๑
๒
๓
๔
บทท่ี ๑
เหช่ มเรือกระบวน
โคลง ชลาไลย
กงิ่ แกว้
ปางเสด็จประเวศด้าว แหนแห่
ทรงรตั นพมิ านไชย เพรศิ พร้ิงพายทอง ฯ
พรัง่ พร้อมพวกพลไกร
เรอื กระบวนตน้ แพร้ว
ช้าละวะเห่
กาพย์ ทรงเรอื ต้นงามเฉิดฉาย
พายอ่อนหยับจับงามงอน
๏ พระเสดจ็ โดยแดนชล
กงิ่ แก้วแพรว้ พรรณราย ล้วนรปู สัตว์แสนยากร
สาครสั่นครน้ั ครื้นฟอง
๏ นาวาแนน่ เป็นขนัด
เรอื ริว้ ทิวธงสลอน
๏ เรอื ครฑุ ยุดนาคหิ้ว ล่วิ ลอยมาพาผันผยอง
พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เหโ่ อเ้ หม่ า
๏ สรมขุ มขุ สี่ด้าน ๕
มา่ นกรองทองรจนา
เพียงพิมานผ่านเมฆา
หลังคาแดงแย่งมังกร
๏ สมรรถไชยไกรกาบแกว้ แสงแวววับจับสาคร
เรยี บเรียงเคยี งคู่จร ดังร่อนฟ้ามาแดนดิน
๏ สุวรรณหงส์ทรงพู่หอ้ ย งามชดช้อยลอยหลังสินธ์ุ
เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์ ลนิ ลาศเลอื นเตือนตาชม
๏ เรือไชยไวว่องวิง่ รวดเรว็ จริงย่งิ อยา่ งลม
เสยี งเสา้ เรา้ ระดม หม่ ท้ายเยน่ิ เดนิ คู่กัน
๏ คชสีหท์ ผี าดเผ่น ดูดงั เป็นเห็นขบขัน
ราชสีหท์ ยี ืนยัน คั่นสองคู่ดยู งิ่ ยง
๏ เรอื มา้ หนา้ มงุ่ น้ำ แล่นเฉ่อื ยฉ่ำลำระหง
เพยี งม้าอาชาทรง องค์พระพายผายผันผยอง
๏ เรอื สงิ ห์ว่ิงเผน่ โผน โจนตามคลน่ื ฝนื ฝาฟอง
ดยู งิ่ สงิ หล์ ำพอง เปน็ แถวท่องลอ่ งตามกนั
๏ นาคาหนา้ ดังเป็น ๖
มงั กรถอนพายพนั
ดเู ขมน่ เห็นขบขัน
๏ เลยี งผางา่ เท้าโผน ทันแข่งหนา้ วาสุกรี
นาวาหน้าอินทรยี ์
เพยี งโจนไปในวารี
ท่ีปีกเหมือนเลือ่ นลอยโพยม
๏ ดนตรีมี่อึงอล ก้องกาหลพลแห่โหม
โห่ฮึกครึกครื้นโครม โสมนสั ชน่ื รน่ื เริงพล
๏ กรฑี าหมู่นาเวศ จากนคเรศโดยสาชล
เหมิ หน่ื ชื่นกระมล ยลมจั ฉาสารพันมี ฯ
๗
ถอดบทประพันธ์
บทที่ ๑ เห่ชมเรอื กระบวน
• พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำโดยทรง
ประทับบนเรือต้น เรือก่ิงดูแพรวพราวภาพ การพายก็ดู
ออ่ นไหว งดงาม และพรอ้ มเพรียงกัน
• เรือแน่นเป็นแถวเป็นแนว ประกอบด้วยเรือท่ีมีหัวเรือเป็นรูป
สัตว์ต่างๆ เห็นธงเด่นสะพร่ังมาแต่ไกล การเดินขบวนเรอื ทำให้
เกิดเป็น คล่นื นำ้ ระลอก
• เรือครุฑยุดนาคมีพลทหารกำลังพายเรืออย่างเป็นจังหวะพร้อม
กบั เปล่งเสยี งโหร่ ้อง
• เรือไกรสรมุขลอยมาสวยงามดั่งพิมานบนสวรรค์ที่กำลัง
เคล่ือนที่ผ่านหมู่เมฆ เรือตกแต่งด้วยม่านถักสีทอง หลังคาสี
แดงมลี ายมงั กร
• เรอื สมรรถไชยซึ่งกำลังแล่นมาเทียบเคียงกับเรือสรมขุ น้ันมีกาบ
แก้วขนาดใหญ่ ทำให้เกิดแสงแวววับสะท้อนกับแม่น้ำ งดงาม
ดั่ง กำลังร่อนลงจากสวรรค์ฟากฟา้ ลงสู่พ้นื ดนิ
• เรือสุวรรณหงส์มีพู่ห้อยสวยงามล่องลอยอยู่บนสายน้ำด่ังหงส์ที่
เปน็ พาหนะของพระพรหม
• เรือไชยแล่นด้วยความเร็วด่ังลม มีเสียงเส้าคอยให้จังหวะท้าย
เรือใหแ้ ล่นเคยี งคกู่ นั ไปกับเรือพระท่นี ่ังลำอน่ื
๘
• เรือคชสีห์ท่ีกำลังแล่นอยู่ดูแล้วชวนขบขัน ส่วนเรือราชสีห์ท่ี
แล่นเคยี งกนั มาดมู ่นั คงแขง็ แรง
• เรือม้ากำลังมุง่ ไปข้างหน้า ซ่ึงเรือม้ามีลักษณะสูงโปรง่ เหมือนม้า
ทรงของพระพาย
• เรือสิงห์ท่ีดูราวกับว่ากำลังจะกระโจนลงสู่แม่น้ำและมีความ
ลำพองใจนั้นกแ็ ล่นเปน็ แถวตามๆ กันมา
• เรือนาคน้ันมองดูเหมือนกับมีชีวิตแล้วชวนขบขันกำลังจะถูก
เรอื มังกรแลน่ ตามมาทนั
• เรือเลียงผาทำท่าเหมือนกับกำลังจะกระโจนลงแม่น้ำ ส่วนเรือ
อนิ ทรยี ก์ ม็ ีปีกทีเ่ หมือนกับกำลงั จะลอยไปในอากาศ
• เสียงดนตรีดังล่ัน มีเสียงก้องมาจากแตรงอน เสียงพลทหารโห่
รอ้ งอยา่ งครึกครนื้ ทำใหเ้ กดิ ความความรืน่ เรงิ ในหมูพ่ ลทหาร
• การเคลื่อนขบวนออกจากนั้นดูเข้มแข็งเป็นภาพท่ีทำให้ช่ืนอก
ชื่นใจมองดเู หมือนฝูงปลาท่มี มี ากมายในสายน้ำ
๙
บทท่ี ๒
เหช่ มปลา
โคลง คลึงกนั
แจ่มหน้า
พศิ พรรณปลาวา่ ยเคล้า พศิ วาส
ถวิลสุดาดวงจันทร์ ชวดเคลา้ คลงึ ชม
มัตสยายอ่ มพัวพนั
ควรฤพรากนอ้ งขา้
กาพย์
๏ พศิ พรรณปลาว่ายเคลา้ คดิ ถึงเจา้ เศรา้ อารมณ์
มตั สยายังรชู้ ม สมสาใจไม่พามา
๏ นวลจันทรเ์ ป็นนวลจรงิ เจ้างามพริ้งยง่ิ นวลปลา
คางเบอื นเบือนหน้ามา ไมง่ ามเทา่ เจา้ เบือนชาย
๏ เพยี นทองงามด่ังทอง ไมเ่ หมือนน้องหม่ ตาดพราย
กระแหแหห่างชาย ด่ังสายสวาทคลาดจากสม
๏ แก้มชำ้ ช้ำใครต้อง ๑๐
ปลาทุกทุกข์อกกรม
อนั แก้มนอ้ งช้ำเพราะชม
๏ นำ้ เงนิ คือเงนิ ยวง เหมอื นทุกข์พี่ที่จากนาง ฯ
ไมเ่ ทยี บเปรยี บโฉมนาง
ขาวพรายช่วงสสี ำอาง
๏ ปลากรายวา่ ยเคยี งคู่ งามเรอื งเร่ือเนื้อสองสี
แต่นางหา่ งเหนิ พ่ี
เคล้ากันอยู่ดงู ามดี
๏ หางไก่ว่ายแหวกวา่ ย เหน็ ปลาเคลา้ เศรา้ ใจจร
คดิ อนงคอ์ งค์เอวอร
หางไก่คลา้ ยไม่มหี งอน
๏ ปลาสร้อยล่องลอยชล ผมประบา่ อา่ เอีย่ มไร
สร้อยทรงทรามวยั
วา่ ยเวยี นวนปนกันไปเหมือน
๏ เนือ้ อ่อนอ่อนแตช่ ื่อ ไม่เหน็ เจา้ เศร้าบ่วาย
ใครตอ้ งข้องจติ ชาย
เน้อื นอ้ งฤาอ่อนท้งั กาย
๏ ปลาเสอื เหลอื ที่ตา ไมว่ ายนึกตรึกตรงึ ทรวง
เหมือนตาสุดาดวง
เล่ือมแหลมกว่าปลาท้ังปวง
ดูแหลมลำ้ ขำเพราะคม
๏ แมลงภูค่ ู่เคยี งวา่ ย ๑๑
คดิ ความยามเมื่อสม
เห็นคล้ายคลา้ ยน่าเชยชม
สนิทเคล้าเจ้าเอวบาง
๏ หวเี กศเพศชื่อปลา คิดสุดาอ่าองค์นาง
หวเี กล้าเจา้ สระสาง เส้นเกศสลวยรวยกลน่ิ หอม
๏ ชะแวงแฝงฝ่ังแนบ ชะวาดแอบแปลบปนปลอม
เหมอื นพีแ่ นบแอบถนอม จอมสวาทนาฏบงั อร
๏ พศิ ดูหมู่มจั ฉา ว่ายแหวกมาในสาคร
คะนึงนุชสดุ สายสมร มาดว้ ยพี่จะดใี จ ฯ
๑๒
ถอดบทประพนั ธ์
บทที่ ๒ เหช่ มปลา
• มองดูปลาพันธ์ุต่างๆ ว่ายปะปนกัน คิดถึงนางท่ีมีใบหน้านวล
เหมือนดวงจันทร์ หมู่ปลายังได้อยู่ด้วยกันแต่พี่ต้องจากน้องไม่
อยู่ใกล้ชดิ กัน
• เห็นปลามันสีกันอย่ทู ำให้คิดถึงนอ้ งแล้วก็หงอย ปลายังร้จู ักเชย
ชมกัน สมนำ้ หนา้ ตัวเองที่ไมพ่ าน้องมาดว้ ยกัน
• ปลานวลจันทร์มสี นี วลกว่าปลาอืน่ ๆแต่เจ้างามกวา่ นวลปลาเสีย
อีก ปลาคางเบอื นหนั หนา้ มายงั ไม่งามเทา่ เจ้าทห่ี นั หนา้ มองพ่ี
• ปลาตะเพียนทองมีสีงามดั่งทอง แตง่ ามไม่เหมอื นน้องที่ห่มตาด
พราย ปลากระแหเปรียบดั่งน้องท่ีห่างจากพี่ เหมือนขาดนาง
อันเปน็ ที่รัก
• ปลาแก้มช้ำ ชมเพราะโดนอะไรมา แต่แก้มน้องน้ัน ช้ำเพราะ
ถูกชม ปลาทุกเหมือนอมทุกข์ไว้ เหมือนพ่ีที่อมทุกข์เพราะต้อง
จากนอ้ งมา
• ปลาน้ำเงินมีสีเงินยวงดั่งสีขาวผ่องเป็นมันวาวของปลา ไม่
เหมอื นความงามของน้อง งามราวกบั เนอื้ ตัวสองสี
• ปลากรายว่ายเป็นคู่เคียงกันดูสวยดี แต่น้องท่ีห่างจากพ่ี เห็น
ปลากรายคูก่ นั แลว้ ก็เศรา้ ใจ
๑๓
• ปลาหางไกแ่ หวกว่ายอยู่ ปลาหางไก่ไม่มหี งอน คดิ ถึงน้องท่ีมรี ูป
เอวสวยงาม ผมยาวประบ่าสวยงาม
• ปลาสรอ้ ยลอยอยู่ในน้ำ ว่ายปะปนกนั เหมอื นน้องในวัยเด็ก ไม่
เหน็ หนา้ นอ้ งรสู้ ึกเศรา้
• ปลาเน้ืออ่อน ออ่ นแค่ชื่อ แต่เนอ้ื น้องอ่อนทง้ั ตัว ใครได้สัมผัสไม่
วายตรงึ อยใู่ นใจ
• ปลาเสอื ตาแหลมกวา่ ปลาอืน่ เหมือนตาน้องทด่ี แู หลมคม
• ปลาแมลงภู่วา่ ยเคยี งกนั น่าชื่นชม คดิ ถึงตอนทีเ่ ราอย่ดู ว้ ยกัน
• ปลาหวีเกศคือช่ือปลา คิดถึงตอนน้องหวีผม ผมน้องน้ันสลวย
และกล่นิ หอม
• ชะแวงว่ายวนไปตามแนวฝั่งน้ำและมักจะมีปลาชะวาดว่ายปน
อยดู่ ว้ ยเหมอื นกับพ่มี าดแู ลน้องอย่างทะนุถนอม
• มองดหู มู่ปลาว่ายในแม่น้ำ คิดถึงน้องอันเป็นทรี่ ัก ถ้ามาด้วยกัน
พ่จี ะรสู้ กึ ดีใจ
๑๔
บทที่ ๓
เหช่ มไม้
โคลง มีพรรณ
กลน่ิ เกลี้ยง
เรอื ชายชมมง่ิ ไม้ ชูช่อ
ริมท่าสาครคันธ์ กล่ินเนอ้ื นวลนาง ฯ
เพลด็ ดอกออกแกมกัน
หอมหนื่ รืน่ รสเพย้ี ง
ช้าละวะเห่
กาพย์
๏ เรือชายชมม่งิ ไม้ รมิ ท่าไสวหลากหลายพรรณ
เพล็ดดอกออกแกมกัน ส่งกลิ่นเกลีย้ งเพียงกลน่ิ สมร
๏ ชมดวงพวงนางแย้ม บานแสลม้ แยม้ เกสร
คิดความยามบงั อร แยม้ โอษฐย์ มิ้ พร้ิมพรายงาม
๏ จำปาหนาแนน่ เนือ่ ง ๑๕
คดิ คะนงึ ถงึ นงราม
คลก่ี ลบี เหลืองเรืองอรา่ ม
๏ ประยงค์ทรงพวงห้อย ผวิ เหลืองกว่าจำปาทอง
เหมือนอุบะนวลละออง
ระยา้ ยอ้ ยห้อยพวงกรอง
๏ พุดจีบกลีบแสลม้ เจ้าแขวนไวใ้ หเ้ รยี มชม
หอมชวยรวยตามลม
พกิ ลุ แกมแซมสุกรม
๏ สาวหยุดพุทธชาด เหมอื นกล่นิ น้องต้องติดใจ
นกึ นอ้ งกรองมาลัย
บานเกล่อื นกลาดดาษดาไป
๏ พิกุลบุนนาคบาน วางใหพ้ ่ขี ้างทนี่ อน
แม้นนชุ สดุ สายสมร
กลนิ่ หอมหวานซ่านขจร
๏ เตง็ แต้วแกว้ กาหลง เหน็ จะวอนอ้อนพ่ชี าย
หอมอยู่ไม่ร้หู าย
บานบุษบงส่งกลน่ิ อาย
๏ มะลิวัลยพ์ นั จกิ จวง คล้ายกลนิ่ ผา้ เจา้ ตราตรู
หอมมาน่าเอ็นดู
ดอกเป็นพวงร่วงเรณู
ชูชื่นจิตต์คิดวนดิ า
๏ ลำดวนหวนหอมตรลบ ๑๖
นกึ ถวลิ กลน่ิ บหุ งา
กลิ่นอายอบสบนาสา
รำไปเจ้าเศรา้ ถงึ นาง
๏ รวยรินกลนิ่ รำเพย คิดพเ่ี ชยเคยกลนิ่ ปราง
นั่งแนบแอบเอวบาง หอ่ นแหหา่ งว่างเวน้ วนั
๏ ชมดวงพวงมาลี ศรีเสาวภาคยห์ ลากหลายพรรณ
วนิดามาด้วยกัน จะอ้อนพ่ชี ช้ี มเชย ฯ
๑๗
ถอดบทประพันธ์
บทที่ ๓ เหช่ มไม้
• กระบวนเรือของพี่ทแ่ี ล่นอยู่ในแมน่ ้ำตา่ งก็พากันช่ืนชมพรรณไม้
ท่ีกำลังพากันบานชชู อ่ และสง่ กล่นิ หอมมาจากชายตล่งิ
• ดอกนางแย้มที่บานแย้มเกสรออกมา คิดถึงเม่ือน้องย้ิมออกมา
อย่างรา่ เริง
• ดอกจำปาที่ข้ึนอยู่หนาแน่นคลี่กลีบสีเหลอื งอรา่ มออกมา นึกถึง
น้องทม่ี ีผิวสีเหลืองนวล
• ดอกประยงค์ท่ีห้อยกันเป็นพวงดูแล้วก็เหมือนอุบะที่ห้อยมาลัย
ท่ีนอ้ งทำแขวนไว้ใหพ้ ่ชี ื่นชม
• ดอกพุดจีบกลีบบาน มีดอกพกิ ุลและดอกสุกรมข้ึนแซม ส่งกลิ่น
หอมเหมือนกับกล่ินเน้ือของนอ้ ง
• ดอกสาวหยุดกับดอกพุทธชาดที่บานอยู่เกลื่อนเต็มตล่ิง นึกถึง
นอ้ งทเ่ี คยรอ้ ยมาลยั วางไวใ้ หท้ ่ขี า้ งหมอน
• ดอกพิกุลกับดอกบุนนาคท่ีบานส่งกล่ินหอมหวาน ซาบซ่าน
เหมือนกับคำหวานที่นอ้ งใชอ้ ้อน
• ดอกเต็งดอกแต้วดอกแก้วและดอกกาหลงต่างพากันบานส่ง
กล่ินหอมอยู่ โดยไม่รหู้ าย คล้ายกับกล่ินเส้อื ผา้ ของน้อง
• ดอกมะลิวัลยด์ อกจกิ ดอกจวงพันกนั เปน็ พวงสง่ กล่ินหอมโชยมา
ชื่นใจยิ่งนัก ทำให้พค่ี ิดถึงนอ้ ง
๑๘
• ดอกลำดวนก็มีกลิ่นหอมตลบอบอวลเมื่อพระองค์ได้กล่ินก็ทำ
ใหม้ คี วามรู้สกึ คิดถึงนางผเู้ ปน็ ทร่ี กั อย่างเศร้าใจ
• กล่ินดอกรำเพยก็โชยมาเร่ือยๆ ทำให้คิดถึงเม่ือคร้ังเคยเชยชม
น้องอยู่ทกุ วนั ไม่มีห่าง
• เมือ่ นั่งชมเหล่าดอกไมท้ ี่สวยงามหลากหลายพรรณกท็ ำให้คิดไป
ว่าถ้าหากน้องมาด้วยก็คงจะอ้อนให้พี่นั้นชี้ให้ดูดอกไม้เหล่าน้ัน
เหลา่ นีเ้ ป็นแน่
๑๙
บทท่ี ๔
เห่ชมนก
โคลง อัสดง
คำ่ แลว้
รอนรอนสุริยโอ้ นชุ พ่ี เพยี งแม่
เร่อื ยเรือ่ ยลบั เมรลุ ง คลับคลา้ ยเรยี มเหลียว
รอนรอนจิตจำนง
เรอ่ื ยเร่ือยเรียมคอยแกว้
ช้าละวะเห่
กาพย์ ทพิ ากรจะตกต่ำ
คำนงึ หนา้ เจา้ ตราตรู
๏ เรอ่ื ยเรือ่ ยมารอนรอน
สนธยาจะใกล้ค่ำ
๏ เรอ่ื ยเร่อื ยมาเรียงเรียง นกบนิ เฉียงไปทง้ั หมู่
ตวั เดียวมาพลดั คู่ เหมือนพ่อี ยผู่ เู้ ดียวดาย
๏ เหน็ ฝงู ยูงรำฟอ้ น คดิ บังอรร่อนรำกราย
สรอ้ ยทองย่องเย้ืองกราย เหมือนสายสวาทนาดนวยจร
๏ สาลิกามาตามคู่ ๒๐
แตพ่ ี่น้ีอาวรณ์
ชมกันอยสู่ ูส่ มสมร
ห่อนเห็นเจ้าเศร้าใจครวญ
๏ นางนวลนวลนา่ รัก ไม่นวลพักตรเ์ หมือนทรามสงวน
แก้วพนี่ ้สี ุดนวล ดัง่ นางฟ้าหน้าใยยอง
๏ นกแกว้ แจ้วแจ่มเสียง จับไมเ้ รยี งเคียงคู่สอง
เหมอื นพ่นี ป้ี ระคอง รับขวัญน้องต้องมือเรา ฯ
๏ ไกฟ่ ้ามาตวั เดียว เดนิ ท่องเทยี่ วเล้ยี วเหล่ียมเขา
เหมือนพรากจากนงเยาว์ เปล่าใจเปลี่ยวเหลียวหานาง
๏ แขกเตา้ เคล้าคู่เคียง เรยี งจับไม้ไซ้ปีกหาง
เรียมคะนึงถึงเอวบาง เคยแนบขา้ งร้างแรมนาน
๏ ดเุ หวา่ เจ่าจับร้อง สนั่นกอ้ งซ้องเสยี งหวาน
ไพเราะเพราะกงั วาน ปานเสยี งนอ้ งร้องสงั่ ชาย
๏ โนรสี ีปานชาด เหมือนชา่ งฉลาดวาดแต้มกาย
ไม่เทา่ เจ้าโฉมฉาย ห่มตาดพรายกรายกรมา
๏ สัตวาน่าเอ็นดู ๒๑
เหมือนพีท่ ่ีจากมา
คอยหาคู่อยเู่ อกา
๏ ปกั ษมี ีหลายพรรณ ครวญหาเจ้าเศร้าเสียใจ
ย่ิงฟังวังเวงใจ
บ้างชมกนั ขันเพรยี กไพร
ล้วนหลายหลากมากภาษา ฯ
๒๒
ถอดบทประพันธ์
บทท่ี ๔ เหช่ มนก
• พระอาทติ ย์กำลังจะตกดนิ เวลาจะใกล้ค่ำพ่ีก็คดิ ถึงแต่หนา้ น้อง
• นกบินสงู เฉียงไปทั้งฝงู แต่มีอยู่ตัวหน่งึ ต้องพลัดจากคูเ่ หมือนกับ
พท่ี ต่ี อ้ งอยคู่ นเดยี ว
• เห็นนกยูง (นกขนาดใหญ่ชนิดหน่ึง ขนงามสีเล่ือมเป็นแวว)
แพนขนอยู่ก็นึกถึงยามน้องรำ เห็นสร้อยทอง (นกท่ีมีคอเป็นสี
ตา่ งๆ) เคลอ่ื นตวั เหมอื นน้องยามกรดี กราย
• นกสาลิกา (นกจำพวกนกเอ้ียง หัวสีดำ ตัวสีน้ำตาลแกมดำ
หนังของตาเหลืองจัด) มาตามคู่ ชมกันเหมือนกบั นางงาม แต่พ่ี
นีก้ ค็ ิดกังวลถงึ น้องแล้วเศรา้ ใจ
• นกนางนวล (นกกินปลาชนิดหนึ่งตามชายหาด) หน้างามผุด
ผ่องเหมือนกับหน้าน้องที่งามผุดผ่อง ด่ังนางฟ้าท่ีผุดผ่องเป็น
ยองใย
• นกแก้ว (นกขนเขียว ปากแดงและงุ้ม มีหลายชนิด) เสียงแจ่ม
แจ้วอยู่บนต้นไม้เคียงคู่กัน เหมือนกับพ่ีที่ประคองและรับขวัญ
น้องอย่างมอื เบา
• ไก่ฟ้า (นกสีสวยงามชอบอยู่เป็นฝูงอย่างไก่บ้าน ตัวขนาดไก่แจ้
บินเก่ง) มาตัวเดียวเดินท่องเที่ยวอยู่ตามเขา เหมือนพี่พราก
จากนอ้ ง พี่ก็รสู้ กึ เปลา่ เปลย่ี วใจคดิ ถึงนอ้ ง
๒๓
• นกแขกเต้า (นกในตระกูลนกแก้ว แต่ตัวเล็กกว่า) อยู่กันเป็นคู่
บนต้นไม้ไซ้ปีกไซ้หางให้กัน พ่ีก็คิดถึงตอนท่ีพ่ีนั้นได้กอดน้อง
แบบแนบชดิ เปน็ เวลานาน
• นกดุเหว่า (ตัวสีดำ เล็กกว่ากาเล็กน้อย รอ้ งไพเราะ มักจะเรียก
กันว่า “กาเหว่า”) ร้องกันเสียงหวานสน่ันก้องไพเราะกังวาน
ปานเสยี งน้องท่ีพูดกับพ่ี
• นกโนรี (นกจำพวกนกแก้ว มกั มีขนเป็นสีแดงลว้ น บางชนิดมสี ี
อ่นื แซม เรยี ก “เบญจพรรณ”) สีปานแดงมีลายทส่ี วยงาม แต่ก็
สวยไมเ่ ท่าน้องทีห่ ่มตาดพรายมาหาพ่ี
• นกสัตวา (นกจำพวกนกแกว้ ตวั โต สเี ขียวเกือบเป็นสคี ราม) น่า
เอ็นดูคอยหาคู่ตลอดเวลา เหมือนพ่ีที่ต้องจากน้องมา พี่ก็คิดถึง
นอ้ งจงึ เศรา้ เสียใจ
• นกมีหลายพรรณ ต่างชมกันขันเสียงในป่า พ่ียิ่งฟังย่ิงวังเวงใจ
ด้วยความหลายหลากมากภาษาทท่ี ำใหพ้ น่ี ั้นเศรา้ ใจ
๒๔
บทท่ี ๕
เห่ครวญ
โคลง
เสียงสรวลระรน่ี ี้ เสยี งใด
เสยี งนชุ พฤ่ี าใคร ใครร่ ู้
เสยี งสรวลเสยี งทรามวัย นชุ พ่ี มาแม่
เสยี งบังอรสมรผู้ อื่นนั้นฤามี
กาพย์ เสยี งแกว้ พ่ีหรือเสยี งใคร
สดุ สายใจพตี่ ามมา
๏ เสียงสรวลระรน่ี ้ี
เสยี งสรวลเสียงทรามวยั
๏ ลมชวยรวยกล่นิ นอ้ ง หอมเร่ือยต้องคลองนาสา
เคลือบเคลน้ เห็นคล้ายมา เหลยี วหาเจ้าเปลา่ วังเวง
๏ ยามสองฆ้องยามย่ำ ทุกคืนค่ำยำ่ อกเอง
เสยี งปม่ี คี รวญเครง เหมอื นเรียมคร่ำรำ่ ครวญนาน
๏ ล่วงสามยามไปแล้ว ๒๕
ม่อยหลับกลบั บนั ดาล
จนไกแ่ ก้วแวว่ ขันขาน
ฝันเหน็ นอ้ งตอ้ งติดตา
๏ เพรางายวานเสพรส แสนกำสรดอดโอชา
อิ่มทุกข์อ่ิมชลนา อ่มิ โศกาหนา้ นองชล
๏ เวรามาทนั แลว้ จงึ จำแคลว้ แกว้ โกมล
ให้แค้นแสนสุดทน ทกุ ข์ถึงเจ้าเศร้าเสยี ดาย
๏ งามทรงวงด่ังวาด งามมารยาทนาดกรกราย
งามพริ้มยมิ้ แย้มพราย งามคำหวานลานใจถวิล
๏ แตเ่ ช้าเทา่ ถึงเยน็ กลำ้ กลนื เข็ญเป็นอาจิณ
ชายใดในแผ่นดนิ ไม่เหมือนพี่ท่ตี รอมใจ
โคลง
เรยี มทนทุกข์แตเ่ ช้า ถงึ เยน็
มาสูส่ ุขคนื เข็ญ หม่นไหม้
ชายใดจากสมรเป็น ทกุ ข์เทา่ เรียมเลย
จากควู่ ันเดยี วได้ ทุกข์ป้ิมปานปี
๒๖
ถอดบทประพันธ์
บทท่ี ๕ เห่ครวญ
• เสียงหัวเราะร่วนน้ีเป็นเสียงอะไร เสียงน้องพ่ีหรือใคร พ่ีอยากรู้
เสียงหัวเราะของน้องเหมือนตามพ่ีมา เสียงของน้องอันเป็นที่
รักน้ันไพเราะจนหาคนอนื่ เทียบไม่ได้
• เสียงหัวเราะนี้เสียงแก้วใจพี่หรือเสียงใคร เสียงหัวเราะเสียง
ของนางผู้เป็น ยอดรักเหมอื นพต่ี ามมา
• ลมแผ่ว ๆ ช่วยพัดกล่ินหอมของน้องเร่ือยมาจนถึงจมูก เหลือบ
มองเหน็ เหมอื นเจ้ามาพอมอง หากลับไมเ่ ห็น
• ตีสองเสียงฆ้องดังบอกเวลา ทุก คืนพี่อยู่ตัวคนเดียว มีเสียงป่ี
บรรเลงเหมอื นเสยี งของนอ้ งหญิงที่พค่ี ิดถงึ
• ยามตีสามใกล้เช้าจนไก่ขนั เม่ือหลบั ไปพี่กลับฝันเห็นน้องติดตา
อยู่ ในฝันของพ่ี
• มอ้ื เช้านี้ไม่วายเศรา้ หมอง อดกนิ ของรสอร่อย เพราะอิ่มไปด้วย
ความทุกขอ์ ่มิ ไปดว้ ยน้ำตา อมิ่ ความเศรา้ โศกนำ้ ตานองหนา้
• เวรกรรมตามมาทันแล้ว พ่ีจึงต้องจากเจ้าที่พี่รัก คิดแล้วก็แค้น
ใจนกั ทีต่ อ้ งจากน้องมาเป็นทุกข์เศร้าเสยี ดายย่ิงนกั
• นางเปรียบเป็นดั่งภาพวาด งามท้ังมารยาท รอยย้ิมรวมท้ัง
คำพดู ของนอ้ ง
• มีชายใดทจ่ี ะมาตรอมใจเหมือนพีท่ ่เี ฝา้ แต่คดิ ถึงน้อง
๒๗
ประวัติผแู้ ตง่
เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ เป็นพระราชโอรส
องค์ที่ ๑ ในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศและพระพันวัสสาใหญ่ ต่อมา
ได้รับสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร
ทรงมีความรู้ทางด้านอักษรศาสตร์แตกฉานมาก จะเห็นได้จากการ
ท่พี ระองค์ทรงพระนพิ นธว์ รรณกรรมสำคัญๆไวห้ ลายเรอ่ื งได้แก่
๑. วรรณกรรมเก่ียวกับทางศาสนา คือ นันโทปนันทสูตร
คำหลวง พระมาลัยคำหลวง
๒. วรรณกรรมประเภทกาพย์ ได้ แก่ กาพย์เหเ่ รือ กาพยเ์ ห่
โคลงประพาสธารทองแดง กาพย์ห่อโคลงนิราศพระบาท กาพย์เห่
เร่อื งกากี
นั บ ได้ ว่ า พ ร ะ อ งค์ เป็ น ผู้ ท่ี ท ร งร อ บ รู้ เชี่ ย ว ช า ญ ใน ก า ร
ประพันธ์ทั้งทางคดีโลกและคดธี รรม สมควรยกย่องให้เป็นกวีเอกใน
สมัยกรงุ ศรอี ยุธยาตอนปลาย ( พ.ศ. ๒๒๗๕-๒๓๑o)
ลกั ษณะคำประพนั ธ์
กาพย์เห่เรอื ขน้ึ ต้นดว้ ยโคลงสีสภุ าพ ๑ บท ตามดว้ ยกาพย์
ยานี ๑๑ ไม่จำกัดจำนวนบท เน้ือความคล้อยตามกัน เม่ือข้ึนต้น
ตอนใหม่กแ็ ต่งโคลงสีสภุ าพ ๑ บท และแต่งกาพย์ยานีตามเสมอไป
๒๘
สาระสำคัญของเรอื่ ง
เป็นเร่ืองชมพยุหยาตราทางชลมารค เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร
ทรงพระนิพนธ์สำหรับเห่เรือพระที่นั่งของพระองค์เอง เมื่อเสด็จไป
นมสั การพระพทุ ธบาททีจ่ งั หวดั สระบุรี
คณุ คา่ ด้านวรรณศิลป์
๑. ลักษณะการแต่ง แต่งถูกต้องตามฉันทลักษณ์ มีสัมผัสในทำให้
ไพเราะ ใช้คำงา่ ย ถึงแม้จะเป็นภาษาอ่นื ก็เปน็ ท่ีรู้จกั ค้นุ เคย เชน่
“ลำดวนหวนหอมตรลบ กลน่ิ อายอบสบนาสา
นกึ ถวลิ กล่ินบหุ งา รำไปเจ้าเศรา้ ถงึ นาง”
“บุหงารำไป”เปน็ ภาษาชวา
๒. การใช้คำ รู้จักสรรคำท่ีมีความหมายเด่นชัด คำทุกคำมีความ
ไพเราะร่ืนหู มีการสัมผัสแพรวพราวท้ังสัมผัสใน สัมผัสนอก สัมผัส
สระ และสัมผัสอักษร สำนวนท่ีใช้กะทัดรัด เข้าใจง่าย วางไว้ในที่
เหมาะสม เช่น
“เรื่อยเร่ือยมาเรียงเรยี ง นกบินเฉียงไปท้ังหมู่
ตวั เดียวมาพลัดคู่ เหมือนพี่อยู่ผู้เดียวดาย
๒๙
๓. ใจความทุกวรรคตอนทำให้ผู้อ่านเกิดภาพพจน์ มีเชิงพรรณนา
แยบคายล้ำลึก ใจความเป็นไปอย่างมีชีวิตจิตใจ สมเปน็ บทเห่เรือซ่ึง
มีจดุ ม่งุ หมายไม่ใหเ้ หนด็ เหนอื่ ย เช่น
“เนอ้ื อ่อนออ่ นแต่ชื่อ เนือ้ น้องฤาอ่อนทงั้ กาย
ใครต้องข้องจิตชาย ไม่วายนกึ ตรกึ ตรงึ ทรวง”
๔. แทรกความคิดเชงิ สร้างสรรค์เกย่ี วกับความงามไวอ้ ย่างเหมาะสม
เช่น ค่านิยมเก่ียวกับความงามของหญิงไทย คือ ต้องงามพร้องท้ัง
คุณลักษณะและคุณสมบัติ กล่าวคือ ดีพร้อมท้ังรูปร้าง หน้าตา
คำพูด และกริ ยิ ามารยาท เช่น
“งามทรงวงด่ังวาด งามมารยาทนาดกรกราย
งามพร้ิมยิ้มแย้มพราย งามคำหวานลานใจถวลิ ”
๕. ใชเ้ สียงประกอบในคำประพันธ์ทำให้เกิดความงามและจินตภาพ
(สัทพจน์) เชน่
“เรือครุฑยดุ นาคห้วิ ลว่ิ ลอยมาพาผนั ผยอง
พลพายกรายพายทอง รอ้ งโหเ่ ห่โอเ้ หม่ า”
๓๐
๖. ใช้โวหารเปรียบเทยี บทำใหเ้ กิดภาพพจน์ (อปุ มาโวหาร) เช่น
“สุวรรณหงสท์ รงพู่ห้อย งามชดชอ้ ยลอยหลงั สนิ ธุ์
เพียงหงสท์ รงพรหมนิ ทร์ ลนิ ลาศเล่อื นเตือนตาชม”
๑.๗ ใช้ความเปรียบตรงตัว (อปุ ลักษณ)์ เช่น
“นำ้ เงนิ คือเงนิ ยวง ขาวพรายช่วงสลี ำอาง
ไมเ่ ทยี บเปรยี บโฉมนาง งามเรอ่ื เนื้อสองสี”
คุณคา่ ด้านสังคม
สะท้อนให้เห็นให้เก็บชีวิติความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม
ประเพณี และค่านิยมของคนไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
หลายด้าน ดงั น้ี
๑. การคมนาคม เมืองไทยมีแมน่ ้ำลำคลองมาก ในสมยั น้ันจึงใชก้ าร
คมนาคมทางน้ำเป็นสำคญั
๒. ขนบธรรมเนียมประเพณี สะทอ้ นให้เห็นวัฒธรรมในการแตง่ กาย
ของห ญิ งช าววังใน ส มั ยก รุงศ รีอ ยุธยาต ต อ น ป ลาย แล ะ
ขนบธรรมเนียมประเพณขี องไทย เชน่
“เพยี นทองงามดั่งทอง ไมเ่ หมือนน้องหม่ ตาดพราย
กระแหแหกหา่ งชาย ดง่ั สายสวาทคลาดจาดสม”
๓๑
“หวีเกศเพศซ่ือปลา คดิ สุดาอา่ องค์นาง
หวเี กลา้ เจา้ สระสาง เส้นเกศสลวยรงยกลิ่นหอม”
“ประยงค์ทรงพวงหอ้ ย ระยา้ ย้อยห้อยพวงกรอง
เหมือนอบุ ะนวลละออง เจ้าแขวนไว้ให้เรียนชม”
๓. การบอกเวลานิยมใช้ฆอ้ ง กลอง เป็นเคร่ืองบอกเวลา เช่น
“ยามสองฆ้องยามยำ่ ทกุ คืนคำ่ ย่ำอกเอง
เสียงปีม่ ีค่ รวญเครง เหมือนเรียมคร่ำร่ำครวญนาน”
๔. ความเชื่อในกฎแห่งกรรม เช่น
“เวรามาทนั แล้ว จึงจำแคลว้ แก้วโกมล
ใหแ้ ค้นแสนสดุ ทน ทุกข์ถงึ เจ้าเศรา้ เสยี ดาย”
ข้อคิดที่ไดจ้ ากเรื่อง
๑. วรรณคดีช่วยทำให้จิตใจของมนุษย์อ่อนโยน ความงดงามของ
ภาษาจะชว่ ยขัดเกลาทำใหส้ งบและมีความสุข
๒. การเดินทาง ทางนำ้ เปน็ ชวี ิตของคนไทยในอดตี
๓. ในน้ำมีปลา เป็นภาพสะท้อนของระบบนิเวศที่ดีเย่ียม สมควรท่ี
คนรนุ่ ปัจจบุ นั จะต้องฟ้นื ฟู ธรรมชาตใิ ห้กลับคืนมาใหไ้ ด้
๓๒
๔. ระบบนิเวศที่อยู่รวมกันได้อย่างเป็นสุขทั้งคน ปลา ไม้ นก และ
สัตวต์ า่ งๆ เปน็ เมอื งในอดุ มคตทิ ส่ี วยงาม
๕. การเดนิ ทางจะไม่น่าเบื่อถ้าสามารถเขียนคำประพันธ์หรอื บันทึก
การเดินทางเพอื่ ให้ผู้อื่นได้อา่ น
๖. ภาพสะท้อนของชนบทประเพณีความคิด ภูมิปัญญาบรรพบุรุษ
จะบันทึกไวใ้ นวรรณกรรมอนั เปน็ ส่ิงทนี่ ่าศึกษา
๓๓