หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก เสนอ ครู สุภาพร เพ็งวงศ์ จัดทำ โดย นางสาว ชโรธร ตะนุชน เลขที่ 9 นางสาว ประกายดาว อินทร์กง เลขที่ 12 นางสาว รัติกาล จันทาทุม เลขที่ 13 นางสาว ศรัญญา พรหมถาวร เลขที่ 14 นางสาว อภิญญา ภักดีสุจริต เลขที่ 16 นางสาว อารียา พลภักดี เลขที่ 17
1.1 โครงสร้างของโลก โลกมีลักษณะเกือบกลมหรือกลมรีเล็กน้อยแบ่งเป็น 3 ชั้นได้แก่ เปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก โลก ประกอบด้วยสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ 4 ภาค ได้แก่ ธรณี ภาค บรรยากาศภาค อุทกภาคและชีวภาค 1.ธรณีภาค คือส่วนเปลือกโลกที่เป็นของแข็งหุ้มห่ออยู่ชั้นนอกสุดของ โลกชั้นบนเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ใช้เป็นที่อยู่อาศัยมี ทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายที่มนุษย์ใช้ดำ เนินกิจกรรม ต่างๆ ชั้นเปลือกโลก ชั้นเนื้อโลก แก่นโลก
โลกมีการเปลี่ยนแปลงทั้งจากแรงภายในเปลือกโลกและภายนอก เปลือกโลกมาเป็นเวลานานและต่อเนื่องตลอดเวลาเป็นการปรับ ระดับของเปลือกโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีภาคที่เกิดขึ้นบน พื้นผิวโลกเนื่องจากแรงโน้มถ่วงและตัวกระทำ ต่างๆ เช่น 1.2 การเลื่อนของทวีป ทฤษฎีการเลื่อนของทวีป อัลเฟรด เวเกเนอร์ นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันเป็นผู้เสนอทฤษฎีการเคลื่อน ของทวีปซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปมีสมมติฐานว่าแผ่นธรณีภาคการ เคลื่อนที่ไหลช้าตลอดเวลานับตั้งแต่โลกเย็นตัวลงมีทั้งการชนกันการมุด ตัวลงแผ่นเปลือกโลกอื่นการแยกออกจากกันหรือการเฉือนกัน 1.3 การเปลี่ยนแปลงของธรณีภาค 1. กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก เกิดจากพลังงานความร้อนภายในโลกทำ ให้เกิดการไหล่ของม วลแม็กม่าร้อนและข้นหนืดใต้เปลือกโลกการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำ ให้เปลือกโลกแตกออกเป็นแผ่นและเคลื่อนที่ในลักษณะ ต่างๆรวมทั้งก่อให้เกิดแผ่นดินไหว
1.1 การเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาค มีการเคลื่อนที่แบบเคลื่อนเข้าหา กัน หรือ ชนและมุดตัวเข้าหากันแยกจากกัน หรือ การสวนกันในแนว ระนาบตลอดเวลาโดยมีอัตราช้าเร็วต่างกัน 1.2 การเกิดแผ่นดินไหว เป็นการสั่นสะเทือนของเปลือกโลกที่เกิดจาก การปรับตัวให้เกิดสมดุลเสมอภาคของแผ่นเปลือกโลก หรือเกิดจากการ ปะทุของภูเขาไฟ 1.3 การปะทุของภูเขาไฟ เมื่อรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกแยกออก จากกันหรือเคลื่อนเข้าหากันหรือเมื่อบนเปลือกโลกมีจุดร้อนทำ ให้แมก มาปะทุหรือไหลออกมาเป็นลาวา 1.4 โครงสร้างทางธรณีวิทยา การเคลื่อนที่ของเปลือกโลกเข้าหากัน ทำ ให้เกิดแรงอัดระหว่างแผ่นเปลือกโลกก่อให้เกิดโครงสร้างทาง ธรณีวิทยาและภูมิประเทศของหินตะกอนที่โผล่พ้นผิวดินที่หลากหลาย
2. กระบวนการปรับระดับพื้นผิวโลก เป็นการปรับระดับผิวแผ่นดิน เพื่อให้ผิวเปลือกโลกอยู่ในสภาพสมดุลเป็นการปรับระดับผิวแผ่นดินเป็นกระบวนการทำ ให้เกิดการลดระดับ แผ่นดินให้ต่ำ ลงและการเพิ่มและดับแผ่นดินที่ทำ ให้พื้นที่ต่ำ กว่ามี ระดับสูงขึ้น 2.1 การผุพังอยู่กับที่ เป็นกระบวนการที่ทำ ให้แร่ประกอบหินเกิดการ เปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมี 2.2 การกร่อน เป็นกระบวนการที่หินและดินแตกหักหรือหลุดเป็นก้อนเล็กจากตัวกระทำ เช่น ธารน้ำ ไหล คลื่นลม ธารน้ำ แข็ง 2.3 การพัดพาและการทับถม เป็นกระบวนการที่เกิดคู่กันคือเมื่อมีการพัดพาตะกอนไปจากที่หนึ่งทำ ให้เกิด การทับถมในเวลาต่อมาตามลักษณะของตะกอนและสภาพแวดล้อม 2.4 การเคลื่อนที่ของมวล เกิดขึ้นเมื่อก้อนหินหรือมวลดิน ผสมหินที่อยู่บนพื้นที่ลาดชันร่วงหล่นไปตามความลาดชัน
บรรยากาศภาค(atmosphere) บรรยากาศภาค (Atmosphere) หมายถึง ก๊าซที่ห่อหุ้มโลก และติดอยู่กับโลกโดย อาศัยแรงดึงดูด เป็นส่วนที่มีการ เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในระบบภูมิอากาศ บรรยากาศ สามารถ กักเก็บและถ่ายเทความร้อ ร้ นได้ทั้งในแนวตั้ง และในแนวนอน 2.1ส่วนประกอบของบรรยากาศ อากาศเป็นส่วนผสมระหว่างแก๊สชนิดต่างๆ ได้แก่แก๊สไนโตรเจนแก๊สออกซิเจนแก๊ส อาร์ก ร์ อนและแก๊สคาร์บ ร์ อนไดออกไซด์อนุภาค ของของแข็งขนาดเล็กและกลางมีปริม ริ าณแตก ต่างกันดังนี้
2.2ชั้นบรรยากาศ การแบ่งชั้นบรรยากาศโดยใช้ลักษณะการ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศเป็นเกณฑ์ มี4ชั้นดังนี้
โทรโพสเฟียร์(troposphere) ลักษณะเฉพาะ -อุณหภูมิต่ำ ลงตามความสูง ในอัตราเฉลี่ย6.4องศา เซลเซียสต่อ1000 -อากาศมีการเคลื่อนที่ทั้งใน แนวราบและแรวดิ่ง
2.2สแตรโทสเฟียร์ ลักษณะเฉพาะ -อุณหภูมิมีค่าคงทีี่ระยะต้นและสูงขึ้นตามความสูง -อากาศมีการเคลื่อนที่เฉพาะในแนวระดับเพียงอย่างเดียว -บรรยากาศปราศจากเมฆและพายุจึงเป็นประโยชน์ต่อกิจการ การบิน -มีแก๊สโอโซนอยู่หนาแน่นที่ระดับความสูง25-30กิโลเมตร 2.3เมโซสเฟียร์ -อุณหภมูิมีค่าคงที่ระยะต้นและสูงขึ้นตรามความสูง -มีประจุไฟฟ้ามาก -เกิดแสงออโรราเป็นแสงสีแดงเขียวและขาวมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง เป็นเส้นๆมองเห็นในเวลากลางคืนบนท้องฟ้าแถบขั้วโลก
1)อุณหภูมิ บรรยากาศในชั้นโทสโซเฟียร์ไร์ ด้รับ รั พลังงานความ ร้อ ร้ นและแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ 2.3การเปลี่ยนแปลง ทางบรรยากาศภาค 2ความกดอากาศและลม อากาศเป็นสสารซึ่งอยู่ได้ด้วย แรงดึงดูดของโลกความกดอากาศโดยเฉลี่ยที่ ระดับทะเลปานกลางเท่ากับ1013.2มิลลิบาร์โร์ ดยค่าความกด อากาศลดลงเมื่ออยู่สูงจากระดับทะเลปานกลางขึ้นไป 2.1ทิศทางลม ผลจากการหมุนรอบตัวของโลกทำ ให้ ทิศทางการเคลื่อนที่ของลมเฉเบี่ยงเบนจากควาใกด อากาศสูงไปต่ำ 3.ความชื้นในบรรยากาศความชื้นบรรยากาศสภาคมีอยู่แต่เฉพาะ ในบรรยากาศชั้นโทสโซเฟียร์ 3.1สถานะของน้ำ ในอากาศ ในบรรยากาศมีน้ำ อยู่3สถานะได้แก่ แก๊ส ของเหลว และของแข็ง 3.2เมฆ เป็นกลุ่มก้อนของไอน้ำ ลอยอยู่ในอากาศ 3.3หยาดน้ำ ฟ้า เป็นคำ รวมของแต่ละสถานะต่างๆ
น้ำ จืดประมาณร้อ ร้ ยละ 68.7 เป็นธารน้ำ แข็ง,หิมะ ร้อ ร้ ยละ 30.1 เป็นน้ำ ใต้ดิน ร้อ ร้ ยละ 1.2 เป็นน้ำ ผิวดินและอื่นๆ 3 อุทกภาค (hydrosphere) อุทกภาคเป็นส่วนของน้ำ ทั้งหมดบนผิวโลก แต่ร้อยละ 97.5 ของปริมาณน้ำ ทั้งหมดบนโลกเป็นน้ำ เค็ม มีส่วนที่เป็นน้ำ จืดเพียง ร้อยละ 2.5 เท่านั้น ซึ่งมีเพียงร้อยละ 0.3 เป็นน้ำ ผิวดินที่มนุษย์ นำ มาใช้ประโยชน์ได้ สัดส่วนปริมาณน้ำ ในแหล่งต่างๆ
3.1 วัฏ วั จักรของน้ำ วัฏจักรของน้ำ คือ การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงสภาวะของน้ำ ในธรรมชาติ ที่ผ่านขั้นตอนและกระบวนการทางธรรมชาติต่างๆ เช่น การระเหย การกลั่นลั่ วัฏจักรของน้ำ หมายถึง การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของน้ำ ซึ่งเป็นปรากฎ การณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเริ่มต้นจากน้ำ ในแหล่งน้ำ ต่าง ๆ เช่น ทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ ลำ คลองหนอง บึง ทะเลสาบ จากการคายน้ำ ของพืช จากการขับ ถ่ายของเสียของสิ่งมีชีวิต และจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำ รงชีวิตของมนุษย์ ระเหยขึ้นไปในบรรยากาศ กระทบความเย็นควบแน่นเป็นละอองน้ำ เล็ก ๆ เป็น ก้อนเมฆ ตกลงมาเป็นฝนหรือรืลูกเห็บสู่พื้นดินไหลลงสู่แหล่งน้ำ ต่าง ๆ หมุนเวียน อยู่เช่นนี้เรื่อยไป FB: ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ โดยสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท.
3.2 ระบบน้ำ จืด จื 1.) น้ำ ผิวดิน แหล่งน้ำ ผิวดินเฉพาะที่เป็นน้ำ จืด ได้แก่ แม่น้ำ ลำ ธาร ห้วย คลอง ทะเลสาบ เป็นต้น รวมทั้ง ทั้ พื้นที่ชุ่มน้ำ น้ำ ผิวดินมีเพียงร้อยละ 0.01 จากปริมาณน้ำ จืดทั้ง ทั้ หมด แต่มี ความสำ คัญมาก เนื่องจากสามารถนำ มาใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ เพื่อการดำ รงชีวิตของมนุษย์ สัตว์ และพืช น้ำ จืดเป็นน้ำ ที่เกิดจากการหมุนเวียนตามวัฏจักรของ น้ำ มีเกลือโซเดียมและคลอไรด์เพียงเล็กน้อย ละลายอยู่ใน น้ำ ไม่เกิน 0.5 ส่วน ในน้ำ 1,000 ส่วน ปริมาณน้ำ จืดในส่วน ต่างๆ ของโลกมีอยู่เกือบร้อยละ 3 เท่านั้น นั้ อยู่ตามแหล่ง ต่างๆ ดังนี้
2.) น้ำ ใต้ดิน เป็นน้ำ ที่อยู่ตามแหล่งน้ำ ใต้ดิน ทั้ง บนบกและใต้พื้นดินในทะเล น้ำ ใต้ดินมีประมาณร้อ ร้ ยละ 0.62 จากปริม ริ าณน้ำ จืดทั้งหมด น้ำ ใต้ดินบางส่วนจะไหล ซึมอยู่ในชั้นใต้ดินตามความลาดและเป็นส่วนสำ คัญในการ ช่วยรัก รั ษาระดับน้ำ ในแม่น้ำ ไม่ให้ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ร็
3.) ธารน้ำ แข็ง พบในทวีปแอนตาร์ก ร์ ติกา เกาะกรีน รี แลนด์ เกาะไอซ์แลนด์ ยอดเขาสูง และที่ราบสูงที่มีหิมะปกคลุมพื้นที่ ในเวลายาวนาน เช่น ทิวเขาเชอเลน ในประเทศนอร์เ ร์ วย์และ สวีเดน เป็นต้น จากปริม ริ าณน้ำ จืดทั้งหมดเป็นน้ำ จืดจากธาร น้ำ แข็งประมาณร้อ ร้ ยละ 2.20 ทิวเขาเชอเลน
4.) ไอน้ำ และเมฆ เป็นส่วนของไอน้ำ ที่เกิดจากการระเหยของน้ำ ในวัฏจักรน้ำ แล้วลอยขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศ ชั้นโทรโพสเฟียร์ เป็นความชื้นในอากาศ ละอองน้ำ บาง ส่วนรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งจะกลั่นตัวเป็นน้ำ จืดได้อีก ซึ่งโดยรวมมีปริม ริ าณร้อ ร้ ยละ 0.01 ของน้ำ จืดที่สะสมไว้ใน อากาศ
1.) ความเค็มและความหนา แน่น ความเค็มของน้ำ ทะเล เกิดจาก การมีเกลือโซเดียมและคลอไรด์ ละลายอยู่ร้อ ร้ ยละ 3.5 แต่ละบริเ ริ วณมี ความเค็มแตกต่างกันตามอัตราการระเหย ปริม ริ าณแม่น้ำ หรือ รื น้ำ แข็งที่ ละลายลงไป และอุณหภูมิของน้ำ 3.3 ระบบน้ำ เค็ม น้ำ เค็มเป็นน้ำ ที่มีปริม ริ าณมากที่สุดถึงร้อ ร้ ยละ 97 ของ ปริม ริ าณน้ำ ทั้งโลกและกระจายตามแหล่งน้ำ ต่างๆ ได้แก่ อ่าว ทะเล และมหาสมุทร จึงเป็นแหล่งน้ำ ในวัฏจักรน้ำ ที่ มีการระเหยเป็นไอน้ำ ในอากาศมากที่ 2.) กระแสน้ำ พื้นผิวและการ ลอยตัวของมวลน้ำ ในมหาสมุทร การไหลเวียนของกระแสน้ำ พื้นผิว ในมหาสมุทรมีความต่อเนื่องและ สม่ำ เสมอ เกิดจากความหนาแน่น และอุณหภูมิที่แตกต่างกันของน้ำ ทะเลในแต่ละแห่ง และลมประจำ ของโลก
2.1) กระแสน้ำ พื้นผิวในมหาสมุทร เป็น ระบบหมุนเวียนของน้ำ พื้นผิวในแนวนอนประจำ อยู่ในมหาสมุทรต่างๆ อย่างเป็นระบบ การไหล ของกระแสน้ำ พื้นผิวเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้ 2.1) กระแสน้ำ พื้นผิวในมหาสมุทร เป็นระบบหมุนเวียนของน้ำ พื้นผิวในแนวนอน ประจำ อยู่ในมหาสมุทรต่างๆ อย่างเป็นระบบ การ ไหลของกระแสน้ำ พื้นผิวเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้
2. ลมที่พัดประจำ ได้แก่ • ลมค้าตะวันออกเฉียงเหนือและลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ ลมที่พัดประมาณละติจูด 30-5 องศาเหนือและใต้ ทำ ให้กระแสน้ำ แถบเส้นศูนย์สูตรไหลจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก • ลมตะวันตก เป็นลมที่พัดประมาณละติจูด 30-60 องศาเหนือและใต้ พัดจากแนวความกด อากาศสูงกึ่งเขตร้อนไปยังบริเวณแนวความกดอากาศต่ำ กึ่งขั้วโลกในซีกโลกเหนือ ลมจะพัด รุนแรงมากในฤดูหนาว สำ หรับซีกโลกใต้ลมจะพัดรุนแรงในฤดูร้อนและฤดูหนาว ซึ่งในสมัย โบราณใช้ประโยชน์ในการเดินเรือจากตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางตะวันออก ผ่านมหาสมุทรอินเดีย การหมุนรอบตัวเองของโลก ทำ ให้กระแสน้ำ พื้นผิวบริเวณเส้นศูนย์สูตรไหลจาก ทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก เมื่อถึงทวีปและแผ่นดิน กระแสน้ำ พื้นผิวจะไหล เบนขวาในซีกโลกเหนือ และเบนซ้ายในซีกโลกใต้ ตามลักษณะรูปร่างของแผ่น ดิน 1.
2.2) การลอยตัวของมวลน้ำ เป็นปรากฏการณ์ เฉพาะพื้นที่ เกิดจากลมประจำ กำ ลังแรง ทำ ให้กระแสน้ำ เย็นพื้นผิวที่ขนานกับชายฝั่งเคลื่อนที่เฉออกจากชายฝั่ง ตามแรงคอริอ ริ อลิส ทำ ให้น้ำ เย็นในระดับลึกเคลื่อนขึ้นมา แทนที่เกิดเป็นการลอยตัวของมวลน้ำ เช่น การลอยตัว ของมวลน้ำ บริเ ริ วณชายฝั่งรัฐ รั แคลิฟอร์เ ร์ นีย สหรัฐ รั อเมริก ริ า
4.ชีวภาค 4.1 ระบบชีวนิเวศ ระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตในแต่ละพื้นที่เรีย รี กว่า ชีวนิเวศ หรือ รื ไบโอม (biomes) จากแผนที่แสดงเขตชีวนิเวศ แบ่งเป็น9กลุ่มใหญ่ๆ ระบบนิเวศของแต่ละพื้นที่มีลักษณะสำ คัญ ดังนี้ 1)ป่าฝนเขตร้อ ร้ น หรือรื ป่าดิบชื้นเป็นป่าไม้ผลัดใบ เขียวชอุ่มตลอดปี ปริมริาณฝนและความ สูง อุณหภูมิสูงเฉลี่ย20-25องศาเซลเซียส พบมากในเขตร้อร้นใกล้ เส้นศูนย์สูตร เช่น ป่าในเกาะบอร์เ ร์ นียว ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และภาคใต้ของประเทศไทย ทั้งพันธุ์พืช สัตว์ป่านก และแมลง
2)ป่าไม้ผลัดใบ บริเริวณป่าไม้ผลัดใบเขตร้อร้นจะผลัดใบในฤดู ใบไม้ผลิมีปริมริาณฝนเฉลี่ย760-1500มม./ปี ในเขตอบอุ่นพบมากในทวีปยุโรป ออสเตรเลีย และประเทศญี่ปุ่น พันธุ์ไม้ที่พบ เช่นโอ๊ก เชสต์นัต สัตว์ที่พบเช่น สุนัขจิ้งจอก กวาง 3)ทุ่งหญ้าเขตร้อ ร้ นอบอุ่น เป็นบริเริวณที่มีทุ่งหญ้าปกคลุมทั่วไปใน เขตละติจูด 10-30องศาเหนือและใต้ ฤดูร้อ ร้ นอากาศร้อ ร้ นมาก พบต้นไม้น้อย ชนิดส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลหญ้า มีฝนตกเฉลี่ย700-1500มม./ปี มีฤดูแล้ง ยาวนาน พบเป็นบริเริวณกว้างในทวิป แอฟริกริา อเมริกริาใต้ และทางเหนือ ของประเทศออสเตรเลีย ในทวิป แอฟริกริา เรียรีกว่า ทุ่งหญ้าสะวันนา สัตว์ที่พบ เช่น สิงโต ม้าลาย ควายป่า 4)ทุ่งหญ้าเขตร้อ ร้ น
5)เมนิเตอร์เ ร์ รเนียน มีไม้พุ่มเตี้ยที่ทนอากาศแห้งแล้งในฤดู ร้อร้นได้ ในฤดูหวานมีอากาศอบอุ่น และได้รับรัความชื้นจากทะเล พบไม้พุ่ม เปลือกหนา สัตว์พี่พบ แพะป่า แกะป่า 6) เทือกเขาสูง มีอากาศเบาบางแต่มีลมแรง บางครั้งรั้มีหิมะ ปกคลุม สัตว์ที่พบ ได้แก่ สัตว์เท้ากับสาย พันธุ์ต่างๆ เช่น แพะภูเขา จามรี พบพืช ระดับล่างเป็นส่วนใหญ่ 7) ทะเลทราย มีปริมริาณฝนน้อยมาก กลางวันมีอุณหภูมิ เฉลี่ยสูงกว่า35องศาเซลเซียส ส่วนกลางคืน มีอากาศหนาวเย็น พืชพรรณที่พบ เช่นพืช ใบเล็ก รากแตกกระจาย สัตว์ที่พบ เช่นอูฐ จิ้งจอกทะเลทราย 8)ป่าสน หรือรื ไทกาเป็นป่าในแถบซีกโลกเหนือที่มี สภาพอากาศหนาวเย็น พบพืชตระกลูสน สัตว์ที่พบ กวางมูส กวางเรนเดียร์
9)ทุนดรา เป็นทุ่งหิมะอยู่เหนือเส้นละติจูดที่60องศาหเรือรื ไปจนถึงบริเริวณขั้วโลกมีอากาศหนาวเย็นตลอด ปี ในฤดูหวานมีช่วงกลางคืนยาวนาน พบสัตว์มีชีวิตไม่กี่ชนิด เช่นแมวน้ำ ลายพิณ หมีขั้วโลก พืชที่พบ เช่น ไลเคน ทอสส์ หญ้าเซดจ์ 4.2 ความหลากหลายทางชีวภาพ คือการมีชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหลากหลาย ชนิดมาอยู่ร่ว ร่ มกัน ณ สถานที่หนึ่ง 1)ความหลากหลายในชนิดของสัตว์มีชีวิต คือกลุ่มของสิ่งมีชิวิตที่มีลักษณะของ โครโมโซมใกล้เคียงกัน 1.1)จำ นวนชนิดของวัตว์มีชีวิตในพื้นที่ หมายถึง จำ นวนชนิดของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ต่อ หน่วยพื้นที่ 1.2)สัดส่วนของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ หมายถึงสัดสวนของสิ่งมีชิวิตแต่ละชนิดที่พบและ เป็นตัวแทนในระบบนิเวศ
2)ความหมายหลากหลายทางชีวนิเวศวิทยา กลุ่มสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมมีความสัมพันธุ์ และมีอิทธิพลต่อกัน 2.1) ความหลกหลายของถิ่นที่อยู่ คือ ความแตก ต่างของถิ่นกำ เนิดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ -ปลาตีน อาศัยอยู่บริเริวณป่าชายเลน -อูฐ อาศัยอยู่ตามภูมิประเทศแบบทะเลทราย -แพะภูเขา อาศัยอยู่ตามเทือกเขาสูง คือ การเปลี่ยนแปลงทางความหลากหลายที่เกิดจากระบบนิเวศ เดิมที่ถูกทำ ลายลงด้วยวิธีต่างๆ เช่น ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไฟป่า น้ำ ท่วม แผ่นดินไหว หรือรืการบุกรุก 2.2)ความหลากหลายของการแทนที่
5.การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอาจมีผลกระทบอย่าง มากต่อภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และ ทรัพยากรธรรมชาติ 1. ภูมิภูปมิระเทศ: การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น ช่ การสึกสึกร่อ ร่ น การระเบิดบิของภูเภูขาไฟ หรือรื การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกสามารถ เปลี่ยนแปลงพื้นพื้ผิวผิโลกได้ ตัวอย่า ย่ งเช่น ช่ การ ก่อตัวของภูเภูขา หุบหุเขา หุบหุเขา หรือรืลักษณะ ชายฝั่งสามารถเปลี่ยนภูมิภูปมิระเทศของพื้นพื้ที่ได้ 2 ภูมิภูอมิากาศ: การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น ช่ การ แปรผันผัของรังรัสีดสีวงอาทิตย์ กระแสน้ำ ในมหาสมุทร หรือรืวง โคจรของโลก อาจทำ ให้เ ห้ กิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบภูมิภูมิ อากาศ ซึ่งซึ่อาจนำ ไปสู่กสู่ ารเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภูมิระดับ ฝน รูปแบบของลม และความถี่ของเหตุกตุารณ์สภาพอากาศ รุนแรง
3 ทรัพรัยากรธรรมชาติ: การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ อาจส่ง ส่ ผลต่อความพร้อ ร้ มใช้ง ช้ านและการกระจายของ ทรัพรัยากรธรรมชาติ ตัวอย่า ย่ งเช่น ช่ การพังพัทลายของดินดิ อาจทำ ให้ที่ ห้ ที่ ดินดิที่อุดมสมบูรณ์สำณ์สำหรับรัการเกษตรหมดไป การเปลี่ยนแปลงของน้ำ ที่มีอมียู่เ ยู่ นื่อนื่งจากภัยแล้งหรือรืธาร น้ำ แข็ง ข็ ละลายอาจส่ง ส่ ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ จืดจื ในทำ นอง เดียดีวกัน กระบวนการทางธรณีวิณีทวิยาสามารถสร้า ร้ งหรือรื ทำ ให้แ ห้ ร่ธ ร่ าตุหตุมดไป สิ่งสิ่สำ คัญคือต้องทราบว่า ว่ แม้ว่ ม้ า ว่ กระบวนการทางธรรมชาติจะมี อิทธิพธิลต่อลักษณะทางกายภาพของโลกอยู่เ ยู่ สมอ แต่กิจกรรมของ มนุษนุย์ เช่น ช่ การตัดไม้ทำ ม้ ทำลายป่า ป่ มลพิษพิหรือรืการพัฒพันาที่ดินดิสามารถ เร่ง ร่ หรือรืทำ ให้ก ห้ ารเปลี่ยนแปลงเหล่านี้รุ นี้ นรุแรงขึ้นขึ้การทำ ความเข้า ข้ใจ และจัดจัการกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเหล่านี้มี นี้ คมีวามสำ คัญต่อ การพัฒพันาที่ยั่งยั่ยืนยื