อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑ อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) : กรณีศึกษาศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง และผู้มีความรู้ความสามารถในท้องถิ่นสาขาศิลปะการแสดง รายชื่อผู้จัดทำ นายพัชรพนธ์ เอี๋ยววัฒนะ รหัสนักศึกษา 6281163003 นางสาวนวภรณ์ ขุนพรมมา รหัสนักศึกษา 6281163004 นายธนากร เหขุนทด รหัสนักศึกษา 6281163006 นางสาวมยุรี ชัยช่วย รหัสนักศึกษา 6281163010 นางสาวศุภลักษณ์ บุญสงค์ รหัสนักศึกษา 6281163012 นายทรงโปรด ผ่องแผ้ว รหัสนักศึกษา 6281163013 นางสาวโสภิตา ศรีรัมย์ รหัสนักศึกษา 6281163016 นางสาวสุดารัตน์ การะเกษ รหัสนักศึกษา 6281163017 นางสาวธนัชชา สุเมโธ รหัสนักศึกษา 6281163020 นางสาวสุพพัตรา เก่งมนตรี รหัสนักศึกษา 6281163021 นางสาวน้ำเพชร อยู่อยู่ รหัสนักศึกษา 6281163026 นายเจนณรงค์ ชินศรี รหัสนักศึกษา 6281163029 นางสาวภัสรา พูลมาก รหัสนักศึกษา 6281163033 นางสาวชัญญานุช โคตรวิชา รหัสนักศึกษา 6281163034 นางสาวเกษราภรณ์ อ่อนน้อย รหัสนักศึกษา 6281163037 นางสาวฐิตาพร สำราญใจ รหัสนักศึกษา 6281163055 นางสาวสุพัชชา สุทธิกรณ์ รหัสนักศึกษา 6281163056 นางสาวคุณากร ทองบุตร รหัสนักศึกษา 6281163087 นางสาวสิรีธร เพ็งจิต รหัสนักศึกษา 6281163088 โดยนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ ๒ สาขาวิชานาฏยศิลป์ศึกษา หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต 4 ปี อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์รณกฤต เพชรเกลี้ยง รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา รายวิชาหลักการวิจารณ์และการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางการแสดง รหัสวิชา 2193203 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑ ศิลปินแห่งชาติ เป็นปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญาเป็นเลิศด้านศิลปะ ถือเป็นปูชนียบุคคลอันล้ำค่า ของประเทศ ด้วยความรู้ความสามารถที่ได้สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ปรากฏเป็นผลงานอันทรงคุณค่าเป็นที่ยอมรับ ยก ย่องชื่นชม และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเรียนรู้ของศิลปินรุ่นต่อมา รวมถึงช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และ เผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศ รัฐบาลมีนโยบาย รักษา สืบทอด ศิลปวัฒนธรรมของชาติทุกสาขา รวมถึงการส่งเสริม สนับสนุนศิลปิน ทุกประเภท เพื่อการสร้างสรรค์ผลงานออกสู่สาธารณชน ดังนั้น เพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติศิลปินให้มี ขวัญกําลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะให้เป็นมรดกของแผ่นดิน กระทรวงวัฒนธรรมโดยคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ จึงได้ประกาศยกย่องศิลปินผู้อุทิศตนในการสร้างสรรค์ ผลงานและถ่ายทอดผลงานศิลปะ เป็นที่ประจักษ์ให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ในนามของกระทรวงวัฒนธรรม ขอแสดงความยินดีและภาคภูมิใจกับศิลปินแห่งชาติ สาขา ศิลปะการแสดง เกียรติประวัติผลงานของแต่ละท่านที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ และช่วยสร้าง แรงบันดาลใจให้เกิดแก่ศิลปินรุ่นใหม่ ขอขอบพระคุณศิลปินแห่งชาติทุกๆ ท่าน ที่เป็นกําลังสําคัญในการ จรรโลงรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยให้คงอยู่สืบต่อไป คำนิยม
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๒ คําปรารภ กระทรวงวัฒนธรรม ได้ตระหนักถึงความสําคัญของศิลปินทุกท่านที่ได้สร้างสรรค์งานศิลปะทุกสาขา ว่าสมควรที่จะได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานให้ปรากฏเป็นผลงานที่มีคุณค่า ที่ สะท้อนความจริง ความดี และความงาม งานศิลปะทุกชนิด ทุกด้านล้วนเป็นภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน ซึ่ง คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ของทุกปี ตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นวันศิลปินแห่งชาติ ในวาระดังกล่าว ได้มีการคัดเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับการ เชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นประจําทุกปี คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ ศิลปินผู้มี ความสามารถ และอุทิศตนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจนโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อสาธารณชน เป็นศิลปิน แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอขอบคุณคณะอนุกรรมการอํานวยการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ และคณะ อนุกรรมการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติทุกท่านที่กรุณาเสียสละเวลาและทุ่มเทสติปัญญาให้กับการดําเนินการ สรร หาศิลปินแห่งชาติในครั้งนี้ จึงนับได้ว่าการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ ได้ก่อให้เกิดการ ส่งเสริม เกื้อกูล และสร้างขวัญกําลังใจแก่ศิลปินแห่งชาติ ให้สามารถดํารงอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมที่จะ สร้างสรรค์ พัฒนางานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และต่อการสืบสานมรดกของชาติสืบต่อไป
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๓ ศิลปินไทยจํานวนมากได้สร้างสรรค์ผลงานไว้ให้แก่ประเทศชาติในสาขาต่างๆ ซึ่งมีทั้งสาขา ทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง ทําให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องสรรเสริญ จากนานาประเทศว่า เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมและอารยธรรมสูงส่ง ศิลปินแห่งชาติเป็นนักปราชญ์ ที่มีความรู้ความสามารถทาง ศิลปะ เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า เป็นบุคคลที่ได้อุทิศตนสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะอันล้ำค่าไว้เป็นมรดกของ แผ่นดินตลอดระยะเวลายาวนาน มีผลงานเป็นคุณูปการ ต่อการเรียนรู้ เพื่อนําไปประยุกต์ใช้และเป็นแบบอย่าง ตลอดมา ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุน ศิลปินให้มีขวัญกําลังใจสามารถสร้างสรรค์ผลงาน พัฒนางาน ศิลปะให้ตกทอดเป็นมรดกลูกหลาน ต่อไป คณะผู้จัดทำจึงได้ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลเพื่อศึกษาและจัดทำ รวบรวมศิลปินแห่งชาติปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญาเป็นเลิศด้านศิลปะ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ และ ถ่ายทอดผลงาน คณะผู้จัดทำ ได้ตระหนักถึงความสําคัญของการเผยแพร่ผลงานอันเป็นภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรม อันล้ำค่าที่ศิลปินแห่งชาติแต่ละท่านได้สร้างสรรค์ไว้ในแผ่นดิน เพื่อเป็นสื่อในการศึกษาเรียนรู้ จึงได้จัดพิมพ์ หนังสือประวัติชีวิต ผลงาน และแนวคิดของศิลปินแห่งชาติและปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญาเป็นเลิศด้านศิลปะที่ได้รับ การประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ คณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) : กรณีศึกษาศิลปิน แห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงและผู้มีความรู้ความสามารถในท้องถิ่นสาขาศิลปะการแสดง จะเป็นส่วนสําคัญใน การสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่มีความสนใจงานศิลปะเกิดพลังที่จะสืบสาน สร้างสรรค์ศิลปะให้เจริญก้าวหน้า และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าทางด้านศิลปวัฒนธรรม อีกทั้งขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ อนุเคราะห์ข้อมูลและภาพประกอบในการจัดพิมพ์ หนังสือเล่มนี้ เป็นการร่วมกันรักษาสมบัติของแผ่นดินให้คง อยู่และสืบทอดต่อไป คณะผู้จัดทำ คำนำ
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๔ สารบัญ นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ๕ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน – ช่างฟ้อน) นายมานพ ยาระณะ ๑๗ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-ร่างฟ้อน) พ.ศ. ๒๕๔๘ นางสมพันธ์ โชตนา ๒๖ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์พื้นเมืองล้านนา) พ.ศ. ๒๕๔๒ นายคำ กาไวย์ ๓๑ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-ช่างฟ้อน) พ.ศ. ๒๕๓๕ นายสนั่น ธรรมธิ ๓๕ ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญาเป็นเลิศด้านศิลปะ สาขาศิลปะการแสดง (ฟ้อนดาบ-ฟ้อนเชิง) พ.ศ. ๒๕๔๗ พ่อครูชาย ชัยชนะ ๔๐ ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญา ได้รับรางวัลเพชรราชภัฏ- เพชรล้านนา สาขาศิลปะการแสดง (ด้านกลองพื้นบ้านล้านนา) พ.ศ. ๒๕๕๐ นายประสิทธิ์ มณีศรี ๔๕ ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญา ได้รับรางวัลเพชรราชภัฏ- เพชรล้านนา สาขาสงเสริมศิลปวัฒนธรรมดานนาฏศิลปไทย ใหญ พ.ศ. ๒๕๖๐ นายธนวัฒน์ ราชวัง ๕๑ ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญา ได้รับรางวัลเพชรราชภัฏ – เพชรลานนา สาขาสงเสริมศิลปวัฒนธรรมดานกลองพื้นบานล านนา พ.ศ. ๒๕๖๐ นายอานนท์ ไชยรัตน์ ๖๐ ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญา ได้รับรางวัลเพชรราชภัฏ – เพชรลานนา สาขาสงเสริมศิลปวัฒนธรรมดาน กลองพื้นบานลานนา พ.ศ. ๒๕๖๐ นางวราภรณ์ ไชยวงค์ญาติ ๖๔ ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญา ได้รับรางวัลเพชรราชภัฏ – เพชรลานนา สาขาศิลปะ ดานนาฏศิลปพื้นบานลานนา พ.ศ. ๒๕๖๑
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๕ อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) : กรณีศึกษาศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง และผู้มีความรู้ความสามารถในท้องถิ่นสาขาศิลปะการแสดง นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน – ช่างฟ้อน) พ.ศ. ๒๕๕๙
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๖ ๑. นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน – ช่างฟ้อน) พ.ศ. ๒๕๕๙ ประวัติ ชื่อ : นางบัวเรียว นามสกุล : รัตนมณีภรณ์ อายุ : ๗๐ ปี เกิด : วันที่ ๒๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ ที่จังหวัดเชียงราย บิดาชื่อ : นายกุย สุภาวสิทธิ์ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มารดาชื่อ : นางจันทร์ฟอง สุภาวสิทธิ์ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและค้าขาย ประวัติการศึกษา พ.ศ. ๒๕oo : สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนบ้านหนองบัว ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พ.ศ.๒๕๔๗ : ศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ นาฏศิลป์และการละครจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย การศึกษาด้านการแสดง พ.ศ. ๒๔๙๗ : เรียนศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนา การฟ้อนสาวไหม ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง จากบิดา ที่บ้าน ศรีทรายมูล ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2499 : เรียนศิลปะการแสดงฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนศรีนวล ฟ้อนสร้อยแสงแดง ฟ้อนสร้อยสน ตัด ฟ้อนยวนรำพัด จากนายโม ใจสม ที่วัดศรีทรายมูล ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัด เชียงราย พ.ศ. ๒๕๐๗ : เรียนฟ้อนลาวแพนจากนางพลอยศรี สรรพศรี ที่บ้านสันโค้ง ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัด เชียงราย ประวัติการทำงาน พ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๑๒ : แสดงและสอนฟ้อนพื้นบ้านล้านนาตามความสนใจของผู้เรียน ณ โรงแรม ในจังหวัด เชียงใหม่ โดยการสนับสนุนของนายชาญ สิโรรส นายกกลุ่มสมาคมยุวพุทธสถาน จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๔ – ๒๕๑๘ : อาชีพทำนา พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๓๘ : อาชีพค้าขาย พ.ศ. ๒๕๑๘ - ปัจจุบัน : วิทยากรสอนฟ้อนสาวไหม ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียนและการแสดงพื้นบ้านล้านนา ให้กับ กลุ่มช่างฟ้อนตามวัดและอำเภอต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๗ พ.ศ. ๒๕๓๘ - ปัจจุบัน : วิทยากรสอนฟ้อนพื้นบ้านล้านนาให้กับสถาบันการศึกษาที่สนใจทั่วประเทศ หรือมา ศึกษา ณ บ้านของตนและเดินทางไปถ่ายทอด เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ชมรม พื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วิทยาลัยนาฏ ศิลปเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาภาค พายัพ นิสิตวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ สาขาการแสดงพื้นบ้าน อีสาน มหาวิทยาลัย มหาสารคาม เป็นต้น : ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาทำวิทยานิพนธ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคล มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัย พายัพ : ถ่ายทอดการฟ้อนพื้นบ้านล้านนาให้กับโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษา ประถมศึกษา ในจังหวัดเชียงราย การสร้างสรรค์ผลงาน พ.ศ. ๒๔๙๗ นางบัวเรียว (สุภาวสิทธิ์) รัตนมณีภรณ์ ได้รับการถ่ายทอดวิชาความมรู้ ด้านการฟ้อนมา จากบิดา คือ นายกุย สุภาวสิทธิ์ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการฟ้อนเชิงของผู้ชาย นำมาประดิษฐ์ปรับแต่ง เป็นท่ารำต่างๆ และถ่ายทอดให้นางบัวเรียว ตั้งแต่อายุประมาณ ๗-๘ ขวบ ได้แก่ การฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง และ ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนสาวไหมเป็นฟ้อนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกระบวนการทอผ้าฝ้ายของคนในสมัยโบราณ ซึ่ง กระบวนการทอผ้าฝ้ายเริ่มต้นตั้งแต่การเก็บดอกฝ้าย การตากดอกฝ้าย การอีดฝ้าย การดีดฝ้ายให้ฟู ปั่นออกมา เป็นเส้นจนกระทั่งนําไปทอเป็นผืนผ้า นางบัวเรียวได้นําท่าฟ้อนสาวไหมเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ทําให้ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ชมในความประทับใจอย่างไม่ขาดสาย พร้อมทั้งคําติชมจากการแสดงแต่ละครั้ง
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๘ เป็นแรงผลักดันให้นางบัวเรียวทําการปรับปรุงท่าฟ้อนมาโดยตลอด เพื่อความเหมาะสมสวยงามตามแบบหญิง สาวชาวล้านนา พ.ศ. ๒๔๙๔ นอกจากการฟ้อนสาวไหมแล้วนางบัวเรียวยังมีความสามารถในการฟ้อนต่างๆ ได้อย่าง งดงาม เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนศรีนวล ฟ้อนยวนรําพัด ฟ้อนสร้อยแสงแดง ฟ้อนเงี้ยว เป็นต้น ฟ้อน เหล่านี้ได้รับการถ่ายทอด จากนายโม ใจสม ซึ่งเป็นนักดนตรีและนาฏกร ชั้นครูจากอําเภอพระประแดง จังหวัด สมุทรปราการ และเป็นอดีตทหารกองมหรสพ การสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชนในประเทศและต่างประเทศ พ.ศ. ๒๔๙๗ : ได้รับการถ่ายทอดการฟ้อนสาวไหมจากผู้เป็นบิดา และเริ่มแสดงในงานปอยหลวง ของบ้านศรีทรายมูล อําเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๕๐๗ - ปัจจุบัน : เผยแพร่การฟ้อนพื้นบ้านล้านนา ได้แก่ ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง ฟ้อนลาวชมดง ฟ้อนสร้อยแสงแดง พ.ศ. ๒๕๐๙ : แสดงการฟ้อนสาวไหม ฟ้อนลาวแพนในรายการโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ ช่อง ๘ ลําปาง พ.ศ. ๒๕๒๐ : ฟ้อนรับเสด็จแสดงหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชและ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๕๓o : ปรับปรุงการฟ้อนดาบ ๒ เล่ม และฟ้อนดาบต่อสู้ พ.ศ. ๒๕๓๒ : ปริวรรตท่าฟ้อนเชิงจากภาษาล้านนาที่ยากแก่การเข้าใจให้เป็นภาษาปัจจุบัน พร้อมทั้งปรับ การสอนให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายขึ้น พ.ศ. ๒๕๓๓ : ฟ้อนรับเสด็จแสดงหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๙ นราธิวาสราชนครินทร์ ณ ไร่แม่ฟ้าหลวง พ.ศ. ๒๕๔๕ : ฟ้อนรับเสด็จแสดงหน้าพระที่นั่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดา มาตุ ในนามสมาคม ส.อ.ร.ด. ในงานราตรีสีมะกอกโดยแสดงฟ้อนแม่หญิงล้านนา พ.ศ. ๒๕๔๑ : ได้ร่วมการฟ้อนสาวไหม ในงานดนตรีวิถีไทยของศูนย์ศิลปวัฒนธรรมพายัพ ในนามชมรม นาฏศิลป์และดนตรีไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ ไร่บุญรอด จังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๕๔๒ : ประดิษฐ์ท่าฟ้อนรําวงพื้นบ้าน ประกอบเพลงรําวงพื้นบ้านของนักร้อง จังหวัดเชียงราย และ ประดิษฐ์ท่าฟ้อนแม่หญิงล้านนา พ.ศ. ๒๕๔๔ : วันที่ ๓๐ มิถุนายน สาธิตการฟ้อนสาวไหมให้กับนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ณ โรงแรมเชียงใหม่ฮิลล์ พ.ศ. ๒๕๔๘ : วันที่ ๑ เมษายน แสดงฟ้อนสาวไหม เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ณ ศาลากลางจังหวัด เชียงรายหลังเก่า พ.ศ. ๒๕๔๙ : วันที่ ๒ เมษายน แสดงฟ้อนสาวไหม เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ณ ศาลากลาง จังหวัด เชียงรายหลังเก่า พ.ศ. ๒๕๕๐ : วันที่ ๒๒ มกราคม แสดงหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๑ : เดือนกันยายน การถ่ายทอดสดครบรอบ ๑๐ ปี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ชุดการแสดงด้าน ทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรม ฟ้อนสาวไหม ร่วมกับลูกศิษย์ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ณ จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๑ : เดือนกรกฎาคม ประกอบพิธีไหว้ครูและแสดงฟ้อนสาวไหมในพิธี “ไหว้ครูชมรมสืบสาน ล้านนา" มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก พ.ศ. ๒๕๕๒ : เดือนมิถุนายน ประกอบพิธีไหว้ครูและแสดงฟ้อนสาวไหมในพิธี) “ไหว้ครูชมรมพื้นบ้าน ล้านนา” “ชมรมพื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : เดือนมิถุนายน แสดงชุดฟ้อนสาวไหม งานพิธีบายศรีสู่ขวัญและงานเลี้ยงขันโตก มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เดือนมิถุนายน แสดงฟ้อนสาวไหม ณ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและ การเรียนรู้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย : เดือนเมษายน แสดงฟ้อนสาวไหมเนื่องในวันมรดกไทย สภาวัฒนธรรม จังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๕๕๘ : สร้างสรรค์ฟ้อนสาวไหม ชาย - หญิง ให้กับสาขาวิชาศิลปะการแสดง และชมรมช่วงศิลป์ มหาวิทยาลัยพะเยา ผลงานเผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ : “ฟ้อนเชิง อิทธิพลที่มีต่อฟ้อนล้านนา” เอกสารวิชาการขุดล้านนาคดี ลําดับที่ 5 โรงพิมพ์ สันติภาพ พริ้นท์ โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑๐ พ.ศ. ๒๔๔๑ : ทําเนียบผู้ทําคุณประโยชน์สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดดีเด่น กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๔๒ : “กุย สุภาวสิทธิ์, นาย” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม ๑ พิมพ์ที่บริษัท สยามเพชร แมเนจเม้น จํากัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๑๐, ๒๕๔๒ : “บัวเรียว รัตนมณีภรณ์” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม ๗ พิมพ์ที่ บริษัท สยาม เพชร แมเนจเม้น จํากัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๑๐, ๒๕๔๒ : “ ฟ้อนสาวไหม” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม ๔ พิมพ์ที่บริษัท สยามเพชร แมเนจเม้น จํากัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๑๐, ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๔๓ : “นาฏศิลป์พื้นบ้านภาคเหนือ” พระราชชายาเจ้าดารารัศมีกับการรวมหัวเมือง ภาคเหนือ สํานักพิมพ์อรุณวิทยา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๔๓ : “Lanna-Thai Dance” Khon Muang Music and Dance Tradition of North Thailand White Lotus Co., Ltd Bangkok, 2006 พ.ศ. ๒๕๔๖ : “ บัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ผู้ให้กําเนิดฟ้อนสาวไหม” สล่าพื้นบ้านพื้นเมือง โรงพิมพ์อินเตอร์ พริ้น จังหวัดเชียงราย, กันยายน ๒๕๕๖ : วิทยานิพนธ์ของนางสาวจตุพร เจริญศวร และคณะ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพฯ : วิทยานิพนธ์ของนางสาวศิริกานดา ทรัพย์มณี และคณะ สถาบันราชภัฏเชียงราย พ.ศ. ๒๕๔๙ : “ ฟ้อนสาวไหมต้นแบบ” ศิลป์ ล้านนา ปจาแม่ฟ้าหลวง โรงพิมพ์บดินทร์การพิมพ์จังหวัด เชียงราย พ.ศ. ๒๕๔๙ : “นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ สาขา ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน (ฟ้อนสาวไหม) พิธีพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ประจำปี ๒๕๔๙ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พ.ศ.๒๕๕๐ หน้า ๒๒-๔๐ พ.ศ. ๒๕๔๙ : เอกสารการจัดเก็บข้อมูลด้านศิลปะการแสดงตามโครงการภูมิบ้าน ภูมิเมือง สำนักงาน วัฒนธรรมแห่งชาติ ดำเนินการโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายและสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย “ฟ้อนสาวไหมเชียงราย” พ.ศ. ๒๕๔๙ : ฟ้อนสาวไหม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ. ๒๕๕๐ : วิทยานิพนธ์ นายรุจรุง มีเหล็ก เรื่องฟ้อนสาวไหม กรณีศึกษานางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ และนายคํา กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๕๕๑ : ฟ้อนสาวไหม กรณีศึกษานางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ศิลปะนิพนธ์หลักสูตรศึกษาศาสตร บัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทยศึกษา ภาควิชานาฏศิลป์ศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๑ ผลงานที่เผยแพร่ทางวิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต และอื่นๆ
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑๑ ผลงานยังเป็นที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ หนังสือวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งศิลปวัฒนธรรมไทยและล้านนา รายละเอียดดังนี้ พ.ศ. ๒๕๓๘ : คอนเสิร์ต ม่านไหมใยหมอก ครั้งที่ ๑ โดยจรัล มโนเพ็ชร สุนทรี เวชานนท์และเพื่อนจรัล ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ๒๕๓๘ พ.ศ. ๒๕๔๒ : รายการฟ้อนสาวไหม แม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ บ้านถวัลย์ดัชนีจังหวัดเชียงราย ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๒ ทะเบียน ๐๖๗ มหาวิทยาลัยพายัพ พ.ศ. ๒๕๔๓ : ปรัศนี้ รายการตะลอนเกม ปรัศนี สาธิตการฟ้อนสาวไหม ช่อง ๓ พ.ศ. ๒๕๔๙ : “บัวเรียว รัตนมณีภรณ์, นาง” เว็บไซต์ล้านนาคดี : นาฏดุริยการล้านนา วันอังคารที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๙ “ฟ้อนสาวไหม” สํานักงานส่งเสริม ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๐ : ข่าวในพระราชสํานัก ผู้ได้รับรางวัลพระราชทานพระสิทธิธาดาทองคํา จัดโดยมหาวิทยาลัย ธุรกิจบัณฑิตย์ : ประวัติฟ้อนสาวไหม จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี : การ์ตูนแอนนิเมชั่น ฟ้อนสาวไหม ความยาว ๔ นาที ทางอินเทอร์เน็ต โดยมหาวิทยาลัยราช มงคลล้านนาภาคพายัพ พ.ศ. ๒๕๕๑ : ฟ้อนสาวไหม รายการครบรอบ ๑๐ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงสถานีโทรทัศน์ช่อง NBT พ.ศ. ๒๕๕๑ : คลิปการฟ้อนสาวไหม เว็บไซต์ www.ketalanna.com พ.ศ. ๒๕๕๒ : วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๒ รายการไทยโชว์ ตอน ฟ้อนสาวไหม ช่องทีวีไทย : วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ รายการไทยโชว์ ตอน ฟ้อนเชิง ช่องทีวีไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ : เดือนกันยายน รายการ... ช่อง ๓, ๕, ๒, ๕, ๑๑ ซ่องทีวีไทย : เว็บไซต์ www.fonsaomai.com พ.ศ. ๒๕๕๕ : วิทยานิพนธ์ ชีวิตและผลงานบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ช่างฟ้อนล้านนาโดยนายรัตนะ ตาแปง ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต วัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พ.ศ. ๒๕๕๗ : วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ บันทึกเทปรายการสยามศิลปิน ฯลฯ
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑๒ การถ่ายทอดความรู้ความสามารถด้านการแสดง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ได้ทําการถ่ายทอดศิลปะการพื้นบ้านล้านนาอย่าง ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงรายต่ออเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงรายและจังหวัด เชียงใหม่ จากผลงาน ของนางบัวเรียวตั้งแต่เริ่มแรกการเป็นช่างฟ้อนของคณะวัดศรีทรายมูล ซึ่งในตอ ได้เป็นผู้ ถ่ายทอดศิลปะการแสดงฟ้อนสาวไหม ในขณะที่นายโม ใจสม เป็นผู้สอนดนต นเยเคมประยุกต์ให้แก่หมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และอําเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา บน บานป่าอ้อ ดอนชัย อําเภอเมือง จังหวัดเชียงราย บ้านขัวแคร่ ตําบลนางแล อําเภอเมือง จังหวัดย บานแม่ใจอําเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา บ้านป่าก่อดํา อําเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นต้น จากนั้น พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้เผยแพร่ ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยการแสดงตามโรงแรมต่างๆ และมักจะได้ แสดงร่วมกับวงกลองสะบัดชัยของนายคํา กาไวย์ เสมอ ซึ่งผู้ที่ชักนําให้ไปแสดงคือ นายชาญ สิโรรส และต่อมา ได้ร่วมงานกับนางพลอยศรี สรรพศรี นาฏกรชั้นครูของเชียงราย โดยการออกโทรทัศน์ช่อง 4 ลําปาง ในการรํา อวยพร รําลาวแพน เป็นต้น ปัจจุบัน นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ เป็นวิทยากรท้องถิ่นที่ทรงภูมิปัญญาและความสามารถ ในด้านการ ฟ้อนพื้นบ้านล้านนา ถ่ายทอดศิลปะการแสดงพื้นบ้านให้กับสถาบันการศึกษาหลายระดับ ด้วยความทุ่มเท เสียสละ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่า ของล้านนาและประเทศไทย การเป็นวิทยากรสอนฟ้อนตามกลุ่ม/สถาบันต่างๆ พ.ศ. ๒๕๐๖ - ปัจจุบัน : วิทยากรสอนฟ้อนให้กับชุมชน ช่างฟ้อนตามหัววัดต่างๆ รวมถึงกลุ่มเยาวชน ของจังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๕๓๗ - ปัจจุบัน : วิทยากรพิเศษสอนฟ้อนสาวไหม ชมรมพื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๒ - ปัจจุบัน : วิทยากรพิเศษสอนฟ้อนสาวไหม ฟ้อนพื้นบ้านล้านนามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พ.ศ. ๒๕๔๒ - ๒๕๔๓ : วิทยากรสอนฟ้อนพื้นบ้านล้านนา โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ วิทยากรสอนฟ้อนพื้นบ้านล้านนา โรงเรียนสันโค้งเชียงรายจรูญราษฎร์ พ.ศ. ๒๕๔๒ :วิทยากรสอนฟ้อน กลุ่มครูนาฏศิลปเชียงราย พ.ศ. ๒๕๔๒ - ๒๕๔๙ : วิทยากรสอนฟ้อนสาวไหม สถาบันราชภัฏเชียงราย พ.ศ. ๒๕๔๖ - ปัจจุบัน : วิทยากรสอนฟ้อนพื้นบ้านล้านนา โรงเรียนเมืองเชียงราย พ.ศ. ๒๕๔๖ : วิทยากรสอนฟ้อนพื้นบ้านล้านนา วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๔ : ถ่ายทอดการฟ้อนสาวไหม แก่ อาจารย์ศุภมงคล หวังในธรรม และอาจารย์มธุรส ไอยรา รัตน์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ปัจจุบัน : วิทยากรสอนฟ้อนสาวไหมและฟ้อนพื้นบ้านล้านนา ชมรมสืบสานล้านนา มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ๒๕๕๐ : วิทยากรโครงการ “ละอ่อนเจียงฮายสืบสานศิลปวัฒนธรรม” สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัด เชียงราย ร่วมกับโรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑๓ พ.ศ. ๒๕๕๐ : วิทยากรในการฝึกอบรมหลักสูตรศิลปะการแสดงฟ้อนเล็บ รุ่นที่ ๑ เทศบาลนครเชียงราย พ.ศ. ๒๕๕๐ : เป็นแม่ครูถ่ายทอดการฟ้อนเล็บ ฟ้อนสาวไหม ให้แก่ชมรมสืบสานล้านนา มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ๒๕๕๑ : วิทยากรภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา (ฟ้อนเล็บ) พ.ศ. ๒๕๕๑ : วิทยากรสอนฟ้อนสาวไหม แก่นักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลปะเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๑ : วิทยากรสอนฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง และฟ้อนสาวไหม แtiนศึก 12 ระบะ ดนตรีไทยพื้นเมือง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พ.ศ. ๒๕๕๑ : วิทยากรฝึกอบรม โครงการอบรมทักษะศิลปะการแสดงพื้นบ้านลานนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ. ๒๕๕๒ : วิทยากรสอนฟ้อนสาวไหมแก่นักศึกษาชมรมพื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๓ : วิทยากรสอนฟ้อนเล็บ กลุ่มโรงเรียนสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขต ๒ จังหวัดเชียงราย นอกจากการได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรสอนฟ้อนพื้นบ้านตามกลุ่มสนใจต่างๆ แล้ว ยังมีกลุ่ม นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ เยาวชน และกลุ่มแม่บ้านที่ให้ความสนใจในการเรียนฟ้อนพื้นบ้าน ณ บ้านของนางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ทั้งจากสํานักงานเทศบาล เมืองเชียงราย และบุตรสาว รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ได้รับการยอมรับทางด้านผลงานการแสดงจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาคเอกชน ดังนี้ พ.ศ. ๒๕๑๐ : ได้รับโล่เกียรติคุณด้านการฟ้อนสาวไหมจากคณะกรรมการบัณฑิตเนื่องในงานร่วมฉลองรับ ปริญญาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๑ : ได้รับเกียรติบัตรจากสโมสรโรตารี เนื่องในงานของสโมสรโรตารีจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ : ได้รับโล่เกียรติคุณในฐานะผู้สร้างสรรค์สื่อชาวบ้านดีเด่น (ฟ้อนสาวไหม)จาก ฯพณฯ พลเอก ประจวบ สุนทรางกูร รองนายกรัฐมนตรีประธานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงาน เยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ : ได้รับประกาศเกียรติคุณในฐานะเป็น “แม่คร” ของชมรมพื้นบ้านล้านนาจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๔๑ : ได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้มีผลงานดีเด่น จังหวัดเชียงรายด้านการฟ้อนสาวไหม จาก คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ : ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมด้านการแสดงฟ้อนสาวไหม จาก สถาบันราชภัฏเชียงราย พ.ศ. ๒๕๔๓ : ได้รับโล่เกียรติคุณ จากสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเป็นผู้มีจิตกุศล และสนับสนุน ช่วยเหลือฝึกสอนการฟ้อนรําโครงการกลุ่มสตรีวัยทอง
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑๔ พ.ศ. ๒๕๔๔ : ได้รับประกาศนียบัตร ในการสืบทอดและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย จากมหาวิทยาลัยแม่ ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๕๔๖ : ได้รับเกียรติบัตรจากวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ในการถ่ายทอดการแสดงพื้นบ้านภาคเหนือ (ฟ้อนสาวไหมต้นฉบับ) พ.ศ. ๒๕๔๖ : ได้รับเกียรติบัตร ในฐานะเป็นกรรมการ มหกรรมการประกวดดนตรีพื้นบ้านสะล้อ ซอ ซึ่ง เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษาบรมราชินีนาถ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พ.ศ. ๒๕๔๗ : ได้รับปริญญาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานาฏศิลป์และการละคร จากสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ เชียงราย พ.ศ. ๒๕๔๔ : ได้รับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคํา จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ : ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณเป็นผู้บําเพ็ญประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม สาขาศิลปะ จาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๓ : ได้รับรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทําคุณประโยชน์ด้านนันทนาการ ประเภทฟ้อนรําพื้นบ้าน กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๔ : ได้รับรางวัลราชมงคลสรรเสริญ สาขาศิลปะการแสดงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราช มงคลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. ๒๕๕๔ : ได้รับพระราชทานโล่ผู้ทําคุณประโยชน์ด้านนันทนาการ ประเภทฟ้อนรําพื้นบ้าน กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ พระตําหนักสวนกุหลาบ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๔ : ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติครภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ ๗ ด้านศิลปกรรม (การฟ้อนสาวไหม ต้นแบบ) จากกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๘ : ได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร ในฐานะผู้ทําคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ประเภทส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมมรดกไทย ทางพระพุทธศาสนา ของกรมส่งเสริม ศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เนื่องในสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ณ มณฑลพิธีท้อง สนามหลวง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๙ : ได้รับรางวัลเพชรราชภัฏ-เพชรล้านนา สาขาศิลปะการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านล้านนา จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ณ โรงแรมเมอร์เคียว จังหวัดเชียงใหม่ การทําคุณประโยชน์เพื่อสังคม นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ได้รับเชิญให้เป็นกรรมการตัดสินการฟ้อนสาวไหม และฟ้อนพื้นเมืองต่างๆ ในงานการกุศลของจังหวัดเชียงรายอย่างมากมาย เช่น พ.ศ. ๒๕๓๘ - ๒๕๔๒ : รองประธานกลุ่มพัฒนาสตรีชุมชนศรีทรายมูล พ.ศ. ๒๕๔๒ - ๒๕๕๐ : ประธานกลุ่มพัฒนาสตรีชุมชนศรีทรายมูล
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑๕ พ.ศ. ๒๕๔๘ : เป็นกรรมการประกวดมหกรรมดนตรีพื้นบ้าน สะล้อ ซอ ซึ่ง เฉลิมพระเกียรติ๗๒ พรรษา บรมราชินีนาถ พ.ศ. ๒๕๕๙ : เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตัดสินการแข่งขันดนตรีและนาฏศิลป์พื้นเมือง ของนักเรียน ประจําปี ๒๕๕๙ ระดับภาคเหนือ พ.ศ. ๒๕๕๐ : กรรมการประกวดการฟ้อนเล็บงานเทศกาลดอกไม้งาม ครั้งที่ ๓ องค์การบริหาร ส่วน จังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๕๕๑ : ที่ปรึกษาการทําผลงานทางวิชาการ รายวิชาศิลปะ (นาฏศิลป์) โรงเรียนเมืองเชียงราย พ.ศ. ๒๕๕๒ : กรรมการตัดสินการประกวดกิจกรรม ข่วงภูมิปัญญาล้านนาสล่าเชียงรายและวัฒนธรรมชน เผ่างานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ ๕ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๕๔๓ : สมาชิกกลุ่มสตรีวัยทอง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยการทําหน้าที่เป็นผู้สอน การแสดงพื้นบ้านล้านนาให้แก่กลุ่มสตรีวัยทอง ได้แก่ ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนแม่หญิงล้านนา รําวงพื้นบ้าน พ.ศ. ๒๕๕๔ - ปัจจุบัน : สมาชิกสภากาชาดไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ – ปัจจุบัน : สมาชิกกลุ่ม สตรีอาสารักษาดินแดน จังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๕๕๑ : เป็นแม่ครูต้นแบบศิลปะการฟ้อนสาวไหมแบบล้านนา เพื่อการจัดเก็บองค์ความรู้ในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ (Digital Lanna) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลล้านนา ปัจจุบันนางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ยังคง ถ่ายทอดความรู้ด้านการฟ้อนสาวไหม ฟ้อนเล็บ ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง และฟ้อนอื่นๆ ของล้านนา ทั้งที่บ้านและตามสถานศึกษาต่างๆ จากรุ่นสู่รุ่น อย่างไม่ว่างเว้น เนื่องจาก จะได้รับเชิญให้เป็น วิทยากรอยู่เสมอ และแม้กระทั่งที่บ้านยังมีผู้สนใจ มาเรียนอยู่ตลอด นางบัวเรียวจึง ตัดสินใจสร้าง อาคารเพื่อสอนศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนา แก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟ้อนสาวไหม ฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนแม่หญิงล้านนา เป็นต้น โดยการใช้ทุนส่วนตัว และสํานักงาน เทศบาลจังหวัดเชียงรายได้ให้ การสนับสนุนการจัดทําโครงการสนับสนุนด้าน งบประมาณ สํานักงาน วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ให้คําปรึกษาเรื่องการจัดทําแผนการสอนเจ้าหน้าที่ และนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ ฟ้าหลวง ในการให้ สนับสนุนจัดทําข้อมูล ด้วยความตั้งใจและอุทิศตน เพื่อศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาด้วย จิตวิญญาณ ของนางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ตลอดระยะเวลา กว่าห้าสิบปี นอกจากกลุ่มนักเรียนในจังหวัดเชียงราย แล้วยังมีนักศึกษาในระดับอุดมศึกษๆ อาจารย์ กลุ่มสตรี แม่บ้าน ต่างให้ความสนใจในการศึกษา การฟ้อนเล็บ ฟ้อนสาวไหมและฟ้อนพื้นบ้านล้านนา จากนางบัวเรียว อย่างต่อเนื่อง แม้ในยามค่ําคืน บ้านของนางนิ้วเรียวยังคลาคล่ําด้วยผู้สนใจ การฟ้อนพื้นบ้าน อบอวลด้วย เสียงดนตรี และการ สอนห้ฟ้อนของนางบัวเรียวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น นางบัวเรียวยังมีโครงการที่จะนํา กลุ่มช่างฟ้อนตาม เทศบาล โรงเรียนมหาวิทยาลัยร่วมกันฟ้อนพื้นบ้าน อย่างฟ้อนเทียน ฟ้อนเล็บ ฟอนสร้อย แแสงแดง ในงานเชียงรายดอกไม้งามของจังหวัดเชียงราย ในเดือนธันวาคมอีกด้วย
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑๖ นางบัวเรียวมีคติอยู่ว่า การที่จะยึดเอา ศิลปะฟ้อนรํามาเป็นอาชีพหลักเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต และ ครอบครัวยอมทําไม่ได้ เพราะเป็นเพียงแค่ ส่วนประกอบอันเล็กๆ อันหนึ่งของชีวิตและสัคม ถ้าเป็นอาหารก็คง เป็นเพียงแค่เครื่องปรุงแต่ง ให้มีรสชาติดีขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่เป็นอาหารหลัก แต่ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ มัน เหมือนกับขาดอะไร ไปอย่างหนึ่ง” ตลอดชีวิตของนางบัวเรียวตั้งแต่เติบโต จนถึงปัจจุบัน มีความผูกพันมุ่งมั่นในการสอน ศิลปวัฒนธรรม ล้านนา มุมานะพยายามปรับปรุง กระบวนท่าเหล่านี้จนเห็นว่าเหมาะสมและเป็น มาตรฐาน ทุ่มเทกําลังกาย กําลังใจ เผยแพร่ศิลปะ การแสดงของชาติ ด้วยจิตสาธารณะ จวบจน ปัจจุบันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี มีลูก ศิษย์ จากรุ่นสู่รุ่นไม่น้อยกว่า ๑๐๐ รุ่น กระจายอยู่ทั้ง ในประเทศและต่างประเทศ ถ้านับเป็นรายคนแล้ว ไม่ น้อยกว่า ๑,๐๐๐ คน ที่ตนเองได้เป็นผู้สอน โล่รางวัล/ความสำเร็จที่ภาคภูมิใจ คติ “เกิดเป็นมนุษย์ ต้อง ซื่อสัตย์ กตัญญู เมตตา และอดทน”
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑๗ นายมานพ ยาระณะ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-ร่างฟ้อน) พ.ศ. ๒๕๔๘
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑๘ ๒. นายมานพ ยาระณะ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-ร่างฟ้อน) พ.ศ. ๒๕๔๘ ประวัติ ชื่อ : นายมานพ นามสกุล : ยาระณะ อายุ : ๗๔ ปี เกิด : วันที่ ๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่จังหวัดเชียงใหม่ บิดาชื่อ : นายคําปัน ยาระณะ อาชีพรับราชการครู มารดาชื่อ : นางบัวเขียว ยาระณะ อาชีพ ค้าขาย ภรรยาชื่อ : นางสมัย ไชยวงศ์ มีบุตรสาว ๑ คน คือ นางสาวชลธาร ยาระณะ ประวัติการศึกษา พ.ศ. ๒๔๘๘ : จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนวัดศรีดอนไชย อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ประวัติการทํางาน พ.ศ. ๒๔๘๘ : ประกอบอาชีพครูสอนศิลปะการต่อสู้เชิง (การต่อสู้มือเปล่า) เชิงดาบ เชิงหอก และศิลปะ การชกมวยไทยในนามของค่าย พันศักดิ์สมัครเล่น พันศักดิ์ลูกชาวเหนือ และค่ายคล่อง ประชัน โดยไม่คิดค่าสอน : ประกอบอาชีพครูสอนศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา ศิลปะการแสดง เช่น การตีกลองชัย ยะมงคล กลองสะบัดชัยโบราณ กลองปู่จา (กลอง บูชา) กลองปู่เจ กลองมองเชิง (แบบราช สํานัก) กลองทิ้งข้อม กลอง ซึ้งหม้อง และศิลปะการฟ้อน เช่น การฟ้อนผางประทีป ฟ้อน เจิง (ฟ้อน เชิง) ฟ้อนดาบ ฟ้อนหอก ฟ้อนหลาว ฟ้อนสาวไหม (แมงเบิง) ฯลฯ โดย ใช้ลาน บ้านเป็นโรงเรียนมากว่า 50 ปีโดยไม่คิดค่าทําการสอน พ.ศ. ๒๕๕๐ : เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ของวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายมานพ ยาระณะ มีความสนใจและศึกษาศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนามาตั้งแต่เด็กจนมีความ เชี่ยวชาญ ศิลปะการฟ้อน ศิลปะการต่อสู้ การตีกลองสะบัดชัยโบราณ การตีกลองปู่จาการตีกลองปู่เจ๋ ดนตรี พื้นบ้านล้านนา และดนตรีไทย เป็นผู้ประดิษฐ์กระบวนท่าฟ้อนผางขึ้นใหม่จนเป็นแบบฉบับของการทําตํารา เรียนของวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ เป็นผู้มีความมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดภูมิปัญญาที่ตนเองมี อยู่ให้กับลูกหลาน เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสาน ศิลปะการแสดงล้านนาให้ยั่งยืนคงอยู่เป็นสมบัติ ของชาติ โดยเป็นผู้แสดงและ นําลูกศิษย์ไปแสดงในงานบุญประเพณีต่างๆ ที่หน่วยงานราชการและ เอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ ลําพูน ลําปาง
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๑๙ จัดขึ้นเป็นประจําทุกปี และยังให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษาตามสถาบันการศึกษา และสืบสานภูมิปัญญา ล้านนาที่บ้านของตนเอง เป็นเวลามากกว่า ๒๐ ปี โดยไม่มีการเรียกร้องค่าเล่าเรียนใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังให้ข้อมูลทางวิชาการด้านศิลปะ พื้นบ้านล้านนานําเสนอทางหนังสือ วีดิทัศน์ นายมานพ ยาระณะ เป็นผู้มีผลงานการแสดงที่โดดเด่น มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ตนเอง และเป็น ผู้ที่มีความเสียสละ จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสํานักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ เป็นศิลปิน ดีเด่นจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรางวัลเพชรล้านนาจากมหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงใหม่ และได้รับยกย่องเชิดชู เกียรติจากสภาการศึกษา เป็นครูภูมิปัญญารุ่นที่ ๓ จาก ผลงานและแนวทางที่ดําเนินชีวิตของนายมานพยา ระณะ ย่อมแสดงว่าเป็นบุคคลที่รักและหวงแหน ศิลปวัฒนธรรมและเป็นผู้เสียสละ มีความจริงใจถ่ายทอดองค์ ความรู้ที่ตนมีอยู่ให้กับลูกหลาน นายมานพ ยาระณะ จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะ การแสดง (การ แสดงพื้นบ้าน - ช่างฟ้อน) พุทธศักราช ๒๕๔๘ คติประจำตัว วิริเยน ทุกขจุเจติ - ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร คนเรานั้นเมื่อมีความมุ่งมั่นที่จะทําสิ่งใดแล้ว ก็ให้ตั้งใจเพื่อจะกระทําสิ่งนั้นให้สําเร็จลุล่วงไป สิ่งที่จะประคับประคองตนเองให้สมดังสิ่งที่มุ่งมั่นนั้น คือความเพียรพยายาม มานะ อดทน ความสําเร็จก็จักบังเกิดขึ้นแก่ตนเอง ดังที่ครูบาอาจารย์แต่อดีตได้พร่ำสอนไว้ว่า “ภูเขาสูงเทียมฟ้า หญ้ายังสูงกว่า แต่หาได้อยู่สูงกว่าคนไซร้ หากคนผู้นั้นมีความตั้งใจที่จะปีนขึ้นไปบนยอดภูเขา ด้วยความเพียรพยายาม แม้แต่หญ้าบนยอดภูเขาที่ว่าสูง ก็ยังอยู่ใต้ฝ่าเท้าของคนที่ปีนขึ้นไปด้วยความเพียรพยายาม จนประสบผลสําเร็จ” การสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชน นายมานพ ยาระณะ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “พ่อครูพัน” เป็นศิลปินที่สืบทอด ศิลปะการแสดง อัน เป็นภูมิปัญญาของบรรพชนล้านนามาตั้งแต่เด็ก อายุประมาณ 5 ขวบ มีความสนใจการฟ้อนดาบเป็นอันดับ แรก เพราะรู้สึกว่ามีความสวยงาม เข้มแข็ง หลังจากเห็นการแสดงของรุ่นพี่และพ่อครูที่นํามาแสดงในงานวัด เพราะวัดในแถบภาค เหนือเวลามีงานบุญประจําปี จะมีการแสดงของชาวบ้านละแวกนั้นและต่างบ้านมาแสดง
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๒๐ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา นายมานพ ยาระณะ เป็นเด็กที่มีความยึดมั่น ในพระรัตนตรัย ได้รับการปลูกฝังอุปนิสัยให้เข้าวัดทําบุญตั้งแต่เด็ก จึงชอบไปวัดบ่อยๆ ได้เข้าไปดูการแสดงฟ้อนดาบฟ้อนเชิง ของพ่อครูคํา ขุนพรหม และคณะศิษย์ที่แสดงได้ อย่างสวยงามจึงเกิดความสนใจและเข้าไปขอเป็นศิษย์ ได้ ฝึกฝนเรื่อยมาจนชํานาญ และ ได้ต่อเชิง (ท่าฟ้อนเชิง) กับครูรุ่นพี่ที่ร่ําเรียนวิชาการฟ้อนดาบฟ้อนเชิงมาด้วยกัน ต่อมา ของนายมานพซึ่งมีอาชีพรับราชการเป็นสรรพากรจังหวัดและเป็นศิลปินท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ในด้านนี้ ได้ เห็นความตั้งใจเป็นพิเศษของนายมานพจึงส่งเสริมชี้แนวทางการแสดงศิลปะ ล้านนาการฟ้อนให้ด้วย ผลงานสร้างสรรค์การแสดงล้านนา นายมานพ ยาระณะ มีเทคนิควิธีการสร้างผลงานการแสดงด้านศิลปะพื้นบ้าน ล้านนาที่โดดเด่น มี ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนเอง มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อวิถีแห่ง ประวัติศาสตร์ สภาพสังคม วัฒนธรรม พิธีกรรม มีผลงานสร้างสรรค์ ได้แก่ การฟ้อนดาบ มีผลงานการฟ้อนดาบที่มีความงดงามและได้รับการสืบทอด สูงสุดในล้านนาขณะนี้ มี ความแปลกใหม่ คือ มีการตบมะผาบ ๙ ท่า เป็นปฐมเบื้องต้น หลังจากตบมะผาบเป็นที่เรียบร้อย ก็จะมีการสํา ถึงครูบาอาจารย์ พระแม่ธรณี เทวดา ท่าฟ้อนดาบแต่ละท่านั้นมีความหมายตามลักษณะของนามธรรม สิ่งยึด เหนี่ยวจิตใจ และ สิ่งที่ถือว่าเป็นมงคลสามารถป้องกันภยันตรายได้ การฟ้อนหอก เป็นผู้ประดิษฐ์คิดท่าฟ้อนเป็นคนแรก แต่เดิมมีเพียงการฟ้อน อาวุธดาบเท่านั้น นาย มานพ ยาระณะ ได้นําเอาเชิงการฟ้อนดาบเข้ามาประยุกต์เป็นเชิง หอกที่งดงามอันเป็นแบบฉบับที่ทําให้การ ฟ้อนหอกเป็นที่แพร่หลายและรู้จักในวงกว้าง การฟ้อนเจิง (ฟ้อนเชิง) หมายถึง การฟ้อนที่ซ่อนศิลปะการต่อสู้ไว้ในตัว ที่ชี้ให้ เห็นชันเชิงลีลาการ ต่อสู้ที่มีเชิงการต่อสู้ทั้งรกและรับเป็นการฟ้อนที่มีจังหวะกลองหลาง เช่น กลองสะบัดชัยโบราณ กลองปู่เจ กลองชิงหม้อง เป็นต้น การฟ้อนเจิงของนายมานพ ยาระณะนั้น ได้สืบเนื่องมาจากการฟ้อนดาบ มีการฟ้อน วาดลวดลายเชิงมวยเหตุอย เห็นก่อน เป็นเชิงที่แสดงทั้งความน่าเกรงขาม และแสดงออกถึงวิถีชีวิตของ ชาวบ้านโดย เฉพาะเชิงสาวไหม แสดงถึงความแข็งกร้าวในตอนแรก และอ่อนหวานในภายหลัง เป็นการ แสดง ศิลปะที่สอดแทรกด้วยแนวคิดทางจริยธรรม การตีกลองสะบัดชัยโบราณ และ กลองชัยยะมงคล หมายถึง กลองพื้น เมืองดั้งเดิมของล้านนา ที่ เรียกกันตามภาษาเหนือว่า “กลองจัย” การตีกลองสะบัด แบบโบราณของนายมานพ ยาระณะ เกิดขึ้นจาก ความสนใจเป็นเบื้องต้น เพราะด้วยเป็น ผู้อยู่ใกล้ชิดพระพุทธศาสนาตั้งแต่วัยเด็ก จึงมีความคิดที่จะหัดตีกลอง ชัยยะมงคลและ กลองปู่จา (กลองบูชา) ที่พระสงฆ์สามเณรในวัดหลังจากเทศน์จบได้อย่างไพเราะ นายมานพ ยาระณะเป็นผู้ที่มีความสามารถในด้านการตีกลองสะบัดชัยโบราณและกลอง ชัยยะมงคลอย่างมาก เป็น บรมครด้านการตีกลองที่ยังรักษาวิธีการ ความหมาย ท่าทาง และจังหวะการตีที่คงเหลืออยู่ในปัจจุบันแต่เพียง ผู้เดียวเท่านั้น การตีกลองปู่เจ่ (กลองก้นยาว) นายมานพ ยาระณะ เป็นผู้ที่มีความสนใจใน ศิลปะการละเล่นและการ แสดงอันเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่โบราณในล้านนา ได้รับ การศึกษาการฟ้อนดาบฟ้อนเชิงจากพ่อครูคํา
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๒๑ ขุนพรหม จนชํานาญแล้วก็เข้ารับการฝึกหัด และเรียนการตีกลองปู่เจหรือกลองกันยาวจากพ่อครูใหม่ อภิบาล แห่งบ้านสันป่าข่อย และ พ่อครูพลแห่งบ้านแม่กะ การตีกลองปู่เจในปัจจุบันนั้น นายมานพล้วนแล้วเป็นผู้ ฝึกสอน ให้เพราะทํานองการตีกลองนี้เป็นทํานองที่เข้าใจยากและปฏิบัติได้ยาก จึงต้องฝึกสอน ให้ผู้ที่สนใจ อย่างมาก มีความรัก ความตั้งใจ กลองชัยยะมงคล และ กลองปู่จา (กลองบูชา) มีลักษณะคล้ายกัน แตกต่าง ตรงที่มีลูกตุบอยู่คนละข้าง กัน กลองชัยยะมงคลมีลูกตุบอยู่ด้านซ้ายของแม่กลอง กลอง ปู่จามีลูกตุบอยู่ด้านขวาของแม่กลอง กลองทั้ง สองแบบนี้จะตั้งอยู่บนค้างคือมีแท่นตั้งอยู่ กลองชัยยะมงคลยกออกจากแท่นวางมาใส่คานหามเรียก “กลอง สะบัดชัยโบราณ” กลองมองเชิง เป็นกลองทํานองช้า เป็นกลองที่ดีเพื่อความ สนุกสนานในการถวายทานผ้าป่า การทาน หลวงหรือปอยหลวง ที่ เคลื่อนย้ายได้ มีลักษณะเหมือนกลองปู่จา แต่เล็กกว่ามาก คล้องคอ แล้วตีหน้ากลอง ทั้ง ๒ หน้า ที่ใช้ตีประกอบวงเข้ากับวงฆ้อง และวงฉาบ นายมานพ ยาระณะเรียนการตีกลองมองเชิงกับครูรอด เป็นศิลปิน การแสดงในพระตําหนักดาราภิรมย์ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระราชชายาเธอใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ ๕ ต่อมาได้เป็นผู้เล่นเครื่องดนตรีในวงดนตรีปี่พาทย์ ล้านนาของ เจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ การตีฉาบ ล่อฉาบ เป็นศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งที่มีความ สําคัญกับวงกลองล้านนา โดยเฉพาะกลอง สะบัดชัยโบราณ นายมานพ ยาระณะ จึงมีความสนใจในการศึกษาการตีฉาบด้วยตั้งแต่ต้น เป็นผู้ ประดิษฐ์เชิง ท่าในการติฉาบ ล่อฉาบที่สวยงามมากเองทั้งหมด ซึ่ง เรียกเชิงท่าทางทั้งหมดว่า “เชิงกวางเหลียวเหล่า” ๑๕๕ การฟ้อนผาง (ผางประทีป) ผางประทีปหรือตะครัน เป็นภาชนะดินเผาประเภท ไม่เคลือบเนื้อเครื่อง ดิน ภายในบรรจุด้ายชนวนสําหรับจุดไฟ ที่เรียกว่า “ตีนกา” และใส่ ขี้ผึ้งบ้าง น้ํามันมะพร้าวบ้าง น้ํามันงาบ้าง ทั้งนี้แล้วแต่ความเชื่อ ความศรัทธาของผู้ที่จะ จุดผางประทีปเพื่อบูชาพระไตรรัตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถวายไว้ เป็นพุทธบูชาแด่องค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นายมานพ ยาระณะเป็นผู้ที่มีความใฝ่รู้ใฝ่เรียนเป็นอย่างยิ่ง และเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา ได้เห็นผู้คนนําเอาผางประทีปมาถวาย พระประธานในวิหารของวัด ก็มี ความคิดที่ว่า “เราเป็นผู้ฟ้อนเชิงมวย เชิงหอก เชิงดาบ อันเป็นสิ่งที่หนักเสมือนการมีพระเดช แต่ผางประทีป เป็นสิ่งมงคลที่ผู้คนนํามาถวายเพื่อ เป็นพุทธบูชาก็น่าจะนําเอาผางประทีปเหล่านี้มาฟ้อนเพื่อถวายเป็นพุทธ บูชาได้ โดย ประยุกต์วิชาความรู้เรื่องการฟ้อนต่างๆ เหล่านี้มาเป็นแบบอย่างในการฟ้อนผางประทีป เป็น
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๒๒ ลักษณะของการฟ้อนที่มาจากพื้นฐานของคุณงามความดี” ฟ้อนผางประทีป เป็นการ ฟ้อนของผู้หญิง แต่นาย มานพมีความคิดว่า ผู้ชายก็สามารถที่จะฟ้อนได้ เพื่อให้มีความ ละเอียดอ่อนช้อย มีสติ มีสมาธิที่แน่วแน่ ตั้งใจ และอ่อนน้อม ตามบุคลิกของการ ฟ้อนผางประทีป ได้ไปเรียนกับแม่อุ้ยปวน ซึ่งเป็นช่างฟ้อนชาวล้านนาเชื้อ สายไทลื้อและ พ่อครูคํา ขุนพรหม ต่อมาได้เป็นผู้ประดิษฐ์กระบวนท่าฟ้อนผางใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับ คติ ธรรมในพระพุทธศาสนา และให้เกิดความสวยงามยิ่งๆ ขึ้นไป จนเป็นแบบฉบับของ การทําตําราเรียนของ วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ผลงานการแสดง นายมานพ ยาระณะ เผยแพร่การแสดงศิลปะพื้นบ้านล้านนาให้เป็นประโยชน์ต่อ สาธารณะชนมานาน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้แก่ : แสดงศิลปพื้นบ้านล้านนา ศิลปะการฟ้อนดาบ และการตีกลองปู่เจ ถวาย หน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเสด็จพระราชดําเนินที่เชียงใหม่เป็น ครั้งแรก และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญให้เป็นที่ระลึก พ.ศ. ๒๔๙๕ : แสดงศิลปะการตีกลองสะบัดชัยแบบโบราณถวายหน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ในพิธีเปิดโรงพยาบาลแมคเคน พ.ศ. ๒๔๙๕ : ได้ร่วมกับอาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์ ดําเนินการฟื้นฟูศิลป วัฒนธรรมการตีกลองสะบัด ชัยแบบโบราณอีกครั้งหนึ่ง และทําการเผยแพร่ถ่ายทอดให้ กับประชาชนเชียงใหม่ นําไป แสดงในงานประเพณีต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย ในปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๓๗ : แสดงศิลปะการตีกลองสะบัดชัยแบบโบราณถวายหน้าพระที่นั่ง สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานเฉลิมฉลอง ๒๐ ปี มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ : นําลูกศิษย์เข้าร่วมกิจกรรมแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา ในงาน ประเพณีที่ชุมชนวัด สันป่าข่อย เป็นประจําทุกปี : เป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครู และแสดงศิลปวัฒนธรรมให้แก่ชมรมพื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชมรม พ.ศ. ๒๕๒๗ ถึงปัจจุบัน
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๒๓ : นําลูกศิษย์เข้าร่วมกิจกรรมแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา ในงาน ประเพณีประจำ จังหวัดเชียงใหม่ทุกครั้ง : เป็นผู้แสดงนําลูกศิษย์แสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนาถวายหน้าพระ ที่นั่งสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ พระที่นั่งทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัด นราธิวาส : เป็นผู้แสดง นําลูกศิษย์แสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนาถวายการรับเสด็จ พระบรม วงศานุวงศ์ทุกพระองค์ที่เสด็จพระราชดําเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจในภาคเหนือ ณ ท่า อากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ทุกครั้ง : เป็นผู้แสดง นําลูกศิษย์แสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนาถวายหน้าพระที่นั่ง สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ สวนพฤกษศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ อําเภอ แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ทุกครั้งที่เสด็จฯ : เป็นผู้แสดงนําลูกศิษย์แสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนาถวายหน้าพระที่นั่ง สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บนตําหนักภูพิงคราชนิเวศทุกครั้งที่เสด็จ พระราชดําเนิน แปรพระราชฐานประทับ ณ พระตําหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประจําทุก : เป็นผู้อุทิศตนเพื่อศิลปวัฒนธรรม เสียสละเวลาและนําลูกศิษย์เข้าร่วมแสดง ศิลปวัฒนธรรม ในงานบุญประเพณี ที่หน่วยงานและหน่วยราชการจังหวัดเชียงใหม่จัดขึ้น มาโดยตลอดเช่น งานประเพณีสงกรานต์ ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลจังหวัด เชียงใหม่ งานประเพณี สรงน้ําพระธาตุ และงานประเพณีต่างๆ ของชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ ลําพูน ลําปาง ร่วม อนุโมทนาบุญโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายขอแค่ให้มีรถมารับ มีอาหารเย็นให้รับประทานก็พอแล้ว : ได้ร่วมกับคณะดนตรีพื้นเมือง วัดสันป่าข่อย จัดตั้งวงดนตรีพื้นเมืองขึ้นและ นําคณะไป แสดงในงานต่างๆ เช่น งานการกุศลที่วัดจัดขึ้น
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๒๔ การถ่ายทอดผลงาน นายมานพ ยาระณะ นอกจากจะเป็นศิลปินพื้นบ้านล้านนาที่ร่วมแสดงในงาน วัฒนธรรมประเพณี ต่างๆ มาโดยตลอดแล้ว ยังมีบทบาทในการถ่ายทอดศิลปะพื้นบ้าน ล้านนาให้แก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไป ไม่เว้นแม้กระทั่งชาวต่าง ประเทศหลายๆ คน ที่มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ของท่านรวมไปถึงการ ได้รับเชิญเป็นวิทยากร และผู้ฝึกสอนในสถาบันการศึกษาหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งของรัฐและเอกชน โดยท่านเป็นผู้ที่สอนศิษย์และผู้สนใจมานานกว่า 50 ปี แม้ว่าท่านไม่ร่ํารวยด้วยทรัพย์สิน เงินทอง แต่ท่านก็ มากด้วยความเมตตากรุณา ตลอดจนมองโลกในแง่ดี ตั้งใจถ่ายทอด ความรู้ให้กับผู้ที่มาขอวิชาโดยไม่คิดค่าเล่า เรียนใดๆ ทั้งสิ้น ท่านได้จัดสอนบริเวณลาน หน้าบ้านเป็นประจําทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา ๑๗.๐๐ - ๒๐.00 น. และวันเสาร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๘.00 น. และในช่วงระยะเวลาปิดภาคเรียน หากมี นักเรียน นักศึกษามาที่บ้านก็จะทําการสอนให้อย่างสม่ําเสมอโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ - ปัจจุบัน และถ่ายทอดความรู้ทางศิลปะพื้นบ้านล้านนาตามสถานศึกษา วัด และหน่วยงานราชการ ต่างๆ มากมาย ดังนี้ : ฝึกสอนการตีกลองบูชาแบบโบราณของล้านนา ให้แก่บุคคลต่างๆ และ เยาวชนของอําเภอ แม่พริก จังหวัดลําปาง จนได้รับรางวัลชนะเลิศการตีกลองบูชาระดับ โลก ติดต่อกันถึง ๓ ปี : สอนศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา ให้แก่นักศึกษาและบุคคลากรของชมรม พื้นบ้านล้านนา สโมสร นักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย : สอนศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนาให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัด เชียงใหม่ โดยไม่คิด ค่าใช้จ่าย : สอนศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนาให้แก่นักศึกษา นักเรียน บุคลากร วิทยาลัย นาฏศิลป์เชียงใหม่ : สอนศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนาให้แก่นักศึกษา บุคลากร มหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงใหม่โดยไม่คิด ค่าใช้จ่าย : เป็นวิทยากรสอนศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนาให้แก่เยาวชนในหมู่บ้านศิลปาชีพ โครงการตามพระ ราชเสาวนีย์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ ศูนย์ ศิลปาชีพบางไทร จังหวัด พระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๕๔๒ : สอนศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนาให้แก่นายสุกิจ พรหมศิริ นักศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนสามารถได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทน นักศึกษาของประเทศไทย นําเอา ศิลปวัฒนธรรมล้านนาไปแสดงเผยแพร่ ณ ประเทศ เยอรมัน ในงานโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แห่งสหประชาชาติ ประจําภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก : สอนศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนาให้แก่นายเหมันต์ สุนทร นักศึกษา คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนเป็นผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จ พระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ให้เข้าเฝ้าฯ รับพระกระแสตรัสชมเชย และทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ติดตามเสด็จฯ และได้รับ การยกย่องเชิดชูเกียรติจากกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่งคงของมนุษย์ เป็น เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ สาขาศิลปวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๗
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๒๕ : ให้ข้อมูลความรู้ ถ่ายทอดและนําเสนอผลงานทางวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรม พื้นบ้านล้านนาชุด ต่างๆ ที่เกือบจะสูญหายไป นํามาสอนให้เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน เช่น การฟ้อนผาง ฟ้อนสาว ไหม ฟ้อนหอก ฟ้อนหลาว ฟ้อนดาบ ศิลปะการต่อสู้ ศิลปะ การตีกลองสะบัดชัยโบราณ กลองชัยยะ มงคล กลองปู่จา (กลองบูชา) กลองปู่เจ (กลอง ก้นยาว) กลองมองเชิง ศิลปะการฟ้อนนกยูงคํา เพื่อ เป็นการอนุรักษ์และสืบสาน ศิลปวัฒนธรรมของล้านนาให้ยั่งยืนคงอยู่เป็นสมบัติของชาติสืบไป การเผยแพร่ข้อมูลการแสดงพื้นบ้านล้านนา : ในบทความเรื่อง “แก้วเมือง แสงเมือง” ของจดหมายข่าว “ร่มพยอม” สํานักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน้า 4-00 ปีที่ 9 ฉบับที่ ๔ ตุลาคม ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ : ในบทความเรื่อง “ศิลปวัฒนธรรม” ของหนังสือพิมพ์ “อ่างแก้ว” ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะ มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน้า ๑๗ ฉบับพิเศษ วันพระราชทานปริญญาบัตร วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๓ : ในบทความเรื่อง “มองผ่านวัฒนธรรม” ของสื่อสิ่งพิมพ์ “ช่อบุนนาค ริมฝั่ง แม่คาว สายน้ําแห่ง ความรู้ของมวลชน” มหาวิทยาลัยพายัพ หน้า 5 - ๗ ฉบับวันจันทร์ที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒ : ในรายการ “คนค้นคน” ช่อง ๙ อ.ส.ม.ท. วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ - ในบทความ “ภูมิ ปัญญาพื้นบ้าน” ของโรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับวัน Saturday, April 6, 2002
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๒๖ นางสมพันธ์ โชตนา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์พื้นเมืองล้านนา) พ.ศ. ๒๕๔๒
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๒๗ ๓. นางสมพันธ์ โชตนา ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์พื้นเมืองล้านนา) พ.ศ. ๒๕๔๒ ประวัติ ชื่อ : นางสมพันธ์ นามสกุล : โชตนา อายุ : ๗๔ ปี เกิด : วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๔ ที่คุ้มเจ้าหลวงนครเชียงใหม่ บิดาชื่อ : นายหลวง ดวงสิงห์ มารดาชื่อ : นางคําป้อ ดวงสิงห์ บุตรบุญธรรม : เจ้าบัวทิพย์ ธิดาเจ้าแก้วนวรัฐ นางสมพันธ์ โชตนา เข้ารับการฝึกอบรมนาฏศิลป์ในคุ้ม เจ้าหลวงนครเชียงใหม่ เมื่ออายุ ๙ ปี โดยหัด เป็นตัวพระกับครูหม่อมแส ณ เชียงใหม่ ครูละมุล ยมะคุปต์ แม่ครูเผื่อน วรศิลป์ฯ แสดงละครรําเป็นตัวพระ และตัวพ่อ ในละครเรื่อง ไชยเชษฐ์ คาวี, สุวรรณหงส์ ฯลฯ ต่อมาได้ตั้งคณะ ช่างฟ้อน และคิดประดิษฐ์ท่าเต้น ของชาวเขา เป็นระบําชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ปรับปรุงท่ารําชุดพื้นเมืองภาคเหนือให้แก่วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ได้แก่ ชุด รําไทยเขิน, ฟ้อนวี, ฟ้อนกมผัด, ฟ้อนนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นผู้สืบสาน พัฒนานาฏศิลป์ พื้นเมืองชุดล้านนาให้ดํารงอยู่ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง ของสังคม เคยได้รับเชิดชูเกียรติเป็นผู้มี ผลงานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น และผู้ อนุรักษ์มรดกไทยด้านการอนุรักษ์ดนตรีและการแสดงพื้นเมือง ในงาน อนุรักษ์ มรดกไทยจังหวัดเชียงใหม่ นางสมพันธ์ โชตนา จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์พื้นเมืองล้านนา) ประจําปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ นางสมพันธ์ โชตนา โรงเรียนนาฏศิลป์เชียงใหม่ (ต่อมาเป็นวิทยาลัยและสถาบันราช มงคล) ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ ถูก ระงับจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๗ เริ่มใหม่ แต่ติดขัดหลายอย่างจนถึง พ.ศ. ๒๕๑๔ จึงเปิดดําเนินการได้สําเร็จ นอกจาก อธิบดีกรมศิลปากร (นายเชื้อสารมาน)และอธิการบดีมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ (ศาสตราจารย์ ดร.บัวเรศ คําทอง) ฯลฯ จะช่วยเป็นกําลัง สนับสนุนแล้ว บุคคลสําคัญของเชียงใหม่ที่เป็นหัวแรงดุจเสาหลักของ โรงเรียนฐานะครู พิเศษของโรงเรียน ๓ ท่าน คือ เจ้าเครือแก้ว ณ เชียงใหม่ สอนขับร้องเพลงพื้นเมือง เจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ สอนดนตรีพื้นเมือง นางสมพันธ์ โชตนา สอนฟ้อนเมือง ฯลฯ
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๒๘ ฟ้อนเมือง หมายถึง ฟ้อนพื้นบ้านที่มีการปรับเปลี่ยนท่าฟ้อน โดยนําลีลาท่าฟ้อนเชิง (ลาย) เข้าไป ผสมผสานกับท่าฟ้อนรํา ทั้งนี้ เพราะฟ้อนเมืองเป็นการฟ้อนพื้นบ้านในล้านนา เรียกเต็มๆ ว่า ฟ้อนเมือง กลาย ลาย (อ่านออกเสียงว่า ฟ้อนเมืองกํายลาย) กลายหรือย หมายถึงการปรับเปลี่ยน เลีลาท่าฟ้อน) และลายมี ความหมายเช่น เดียวกับคําว่า เชิง ในที่นี้หมายถึงลีลาการร่ายรํา ซึ่งเป็นส่วนประกอบ หนึ่งในศิลปะการต่อสู้ ป้องกันตัวของชาวล้านนา เมื่อกลายลายสันนิษฐานว่าน่าจะกําเนิดมาจากการฟ้อนอัน เกิดจากความปีติยินดีของชาวบ้านใน โอกาสงานบุญ ฟ้อนน้ําขบวนแห่ ครัวทานเข้าวัด ในขณะแห่ครัวทาน (เครื่องไทยทาน) ผู้ที่ชอบฟ้อนก็จะ ฟ้อน เต็มที่ ส่วนคนอื่น ๆ ที่ฟ้อนพื้นเมืองก็จะถูกขอร้องให้ฟ้อนร่วม ขบวนด้วย คุณแม่ครูสมพันธ์ โชตนา เกิดในคุ้มเจ้าหลวงนครเชียงใหม่ สมัยเจ้าแก้วนวรัฐ (ตลาดเทศบาลเชียงใหม่ ปัจจุบัน) เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน (หนังสือศิลปินแห่งชาติ ๒๖๕๒) หรือเมษายน (หนังสือ สารานุกรมไทย ภาคเหนือ) พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นบุตรนายหลวง และนาง คําป้อ ดวงสิงห์ เมื่ออายุได้ ๓ เดือน เจ้าบัวทิพย์ ธิดาเจ้า แก้วนวรัฐ ขอ ไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม จึงอยู่ในคุ้มเจ้าหลวงเชียงใหม่ (เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙ หรือองค์สุดท้าย) มาโดยตลอด จน ได้แต่งงานกับนายทิม โชตนา มีบุตรด้วยกัน ๑ คน การศึกษาเบื้องต้น เริ่มเรียนอนุบาล ที่โรงเรียนดาราเหนือ (โรงเรียนพระราช ชายา) เชิงสะพานนวรัฐ (ปัจจุบันเป็น พื้นที่ส่วนหนึ่งในคริสต์จักรที่ ๑) ถึงชั้น ประถมปีที่ ๑ ย้ายมาอยู่โรงเรียนคํา เที่ยงอนุสรณ์ จบชั้น ประถมปีที่ ๓ จึง เริ่มเรียนฟ้อนรําในคุ้มหลวง โดยไม่ได้เรียนหนังสืออีก ได้รับการสอนขั้นต้น ด้านนาฏศิลป์จาก ครูหลง บุญหลง ครูเอกแห่งคุ้มเจ้าหลวงแก้วนวรัฐ ซึ่งเป็นครูมาจากภาคกลาง และต่อมาได้รับการสอนฟ้อน ต่าง ๆ จาก ครูละครคนสําคัญ ๆ ของเชียงใหม่ เช่น หม่อมแส ณ เชียงใหม่ (ชายา ของเจ้าแก้วนวรัฐ) ครูลมูล ยมะคุปต์ แม่ครูเผื่อน วรศิลป์ แม่ครูพัน แม่ครูตุ้ย แม่ครูวงศ์ ฯลฯ สิ่งที่ท่านได้รับการสอนมีทั้งฟ้อนภาคกลาง ภาคเหนือ ละครรํา ตอนแรกหัดเป็นตัวพระ เมื่อมีความชํานาญได้แสดง เป็นพระเอกในเรื่องละครรําต่าง ๆ ตลอดจนเป็นตัวพ่อในละครเรื่อง ราชาธิราช คาวี ไชยเชษฐ์ สุวรรณหงส์ พระสมุทร์ นอกจากนี้ยังได้ฝึกหัดละครร้องแบบปรีดาลัยจากครูกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ เช่น ครูละม่อม ครูฤดี ครู เลื่อน (แม่เลื่อน) ได้มีโอกาสแสดง ละครร้องเรื่อง สาวเครือฟ้า โดยได้รับเลือกให้แสดงเป็นตัวนายร้อยตรี พร้อมหนุ่มกรุงเทพฯ ที่ไปผูกรักกับสาวเครื่อฟ้า แห่งเชียงใหม่ เป็น นิยายรักสะเทือนใจ ท่านได้รับการฝึกสอนจากท่านผู้มีชื่อเสียงดังกล่าว และอื่น ๆ จนเชี่ยวชาญด้านการฟ้อนรํา สําเร็จ การศึกษาด้านนี้อย่างน่าพอใจ (สมบูรณ์) เมื่ออายุประมาณ ๒๐ ปีเศษ ๆ ท่านได้ทําหน้าที่สืบต่อใน เรื่อง นาฏศิลป์ต่าง ๆ โดยเฉพาะของล้านนา ได้แก่ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนม่านมุ่ยเชียงตา ฟ้อนน้อยไชยา ระบํา ซอ (ระบํามูเซอร์) ฟ้อนเงี้ยว และมีการประดิษฐ์ท่ารําขึ้นใหม่ ๆ เช่น ระบําของชาวเขา เมื่อจบการศึกษาด้านนาฏศิลป์จากคุ้มหลวงเจ้าแก้วนวรัฐแล้ว ท่านได้ออกมาเปิดการสอนศิลปะด้านนี้ อยู่ที่โรงเรียนเตรียมปรินส์ดารา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ (อายุ ๒๐ เศษ ๆ) ได้ประมาณ ๑ ปี ได้ พบกับนาย ทิม โชตนา ซึ่งรับราชการในจังหวัดเชียงใหม่ จึงหยุดการ สอนนาฏศิลป์ชั่วคราวมาช่วยราชการเป็นผู้ดูแลเรื่อง การจัดแสดงศิลปะ พื้นบ้านล้านนาในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยี่ยมเชียงใหม่
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๒๙ ในช่วงสงครามโลก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในกรุงเทพฯ หยุดทําการสอน แต่ไปเปิดที่เชียงให ม่ เรียกว่า โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เชียงใหม่ ท่านได้ไปช่วยสอนศิลปะฟ้อนรําอยู่ระยะหนึ่ง เนื่องจากคุณทิม (ดํารงตําแหน่งนายช่างเขตการทาง) เป็น บุคคลสนใจและให้การสนับสนุนด้านศิลปะ การฟ้อนรํา จึงได้ตั้งคณะ ช่างฟ้อนของตนเองขึ้น เมื่อมีอาคันตุกะต่างบ้านต่างเมืองมาเยือน ก็ มักจะจัดให้มี การแสดงต้อนรับเสมอ โดยนําการฟ้อนที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวโปรด ให้ครู ละครฟ้อนรําภาคเหนือประดิษฐ์ขึ้นนํามาแสดงเผยแพร่เป็นการถ่ายทอด ให้เห็น วัฒนธรรมล้านนา (ชาวเหนือ) ให้กว้างขวางออกไป ผู้ดูแลจัดการ ต่าง ๆ ในเรื่องนี้ได้เรียบร้อยงดงาม คือ คุณ แม่ครูสมพันธ์ โชตนา นั้นเอง เนื่องจากคุณทิม สามีเป็นนายช่างทาง ต้องออกตระเวนดูแล ถนนหนทางไปตามที่ต่าง ๆ ในชนบทป่า เขา ทําให้คุณแม่ครูสมพันธ์ บางครั้งมีโอกาสติดตามไปพบปะ ชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ เกิดแรง บันดาลใจนําเอา ท่าเต้นของชาว เขามาประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เกิดเป็นระบําชาวเขานอกเหนือจากการ ฟ้อนรําในคุ้มหลวง เมื่อเกิดโรงเรียนนาฏศิลป์ของกรมศิลปากร ที่เชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยมีวัตถุประสงค์จะอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมในราชสํานักล้าน นาไว้ ท่านได้รับเชิญไปสอนการฟ้อนรําแก่นักเรียนนักศึกษา ตลอดจน ครู อาจารย์ผู้สนใจ ท่านได้นําท่าฟ้อนเมือง (ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน) แบบ คุ้มหลวง ฟ้อนม่านม้ยเชียงตา (ฟ้อนกํา เบื้อ) ระบําซอ (ระบํามูเซอ) ฟ้อนโยคีถวายไฟ ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนน้อยใจยา ฟ้อนม่านมุ่ยเชียงตา (คู่ ชายหญิง) ฟ้อนม่านแม่เล้ และระบําชาวเขาที่ประดิษฐ์ขึ้นนํามา ถ่ายทอดให้ครูผู้สอนนาฏศิลป์ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป จน เผยแพร่เป็นที่นิยมยกย่องมาจนทุกวันนี้ คุณแม่ครูสมพันธ์ เป็นผู้ซึ่งถือว่าได้รับการถ่ายทอดศิลปะ นาฏศิลป์จากคุ้มหลวงนครเชียงใหม่เป็นรุ่น สุดท้าย มีความรู้ความ สามารถจดจําเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่าง ๆ สมัยเจ้าแก้วนวรัฐอย่าง ละเอียดลออ แม่นยําดี อีกทั้งเป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่สามารถสอน นาฏศิลป์แบบคุ้มหลวงได้ดีที่สุดในขณะนี้ จนได้รับยก ย่องเป็นที่ ปรึกษาด้านศิลปะพื้นบ้านล้านนาในแขนงนี้แก่สถาบันการศึกษาทุก ระดับในล้านนา เป็นที่ยอมรับ อย่างสูงโดยทั่วไป ผลงานสําคัญ : เป็นที่ปรึกษาและปรับปรุงท่ารําชุดพื้นเมืองล้านนาให้วิทยาลัย นาฏศิลป์เชียงใหม่ เช่น รําไทยเขิน ฟ้อนวี ฟ้อนกมผัด ฟ้อนนพบุรีศรี นครพิงค์เชียงใหม่ ในโอกาสฉลองนครเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๓๐ : คิดประดิษฐ์ท่าเต้นของชาวเขามาเป็นระบํา เช่น ระบําชาวเขา เผ่าลีซอ เผ่าอาข่า (อีก้อ) และระบํา ผสมผสานระหว่างลีซอกับอาข่า : จัดการฟ้อนรับเสด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่ง มาเลเซีย สมเด็จพระราชาธิบดีและ สมเด็จพระราชินีแห่งสเปน เจ้าฟ้า ชายชาร์ล และเจ้าหญิงแห่งเวลล์ ฟ้อนต้อนรับผู้สําเร็จราชการ แทน พระองค์ สมเด็จพระราชินีนาถ อลิซาเบธที่ ๒ แห่งแคนาดา ตลอดจน ฯพณฯ หนูฮัก พูม สะหวัน และภรรยา จากประเทศลาว ฯลฯ : เข้าร่วมแสดงในงานต่าง ๆ เช่น ฟ้อนถวายหน้าพระที่นั่งใน บายศรีทูนพระขวัญสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาส ทรงมีพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ใน พ.ศ. ๒๕๓๕ ณ บริเวณสนามหน้า ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ การแสดงนาฏศิลป์ ๔ ภาค ในพิธีเปิด-ปิด งานกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๓ การแสดงในงานสายใจไทย ที่โรงแรม ปางสวนแก้ว เชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๗ ฯลฯ : งานสอน - วิทยากร เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเกี่ยวกับศิลปะ พื้นเมืองภาคเหนือ ให้แก่ สถาบันการศึกษาในเชียงใหม่ และใกล้เคียง ได้รับเชิญไป สอนการแสดงพื้นเมืองล้านนา เมืองเหนือ) แก่ข้าราชบริพาร ฝ่ายใน ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทุกครั้งที่เสด็จฯ เชียงใหม่ รับ เชิญไปสอนเจ้านาย ฝ่ายเหนือในโอกาสแสดงงานสําคัญของเชียงใหม่ เป็นผู้สอนและฝึก ซ้อม นาฏศิลป์พื้นเมือง ภาคเหนือเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่การแสดงทั้ง ในและต่างประเทศ อีกทั้งได้รับ เกียรติเป็นที่ปรึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม เกี่ยวกับการแสดงพื้นเมืองของหน่วยศึกษานิเทศก์กรม สามัญศึกษา เขต การศึกษา ๘ (เชียงใหม่เป็นที่ทําการ) ร่วมงานฉลองครบรอบ ๑๒๐ ปี พระ ราช ชายาเจ้าดารารัศมี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ : เป็นกรรมการตัดสินการประกวดการแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ ทุก ๆ งาน : เกียรติคุณที่ได้รับมีมากเช่นได้รับโล่เชิดชูเกียรติคุณผู้มีผลงานดี เด่นด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น สาขา ศิลปะการแสดง จากศูนย์วัฒนธรรม เชียงใหม่ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ (ในอดีตคือโรงเรียนฝึกหัดครู วิทยาลัย ครูเชียงใหม่) ใน พ.ศ. ๒๕๓๕ : ได้รับมอบเข็มเกียรติคุณวันอนุรักษ์มรดกไทย ผู้มีผลงานดีเด่น การอนุรักษ์ด้านดนตรีและการแสดง พื้นเมืองในงานอนุรักษ์มรดกไทย จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๗ : ได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติจากคณะกรรมการวัฒนธรรม แห่งชาติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์พื้น เมืองล้านนา) เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๒
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๓๑ นายคำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-ช่างฟ้อน) พ.ศ. ๒๕๓๕
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๓๒ ๔. นายคำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-ช่างฟ้อน) พ.ศ. ๒๕๓๕ ประวัติ ชื่อ : นายคำ นามสกุล : กาไวย์ อายุ : ๘๖ ปี เกิด : วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ที่ จ.เชียงใหม่ บิดาชื่อ : นายอ้าย กาไวย์ มารดาชื่อ : นางแก้ว เรือนมูล มีพี่น้องทั้งหมด ๖ คน ภรรยาชื่อ : นางคํา สวนหมาก บุตรชายหญิงรวม ๔ คน เป็นชาย ๒ คน หญิง 5 คน นายคำ กาไวย์เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ ณ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุคคลที่ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สืบสานพัฒนาสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาด้วยความรัก และทุ่มเทจน เป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไปว่าเป็นศิลปินที่มีความเชี่ยวชาญอย่างสูง ยิ่งในด้านการฟ้อนรำแบบพื้นบ้าน ล้านนา นายคำ กาไวย์ นอกจากเป็นศิลปินที่เชี่ยวชาญในการฟ้อนรำพื้นบ้านล้านนาแล้ว ยังมีความเชี่ยวชาญ ในด้านการตีกลองสะบัดชัย กลองปูเจ และยังมีความคิดสร้างสรรค์ประดิษฐ์กระบวนฟ้อนรำแบบล้านที่มี ชื่อเสียงหลายชุด เช่น ฟ้อนสาวไหมชาย-หญิง ฟ้อนเครื่องเขิน ฟ้อนวี ฟ้อนดาบ ตามคำพรรณนาในมหาชาติ ฉบับสร้อยสังกรณ์ฯ เป็นศิลปินที่ได้รับการยกย่องสูงเด่นของล้านนา นายคำ กาไวย์ จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดง พื้นบ้าน-ช่างฟ้อน) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ นายคํา กาไวย์เมื่อจบชั้นประโยคประถมศึกษาแล้ว ไม่ได้เรียนต่อ จึงไปรับจ้าง ทํานาอยู่ที่บ้านบ่อ หมู่ที่ ๑๒ เป็นเวลา ๑ ปี จากนั้นจึงกลับมาเป็นลูกจ้างญาติซึ่งมีศักดิ์ เป็นพี่เขยอีก ๑ ปี เริ่มเป็นหนุ่มได้ออก ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ ได้พบเห็นการแสดง พื้นเมืองล้านนาตามงานปอยมากมาย แต่ที่สนใจเป็นพิเศษ คือ “การตีกลองสะบัดชัย” พยายามที่จะสมัครเข้าฝึกหัดกับคณะนั้น ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาส จวบจนกระทั่งเจ้า อาวาสวัด เอรัญทวัน (บุญปั้น ไม่ทราบฉายา) มีดําริจะตั้งคณะศรัทธาช่างฟ้อน - ดนตรีประจําวัดขึ้น เพื่อให้ เทียมหน้ากับวัดอื่น ๆ จึงปรึกษาหารือกับคณะกรรมการวัด เมื่อตกลงกันเป็นที่ เรียบร้อยแล้ว จึงได้ไปว่าจ้าง คนบ้านหนองหวาย อําเภอสันป่าตอง มาสอนการตีกลอง สะบัดชัยให้กับสามเณร ขะโยมวัด (ศิษย์วัด) และ ชาวบ้านในคณะศรัทธาวัด โดยเรียก เก็บเงินจากผู้มาเรียนเป็นรายตัว นายคําฯ ได้แต่ไปแอบดูและจดจําวิธีการ ไว้เท่านั้น ไม่ อาจจะเข้าร่วมเรียนด้วยได้ เพราะไม่มีเงินเสียให้เขานั่นเอง
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๓๓ ต่อมา คนเหล่านั้นได้แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพและสึกลาเพศไปหมดทําให้ คณะศรัทธาฯ ขาด คนตีกลองประจําไป เมื่อจะไปร่วมงานปอยที่ใดก็ลําบาก เพราะ ขาดช่างฟ้อนดนตรีประจําวัด เจ้าอาวาสวัด เอรัญทวัญองค์ใหม่ (อุทา อุตมปัญโญ) จึง แก้ไขปัญหาด้วยการรับสมัครคนที่มีความสามารถมาทําหน้าที่แทน ปรากฏว่า มีคนมา สมัครกันหลายคน จึงต้องมีการคัดเลือก นายคําฯ ได้สมัครกับเขาด้วย สามารถผ่านการ สอบคัดเลือก กลายเป็นคนตีกลองประจําศรัทธาวัดเอรัญทวันไป เมื่อมีงานปอย งาน ปีใหม่ (สงกรานต์) หรือ งานมงคลใด ๆ จะต้องไปร่วมแสดงด้วยทุกครั้ง ปรากฏว่า เป็น ที่น่าพอใจของผู้ชมทั่วไปเป็นอย่าง มาก จนกระทั่งผู้ใหญ่บ้าน (สมัยนั้น) คือ นายอ้วน ชมพูทีป เห็นว่าพอจะนําไปอวดเพื่อนบ้านต่างตําบลได้ พอดีตรง กับวันปีใหม่ (สงกรานต์) จึงพาคณะศรัทธาวัดเอรัญทวันไปดําหัว (รดน้ํา) นายอําเภอหางดงสมัยนั้นคือ นาย ชาญชัย พุ่มพฤกษ์ ต่อมา นายคํานวน ธรรมหโรจน์ นายอําเภอคนใหม่ย้ายมา เห็นว่า การแสดงชุดนี้น่าชม จึง นําขบวนไปรดน้ําดําหัวผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่า เป็นที่พอใจกันทั่วหน้า เป็นเหตุให้ถูกจังหวัด เรียกไปแสดงในงานรับแขกบ้านแขกเมือง เป็นสิบ ๆ ครั้งจนจําไม่ได้ ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๔ นายชาญ สิโรรส ได้จัดการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนา ด้านฟ้อนรํา ดนตรี ขึ้น และจัดให้มีการประกวดศิลปะพื้นเมืองแบบต่างๆ ขึ้น ณ พุทธสถาน กลางเมืองเชียงใหม่ นายคําฯ และ คณะศรัทธาวัดเอรัญทวันได้สมัครเข้าประกวดด้วย ปรากฏว่า การตีกลองสะบัดชัยของนายคําฯ ได้รับรางวัลที่ ๑ จากนั้นได้พยายามศึกษา หาความรู้เพิ่มเติมทางด้านอื่นมาประกอบ และพุ่งความสนใจไปที่การแสดง “ฟ้อน ดาบ” เพราะเห็นเขาฟ้อน ในงานบวชลูกแก้ว (บวชเณร) มาตั้งแต่เด็ก มีความประทับใจการ แสดงชุดนี้มาก จึง ไปขอฝึกกับผู้รู้ในละแวกใกล้เคียง ครั้นศึกษาไปนานเข้า มีคนแนะนําว่า ถ้าจะให้ดีต้องไปศึกษากับพวกไทย ใหญ่ เพราะท่าทางและชั้นเชิงของไทยใหญ่ดีกว่า ลึกซึ้งกว่าของเชียงใหม่ โดยเฉพาะเชิงดาบของแสนหวี ใน ที่สุดได้ไปสมัครตัวเป็นศิษย์ ครูดาบชาวไทยใหญ่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินเป็นค่าสมนาคุณครู ต้อง เอา แรงงานเข้าแลก ฝึกหัดเรียนอยู่เดือนเศษ ระหว่างที่อาศัยอยู่กับชาวไทยใหญ่ที่จังหวัด แม่ฮ่องสอน ได้มี โอกาสชมการแสดงชนิดหนึ่งของชาวไทยใหญ่ มีชื่อว่า “มองเชิง” เป็น การแสดงที่สนุกสนานครื้นเครง พอสมควร จึงจําวิธีการแสดงไว้ ครั้นกลับมาถึงบ้านหางดง ได้เล่าให้เจ้าอาวาสวัดเอรัญทวันฟัง และขอร้องให้ หาเครื่องดนตรีที่ใช้ ประกอบการแสดงทั้งฟ้อนดาบและมองเชิง เป็นเหตุให้คณะศรัทธาวัด เอรัญทวันมีการแสดงมากมายหลายชุด
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๓๔ เช่น กลองสะบัดชัย ฟ้อนดาบ มองเชิง และ ฟ้อนเมือง เลื่องลือไป จนมีคนมาจ้างไปแสดงในงานต่างๆ มากมาย และมีการ แสดงครั้งหนึ่งที่นายคํา กาไวย์มีความภูมิใจมากที่สุด คือ การแสดงถวายหน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบัน เมื่อคราวต้อนรับพระราชอาคันตุกะ กษัตราธิราชแห่งกรุง เดนมาร์ก ที่น้ําตกแม่สา นายคํา กาไวย์ เคยเดินทางไปแสดงความสามารถทางด้านการตีกลอง และ ฟ้อนรําแบบพื้นบ้าน ล้านนา ๓ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ ประเทศอิตาลี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ครั้งที่ ๒ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ครั้งที่ ๓ ประเทศมาเลเซีย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ นอกจากนั้นยังได้รับเชิญจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไป บรรยายเป็นอาจารย์พิเศษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน นายคํา กาไวย์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ประดิษฐ์กระบวนฟ้อนรําแบบ ล้านนาขึ้นมาหลายชุด ได้แก่ ฟ้อนสาวไหมชาย - หญิง ฟ้อนเครื่องเขิน ฟ้อน ฟ้อนดาบ ตามคําพรรณนาในมหาชาติฉบับสร้อยสังกรณ์ ปัจจุบันนายคํา กาไวย์ เป็นลูกจ้างประจําวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ กรม ศิลปากร มีหน้าที่สอน วิชาศิลปะพื้นเมืองล้านนา ประเภทฟ้อนดาบ กลองสะบัดชัย กลองปูเจ (กลองก้นยาว) และมองเชิง อยู่ บ้านเลขที่ ๑๐๑ หมู่ที่ ๑๓ ตําบลแพะขวาง อําเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ จากประวัติชีวิตและผลงานดังกล่าว คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจึง ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ นาย คํา กาไวย์ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน ช่างฟ้อน) เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๕
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๓๕ นายสนั่น ธรรมธิ ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญาเป็นเลิศด้านศิลปะ สาขาศิลปะการแสดง (ฟ้อนดาบ-ฟ้อนเชิง) พ.ศ. ๒๕๔๗
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๓๖ ๕. นายสนั่น ธรรมธิ ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญาเป็นเลิศด้านศิลปะ สาขาศิลปะการแสดง (ฟ้อนดาบ-ฟ้อนเชิง) พ.ศ. ๒๕๔๗ ประวัติ ชื่อ : นายสนั่น นามสกุล : ธรรมธิ อายุ : ๖๑ ปี เกิด : วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ จังหวัดเชียงใหม่ บิดาชื่อ : นายอินศวร ธรรมธิ มารดาชื่อ : นางต่อม ธรรมธิ พี่น้อง ๕ คน ได้แก่ ๑. นายสนั่น ธรรมธิ ๒. นายมารุต ธรรมธิ ๓. นางมาลี มิ่งสกุล ๔. นายบัลลังค์ ธรรมธิ ๕. นายสุรัตน์ ธรรมธิ ภรรยาชื่อ : นางสายสม ธรรมธิ (แก้วหล้า) มีบุตร ๒ คน ได้แก่ ๑.ธนาพิชญ์ ธรรมธิ ๒.ชญานิธิ ธรรมธิ ที่อยู่ปัจจุบัน : บ้านเลขที่ ๑๔๒ หมู่ ๔ ตำบลสุเทพ อำเภอมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๒๐๐ โทรศัพท์ ๐๕๓ ๘๐๔ ๘๖๐ ประวัติการศึกษา พ.ศ. ๒๕๑๓ : ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแช่ช้างเทพนากุล อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๙ : ประถมศึกษาปีที่ 7 โรงเรียนวิทิตธรรมคุณอุปถัมภ์ อำเภองาว จังหวัดลำปาง พ.ศ. ๒๕๒๒ : มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนธรรมราชศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๔ : มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๒๘ : ศึกษาศาสตรบัณฑิต (มัธยมศึกษา, ภาษาไทย) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๘ : ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ภาษาและวรรณกรรมล้านนา) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๓๗ ประวัติการทำงาน หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายสนั่น ธรรมธิได้เข้าทำงานใน โครงการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานล้านนา ตำแหน่งนักวิจัยของโครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยออกปฏิบัติงานดังกล่าวทำให้ได้มีโอกาสศึกษาตำราโบราณล้านนา อันเป็นขุมทรัพย์ ทางภูมิปัญญาทุกสาขา อีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความรู้ทางศิลปวัฒนธรรมกับบุคลากรในท้องถิ่นต่าง ควบคู่ไป กับการฟื้นฟูเผยแพร่ศิลปการแสดงพื้นบ้านแก่กลุ่มหนุ่มสาวและเยาวชนในท้องถิ่น ผลจากการปฏิบัติงานครั้ง นั้น ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวเอาข้อมูลด้านศิลปนาฏศิลป์การขับขาน ดนตรีและเพลงพื้นบ้านแต่ละท้องถิ่นทั้ง ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างมากมายมหาศาล . ผลงานสำคัญที่ได้รับการเผยแพร่ งานวิจัย : รูปคำภาษาเชียงใหม่และภาษากรุงเทพฯ : การเปรียบเทียบร่วมกับนายดิเรกชัย มหัทธนะสิน คณะ มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (๒๕๓๐) : โครงการชำระปฏิทินและหนังสือปีใหม่เมืองล้านนา (หัวหน้าคณะวิจัย) โดยการสนับสนุนของกองทุน สนับสนุนงานวิจัย (สกว.) พ.ศ. ๒๕๔๖ หนังสือ : อักษรพิเศษในภาษาล้านนา : ยุตตสาระ หนึ่งในอักษรพิเศษล้านนา : โครงการนิราศระยะทางเมืองนคร : การทำนาแบบโบราณล้านนา : มื้อจันทร์วันดี : รีตเก่า รอยหลัง
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๓๘ : ผู้เขียนบทความใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ ในส่วนของเครื่องดนตรีพื้นเมือง : ฟ้อนเชิง : สุภาษิตคำคร่าว : โครงดอยสุเทพ : พิธีกรรมและความเชื่อการปลูกเรือนล้านนา : สารัตถะล้านนา : พรหมชาติล้านนา : นาฏดุริยการล้านนา : โชค ลาง ของขลัง อารักษ์ บทความที่เกี่ยวกับศิลปการแสดง : ศิลปะการต่อสู้ของล้านนา – การแสดง ในสยามรัฐสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๔๖๓๓ ปี ๔๓ (วันจันทร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๓๖) หน้า ๑๑ : สาวไหม – ลายเซิง ในฟ้อนเชิง ใน “ฟ้อนเชิง: อิทธิพลที่มีต่อฟ้อนในล้านนา” ในเอกสารวิชาการชุด ล้านนาคดีศึกษา ลำดับที่ ๖ โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (๒๕๓๗) หน้า ๔๙-๕๖ : ปีใหม่เมืองล้านนา ในวารสารลานคำ ฉบับที่ ๕ (เมษายน ๒๕๔๗) หน้า ๑๑-๑๕ : ลักษณะดนตรีพื้นบ้านล้านนา: บทบาทและหน้าที่ที่แผงเร้น ในดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ ๒๖ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน้า ๑๑๑-๑๑๗ : ความเป็นมาของกลองสะบัดชัย ในดนตรีไทยอุดมศึกษาครั้งที่ ๒๖ หน้า ๑๓๓-๑๓๖ : กลองล้านนา: บทบาทในพิธีเปิดกีฬาซีเกมส์ ในสยามรัฐ ฉบับที่ ๑๕๕๕๖๔ ปีที่ ๔๖ (วันพฤหัสบดีที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๓๘) หน้า ๗ งานดนตรี : หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งชมรมพื้นบ้านล้านนา สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : ครูสอนดนตรีและศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนา ชมรมพื้นบ้านล้านนา : ควบคุมวงและร่วมบรรเลงดนตรีพื้นบ้านล้านนา ในเทปชุด ดนตรีสะล้อ-ซึง วงกลองเต่งถิ้งและวง กลอนล้านนา : งานแต่งเพลงร้องของชมรมพื้นบ้านล้านนาสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาทิ เพลงอาลัย เสียงซึง วอนอ้าย สาวยองไร้คู่ เสียงซึงถึงน้อง ฮักอ้ายสักคน กำแพงรัก ปักเกอญอ ลุงตาก็อกเปียะ ล้านนาร่วมใจ ฯลฯ งานวีดิทัศน์การแสดง : สื่อการสอน ศิลปการตีกลองสะบัดชัย : ดำเนินการและร่วมแสดงในวีดิทัศน์ เพื่อการศึกษาศิลปวัฒนธรรมชุด ฟ้อนล้านนา : สื่อการสอน ศิลปการฟ้อนดาบ
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๓๙ : สื่อการสอน ศิลปการฟ้อนเชิง ฟ้อนดาบและตีกลองล้านนา นายสนั่น ธรรมธิ มีความรู้ความสามารถศิลปการแสดง โดยเฉพาะการฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง ซึ่งฝึกมา ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จากช่างตีเหล็กข้างบ้าน ชื่อนายนวล วรรณแดง ซึ่งช่างตีเหล็กคนนี้ เป็นครูเชิงในคืนเดือน หงาย มักจะสอนเชิง โดยเฉพาะเชิงไม้ค้อน (พลอง) และเชิงดาบ จากนั้น ได้มีโอกาสเรียนการฟ้อนดาบและ ศิลปการแสดงอื่นๆ จากครูคำ กาไวย์ และครูวิเทพ กันธิมา เกียรติประวัติ ๑. เข็มเกียรติคุณ วันอนุรักษ์มรดกไทยในฐานะ “ผู้มีผลงานดีเด่นการอนุรักษ์ด้านภาษาและ วรรณกรรมล้านนา” ในงานวันอนุรักษ์มรดกไทย จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๗ ๒. รางวัลรองชนะเลิศ การประกวดขับร้องเพลงกล่อมลูกภาคเหนือ ในงานวันแม่มหิดล พ.ศ. ๒๕๓๗ ๓. ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม (สาขาสื่อสารมวลชน) จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๔๔ ๔. ศิษย์เก่าดีเด่นโรงเรียนธรรมราชศึกษา ๕. เพชรราชภัฏ-เพชรล้านนา สาขาศิลปะการแสดงฟ้อนดาบ-ฟ้อนเชิง พ.ศ. ๒๕๔๗ ๖. เสาเสมาธรรมจักรทองคำ ประเภทส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมมรดกไทยทางพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๔๙ ๗. บุคคลแห่งปี ๒๕๔๙ สาขาภาษาและวรรณกรรมล้านนา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๔๐ พ่อครูชาย ชัยชนะ ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญา ได้รับรางวัลเพชรราชภัฏ- เพชรล้านนา สาขาศิลปะการแสดง (ด้านกลองพื้นบ้านล้านนา) พ.ศ. ๒๕๕๐
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๔๑ ๖. พ่อครูชาย ชัยชนะ ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญา ได้รับรางวัลเพชรราชภัฏ- เพชรล้านนา สาขาศิลปะการแสดง (ด้านกลอง พื้นบ้านล้านนา) พ.ศ. ๒๕๕๐ ประวัติ ชื่อ : นายชาย นามสกุล : ชัยชนะ อายุ : ๖๙ ปี เกิด : วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2494 ที่ จังหวัดเชียงใหม่ บิดาชื่อ : นายสมบูรณ์ ชัยชนะ มารดาชื่อ : นางสมบุญ ชัยชนะ (วรรณวาสน์) พี่น้อง ๕ คน ภรรยาชื่อ : นางปาลิตตา ชัยชนะ (ดีเหลือ) มีบุตร ๒ คน ได้แก่ ๑. นางศิริภัทร ศรีสมบัติ ๒. นายณัฐพงศ์ ชัยชนะ ที่อยู่ปัจจุบัน : บ้านเลขที่ 107 ซอย 22 ถนนโชตนา ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2506 : สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2509 : สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2512 : สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัด เชียงใหม่ ประวัติการทำงาน เนื่องจากบ้านอยู่ใกล้วัดมหาวัน ประกอบกับอยู่แถวถนนท่าแพ จึงได้เห็นและมีประสบการณ์เกี่ยวกับ ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งในอดีตถนนท่าแพจะเป็นถนนสายสำคัญที่มีการแห่ประเพณีต่าง ๆ เดิมวัดในเมืองเชียงใหม่ เมื่อมีการทำบุญ เช่น งานปอยหลวง ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ลอยกระทง งานสงกรานต์ แม้กระทั่งงานประเพณี จุดบอกไฟ มักจะมีขบวนแห่ผ่านถนนท่าแพเป็นประจำ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และบอกบุญแก่ประชาชน ทั่วไป สำหรับวัดมหาวัน ศรัทธาเดิมมักเป็นชาวเชียงแสนที่อพยพมาสมัยพระยากาวิละ ต่อมามีชายไทยใหญ่ ปะโอ (ต้องสู้) พม่า (คนในบังคับของอังกฤษ) มาตั้งหลักแหล่งแถวถนนท่าแพเป็นจำนวนมาก ซึ่งนายชาย เป็น ศรัทธาวัดมหาวัน จึงได้รับการบอกเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ถึงประวัติความเป็นมาของประเพณีต่าง ๆ และ สมัยก่อนหัววัดต่าง ๆ หากว่ามีงานปอยหลวง มักจะมีการประกวดขบวนแห่ครัวทาน คณะศรัทธาวัดไหนมี
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๔๒ เครื่องดนตรี เช่น กลองตึ่งโนง กลองก้นยาว (ปู่เจ่) กลองมองเซิง และกลองถิ้งบ่อง มีช่างฟ้อนเก่ง ๆ และสล่า ทำครัวทานประกวดชนะบ่อย ๆ ก็จะทำให้วัดและคณะศรัทธาวัดนั้นมีชื่อเสียงเป็นที่เล่าขาน เช่น วัดปั๋นต่าเกิ๋น (ชัยศรีภูมิ) มีชื่อเสียงด้านกลองปู่เจ่ วัดป่าเป้า และวัดผ้าขาวมีชื่อเสียงในด้านกลองมองเซิง วัดมหาวันมี ชื่อเสียงในด้านกลองตึ่งโนง วัดสันป่าข่อยและวัดเกตุการามมีชื่อเสียงด้านการประกวดครัวทาน เป็นต้น สิ่ง เหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้นายชาย มีความหลงใหลและชื่นชอบในศิลปวัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ ตลอดมา โดยได้ศึกษา ติดตามผู้รู้ต่าง ๆ ในลักษณะครูพักลักจำ โดยได้ก่อตั้งคณะกลองถิ้งบ่อง วัดมหาวัน ซึ่งรวบรวม บรรดาคนหนุ่มมาเล่นกลองถิ้งบ่อง โดยการลักจำมาจากคณะกลองวัดศรีดอนไชย ต่อมาได้มีการผสมจังหวะ กลองถิ้งบ่องของวัดชัยศรีภูมิกับวัดศรีดอนไชย จนทำให้วัดมหาวันมีชื่อเสียงในด้านกลองถิ้งบ่อง ต่อมาได้จัดตั้ง ทีมกลองปู่เจ่ กลองตึ่งโนง และกลองมองเซิงขึ้น โดยส่งเข้าแข่งขันในงานประเพณีสงกรานต์จังหวัดเชียงใหม่ ในงานประเพณียี่เป็ง ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ ในนามของคณะศรัทธาวัดมหาวัดเรื่อยมา อีกประการหนึ่ง มารดาของนายชาย ชัยชนะ ซึ่งเกิดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยตาได้เดินทางไปรับ ราชการเป็นศึกษาธิการอำเภอที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมารดาได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับประเพณีชาวไทย ใหญ่ให้ฟัง จนเกิดความประทับใจ คิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อศึกษาศิลปวัฒนธรรมของ ชาวไทยใหญ่ จากสิ่งเหล่านี้ที่สั่งสมมา จึงเป็นเหตุให้นายชายเป็นผู้รู้และเชี่ยวชาญในการตีกลอง โดยเฉพาะ กลองของชาวไทยใหญ่ อีกทั้งนายชายได้เดินทางไปศึกษาวิธีการตีกลองจากชาวไทยใหญ่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ ครูบุญภพ วัฒนวงศ์ ครูสุทัศน์ สินธพทอง พ่อครูส่างลู เมืองปอน พ่อครูปุ้น ช่างเหล็ก และพ่อครูลน ช่างเหล็ก และได้แนะนำครูส่างคำ แห่งเมืองจ๊อกแม เข้ามาสอนฟ้อนนก – โต ในจังหวัดเชียงใหม่ อาทิ งาน ปอยส่างลอง ปอยเหลินสินเอ็ด จนเป็นรู้จักของคนแม่ฮ่องสอน ในนามของปี้จายคณะก๋อง สะหล่าก่องหวาน ปัจจุบันนายชาย จะได้รับเชิญเป็นวิทยากร กรรมการตัดสินการประกวดกลองพื้นเมืองและให้ คำปรึกษาในด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณีให้กับสถาบันการศึกษา หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนแล้ว ยัง ร่วมกับนายสุทัศน์ สินธพทอง ถ่ายทอดความรู้ด้านการตีกลองและการแสดงของชาวไทยใหญ่ให้แก่เยาวชน และผู้สนใจทั่วไป อีกทั้งได้พยายามจัดเก็บฝีมือหรือสล่าทำกลองรุ่นเก่า ๆโดยการเก็บ เสาะหากลอง ฆ้องรุ่นเก่า ๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ผลงานของสล่าในอดีต พ.ศ. 2536 : ร่วมกับสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ โดยการนำของ ดร.เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ไป เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ณ ประเทศรัสเซีย พ.ศ. 2537 : เป็นคณะกรรมการจัดงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครบรอบ 30 ปี ด้านการแข่งขันการตีกลอง สะบัดไชย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พ.ศ. 2538 : เป็นคณะกรรมการจัดงานฉลองไฟพระฤกษ์ซีเกมส์ และร่วมแสดงในพิธีเปิดการแข่งขัน ซีเกมส์ พ.ศ. 2538 : ร่วมแสดงในงานราชพัสตราภรณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (ในรัชกาลที่ 9) ณ โรงแรมรอยัล ปรินซ์เซส จังหวัดนราธิวาส
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๔๓ พ.ศ. 2544 : ถวายการแสดงแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (ในรัชกาลที่ 9) และพระบรมวงศา นุวงศ์ได้ทอดพระเนตร ณ ตำหนักปางตอง จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2544 – ปัจจุบัน : เป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันตีกลอง มหกรรมกลองล้านนา ณ วัดโลกโมฬี พ.ศ. 2545 : เป็นวิทยากรในงาน “มหกรรมก๋องปู่จาโลก” จังหวัดลำปาง พ.ศ. 2545 – ปัจจุบัน : เป็นกรรมการตัดสินการประกวดโคมลอยของสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ใน งานประเพณียี่เป็ง พ.ศ. 2546 : เป็นวิทยากรในงาน “มหกรรมก๋องปู่จาโลก” จังหวัดลำปาง พ.ศ. 2546 : กิตติกรรมประกาศจากนายศุภกิจ สุบินมิตร์ ในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหา บัณฑิต สาขาดนตรี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง “กลองก้นยาว : เครื่อง ดนตรีชาวไทใหญ่ในอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน” พ.ศ. 2547 : เป็นกรรมการตัดสินประกวดกลองพื้นเมือง : กลองปู่เจ่และกลองมองเซิง ในงานปอยหลวง วัดศรีโสดา พ.ศ. 2547 : ร่วมกับโครงการ ร่วมด้วยช่วยกัน FM100 นำกลองมองเซิงเข้าร่วมขบวนแห่บวชนาค เพื่อ อุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) พ.ศ. 2548 : ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นำช่างฟ้อนและกลองตึ่งโนง ร่วมขงวนสรงน้ำพระบรมฐาตุดอยสุเทพ พ.ศ. 2548 : เป็นกรรมการตัดสินประกวดกลองพื้นเมือง : กลองปู่เจ่และกลองมองเซิง ในงานปอยหลวง วัดศรีโสดา พ.ศ. 2548 : ร่วมกับโครงการ “ร่วมด้วย ช่วยกัน” FM 100 นำกลองมองเซิงเข้าร่วมขบวนแห่บวชนาค เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) พ.ศ. 2549 : เป็นกรรมการตัดสินประกวดกลองปู่เจ่ กลองสะบัดชัย กลองปู่จา ในงานปอยหลวงวัดดอย สะเก็ด การเผยแพร่ผลงาน : วีดิทัศน์การแสดง สื่อการสอนศิลปะการตีกลองสะบัดชัย งานฉลองครบรอบ 30 ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : เทปเพลง แห่กลองก้นยาว (ปู่เจ่) กลองมองเซิง และกลองปู่จ่า ของบริษัททิพยเนตร : เป็นผู้เขียนร่วมในสารานุกรม วัฒนธรรมไทยภาคเหนือ : ครูหมอไตย : เป็นผู้ให้ข้อมูลและคำแนะนำในการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ พ.ศ. 2528 : โล่รางวัลชนะเลิศการแข่งขันกลองปู่เจ่ จากเทศบาลนครเชียงใหม่ ในงานสงกรานต์ เชียงใหม่
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๔๔ พ.ศ. 2528 : โล่งชนะเลิศการแข่งขันกลองมองเซิง จากเทศบาลนครเชียงใหม่ ในงานสงกรานต์เชียงใหม่ พ.ศ. 2531 : โล่งชนะเลิศการแข่งขันกลองปู่เจ่ จากศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ในการสัมมนาเพลง และการละเล่นพื้นบ้านล้านนา พ.ศ. 2532 : โล่งชนะเลิศการแข่งขันกลองตึ่งโนง จากเทศบาลนครเชียงใหม่ ในงานสงกรานต์เชียงใหม่ พ.ศ. 2534 : โล่งชนะเลิศการแข่งขันกลองตึ่งโนง จากเทศบาลนครเชียงใหม่ ในงานสงกรานต์เชียงใหม่ พ.ศ. 2534 : โล่งชนะเลิศการแข่งขันกลองปู่เจ่ จากสโมสรไลออนส์นครพิงค์และเทศบาลนครเชียงใหม่ บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) ในงานประเพณีลอยกระทงเชียงใหม่ พ.ศ. 2534 : เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ชั้น 4 จัตุรถาภรณ์ พ.ศ. 2537 : เกียรติบัตรขอบคุณ ผู้ฝึกสอนศิลปวัฒนธรรม จากชมรมพื้นบ้านล้านนา สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2540 : โล่งชนะเลิศการแข่งขันกลองมองเซิง จากเทศบาลนครเชียงใหม่ ในงานสงกรานต์เชียงใหม่ พ.ศ. 2541 : โล่งชนะเลิศการแข่งขันกลองมองเซิง จากเทศบาลนครเชียงใหม่ ในงานสงกรานต์เชียงใหม่ พ.ศ. 2542 : โล่งที่ระลึกในงานมรดกล้านนา ภูมิปัญญาท้องถิ่น 500 ปี วัดศรีสุพรรณ พ.ศ. 2544 : โล่งที่ระลึก จากชุมชมหมื่นสาร วัวลาย กาดม่วนคัวเงิน-ฮัก-หาง วัดศรีสุพรรณ พ.ศ. 2546 : กิตติกรรมประกาศ จากนายศุภกิจ สุบินมิตร์ ในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหา บัณฑิต สาขาดนตรี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง “กลองก้นยาว : เครื่อง ดนตรีชาวไทใหญ่ในอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน” พ.ศ. 2547 : โล่งศิษย์เก่าดีเด่น จากสมาคมศิษย์เก่า โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย รุ่น 2509 พ.ศ. 2548 : ประกาศเกียรติบัตรชนะเลิศการตีกลองมองเซิง จากเทศบาลแม่ฮ่องสอน งานปอยเหลินสิบ เอ็ด พ.ศ. 2549 : ประกาศเกียรติบัตรการตัดสินแข่งกลองปู่จา ในงาน 10 ปี (1 ทศวรรษ) จากองค์การ บริหารส่วนตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๔๕ นายประสิทธิ์ มณีศรี ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญา ได้รับรางวัลเพชรราชภัฏ- เพชรล้านนา สาขาสงเสริมศิลปวัฒนธรรมด านนาฏศิลปไทยใหญ พ.ศ. ๒๕๖๐
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๔๖ ๗. นายประสิทธิ์มณีศรี ปราชญ์ผู้มีภูมิปัญญา ได้รับรางวัลเพชรราชภัฏ- เพชรล้านนา สาขาสงเสริมศิลปวัฒนธรรมดานนาฏ ศิลปไทยใหญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ประวัติ ชื่อ : นายประสิทธิ์ นามสกุล : มณีศรี อายุ : ๕๖ ปี เกิด : วันที่ ๑ กรกฏาคม ๒๕๐๗ จังหวัดแมฮองสอน บิดาชื่อ : นายหนุม มณีศรี มารดาชื่อ : นางผง มณีศรี พี่น้อง ๒ คน ภรรยาชื่อ : นางทัศนีย์ มณีศรี มีบุตร ๑ คน ที่อยู่ปัจจุบัน : บ้านเลขที่ ๖๒/๑ หมูที่ ๑ ตําบลแมลานอย อําเภอแมลานอย จังหวัดแมฮองสอน ๕๘๑๒๐ โทรศัพท ๐๘๑ – ๐๓๑๕๐๕๘, ๐๘๙ – ๒๖๑๑๙๓๔ ประวัติการศึกษา ระดับประถมศึกษา : โรงเรียนบานแมลานอย จังหวัดแมฮองสอน ระดับมัธยมศึกษา : ศูนยการศึกษานอกโรงเรียนระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตําบลแมลานอย จังหวัดแมฮ่องสอน ประวัติการทํางาน พ.ศ. ๒๕๕๓ : คณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตําบลแมลานอย จังหวัดแมฮองสอน พ.ศ. ๒๕๕๕ : คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอําเภอแมลานอย จังหวัดแมฮองสอน : คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมเทศบาลตําบลแมลานัอย จังหวัดแมฮองสอน : สมาชิกสภาเทศบาลตําบลแมลานอย จังหวัดแมฮองสอน นายประสิทธิ์ มณีศรีไดรับตําแหนงประธานชุมชนกองมูในหมูบานแมลานอย โดยทําหนาที่ประธาน ชุมชน ซึ่งต้องใช้การมีส่วนร่วมและการลงชุมชนเป็นประจำ รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในงานต่างๆ ที่ได้รับ เกียรติให้เป็น ผู้นำกลุ่มและผู้นำชุมชน ตลอดจนได้ชักนำชาวบ้านเป็นตัวแทนแสดงออกผ่านทางศิลปวัฒนธรรม
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๔๗ ของชาวไทยใหญ่ กิจกรรมที่นายประสิทธิ์ ได้รณรงค์ให้มีการฟื้นฟูศิลปการแสดงเหล่านี้เกิดจากความทรงจําที่ดี เมื่อครั้งนายประสิทธิ์ยังเปนเด็กไดเห็นผูเฒาผูแกแสดงใหดูอยูเปนประจํา โดยนายประสิทธไดเรียนเชิญพอครู แมครูในชุมชนมาสอน และริเริ่มทํากิ่งกะหลาตัวแรกของอําเภอแมลานอย โดยเกิดขึ้นจากความสนใจ ความร วมมือกันของคนที่สนใจและมาจากความสมัครใจของคนในชุมชนสิ่งตาง ๆ เหลานี้ไดกลายมาเปนตัวขับเคลื่อน เพื่อใหชุมชนเกิดความหวงแหนและการเปนเจาของ จากที่ทํานกกิ่งกะหลา และนําไปแสดงในงานประเพณี และงานตาง ๆ ของชุมชน ผลการตอบรับทางชุมชนทั้งเด็กและผูใหญใหความสนใจ มีการติดตอการแสดงมา เรื่อย ๆ พอถึงชวงที่นกกิ่งกะหลาตัวแรกเกิดการชํารุด และดวยขนาดที่เล็ก ทางกลุมจึงทํานกกิ่งกะหลาตัวใหม ขึ้นมาโดยมีขนาดตัวนกที่ใหญกวาตัวแรก แตยังคงรูปรางและเอกลักษณของตัวนกไวคงเดิม นายประสิทธิ์อยาก ฝากถึงอนุชนรุ่นต่อไปให้ช่วยกันรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าไทยใหญ่ที่มีการแสดงรำนกกิ่งกะหล่า อยากให้อนุชนรุ่นหลักช่วยกันอนุรักษ์และสืบสานการรำนกกิ่งกะหล่าของชาวไทยใหญ่ไม่ให้สูญหาย ให้คงอยู่ สืบไปเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรม การแสดงที่อยู่คู่กับชาวไทยใหญ่สืบไป นกกิ่งกะหล่าที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยใหญ่ มีลักษณะรูปรางของตัวนกเปนแบบที่มาจากพุทธ ประวัติสมัยพุทธกาล สมเด็จพระพุทธเจาเสด็จลงสูเมืองมนุษยโดยมีสัตวมากมายรอตอนรับและนกกิ่งกะหล าเปนหนึ่งในสัตวที่มาตอนรับ ลักษณะตัวนกที่มีเอกลักษณเดน เฉพาะตัวที่แปลกตาจากนกกิ่งกะหลาทั่วไปที่ เคยเห็นกันคือมีหางยาว ตัวนกกลมสั้น หนากากกิ่งกะหลาถือวาเปนเครื่องแตงกายหนึ่งของการแสดงรํานกกิ่ง กะหลาที่สําคัญมาก เพราะกิ่งกะหลาตัวผูที่สมบูรณตองใสหนากาก หนากากกิ่งกะหลามีเอกลักษณที่โดดเดน และเปนเอกลักษณของชาวไทยใหญ กระบวนการทําเริ่มจากการปนจากดินเหนียวเพื่อขึ้นรูป แลวนํากระดาษ สามมาทับกันเปนชั้น ๆ และคอยทำในส่วนของคอ ปาก จมูก ลูกตา ในแบบของชาวไทยใหญ่ ที่สำคัญถือได้ว่า หน้ากากนี้ในปัจจุบัน หาดูได้ยากมากอาจเหลือเพียงที่แม่ลาน้อย จังหวัดแมฮองสอนเพียงที่เดียวเทานั้น โตตองกลวย โต เปนสัตวในปาหิมพานตที่มารํารับเสด็จกลับมาขององคพระสัมมาสัมพุทธเจา สัตวตาง ๆ พากันมา รําถวาย ชาวไทยใหญตางก็ยึดถือเอามาเปนประเพณีที่ใชแสดงหรือรายรําในประเพณีออกพรรษารวมทั้งงาน พิธีสําคัญอีกหลายอยาง ในสมัยกอนชาวบานจะนิยมเอาผาแพรมาทําโต แตบางที่บางแหงไมสามารถหาผาแพร
อัตชีวประวัติศิลปิน ๔ ภาค (ภาคเหนือ) │๔๘ ที่จะนํามาทําตัวโตไดก็จะใชใบตองกลวยมาแตงใหเหมือนหรือคลายกับสัตว ชาวบานจึงเรียก “โตตองกล้วย” และยังมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาอีกว่า ถ้าผู้ใดพบเห็นการรำโต นับถือว่าเป็นศิริมงคลมีโชคลาภแก่ตนเอง เพราะ คำว่าโตเป็น (ภาษาไทยใหญ่) มีความหมายว่า “ความเจริญกาวหนา” เขาวงกต เขาวงกตเปนการจําลอง เขาวงกตที่เปนปาลึกซึ่งไมมีมนุษยหรือปุถุชนคนเรา จะเขาไปถึงไดโดยงาย เพราะจะมีอยูเสนทางเพียงเสนทางเดียวเทานั้นที่จะเขาไปถึงไดและแสนยากลําบากเปนอยางยิ่ง เขาวงกตเปน ปาอันกวางใหญไพศาลเต็มไปดวยความงดงามความอุดมสมบูรณดวยผลหมากรากไมเผือกมันธัญญาหาร นานา ชนิดดังมีเรื่องเลาวา กาลครั้งหนึ่งพระเจาแหงเมืองคะริงคะราชไดเห็นพระเวสสันดรเปนผูใจบุญ ทําบุญทําทาน มาโดยตลอด พระเจาแหงเมืองคะริงคะราชจึงมีความอยากไดชางเผือกของพระองคเชตุดร ซึ่งชาวบานอางวา เปนสมบัติคูบานคูเมืองในเมืองเชตุดรจึงคิดวาหากไปขอรับทานจึงตองไดอยางแนนอน พระเจาเมืองคะริงคะ ราชก็ทรงมีรับสั่งใหพราหมณทั้ง ๘ คน เขาไปขอรับพระราชทานชางเผือกของพระเวสสันดรพระองคทาน ก็ได้ พระราชทานช้างเผือกได้ทราบถึงหูชาวเมืองทั่วทุกสารทิศข้าราชบริพารทั้งหลายต่างไม่พอใจในการกระทำของ พระองค์นั้นเป็นการกระทำที่เลวร้ายต่อบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง จึงพากันเข้าฟ้องและขับไล่พระเวศสันดรออก จากเชตุดรนคร เมื่อพระองค์ทรงรู้ว่า ทรงรูวาตัวเองผิดตออาญาแผนดินอยางใหญหลวงและเปนที่ไมพอใจในข าราชบริพารชาวเมืองดังนั้นพระองค พรอมกับนางมัทรีและกัณหาชาลีก็ยินดีที่จะออกจากบานเมืองไปอยูในปา ตามที่ชาวเมืองเชตุดรนครเนรเทศนั้น กาลต่อมาเหตุการณ์ต่างๆ ก็เป็นที่รู้ดีของเทวดามาโดยตลอดจึงบันดาลให้ป่าเขาวงกตนั้นมีปราสาทขึ้น สองหลัง สระน้ำขึ้น ๔ แห่ง อยู่ตามมุมของป่า ๔ มุม เพื่อเป็นที่ประทับของพระเวชสันดร นางมัทรี และบุตร ธิดา พระองค์ก็ได้เสด็จออกจากบ้านเมืองเข้าไปสู่ป่าเขาวงกตเพื่อปฏิบัติธรรม ตลอดไป ส่วนปราสาท ๕ หลัง จำลองขึ้นแทนปราสาทบำเพ็ญเพียรของพระเวสสันดร จึงใช้นามของพระเจ้าทั้ง ๕ พระองค์แทนนามที่มี ดังต่อไปนี้ หลังที่ ๑ พระกกุสันโท (กอกกะสั่น)