235 .05 มีความพึงพอใจต่อแนวทางฯ อยู่ในระดับมากมากที่สุด ( X =4.40, S.D.=.62) สรุปได้ว่า แนวทางการ เสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดย การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี สามารถน ามาใช้ในการป้องกันการสูบ บุหรี่ไฟฟ้าได้ โดยส่งผลให้นักเรียนมัธยมศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า รู้ถึงผลกระทบจาก การสูบบุหรี่ไฟฟ้า จนเกิดการปฏิบัติตนการป้องกันตนเองในการไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยพบว่า หลังน า แนวทางฯไปใช้ นักเรียนมัธยมกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 30 คน มีคะแนนเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติ ตนในการไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า สูงขึ้นทุกคน อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิจัยข้างต้นแสดงให้เห็นว่า แนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนใน การป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี ท าให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลลัพธ์มีค่าเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และ วิธีการปฏิบัติตนเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของ ศิริพร พูลรักษ์ (2564) ซึ่งมีขนาดกลุ่มตัวอย่างจ านวน 30 คนเท่ากัน ที่พบว่า หลังการได้รับโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าสูง กว่าก่อนรับโปรแกรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เช่นเดียวกัน และสอดคล้องกับ การศึกษา ของ อรณิช ช านาญศิลป์ (2564) ที่ศึกษา ประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมสุขศึกษาตามทฤษฎี ความสามารถของตนเองต่อพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอน ปลายในจังหวัดนนทบุรี พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนทัศนคติในการป้องกัน การสูบบุุหรี่ไฟฟ้า และการปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงกว่าก่อนด าเนินการอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ สอดคล้องกับการศึกษาของ ชาริน สุวรรณวงศ์ และศรัณย์ พิมพ์ทอง (2560) ที่ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น: การสังเคราะห์งานวิจัยด้วย การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบว่า การสนับสนุนทางสังคมจากผู้ปกครอง ครู และเพื่อน มีผล ต่อพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น และโปรแกรมสร้างเสริมทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ มีผลต่อ พฤติกรรมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น และผลการสังเคราะห์แก่นเรื่อง พบว่า มี 4 แก่นเรื่องที่ ส าคัญที่มีผลต่อพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น ได้แก่ การด าเนินนโยบายป้องกันการสูบบุหรี่ ในโรงเรียน บทบาทในการป้องกันการสูบบุหรี่ของครู บรรทัดฐานการไม่สูบบุหรี่ และการท าหน้าที่ของ ครอบครัว โดยพบว่า ปัจจัยหลัก ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น คือ ปัจจัยภายใน บุคคล ปัจจัยระหว่างบุคคล และปัจจัย วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
236 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิบัติ คือ ผู้สนใจสามารถน าแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันและลดการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคี เครือข่ายไปประยุกต์ใช้ในการให้บริการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในระดับปฐมภูมิที่มี บริบทคล้ายคลึงกัน 2. ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาในกลุ่ม วัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าและใช้กระท่อมร่วมด้วย บรรณานุกรม ชาริน สุวรรณวงศ์. (2560). ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น : การสังเคราะห์ งานวิจัยด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฏีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ]. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ BSRI/article/view/101390 ปริมประภา ก้อนแก้ว และกู้เกียรติ ก้อนแก้ว. (2564). การรับรู้ ทัศนคติ การเข้าถึงบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจที่จะใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของเยาวชนในระบบการศึกษาภาคเหนือ ประเทศไทย. วารสารควบคุมโรค, 48(3), 551-562. https://he01.tcihaijo.org/index.php/ ศิริพร พูลรักษ์. (2564). ผลของโปรแกรมการเลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์ที่มีต่อความรู้ ทัศนคติ และความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน, 9(1), 20-38.https://he03.tcithaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal รณชัย คงสกนธ์ และ อนุตเชษฐ์ พัฒนธีร์ปพน. (2563). รายงานสถานการณ์การบริโภคยาสูบของประเทศ ไทย พ.ศ.2562. หจก.สินทวีกิจพริ้นติ้ง. อรณิช ช านาญศิลป์. (2564). ประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมสุขศึกษาตามทฤษฎีความสามารถของ ตนเองต่อพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายใน จังหวัดนนทบุรี. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา., 30(1), 88-100. Grana, R.A. (February 2013). Electronic cigarettes: Anew nicotine gateway?. Journal of Adolescent Health, 52(2),/135-136. Pepper, J. K., Reiter, P. L., McRee, A. L., Cameron, L. D., Gilkey, M. B., & Brewer, N.T. (2013) Aldolescent males’Awareness of and Willingness to Try Electronic Cigaretts. Journal of Adolescent Health, 529(2), 144-150. Polit DF, Beck CT. (2012). Nursing research: generating and assessing evidence for nursing practice. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins.
237 การพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันภาวะคุกคามต่อสมรรถภาพการมองเห็น ของเจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยงด้วยกระบวนการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดอุบลราชธานี The development of instructions for the surveillance and prevention of threats to the visual performance of at-risk personnel through nursing practices at a community hospital in Ubon Ratchathani ราตรี ช่วยสุข พยาบาลวิชาชีพช านาญการ นายสุพล การกล้า พยาบาลวิชาชีพช านาญการ โรงพยาบาลตระการพืชผล อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันภาวะ คุกคามต่อสมรรถภาพการมองเห็นของเจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยงด้วยกระบวนการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน แห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานีกลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง 160 คนเป็นเจ้าหน้าที่ที่ใช้สายตา ท างานต่อเนื่องเป็นเวลานาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพ และสภาพแวดล้อม (แบบ RAH.01) แบบบันทึกผลการตรวจวัดระดับความเข้มของแสงสว่าง แบบบันทึก การตรวจสายตา แบบสอบถามพฤติกรรม แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนา ผลการศึกษาพบว่า 1) ประเมินความเสี่ยงของหน่วยงานโดยใช้ฟอร์ม RAH01 จ านวน 18 หน่วยงาน จากทั้งหมด 38หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 47.36 พบความเสี่ยงด้านความเครียด แสง และ ความร้อน 2) ตรวจวัดความเข้มของแสง จ านวน 52 หน่วยงาน 872 จุด ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 82.91 3) ด้านพฤติกรรมพบการใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในที่มีความเข้มของแสงไม่ผ่านเกณฑ์และหรือใช้ โทรศัพท์สมาร์ท โฟนต่อเนื่องนานมากกว่า 4 ชั่วโมง ร้อยละ 68.9 4) ตรวจสมรรถภาพทางสายตา จ านวน 160 ราย ผิดปกติจ านวน 98 ราย คิดเป็นร้อยละ 61.25 ด้านบุคคลกรพบผู้มีที่มีอาการผิดปกติ ทางสายตา จ านวน 74 ราย ร้อยละ 75.51โดยส่งพบจักษุแพทย์ ความพึงพอใจในระบบการเฝ้าระวังการ ตรวจสมรรถภาพการมองเห็น อยู่ในระดับดีมาก การวางแผนการปฏิบัติการพยาบาล การให้ความรู้เรื่อง แสง การให้ความรู้เรื่องการดูแลสายตา การปรับพฤติกรรมการใช้สายตา การใช้แว่นสายตาที่เหมาะสม RSP_004
238 การปรับสถานีงานในจุดที่ระดับความเข้มของแสงไม่ผ่านตามเกณฑ์โดยเพิ่มหลอดไฟ หรือเปลี่ยนหลอดไฟ จ านวน 700 ดวงและมีแนวทางการเปลี่ยนหลอดไฟเมื่อมีอายุใช้งาน ครบ 20,000 ชั่วโมง และบาง หน่วยงานมีการเพิ่มแสงสว่างของการท างานหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยการใช้หลอดไฟ LED USB ที่มีราคา ประหยัด ซึงส่งผลต่อการมองเห็นที่ดีขึ้น ข้อเสนอแนะ แนวทางพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและป้องกันภาวะคุกคามต่อสมรรถภาพการ มองเห็นในเจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยงด้วยกระบวนการพยาบาล มีแนวทางประเมินความเสี่ยงของหน่วยงานด้วย RAH01การเฝ้าระวังโดยการตรวจสมรรถภาพการมองเห็น การตรวจความเข้มของแสง การปรับสถานีงาน ให้เป็นไปตามเกณฑ์ มีแนวทางการส่งต่อกลุ่มเสี่ยงพบจักษุแพทย์ ข้อเสนอแนะควรมีการตรวจสมรรถภาพ ทางสายตาทุกปีโดยเฉพาะในบริบทปัจจุบันที่มีการใช้สมาร์ทโฟนกันมาก หัวหน้าหน่วยงานต้องให้ ความส าคัญ พยาบาลอาชีวอนามัยควรมีบทบาทร่วมในการออกแบบระบบเรื่องความเข้มของแสงใน สถานที่ท างาน ค าส าคัญ : การเฝ้าระวังและป้องกันภาวะคุกคามต่อสมรรถภาพการมองเห็น, กระบวนการพยาบาล Abstract The action research aimed to develop a model for surveillance and threat prevention on visual performance in staff and to study the effects of guidelines for developing surveillance and threat prevention on visual performance in staff. The sampling group was selected by purposive sampling method, consisting of 160 people who used their eyes to work continuously for a long time, such as drivers, laboratory staff. Employees who work on computers continuously for more than 2 hours or more and/or at-risk employees who work in agencies where the light intensity assessment results do not pass the standard. The research tools consisted of a health and environmental risk assessment form (RAH.01 form), a recording of the luminous intensity measurement results form. eye examination record form behavior questionnaire Satisfaction assessment form. Data were analyzed by descriptive statistics. Results1) Assessing the risks of 18 agencies using the RAH01 form from 38 agencies, representing 47.36%, the risk of stress, light and heat was found.2) Measured the light intensity of 52 units, 872 points, 82.91% did not pass the
239 criteria.3) Behavioral: using computers and smartphones in areas where light intensity does not pass the threshold and using smartphones continuously for more than 4 hours, 68.9 percent4) Examination of visual performance of 160 cases, 98 cases of abnormality, representing 61.25%. Personnel found 74 cases of visual abnormality, representing 75.51% by sending to see an ophthalmologist Satisfaction with the visual performance monitoring surveillance system in a very good level. Nursing practice planning light education Eye care education eye behavior adjustment proper use of eyeglasses Adjusting the workstation to the point where the light intensity does not pass the threshold by adding a lamp Or replace 700 light bulbs. Guidelines for replacing light bulbs after 20,000 hours of use. And some units have increased the lighting of the computer screen by using inexpensive LED USB lamps. which results in better vision. Guidelines for developing a surveillance model and preventing threats to visual acuity in at-risk staff through nursing procedures RAH01 Agency Risk Assessment Guidelines, Surveillance by Vision Testing light intensity detection adjusting the work station according to the criteria and guidelines for referring risk groups to an ophthalmologist. Visual acuity should be checked every year, especially in today's context where smartphones are used a lot. Heads of departments must pay attention Occupational health nurses should play a role in the design of light intensity systems in the workplace. Keywords : Health Promotion of Working People, Nursing Process
240 บทน า การจัดบริการด้านอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานเป็นการจัดการสิ่งที่มีผลกระทบ ต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานมุ่งเน้นให้ผู้ปฏิบัติให้มีความตระหนักและด าเนินงานด้านความปลอดภัยอย่าง สม่ าเสมอ และการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมในการท างานให้มีความปลอดภัย ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ซึ่งมีความเสี่ยงและสัมผัสต่อสิ่งคุกคามสุขภาพและความไม่ปลอดภัยต่างๆเช่น ด้านกายภาพ ด้านเคมี ด้านจิตวิทยาสังคม ด้านการยศาสตร์ และด้านความปลอดภัย ด้านเวลาการท างานของผู้ปฏิบัติงานใน โรงพยาบาล ซึ่งต้องปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง สภาพการท างานดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการการนอน หลับท าให้ ผู้ปฏิบัติรู้สึกเหนื่อยอ่อนเพลียและเมื่อยล้าสะสมเพิ่มขึ้น ความเข้มของแสงกับการท างานก็เป็น ปัญหาส าคัญที่ต้องประเมินและเฝ้าระวังต่อสมรรถภาพการมองเห็นในการท างานของผู้ปฏิบัติงาน ที่เกิด จากแสงสว่างที่น้อยหรือมากเกินไปจะมีผลเสียต่อสายตาท าให้กล้ามเนื้อตาท างานมากเกินไป เมื่อยล้าของ ตา ปวดตา มึนศีรษะแสงสว่างเป็นปัจจัยส าคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการท างาน โดย มีการทดลองพบว่าการ ท างาน ภายใต้ แสงสว่าง ที่เพียงพอ ลดความผิดพลาดได้สูงถึง 60% เพราะ แสง สว่างช่วยให้ดวงตาสามารถ ท างาน ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ บุคลากรของโรงพยาบาลควรได้รับการตรวจเฝ้าระวังสุขภาพอย่างต่อเนื่องทุกปี แต่ที่ผ่านมายังไม่ ครอบคลุมในเรื่องการประเมินภาวะเสี่ยงและการเฝ้าระวังต่อสมมรรถภาพการมองเห็นซึ่งเป็นมาตรฐานใน การเฝ้าระวังวัยท างานที่ต้องได้รับการตรวจคัดกรอง ปีงบประมาณ 2564 ได้คัดกรองการมองเห็นของ พนักงานขับรถยนต์ 11 คน โดยพบเป็นต้อเนื้อ 3 ราย ต้อหิน 3 ราย และต้อกระจก 2 รายได้ส่งพบแพทย์ เพื่อประเมินและรักษา ซึ่งสมรรถภาพการมองเห็นในพนักงานขับรถเป็นสิ่งที่ส าคัญมากในเรื่องการขับขี่ที่ ปลอดภัยทั้งในตัวเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยผู้รับบริการ ปีงบประมาณ 2565 ได้มีการตรวจวัดระดับความเข้ม ของแสงในสถานที่ท างานของโรงพยาบาลชุมชนแห่งนี้พบว่ามีจ านวน 26 หน่วยงาน มีการตรวจระดับ ความเข้มของแสงจ านวน 149 จุด พบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ถึงร้อยละ 78.25 ซึ่งในหน่วยงานที่ความเข้มของ แสงไม่ผ่าเกณฑ์เป็นหน่วยบริการที่ต้องบริการผู้ป่วยโดยตรงที่ต้องท าหัตการจากเหตุผลดังกล่าวผู้ศึกษาซึ่ง จะได้รับผิดชอบในการดูแลด้านอาชีวอนามัยจึงได้สนใจศึกษาข้อมูลปัญหาดังกล่าวที่เกี่ยวข้องใน สมรรถภาพการมองเห็นและพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันภาวะคุกคามต่อสมรรถภาพการ มองเห็นในผู้ปฏิบัติงานของโรงพยาบาล ด้วยกระบวนการพยาบาล เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานที่มีความสี่ยง ทั้งหมดได้รับการตรวจและได้รับการรักษาและดูแต่อเนื่องโดยผู้เชี่ยวชาญ การดูแลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมใน เรื่องแสงสว่างที่เพียงพอและเพื่อความปลอดภัยในการให้บริการ การปรับพฤติกรรมในการดูแลสายตาการ สร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยและท าให้มีความรู้ความเข้าใจ เรื่องการป้องกันอันตรายจาก สภาพแวดล้อมทางกายภาพ เพื่อให้มีสมรรถภาพการมองเห็นที่ดีขึ้น
241 วัตถุประสงค์ของการวิจัย วัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันภาวะคุกคามต่อสมรรถภาพการ มองเห็นในเจ้าหน้าที่ วัตถุประสงค์เฉพาะ 1. เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาการโดยใช้กระบวนการพยาบาลการเฝ้าระวังและ ป้องกันภาวะคุกคามต่อสมรรถภาพทางตาของเจ้าหน้าที่ 2. เพื่อศึกษาผลของแนวทางการพัฒนาการเฝ้าระวังและป้องกันภาวะคุกคามต่อ สมรรถภาพทางตาของเจ้าหน้าที่ กรอบแนวคิดการวิจัย เสริมพลังเจ้าหน้าที่ที่มีความเสี่ยง การปฏิบัติการพยาบาล 1. ให้ความรู้/อบรม 2.การจัดการด้านอาชีวอนามัย เสริมพลังเจ้าหน้าที่ที่มีความเสี่ยง
242 วิธีด าเนินการวิจัย ประชากรที่ศึกษา เจ้าหน้าที่ทั้งหมด 481 คน กลุ่มตัวอย่างคือ เจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยง จ านวน 160 คน เกณฑ์คัดเข้าคือ เจ้าหน้าที่ใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานานเช่น พนักงานขับรถยนต์ เจ้าหน้าที่ ห้องปฏิบัติการ พนักงานที่ท างานใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันมากกว่า 2 ชั่วโมงขึ้นไป และหรือเจ้าหน้าที่กลุ่ม เสี่ยงที่ผลการประเมินความเข้มแสงไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน เกณฑ์คัดออกกลุ่มตัวอย่างที่เข้าเกณฑ์ แต่เข้า ร่วมโครงการไม่ครบตามห้วงเวลาที่ก าหนด ระยะเวลาที่ท าวิจัย ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2566 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2566 รูปแบบการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยใช้กระบวนการพยาบาล 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การประเมินสถานการณ์ด้านสุขภาพ 2) การระบุปัญหาและความต้องการ 3) การ วางแผนการพยาบาล 4) ปฏิบัติการพยาบาล ด้านส่งแสริมสุขภาพ 5) ประเมินผลการสร้างสุขภาพ 6) บันทึกทางการพยาบาล ระยะที่ 1 การเตรียมการ การประเมินสถานการณ์ การระบุปัญหาความต้องการ ระยะที่ 2 การด าเนินการและวางแผนการปฏิบัติการพยาบาลเสริมสร้างสุขภาพ ระยะที่ 3 การประเมินผล การเสริมสร้างสุขภาพ การบันทึกทางการพยาบาลและเขียนรายงาน โดยการเสริมพลังกลุ่มเป้าหมาย ผ่านหัวหน้าหน่วยงานและผู้บริหารโรงพยาบาล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพและสภาพแวดล้อมในการท างานในโรงพยาบาล (แบบ RAH.01) 2. แบบบันทึกผลการตรวจวัดระดับความเข้มของแสงสว่าง จุดที่ตรวจวัดระดับความเข้มของ แสงสว่างที่วัดได้ มีหน่วยเป็นลักซ์ 3. แบบบันทึกการตรวจสายตาทางอาชีวอนามัย 4. แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สายตาในการท างานของเจ้าหน้าที่(วาสนา ฬาวิน) 5. แบบประเมินความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยง การตรวจสอบคุณภาพของอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องวัดแสง (Lux Meter) ยี่ห้อ ENTECH รุ่น Testo 540 เครื่องมือนี้ เป็นเครื่องมือได้ มาตรฐานสากล มีการปรับเทียบค่า มาตรฐาน (Calibration) จากตัวแทนจัดจ าหน่ายทุกปีมีการตรวจสอบ และปรับเทียบค่ามาตรฐานก่อนใช้เครื่องทุกครั้ง (Set Zero) ผู้ใช้เครื่องมือคือผู้วิจัยที่ผ่านการอบรมการใช้ เครื่องมืออาชีวสุขศาสตร์และมีประสบการณ์ในการตรวจวัดระดับความเข้มของแสงสว่าง
243 2. เครื่องตรวจสมรรถภาพทางสายตา (Orthrorator) ยี่ห้อ Titmus V4 Vision Screener หมายเลขเครื่อง S/N :V22010 เครื่องมือนี้ เป็นเครื่องมือได้มาตรฐานสากล มีการตรวจสอบก่อนใช้เครื่อง ทุกครั้ง ผู้ใช้เครื่องมือ คือ พยาบาลอาชีวอนามัยที่ผ่านการอบรมการใช้เครื่องตรวจ สมรรถภาพทาง สายตา และมีประสบการณ์ในการตรวจ สมรรถภาพทางสายตา การเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นเตรียมการ 1. การเตรียมความพร้อมของทีมวิจัย เป็นการเตรียมความพร้อมเรื่องการใช้ แบบสอบถาม การเตรียมเครื่องมือตรวจความเข้มแสง เครื่องตรวจสรรถาพทางสายตา 2. ติดต่อประสานงานเพื่อขออนุญาตหัวหน้าหน่วย เจ้าหน้าที่แกนน า การวางแผนร่วม ในเรื่องวันเวลา ที่การประเมินสถานการณ์ด้านความเข้มแสง ของสถานบริการ ด้วยการเดินส ารวจสถาน ประกอบการเบื้องต้น (Walk Through Survey) การตรวจวัดสิ่งคุกคามต่อสุขภาพ (Environmental Monitoring) การตรวจสรรถมทางสายตา ขั้นด าเนินการ 1. ท าความเข้าใจกับกลุ่มตัวอย่าง ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการวิจัยในเรื่องการพิทักษ์สิทธิ ของกลุ่มตัวอย่างและให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบประเมิน 1.แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สายตาของ บุคคลากร 2. การเดินส ารวจสถานประกอบการเบื้องต้น (walk through survey) การประเมินสิ่ง คุกคามต่อสุขภาพ (Environmental Monitoring) การตรวจสรรถภาพทางสายตา 2. สรุปผลการประเมินความเสี่ยง รวบรวมข้อมูลจากรายงานต่างๆแบบสอบถาม และ การคัดกรองสุขภาพด้านการมองเห็น ข้อมูลด้านสุขภาพของคนวัยท างานเพื่อการประเมินปัญหาและ ค้นหาปัญหาเชิงรุกที่เป็นขั้นตอนแรกของการกระบวนการพยาบาล ระบุปัญหาและน ามาวางแผนแก้ไข ปัญหาและปฏิบัติการพยาบาลด้านอาชีวอนามัย 3. ด าเนินการตามโครงการพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันภาวะคุกคามต่อ สมรรถภาพการมองเห็นในเจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยงด้วยกระบวนการพยาบาล ในโรงพยาบาลด้วยการเสริมพลัง อ านาจทั้ง 3 ฝ่าย คือผู้บริหารโรงพยาบาล หัวหน้าฝ่ายหัวหน้างานและแกนน าเจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยง โดย กระบวนมีส่วนร่วมและเน้นความสะดวกของเจ้าที่กลุ่มเสี่ยงและไม่มีผลกระทบต่องาน การวิเคราะห์ผลการวิจัย สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ส าหรับข้อมูลทั่วไปน าเสนอด้วยสถิติพื้นฐานได้แก่ จ านวน การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
244 จริยธรรมในการวิจัย เอกสารรับรองเลขที่SSJ.UB 2566-046 วันที่รับรอง วันที่ 10 พฤษภาคม 2566 วันหมดอายุ วันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ผลการวิจัย ผลการศึกษาระยะที่ 1 การประเมินสถานการณ์ การระบุปัญหาความต้องการ 1) ประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพและสภาพแวดล้อมในการท างาน (แบบ RAH.01) จากทั้งหมด 3๘ หน่วยงานมี จ านวน 1๘ หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 47.36 พบความเสี่ยงด้านความเครียด แสง และ ความร้อน 2) ตรวจวัดความเข้มของแสง จ านวน 52 หน่วยงาน 872 จุด ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 82.91 3) ด้านพฤติกรรม ค้นพบการใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในที่มีความเข้มข้นแสงไม่ผ่านเกณฑ์ และหรือใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อเนื่องนานมากกว่า 4 ชั่วโมง ร้อยละ 68.90 4) ตรวจสมรรถภาพทางสายตา (Orthrorator) ด้วยเครื่อง Titmus V4 Vision Screener จ านวน 160 ราย ผิดปกติ จ านวน 98 รายคิดเป็นร้อยละ 61.25 ผลการศึกษาระยะที่ 2 การด าเนินการและวางแผนการปฏิบัติการพยาบาล มีการคืนข้อมูลผลาร ศึกษาสถานการณ์ ให้ผู้เกี่ยวข้องที่ประกอบด้วยหัวหน้างาน กรรมการด้านโครงสร้างและสิ่งแวดล้อม จึง ได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล การให้ความรู้เรื่อง ความเข้มข้นของแสง การให้ความรู้เรื่องการดูแลสายตา การปรับพฤติกรรมการใช้สายตา การใช้แว่น สายตาที่เหมาะสม การปรับสถานีงานในจุดที่ระดับความเข้มของแสงไม่ผ่านตามเกณฑ์ การจัดท าแผน ปรับปรุงเพิ่มความเข้มของแสงในสถานีงานโดยเป็นแผนพัฒนาโรงพยาบาลปี 2566-2567 มีการพัฒนา แนวทางการส่งต่อผู้ที่มีความเสี่ยงด้านสายตาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผลการศึกษาระยะที่ 3 การประเมินผล ด้านสถานีงานโดยการเพิ่มความสว่างของแสงในจุดที่ผล การประเมินความเข้มของแสงไม่ผ่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยเพิ่มหลอดไฟ หรือเปลี่ยนหลอดไฟ จ านวน ๗๐๐ ดวงและมีแนวทางการเปลี่ยนหลอดไฟเมื่อมีอายุใช้งาน ครบ 20,000 ชั่วโมง บางหน่วยงาน มีการเพิ่ม แสงสว่างในการท างานกับคอมพิวเตอร์โดยการใช้หลอดไฟ LED USB ที่มีราคาประหยัด ซึ่งท าให้มองเห็น ชัดเจนดีขึ้นและไม่กระทบกับเพื่อนร่วมงาน ด้านบุคคลากรพบผู้มีที่มีอาการผิดปกติทางสายตา 98 ราย ร้อยละ 61.25 โดยส่งพบแพทย์จ านวน 74 ราย ร้อยละ 75.510 ซึ่งเป็นความผิดปกติด้านการมองไกล 31.06 ผิดปกติด้านการมองใกล้ 21.28 ผิดปกติด้านการมองภาพสามมิติ 35.32 ผิดปกติด้านตาบอดสี 2.55 ผิดปกติด้านกล้ามเนื้อตา 9.79 ผลของการตรวจรักษาได้รับการผ่าตัดลอกต้อเนื้อจ านวน 3 ราย ร้อยละ 4.05 และได้รับยาน้ าตาเทียมตาเพื่อรักษาตาแห้ง 43 รายร้อยละ 58.10 ด้านความพึงพอใจการ
245 พัฒนาแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันภาวะคุกคามต่อสมรรถภาพการมองเห็นของเจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยง ด้วยกระบวนการพยาบาลได้แก่ด้านนโยบายความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการท างาน และการจัดระบบการตรวจสุขภาพประจ าปี อยู่ในระดับดีมาก สรุปและอภิปรายผล การพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันภาวะคุกคามต่อสมรรถภาพการมองเห็นของ เจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยงด้วยกระบวนการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมี แนวทางการประเมินความเสี่ยงของหน่วยงาน ด้วย RAH 01 การเฝ้าระวังโดยการตรวจสมรรถภาพทาง สายตา การตรวจวัดความเข้มของแสงของสถานที่ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยงทุกปี ตาม กระบวนการพยาบาลในการประเมินและค้นหาปัญหา การระบุปัญหาและการวางแผนแก้ไขปัญหาและ ปฏิบัติการพยาบาลด้านอาชีวอนามัยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการให้ความรู้ในเรื่องการดูแลตนเอง ในการใช้สายตา ถนอมสายตา การใช้แว่นตาที่เหมาะสม การปรับสถานีงานให้เป็นไปตามเกณฑ์และแนว ทางการส่งต่อกลุ่มเสี่ยงพบผู้เชียวชาญในกลุ่มที่มีความผิดปกติด้านสายตา และมีการประเมินผลและการ บันทึกรายงาน แต่การด าเนินงาน ต้องอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วม การมีที่ปรึกษา การประสานความ ร่วมมือกับสหวิชาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับของจันทร์ทิพย์ อินทวงศ์ ที่ศึกษาการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกัน โรคของพนักงานในสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก จังหวัดระยอง ปี 2556 ใช้แนวคิดการ ประเมินความเสี่ยง การป้องกันโรค และการพยาบาลอาชีวอนามัยพบว่า ผลการตรวจสุขภาพส่วนใหญ่ ผิดปกติอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ร้อยละ 27.06 อยู่ในเกณฑ์พบแพทย์ร้อยละ3.01พนักงานมีความรู้หลังการ พัฒนาศักยภาพการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สถานประกอบการสมัครใจ จัดท า โครงการอนุรักษ์การได้ยิน 1 แห่ง พบว่ามีการปรับสภาพแวดล้อมการท า งาน สนับสนุนอุปกรณ์ ป้องกันอันตราย และให้ความรู้พนักงานและ การศึกษาครั้งนี้มีการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่เป็น รูปธรรมส่วนการสร้างความตระหนักการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและการจัดบริการอาชีวอนามัยต้องใช้ ทักษะการเจรจาต่อรอง การชักจูงและโน้มน้าวการให้ค าปรึกษาการเป็นพี่เลี้ยงและการประสานความ ร่วมมือกับสหวิชาชีพอีกทั้งต้องมีการติดตามให้ค าปรึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการเข้าถึง บริการอาชีวอนามัยของพนักงาน ข้อเสนอแนะ และการน าไปใช้ประโยชน์
246 การน าแนวทางการประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพและสภาพแวดลอมในการท างานใน โรงพยาบาลมาใช้และมีการตรวจประเมินตนเองของหน่วยงานในแต่ละกระบวนงานและน ามาวางแผน แก้ไขปัญหาร่วมกันในการจัดบริการด้านอาชีวอนามัยให้มีความปลอดภัย ซึ่งประกอบด้วยกัน 2 ด้านคือ ด้านสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างหรือสถานีงาน พยาบาลอาชีวอนามัยจึงมีบทบาทส าคัญในการช่วยให้ ค าปรึกษาเรื่องการออกแบบระบบและการสร้างความตระหนักในเรื่องความปลอดภัยและต้องมีการเฝ้า ระวังและป้องกันภาวะคุกคามต่อสมรรถภาพการมองเห็นในการตรวจวัดความเข้มของแสงเป็นการประจ า ทุกปี ด้านพฤติกรรมสุขภาพในการดูแลสายตา ในบริบทปัจจุบันที่มีการใช้สมาร์ทโฟนกันมาก ต้องมีการ ประเมินเฝ้าระวังและอยู่แผนปฏิบัติการที่ต้องดูแลสุขภาพเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทุกปี บรรณานุกรม กระทรวงสาธารณสุข. (2558). คู่มือการออกแบบอาคารสถานบริการสุขภาพ และสภาพแวดล้อม. นนทบุรี : กระทรวงสาธารณสุข. จันทร์ทิพย์ อินทวงศ์, เกษสุดา ค าแก้ว, สุนทร เหรียญภูมิการกิจ และระพีพร ศรีจันทร์ .(2565). การสร้าง เสริมสุขภาพและป้องกันโรคของพนักงานในสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กจังหวัด ระยอง. วารสารธรรมศาสตร์เวชสาร. 13 (3);18-26. ณรงค์ฤทธิ์ คงสมาน. (2559). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของแรงงานในสถาน ประกอบการ อ าเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี. วารสารส านักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัด ขอนแก่น. 23 (1); 26-35. พรเพ็ญ ภัทรากร .(2561). การประเมินผลการใช้แนวทางการพยาบาลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพส าหรับ พยาบาลวิชาชีพ กรณีศึกษาวัยแรงงาน อ าเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โรงพยาบาลบ้านบึง จังหวัดชลบุรี. การประชุมวิชาการพยาบาลชุมชนระดับชาติครั้งที่ 11 ปี 2561 ปฏิรูประบบ สุขภาพ “SMART COMMUNITY NURSE : THAILAND 4.0” มูลนิธิสัมมาอาชีวะ. (2561). แนวทางการตรวจและแปรผลสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย พ.ศ.2561. ชลบุรี:มูลนิธิสัมมาอาชีวะ. วันเพ็ญ ทรงค า. (2563). การพยาบาลอาชีวอนามัย : แนวคิดประยุกต์ พ.ศ.2563. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. วันเพ็ญ สุทธิโกมินทร์ รุ่งรัศมี แก้วมั่นและสิรินันท์ ธิติทรัพย์. (2560).การศึกษาผลการใช้กระบวนการ เสริมพลัง (Empowerment) ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของเจ้าหน้าที่ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์.
247 วาสนา ฬาวิน. (2561). ตาล้าและความเข้มของแสงสว่างส าหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนในเด็กวัยรุ่นตอนต้น คณะ วิศกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ส านักโรคจาการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2557). คู่มือการตรวจประเมินการด าเนินงานการ ประเมินความเสี่ยงจาการท างานของบุคคลากรในโรงพยาบาล ฉบับปรับปรุงแก้ไข พ.ศ.2557. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ส านักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. อรนันท์ หาญยุทธ. (2557). กระบวนการพยาบาลและการน าไปใช้. วารสารพยาบาลทหารบก. 15 (3) ; 137-143. Roger B. (2003). Occupational and environmental health nursing: Concept and practice. 2nded. Philadelphia:Saunders.
248 RSP_005 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง และ กลุ่มเปราะบาง อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี วานิช สายยืน, ชนะชัย ญาวงศ์ และคณะ ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอพิบูลมังสาหาร บทคัดย่อ สถานการณ์สังคมสูงวัย ถือเป็นความท้าทายในด้านการด าเนินแผนนโยบายและยุทธศาสตร์ ระดับประเทศและระดับโลกอย่างยิ่ง ทั้งมิติของแรงงาน เศรษฐกิจ และสุขภาพ การศึกษานี้เป็นการวิจัย และพัฒนา (Research and Development) เพื่อศึกษาการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพ ผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบางของผู้ดูแล และพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแล สุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบางของผู้ดูแล อ าเภอพิบูลมังสาหาร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็น ผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบาง อ าเภอพิบูลมังสาหาร คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) จ านวน 185 คน รวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน 2566 เครื่องมือที่ใช้ คือ โปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุ และแบบสอบถามการวิจัยความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบาง ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญการวิจัยด้านสาธารณสุข จ านวน 3 ท่าน และค่าสัมประสิทธิ์ ความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired Samples T-test ผลการศึกษา การศึกษาบริบท พบว่าปัญหาจากผู้ดูแลที่ไม่ได้รับการอบรมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ส่วนใหญ่นานกว่า 5 ปี ปัญหาจากผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบางที่ให้ผู้ดูแล หรือลูกหลาน ตัดสินใจเกี่ยวกับความต้องการด้านสุขภาพ ปัญหาจากแผนการดูแล ของ Care Manager ที่มีแนว ทางการดูแลไม่ครอบคลุม น าผลการศึกษาบริบทเป็นแนวทางพัฒนา โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ ด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบาง พบว่า ค่าเฉลี่ยความรอบรู้เพิ่มขึ้น
249 มากกว่าก่อนกระบวนการพัฒนา อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ(P-value < .05) และน าผลจากการ ด าเนินงาน ข้อเสนอแนะ ตามแนวทางการประเมิน มาพัฒนาเป็น รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้าน สุขภาพในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบาง อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานีท าให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบาง อ าเภอพิบูลมังสาหารมีความรอบรู้ใน การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบาง ที่ดีขึ้น ดังนั้น บุคลากรสาธารณสุขจึงควรน า รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบางของผู้ดูแลเป็น แนวทางในการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแล ผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและ กลุ่มเปราะบางแต่ละพื้นที่ต่อไป ค าส าคัญ : ผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง, กลุ่มเปราะบาง, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, ผู้ดูแลผู้สูงอายุ บทน า คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน คือต้องพร้อม ด้วยสุขภาวะ มีความสมดุล สมบูรณ์ ทั้งด้านกายใจ สังคมและปัญญา เป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนมี ความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงาน ภาครัฐอื่นๆ รวมไปถึง เอกชน ภาคประชาชน โดยการ สนับสนุนของส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติส านักงานกองทุน สร้างเสริมสุขภาพภายใต้คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอที่มีแนวคิดการท างาน “พื้นที่เป็นฐาน ประชาชนเป็น ศูนย์กลาง ตามแนวทางประชารัฐ” เป็นกลไกส าคัญ ในการจัดการกับปัญหาในระดับพื้นที่ ทั้งในด้าน สุขภาพ สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าพื้นที่ในที่นี้ ระดับอ าเภอ นับว่ามีความ เหมาะสมในการจัดการ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปที่จะก่อให้เกิดหลังในการพัฒนาน าไปสู่การแก้ปัญหาตรง กับความ ต้องการของประชาชนในพื้นที่ เป็นการกระจาย อ านาจในการบริหารจัดการของภาครัฐอีกวิธีหนึ่ง ส าหรับสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2548 ประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมสูงอายุ แล้ว ในปี 2565 ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์” (Complete Aged Society) แล้ว โดยมีประชากรอายุมากกว่า 60 ปี กว่า 12.90 ล้านคน หรือ 20% จากประชากรทั้งหมด1 และมีการคาด ประมาณว่าในอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” (Super Aged Society) เมื่อสัดส่วนของประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีสูงถึง 28% ของประชากรทั้งหมด
250 ซึ่งสวนทางกับอัตราการเกิดของประเทศไทยที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา (ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2562) จากการศึกษาบริบทของอ าเภอพิบูลมังสาหาร ผู้ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแล อ าเภอพิบูลมังสาหาร ไม่ได้เข้ารับการอบรมความรอบรู้ด้านสุขภาพส่วนใหญ่นานกว่า 5 ปี จึงน ามาสู่การ การวิเคราะห์ปัญหา เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนางานดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแล อ าเภอ พิบูลมังสาหาร กอปรกับการทบทวนผลงานด าเนินงานจากปีที่ผ่านมาจากเอกสาร ได้แก่ สรุปผลงาน ประจ าปี สรุปแผนพัฒนาคุณภาพ แผนกลยุทธ์ ดังนั้น คณะอนุกรรมการ พชอ. น ามาวิเคราะห์จุดอ่อน จุด แข็ง โอกาส และปัญหาอุปสรรคของการด าเนินงาน และจัดท าร่างแผนการปฏิบัติการ เพื่อเตรียมน าเสนอ คณะกรรมการ พชอ. โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้จัดประชุมตัวแทนภาคีเครือข่าย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใน การด าเนินงาน ได้แก่ ปลัดอ าเภอ ท้องถิ่นอ าเภอ ตัวแทนนายกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาล พิบูลมังสาหารเฉลิมพระเกียรติ สาธารณสุขอ าเภอพิบูลมังสาหาร ผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต าบล ตัวแทนก านัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อสม. เพื่อร่วมกันระดมสมองแลกเปลี่ยนหาแนวทางในการ ด าเนินงาน โดยมีกรอบแนวคิดในการด าเนินงานภายใต้การบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ คือ“คนพิบูล ไม่ทอดทิ้งกัน” เพื่อสนองนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน จากความส าคัญของปัญหาดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัย ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการ พชอ. มีความสนใจที่ จะศึกษาการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อน าผลการศึกษาที่ได้มาเป็นแนวทางในการสร้างรูปแบบ การจัดการระบบสุขภาพอ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีให้ดียิ่งขึ้น ต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง อ าเภอ พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
251 กรอบแนวคิดงานวิจัย (Conceptual Framework) ขั้นตอน R&D การด าเนินงาน - ร่วมกันระบุปัญหาและความต้องการ - วางแผนการด าเนินการพร้อมรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ปัญหาและถอดบทเรียน (R1 =Research ครั้งที่ 1) ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบและพัฒนารูปแบบการ ด าเนินงาน (Working Model Development) (D1 = Development ครั้งที่ 1) ศึกษาและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ภาวะพึ่งพิง ล อ าเภอพิบูลมังสาหาร ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ โดย ด าเนินงานตามขั้นตอนโมเดลของ Kemmis และ McTaggart (1994) ประกอบด้วย 1) Plan 2) Action 3) Observe 4) Reflect เพื่อพัฒนา โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแล สุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบาง ขั้นตอนที่ 3 ด าเนินการทดลองรูปแบบการ ด าเนินงานใหม่ (The new working Model) (R2 =Research ครั้งที่ 2) โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาพ ผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง ทดลองใช้ในพื้นที่อ าเภอพิบูลมังสาหาร ประเมินผลด้วยแบบสอบถาม และข้อเสนอแนะ ขั้นตอนที่ 4 ประเมินและสรุปผลการพัฒนา (D2 = Development ครั้งที่ 2) น าผลที่ได้จากข้อเสนอแนะ ตามแนวทางการประเมิน เพื่อพัฒนาเป็น รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะ พึ่งพิง อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ด าเนินการระหว่างเดือนเมษายน ถึง เดือน มิถุนายน 2566
252 ประชากร และผู้เข้าร่วมวิจัย (Population and Sample Size) ประชากร เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง และกลุ่มเปราะบาง อ าเภอพิบูล มังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรทั้งหมด สุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ได้แก่ ผู้สูงอายุ 1 คน ต่อ 1 หมู่บ้าน รวม 185 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (Research Instrument) ผู้วิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับกรอบแนวคิดของความรู้ด้านสุขภาพของ Sorensen เพื่อออกแบบ โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง และแบบสอบถาม เกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ประกอบด้วย 1. โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง อ าเภอ พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีระยะเวลา 4 สัปดาห์ 2. แบบสอบถาม เรื่อง การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ของผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีประกอบด้วย 2 ตอน ตอนที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบ ตรวจสอบรายการ (Check List) มีข้อค าถามจ านวน 5 ข้อ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับ การศึกษา และระยะเวลาท างานเป็นผู้ดูแล ตอนที่ 2 ความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ และบริการสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการจัดการตนเอง ทักษะการตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่อ รวมเป็น 15 คะแนน แล้วน าคะแนนรวมทุกข้อ มาแบ่งระดับการดูแลสุขภาพช่องปาก ออกเป็น 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การแบ่งตามอันตรภาคชั้นที่ก าหนดจากค่าพิสัยที่ค านวณได้(Best & Khan, 1989) อันตรภาคชั้น = พิสัย จ านวนชั้นที่ต้องการแบ่ง ดังนี้ ความรอบรู้ทางด้านสุขภาพระดับดี คะแนนตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป ความรอบรู้ทางด้านสุขภาพระดับปากลาง คะแนนระหว่าง 6-10 คะแนน ความรอบรู้ทางด้านสุขภาพระดับต่ า คะแนนต่ ากว่า 5 คะแนน
253 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1) ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) ของเครื่องมือ โดยผู้เชี่ยวชาญวิจัยด้าน สาธารณสุข จ านวน 3 ท่าน ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) รายข้อ ระหว่าง .67 – 1.00 2) ตรวจสอบความเชื่อมั่นของข้อมูล (Reliability) โดยน าเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยไปทดลองใช้ (Tryout) ในอ าเภอโขงเจียม จ านวนกลุ่มตัวอย่าง 120 คน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงในด้านคุณลักษณะทาง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม กับกลุ่มตัวอย่างที่จะท าการศึกษา แล้วน ามาวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา (Alpha Coefficient) (Cronbach, 1951) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีค่า เท่ากับ 0.88 ซึ่งสามารถน าไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ (Institute for Digital Research & Education, 2021) การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection) รายละเอียดตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ประสานงานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล ในสังกัดสาธารณสุขอ าเภอพิบูลมังสาหาร เพื่อด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 2. เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง โดยอธิบายวัตถุประสงค์ของการวิจัยและวิธีการเก็บ รวบรวมข้อมูลจนเป็นที่เข้าใจ 3. รวบรวมแบบทดสอบ จนครบตามจ านวน ตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใน แบบสอบถามทุกฉบับก่อนเดินทางออกจากพื้นที่ 4. น าแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ เพื่อท าการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปต่อไป ข้อพิจารณาจริยธรรมในการวิจัย (Ethical Consideration) 1. การวิจัยครั้งนี้ ได้รับการพิจารณาทางจริยธรรมโดยคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัย ในมนุษย์ จังหวัดอุบลราชธานี ตามเอกสารรับรองโครงการวิจัย เลขที่ SSJ.UB 2566-70 วันรับรอง 4 เมษายน 2566 2. ผู้วิจัยเคารพสิทธิของผู้เข้าร่วมวิจัย โดยด าเนินการสอบถาม/หรือสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่ ยินดีให้ความร่วมมือในการตอบค าถามด้วยความสมัครใจ โดยขออนุญาตท าการเก็บรวบรวมข้อมูล อธิบายวัตถุประสงค์ของการวิจัยจนเป็นที่เข้าใจ รวมถึงการเก็บรักษาข้อมูลเป็นความลับ ไม่น าไปเปิดเผย เป็นรายบุคคล และกลุ่มตัวอย่างมีสิทธิที่จะไม่ตอบค าถาม หรือออกจากการวิจัยในระยะใดก็ได้
254 การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) 1. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของตัวแปร ก่อนและหลังกระบวนการพัฒนา ด้วยสถิติการทดสอบค่า ทีส าหรับการทดสอบสมมติฐานของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่สัมพันธ์กัน Paired Samples T-Test 2. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และน าเสนอผล ในลักษณะการบรรยาย และพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัย น าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล2ส่วน ตามวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. ผลการศึกษาการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง และ กลุ่มเปราะบาง อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 1.1 ผลการศึกษา วิเคราะห์บริบทของปัญหา ตารางที่ 1 ผลการศึกษา วิเคราะห์บริบทของปัญหา ปัญหา ข้อมูลที่พบ ปัญหาจากผู้ดูแล จากการศึกษาบริบทของอ าเภอพิบูลมังสาหาร ผู้ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงของ ผู้ดูแล อ าเภอพิบูลมังสาหาร ไม่ได้รับการอบรมความรอบรู้ด้านสุขภาพส่วนใหญ่นาน กว่า 5 ปี ปัญหาจากผู้สูงอายุภาวะ พึ่งพิง และกลุ่มเปราะบาง จากข้อมูลการคัดกรองผู้สูงอายุ 9 ด้าน ด้วย Model MKFF พบว่า ผู้สูงอายุมีความ รอบรู้ด้านสุขภาพในระดับต่ า โดยส่วนใหญ่ผู้สูงอายุให้ผู้ดูแล หรือลูกหลานตัดสินใจ เกี่ยวกับความต้องการด้านสุขภาพ ปัญหาจากแผนการดูแล ของ Care Manager เนื่องจาก Care Manager วางแผนการด าเนินงานไว้ส าหรับ Care Giver ท าให้ผู้ดูแล ผู้สูงอายุ ที่ไม่ใช่ Care Giver จึงมีแนวทางการดูแลที่ไม่เป็นมาตรฐาน จากตารางที่ 1 พบว่า ผู้สูงอายุไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับความต้องการด้านสุขภาพด้วยตนเอง ผู้ดูแลที่ อยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุไม่ได้รับการอบรมแนวทางการดูแล จึงน ามาเป็นข้อมูลในการวางแผนและพัฒนา
255 2. ผลการศึกษาโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะ พึ่งพิงและกลุ่มเปราะบาง พบว่า คุณลักษณะทางประชากร ปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 46 – 60 ปี ร้อยละ 51.29 สถานภาพสมรส สมรส ร้อยละ72.02 มีระดับการศึกษาของ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 58.92 ระยะเวลาที่ป่วย 6-9 ปีร้อยละ 59.74 ตารางที่ 2 ตารางแสดงระดับคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่ม เปราะบาง อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนและหลังกระบวนการพัฒนา (n=185) ระดับคะแนนความรอบรู้ฯ ก่อนกระบวนการพัฒนา จ านวน (ร้อยละ) หลังกระบวนการพัฒนา จ านวน (ร้อยละ) ระดับดี (มากกว่า 11 คะแนน) 106 (57.30) 131 (70.81) ระดับปานกลาง (6-10 คะแนน) 79 (42.70) 54 (29.19) ระดับต่ า (ต่ ากว่า 5 คะแนน) 0 0 X /S.D. 2.57/0.496 2.71/0.453 จากตารางที่ 2 พบว่า ก่อนกระบวนการพัฒนา ผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบาง ระดับคะแนนความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพ อยู่ในระดับดีร้อยละ 57.30 หลังกระบวนการพัฒนา พบว่า ระดับคะแนนความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพ อยู่ในระดับดี ร้อยละ 70.81 ( X /S.D.= 2.22/.42 และ 2.89/.319) การวิจัยครั้งนี้ ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของ ระดับความรอบรู้ในการ ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบางของผู้ดูแล อ าเภอพิบูลมังสาหาร ก่อนและหลัง กระบวนการพัฒนา ด้วยสถิติ Paired Samples T-test ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังแสดงในตารางที่ 3
256 ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยความรอบรู้ของผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง อ าเภอ พิบูลมังสาหาร ก่อนและหลังกระบวนการพัฒนา (n=185) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ n X S.D. t P-value ก่อนการด าเนินการ 185 2.57 .50 2.70 .035 หลังการด าเนินการ 185 2.71 .45 จากตารางที่ 3 หลังกระบวนการพัฒนา ผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบาง มีความ รอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพ เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนกระบวนการพัฒนา อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ( X /S.D.= 2.57/.50 และ 2.71/.45, P-value < .05) 3. ผลการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง และกลุ่มเปราะบาง อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี จากข้อมูลบริบทของปัญหา น ามาสู่การศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การทบทวนวรรณกรรม ร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข จากส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี จ านวน 5 ท่าน จากส านักงาน สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ในการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบางของผู้ดูแล อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี น าไปสู่การพัฒนา โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะ พึ่งพิงและกลุ่มเปราะบาง ระยะเวลา 4 สัปดาห์ โปรแกรมนี้ประกอบด้วย 4 กิจกรรม
257 ตารางที่ 4 โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง อ าเภอ พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี สัปดาห์ ระยะเวลา กิจกรรม 1 2 ชั่วโมง แนะน าตัว อธิบายรายละเอียดงานวิจัย ตอบแบบสอบถามก่อนการทดลอง (Pre-test) นัดหมายกิจกรรมครั้งที่ 2 2 6 ชั่วโมง แบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม วิทยากรอธิบายกิจกรรมและขั้นตอนต่างๆ ใน โปรแกรม ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านความเข้าใจข้อมูลสุขภาพ กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ กิจกรรมที่ 3 กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ กิจกรรมที่ 4 กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านสุขภาพ 3 2 ชั่วโมง ชี้แจงแนวทางการด าเนินกิจกรรม ให้เขียนอธิบายการน าความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทั้ง 4 ด้าน ไปใช้ในการดูแลได้อย่างไร 4 2 ชั่วโมง สรุปผลการฝึกภาคปฏิบัติ ตอบแบบสอบถามหลังการทดลอง (Post-Test) มอบ ของรางวัล และสรุปผลการวิจัย โดยด าเนินงานตามขั้นตอนโมเดลของ Kemmis และ McTaggart (1994) วงจร PAOR ประกอบด้วย 1) Plan 2) Action 3) Observe 4) Reflect ประเมินและสรุปผลการพัฒนา น าผลที่ได้จากข้อเสนอแนะ ตามแนวทางการประเมิน เพื่อพัฒนาเป็น รูปแบบการส่งเสริมความ รอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี สรุปและอภิปรายผล พัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ของผู้ดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง และกลุ่มเปราะบาง อ าเภอ พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ธานินทร์ ไชยานุกูล (2563) ศึกษาการ พัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุบ้านค าครั่ง อ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ ก่อนและหลังการด าเนินการพัฒนาความรอบรู้ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น กว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ
258 สอดคล้องกับผลการวิจัยของ รจนารถ ชูใจ, ชลธิชา บุญศิริ และกมลพร แพทย์ชีพ (2564) ที่ ศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคโควิด-19 ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการ ป้องกันโควิด -19 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน ต าบลดอนตะโก อ าเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยได้น าแนวคิดด้านสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุข (2563) มาใช้โดยท ากระบวนการ 3 ขั้นตอน ที่มี ระดับการรับรู้ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ที่ 1 ความรอบรู้ด้านสุขภาพขั้นพื้นฐาน ระดับที่ 2 ความรอบรู้ด้าน สุขภาพขั้นปฏิสัมพันธ์ และระดับที่ 3 ความรอบรู้ด้านสุขภาพขั้นวิจารณญาณ เพื่อวิเคราะห์ความรอบรู้ ด้านสุขภาพเพื่อสะท้อนและอธิบายผลลัพธ์ พบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้านมีความรอบรู้ ด้านสุขภาพหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความรอบรู้ทางด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ภมร ดรุณ (2562) ที่ศึกษาปัจจัยความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนจังหวัดบึงกาฬ พบว่ามีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแล ตนเองอยู่ในระดับกลาง ผู้ป่วยเบาหวานย่อมแสวงหาข้อมูลเพื่อการดูแลตนเองมากกว่าคนปกติทั่วไป และ ผลการวิจัยครั้งยังไม่สอดคล้องกับผลการวิจัยของ เนตรนภา กาบม ีและคณะ (2564) ที่ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ต าบลโนนสูง อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีพบว่าผู้ป่วยเบาหวานในต าบลโนนสูง จังหวัดอุดรธานี มีความ รอบรู้ด้านสุขภาพในระดับปานกลาง ทั้งนี้เป็นเพราะเป็นการศึกษาในต่างพื้นที่กัน นโยบายด้านการสร้าง เสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ผู้ป่วยโรคเบาหวานของจังหวัดอุบลราชธานีอาจแตกต่างจากของจังหวัด อุดรธานีนโยบายด้านการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ผู้ป่วยโรคเบาหวานของจังหวัดอุบลราชธานี อาจแตกต่างจากของจังหวัดอุดรธานีนโยบายด้านการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ผู้ป่วย โรคเบาหวานของจังหวัดอุบลราชธานีอาจแตกต่างจากของจังหวัดอุดรธานี และผลการวิจัยครั้งนี้ยังไม่ สอดคล้องกับผลการวิจัยของ กิตนิษฐา โพธิ์ละเดา (2563) ที่ศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วย เบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตเมือง และเขตชนบท อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ จังหวัดอ านาจเจริญ พบว่าผู้ป่วย เบาหวานมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และยังไม่สอดคล้องกับผลการวิจัยของ มนตรี นรสิงห์ และสุทธิพันธ์ ถนอมพนธ์ (2562) ที่ศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ของผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ าตาลในเลือกหรือความดันโลหิต กรณีศึกษาโรงพยาบาลนครพิงค์พบว่าผู้ป่วย เบาหวานมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับปานกลางเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ในท านอง เดียวกันกับกรณีของจังหวัดอุดรธานี เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า พบว่า ด้านที่มี ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความรู้ความเข้าใจ อยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้เพราะความรู้ความเข้าใจเป็นความ รอบรู้ด้านสุขภาพขั้นพื้นฐาน ผลการวิจัยครั้งนี้ยังพบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานที่มี
259 ระดับต่ าที่สุด คือ ด้านการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ อยู่ในระดับปานกลาง เป็นเพราะผู้ป่วย เบาหวานยังได้รับข้อมูลข่าสารเกี่ยวกับข้อมูลและบริการสุขภาพไม่เพียงพอ เมื่อเปรียบเทียบกับความรอบรู้ด้านสุภาพของผู้ป่วยเบาหวานกับประเทศอิหร่าน ผลการ วิจัย ครั้งนี้พบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาพตนเองโดยรวมอยู่ในระดับสูง ซึ่งไม่ สอดคล้องกับการวิจัยของ M Seyedoshohadaee, S Barasteh, F Jalalinia, M Eghbali & M Nazami (2016) ที่ได้ท าการวิจัยที่กรุง Teharan ซึ่งพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับ ต่ า ปานกลาง และสูง ร้อยละ 24, 34 และ 42 ตามล าดับ ทั้งนี้เพราะมีความแตกต่างกันทั้งบริบทด้าน สุขภาพ เศรษกิจ สังคม และการเมือง และผลการวิจัยครั้งนี้ยังไม่สอดคล้องกับผลการวิจัยของ Nesrin Ilhan, Safiye Teli, Betul Temel & Turkinaz Asti. (2020) ที่ได้วิจัยในคลินิกของโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยอิสตันบุล ประเทศตุรกี พบว่าร้อยละ 81.50 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับต่ า ซึ่ง สามารถอธิบายเหตุผลได้ในท านองเดียวกันกับกรณีของอิหร่าน ข้อเสนอแนะและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. น าข้อมูลผลการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง และกลุ่มเปราะบางของผู้ดูแล อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีใช้อ้างอิงเพื่อพัฒนาแผนการ ด าเนินงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป 2. การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและกลุ่ม เปราะบางของผู้ดูแล อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นต่อไป ข้อแสนอแนะในการท าวิจัยครั้งถัดไป 1. ในการวิจัยครั้งถัดไปควรเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วม โดยให้ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพมีส่วน ร่วมในการท าวิจัย และควรเพิ่มระยะเวลาการติดตามผลเพื่อการประเมินที่ดียิ่งขึ้น 2. ในการท าวิจัยครั้งถัดไปควรพัฒนาเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลใหม่ เพื่อค าถามให้ ครอบคลุมและมีความเฉพาะเจาะจงกับประเด็นที่ต้องการศึกษา
260 บรรณานุกรม กิตนิษฐา โพธิ์ละเดา และคณะ. (2563). ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตเมือง และเขตชนบท อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ จังหวัดอ านาจเจริญ. วารสารส านักงานสาธารณสุข จังหวัดขอนแก่น. 2(1), 22-39. ธานินทร์ ไชยานุกูล. (2563). การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ ต าบลค าครั่ง อ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี.วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยทักษิณ, 2(3), 73-79. เนตรนภา กาบมณี และคณะ. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการ ดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ต าบลโนนสูง อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. วารสาร โรงพยาบาลจังหวัดสกลนคร. 24 (1), 23-33. มนตรี นรสิงห์ และสุทธิพันธ์ ถนอมพันธ์. (2562). ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของ ผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ าตาลในเลือกหรือความดันโลหิต กรณีศึกษาโรงพยาบาลนครพิงค์. วารสารโรงพยาบาลนครพิงค์ .10 (1), 35-49. ภมร ดรุณ ประกันชัย ไกรรัตน์. (2562). ปัจจัยความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพของ ประชาชนจังหวัดบึงกาฬ. วารสารวิชาการ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. ปีที่ 15 (3), 71-82. รถจนา ชูใจ, ชลธิชา บุญศิริ, และกมลพร แพทย์ชีพ. (2564). ผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพใน การป้องกันโรคโควิด -19 ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน ต าบลดอนตะโก อ าเภอเมือง จังหวัดราชบุรี. วารสาร เครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 8(1), 250-262. ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี. (2566). คลังข้อมูลสุขภาพ (Health Data Center: HDC). ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี. http://zone1.phoubon.in.th/hdc /main /index.php ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอพิบูลมังสาหาร. (2562). แฟ้มข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปี 2566. ส านักงาน สาธารณสุขอ าเภอพิบูลมังสาหาร.. ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2562). การคาดประมาณประชากรของ ประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. Cronbach, L.J. (1984). Essential of Psychological Testing. Harper & Row. Institute for Digital Research & Education: Statistical and Consulting, University of California. (2021, May 20). What does Cronbach’s Alpha Mean?. http://stats.idre.ucla.edu/spss/faq/what-does-cronbach’s alpha mean
261 Daniel, W. W., & Cross, C. L. (2010). Biostatistics: a foundation for analysis in the health sciences. Wiley. https://books.google.co.th/books?hl=th&lr=&id Institute of Medicine. (2004). Health Literacy: A Prescription to End Confusion. Retrieved from http://www.iom.edu/Reports/2004 />health-literacy-a-prescription-toendconfusion.aspx M Seyedoshohadaee, S Barasteh, F Jalalinia, M Eghbali & M Nazami (2016). The relationship between health literacy and self-care behaviors in patients with type 2 diabetes. Iranian Journal of Nursing Research 2016, 10(4): 43-51. Nesrin Ilhan, Safiye Teli, Betul Temel & Turkinaz Asti. (2020). Heaalth literacy and diabetes self-care in individuals with type 2 diabetes in Turkey. Primsry Care Diabetes. 15(1); 74-79. Nutbeam, D. (2009). Defining and measuring health literacy: what can we learn from literacy studies. International journal of public health, 54(5), 303-305. Sorensen, K., Van den Broucke, S., Fullam, J., Doyle, G., Pelikan, J., Slonska, Z., & Brand, H. (2012). Health literacy and public health: a systematic review and integration of definitions and models. BMC public health, 12(1), 1-13. World Health Organization. (1998). Health promotion glossary. Geneva: WHO publications.
262 ภาคผนวก
263 ภาคผนวก ก ผลการประกวดผลงานวิชาการ ในการประชุมวิชาการชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงแรมเนวาด้า คอนเวนชัน จังหวัดอุบลราชธานี
264
265
266
267
268
269 ภาคผนวก ข คณะกรรมการประเมินและตัดสินการประกวดผลงานวิชาการ ในการประชุมวิชาการชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงแรมเนวาด้า คอนเวนชัน จังหวัดอุบลราชธานี
270 คณะกรรมการประเมินและตัดสินการประกวดผลงานวิชาการ การประกวดผลงานวิจัยนําเสนอด้วยวาจา (Research : Oral Presentation) ณ ห้องประชุมหยกแก้ว โรงแรมเนวาด้า คอนเวนชัน จังหวัดอุบลราชธานี 1.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติ เหลาสุภาพ อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2. ดร.กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ หัวหน้าฝุายพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบริการ ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเมืองอุบลราชธานี 3.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อารี บุตรสอน อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
271 คณะกรรมการประเมินและตัดสินการประกวดผลงานวิชาการ การประกวดผลงานวิจัยนําเสนอด้วยโปสเตอร์ (Research : Poster Presentation) ณ ห้องประชุมห้องบุษราคัม โรงแรมเนวาด้า คอนเวนชัน จังหวัดอุบลราชธานี 1. ดร.ชนาธิป ศรีสุระ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงรณ 2. นางบรรเทิง พลสวัสดิ์ นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการพิเศษ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลดงห่องแห่ อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 3.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภคิน ไชยช่วย รองผู้อ านวยการกลุ่มงานวิจัยและนวัตกรรม วิทยาลัยการสาธารณสุขสิริธร จังหวัดอุบลราชธานี
272 คณะกรรมการประเมินและตัดสินการประกวดผลงานวิชาการ การประกวดผลงานประเภท R2R นําเสนอด้วยโปสเตอร์ (Routine to Research : Poster Presentation) ณ ห้องประชุมโกเมน โรงแรมเนวาด้า คอนเวนชัน จังหวัดอุบลราชธานี 1. อาจารย์ ดร. จรูญศรี มีหนองหว้า อาจารย์ประจ า สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี 2. นางส าราญ พูลทอง พยาบาลวิชาชีพช านาญการ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลยางลุ่ม อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เด่นดวงดี ศรีสุระ อาจารย์ประจ าภาควิชา สาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี
273 คณะกรรมการประเมินและตัดสินการประกวดผลงานวิชาการ การประกวดผลงานประเภทนวัตกรรม นําเสนอด้วยโปสเตอร์ (Innovation : Poster Presentation) ณ ห้องประชุมบุษราคัม โรงแรมเนวาด้า คอนเวนชัน จังหวัดอุบลราชธานี 1. อาจารย์ ดร. อรุณ บุญสร้าง อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2. อาจารย์นพดล ศุภโกศล นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการพิเศษ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลปากน้ า อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 3. นางสาวขนิษฐา หล้ามาชน นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงรณ
274 คณะกรรมการประเมินและตัดสินการประกวดผลงานวิชาการ ประเภทงานวิจัยนําเสนอด้วยวาจา (Research Oral Presentation) ณ ห้องประชุมหยกแก้ว โรงแรมเนวาด้า คอนเวนชัน จังหวัดอุบลราชธานี 1.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลชญา ลอยหา อาจารย์ประจ า คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 2. ดร.อภิรดี เจริญนุกูล อาจารย์ประจ า วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 3.อาจารย์ ดร.ปิยะณัฏฐ์จันทวารีย์ อาจารย์ประจ าวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
275 ประวัติกรรมการประเมินและตัดสินผลงานวิชาการ ประวัติการศึกษา ปริญญาเอก : ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ปริญญาโท : สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ปริญญาตรี: สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ประวัติการทํางาน 2566-2567 กรรมการสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2560- 2563 ผู้ช่วยคณบดีฝายพันธกิจสังคม วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัย อุบลราชธานี 2563-ปัจจุบัน กรรมการหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต และเลขาการพัฒนา หลักสูตร สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัย อุบลราชธานี 2562-ปัจจุบัน เป็นกรรมการสภาอาจารย์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2566-2567 เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2556 – ปัจจุบัน เป็นกรรมการสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข 2563และ 2464เป็นทีมประเมินคุณภาพหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร อุบลราชธานี ปัจจุบัน เป็นหัวหน้ากลุ่มวิจัยทางสาธารณสุข วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัย อุบลราชธานี ด้านวิชาการ กองบรรณาธิการ วารสารแพทยศาสตร์ และสาธารณสุขวิทยาลัยแพทยศาสตร์และการ สาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ สสจ.กาฬสินธุ์ กองบรรณาธิการ วารสารมหาวิทยาลัยทักษิณ กองบรรณาธิการ วารสารส านักงานควบคุมและปูองกันโรคที10 อุบลราชธานี ผลงานวิจัยตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารี บุตรสอน อาจารย์ประจําวิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
276 ประวัติกรรมการประเมินและตัดสินผลงานวิชาการ ประวัติการศึกษา ปริญญาเอก : ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ปริญญาโท : สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต ปริญญาตรี: สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต : นิติศาสตรบัณฑิต ประวัติการทํางาน 2532 เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน โรงพยาบาลหนองกุงศรีจังหวัดกาฬสินธุ์ 2538 นักวิชาการสุขาภิบาล โรงพยาบาลหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ 2542 นักวิชาการสาธารณสุข 7 ว. โรงพยาบาลหนองกุงศรีจังหวัดกาฬสินธุ์ 2550 นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ โรงพยาบาลหนองกุงศรีจังหวัดกาฬสินธุ์ 2557-ปัจจุบัน อาจารย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ด้านวิชาการ 1. หัวหน้าโครงการจัดท าข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนหลักประกัน สุขภาพพื้นที่ ปี2559-2560 2. วิทยากรอบรมเทคนิคการให้สุขศึกษาส าหรับเจ้าหน้าทีสาธารณสุข 3. วิทยากรโครงการพัฒนางานประจ าสู่งานวิจัย R2R คปสอ.ไทยเจริญ จังหวัดยโสธร 3. วิทยากรโครงการพัฒนาสุขภาพนักเรียนต ารวจตระเวนชายแดน 4. วิทยากรโครงการวิจัยส านักงานสาธารณสุขอ าเภอศิลาลาด 5. วิทยากรโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าทีด้านการเขียนผลงาน วิชาการแบบ มืออาชีพผ่านกระบวนการสร้างงานประจ าสู่งานวิจัยอ าเภอกันทรลักษ์ 6. วิทยากรวิพากษ์ผลงานและตัดสินการประกวดผลงานวิชาการ สสจ.อ านาจเจริญ 7.วิทยากรวิพากษ์ผลงานและตัดสินการประกวดผลงานวิชาการส านักงานเขตสุขภาพที10 อุบลราชธานี 8. วิทยากรวิพากษ์ผลงานและตัดสินการประกวดผลงานวิชาการระดับนานาชาติ ส านักงาน เขตสุขภาพที7 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติ เหลาสุภาพ อาจารย์ประจําวิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
277 ประวัติกรรมการประเมินและตัดสินผลงานวิชาการ ประวัติการศึกษา พ.ศ.2559: ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต(ปร.ด.) ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค มรภ.อุบลราชธานี พ.ศ.2556 : หลักสูตรเฉพาะทางการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช พ.ศ.2552 : สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสร้างเสริมสุขภาพ มรภ.อุบลราชธานี พ.ศ.2552 : พยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสรรพสิทธิประสงค์ พ.ศ.2547 : สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต (สาธารณสุขศาสตร์) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ.2538 : ประกาศนียบัตรสาธารณสุขศาสตร์ วสส.ขอนแก่น ประวัติการทํางาน 2538 : เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 2 สถานีอนามัยบ้านดอนจิก อ าเภอพิบูลมังสาหาร 2539-2544 : หัวหน้าฝุายสุขาภิบาลและควบคุมโรค สสอ.น้ าขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี 2545-2546 : หัวหน้าฝุายส่งเสริมสุขภาพ สสอ.น้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี 2547-2548 : เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 6 สสอ.เขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี 2549–2550 : หัวหน้าสถานีอนามัยบ้านพระเสาร์ อ าเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร 2553-2554 : หัวหน้าฝุายควบคุมโรคติดต่อ สสอ.เมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 2555-2556: อาจารย์ประจ ากลุ่มงานสุขภาพจิตวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 2557-2558: นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการรพ.สต.บ้านหัวดง อ าเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร 2559-2560 : พยาบาลวิชาชีพช านาญการ รพ.สต.บ้านย่อ อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร 2561-2563 : พยาบาลวิชาชีพช านาญการ รพ.สต.ดงบัง/หนองบ่อ อ าเภอเมืองอุบลราชธานี 2563-2564 : พยาบาลวิชาชีพช านาญการ ส านักงานเขตสุขภาพที่ 10 2565 ถึงปัจจุบัน : หัวหน้าฝุายพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบริการ สสอ.เมืองอุบลราชธานี ด้านวิชาการ - ผู้ทรงคุณวุฒิการสอบวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี - ผู้ทรงคุณวุฒิอ่านบทความวิจัย/วิชาการ วารสารราชธานีนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ Journal of Ratchathani Innovative Health Science /วาสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. Journal Name : UBRU Journal for Public Health Research - ผู้ทรงคุณวุฒิในการวิพากษ์หลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ ระดับปริญญาตรี/ ปริญญาเอก - คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชธานี ดร.กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์ พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบริการ สํานักงานสาธารณสุขอําเภอเมืองอุบลราชธานี
278 4. ผลงานวิจัยและงานวิชาการ กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์. (2552). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปูองกันโรคเลปโต สไปโรซีส ของประชาชน จังหวัดยโสธร. วารสารพิชญทรรศน์,4(2) , 112-126. สุทธิพงษ์ สุทธิลักษมุนีกุล, กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์ และ วิชัย ลุนสอน. (2559). ทุนทางสังคม กับการจัดการสุขภาพชุมชนต าบลย่อ อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ปี 2559. วารสาร มนุษยศาสตร์วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 8 (2), 392-407. สุทธิพงษ์ สุทธิลักษมุนีกุล, กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์และกิตติยา ค าจันทร์. (2560). การน าหลัก ธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงานองค์การบริหารส่วนต าบล และเทศบาลต าบลในเขต อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารศรีวนาลัยวิจัย, 4, (1), 108-120. กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์, ธีรวุฒิ เอกะกุล และ เพชรมณี วิริยะสืบพงศ์. (2560). รูปแบบผู้น า เชิงกลยุทธ์ส าหรับผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล สังกัดกระทรวง สาธารณสุข. วารสารรมยสาร, 15 (1), 76-8. ฐิติมา โกศัลวิตร, กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์, สุทธิพงษ์ สุทธิลักษมุนีกุล และ ขนิษฐา หล้ามาชน. (2560). ผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ทักษะชีวิตร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมใน การพัฒนาพฤติกรรมการปูองกันโรคเอดส์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารราชธานีนวัตกรรมทางสังคมศาสตร์, 1 (1), 45-63. กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์, ฐิติมา โกศัลวิตร และนฤมล บุญญนิวารวัฒน์. (2562). รูปแบบการดูแล ระยะยาวแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนส าหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลดงบัง อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี. มนุษยสังคมสาร(มสส.), 17(1),1-19. กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์, ฐิติมา โกศัลวิตร และนฤมล บุญญนิวารวัฒน์. (2562). พฤติกรรมการ ดูแลตนเองของผู้ปุวยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดไม่ได้ โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบลดงบังอ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี,วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์.8(2) ,32-42. ฐิติมา โกศัลวิตร, กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์,นฤมล บุญญนิวารวัฒน, ธิดารัตน์ ศรีธรรมา. (2562). ผล ของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพส าหรับผู้ปุวยโรคเบาหวานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล ดงบัง อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี. Journal of Ratchathani Innovative Health Sciences, 3 (1) , 26-37. บรรเทิง พลสวัสดิ์, จรูญศรี มีหนองหว้า และกัญญารัตน์ กันยะกาญจน์. (2566). การพัฒนารูปแบบ การดูแลแบบประคับประคองโดยการมีส่วนร่วม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลดงห่องแห่ อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี. น าเสนอ ในการประชุมวิชาการพยาบาลชุมชนระดับชาติ ครั้งที่ 15 ที่จังหวัดสงขลา. วรรณวิสา คลังเจริญ และกัญญารัตน์ กันยะกาญจน์. (2566). การพัฒนารูปแบบการบูรณาการงาน บ าบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย อ าเภอเมือง อุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี. น าเสนอในงานประชุมวิชาการ First international DRUG FORUM 2023. ณ.อิมแพคเมืองทองธานี.
279 ประวัติกรรมการประเมินและตัดสินผลงานวิชาการ ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2557 ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษา ) คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี พ.ศ. 2540 การศึกษามหาบัณฑิต (การวัดผลการศึกษา) ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2537 สาธารณสุขศาสตร์ (บริหารสาธารณสุข) คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2533 ประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์และผดุงครรภ์ชั้นสูง (4 ปี) วิทยาลัยพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี งานวิจัยที่เผยแพร่ ภคิน ไชยช่วยและคณะ. (2560). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับพฤติกรรมการท างานที่ ปลอดภัยของคนงานท าเฟอร์นิเจอร์ไม้ ต าบลโนนก่อ อ าเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารราชธานีนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 1(1), 81-96. ภคิน ไชยช่วยและคณะ. (2560). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจสุขภาพของผู้สัมผัส อาหารในเขตเทศบาลต าบลเมืองศรีไค อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี.วารสารราชธานี นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ, (1)1, 64-80. ภคิน ไชยช่วยและคณะ. (2561). ประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลตนเองส าหรับผู้ปุวยเบาหวาน ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน อ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ สุขภาพ, 1(2), 20-31. ภคิน ไชยช่วย และ ทองค า ศรีเนตร. (2561). ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจการบริหารทรัพยากร บุคคลของส านักงานสาธารณสุขจังหวัดยโสธร. วารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี, 7(1), 31-39. ภคิน ไชยช่วยและคณะ. (2561). ปัญหาความก้าวหน้าและการประกอบวิชาชีพทันตาภิบาล. วารสารทันตาภิบาล, 29(1), 49-56. ผู้ช่วยศาตราจารย์ดร. ภคิน ไชยช่วย รองผู้อํานวยการกลุ่มงานวิจัยและนวัตกรรม หัวหน้าฝ่ายพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบริการ สํานักงานสาธารณสุขอําเภอเมืองอุบลราชธานี
280 ทศพล แอนโก, ไพรวรินทร์ ทิพย์พิมพ์วงศ์, ศิริยุทธ ยิ่งใหญ่, ภคิน ไชยช่วย และปิยะณัฐฏ์ จันทวารีย์. (2563). การศึกษาสมรรถนะของนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ทันตสาธารณสุข สังกัดพระบรม ราชชนก. วารสารทันตาภิบาล. 31(1), 1-11. อรอนงค์ ด าข า,พรศรี งามรวี และภคิน ไชยช่วย. (2563). การศึกษากิจกรรมทางกายของครูในโรงเรียนมัธยม กรณีศึกษาครูโรงเรียนมัธยมศึกษาเขตอ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ 3(2), 70-80. กิตติยา ศรีมาฤทธิ์, อลิษา มูลวงค์, ธิดานันท์ดาลาด, เพ็ญศิริ นาโสก, แก้วใจ มาลีลัย, ภคิน ไชยช่วย และพร พรรธน์ มันตะสูตร. (2564). ประสิทธิผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาต่อพฤติกรรมการปูองกันโรคฟันผุ ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน ต าบลเมืองศรีไค อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา, 1(1), 1-16. วรัญญา ไชยโคตร, รัตติยา พานิพัฒน์, เกศิณี หาญจังสิทธิ์, ภคิน ไชยช่วย และ อุรารัช บูรณะคงคาตรี. (2564). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปูองกันโรคซิฟิลิสในนักเรียนอาชีวศึกษา. วารสาร สาธารณสุขและสุขภาพศึกษา, 1(1), 17-31. จุฑาทิพย์ ยอดสง่า, มณีวรรณ ดาบสมเด็จ, เกศิณี หาญจังสิทธิ์, ภคิน ไชยช่วย และอุรารัช บูรณะคงคาตรี. (2564). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปูองกันโรคซิฟิลิสของนักเรียนเทคนิค. วารสาร สาธารณสุขและสุขภาพศึกษา. 1(2). 58-74. Kaewjai Maleelai* and Pakin Chaichuay. (2022). Factor Related to Satisfaction with Online Learning during COVID-19 Outbreak among Public Health Students, Thailand. International Journal of Education and Humanities. 2022; 2(3): 126-134. ผลงานทางวิชาการ (เอกสาร,ตํารา) ภคิน ไชยช่วย. (2561) ต ารา หลักการสาธารณสุข. วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี. ภคิน ไชยช่วย. (2561) ต ารา ความรู้เบื้องต้นเกี่ยววิจัยเบื้องต้น. วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร. จังหวัดอุบลราชธานี. ภคิน ไชยช่วย. (2562) ต ารา สถิติเพื่อการวิจัย. วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี. กิจกรรมพิเศษทางวิชาการ 1. ผู้ทรงคุณวุฒิการสอบวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทและเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 2. Peer Review (ผู้ทรงคุณวุฒิอ่านบทความวิจัย/วิชาการ) วารสาร 6 เล่ม 1) วารสารศรีวนาลัยวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 2) วารสารราชธานีนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ สุขภาพ 3) วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ 4) วารสารวิจัยและนวัตกรรมนักศึกษา สถาบันพระ บรมราชชน 5) วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล 6) วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม (Journal of Public Health and Innovation) 3. บรรณาธิการ วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา
281 ประวัติกรรมการประเมินและตัดสินผลงานวิชาการ ประวัติการศึกษา พ.ศ.2546 : พยาบาลศาสตรบัณฑิต วพบ.สรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี พ.ศ. 2550:สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการสร้างเสริมสุขภาพ มรภ.อุบลราชธานี พ.ศ. 2557: ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต(ปร.ด.) ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค มรภ.อุบลราชธานี ประวัติ/ประสบการณ์การทํางาน : 2546 - 2553 กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนโรงพยาบาลกุดข้าวปุูน 2553 – 2555 หัวหน้างานสุขศึกษา กลุ่มภารกิจบริการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ 2555 – 2560 หัวหน้างานส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มภารกิจบริการด้านปฐมภูมิ 2560 – ปัจจุบัน หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาคุณภาพบริการและมาตรฐาน กลุ่มภารกิจด้าน พัฒนาระบบบริการฯ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ 2562 – ปัจจุบัน คณะกรรมการขับเคลื่อนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนางาน วิชาการ งานวิจัย สู่นวัตกรรมสุขภาพ อ าเภอเมืองอุบลราชธานี 2561 ผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) ประจ าวารวิจัยสารสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี ด้านการพยาบาลและสร้างเสริมสุขภาพ 2560 – ปัจจุบัน ผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) ประจ าวารวิจัยสารสาธารณสุข ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี 2550 – ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือวิจัย ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก 2560 – ปัจจุบัน วิทยากร/ผู้ทรงคุณวุฒิในการวิพากษ์งานวิชาการในหน่วยงานและนอก หน่วยงาน 2562 – ปัจจุบัน กระบวนกรองค์กรสร้างสุข ดร. ชนาธิป ศรีสุระ พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาคุณภาพบริการและมาตรฐาน โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ จังหวัดอุบลราชธานี
282 2563 – ปัจจุบัน คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ส านักงานสาธารณสุข จังหวัดอุบลราชธานี 2566 คณะกรรมการวิชาเขตสุขภาพที่ 10 กระทรวงสาธารณสุข ผลงานวิจัย/วิชาการ งานวิจัย : พ.ศ. 2550 : พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ปุวยโรคเบาหวาน จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ.2556 : รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ พ.ศ.2562 : การรวมกลุ่มเกษตรกรในการสร้างมาตรฐานข้าวอินทรีย์ เพื่อสร้างรายได้และ สุขภาวะที่ดีของชุมชนบ้านแคน ต าบลยางสักกระโพหลุ่ม อ าเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี(สนับสนุนโดยส านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ฝุายวิจัยเพื่อท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี) พ.ศ.2563 : การมีส่วนร่วมของชุมชนในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กก่อนวัยเรียน เทศบาลต าบล ภูจองนายอย อ าเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี (สนับสนุนโดย ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)) พ.ศ.2564 : การพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อปูองกันการรักษาผู้ปุวยโรคไวรัสโคโรน่า 2019 (สนับสนุนโดย ส านักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) พ.ศ.2564 : การพัฒนาระบบบริหารการจัดคิวและการจองคิวออนไลน์ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ จังหวัดอุบลราชธานี (สนับสนุนโดย ส านักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) บทความวิชาการ : - สภาวะสุขภาพและความต้องการในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ในเขตตรวจราชการ สาธารณสุข เขต 13
283 ประวัติกรรมการประเมินและตัดสินผลงานวิชาการ ประวัติการศึกษา พ.ศ.2552 : พยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี พ.ศ.2562 : พยาบาลศาสตรหาบัณฑิต (สม.) สาขา พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช - การพยาบาลเฉพาะทางเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาพยาบาลเบื้องต้น) - อบรมหลักสูตรการพยาบาลผู้ปุวยมะเร็ง - หลักสูตรผู้บริหารระดับต้น งานสอน /วิทยากร ปี พ.ศ.2559 1. เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงฝึก พยาบาลอบรมเฉพาะทาง ในการดูแลผู้ปุวยระยะสุดท้ายแบบ ประคับประคอง ของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ 2. เป็นวิทยากรอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ บุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในการดูแลผู้ปุวย แบบประคับประคองจากโรงพยาบาลระดับต่างๆสู่ชุมชน จังหวัดยโสธร ปี พ.ศ.2560 1. เป็นวิทยากรอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ บุคลากรสาธารณสุขและอาสาสมัครของเทศบาลนคร อุบลราชธานี ในการดูแลผู้ปุวยแบบประคับประคองในชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี2 รุ่น ปี พ.ศ.2561 1. เป็นวิทยากรอบรมพยาบาลเฉพาะทาง สาขา Palliative care จัดโดยวิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนีสรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี 2. เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงและวิทยากร อบรมรมหลักสูตร Family nurse ของเขตสุขภาพที่ 10 จัดโดยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสรรพสิทธิประสงค์อุลบลราชธานี นางบรรเทิง พลสวัสดิ์ นักวิชาการสาธารณสุขชํานาญการพิเศษ ผู้อํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลดงห่องแห่ สํานักงานสาธารณสุขอําเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
284 ผลงานวิจัย/วิชาการ พ.ศ.2558 : ผลการใช้รูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดหวานโดยใช้สื่อออนไลด์ ของ นักเรียนโรงเรียนปทุมพิทยาคม เผยแพร่ในวารสารประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2558 : การพัฒนาระบบเครือข่ายการดูแลผู้ปุวยระยะท้ายแบบไร้รอยต่อ โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพดงห่องแห่ อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เผยแพร่ในวารสารประชุมวิชาการ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2559 : ผลการประเมินทักษะการดูแลผู้สูงอายุของ อสม.ในพื้นที่ต้นแบบ Long Team Care เผยแพร่ในวารสารประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2559 : การพัฒนาคุณภาพบริการในคลินิกโรคเรื้อรังด้วยแนวคิด LEAN โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพดงห่องแห่ อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานีเผยแพร่ในวารสารประชุมวิชาการ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2559 : การพัฒนาระบบการส่งต่อโรคหลอดเลือดสมองในหน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพดงห่องแห่ อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เผยแพร่ในวารสารประชุม วิชาการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2560 : การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบประคับประคองในหน่วยบริการปฐมภูมิ เผยแพร่ ในวารสารประชุมวิชาการ Service Plan รวมใจ ก้าวไกล 4.0 กองบริหารการสาธารณสุข ส านักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2560 : ผลการจัดการรายกรณีในการดูแลผู้ปุวยมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ าดีแบบ ประคับประคองโดยทีมหมอครอบครัว เผยแพร่ในวารสารประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2560 : การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ปุวยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองในชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพดงห่องแห่ อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี. (วิทยานิพนธ์) พ.ศ.2561 : การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่ต าบล Long term Care เผยแพร่ในวารสารประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2562 : บรรเทิง พลสวัสดิ์ มุกดา หนุ่ยศรีและปนัดดา ปริยทฤฆ. (2562). การพัฒนา รูปแบบการดูแลผู้ปุวยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองในชุมชน. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบ สุขภาพ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธ์,12 (1) :181-189 พ.ศ.2564 : กิตติยาพร จันทร์ชม ญาณี แสงสายและบรรเทิง พลสวัสดิ์. (2564). การ เสริมสร้างพลังอ านาจในการดูแลผู้ปุวยระยะท้ายแบบประคับประคองในครอบครัวและชุมชน: บทบาทส าคัญของพยาบาล. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิ ประสงค์, 5(2): 12-24