไม่ยอมรับ
การรักษาพยาบาลหรือการส่งเสริมสุขภาพจากบุคคลภายนอก ดังน้ัน จึงต้องมีการพัฒนาแนวทางการ
ส่งเสริมสุขภาพและบริการสาธารณสุขท่ีสามารถเข้าถึง เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มชาติพันธ์ุมานิที่ชัดเจน
ตลอดจนเพิ่มทางเลือกและช่องทางในการเข้าถึงทห่ี ลากหลาย

๑ .๒ .๒ .๑ .๓ ปั ญ ห า สุ ข ภ า พ อ น า มั ย ข อ ง ก ลุ่ ม ช า ติ พั น ธ์ุ ม า นิ
ในกลุ่มวยั ต่าง ๆ ได้ปรากฏโรคท่ีสมั พนั ธ์กบั การปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมการบรโิ ภค การตั้งถ่นิ ฐานอยูอ่ าศยั
เป็นหลักแหล่งยาวนานมากข้ึน ตลอดจนการมปี ฏิสัมพันธก์ ับบคุ คลและสงั คมภายนอก

เง่ือนไขเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพท่ีแตกต่าง ดังน้ันจึง
จำเปน็ ต้องมีการสำรวจและศกึ ษาปญั หาสุขภาพของกลุ่มชาติพนั ธมุ์ านิอยา่ งรอบด้านและครอบคลุม ท้ัง
ในระดับกลุ่มประชากรช่วงวัยต่าง ๆ และกลุ่มประชากรในแต่ละรูปแบบการดำรงชีวติ เพ่ือท่ีจะสามารถ
ก ำห น ด ข อ บ เข ต ก ารด ำเนิ น งาน ด้ าน บ ริก ารส าธ ารณ สุข ที่ ส อ ด ค ล้ อ งกั บ ส ภ าพ ปั ญ ห า
และความต้องการของกลุ่มชาติพันธุ์มานิได้

๑.๒.๒.๒ สิทธิในการรับเงินสวัสดิการของรัฐ เช่น เงินเบ้ียผู้สูงอายุและผู้พิการ
สทิ ธิในการรบั เงินอุดหนุนเพื่อการเลีย้ งดูเด็กแรก – ๖ ปี รวมท้ังบัตรสวสั ดิการแหง่ รัฐ ซ่ึงเป็นสิทธิขัน้ พืน้ ฐาน
ที่ชาวมานิควรไดร้ บั ตามท่ีรฐั ธรรมนูญกำหนด ซึง่ ถือเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นการไมไ่ ด้รับ
การรับรองสถานะบุคคลในฐานะพลเมืองของรัฐ ส่งผลให้เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิสวสั ดิการตา่ ง ๆ
ที่รัฐจัดให้

๑.๒.๒.๓ สิทธิในด้านการศึกษา ซึ่งปัจจุบันชาวมานิที่เข้ามารับการศึกษา
ในโรงเรียนมีจำนวนไม่มากนัก อาจเนื่องจากประสบปัญหาด้านการเดินทางท่ีค่อนข้างยากลำบาก ประกอบ
กับสภาพปญั หาระบบการศึกษาของไทยที่กำหนดใหม้ ีรปู แบบเดียวกันท่ัวทั้งประเทศ ทำให้ชาวมานติ อ้ งเข้าสู่
ระบบโรงเรียนร่วมกับคนพื้นราบ ซ่ึงหลักสูตรการเรียนการสอนอาจไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบชาวมานิ
ได้ นอกจากนี้ การท่ีชาวมานิส่งลูกเข้าสู่ระบบการศึกษา เด็กชาวมานิมักจะถูกล้อเลียนจากคนพ้ืนราบ
ทำให้ชาวมานิรู้สึกอับอาย และไม่อยากเข้าสู่ระบบโรงเรียนร่วมกับคนพ้ืนราบ แม้ว่าภาครัฐและหน่วยงาน
ที่เก่ียวข้องจะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการส่งเจ้าหน้าท่ีไปสอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ
กลุ่มชาติพันธุ์มานิในพ้ืนท่ีแต่ก็พบอุปสรรคในการเดินทาง เน่ืองจากกลุ่มชาติพันธ์ุมานิมีลักษณะวิถีชีวิต
ทม่ี ักยา้ ยทอี่ ยู่ไปเรอ่ื ย ๆ ส่งผลให้ขาดความตอ่ เนอ่ื งในการเรียนการสอน

จากสภาพปัญหาเรื่องสิทธิในด้านการศึกษาดังที่กล่าวม าข้างต้น พบว่า
ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองการเดินทางที่ยากลำบากเพ่ือมาโรงเรียน ปัญหาอคติทางชาติพันธุ์
ในโรงเรียน ปัญหาหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนที่ไม่สอดคล้องกับบริบทวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
ของกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการจัดการศึกษาในปัจจุบันท่ีขาดความหลากหลาย
ในการเปิดพื้นท่ีและโอกาสให้กลุ่มคนท่ีมีวิถีวัฒนธรรมที่แตกต่างได้เข้าถึงการศึกษา ตลอดจนการขาด
ความรู้ความเข้าใจและยอมรับในวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์แตกต่างทำให้เกิดปัญหาอคติ
ภายในโรงเรยี น ทัง้ น้ี เกดิ จากสาเหตุ ดังน้ี

๑๐

๑) หน่วยงานท่ีทำหน้าที่จัดการศึกษายังขาดความเชื่อมโยงและการนำ
ข้อมูลจำนวนประชากรของกลุ่มชาติพันธ์ุมานิในแต่ละกลุ่มมาประกอบการพิจารณา เพื่อออกแบบ
แนวทางการจดั การศึกษาทีเ่ หมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชวี ติ และวัฒนธรรมของกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุ

๒) เน่ืองจากกลุ่มชาติพันธุ์มานิมีลักษณะการดำรงชีวิตที่หลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มที่มีวิถีชีวิต และวัฒ น ธรรมด้ังเดิมท่ี ยังมีวิถีผูกพันอยู่กับป่าท้ังใน ด้าน กา รอยู่อาศัย
การดำรงชีวิตแบบเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ และมีการย้ายถ่ินที่อยู่ไปเรื่อย ๆ และกลุ่มชาติพันธุ์มานิ
บางส่วนที่ได้มีการปรับเปล่ียนวิถีการดำรงชีวิตแบบต้ังถ่ินฐานม่ันคงถาวรมากข้ึน ทำให้สภาพปัญหา
ท่ีเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของกลุ่มชาติพันธุ์มานิในแต่ละพ้ืนท่ีและรูปแบบการดำรงชีวิตมีลักษณะ
ท่ีแตกต่างกนั

๓) การออกแบบแนวทางการจัดการศึกษาท่ีขาดความหลากหลาย
ไม่สอดคล้องกับวถิ ีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์มุ านิ ปัจจุบันการจัดการศึกษาในรูปแบบระบบโรงเรียน
ถือเป็นรูปแบบหลักของการศึกษาในสังคมไทย โดยยึดหลักสูตรการเรียนการสอนจากส่วนกลาง
ทำให้เน้ือหารายวิชาต่างๆ ไม่มีความสัมพันธ์กับวิถีการดำรงชีวิตและวฒั นธรรม ตลอดจนการมุ่งเน้นให้
เด็กและเยาวชนในวัยเรียนต้องเดินทางมาโรงเรียนเพื่อเรียนรู้ตามหลักสูตรและกระบวนการท่ีถูก
ออกแบบไว้แล้ว ทำให้เกิดปัญหาการผลักดันให้ประชากรวัยเด็กของกลุ่มชาติพันธุ์ต้องออกจากกลุ่ม
และบริบทชุมชนที่ดำรงอยู่มาเรียนหนังสือ เกิดปัญหาการปรับตัวท้ังในการเรียนรู้ วัฒนธรรมท่ีแตกต่าง
และส่งผลต่อการสืบทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนการขาดความภาคูมิใจในอัตลักษณ์วัฒนธรรม
ด้ังเดมิ ของตน

ดังนั้น สภาพปัญหาที่กล่าวข้างต้น จึงสะท้อนให้เห็นวิธีคิดและ
การปฏิบัติด้านการศึกษาท่ีขาดความหลากหลาย ไม่มีพื้นท่ีและโอกาสสำหรับการเรียนรู้ที่แตกต่าง
จึงจำเป็นต้องมีการออกแบบการจัดเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นในลักษณะของการเรียนตามอัธยาศัยมากขึ้น
โดยหน่วยงานภาครัฐท่ีมีบทบาทด้านการจัดการศึกษาควรปรับบทบาทสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม
จา ก ก ลุ่ม ช า ติ พั น ธ์ุม า นิ ใน ก า รก ำ ห น ด เป้ าห ม า ย แ ล ะ อ อ ก แ บ บ ก าร เรี ยน รู้ ท่ี ส อ ด ค ล้ อ งกั บ วิถี ชี วิ ต
และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ มากกว่าการมุ่งเน้นการจัดการศึกษาในรูปแบบของโรงเรียน
เพียงอยา่ งเดียว

๑.๒.๒.๔ สิทธิในพื้นท่ีอยู่อาศัยและพื้นท่ีทำกิน ซ่ึงภายหลังจากแหล่งอาหาร
และความอุดมสมบูรณ์ของป่าเร่ิมถดถอย ทำให้ชาวมานิประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัย และเร่ิมมีความ
ต้องการท่ีดินเพื่อสร้างท่ีอยู่อาศัยและสร้างอาชีพท่ีมั่นคงถาวรมากข้ึน แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง
และเพียงพอการดำรงชีวติ ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิในพน้ื ที่ต่างๆ และแม้ว่าในปัจจุบันจะพบความพยายาม
ในการดำเนินการจัดสรรที่ดินเพื่อสร้างท่ีอยู่อาศัย การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพจากเจ้าหน้าที่เขตรักษา
พันธุส์ ตั วป์ ่าแก่กลุม่ ชาติพนั ธมุ์ านใิ นบางพื้นท่ี ขณะเดยี วกันก็มีการสร้างการมีส่วนร่วมในการดแู ลปกป้อง
ผืนป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ อาทิ การกำหนดรังวัดท่ีดินในพ้ืนที่ของชาวมานิกลุ่มคลองตง ตำบลปะเหลียน
อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง จำนวน ๖ แปลง โดยให้สิทธิเฉพาะกลุ่มท่ีต้ังถ่ินฐานชัดเจน ตลอดจนส่งเสริม
อาชีพให้ชาวมานิเรียนรู้วิธีการเพาะปลูกเล้ียงสัตว์ รวมทั้งให้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยลาดตระเวน
ในการสอดส่องดูแลพ้ืนที่ป่าจากผู้บุกรุก แต่การให้สิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขท่ีชาวมานิต้องพิสูจน์
ให้เห็นว่า มีการอยู่อาศัยอย่างเป็นหลักแหล่งในพ้ืนที่ป่า ในขณะท่ีชาวมานิท่ีอาศัยอยู่บริเวณ น้ำตกบริพัทธ์
ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาประสบปัญหาด้านพื้นท่ีทำกินท่ีไม่เพียงพอกับจำนวนประชากร

๑๑

ท่ีมีอัตราการขยายตัวเพ่ิมมากขึ้น ประกอบกับจะเห็นได้ว่า การแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัย และพ้ืนท่ีทำกิน
จะมีเพียงชาวมานิบางกลุ่มเท่าน้ันท่ีได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยและทำกินในพื้นท่ีอุทยานแห่งชาติ
หรือเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีพื้นท่ีแปลงตรวจยึดโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับฝ่ายปกครอง
ในพ้ื นที่ จำนวนกว่า ๒๐๐ ไร่ และได้ ดำเนิ นการปลูกป่ าไปแล้ว ๑๐๔ ไร่เศษ ยังคงเหลื อ
อีกจำนวนกว่า ๑๐๐ ไร่ ซ่ึงเสนอให้กลุ่มมานิบ้านเขาหัวสุ่มและมานิบ้านปลายคลองตงได้ใช้ประโยชน์
เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แนวทางการให้ความช่วยเหลือชาวมานิดังกล่าว แสดงให้เห็น
ถึงการเปล่ียนแปลงรูปแบบการดำรงชีวิตจากท่ีเคยพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติตามวิถีวัฒนธรรม
และภูมิปัญญาของตน มาเป็นผ้รู อคอยความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากหน่วยงานรัฐ ซึ่งเปลี่ยนให้กลุ่มคน
ที่มีศักยภาพต้องกลายเป็นผู้ด้อยโอกาสภายใต้กระบวนการพัฒนา โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่อาศัย ท่ีดิน
ทำกิน ท่ีไม่ได้ถูกกำหนดแนวนโยบายและหลักปฏิบัติท่ีสอดคล้องกับวิถีการดำรงชีวิตและวัฒนธรรม
นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุเงื่อนไขอ่ืนๆ ท่ีมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงและนำมาสู่ปัญหาการขาดสิทธิ
ในพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน เช่น สาเหตุจากการพัฒนาและบังคับใช้กฎหมายด้านการจัดการ
และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติท่ีขาดการเคารพและตระหนักในคุณค่าและศักด์ิศรีของกลุ่มชาติพันธ์ุ
ท่ีดำรงชีวิตอยู่ดั้งเดิมในพื้นป่าหรือพ้ืนท่ีอนุรักษ์ที่ถูกประกาศขึ้นในภายหลัง ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธ์ุ
ต้องปรับเปล่ียนวิถีการดำรงชีวิตและต้องเผชิญกับสภาพปัญหาที่ เป็นข้อจำกัดต่อการเข้าถึง
และใช้ประโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรกต็ าม ควรทำความเข้าใจสภาพปัญหาด้านสิทธิในพนื้ ที่
อยู่อาศั ยแ ละพ้ื น ท่ี ท ำกิ น จาก ข้อมู ลสถาน การณ์ ก ารด ำรงชีวิต ข องก ลุ่ม ชาติพั น ธ์ุม านิ ใน ปั จจุบั น
และนำประเด็นเร่ืองรูปแบบการดำรงชีวิตใน ๓ ลักษณะของชาวมานิมาประกอบการพิจารณา
ศกึ ษาด้วย เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางเพอ่ื ให้สิทธิการอยู่อาศัยและทำกินในแต่ละพ้ืนท่ีและรูปแบบ
การดำรงชีวติ ท่ีแตกตา่ งกัน ทง้ั นี้ เพ่ือใหค้ รอบคลุมสอดคลอ้ งกับบริบทท่ดี ำรงอยมู่ ากข้ึน

๑.๓ ปัญหาการส่งเสริมอาชพี
เน่ืองจากปัจจุบันได้มีหน่วยงานเข้ามาส่งเสริมและให้ความรู้ในการประกอบอาชีพด้าน

การเกษตรให้แก่ชาวมานิแล้ว แต่ยังไม่ทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นท่ี ทำให้ชาวมานิบางส่วนต้องออกมา
รบั จ้างเกบ็ ของปา่ หรอื รับจา้ งอ่นื ๆ ซงึ่ มักถูกเอาเปรียบจากนายจา้ ง

อย่างไรก็ดี จะต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจบริบทวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติ
พันธุ์มานิให้ครอบคลุม ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่เพ่ือให้การส่งเสริมและพัฒนาด้านอาชีพ และรายได้ของกลุ่ม
ชาติพันธมุ์ านดิ ำเนินไปบนพน้ื ฐานของการเคารพสิทธิทางวัฒนธรรมและการสรา้ งกระบวนการมสี ว่ นรว่ ม
ในการกำหนด ออกแบบ แนวทางในการดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธ์ุมานิ ขณะเดียวกันในกลุ่มท่ียังมีวถิ ี
ชวี ติ แบบดัง้ เดมิ ก็จำเปน็ ตอ้ งมกี ารศกึ ษา สำรวจสถานการณ์และสภาพปัญหาที่เผชิญ โดยเฉพาะขอ้ จำกดั
เก่ี ย ว กั บ ก า ร เข้ า ถึ ง แ ล ะ ใช้ ป ร ะ โย ช น์ จ า ก ท รั พ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ เพื่ อ ให้ เกิ ด ค ว า ม รู้
ความเข้าใจต่อการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ในพื้นที่อนุรักษ์บนพ้ืนฐานการ
เคารพสิทธิทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์
ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ ท่ีระบุให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
ให้มีสิทธิดํารงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจ
ไดอ้ ยา่ งสงบสขุ

๑.๔ ปัญหาเรื่องการปรับตัว

๑๒

เน่ืองจากชาวมานิมีจำนวนประชากรท่ีค่อนข้างน้อย และมีพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมแบบ
หาของป่าและล่าสัตว์ ดังนั้น ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์จึงเป็นปัจจัยสำคัญท่ีส่งผลต่อความอยู่รอดของ
วัฒนธรรมของชาวมานิ แต่เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ป่าลดลงไปมากส่งผลให้การหาของป่าล่าสัตว์
เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อสมาชิกในกลุ่มชาวมานิ ผู้นำกลุ่มจึงจำเป็นท่ีจะต้องไปรับจ้างชาวบ้าน
บริเวณใกล้เคียงเพื่อแลกอาหารมาเลี้ยงดูสมาชิกในกลุ่ม ทำให้ชาวมานิจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคน
ภายนอกมากข้ึนกว่าในอดีต จนกลายเป็นระบบการพ่ึงพาอาศัยกันระหว่างชาวมานิกับคนภายนอกจน
เกิดการสร้างเง่ือนไขต่อรองต่างๆ ซ่ึงเป็นเร่ืองท่ีต้องมีการเฝ้าระวังและศึกษาอย่างจริงจังต่อไป ทั้งน้ี
วิถชี ีวติ ที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้ชาวมานิเร่ิมเปล่ียนวถิ ีชีวิตแบบหาของป่า ลา่ สตั ว์ มาเป็นวถิ ีชีวิตแบบก่ึงสังคม
เมืองและเผชิญกับความเปล่ียนแปลงในด้านต่างๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวมานิบางกลุ่มที่ไม่ต้องการ
เปลีย่ นแปลงและไมส่ ามารถปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตเหล่านี้ต้องหนีเขา้ ปา่ ลึก และบางส่วนอพยพไปอยู่ท่ี
ประเทศมาเลเซียที่ยังมีพ้ืนท่ีป่าอุดมสมบูรณ์อยู่ และแน่นอนว่าการเปล่ียนแปลงเหล่าน้ีจะทำให้ความรู้
และภูมปิ ัญญาที่สัง่ สมกนั มานับหมืน่ ปีของมานจิ ะค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา

ซึ่งประเด็นปัญหาดังกล่าวถือเป็นประเด็นพื้นฐานท่ีแสดงให้เห็นผลกระทบท่ีเกิดขึ้น
จากกระบวนการพฒั นาประเทศไปสู่ความทันสมยั ก่อให้เกิดการเปลย่ี นแปลงระบบความสมั พนั ธร์ ะหว่าง
คนกับคน คนกับส่ิงแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์มานิที่ได้มีการปรับตัว
ให้เท่าทันบริบทสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังปรากฏการปรับเปลี่ยนรูปแบบ
ของการดำรงชวี ิตเพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกบั บริบทและเง่อื นไขของการพัฒนามากข้นึ อยา่ งไรก็ดี ในทางตรงกัน
ข้าม ยังเหน็ วา่ สังคมทว่ั ไปก็จำเป็นต้องเรียนรแู้ ละทำความเขา้ ใจความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม
ของกลุ่มชาติพันธ์ุในแต่ละพื้นที่ด้วยเช่นกัน เพ่อื ท่จี ะนำไปสูก่ ารยอมรับและเคารพในสิทธิทางวัฒนธรรม
ของกลุ่มชาติพันธ์ุอย่างเท่าเทียม ดังนั้น ประเด็นปัญหาด้านการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์มานิจึงไม่ได้
มีเพียงกลุ่มชาติพันธ์ุมานิท่ีต้องเผชิญปัญหาเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นประเด็นปัญห าท่ีเก่ียวข้อง
กบั ทุกคนในสังคมที่ตอ้ งเรียนรู้และทำความเข้าใจประเด็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติ
พันธุ์ให้แพร่หลาย ภายใต้บรรยากาศและเงื่อนไขทางสังคมท่ีเอ้ือให้ทุกคน ทุกกลุ่มชาติพันธุ์สามารถ
ดำรงอย่รู ่วมกนั ไดอ้ ยา่ งมีคุณคา่ และศักดศ์ิ รตี ามวถิ ีชีวติ วฒั นธรรมด้ังเดมิ ทส่ี ืบทอดกันมา

๑.๕ ปัญหาด้านอน่ื ๆ
ปัญหาส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาด้านการพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐาน ระบบสาธารณูปโภค

การคมนาคม การจัดการระบบน้ำอุปโภคบริโภค ไฟฟ้า ตลอดจนปัญหาด้านการติดต่อสื่อสาร ระบบ
สัญญาณโทรศัพท์ และการใชภ้ าษาท่ียงั เปน็ ขอ้ จำกัดตอ่ การส่งเสริมและพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตกล่มุ ชาตพิ นั ธ์ุ
มานิทเี่ พียงพอ อย่างไรกต็ าม สภาพปัญหาดงั กลา่ วถือเป็นประเด็นท่ีมคี วามสัมพันธ์เชอื่ มโยงกบั ประเด็น
ปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาด้านสิทธิพลเมือง ปัญหาการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและบริการขั้นพ้ืนฐานจากรัฐ
ปัญหาสิทธิในพ้ืนท่ีอยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน เป็นต้น ดังนั้น การแก้ไขปัญหาย่อมไม่สามารถดำเนินการ
แบบแยกส่วนได้ หากแต่ต้องมีการบูรณาการการดำเนินงานเพื่อกำหนดทิศทางและแนวนโยบาย
ท่ีสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทการดำรงชีวิตและวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยให้ความสำคัญ
ต่อการเคารพในคุณค่าและศกั ดศิ์ รี ตลอดจนสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุม่ ชาตพิ นั ธุ์เปน็ สิง่ สำคัญพนื้ ฐาน

๒. ขอ้ เสนอแนะของคณะกรรมาธกิ าร

๑๓

จ าก ปั ญ ห าที่ ก ล่ าว ม าแ ล้ ว ข้ างต้ น ค ณ ะ ก ร ร ม าธิ ก าร จึ งได้ มี ข้ อ เส น อ แ น ะ
ต่อประเด็นต่าง ๆ สรปุ ได้ดงั น้ี

๒.๑ หนว่ ยงานควรกำหนดแนวทางในการปฏบิ ัติงานเพื่อแก้ไขปญั หา ใหค้ วามชว่ ยเหลือ
และพัฒนากลุ่มชาติพันธ์ุมานิที่ชัดเจนและเป็นระบบ โดยอาศัยการประสานความร่วมมือกัน
ของทกุ ภาคส่วนของสังคม โดย

๒.๑.๑ การสำรวจและจัดเก็บข้อมูลประชากร วิถีชีวิต วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์
ความเปน็ มาของกลมุ่ ชาตพิ ันธมุ์ านิ โดยการออกแบบแนวทางในการสำรวจข้อมลู ประชากรในแต่ละพ้นื ท่ี
โดยพิจารณาตามขอบเขตพ้ืนท่ีการปกครองท้องที่ (ตำบล, อำเภอ, จังหวัด) โดยประสานความร่วมมือ
กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ซึง่ เป็นหนว่ ยงานกำกบั บริหารและดูแลพ้ืนทีป่ ่าไม้ ซึง่ จะชว่ ยให้การสำรวจและรวบรวมข้อมูลประชากร
มานิท่ีครอบคลุมและมีความเข้าใจในวิถีชีวิตของแต่ละกลุ่มในแต่พ้ืนที่มากย่ิงขึ้น เพ่ือนำไปสู่การพิสูจน์
สถานะบุคคลและให้สัญชาติ อย่างเป็นระบบ นอกจากน้ี ยังเพื่อให้ง่ายต่อการจัดทำแผนและแนวทาง
การใหค้ วามชว่ ยเหลือและการส่งเสรมิ ใหช้ าวมานสิ ามารถเขา้ ถึงสิทธทิ ่ีพงึ ไดร้ ับ

๒ .๑ .๒ ค ว ร ก ำห น ด ห น่ ว ย งาน ท่ี ดู แ ล ก ลุ่ ม บุ ค ค ล ดั งก ล่ าว อ ย่ า งชั ด เจ น
เช่น ปัญหาด้านสุขภาพอนามัย การขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค การสร้างระบบ
สาธารณูปโภค เป็นต้น เพ่ือให้ง่ายต่อการติดต่อและประสานความร่วมมือกัน รวมทั้งกำหนดให้
มีหนว่ ยงานหลกั เพ่ือทำหนา้ ท่ีในการพัฒนาระบบการให้ความช่วยเหลอื เช่น

➢กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ในการจัดการพ้ืนที่อยู่อาศัย
และการดำรงชีพ เน่ืองจากกลุ่มชาวมานิบางกลุ่มท่ียังคงมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมแบบหาของป่า
และล่าสัตว์ด้ังเดิมต้องอาศัยความสมบูรณ์ของพ้ืนท่ีป่าในการดำรงชีวิต ตลอดจนการช่วยเหลือจ้างงาน
ให้เป็นพนักงานอนุรักษ์และดแู ลทรัพยากรปา่ ไม้และสตั ว์ป่าในพื้นที่

➢กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ในการพัฒนาระบบการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล
ในลักษณะของ one stop service โดยให้ภาคเอกชนและภาควิชาการเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอน
ตา่ ง ๆ อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ

๒.๑.๓ แต่งตั้งคณะทำงานท่ีมีองค์ประกอบของนกั วชิ าการหรือผู้ทีม่ ีความรู้ ความเข้าใจ
และประสบการณ์ด้านสังคมวิทยาและมานุษยวทิ ยา โดยเฉพาะประเด็นท่ีเก่ียวข้องกบั กลุ่มชาติพันธ์ุเข้า
มาร่วมดำเนินการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์มานิด้วย เพ่ือให้มีมุมมองต่อการทำความ
เข้าใจวิถีชวี ติ วัฒนธรรมของกล่มุ ชาติพนั ธม์ุ านิให้ครบถ้วนและรอบดา้ นมากย่งิ ขนึ้

๒.๒ หน่วยงานที่เก่ียวข้องควรศึกษาเพื่อทำความเข้าใจในวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติ
พันธุ์มานิ ด้วยวิธีการทางมานุษยวิทยาเพ่ือนำไปสู่การกำหนดแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหา
ให้ความช่วยเหลือ และพัฒนากลมุ่ ชาติพันธ์มุ านิไดอ้ ย่างถูกต้องและสอดคล้องกับวิถีชวี ิตของชุมชน

เนื่องจากปัจจุบันวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มานิในแต่กลุ่ม แต่ละพ้ืนท่ีมีการเปลี่ยนแปลงวิถี
ชีวิตไปจากเดิม ดังนั้น จึงควรกำหนดให้มีหน่วยงานกำกับดูแลกลุ่มชาติพันธุ์มานิอย่างเป็นระบบ
เพื่อทำหน้าท่ีแก้ไขปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิต ติดต่อประสาน ตลอดจนให้ข้อเสนอเชิงนโยบา ย
ต่อการขับเคล่ือนการดำเนินงาน โดยดำเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ซึ่งเป็นหน่วยงาน
ในระดับพ้ืนที่มคี วามใกล้ชิดและเข้าใจในวถิ ีชีวิต วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ทั้งน้ี เพื่อให้สามารถ

๑๔

กำหนดทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต สภาพปัญหาและความต้องการของกลุ่มชาติพันธ์ุมานิ
ไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง

๒.๓ ควรส่งเสริมและสนับสนนุ การปกปอ้ งคุ้มครองและสง่ เสริมวิถชี ีวติ กลุ่มชาติพันธุ์มานิ
ตามกรอบร่างพระราชบัญญัตคิ ้มุ ครองและส่งเสริมวิถชี ีวติ กลุ่มชาติพนั ธุ์

กล่าวคือ ปัจจุบันศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานหลัก
ในการจัดทำรา่ งพระราชบัญญัตคิ ุม้ ครองและส่งเสรมิ วถิ ีชวี ติ กลมุ่ ชาติพันธุ์ ซ่งึ เป็นไปตามยุทธศาสตรช์ าติ
และแผนปฏิรูปประเทศด้านสังคม ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและลดความเหลื่อมล้ำทาง
สังคม โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธ์ุท่ีประสบปัญหาด้านสิทธิ การถูกเอารัดเอาเปรียบ ตลอดจน
การสูญเสียอัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจในวิถีชีวิต วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ท่ีหลากหลายในสังคม
ซ่ึงกลุ่มชาติพันธุ์มานิถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หน่ึงในประเทศไทยท่ีมีวิถีชีวิต วัฒนธรรมและอัตลักษณ์
ที่โดดเด่นเฉพาะ ขณะเดียวกันยังเป็นกลุ่มที่อยู่ในสภาวะเปราะบางเส่ียงต่อการสูญเสียอัตลักษณ์
และวัฒนธรรมท้ังในด้านการใช้ภาษา วิถีการดำรงชีวิต ภูมิปัญญา เน่ืองจากเง่ือนไขการเปล่ียนแปลง
ที่เป็นผลมาจากกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ท่ีกลายเป็นเง่ือนไขผลักดันให้กลุ่มชาติ
พันธุ์มานิต้องออกจากป่า ปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม ชุมชนภายนอกมากข้ึน
ดังน้ัน เพอื่ เปน็ การคุม้ ครองและสง่ เสริมวถิ ีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มานิ การจดั ทำร่างพระราชบัญญัติดงั กล่าว
จึงเป็นสว่ นสำคัญที่จะช่วยให้กลุ่มชาตพิ ันธุ์มานิสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามวิถีด้ังเดิมหรือสามารถมีส่วน
ร่วม ใน ก ารอ อก แบ บ กระบ วน ก ารพัฒ น าและแก้ ไขปั ญ ห าท่ี ส่งผลก ระ ทบ ต่อก ารด ำรงชี วิตภายใต้
หลักการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม และส่งเสริมศักยภาพให้สามารถจัดการตนเองบนฐานวัฒนธรรม
ภูมิปัญญาด้ังเดิมของตน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเสมอภาคและลดความเหล่ือมล้ำทางสังคม
ตลอดจนสร้างความภาคภูมิใจในวิถีชีวิต วัฒนธรรมบนพ้ืนฐานการเคารพและเข้าใจในความแตกต่าง
หลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุในสังคม ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มานิ
จึงอาจเป็นเพียงการคอยดูแลให้ได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามที่ควรได้รับ เช่น โครงการสวัสดิการต่าง ๆ
ของรัฐบาล รวมท้ังการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรเพ่ือให้มีรายได้ยังชีพ เนื่องจากแหล่งอาหารของป่า
ลดลง เป็นต้น ท้ังนี้ เพื่อให้สามารถคงวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ นอกจากน้ี ยังควรกำหนดมาตรการควบคุม
จำนวนส่ิงของท่ีบุคคลภายนอกนำมามอบให้ รวมถึงกำหนดจำนวนบุคคลที่เดินทางเข้าไป
ในพื้นท่ีเพ่ือมิให้รบกวนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่ม และเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
และสง่ิ แวดล้อม

๒.๔ การจดั ทำแผนที่ชุมชน
เพ่ือจัดสรรพ้ืนท่ีสำหรับอยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้กับกลุ่มชาติพันธ์ุมานิ ทุกกลุ่ม

ที่กระจายอยู่ในพื้นท่ีต่างๆ ซึ่งมีรูปแบบวิถีการดำรงชีวิตท่ีแตกต่างกันอย่างถาวร ทั้งน้ี เพ่ือแก้ไขปัญหา
ของชาวมานิที่ประสบปัญหาด้านพื้นท่ีทำกินที่ไม่เพียงพอกับจำนวนประชากรท่ีมีอัตราการขยายตัวเพ่ิม
มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงถึงสิทธิในการเลือกปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายใต้บริบท
การเปล่ียนแปลงด้วยความสมัครใจ เพื่อมิให้เกิดความขัดแย้งตามมา นอกจากน้ี ยังควรเห็นความสำคัญ
กบั การอนุรักษ์ผืนป่า ซึ่งเป็นพ้ืนที่อยู่และยังชีพของมานิเป็นสำคัญ โดยออกมาตรการควบคุมการบุกรุก
ป่าอยา่ งจรงิ จงั จากคนภายนอก นายทนุ ควบคมุ การขยายพ้นื ทพี่ ืชเศรษฐกิจ ยางพารา และปาลม์ น้ำมัน
เป็นต้น เพราะทำให้ความสมดุลของธรรมชาติหายไป รวมท้ังแหล่งยังชีพลดลง ทั้งน้ี การสำรวจ ศึกษา
และจัดทำแผนที่ชุมชน เพ่ือแสดงให้เห็นถึงพื้นท่ีการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ จึงถือเป็นแนวทาง

๑๕

สำคัญซง่ึ จะเป็นพ้ืนฐานต่อการกำหนดแนวนโยบายและหลักปฏิบัติเพ่ือการคมุ้ ครองและส่งเสริมวถิ ีชีวิต
กลุ่มชาติพันธุ์ที่สอดคล้อง เหมาะสมกับบริบทพ้ืนท่ี วัฒนธรรม วิถีชีวิตและรูปแบบการดำรงชีวิต
ในปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์มานิสามารถดำเนินชีวิต และประกอบอาชีพ
ทส่ี รา้ งรายไดอ้ ยา่ งยง่ั ยืน

๒.๕ ควรส่งเสริมด้านความม่ันคงในการดำรงชีพ ท่ีอยู่อาศัย แหล่งอาหาร
สทิ ธิด้านสวสั ดิการอ่ืน ๆ ที่พึงได้รบั จากรฐั โดยไม่ขัดต่อวถิ ีชีวิตหรอื ภมู ปิ ัญญาของกลมุ่ ชาติพันธุม์ านิ

เนื่องจากการช่วยเหลือด้านสถานะทางทะเบียนราษฎรทำให้มีกฎหมายและข้อกำหนด
ต่าง ๆ เข้ามาควบคุมตามมา เช่น ด้านการศึกษาท่ีจะถูกนำไปกำหนดใช้กับกลุ่มชาติพันธ์ุมานิ
หรือการแก้ไขปัญหาเร่ืองการจัดการน้ำ ซ่ึงชาวมานิบางกลุ่มยังไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ
ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้ชุมชนร่วมจัดการระบบน้ำกินและน้ำใช้กับกลุ่มชาวมานิเพื่อสร้างสุขอนามัย
ใหเ้ กิดข้นึ ในชุมชน ดังน้ัน ควรตอ้ งออกแบบการศกึ ษาในลักษณะของการศกึ ษาตามอัธยาศยั ใหส้ อดคล้อง
กบั การดำเนินชีวิตของชาวมานิและรู้เท่าทันการเปล่ียนแปลงภายนอกด้วย อกี ทั้งยังควรกระจายอำนาจ
การบรหิ ารจดั การทรพั ยากรไปส่ทู อ้ งถิ่นและเครอื ขา่ ยภาคประชาสังคมทมี่ คี วามใกล้ชดิ เพ่ือลดภาระของ
หน่วยงานรัฐส่วนกลาง ขณะเดียวกันยังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒ นาศักยภาพ
ใหท้ ้องถ่นิ สามารถดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรเพ่ือประชาชนทกุ กลุ่มได้อย่างแท้จริง

๒.๖ ควรถอดบทเรยี นการทำงานของแตล่ ะหนว่ ยงาน
โดยพิจารณ าเลือกใช้โมเดลของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งที่ ประสบความสำเร็จ

มาใช้เป็นต้นแบบและขยายไปยังจังหวัดอื่น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำโมเดลมาใช้ในทุกพ้ืนท่ี เนื่องจาก
การดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มานิมีความแตกต่างกันในแต่ละพ้ืนที่ ดังน้ัน การค้นหาโมเดลต้นแบบ
จึงควรเป็นไปเพ่ือค้นหาเง่ือนไขความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค การแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิต
กลุ่มชาติพันธุ์มานิ ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องตามบริบทพื้นที่และสภาพ
ปญั หาทีป่ รากฏ

๒.๗ ควรกำหนดใหเ้ ร่ืองสทิ ธิมนุษยชนเปน็ วาระแหง่ ชาติ
ซ่ึงเป็นไปตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน (เรื่องคุณภาพชีวิต) และอนุสัญญาว่าด้วย

การขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (กลุ่มเปราะบาง) เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้
ดำรงวิถีไว้ให้ได้ ไม่เลือกปฏิบัติ โดยรัฐต้องส่งเสริมคุ้มครองสิทธิอย่างต่อเน่ือง ทั้งน้ี ควรต้องระบุ
ให้ประเด็นทีเ่ กีย่ วขอ้ งกลุม่ ชาติพันธ์ุให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนนิ งานเพื่อการค้มุ ครองและสง่ เสรมิ สทิ ธิ
มนุษยชน เน่ืองจากกลุ่มชาติพันธ์ุถือเป็นกลุ่มคนที่มักถูกละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรม เอารัดเอาเปรียบ
จากก ระบ วน การพั ฒ น าแ ล ะก ารป ระก าศ ใช้ ก ฎห ม ายแ ล ะแน วน โยบ า ยที่ ไม่ส อ ด คล้ อ งกั บ วิถี ชี วิต
และวัฒนธรรม ท้ังนี้ เพื่อเน้นย้ำให้รัฐบาลและสังคมได้ตระหนักและเห็นความสำคัญต่อการเคารพ
และยอมรบั ในสทิ ธทิ างวัฒนธรรมของกลุ่มชาตพิ นั ธุม์ านิ

๒.๘ ควรสร้างความเข้าใจ ปรับทัศนคติ และความเช่ือ ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วม
ระหวา่ งคนพืน้ ราบกับกลมุ่ ชาติพันธุ์มานเิ พือ่ ให้สามารถอยู่รว่ มกนั ได้

เพื่อลดปัญหาเร่ืองอคติทางชาติพันธุ์ซึ่งเกิดมาเป็นระยะเวลานาน รวมทั้งส่งเสริม
ให้กลุ่มชาติพันธุ์มานิได้มีโอกาสแสดงความคิด เห็นเพ่ือนำไปสู่การสร้างเสริมคุณภาพชีวิต
ท่ีสอดคล้องกับความต้องการและปัญหาของกลุ่มชาติพันธ์ุมานิ ดังนั้น การพัฒนากระบวนการเรียนรู้
เพ่ื อ ส ร้ า ง ค ว า ม เข้ า ใจ แ ล ะ ย อ ม รั บ ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง ห ล า ก ห ล า ย ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ง ก ลุ่ ม ช า ติ พั น ธุ์

๑๖

จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาและสำรวจสถานการณ์ปัญหาท่ีเกิดขึ้นจริงในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกัน
การกำหนดกรอบนโยบายและแนวปฏิบัติท่ีเกี่ยวข้อง ควรมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการคุ้มครอง
สิทธิกลุ่มชาติพันธ์ุ ตลอดจนการสร้างโอกาสและพื้นท่ีของการมีส่วนร่วมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์
ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนเครือข่าย
ภาคประชาสังคมท่ีเก่ียวข้อง เพื่อสร้างความร่วมมือต่อการแก้ไขปัญ หาและพัฒ นาไปสู่
การอย่รู ่วมกนั อย่างสันติ

จากนั้น นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ได้ตั้งข้อสังเกตเก่ียวกับ
บทที่ ๔ ข้อเสนอแนะ เนื่องจากมีการปรับแก้รายละเอียดจากหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง และอนุกรรมการ
ท่ีรับผิดชอบการแก้ไขเนื้อหาบางส่วน ดังนั้น เพื่อเป็นการทบทวนร่างรายงานให้สมบูรณ์
จึงขอมอบหมายน ายศุภชัย สถีรศิลปิน พิจารณ าเนื้อห ารายละเอียดเพ่ือความสมบู รณ์
ของรายงานการต่อไป

มติท่ีประชุม : ที่ประชุมรับทราบ (ร่าง) รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “การพัฒนา
คุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ (ซาไก)” บทที่ ๑ - บทท่ี ๔ พร้อมมอบหมายให้นายศุภชัย
สถีรศิลปิน พิจารณ ารายละเอียด ในบทที่ ๔ ข้อเสนอแนะเพื่อความสมบู รณ์ ของรายงาน
ฉบบั นตี้ ่อไป

๓.๒ การติดตามความคืบหน้าเพื่อค้นหาบุคคลผู้ทำคุ ณ ประโยชน์ต่อสังคม
ภายใตโ้ ครงการ "วุฒสิ ภา ศรัทธาความดี"

นางจิตตินั นท์ ศิริอังกานนท์ ฝ่ายเลขานุการ ได้นำเสนอรายชื่อบุคคล
ผู้ทำคณุ ประโยชนต์ อ่ สงั คมภายใต้โครงการ “วฒุ ิสภา ศรัทธาความดี” ดงั นี้

1. ผใู้ หญร่ ักกี้ สุขประเสริฐ ผู้ใหญบ่ ้านนักพัฒนา แกนนำกลุ่ม “ขุนศกึ ลูกพ่อปกู่ อบกู้
แมน่ ้ำพจิ ติ ร” กลมุ่ ภาคประชาชนจิตอาสาฟน้ื ฟูลำน้ำแห่งชวี ติ

นายรักกี้ สุขประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านวังกระดี่ทอง ตำบลย่านยาว
อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่งเกิดและเติบโตมากับสายน้ำพิจิตรท่ีมีความสำคัญ ต่อผู้คน
ทั้งเป็นแหล่งอู่ข้าว อู่น้ำ เป็นเส้นทางสัญจร แหล่งรวมวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม
ของคนพิจิตรมาอย่างยาวนาน แต่เม่ือระยะเวลาผ่านไป ชาวบ้านเร่ิมรุกล้ำสร้างสิ่งปลูกสร้าง
ลงไปบนทางน้ำ มีการก่อสร้างเข่ือน ประตูก้ันน้ำ ประตูระบายน้ำ ทำให้แม่น้ำพิจิตรท่ีมีสภาพคดเคี้ยว
เกิดการต้ืนเขิน นอกจากน้ี โรงสีข้าวในละแวกน้ันยังทิ้งขี้เถ้าและแกลบลงแม่น้ำ ตลอดระยะทางเกือบ
1 กิโลเมตร ทำให้แม่น้ำเน่าเสีย จนอาจเรียกได้ว่า “แม่น้ำตายลง” ในที่สุดส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่
ตลอดลำน้ำระยะทาง 127 กิโลเมตร ซึ่งไหลผ่านพื้นท่ี 4 อำเภอ พื้นท่ีไร่นากว่า 60,000 ไร่
ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูบน้ำขึ้นมาใช้รดพืชผลทาง
การเกษตร ดังนั้น ในช่วงแรกเขาจึงเริ่มหาวิธีการช่วยชาวบ้านโดยประสานขอรับความช่วยเหลือ
จากกรมชลประทานเติมน้ำเข้าสู่แม่น้ำในช่วงฤดูแล้ง และทุกวันเขาจะข่ีมอเตอร์ไซค์ติดตามดูการไหล
ของนำ้ ความยาว 127 กโิ ลเมตร ซง่ึ ยงั พบปัญหาเดมิ ๆ เชน่ การรุกล้ำสรา้ งสิ่งปลกู สรา้ งในแม่น้ำ

ในปีพ.ศ. 2557 ผู้ใหญ่รักกี้และแกนนำอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ประมาณ 7 - 8คน จึงเร่ิมคิดหาทางฟ้ืนฟูแม่น้ำพิจิตรอย่างจริงจัง
และยั่งยืน โดยร่วมตั้งกลุ่ม “ขุนศึกลูกพ่อปู่กอบกู้แม่น้ำพิจิตร” ข้ึนมา ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 340 คน

๑๗

กระจายอยู่ในเขต 4 อำเภอท่ีแม่น้ำไหลผ่าน โดยจะฟื้นฟูแม่น้ำท่ีเน่าเสียอย่างต่อเนื่อง
ประกอบกับได้ร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรม และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
(กอ.รมน.) และประสานกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ นำปุ๋ยน้ำชีวภาพ อีเอ็มบอล เพื่อไปแก้ไขปัญหา
จนเกิดผลสำเร็จ

ผู้ใหญ่รักกี้ยังได้ทำงานร่วมกับบ้าน วัด โรงเรียน ตลอดจนพูดคุยกับชาวบ้าน
เพอ่ื สรา้ งจิตสำนึกให้กับชาวบา้ น และร่วมกันเฝ้าระวงั คณุ ภาพน้ำจนสามารถฟ้ืนฟูแมน่ ้ำพจิ ิตรให้กลับมา
มีชีวิตอีกคร้ัง นอกจากนี้ ขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่ที่เคยหายไปก็กลับคืนมา เช่น การแข่งขัน
เรือยาว ประเพณีลอยกระทงแม่น้ำพิจิตร และสิ่งที่ตามมาอีกอย่างคือหิ่งห้อยที่เป็นดัชนีชว้ี ัดคุณภาพน้ำ
หลังจากน้ันชาวบ้านจึงเริ่มนำเรือออกมาทำกิจกรรมชมห่ิงห้อย สร้างรายได้ด้านการท่องเท่ียว
ใหก้ ับชุมชน

๒. นายจิมม่ี ชวาลา เป็นคนสัญชาตอิ ินเดีย โดยบรรพบรุ ุษเดินทางมาประกอบอาชีพ
ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยการขายผ้า และต่อมาเปิดร้านขายผ้าช่ือ “ร้านนายชม”
ใน ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อธุรกิจเจรญิ รุ่งเรืองได้เปิดร้านค้าผ้าใหม่ช่ือร้าน
“จิมม่ี คลงั ผ้า” บริเวณริมถนนราชดำเนิน ตำบลท่าวัง อำเภอเมอื ง จังหวัดนครศรีธรรมราช จนมีฐานะ
ร่ำรวย แม้ว่านายจิมม่ีจะมีฐานะร่ำรวย แต่นายจิมมี่ เป็นคนที่มีอุปนิสัยอ่อนโยน และให้เกียรติผู้อ่ืน
รวมทั้งเป็นผู้ท่ีระลึกถึงบญุ คณุ ของแผน่ ดินไทย ชอบทำบุญช่วยเหลอื คนยากคนจน โดยไม่เปดิ เผยตนเอง
บริจาคเงินสร้างวัด ช่วยสร้างบ้านให้กับคนยากจน มอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชน และจ่ายค่า
รกั ษาพยาบาลให้คนไขอ้ นาถาเป็นประจำ

นอกจากนี้ นายจิมมี่ ยังได้บริจาคส่ิงของช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ
จากพายุปาบึก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช บริจาคเงินเพื่อก่อสร้างอาคารรังสีรักษา
และอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน ๑๐ ล้านบาท ที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช
และนำชุด PPE มูลค่า ๕ แสนบาท มอบให้กับคณะแพทย์ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช
ในการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด ๒๐๑๙ อีกด้วย โดยส่วนใหญ่จะบริจาคในนามชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผลจากการทำความดีเพื่อส่วนรวมของนายจิมมี่ จึงได้รับการยกย่องเป็น “มังกรเมืองคอนมหาเศรษฐี
ใจบญุ ” อีกทั้งยังได้รับการคัดเลอื กใหเ้ ปน็ "คนดศี รเี มืองนคร อีกด้วย

๓. นายสุชิน พลงาม เจ้าของร้านข้าวมันไก่ โอชิน แจกอาหารฟรีเพื่อสู้ภัย
โควดิ ๒๐๑๙ คนไทยไมท่ ้ิงกนั

นายสุชิน พลงาม ผู้ก่อต้ัง “ร้านข้าวมันไก่โอชิน” ปัจจุบันเปิดให้บริการ 17 สาขา
โดยไม่ขายแฟรนไชส์ เช่น สาขาพรานนก สาขาถนนอิสรภาพ สาขาจรัญสนิทวงศ์ ตลอดระยะเวลา
28 ปี ขายในราคา 20 บาท มาตลอด นอกจากราคาถูกแล้ว นายสุชิน ยังมีน้ำใจมอบข้าวมันไก่ให้กับ
คนตกงาน สตรีตั้งครรภ์ และคนพิการ ทานข้าวมันไก่ฟรีทุกสาขา และนำรายได้ส่วนหนึ่ง
จากการขายมันไก่ นำไปซ้ือเตียง วีลแชร์ แพมเพิร์ส และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพ่ือช่วยเหลือ
ผทู้ ี่เดอื ดร้อนอยูเ่ สมอ

มติที่ประชุม : ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายช่ือตามเสนอ และเห็นควรเสนอรายช่ือบุคคล
ดังกล่าวต่อท่ีประชุมคณะกรรมาธิการเพ่ือพิจารณาให้ความเห็นชอบ และกำหนดวันลงพ้ืนท่ี
มอบโล่แก่บุคคลดงั กล่าวต่อไป

๑๘

ระเบียบวาระที่ ๔ เรือ่ งอื่น ๆ

ท่ีประชุมมีมติให้นัดประชุมคณะอนุกรรมาธิการคร้ังต่อไป ในวันอังคารท่ี ๑๒ เมษายน
๒๕๖5 เวลา ๑๓.0๐ นาฬกิ า ผ่านสอ่ื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์

เม่ือได้เวลาอนั พอสมควรแล้ว นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ
ได้กลา่ วขอบคณุ อนกุ รรมาธิการและผเู้ ขา้ รว่ มประชุมทกุ ท่าน และปิดการประชมุ

เลกิ ประชมุ เวลา 1๒.0๐ นาฬกิ า

นายปิยะพงษ์ น้อยเจริญ

นกั วชิ าการสนบั สนนุ งานวิชาการ ผู้จดบนั ทกึ การประชมุ
นางสาวภิรมย์ นลิ ทพั

นติ กิ รชำนาญการพิเศษ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทกี่ ำกับดแู ลการปฏบิ ตั ิราชการ
ของกลมุ่ งานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสงั คมฯ/ทาน
วนั พฤหัสบดีท่ี ๗ เมษายน ๒๕๖๕


Click to View FlipBook Version