โครงการศึ กษาวิจัย
และพัฒนาสิ่ งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าทฤษฎี
การพัฒนาของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวนั้ น เน้ นความเรียบง่าย
ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย และใช้
ธรรมชาติบำบัด โครงการศึกษาวิจัยและ
พัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่ อง
มาจากพระราชดำริ ในจังหวัดเพชรบุรี
เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็น
ถึงความเรียบง่าย และการใช้ธรรมชาติ
บำบัดอย่างเห็นได้ชัด โครงการนี้ เรียกสั้นๆ
ว่าโครงการแหลมผักเบี้ย ซึ่งแปลเป็นภาษา
อังกฤษได้ว่า The Laem Phak Bia
Environmental Study and Development
Project ดูแลในเรื่องของการบำบัดน้ำเสีย
และกำจัดขยะ โดยยึดตามพระราชกระแสของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า ให้ใช้
ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ เป็นเทคโนโลยีอย่าง
ง่าย ใครๆ ก็สามารถทำได้ และมีวัสดุหาได้
ในท้องที่
ตั้งอยู่ที่ ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เนื่ องจาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2533
ให้มูลนิ ธิชัยพัฒนา สำนั กงาน กปร. กรมชลประทาน และมหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ ร่วมกันศึกษาวิธีแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับขยะมูลฝอย
และน้ำเสียในชุมชน ซึ่งมีผลต่อการรักษาสภาพป่าชายเลนด้วยวิธีการทาง
ธรรมชาติและรักษาธรรมชาติ
ซึ่งหน่ วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนิ นงานศึกษาวิจัยตามโครงการ
ศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่ องมาจากพระราชดำริ
ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา โดยดำเนิ นการในพื้นที่สาธารณประโยชน์ ณ ตำบล
แหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เนื้ อที่ประมาณ 642 ไร่
“..ปัญหาสำคัญ คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม
เรื่องน้ำเสียกับขยะ ได้ศึกษา มาแล้ว
เหมือนกัน ว่าทำไม่ยากนั ก ในทาง
เทคโนโลยีทำได้ แล้วในเมืองไทย
ก็ทำได้.. ”
“..โครงการที่จะทำนี้ ไม่ยากนั ก
ก็มาเอาสิ่งที่เป็นพิษออก พวกโลหะ
หนั กต่างๆก็เอาออก ต่อจากนั้ นก็มา
ฟอกใส่อากาศ แล้วก็มาเฉลี่ยใส่ใน
บึง หรือเอาน้ำไปใส่ในทุ่งหญ้าแล้วก็
เปลี่ยนสภาพของทุ่งหญ้าเป็นทุ่งหญ้า
เลี้ยงสัตว์ ส่วนหนึ่ งเป็นที่สำหรับ
ปลูกพืช ปลูกต้นไม้..”
“.. แล้วก็ต้องทำการเรียกว่า การ
กรองน้ำ ให้ทำน้ำนั้ นไม่ให้โสโครก
แล้วก็ปล่อยน้ำลงมาที่เป็นที่ทำการ
เพาะปลูก หรือทำทุ่งหญ้า หลังจาก
นั้ นน้ำที่เหลือก็ลงทะเล โดยที่ไม่
ทำให้น้ำนั้ นเสีย..”
เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียที่เรียบง่ายและใช้ธรรมชาตินี้ แบ่งออกเป็น 4 ระบบ
ระบบแรกคือ ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย ให้สาหร่ายสังเคราะห์แสง เพื่อเติม
ออกซิเจนให้จุลินทรีย์หายใจและย่อยสลายสารอินทรีย์
ระบบที่สองคือ ระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย ปลูกหญ้าอาหารสัตว์
พืชเหล่านี้ มีคุณสมบัติกรองและดูดซับของเสียที่อยู่ในน้ำ
ระบบที่สาม ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม สิ่งที่สร้างขึ้นมาจึงเป็นสิ่งที่ทำจำลองขึ้น
ไม่ใช่ของจริง ส่วนคำว่า พื้นที่ชุ่มน้ำจึงเป็นว่าพื้นที่ที่เปียกชุ่ม การบำบัดน้ำเสีย
แบบนี้ ใช้วิธีการปล่อยน้ำเสียผ่านบ่อดินตื้นๆ ที่ภายในปลูกพืชประเภทกก
รากของพืชเหล่านี้ จะช่วยดูดซับสารพิษ
ระบบสุดท้ายคือ ระบบแปลงพืชป่าชายเลน ระบบนี้ ใช้หลักการบำบัด
จากการเจือจางระหว่างน้ำทะเลกับน้ำเสี ย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทาน
พระราชกระแสรับสั่งเพิ่มเติม ให้ก่อสร้างอาคารศูนย์บริการวิชาการวิจัย
และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ขุดลอกบ่อบำบัดพร้อมซ่อมแซมอาคาร ซ่อมแซมถนน
รอบบ่อบำบัด และงานซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในโครงการซ่อมบำรุงและรักษา
ซ่อมแซมสะพานทางเดินไม้ สร้างป้อมยาม สร้างห้องน้ำสำหรับคณะผู้ศึกษาดูงาน
ปรับปรุงพื้นที่ลานจอดรถ ปรับปรุงรั้ว ปรับปรุงพื้นที่แปลงทดลองงานวิจัย
และปรับปรุงพื้นที่งานวิจัยกล่องคอนกรีตกำจัดขยะ
การปลูกป่าชายเลนควรจับฝักห่างจาก
โคนฝักประมาณหนึ่ งในสามลักษณะเหมือน
จับปากกา ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการปลูก
แล้วปักลงในดินไม่ให้ลึกนั ก ประมาณ 1 ใน 3
ส่ วนของความยาวของฝักทั้งหมด
หลังจากที่เราและเพื่อนๆได้เข้าชมโครงการ
แหลมผักเบี้ย ทำให้ได้รับประโยชน์ มากมาย
รวมไปถึงได้ชมสถานที่สวยๆ เป็นธรรมชาติ
ได้เห็นสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น เห็นสัตว์หลายชนิ ด
ได้รับการดูแล และอยู่กันอย่างอุดมสมบูรณ์
หลังโครงการเสร็จสิ้น ทำให้เกิดผลประโยชน์
........ดังนี้ .....
แม่น้ำเพชรบุรีมีคุณภาพน้ำดีขึ้น ระบบนิ เวศ
ป่าชายเลนมีความสมบูรณ์ เพิ่มขึ้น
บ่อบำบัดน้ำเสี ยสามารถเลี้ยงปลา
โดยไม่ต้องให้อาหาร
ปุ๋ยหมักจากขยะและน้ำชะจากขยะสามารถ
นำมาปลูกพืชเกษตรได้
น้ำเสี ยและน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วสามารถ
นำมาใช้ปลูกพืชเกษตรได้
พืชที่เก็บเกี่ยวจากแปลงพืชบำบัดน้ำเสี ย
นำมาทำเครื่องจักสานผลิตสิ นค้าหัตถกรรม
และทำเยื่อกระดาษได้
โครงการแหลมผักเบี้ยนี้ นั บว่า
เป็นแบบอย่างแก่ชุมชนทั่วประเทศ
ในการแก้ไขปัญหาน้ำเสี ยได้เป็นอย่างดี
เพราะนอกจากจะเป็นแบบที่เรียบง่าย
แล้วยังเข้าใจง่าย จึงสามารถนำไปใช้
ปฏิบัติตามได้ง่าย มีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง
และใช้เทคโนโลยีที่ไม่สูงนั ก
ซึ่งความเรียบง่ายนี้ เองที่จะนำชุมชน
ไปสู่ ความยั่งยืนได้ในที่สุด