The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เติ้ล หนองแวง, 2020-10-20 23:22:18

การปลูกข้าว.4

การปลูกข้าว.4

การปลูกข้าว

ผู้จัดทา
ด.ช.ธนพนธ์ บารุง

ช้ันม.3
ครูทป่ี รึกษา นายอเุ ทน สมบตั ศิ ร

รายงานเล่มนีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของรายวชิ าการส่ือสารและนาเสนอ(IS2)
โรงเรียนหนั ห้วยทรายพทิ ยาคม อาเภอประทาย จงั หวดั นครราชสีมา

สานักงานเขตพนี้ ทก่ี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 31
ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2563

การปลูกข้าว

ผู้จัดทา
ด.ช.ธนพนธ์ บารุง

ช้ันม.3
ครูทป่ี รึกษา นายอเุ ทน สมบตั ศิ ร

รายงานเล่มนีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของรายวชิ าการส่ือสารและนาเสนอ(IS2)
โรงเรียนหนั ห้วยทรายพทิ ยาคม อาเภอประทาย จงั หวดั นครราชสีมา

สานักงานเขตพนี้ ทก่ี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 31
ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2563

บทคดั ย่อ

“ขา้ ว” เป็นอาหารหลกั ของคนไทยมาชา้ นานแลว้ เชื่อกนั วา่ เร่ิมปลูกทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) โดย
ประเทศไทยเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวนั ออก และไมไ่ ดร้ ับอิทธิพลมาจากที่ใดเห็นไดจ้ ากหลกั ฐานทางโบราณคดีท่ี
ตาบลบา้ นเชียง จงั หวดั อุดรธานี ซ่ึงพบซากของเมล็ดขา้ วโรยอยรู่ อบๆ โครงกระดูกที่มีอายรุ าว 5,600 ปี นอกจากน้ียงั
พบเมลด็ ขา้ วท่ีถ้าปุงฮุง จงั หวดั แม่ฮ่องสอน ที่แสดงให้เห็นวา่ มีการปลูกขา้ วบริเวณน้ีมานานกวา่ 5,400 ปี มาแลใ้ นระยะ
แรกเริ่มของการปลูกขา้ สันนิษฐานวา่ น่าจะเป็ นการปลูก “แบบเล่ือนลอย” คือในแตล่ ะปี หรือสองปี จะมีการปลูกขา้
โดยอาศยั น้าจากธรรมชาติและความอุดมสมบรู ณ์ของดินท่ีเหมาะสมโดยใชเ้ มลด็ ขา้ วหวา่ นลงไปในดิน เมื่อปลูกไดป้ ี
หรือสองปี ก็ยา้ ยท่ีปลูกใหมไ่ ปเรื่อยๆ เน่ืองจากดินจะขาดความอุดมสมบูรณ์ เป็นเช่นน้ีวนเวยี นไปรอบๆ ท่ีอยอู่ าศยั
หลงั จากน้นั ประมาณ 3,600 – 2,500 ปี มาแลว้ ไดม้ ีการพฒั นาดา้ นเครื่องมือเคร่ืองใช้ และรู้จกั ใชแ้ รงงานสัตวใ์ นการ
ไพรวน โดยเปลี่ยนมาสู่ “ระบบทดน้า” ที่ใหผ้ ลผลิตสูงกวา่ ระยะแรก ซ่ึงพบหลกั ฐานประเภทเคร่ืองเกี่ยว คลา้ ยเคียว

หรือขอเกี่ยวในการเกบ็ ขา้ วตอ่ มาประมาณ 3,000 – 2,300 ปี มาแลว้ มีหลกั ฐานท่ีแสดงใหเ้ ห็นวา่ ชาวบา้ นเชียงรู้จกั
การ “ดานา” ปลูกขา้ วแลว้ เพราะพบหลกั ฐานรูปป้ันควายและโครงกระดูกสัตวท์ ี่ใชเ้ ป็ นแรงงาน นอกจากน้ียงั มี
ภาพเขียนสีบนผนงั หิน บริเวณผาหมอนนอ้ ย ตาบลหว้ ยไผ่ จงั หวดั อุบลราชธานี แสดงการเพาะปลูกธญั พืชชนิดหน่ึง ดุ
เหมือนขา้ วแบบนาเมือง ลกั ษณะของตน้ ขา้ วเขียนง่ายๆ ดว้ ยสีแดงขีดเรียงเป็นกอๆ อยา่ งเป็นระเบียบซ่ึงรูปลกั ษณ์ และ
ความนิยมของขา้ วในแต่ละพทุ ธศตวรรษ ก็มีลกั ษณะเปลี่ยนไป เช่น ในพุทธศตวรรษท่ี 16 มีขา้ วเมลด็ ป้ อมมาก
รองลงมาเป็ นขา้ วเมลด็ ใหญ่ ในพทุ ธศตวรรษที่ 16 - 20 ยงั มีขา้ วเมล็ดป้ อมอยู่ แต่ขา้ วเมล็ดเรียวกลบั มีการปลูกมากข้ึน
ทว่ั ประเทศ ส่วนขา้ วเมลด็ ใหญก่ ็มีจานวนลดลง ในพทุ ธศตวรรษที่ 20 - 24 เป็นตน้ มา ขา้ วเมล็ดเรียวเป็นท่ีนิยมปลูกใน
ภาคกลาง ส่วนขา้ วเมลด็ ป้ อมและเมล็ดใหญ่กลบั ปลูกกนั เฉพาะในภาคเหนือและตะวนั ออกเฉียงเหนือในสมยั โบราณ
น้นั คาวา่ “ขา้ ว” เรียกวา่ “เขา้ ” บางสาเนียงทอ้ งถ่ินชาวอีสานก็ออกเสียงวา่ “เคา้ ” หรือ “เขา่ ” ซ่ึงตามหลกั ฐานทาง
วฒั นธรรมน้นั ขา้ วเหนียวหรือขา้ วน่ึง เป็นพนั ธุ์ขา้ วพ้ืนเมืองเก่าแก่ของคนไทย แตข่ า้ วเจา้ เป็นพนั ธุ์ขา้ วจากตา่ งประเทศ
ท่ีชนช้นั สูงรับเขา้ มาเพอื่ ปลูกบริโภคในภายหลงั จนเป็นที่นิยมมากกวา่ ขา้ วเหนียวในปัจจุบนั ขา้ วผกู พนั กบั คนไทย
อยา่ งลึกซ้ึงและยาวนาน จนมีวฒั นธรรม ประเพณี และความเช่ือหลายอยา่ งตกทอดมาถึงทุกวนั น้ี อาทิ ความเชื่อ
เร่ือง “พระแม่โพสพ” ท่ีชาวนาเช่ือกนั วา่ เป็นเทพธิดาที่ปกปักษร์ ักษาขา้ ว การเคารพบูชาจะทาใหผ้ ลิตผลอุดมสมบูรณ์
มีการทาพธิ ี “แห่นางแมว” หรือ “บุญบ้งั ไฟ” เพอ่ื ขอใหฝ้ นฟ้ าตกตอ้ งตามฤดูกาล มีประเพณี
“ลงแขกเกี่ยวขา้ ว” ท่ีแสดงถึงความสามคั คี ความมีน้าใจ ร่วมแรงช่วยเหลือกนั ท้งั หมบู่ า้ น เพ่ือผลดั กนั เก็บเก่ียว

คานา

ขา้ วถือวา่ เป็ นพชื เศรษฐกิจหลกั ของประเทศไทยตามยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยทุ ธศาสตร์ท่ี 3 การพฒั นาและ
เสริมสร้างศกั ยภาพคน แผนพฒั นาฯ ชาติฉบบั ท่ี 12 ดา้ นท่ี 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกบั สิ่งแวดลอ้ ม เพ่อื การพฒั นา อยา่ ง
ยง่ั ยนื และดา้ นที่ 8 ดา้ นวทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยวี จิ ยั และนวตั กรรม ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่เนน้ หลกั การใช้
เทคโนโลยนี วตั กรรมสมยั ใหม่มาช่วยพฒั นาการผลิต (ทานอ้ ยไดม้ าก) อยา่ งมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตามแนวทาง
ประชารัฐ ปัจจุบนั เกษตรกรกวา่ ร้อยละ 90 ใชส้ ารเคมีในปริมาณมาก ส่งผลโดยตรงต่อตน้ ทุนการผลิตและคุณภาพ
ของขา้ วไมต่ รงตามความตอ้ งการของตลาด และความตอ้ งการของผบู้ ริโภคท่ีเนน้ สินคา้ เกษตรปลอดภยั ในกลุ่ม

จงั หวดั ภาคกลางตอนบน ซ่ึงมีเกษตรกรประกอบอาชีพทานาจานวน 20,000 ครัวเรือน บนพ้นื ที่ ปลูกขา้ วรวม
ประมาณ 500,000 ไร่ ไดผ้ ลผลิตรวม 2.5 แสนตนั ต่อปี คิดเป็นมูลค่ากวา่ 2.5 พนั ลา้ นบาท สภาเกษตรกรจงั หวดั
นครนายก ในฐานะเป็นองคก์ รของเกษตรกรไดร้ ับการสะทอ้ นปัญหาตน้ ทุนการผลิตขา้ วที่สูงข้ึน ของเกษตรกรและ
ปัญหาการขาดเสถียรภาพดา้ นราคาขา้ วในปัจจุบนั จึงเห็นวา่ ปัญหาดา้ นตน้ ทุนการผลิตเป็นปัญหสาคญั และสมควร
ไดร้ ับการแกไ้ ขอยา่ งเร่งด่วน จึงจดั ทาเป็ นโครงการเพื่อพฒั นาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตขา้ ว ปลอดภยั ของ
เกษตรกรในจงั หวดั โดยนานวตั กรรมและเทคโนโลยที ่ีเหมาะสมเขา้ มาช่วยเพม่ิ ศกั ยภาพในการผลิต สร้างความมนั่ คง
ดา้ นอาชีพใหก้ บั เกษตรกร

สารบญั
เร่ือง หนา้

1

ข้นั ตอนการดาเนินงาน

การปลูกข้าว

การปลูกขา้ วเป็นงานท่ีสาคญั ยง่ิ ของประเทศไทยต้งั แต่โบราณกาลมาแลว้ จนถึงกบั ไดม้ ีพระราชพิธีจรดพระนงั คลั
แรกนาขวญั เพ่ือเป็นปฐมฤกษใ์ นการทานาปลูกขา้ วของแตล่ ะปี จะไดเ้ ป็นสิริมงคลต่อพสกนิกรผปู้ ลูกขา้ ว โดย
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั จะมอบใหเ้ จา้ หนา้ ท่ีฝ่ ายเกษตรเป็นพระยาแรกนา ทาการไถ และหวา่ นเมลด็ ขา้ ว ชาวนา
จะเกบ็ เมล็ดพนั ธุ์น้ีไปรวมกบั เมลด็ พนั ธุ์ท่ีเขาใชป้ ลูก เพราะถือวา่ เป็นสิริมงคลยง่ิ

๓. การปลูกข้าวนาหว่าน

เป็นการปลูกขา้ วโดย เอาเมล็ดพนั ธุ์หวา่ นลงไปในพ้ืนที่นาท่ีไดไ้ ถเตรียมดินไว้ การเตรียมดินก็มีการไถดะและไถแปร
ปกติชาวนา จะเร่ิมไถนา เพื่อปลูกขา้ วนาหวา่ น ต้งั แตเ่ ดือนเมษายน เน่ืองจากพ้นื ท่ีนาสาหรับปลูกขา้ วนาหวา่ น ไม่มีคนั
นาก้นั แบง่ ออกเป็นผนื เล็กๆ จึงสะดวกแก่การไถดว้ ยรถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่ อยา่ งไรกต็ าม ยงั มีชาวนาอีกจานวนมาก
ที่ใชแ้ รงววั และควายไถนา การปลูกขา้ วนาหวา่ นมีหลายวธิ ีดว้ ยกนั เช่น การหวา่ นสารวย การหวา่ นคราดกลบ หรือไถ
กลบ การหวา่ นหลงั ข้ีไถ และการหวา่ นน้าตม

2

การหว่านสารวย

การหวา่ นวธิ ีน้ีชาวนาจะตอ้ ง เร่ิมไถนาเตรียมดินต้งั แต่เดือนเมษายน ซ่ึงมีการไถดูและไถแปรแลว้ เอาเมล็ดพนั ธุ์ที่ไม่ได้
เพาะใหง้ อกหวา่ น ลงไปโดยตรง ปกติใชเ้ มลด็ พนั ธุ์ ๑-๒ ถงั /ไร่เมล็ดพนั ธุ์ท่ีหวา่ นลงไปบางส่วนจะตกลงไปอยตู่ าม
ซอก ระหวา่ งกอ้ นดินและรอยไถ เมื่อฝนตกลงมา ทาใหด้ ิน เปี ยกและเมลด็ ท่ีไดร้ ับความช้ืน กจ็ ะงอกข้ึนมาเป็ นตน้ กลา้
การหวา่ นวธิ ีน้ีใชเ้ ฉพาะในทอ้ งท่ีท่ีฝนตกตาม ฤดูกาล

การหว่านคราดกลบหรือไถกลบ

ในกรณีที่ดินมีความช้ืนอยบู่ า้ งแลว้ และเป็นเวลาที่ฝนจะเร่ิมตกตาม ฤดูกาล ชาวนาจะปลูกขา้ วแบบหวา่ นคราดกลบ
หรือ ไถกลบ โดยชาวนาจะทาการไถดะและไถแปร แลว้ เอา เมล็ดพนั ธุ์ที่ยงั ไมไ่ ด้ เพาะใหง้ อกจานวน ๑-๒ ถงั /ไร่
หวา่ นลงไปทนั ที แลว้ คราดหรือไถ เพื่อกลบเมลด็ ที่หวา่ น ลงไปอีกคร้ังหน่ึง เน่ืองจากดินมีความช้ืนอยแู่ ลว้ เมลด็ ก็จะ
เริ่มงอกทนั ทีหลงั จากหวา่ นลงไปในดิน วธิ ีน้ีดูเหมือนวา่ จะดีกวา่ วธิ ีแรก เพราะเมลด็ จะงอกทนั ทีหลงั จากที่ ไดห้ วา่ นลง
ไป นอกจากน้ี การต้งั ตวั ของตน้ กลา้ กด็ ีกวา่ วธิ ีแรกดว้ ย เพราะเมล็ดที่หวา่ นลงไปถูกดินกลบฝังลึก ลงไปในดิน

3

การหว่านนา้ ตม

การหวา่ นแบบน้ีนิยมใชใ้ นพ้ืนท่ี ที่มีการชลประทานอยา่ งสมบรู ณ์แบบ และพ้ืนที่นาเป็ น ผนื ใหญ่ มีคนั นาก้นั การ
เตรียมดินก็เหมือนกบั การ เตรียมดินสาหรับนาดา ซ่ึงมีการไถดะไถแปรและคราด เพ่อื จะไดเ้ ก็บวชั พืชออกไปจากนา
และปรับระดบั พ้ืนท่ี นา แลว้ ทิง้ ใหด้ ินตกตะกอนจนเห็นวา่ น้าใส และน้าในนา ไม่ควรลึกกวา่ ๒ เซนติเมตร จึงเอา
เมลด็ พนั ธุ์จานวน ๑-๒ ถงั /ไร่ ที่ไดเ้ พราะใหง้ อกแลว้ หวา่ นลงไป เมล็ดก็จะ เจริญเติบโตเป็นตน้ ขา้ วและโผล่ข้ึนมา
เหนือน้า มีการ เจริญเติบโตอยา่ งขา้ วอ่ืนๆ ตามปกติ

การดูแลรักษา

ในระหวา่ งการเจริญเติบโตของตน้ ขา้ วต้งั แตก่ าร หยอดเมลด็ เพอื่ ปลูกขา้ วไร่ การหวา่ นเมลด็ เพื่อใหไ้ ด้ ตน้ กลา้ การปัก
ดา เพือ่ ใหไ้ ดร้ วงขา้ ว และการหวา่ น เมลด็ ในการปลูกขา้ วนาหวา่ น ตน้ ขา้ วตอ้ งการน้าและ ป๋ ุย สาหรับการเจริญเติบโต
ในระยะน้ี ตน้ ขา้ วอาจถูกโรคและแมลงศตั รูขา้ วหลายชนิดเขา้ มาทาลายตน้ ขา้ ว โดยทาใหต้ น้ ขา้ วแหง้ ตาย หรือผลิตผล
ต่าและคุณภาพ เมลด็ ไมไ่ ดม้ าตรฐาน เพราะฉะน้นั นอกจากจะมีวธิ ีการ ปลูกที่ดีแลว้ จะตอ้ งมีวธิ ีการดูแลรักษาที่ดีอีก
ดว้ ย ผปู้ ลูกจะตอ้ งหมน่ั ออกไปตรวจดูตน้ ขา้ วท่ีปลูกไวเ้ สมอๆ ในแปลงที่ปลูกขา้ วไร่ จะตอ้ งมีการกาจดั วชั พืช ใส่ป๋ ุย
และพน่ ยาเคมี เพ่อื ป้ องกนั และกาจดั โรคแมลงศตั รูที่อาจ เกิดระบาดข้ึนได้ ในแปลงกลา้ และแปลงปักดาจะตอ้ ง มีการ
ใส่ป๋ ุย มีน้าเพียงพอกบั ความตอ้ งการของตน้ ขา้ ว และพน่ ยาเคมีป้ องกนั กาจดั โรคแมลงศตั รูขา้ ว นอกจากน้ี ชาวนา
จะตอ้ งหมน่ั กาจดั วชั พชื ในแปลงปักดาอีกดว้ ย เพราะวชั พืชเป็นตวั ท่ีแยง่ ป๋ ุยไปจากตน้ ขา้ ว ในพ้นื ที่นาหวา่ น ชาวนา
จะตอ้ งกาจดั วชั พชื โดยใชส้ ารเคมี หรือจะใชแ้ รงคนถอนทิ้งไปก็ได้ นอกจากน้ีจะตอ้ งพน่ สารเคมี เพ่ือป้ องกนั กาจดั โรค
และแมลงอีกดว้ ย เน่ืองจากพ้นื ท่ี นาหวา่ นมกั จะมีระดบั น้าลึกกวา่ นาดา ฉะน้นั ชาวนา ควรใส่ป๋ ุยก่อนที่น้าจะลึก
ยกเวน้ ในพ้นื ที่ที่น้าไม่ลึกมาก ก็ใหใ้ ส่ป๋ ุยแบบนาดาทวั่ ๆ ไป

การใส่ป๋ ุยในนาขา้ ว เพอ่ื บารุงดินที่เส่ือมไป เพราะตน้ ขา้ วดูดเอาแร่ธาตุไปใช้

4

การเกบ็ เกย่ี ว

เมื่อดอกขา้ วบานและมีการผสมเกสรแลว้ หน่ึง สปั ดาห์ ภายในท่ีห่อหุม้ ดว้ ยเปลือกนอกใหญ่ ก็จะเริ่มเป็นแป้ งเหลวสี่
ขาว ในสัปดาห์ท่ีสองแป้ งเหลวน้นั กจ็ ะแหง้ กลายเป็นแป้ งค่อนขา้ งแขง็ และในสปั ดาห์ท่ีสาม แป้ งกจ็ ะแขง็ ตวั มาก
ยง่ิ ข้ึน เป็นรูปร่างของเมลด็ ขา้ วกลอ้ ง แต่มนั จะแก่เกบ็ เกี่ยวไดใ้ นสัปดาห์ท่ีส่ีนบั จากวนั ที่ผสมเกสรจึงเป็นที่เช่ือถือได้
วา่ เมล็ดขา้ วจะแก่พร้อมเก็บเก่ียวได้ หลงั จากออกดอกแลว้ ประมาณ ๓๐-๓๕ วนั

ชาวนาในภาคเหนือ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ และภาคกลางใชเ้ คียว สาหรับเกี่ยวขา้ ว ทีละหลายๆ รวง ส่วนชาวนาใน
ภาคใตใ้ ชแ้ กระสาหรับเก่ียวขา้ วทีละรวง เคียวที่ใชเ้ ก่ียวขา้ วมีอยู่ ๒ ชนิด ไดแ้ ก่ เคียวนาสวนและ เคียวนาเมือง เคียวนา
สวนเป็นเคียววงกวา้ ง ใชส้ าหรับ เกี่ยวขา้ วนาสวน ซ่ึงปลูกแบบปักดา แตถ่ า้ ผใู้ ช้ มีความชานาญกอ็ าจเอาไปใชเ้ กี่ยวขา้ ว
นาเมืองกไ็ ด้ ส่วนเคียวนาเมืองเป็นเคียววงแคบและมีดา้ มยาวกวา่ เคียวนาสวน เคียวนาเมืองใชเ้ กี่ยวขา้ วนาเมือง ซ่ึง
ปลูกแบบหวา่ น ขา้ วที่เก่ียวดว้ ยเคียวไม่จาเป็นตอ้ ง มีคอรวงยาว เพราะขา้ วที่เก่ียวมาจะถูกรวบมดั ดว้ ย ตอซงั หรือตอก
ไมไ้ ผ่ เป็นกาๆ ส่วนขา้ วท่ีเก่ียวดว้ ยแกระ จาเป็นตอ้ งมีคอรวงยาว เพราะชาวนาตอ้ งเกี่ยวเฉพาะรวงทีละรวง แลว้ มดั
เป็นกาๆ ซ่ึงเรียกวา่ เรียง ขา้ วที่เกี่ยวดว้ ยแกระ ชาวนาจะเก็บไวใ้ นยงุ้ ฉางซ่ึงโปร่ง มีอากาศถ่ายเทไดส้ ะดวก และจะทา
การนวดเม่ือตอ้ ง การขายหรือตอ้ งการสีเป็นขา้ วสาร ขา้ วท่ีเก่ียวดว้ ย เคียวชาวนาจะทิ้งไวบ้ นตอซงั ในนา เพอ่ื ตากแดด
ใหแ้ หง้ เป็นเวลานาน ๓-๕ วนั หรือจะตากบนราวไมไ้ ผก่ ็ได้ แลว้ จึงขนมาท่ีลานสาหรับนวด ขา้ วที่นวดแลว้ จะถูกขน
ยา้ ยไปเก็บไวใ้ นยงุ้ ฉาง หรือส่งไปขายท่ีโรงสีทนั ที

5

การนวดข้าว

หมายถึง การเอาเมล็ดขา้ วออกจากรวง แลว้ ทาความสะอาด เพ่อื แยกเมล็ดขา้ วลีบและเศษฟางขา้ วออกไป เหลือไว้
เฉพาะเมล็ดขา้ วเปลือกท่ีตอ้ งการเท่าน้นั ข้นั แรกจะตอ้ งตากขา้ วใหแ้ หง้ เสียก่อน การกองขา้ ว สาหรับตากก็มีหลายวธิ ี
แต่หลกั สาคญั มีอยวู่ า่ การกอง จะตอ้ งเป็ นระเบียบ ถา้ กองไม่เป็นระเบียบ มดั ขา้ ว จะอยสู่ ูงๆ ต่าๆ ชาวนามกั จะกองเป็ น
รูปสามเหล่ียม ท่ีเป็นระเบียบ เพือ่ จะทาใหค้ วามช้ืนค่อยๆ ลดลงแลว้ ความแขง็ แกร่งของเมล็ดก็จะคอ่ ย ๆ เพ่ิมมากข้ึน
ดว้ ย และเมื่อฝนตกลงมา น้าฝนกไ็ ม่อาจจะไหลเขา้ ไปในกอง ขา้ ว หลงั จากน้นั ก็ขนไปท่ีลานนวดขา้ ว แลว้ เรียงไว้ เป็น
ช้นั ๆ เป็นรูปวงกลม

ชาวนามกั จะนวดขา้ วหลงั จากท่ีไดต้ ากขา้ วใหแ้ หง้ เป็นเวลา ๓-๕ วนั และเมลด็ ขา้ วเปลือกมีความช้ืน ประมาณ ๑๓-
๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซ่ึงเมลด็ ที่เกี่ยวมาใหมๆ่ จะมีความช้ืนประมาณ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ การนวด ชาวนากใ็ ชแ้ รงสัตว์ เช่น
ววั ควาย ข้ึนไปเหยยี บยา่ เพ่ือขย้ใี หเ้ มลด็ หลุดออกจากรวงขา้ ว รวงขา้ วท่ีเอาเมล็ด ออกหมดแลว้ เรียกวา่ ฟางขา้ ว ท่ี
กล่าวน้ีก็เป็นวธิ ีหน่ึง ของการนวดขา้ ว ซ่ึงแทท้ ่ีจริงแลว้ การนวดขา้ วมีหลายวธิ ี เช่น การนวดแบบฟาดกาขา้ ว การนวด
แบบใชค้ นยา่ การนวดแบบใชว้ วั ควายยา่ การนวดโดยใชเ้ คร่ืองทุ่นแรง

6

การนวดแบบฟาดกาข้าว

ชาวนาในภาคเหนือและ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือนิยมทากนั มาก โดยฟาดกา ขา้ วซ่ึงไดเ้ ก่ียวติดเอาส่วนของตน้ ขา้ วมา
ดว้ ย ฟาดลง บนแผน่ ไมท้ ี่วางไวบ้ นภาชนะสาหรับรองรับเมล็ดขา้ วเปลือกท่ีหลุดออกมา

การนวดแบบใช้เครื่องทุ่นแรง

เครื่องทุ่นแรง สาหรับนวดขา้ วมีหลายชนิด เช่น เคร่ืองนวดแบบใช้ แรงคน และเครื่องนวดที่ใชเ้ คร่ืองยนตข์ นาดเล็ก
ซ่ึงสามารถนวดขา้ วไดเ้ ร็วกวา่ การใชส้ ัตวห์ รือคนเหยยี บยา่

การนวดแบบใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่

เคร่ืองจกั ร ขนาดใหญ่สาหรับนวดขา้ ว เช่น เคร่ืองคอมไบน์ (combine) มีใชน้ อ้ ยมากในประเทศไทยเพราะราคาแพง
และไม่เหมาะสมกบั สภาพดินนาของประเทศไทย เคร่ืองคอมไบนน์ อกจากจะทาการนวดแลว้ ยงั ทาความสะอาด เมล็ด
ขา้ วเปลือกดว้ ย

7

การทาความสะอาดเมลด็

เมล็ดขา้ วที่ไดม้ าจากการนวด จะมีส่ิงเจือปน หลายอยา่ ง เช่น ดิน กรวด ทราย เมลด็ ลีบ ฟางขา้ ว ทาใหข้ ายไดร้ าคาต่า
ฉะน้นั ชาวนาจะตอ้ งทาความ สะอาดเมล็ดก่อนท่ีจะเอาขา้ วเปลือกเกบ็ ไวใ้ นยงุ้ ฉาง หรือขายใหก้ บั พอ่ คา้ การทาความ
สะอาดเมล็ดก็หมาย ถึง การเอาขา้ วเปลือกออกจากส่ิงเจือปนอ่ืนๆ ซ่ึงทาได้ โดยวธิ ีตา่ งๆ ดงั น้ี

การสาดข้าว

ใชพ้ ลว่ั สาดเมลด็ ขา้ วข้ึนไปในอากาศ เพอ่ื ใหล้ มพดั เอาส่ิงเจือปนออกไป ส่วนเมลด็ ขา้ วเปลือก ที่ดีก็จะตกมารวมกนั
เป็ นกองที่พ้ืนดิน

การใช้กระด้งฝัด

โดยใชก้ ระดง้ แยกเมล็ดขา้ วดี และส่ิงเจือปนให้อยคู่ นละดา้ นของกระดง้ แลว้ ฝัดเอาส่ิง เจือปนทิ้ง วธิ ีน้ีใชก้ บั ขา้ วที่มี
ปริมาณนอ้ ยๆ

การใช้เคร่ืองสีฝัด

เป็นเคร่ืองมือทุน่ แรงท่ีใชห้ ลกั การใหล้ มพดั เอาส่ิงเจือปนออกไป โดยใชแ้ รงคนหมุน พดั ลมในเครื่องสีฝัดน้นั พดั ลมน้ี
อาจใชเ้ คร่ืองยนตเ์ ลก็ ๆ หมุนก็ได้ วธิ ีน้ีเป็นวธิ ีท่ีทาความสะอาดเมลด็ ไดอ้ ยา่ ง มีประสิทธิภาพสูง

8

การตากข้าว

เพ่อื รักษาคุณภาพเมล็ดขา้ วใหไ้ ดม้ าตรฐานอยู่ เป็นเวลานานๆ หลงั จากนวด และทาความสะอาดเมลด็ แลว้ จึง
จาเป็นตอ้ งเอาขา้ วเปลือกไปตากอีกคร้ังหน่ึง ก่อนท่ีจะเอาไปเกบ็ ไวใ้ นยงุ้ ฉาง ท้งั น้ีเพือ่ ใหไ้ ดเ้ มล็ดขา้ ว เปลือกที่แหง้
และมีความช้ืน ของเมล็ด ประมาณ ๑๓- ๑๕% เมลด็ ขา้ วในยงุ้ ฉางท่ีมีความช้ืนสูงกวา่ น้ี จะทาใหเ้ กิดความร้อนสูง จน
คุณภาพขา้ วเสื่อม นอกจากน้ี จะทาใหเ้ ช้ือราต่างๆ ที่ติดมากบั เมลด็ ขยายพนั ธุ์ไดด้ ี จนสามารถทาลายเมล็ดขา้ วเปลือก
ไดเ้ ป็นจานวนมาก การตากขา้ วในระยะน้ี ควรตากบนลานท่ีสามารถแผ่ กระจายเมลด็ ขา้ วใหไ้ ดร้ ับแสงแดดโดยทว่ั ถึง
กนั และ ควรตากไวน้ านประมาณ ๓-๔ แดด ในต่างประเทศ เขาใชเ้ คร่ืองอบขา้ วเพื่อลดความช้ืนในเมลด็ (drier) โดย
ใหเ้ มลด็ ขา้ วผา่ นอากาศร้อนประมาณ ๑๐๐-๑๓๐ องศาฟาเรนไฮตจ์ านวน ๓-๔ คร้ัง แต่ละคร้ังควรห่าง กนั ประมาณ
๒๐-๒๔ ชวั่ โมง

การตากเมลด็ ขา้ ว เพอ่ื รักษาคุณภาพ หลงั จากทาความสะอาดแลว้

9

การเกบ็ รักษาข้าว

หลงั จากชาวนาไดต้ ากเมลด็ ขา้ วจนแหง้ และมีความ ช้ืนในเมลด็ ประมาณ ๑๓-๑๕% แลว้ น้นั ชาวนาจะเกบ็ ขา้ วไวใ้ นยุง้
ฉาง เพ่ือไวบ้ ริโภค และแบง่ ขายเม่ือขา้ วมี ราคาสูง และอีกส่วนหน่ึงชาวนาจะแบ่งไวท้ าพนั ธุ์ ฉะน้นั ขา้ วพวกน้ีจะตอ้ ง
เก็บไวเ้ ป็นอยา่ งดี โดยรักษาให้ ขา้ วน้นั มีคุณภาพไดม้ าตรฐานอยตู่ ลอดเวลา และไม่สูญ เสียความงอก ขา้ วพวกน้ีควร
เกบ็ ไวใ้ นยงุ้ ฉาง ยงุ้ ฉางท่ี ดีจะตอ้ งเป็นยงุ้ ฉางท่ีทาดว้ ยไมย้ กพ้นื สูงจากพ้นื ดิน อยา่ งนอ้ ย ๑ เมตร อากาศถ่ายเทได้
สะดวก เพอ่ื จะได้ ระบายความช้ืนและความร้อนออกไปจากยงุ้ ฉาง นอก จากน้ี หลงั คาของฉางจะตอ้ งไมร่ ั่ว กนั น้าฝน
ไม่ใหห้ ยด ลงไปในฉางไดเ้ ป็ นอนั ขาด ก่อนเอาขา้ วข้ึนไปเกบ็ ไว้ ในยงุ้ ฉาง จาเป็นตอ้ งทาความสะอาดฉางเสียก่อนโดย
ปัดกวาดแลว้ พน่ ดว้ ยยาฆ่าแมลง

10

ขอ้ สอบการปลูกขา้ ว
จานวน 10 ขอ้

1.การทานาปรังมกั จะทากนั ในฤดูใด
(ก) กลางฤดูฝน
(ข) ตน้ ฤดูแลง้
(ค) ตน้ ฤดูฝน
(ง) ปลายฤดูแลง้

2.สารโรทีโนนและไพรีธรินมีประโยชนเ์ หมือนกนั อยา่ งหน่ึง คือ
(ก)ใชก้ าจดั แมลง
(ข) ใชก้ าจดั วชั พชื
(ค)ใชเ้ พ่ิมการติดผล (ไม)้
(ง)ใชก้ าจดั เช้ือรา

3.การทาใหพ้ ืชใบเล้ียงคู่แตกยอดมากข้ึนทาไดโ้ ดย
(ก) เดด็ ยอดทิง้
(ข) ใชส้ ารเคมี
(ค) ใหน้ ้ามากข้ึน
(ง) ใหป้ ๋ ุยมากข้ึน

4.Wind Break ใชท้ าอะไร
(d)ป้ องกนั แมลงศตั รูพชื
(ข) ป้ องกนั ลมหนาว
(ค) ป้ องกนั ลมพดั แรง ๆ
(ง) ป้ องกนั ลมร้อน

11

5.กสิกรรมหมายถึงอะไร
(ก) การทาไร่ขา้ วโพด
(ข) การทานา
(ค) การทาสวนผลไม้
(ค) ถูกทุกขอ้

6.การเกี่ยวขา้ วไชอ้ ะไรเกี่ยวในยคุ ปัจจุบนั
ก.รถเก่ียว
ข.รถปณู
ค.รถไถ
ง.รถสิบลอ้

7.โดยทว่ั ๆ ไปใบมีหนา้ ที่หลาย ๆ อยา่ ง ยกเวน้
(ก) คายน้า
(ข) สะสมอาหาร
(ค) สร้างอาหาร
(ง) แลกเปล่ียนแก๊ส

8.เน้ือเยอ่ื ชนิดใดที่ทาหนา้ ท่ีในการสังเคราะห์แสง
(ก) Epidermis
(ข) Xylem
(ค) Spongy Cells
(ง) Phloem

12

9.ในยคุ ปัจจุบนั ไชอ้ ะไรไถนา
ก.รถโมป้ ณู
ข.รถไถ
ค.รถด้มั
ง.รถถงั

10.ขอ้ ใดเป็นการเกษตรแบบผสม
(ก) ปลูกถวั่ เหลืองเพือ่ ทาน้ามนั
(ข)เล้ียงเป็ ดและขายไข่เป็ ด
(ค) ปลูกผกั และเล้ียงไก่
(ง)ขอ้ 2 และ 3


Click to View FlipBook Version