E-BOOK การสังเคราะห์ด้วยแสง E-BOOK PPPPPHHHHHOOOOOTTTTTOOOOOSSSSSYYYYYNNNNNTTTTTHHHHHEEEEESSSSSIIIIISSSSS
CHAPTER 11
นางสาว วนชั พร สวสั ดี
ม.5/6 เลขท่ี 16
1. โฟตอน (PHOT0N) (โฟ-ตอน)
หรือ อนุภาคของแสง เปน็ การพิจารณาแสงในลกั ษณะของอนุภาค
เน่ืองจากในทางฟิสกิ ส์นั้น คลืน่ สามารถประพฤตติ ัวเหมือนอนภุ าค
เมื่ออยู่ในสภาวะใดสภาวะหน่ึง ซงึ่ ในทางตรงกันขา้ มอนุภาคกแ็ สดง
สมบตั ขิ องคล่ืนไดเ้ ช่นกนั เรยี กวา่ เป็นคุณสมบตั ิทวิภาคของคลนื่ -
อนภุ าค(wave–particle duality)ดังน้ันเม่ือพจิ ารณาแสงหรอื
คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ในลักษณะอนุภาค อนภุ าคน้ันถูกเรยี กวา่ โฟ
ตอน
2. คลอโรพลาสต์ (CHLOROPLAST) (คลอ-โร-พาส)
เป็นออรแ์ กแนลล์ภายในไซโทพลาสซมึ ชนิดเย่ือยนู ติ สองชัน้
(Double unit membrane) ภายในเปน็ ของเหลวท่ีเรียกว่า
(Stroma) ภายในสโตรมานีม้ ชี นั้ ที่พับไปมา เรยี กว่ากรานมุ
(Granum) บริเวณผิวของกรานุมน้เี รยี กวา่ ไทลาคอยด์ ซ่งึ
เปน็ ที่อยู่ของสารสีสาหรับการสังเคราะสโตรมาดว้ ยแสง
3. สโตรมา ลาเมลลา (STROMA LAMELLA) (สะ-โตร-มา-ลา-
เมล-ลา)
ภายในสโตรมานี้มีชนั้ ทพี่ บั ไปมา เรยี กว่ากรานมุ (Granum)
บรเิ วณผิวของกรานุมนี้เรยี กว่า ไทลาคอยด์ ซึง่ เป็นทีอ่ ยขู่ องสารสี
สาหรบั การสงั เคราะสโตรมาดว้ ยแสง ระหวา่ งกรานมุ มีเยอื่ ที่เช่ือมโยง
แตล่ ะกรานุมไว้ เรยี กว่าสโตรมา ลาเมลลา (Stroma lamella)
4.ไทลาคอยด์ (THYLAKOID) (ไท-ลา-คอย)
เป็นโครงสรา้ งท่ีใชร้ บั พลังงานจากแสงเพอื่ ใชใ้ นการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
สรา้ งขน้ึ จากส่วนหนึง่ ของเย่ือหมุ้ ชนั้ ในของคลอโรพลาสต์ (inner
membrane) ไทลาคอยดเ์ รียงซอ้ นกันเป็นตง้ั แตล่ ะตง้ั เรยี กวา่ กรานมั
(granum) ในไทลาคอยดม์ โี พรงอยู่ภายในเรยี กว่าลเู มน (lumen)
ซงึ่ มขี องเหลวอยูภ่ ายใน สว่ นผนังหมุ้ ไทลาคอยด์เรยี กวา่ เยอื่ หุ้มไทลา
คอยด์ (thylakoid membrane) และจะมที ่อไทลาคอยด์เชอ่ื มติดต่อ
ระหว่างกรานมั เรียกวา่ สโตรมาไทลาคอยด์ (stromal thylakoid)
5. แคโรทนี อยด์ (CAROTENOID) (แค-โร-ท-ี นอย)
เปน็ สารประกอบอนิ ทรยี ส์ ีเหลือง ส้มและแดงทผ่ี ลติ โดยพืชและสาหร่าย
รวมถงึ แบคทเี รีย เหด็ รา และสัตวบ์ างชนดิ เพล้ยี ออ่ นและไรแมงมมุ
สามารถสังเคราะห์แคโรทนี อยด์ได้โดยไดร้ ับความสามารถนีม้ าจากเหด็ รา การ
สังเคราะห์แคโรทีนอยดจ์ ะเริม่ ทไี่ อโซเพนเทนลิ ไดฟอสเฟต (IPP) และได
เมทลิ แอลลิลไดฟอสเฟต (DMAPP) ซง่ึ มาจากอะซิติลโคเอนไซม์ เอ หนา้ ท่ี
หลักของแคโรทนี อยดใ์ นพชื ไดแ้ ก่ ดูดกลนื แสงเพือ่ ใชใ้ นการสังเคราะห์ดว้ ย
แสง และปอ้ งกนั คลอโรฟิลล์จากการถกู ทาลายจากแสงทมี่ คี วามเข้มสูง
6. ลเู มน (LUMEN) (ล-ู เมน)
ไทลาคอยดม์ ลี กั ษณะเป็นถุงมีช่องวา่ งเลก็ ๆ เรยี กว่า ลเู มน
(lumen) ซึ่งมขี องเหลวทปี่ ระกอบดว้ ยเอนไซมต์ า่ ง ๆ อยภู่ ายใน
ท่ผี ิวหน้าของไทลาคอยดม์ สี ารสีรวมทัง้ คลอโรฟลิ ล์อย่รู วมกนั เปน็
เมด็ หรอื กรานูล (granule) อยจู่ านวนมาก
7. ระบบแสง I (PHOTOSYSTEM I) (โฟ-โต-ซสิ -เทม)
ระบบแสง I ประกอบดว้ ยหนว่ ยสังเคราะห์ด้วยแสงทมี่ ศี นู ย์กลาง
ปฏกิ ิริยาทส่ี ามารถรบั พลังงานในชว่ งคล่นื ทม่ี คี วามยาวคลน่ื ต่ากว่า
700 นาโนเมตร (P700)
8. ระบบแสง II (PHOTOSYSTEM II) (โฟ-โต-ซสิ -เทม)
ระบบแสง II จะประกอบดว้ ยหนว่ ยสังเคราะห์แสงทม่ี ี ศูนย์กลาง
ปฏกิ ิรยิ าที่สามารถรบั พลงั งานในชว่ งคลนื่ ทม่ี ีความยาวคลนื่ ตา่ กว่า
680 นาโนเมตร (P680)
9. รดี กั ชนั (REDUCTION) (ร-ี ดกั -ชนั )
เป็นข้ันตอนที่PGA รับพลงั งานจาก ATP และ
NADPH จากปฏกิ ริ ิยาแสง เปลี่ยนเปน็ G3P หรอื เรยี กอกี
อยา่ งหนึง่ วา่ phosphoglyceraldehyde (PGAL) ซง่ึ
เปน็ น้า ตาลชนิดแรกทมี่ คี ารบ์ อน 3 อะตอม
10. รเี จเนอเรชนั (REGENERATION) (ร-ี เจ-เนอ-เร-ชนั )
เปน็ กระบวนการสร้าง RuBP ขน้ึ มาใหมซ่ ึ่งในขนั้ ตอนนจ้ี ะมีการใช้
พลงั งาน จาก ATP โดย RuBP ทส่ี รา้ งขนึ้ ใหม่นจ้ี ะถูกใชใ้ น
ข้ันตอนคาร์บอกซิเลชันเพอ่ื ทา ปฏกิ ิรยิ ากับ CO2
11. คารบ์ อกซเิ ลชนั (CARBOXYLATION) (คา-บอก-ซ-ิ
เล-ชนั )
เป็นขั้นตอนที่ RuBP ทา ปฏกิ ิรยิ ากับ CO2 ได้เปน็ PGA ซง่ึ
เป็นสารทม่ี คี าร์บอน 3 อะตอมเปน็ องค์ประกอบ และเปน็ สาร
เสถยี รชนิดแรกของวัฏจกั รคลั วนิ
12. เซลลม์ โี ซฟลิ ล์ (MESOPHYLL) (ม-ี โซ-ฟลิ )
เป็นเนือ้ เยือ่ ทอ่ี ยูร่ ะหว่างชั้นเอพเิ ดอร์มิสทง้ั 2 ด้าน สว่ น
ใหญเ่ ป็นเน้อื เยอ่ื พาเรงคมิ าทม่ี ีคลอโรพลาสต์จานวนมาก
13. กรานมั (GRANUM) (กรา-นมั )
ไทลาคอยด์จานวนมากมีการจัดเรยี งตัวโดยวางซอ้ นกนั เปน็
ตง้ั เรียกว่า กรานมุ (Granum) แต่ละคลอโรพลาสต์มี
40-60 การนุม
14. เซลลบ์ นั เดลิ ชที (BUNDLE-SHEATH CELLS) (บนั -เดลิ -
ชที )
เซลล์บนั เดลิ ชีทจะเรียงตวั กันหนาแน่นรอบๆเสน้ ใบ ถัดออกมาจะ
เปน็ เซลล์เมโซฟลิ ล์ วัฏจักรเคลวนิ ของพชื C4 เกิดข้นึ ในเซลล์
บนั เดลิ ชที แต่คาร์บอนไดออกไซดท์ จี่ ะปอ้ นเขา้ สูว่ ัฏจกั รเคลวินนนั้ ได้
รับมาจากกระบวนการเปลย่ี นแปลงโมเลกลุ ของสารอนิ ทรยี ใ์ นเซลลเ์ ม
โซฟิลล์ โดยเร่ิมจาก คารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากอากาศซึ่งผา่ น เข้ามา
ทางปากใบได้เพียงเลก็ น้อยน้ันจะรวมตวั กบั ฟอสโฟอนี อลไพรเู วต
15. ไลตค์ อมเพนเซชนั พอยต์ (LIGHT COMPENSATION
POINT) (ไล-คอม-เพน-เซ-ชนั -พอย)
เมือ่ ใหค้ วามเขม้ ข้นของแสงเพม่ิ ข้นึ อตั ราการตรงึ
คาร์บอนไดออกไซดส์ ุทธจิ ะเพม่ิ ขน้ึ และเมอ่ื เพมิ่ ความเขม้ ขน้ ของ
แสงมากข้นึ เร่อื ยๆ จะถึงจดุ หน่งึ ท่เี ม่อื เพมิ่ ความเขม้ ขน้ ของแสงแลว้
อัตราการตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์สุทธจิ ะไม่เพม่ิ ขึ้น เราเรียกค่า
ความเขม้ ข้นของแสง ณ จดุ น้ีวา่ จดุ อม่ิ ตวั ของแสง
16. เอเดนโนซนี ไทรฟอสเฟต (ADENOSINE TRIPHOSPHATE (ATP))
(เอ-เดน-โน-ซนี -ไทร-ฟอส-เฟต)
เปน็ สารประกอบทส่ี ลายตวั ให้พลังงานสงู ชนดิ หนงึ่ ในโมเลกุลของ ATP
ประกอบดว้ ยพวิ รีนเบส คอื แอดนี นี และน้าตาลไรโบส อย่างละ 1 โมเลกลุ
และมีหมู่ฟอสเฟต 3 หมู่ โดยพนั ธะระหว่างหมฟู่ อสเฟต 2 หมู่สุดทา้ ยเปน็
พนั ธะพลังงานสูง (high-energy bond) เม่อื สลายพันธะน้ีจะใหพ้ ลังงานออกมา
7 กิโลแคลอรี
17. นโิ คตนิ าไมดอ์ ะดนิ นี ไดนวิ คลโี อไทดฟ์ อสเฟต (NICOTINAMINDE ADENINE
PHOSPHATE (NADP))
ไนอะซนิ เป็นองค์ประกอบในโมเลกุลของโคเอนไซมท์ สี่ าคัญ 2 ชนดิ คอื นโิ ค
ตนิ าไมดอ์ ะดนิ ีนไดนิวคลโี อไทด์(nicotinamide adenine dinucleotide, NAD)
หรือเรียกว่า Coenzyme I และนโิ คตินาไมดอ์ ะดนิ ีนไดนิวคลีโอไทด์ฟอสเฟต
(nicotinamide adenine dinucleotide phosphate, NADP) หรือเรียกวา่
Coenzyme II ซงึ่ เปน็ โคเอนไซมเ์ ก่ยี วขอ้ งกบั ปฏิกริ ยิ าออกซเิ ดชนั -รดี ักชนั ของ
อาหาร
18. เคลวนิ ไซเคลิ (CALVIN CYCLE) (เคล-วนิ -ไซ-เคลิ )
หรอื Calvin-Benson-Bassham (CBB) cycle reductive pentose
phosphate cycle หรือ C3 cycle เป็นลาดับของปฏกิ ริ ยิ าทางดา้ นชวี เคมี
เกดิ ขึ้นในสโตรมาของคลอโรพลาสต์ บางครงั้ เรยี กปฏิกริ ิยานีว้ ่าปฏิกิริยา
ชว่ งที่ไม่ใช้แสง
19. กรดมาลกิ (MALIC ACID) (มา-ลกิ -เอ-ซดิ )
เปน็ สารประกอบอินทรยี ์ท่ีมีสูตรเคมีคือ C4H6O5 เปน็ กรดไดคาร์บอกซิลกิ ที่
สงิ่ มีชีวิตทกุ ชนดิ ผลิตได้ กรดมาลกิ มสี องแบบคอื แบบ L และแบบ D มี
เฉพาะแบบ L ที่พบในธรรมชาติ เกลือและเอสเทอร์ของกรดมาลิกเรยี กวา่
มาเลต มาเลตมีความสาคัญในปฏิกริ ยิ าการตรึงคารบ์ อน C4 เปน็ แหล่ง
คารบ์ อนไดออกไซด์ในวัฏจักรแคลวินและแอนไอออนของมาเลตเปน็ สารมัธ
ยนั ตรใ์ นวัฏจักรกรดซติ ริก
20. โฟโตเรสไพเรชนั (PHOTORESPIRATION) (โฟ-โต-เรส-ไพ-เร-ชนั )
โฟโตเรสไพเรชนั หรือการหายใจแสงหมายถงึ การใชแ้ กส๊ ออกซิเจนและคายแกส๊
คาร์บอนไดออกไซดใ์ นขณะทพี่ ชื สังเคราะห์ด้วยแสง โดยมีลกั ษณะท่แี ตกต่าง
จากการหายใจปกติ เพราะไมไ่ ดใ้ ชน้ ้าตาลกลโู คสเป็นสารต้งั ตน้ และไม่มี
กระบวนการไกลโคไลซีสและวัฏจักรเครปส์ แตจ่ ะใช้สาร RuBP เปน็ สารตง้ั ต้น
ท้าปฏกิ ิริยากบั แกส๊ ออกซิเจนและผ่านวิถไี กลโคเลต (glycolate pathway)
T
H
A
N
K
Y
O
U