The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สุนิษา เขื่อนเพชร, 2024-01-19 22:03:09

บทความวิชาการ

บทความวิชาการ

ชื่อ นางสาวสุนิษา จ าปาศรี รหัส 6520540432019 บทความวิชาการ การบริหารการศึกษาด้วยศาสตร์พระราชา ศาสตร์พระราชา จากภูผาสู่มหานที คือศาสตร์การจัดการ และการอนุรักษ์ดิน น ้า ป่า ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงศึกษา คิดค้น และวิจัย แล้วพระราชทานให้กับปวงชน ชาวไทย เพื่อใช้ในการจัดการลุ่มน ้า ตั งแต่ต้นน ้า กลางน ้า สู่ปลายน ้า เมื่อน้าองค์ความรู้นี มาปฏิบัติตาม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ จะน้าไปสู่การพึ่งพาตนเองและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีพระราชด้ารัส เมื่อปี 2554 ว่า “เป้าหมายในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว คือ ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ท้าลายสิ่งแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยต้องค้านึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่ส้าคัญคือนักพัฒนาจะต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ และเป็นเรื่อง ของจิตใจ” จากสภาพและปัญหาจากการบริหารการศึกษาของประเทศไทย ผู้บริหารการศึกษาควรจะน้อมน้าเอา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นหลักในการ พัฒนาโรงเรียนให้เกิดเป็นวิถีแก่ข้าราชการครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ โรงเรียน อีกทั งน้อมน้าหลักการทรงงานของพระองค์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ้าวัน 1.จะท้าอะไรต้องศึกษาข้อมูลให้ระบบ 2.แก้ปัญหาจากจุดเล็ก 3.ท้าตามล้าดับขั น 4.ท้างานแบบองค์รวม 5.การมีส่วนร่วม 6.ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม 7.เศรษฐกิจพอเพียง 8.ซื่อสัตย์สุจริตจริงใจต่อกัน 9.ท้างานอย่างมีความสุข 10.รู้รักสามัคคี


ศาสตร์พระราชาประกอบด้วยองค์ประกอบส าคัญคือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักการน าทาง ประกอบด้วยสามห่วง สองฐาน คือความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันในตน มีฐานความรู้ และ ฐานคุณธรรม เป็นแนวพระราชด าริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานมานานกว่า 30 ปีเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท ค านึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการด ารงชีวิต ที่ส าคัญจะต้องมี“สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะ น าไปสู่“ความสุข” ในการด าเนินชีวิตอย่างแท้จริง เศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีต่อความจ าเป็น และเหมาะสมกับฐานะของตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และต้องไม่เบียดเบียน ตนเองและผู้อื่น ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจด าเนินการเรื่องต่าง ๆ อย่างมีเหตุผลตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักศีลธรรมจริยธรรม และวัฒนธรรมที่ดีงาม โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน ค านึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระท านั้น ๆ อย่างรอบรู้และรอบคอบ ระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับต่อผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงใน ด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เพื่อให้สามารถปรับตัวและรับมือได้ อย่างทันท่วงที โดยมีเงื่อนไข ของการตัดสินใจและด าเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ ดังนี้ ๑. เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะน า ความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ ๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและ มีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการด าเนินชีวิต วิธีการของศาสตร์พระราชา จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา โดยต้องเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา คน วัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เข้าใจ หมายถึง การใช้ข้อมูล ที่มีอยู่แล้ว การใช้และแสวงหาข้อมูลเชิงประจักษ์ การวิเคราะห์และการวิจัย การทดลองใช้จนได้ผลจริงก่อน เข้าถึง หมายถึงการระเบิดจากข้างใน เข้าใจกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา และสร้างปัญญาสังคม พัฒนา หมายถึง การพัฒนาที่ประชาชนเริ่มต้นด้วยตนเอง พึ่งพาตนเองได้ และมีต้นแบบในการเผยแพร่ความรู้ ให้ประชาชนได้เรียนรู้และน าไปประยุกต์ใช้ การประยุกต์แห่งศาสตร์พระราชา ต้องท าให้ด้วยความรัก ความปรารถนาและด้วยใจ ต้องประยุกต์ใช้อย่างยั่งยืน ไม่ยึดติดต ารา ปรับตามบุคคล สภาพพื้นที่และสถานการณ์ ตัวอย่างของการ ประยุกต์แห่งศาสตร์พระราชาได้แก่ โครงการพระราชด าริกว่า 4000 โครงการ เกษตรทฤษฎีใหม่ แกล้งดิน


แก้มลิง ฝนหลวง กังหันน้ าชัยพัฒนา หญ้าแฝก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สถานีวิทยุ อส ถนนวงแหวน ถนน รัชดาภิเษก ทางด่วนลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี สะพานพระราม 8 ฟอนท์ไทยจิตรลดา และเสาอากาศสุธี เป็นต้น ผลลัพธ์ของศาสตร์พระราชา คือแผ่นดินโดยธรรมและประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามตามพระ ปฐมบรมราชโองการ พออยู่พอกิน และ รู้รักสามัคคี อันเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงให้ความส าคัญด้านการพัฒนาคนด้วยการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยทรงพัฒนา ด้านการศึกษา ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียนมาโดยตลอด เพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชน อย่างทั่วถึง แม้แต่ผู้ที่ด้อยโอกาส และสถานที่ที่ห่างไกล ทั้งที่เป็นชาวไทยภูเขาหรือประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่น ชายแดนห่างไกลจากการคมนาคม โดยการพระราชทานพระราชทรัพย์ ร่วมสร้างโรงเรียนต ารวจตระเวน ชายแดน เพื่อสอนหนังสือให้แก่พี่น้องประชาชนเหล่านั้น โดยพระราชทานนามว่า “โรงเรียนเจ้าพ่อหลวง อุปถัมภ์” ทรงสร้าง “โรงเรียนร่มเกล้า” ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร และในพื้นที่ปฏิบัติการของผู้มีอุดมการณ์ ทางการเมือง ทรงตั้ง “โรงเรียนราชประชาสมาสัย” ส าหรับบุตรธิดาของผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อน ได้มีโอกาสได้เรียน ไม่ถูกรังเกียจ และอีกหลาย ๆ โรงเรียน ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ าในสังคมไทย และยกระดับคุณภาพชีวิต ของพสกนิกรชาวไทย ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระผู้ทรงเป็นที่รักและเป็นดวงใจของคนไทยทั้งชาติ ทรงเน้นย้ า 5 เรื่องที่ส าคัญ ของการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรม คือ 1) ความพอเพียง 2) ความกตัญญู 3) ความซื่อสัตย์สุจริต 4) ความรับผิดชอบ 5) อุดมการณ์คุณธรรมจริยธรรม รัฐบาลนอกจากน้อมน า “ศาสตร์พระราชา” อันนับว่าเป็นแนวทางพระราชทานมาสู่การปฏิบัติแล้ว ยังให้ความส าคัญกับการปฏิรูปการศึกษา ไปสู่ยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความคิดวิเคราะห์ ความคิด ริเริ่ม มีจินตนาการมีการสนใจข้อมูลข่าวสารรอบตัว ที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ และการด าเนินชีวิต การประกอบอาชีพ และการประกอบกิจการใดๆ ความสนใจใฝ่รู้ และศึกษาแนวโน้ม คาดการณ์อนาคต บนพื้นฐานของฐานข้อมูลและสถิติ และการศึกษา เพื่อการประกอบอาชีพ “ทุกคนมีงานท า” ซึ่งได้มีการ ด าเนินการที่ส าคัญ ได้แก่ นโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” นโยบายด้านการศึกษาผ่านโครงการการเรียนรู้ ผ่านการปฏิบัติ (Active Learning) และโครงการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (P.L.C.) เพื่อให้ผู้เรียนมีทั้ง ความรู้ทางวิชาการความรู้ทางปฏิบัติการ และความรู้คิดอ่านตามเหตุผลความเป็นจริง ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ให้ได้มากที่สุด และน าไปใช้ปฏิบัติได้จริง


แนวทางการบริหารประเทศด้วย “ศาสตร์พระราชา” ของรัฐบาลมีการด าเนินการในเรื่องต่างๆ อันประกอบด้วย ตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยึดถือ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” คือ ท าให้ประชาชนมีความสุข มีความพึงพอใจ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย รักษาสมดุล ทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการแก้ปัญหา ตามแนวทางสันติวิธี และยึดแนว ทางการพัฒนา “สีเขียว” เสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้ประเทศชาติและประชาชน โดยให้มีการพัฒนา ประชาธิปไตย ที่เหมาะสมกับบริบทของไทย และมีอัตลักษณ์ไทย การพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศถือเป็นความส าคัญเร่งด่วน ที่จ าเป็นต้องผลักดันให้ เกิดการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมทุกด้าน ควบคู่กันไปกับการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาคุณธรรมความดี โดยแสวงหากระบวนการกระตุ้นจิตส านึกด้านคุณธรรมความดีที่มีอยู่ในตัวทุกคน ให้เกิดการพัฒนาตนเองได้ ในที่สุด จากการศึกษาสถานการณ์ทางด้านคุณธรรมสังคมไทย สภาวะปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต พบประเด็นปัญหา ความไม่ซื่อสัตย์ คอร์รัปชั่น ภาคธุรกิจยังขาดความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ความประพฤติ ไม่เหมาะสมของผู้น าศาสนาด้านคุณธรรมจริยธรรม สถาบันการศึกษามุ่งเน้นผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ น่าเป็น ห่วง ตามด้วยความเท่าเทียมกันทางสังคมตามหลักสิทธิมนุษยชน สังคมไทยมีค่านิยมทางวัตถุสูง และความ แตกแยกทางความคิดในขั้นที่รุนแรง โดยสรุปสถานการณ์ประเทศไทยในอนาคตอาจมีแนวโน้มที่แย่ลง หากทุกภาคส่วนไม่ตระหนักให้ความส าคัญ แก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและอย่างต่อเนื่อง การปฏิรูปด้านการศึกษา จึงถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายส าคัญ ที่รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อนโดยบูรณาการ น้อมน าเอาแนวทาง พระราชด าริศาสตร์พระราชามาปรับใช้ สร้างโรงเรียนต้นแบบคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน บ่มเพาะเด็ก เยาวชน นิสิต นักศึกษา อย่างต่อเนื่องจริงจัง คือการน้อมน าเอาแนวทางพระราชด าริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับ ใช้ หรือ ศาสตร์พระราชา กับพัฒนาการทางการศึกษา มาเป็นโจทย์ส าคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาสู่ วงการศึกษาในทุกระดับตามความเหมาะสมให้มากขึ้น ด้วยการยกระดับท าให้สถานศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นสถานที่ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม เริ่มตั้งแต่ ที่ผู้บริหาร มีความซื่อสัตย์สุจริต มีธรรมาภิบาล ความพอเพียงในการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด ครูอาจารย์ ต้องท าตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ยึดมั่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความซื่อสัตย์สุจริต รู้จัก ประหยัด ความกตัญญูรู้คุณ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ท างานโดยไม่ย่อท้อ และสุดท้ายคือความมีคุณธรรม และจริยธรรม ซึ่งจะต้องปลูกฝัง ให้เกิดขึ้นให้ได้ ศาสตร์พระราชา จึงเป็นศาสตร์ที่ครอบคลุมถึงเรื่อง เอกลักษณ์ของชนชาติไทย เช่น การอ่อน น้อม ถ่อมตน การเป็นสุภาพชน ความขยันหมั่นเพียร ความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นคุณงามความดีของ คนไทย ที่บรรพชนไทยได้ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาทรงให้ข้อคิดการประพฤติปฏิบัติตน อย่าคบคนด้วย ฐานะ คบคนด้วย ความดี มีมิตรภาพด้วยความรักความผูกพัน และขอให้มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดา มารดา ผู้มีพระคุณ ประเทศชาติและพระมหากษัตริย์ถ้าทุกคนปฏิบัติตนตามศาสตร์ของพระราชาแล้ว ก็จะเป็นพลเมือง ที่มีคุณภาพ ประเทศชาติก็จะมีแต่คนดี และท าให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า การน้อมน าหลักปรัชญา


ของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจ าวัน เพื่อมุ่งให้เกิดภูมิคุ้มกันและมี การบริหารจัดการความเสี่ยง อย่างเหมาะสมเกิดความสมดุลและยั่งยืน ดังนั้น “ศาสตร์พระราชา” เป็นเสมือนองค์ความรู้ที่อยู่คู่แผ่นดินไทย รวมทั้งแนวคิดหลัก ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้พระราชทานไว้กว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชน ชาวไทยน าไป เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองและครอบครัว ให้มีภูมิคุ้มกันที่มั่นคงในการด าเนินชีวิต อย่างมี ความสุข ซึ่งล้วนมุ่งให้ประชาชนทุกคนปฏิบัติตนเป็น “คนดี” ทั้งคิดดี พูดดี ท าดี ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม สุจริต มีวินัย และมีความสามัคคีซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง ให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นปึกแผ่นมั่นคงตลอดไป การบริหารการศึกษาด้วยศาสตร์พระราชาจึงควรมีการน ากระบวนการขับเคลื่อนหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงใน สถานศึกษาตัวอย่างเป็นขั้นตอน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) ตั้งแต่ขั้นที่หนึ่ง การเตรียมความพร้อม ของผู้บริหาร ครู นักเรียน ชุมชน และสภาพแวดล้อมของโรงเรียน การเตรียมความ พร้อมของผู้บริหาร ในการวางนโยบายและแผนปฏิบัติงานในการบริหารจัดการสถานศึกษา การเตรียมความ พร้อมของครู เป็นการบริหารจัดการของผู้บริหารแนะน าให้ครูมีความรู้ความเข้าใจในการน าศาสตร์พระราชา ไป ปฏิบัติงานและปฏิบัติตนให้ถูกต้อง การเตรียมความพร้อมของนักเรียน การจัดระบบในการจัด กิจกรรม และการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงการเตรียม ความพร้อม ของชุมชนเป็นการประสานสัมพันธ์กับชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อ เสริมสร้าง ให้นักเรียนและชุมชนมีการด าเนินชีวิตอย่างพอเพียง การเตรียมความพร้อมของ สภาพแวดล้อมของโรงเรียน เป็นการเตรียมการบริหารจัดการอาคารสถานที่และแหล่งการเรียนรู้ของ สถานศึกษาตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง ขั้นที่สอง การจัดระบบการเรียนรู้ การพัฒนา หลักสูตร การก าหนดหน่วยการเรียนรู้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ ที่บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงที่ค านึงถึงหลักความพอประมาณ การมีเหตุผล และ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ความ เข้าใจ และการปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง ขั้นที่สาม กิจกรรมของโรงเรียนและกิจกรรม พัฒนาผู้เรียน เป็นกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้นเพื่อ การพัฒนาผู้เรียนโดยการบูรณาการศาสตร์ของพระราชา เข้าด้วยกัน เช่น ยุทธศาสตร์พระราชทาน หลักองค์ความรู้ 6 มิติ อาจด าเนินการเป็นกิจกรรมชมรม กิจกรรม จิตอาสา รวมทั้งบูรณาการกับ รายวิชาที่จัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง โรงเรียนด้วยกันหรือ โรงเรียนกับชุมชน และมีจุดประสงค์เสริมสร้างคุณลักษณะของการอยู่อย่างพอเพียง ให้กับนักเรียน ครอบครัว และชุมชน ขั้นที่สี่ การด าเนินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับการประเมินคุณลักษณะ หรือ อุปนิสัยอยู่อย่างพอเพียงของผู้บริหาร ครู และบุคลากร นักเรียน และชุมชน เป็นการเกิดขึ้นหลังจาก การน าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการบูรณาการศาสตร์พระราชามาขับเคลื่อนใน สถานศึกษา และขั้นสุดท้าย การสร้างเครือข่ายและขยายผล การสร้างเครือข่ายเป็นการขยายผลสู่ ภายนอกสถานศึกษา การขยายผลเป็นการที่โรงเรียนเป็นแกนน าทั้งผู้บริหาร ครูและบุคลากร และ นักเรียนสามารถถ่ายทอด ประสบการณ์การน าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ใน ชีวิตประจ าวัน นับเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน


https://www.chaipat.or.th/site_content/item/3579-2010-10-08-05-24-39.html http://cmi.nfe.go.th/lib/Lib_Doisaket/index.php?name=knowledge1&file=read knowledge&id=37 https://www.dol.go.th/ethics/Pages/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84 %E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8 %AD%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0 %B8%8D%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9 %E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8 %AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87- .aspx http://pws.npru.ac.th/nb/data/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97 %E0%B8%B5%E0%B9%88%20%E0%B9%91%20%E0%B8%84%E0%B8%A7 %E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8 %99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0 %B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3 %E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8 %87%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0 %B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2 %E0%B8%8A%E0%B8%B2%20%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1 %E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%29.pdf


Click to View FlipBook Version