The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ไชย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mezun525, 2021-05-19 05:01:29

ถามตอบ เล่มที่ ๓

พ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ไชย

Keywords: ธรรม,meditation

1

2

อัตตามีความหมายว่าอย่างไร
อตั ตาหยาบๆ ในทางโลก เราเรียกวา่ อีโก้ ( Ego ) เป็นอตั ตาที่

เราสร้างข้ึนมาใหมใ่ นชาตนิ ้ี คนที่มีอีโก้ มีอตั ตาหลงตวั เอง เอา
ความคิดตวั เอง เป็นที่ต้งั ชอบรังแกคนอื่น เอาเปรียบคนอื่น ซ่ึงอนั น้ี
บม่ เพาะข้ึนมาจากชาติน้ี เราสร้างมนั ข้ึนมา และเป็นตวั ท่ีทาใหเ้ รา
สร้างกรรมใหม่ข้ึนมา ส่วนอตั ตา ที่อยใู่ นกล่องบนั ทึกโปรแกรม ของ
เรา กค็ ือ อตั ตาของจิต พอมาอยใู่ นร่างเรา ก็จะไปเกาะอยทู่ ่ีใจเวลาเรา
ตายแลว้ เขาเอาเราไปเผา เผาไดเ้ ฉพาะกายภาพ แต่จิตวิญญาณน้นั ก่ี
พนั องศากเ็ ผาไมไ่ ด้ อตั ตาตวั น้นั ก็อยใู่ นจิตน้นั ขา้ มภพขา้ มชาติ มนั
เป็นสงั ขารของจิต มนั สะสมมาหลายภพ หลายชาติ

อะไรทาให้ เกิดอัตตา
อตั ตา คือ ตวั ตน้ เหตุของท้งั หมด พระพุทธเจา้ บอกวา่

ฆนสัญญาก้นั บงั อนตั ตา ฆนสัญญาคือ หน่ึงสัญญา สองสัญญา สาม
สัญญา รวมกนั หลายๆ สัญญา กลายเป็นอตั ตา เป็นกอ้ น รวมเป็น
ตวั ตนข้ึนมา อนั น้ีมนั ก้นั บงั ทาใหเ้ ราไมส่ มั ผสั อนตั ตา เขา้ ไมถ่ ึง
อนตั ตา จริงๆแลว้ ธรรมชาติเป็นอนตั ตาอยแู่ ลว้

เดก็ เกิดมาใหมๆ่ ร้องเสียงดงั เลย มนั ไม่มีมารยาท เหมือนผา้
ขาว แตว่ า่ มีจุดด่างจุดหน่ึง นิดเดียวเอง จุดด่างจุดน้นั กค็ ือกระแส

3

กรรม เรียกวา่ จิตเดิม นนั่ แหละ คือ อตั ตาตามธรรมชาติ จิตมนั มี
สงั ขาร มนั มีตวั ตนของมนั เพราะกระแสกรรม มนั บนั ทึกสัญญามา
แลว้ กพ็ อโตข้ึนมา เขาต้งั ชื่อเราบญั ชานะ ระบายสีเขา้ ไป บญั ชานี่พ่อ
นะ น่ีแม่ ความรักมนั ดีนะ มนั มีความสุขนะ ถา้ รวยแลว้ จะดี แลว้ ก็บ่ม
เพาะสีโน่นสีนี่ ก็ไปสร้างกิเลสวา่ เราชอบสีโน่นสีน่ี หลายๆ อตั ตา
รวมกนั กลายเป็นอตั ตาของเรา กลายเป็นกิเลสคือ ความเคยชิน แลว้ ก็
บม่ เพาะอตั ตา แลว้ กเ็ ช่ือมนั่ ในตวั เอง ทาอะไรก็ช่าง คิดอะไร พูด
อะไร จะทาอะไร เอาตวั เองเป็นที่ต้งั เอาอตั ตาตวั เอง เป็นที่ต้งั ตวั น้ีก็
คือ กิเลส

จะทาลายอัตตาได้อย่างไร
กิเลส ก็คือ ตน้ เหตทุ ่ีทาใหเ้ กิดตณั หา ตณั หาคือ ความอยาก

ตณั หาคือ ที่มาของทุกข์ พระพุทธเจา้ บอกทุกข์ สมทุ ยั นิโรธ มรรค
แลว้ ตณั หาน้ี ทาใหเ้ กิดอุปาทาน พอเราไดด้ งั่ ใจ อปุ าทานก็มี
ความรู้สึกสุข พอไมไ่ ดด้ ง่ั ใจ ก็เกิดอุปาทาน รู้สึกทุกข์ มนั เป็นของคู่

พระพทุ ธเจา้ กไ็ ปตรัสรู้ส่ิงน้ี พระองคจ์ ึงบอกวิธี กาจดั อตั ตา
ใหเ้ รา วิธีที่จะกาจดั อตั ตา โดยพระองคไ์ ปตรัสรู้ เร่ืองอริยสัจสี่ คือ
ความจริงที่ยงิ่ ใหญ่ ส่ีประการ พระพุทธเจา้ บอกวา่ เรามีทกุ ขเ์ ป็น
ประธาน สมทุ ยั คือตวั ตณั หา คือที่มา คือเหตแุ ห่งทกุ ข์ นิโรธก็คือ

4

นิพพาน คือสภาวะท่ีดบั ทกุ ข์ เรียกวา่ นิโรธ หรือนิพพาน สามขอ้ น้ี
เป็นความจริงท่ี พระพุทธองคต์ รัสรู้ แลว้ มาบอกเรา ส่วนขอ้ สุดทา้ ย
พระองคบ์ อก วธิ ีที่จะดบั ทกุ ขค์ ือมรรค

ความกลวั เกิดจากอะไร
ความกลวั เกิดมาจากความอยาก อยากสาเร็จ กลวั ไม่สาเร็จ

ความกลวั ทาใหเ้ ส่ือม ทาใหเ้ ราไม่มีพลงั ยกตวั อยา่ ง เรื่องกลวั ผี คน
โบราณ เคา้ ใชอ้ ุบายวธิ ีวา่ อยา่ ออกไปนะลกู มืดๆ เดี๋ยวผจี ะหลอกเอา
เขาหลอก เพอื่ ไมใ่ หอ้ อกจากบา้ น เราวาดภาพวา่ ผนี ่ากลวั มาก ซ่ึงเกิด
มาก็ยงั ไม่เคยเห็นผี แต่เราก็กลวั ผี ท่ีเรากลวั น้นั เกิดจากความอยาก
อยากปลอดภยั กลวั ไม่ปลอดภยั ความกลวั ทาใหเ้ สื่อม เม่ือเรากลวั มนั
ก็ชอ็ ก มนั ไปกระทบถึงระบบหวั ใจ ตอนน้ีหวั ใจวายได้

เราจะจัดการกับความกลัวนไี้ ด้อย่างไร
ถา้ เป็นครูบาอาจารย์ ทา่ นฝึกกรรมฐาน สมมติวา่ เรากลวั ผีเรา

ตอ้ งไปนอนป่ าชา้ อนั น้ีคือวา่ หนามยอกเอาหนามบ่ง คือเทคนิคอยา่ ง
หน่ึง แรกๆ อาจจะกลวั อยจู่ นมนั หายกลวั นนั่ แหละ แต่วธิ ีน้ีอาจหาย
แค่ชวั่ คราว ผใี นใจเรา น่ีร้ายกวา่ ผีขา้ งนอก ถา้ เราเจริญมรรค ความ
กลวั มนั จะหายไปเอง เพราะวา่ มรรค ไปแกท้ ่ีตน้ เหตุของความกลวั ก็

5

คือตวั อยาก เมื่อความอยาก เราไมม่ ีแลว้ มนั จะกลวั อะไร ความกลวั น้ี
หยาบมาก ถา้ เราหมดความอยากแลว้ เราจะกลวั อะไร แมก้ ระทงั่
อยากรักษาชีวติ ไว้ก็ไมม่ ี ชีวติ เรากไ็ มใ่ ช่ของเรา เราจะไปกลวั อะไร ก็
ใหเ้ ชื่อพระพทุ ธเจา้ ความกลวั น้ีกจ็ ะไมม่ ี

ถ้าหากเราอธิษฐานจิต ปรารถนานิพพานในชาตินี้ จะทาให้มมี ารมา
ผจญเรามากขึน้ จริงหรือไม่

มนั เป็นมารในใจของเราเอง มนั บอกเธอ เอาจริงไหม จะไป
นิพพานจริงไหม เธอจ่ายหน้ีฉนั มาก่อน ถา้ เราเป็นคนเหนียวหน้ี ดีก็
ไมท่ า ชวั่ กไ็ มท่ า ฉนั กอ็ ยขู่ องฉนั สุขตามอตั ภาพ น่ีแหละ มนั จะเกิด
มาเป็นมนุษยท์ าไม เสียชาติเกิด ตอ้ งมีการปฏิบตั ิ

พระพทุ ธเจา้ ก็ทาใหเ้ ราเห็น พระพุทธเจา้ ช้ีทางสายกลางให้
เรา กต็ อ้ งเริ่มจากปฏิบตั ิ อยา่ เหนียวหน้ี เม่ือเราปฏิบตั ิแลว้ เราไม่ได้
จ่ายแคด่ อกเบ้ีย เราจ่ายเงินตน้ ดว้ ย ถา้ เรากลวั ไม่เอาหรอก เราข้ีเหนียว
ก็อยา่ ไปคิดวา่ จะไปนิพพานได้ ถา้ คิดแลว้ ตอ้ งไมก่ ลวั ถามมนั บอกวา่
มีอีกไหม รีบจ่ายเลย

ท่ีพอ่ ครูบอกวา่ ทางไปสู่นิพพาน เอากระดาษขาวมาใบหน่ึง
เอาเขม็ แทง รูเขม็ น้นั ยงั ใหญ่เกินไป ตอ้ งหารต้งั ก่ีเทา่ คุณจะแบกหน้ี
ขา้ มไปดว้ ยไดห้ รือ เพราะวา่ เราชอบสบาย มีทางไปนิพพานแบบ

6

สบายๆ เอาเงินซ้ือ เอาสักแสนลา้ นไดไ้ หม ไมม่ ที างนะ เป็นทางๆ
เดียวที่พระพุทธเจา้ บอก ทางอื่นไม่มี ใหต้ ้งั มน่ั เมือ่ เดินทาง แลว้ อยา่
ไปกลวั

เราจะต้องปฏิบัติ หรือแสดงกิริยาท่าทางต่างๆ แบบท่ีทาอย่ตู อนนไี้ ป
ตลอดชีวิตหรื อไม่

เรากินขา้ วสักสิบปี ดีไหม แลว้ กเ็ วลาที่เหลือ ก็ไม่ตอ้ งกินอีก
เลย เราคุน้ เคยกบั ความคิด วา่ เราไมไ่ ดอ้ ะไร เรากจ็ ะต้งั ขอ้ กงั ขา เราจะ
ทาเสียเวลาอยา่ งน้ีหรือ สมมติวา่ เราหลงป่ า เดินออกจากป่ า พอมนั
เบื่อข้ึนมา เอ๊ะ เราจะเดินอยา่ งน้ี ไปตลอดหรือ ถามวา่ คุณจะรอ
เสือมนั มากินหรือ คุณจะรอไฟไหมป้ ่ าใช่ไหม

ทา่ นอาจารยต์ กั๊ มอ้ หรือท่านโพธิธรรม ทา่ นพูดคาหน่ึงวา่
เมื่อประตแู ห่งความรู้แจง้ ยงั ไม่เปิ ด ฉนั ก็ไดแ้ ต่เพยี ง เฝ้าดูจิตฉนั ไป
เร่ือยๆ ดูจิตนะ ไมใ่ ช่ไปดูขวาดูซา้ ย ไม่ใช่ไปดูกอ้ นอิฐกอ้ นปนู ดูจิต
แลว้ ที่เราเคลื่อนไหวๆ ถามวา่ ใครสั่ง ใหเ้ ราเคลื่อนไหว สมองเราสั่ง
ใช่หรือไม่ จิตมนั สั่ง เมื่อจิตมนั ส่งั จิตปัจจุบนั กร็ ู้ ก็เห็นจิตมนั ส่งั ฉนั
กไ็ ดแ้ ต่เพยี งดูจิต ฉนั เร่ือยไป อนั น้ีคือคาตอบ

ถามวา่ เราตอ้ งทาแบบน้ีไปเร่ือยๆ ไม่ใช่ทาจนตาย มนั จบนะ
ชาติหนา้ กม็ าทาตอ่ อยา่ คา้ กาไรเกินควร เอาแคช่ าติเดียวนะ นอกจาก

7

วา่ เราออกจากป่ าแลว้ เรากไ็ ม่ตอ้ งเดินอีก แลว้ อยทู่ ่ีวา่ ใครจะออกได้
หรือเปล่า บางคนสิบหา้ นาทีออก บางคนสิบนาที เขาบอกวา่ เจ็ดปี เจด็
เดือน จะเจ็ดอะไรกแ็ ลว้ แต่ เขาวา่ กนั บางทีเจ็ดชาติ บางทีเจด็ แสนกปั
มนั ก็แลว้ แต่ บุญกรรมท่ีเราสร้างมามนั ไมม่ ีสูตรสาเร็จ

ถ้าหาก เราเกิดความเครียด เราจะมวี ิธีจัดการ กับความเครียดนไี้ ด้
อย่างไร

ง่ายมาก ก็อยา่ เครียดสิ ทาไมโงจ่ งั รู้วา่ มนั เครียด ยงั ไปเครียด
อยู่ ถา้ ไมร่ ู้กแ็ ลว้ ไป ที่มาของความเครียด กค็ ือ ความอยากนน่ั แหละ
อยากได้ กลวั ไม่ได้ ก็คิดจนมนั เครียด ความเครียด มนั เครียดมนั ก็เลย
กลวั เครียดก็กลวั อีก เพราะวา่ มนั กลวั วา่ มนั จะไมส่ าเร็จ อยากท้งั น้นั
ถา้ เหวยี่ งความอยากทิง้ ทุกอยา่ งจบ แตถ่ า้ เหวี่ยงยงั ไมท่ ิง้ นะ กร็ ู้วา่ มนั
เครียดกเ็ ลิกเครียดซะ ง่าย ง่ายมาก

8

ปฏิบัติแล้ว ทาไมบางคนถึงไม่เห็นอะไรเลย แต่ทาไมบางคนถึงเห็น
ว่า เป็นส่ิงน้ันส่ิงนมี้ าก่อน จาเป็นต้องเห็นหรือไม่ เห็นหรือไม่เห็น
ต่างกันอย่างไร แล้วเราจะมีวิธีจัดการกับส่ิงท่ีเห็นนีไ้ ด้อย่างไร

กเ็ หว่ียงทิ้งนะ เห็นไม่เห็น ต่างกนั ไดอ้ ยา่ งไร ตวั หนงั สือมนั ก็
ต่างกนั แลว้ อนั น้ีมนั เห็น อนั น้ีมนั ไม่เห็น มนั ก็ต่างกนั ตา่ งกนั ท่ีเห็น
กบั ไมเ่ ห็น ก็บอกแลว้ วา่ สักแต่วา่ เห็น สักแตว่ า่ รู้ สักแต่วา่ ไดย้ นิ ก็
เหวีย่ งมนั ทิ้ง จดั การอยา่ งไร กเ็ หวย่ี งทิ้งอยา่ งเดียว บรรลุธรรม

บางคน เห็นกท็ กุ ข์ บางคนเห็นคนอื่น แตไ่ มเ่ ห็นตวั เองก็ทกุ ข์
อีก บอก อยากเห็นมากนกั หรือ ไมม่ ีทุกข์ กห็ าเร่ืองใหม้ นั ทกุ ข์ ไม่
เห็นกด็ ีแลว้ เห็นยงั เสียเวลาเหว่ยี งทิง้ ดว้ ย แตไ่ ม่ได้ กิเลสมนั ไมย่ อม
คนอื่นเห็น ฉนั ก็อยากเห็น ฉนั ไม่กา้ วหนา้ ฉนั สูเ้ ขาไม่ได้ กอ็ ยากอีก
นน่ั แหละ

พระพุทธเจา้ ยง่ิ ใหญ่มาก ทกุ อยา่ งจบอยทู่ ่ีตณั หา คือตวั อยาก
อยากเห็นก็ทุกข์ เห็นแลว้ เหวี่ยง ไม่ทิง้ ก็ทุกขอ์ ีก นี่แหละ พระองคถ์ ึง
เตือนวา่ สกั แต่วา่ รู้ สักแตว่ า่ เห็น สักแต่วา่ ลิม้ รส สักแต่วา่ ไดย้ นิ สัก
แต่วา่ ผสั สะ สกั แตว่ า่ ถา้ เราไม่เท่าทนั มนั ไม่สกั แตว่ า่ รู้นะ ไมใ่ ช่รู้
เฉยๆ มนั ดึงเขา้ มารู้สึก พอรู้สึก เวทนาเกิดทนั ที มนั บนั ทึกสัญญาแลว้
ขยะตวั ใหมก่ เ็ ขา้ มา เพม่ิ อตั ตาเรา พอเรารู้สึก ความไมพ่ อใจเกิดข้ึน
ความดีใจ เสียใจ เกิดข้ึน น่ีคือเวทนาเกิดข้ึน สังขารมนั ก็ปรุงแต่ง ดีใจ
มนั กค็ ิดเร่ือยเปื่ อย ดีนะๆ ปรุงแต่งไปเรื่อย เสียใจกป็ รุงแตง่ ไปเร่ือย

9

สร้างความเคียดแคน้ พยาบาท มากข้ึน น่ีคือขนั ธ์หา้ มนั ปรุงเร็วมาก
ความเร็วของมนั แตล่ ะรอบ เทา่ กบั หน่ึงวินาทีของโลก มนั ปรุงครบ
แลว้ รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ เกิดทนั ทีเลย ด่าออกไปเลย
เอาปื นยงิ มนั เลย เพราะอะไร ท้งั หมดก็คือ ความอยาก ทาใหม้ นั เป็น
แบบน้นั เหมือนกนั จบอยทู่ ี่ความอยาก

ที่มาของความอยาก เกิดจากกิเลส ภาษาน่ี เป็นกิเลสเบ้ืองตน้
กิเลสเป็นกลาง กลาง พระพทุ ธเจา้ ไม่ไดบ้ อกเราดบั ทุกข์ ดบั ที่กิเลส
ใหด้ บั ที่ตณั หา กิเลสเป็นกลางๆ ภาษาก็เป็นกลางๆ กิเลส บอกใหเ้ รา
ทาดีก็ได้ เราทาดีตามกิเลส กิเลสบอกให้ เราทาชวั่ กไ็ ด้ กิเลสคือความ
เคยชินเรา แตถ่ า้ ทาตามกิเลส มนั ทาดี มนั ไมใ่ ช่มนั ดีเฉยๆ มนั ไปติดดี
มนั ก็ เป็นกรรมเหมือนกนั แตพ่ ระองคไ์ ม่ไดใ้ หด้ บั กิเลส เพราะกิเลส
น้ีดบั ไมไ่ ด้ มนั เป็นความเคยชินเรา

กิเลสเราบอกวา่ คุณกินอาหารน้ีหรือยงั หมายถึงว่า คุณกิน
ขา้ วหรือยงั กินขา้ วเป็นกิเลสเรา ฝรั่งกินขนมปังเป็ นกิเลสเขา ถา้ กิน
ตามกิเลส ไม่เนื่องดว้ ยตณั หา ไมเ่ ป็นไร แตถ่ า้ กินดว้ ยตณั หา มนั จะลิ้ม
รสวา่ อร่อย หรือไมอ่ ร่อย ถา้ อร่อยอุปาทาน ก็เกิดมีความสุขจงั ถา้ ไม่
อร่อยอุปาทานกเ็ กิดคือทกุ ขม์ าก กินไปดว้ ยทุกขไ์ ปดว้ ย

10

พระอรหนั ตจ์ ้ีกง กินเหลา้ กินตามกิเลส แตไ่ ม่เนื่องดว้ ยตณั หา
พระอรหนั ต์ ยงั มีกิเลสอยู่ แตก่ ิเลสน้นั ไมม่ ีพลงั ที่จะพฒั นาไปสู่
ตณั หาได้ อุปาทานกไ็ ม่เกิด ทุกขก์ ็ไม่เกิด

บางคนพูดวา่ ไมเ่ ห็นอะไรเลย เห็นแน่แน่ ไมม่ ีใครไมเ่ ห็น แต่
ไม่จาเป็นตอ้ งเห็นอดีต เห็นอารมณ์ก็คือเห็น เห็นตวั เคลื่อนไหว ก็เห็น
แลว้ แมก้ ระทง่ั หลบั ตา ตาบอดเรากย็ งั เห็นนะ ที่เราเจริญวิปัสสนาเรา
เห็นตลอด แต่บางคน จิตมนั ตอ้ งดึงใหไ้ ปเห็นอดีต ไประลึกชาติ
เพราะเรามีความลงั เลสงสัยมาก จิตตวั น้ีมนั ด้ือ ตอ้ งพาไปใหส้ ัมผสั
ใหเ้ ห็นจนเขด็ หลาบ แต่บางคน เขามีปัญญาเดิมอยแู่ ลว้ เขาไม่ได้
สงสัยอะไรเลย เขากส็ ร้างพลงั มหาสติปัฏฐานแคน่ ้นั เอง เขาก็บรรลุ
ธรรมได้

แต่ช่วงสร้างพลงั ยงั ไม่บรรลธุ รรมไม่ใช่ไม่เห็นนะ ช่วงเจริญ
สติ เจริญสมาธิก็เห็น ขนาดไม่เห็น ก็ไปสร้าง อิริยาบถใหเ้ ห็น ขวา
หนอ ซา้ ยหนอ กย็ งั สร้าง ใหม้ นั เห็นเลย เห็นอิริยาบถ เห็นอารมณ์
เห็นเวทนา เห็นความสุข ความทุกข์ จิตมนั สุข มนั ทกุ ขอ์ ยา่ งไร แต่ถา้
เราเขา้ ไปจิตในจิตได้ เราก็เห็นธรรมในธรรม ธรรมมารมณ์ มนั
บนั ทึกอยใู่ นสญั ญาเดิม ในจิตใตส้ านึกเรา เห็นหมด

11

จิตแตล่ ะดวง ฝึกมาไม่เหมือนกนั แต่ อาสวกั ขยญาณ ตวั
สุดทา้ ยน้ี เป็นตวั เดียวเท่าน้นั ซ่ึงเป็นโลกุตระอภิญญา ทาใหเ้ ราพน้
ทุกขไ์ ด้ ส่วนขอ้ อ่ืนๆอีกเจ็ดขอ้ เป็นโลกียอภิญญา แตม่ นั ไม่ใช่ดีหรือ
ชวั่ แตถ่ า้ ไปหลงมนั เม่ือไหร่ เราก็เป็นแค่ผวู้ ิเศษ เหนือกวา่ คนอื่น แต่
เราจะไม่เป็นคนพน้ ทุกข์ ก็ รักชอบ อยา่ งไรเลือกเอา มนั เป็นนานา
จิตตงั อยา่ งเราไปในร้าน เราซ้ือเส้ือผา้ ยงั เลือกสีไม่เหมือนกนั อนั น้ี
ไม่วา่ กนั อยากเสียเวลามากๆ กเ็ ชิญ

ถา้ เดินตามโปรแกรม เชา้ สาย บา่ ย เยน็ ไปเรื่อยๆ มนั จะ
เหลืออยอู่ ยา่ งเดียวเท่าน้นั คืออาสวกั ขยญาณ หลายคนระลึกชาติได้ ก็
ไปติดอยตู่ รงน้นั เจด็ แปดปี พ่อครูบอกเหวยี่ งทิง้ เหวี่ยงทิ้ง เร่ืองอะไร
จะเหวยี่ ง สุดยอดเลย มีฤทธ์ิดว้ ย หลงั จากพดู คาวา่ เหวย่ี งทิ้ง ไมไ่ ดผ้ ล
แลว้ ก็ใหม้ า Shaking สั่นมนั ออก ใหห้ มดเลย อภิญญาน้นั มนั จะเหลือ
อะไร โปรแกรมน้ีไดผ้ ลมากนะ ขอใหอ้ ยา่ หยดุ shanking ทาอยา่ งน้ี
ไปเร่ือยๆ ท่ีมนั ติดแลว้ มนั ถูกกะเทาะออกหมด

12

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการปฏิบตั ิแบบนี้ ทาให้เราบรรลธุ รรม
เป็นคาถามท่ีดีมาก แลว้ ใครรู้บา้ ง วา่ แบบไหน ทาใหเ้ รา

บรรลุธรรม มนั ไม่มีสูตรสาเร็จหรอก วิธีการดีแค่ไหน ก็ไมด่ ี ถา้ คน
ทาไมด่ ี คนทาดีแคไ่ หน กไ็ มด่ ี ถา้ เป้าหมายในการทาไม่ดี คือไม่
ชดั เจน กลวั จะไปนิพพาน แตก่ ลวั มนั จะมาทวงหน้ี กลา้ ๆกลวั ๆ อยา่ ง
น้ี เป้าหมายไม่ดี ไม่ชดั เจน คนขยนั ขยนั มากๆ เลย แตข่ ยนั แบบโงๆ่
ไมส่ าเร็จ เป้าหมายมนั ผดิ

วธิ ีของพ่อครู เป็นแบบไหน ลองบอกหน่อย มนั ไมม่ ีวิธี ถา้ มี
วิธี ทกุ คนก็เป็นหุ่นยนต์ เหมือนกนั หมดสิ เปิ ดเพลงเดียวกนั ก็เตน้
จงั หวะเดียวกนั ถา้ เป็นวิธีนะ มนั ไม่มีวิธี มนั เป็นมรรค มนั จึงไมม่ ีถกู
ไมม่ ีผิด ถา้ ผดิ ไมใ่ ช่สิ่งที่เราทาอยู่ มนั ผดิ มาต้งั หลายชาติแลว้ เธอไป
หลงมาต้งั หลายชาติแลว้ ก็เธอผดิ เอง มนั ไมเ่ กี่ยวกบั วิธี ถา้ เรามีวธิ ี
ตายตวั คนๆ น้ีอาจจะทาถูกวธิ ี คนๆน้ีอาจจะทาผิดวธิ ี

แตส่ ิ่งที่เราทาอยู่ มนั ไมม่ ีวิธี ใบไมก้ ามือเดียว ท่ีพระพทุ ธเจา้
ยกตวั อยา่ งให้ เราเอาใบไหนก็ได้ ทาจริงๆจงั ๆเถอะ แต่ใบไมท้ ้งั ป่ า
เยอะมาก ธรรมะท่ีแทจ้ ริง ไม่มีธรรมะ ที่ไม่มีธรรมะ นนั่ แหละคือ
ธรรมะ แตป่ ัจจุบนั ถา่ ยทอด ไมม่ ีธรรมะ แลว้ จะมีธรรมะ ไดอ้ ยา่ งไร
เพราะมนั มีวธิ ีตายตวั ธรรมะ กลายเป็นองคว์ ิชาสาเร็จรูป แลว้ กเ็ อาไป
ใชก้ บั ทกุ ๆ คน มนั จึงไม่ใช่ธรรมะ

13

ธรรมะไมม่ ีภาษา ธรรมชาติจริงๆไม่มีภาษา มนั จึงไม่มีถูก ไม่
มีผดิ ไมม่ ีดี ไมม่ ีชว่ั ภาษาน่ีมนุษยส์ ร้างข้ึน เหมือนเราสร้างทฤษฎี
ใหม่ แลว้ ก็เอาภาษาน่ี มาสื่อธรรมะกนั แลว้ กไ็ ปเขา้ ใจวา่ ภาษาที่
บนั ทึกไวเ้ ป็นธรรมะ เป็นคาสอนพระพุทธเจา้ พระพทุ ธเจา้ สอนไว้
อยา่ งไร รู้ไหม

พระองคใ์ ชภ้ าษา มาบอกเราวา่ ท่านจงมาดูเถิด ปฏิบตั ิเถิด ผใู้ ด
เห็นธรรม ผนู้ นั่ เห็นเราตถาคต นี่คือ คาสอนพระพุทธเจา้ คาสอนที่
พระองคส์ อนจริงๆน้นั พระองคบ์ อกใหเ้ ราตอ้ งเขา้ ไปเห็นเอง เป็น
ปัจจตั ตงั เวทิตพั โพ วญิ ญูหิติ เป็นสิ่งท่ีรู้ กร็ ู้ไดเ้ ฉพาะตน แลว้ พระองค์
กบ็ อก ไมใ่ ช่บอกลอยๆ นะ บอกวิธี เขา้ ไปสมั ผสั ดว้ ย คือ มรรคมี
องคแ์ ปด

ปฏิบตั ิคาน้ีดีมาก แบบน้ี ถา้ หมายถึงองคร์ วมท้งั หมด ของศนู ย์
พลาญขอ่ ย มีท้งั หมด 3 ศนู ย์ คือ ศนู ยส์ มอง ศนู ยจ์ ิตใจ ศนู ยป์ ากทอ้ ง
เรามีเดก็ ยากจนท่ีน่ี เป็นฐานท่ีต้งั แห่งการ สร้างทานบารมีของเรา เรา
ก็มีทานแลว้ และคาวา่ ศีล ถา้ เราฝึกบ่อยๆ ศีลเป็นความปกติ เราลด
ความอยากลงไปแลว้ ไม่มีความทะเยอทะยานอยาก เราอยา่ ไปสร้าง
กรรมใหม่ อนั น้ีคือศีล

แลว้ เรามาเชา้ สาย บ่าย เยน็ น่ีเราเจริญภาวนา กค็ ือ ทาน ศีล
ภาวนา แบบน้ี ถา้ หมายถึงท้งั หมด นี่ก็คือ คาสอนพระพทุ ธเจา้ แตถ่ า้

14

เอาแคเ่ ชา้ สาย บ่าย เยน็ มาเตน้ มาทาอะไรเฉยๆ มนั ก็ไดร้ ะดบั หน่ึง
แตม่ นั ยงั ไมค่ รบองค์ ท่ีบอกวา่ อนั น้ี คือ ทาดี ขดั เกลาจิตใหผ้ อ่ งใส
แต่ไมล่ ะชวั่ พอเผลอ กไ็ ปคิดเรื่องไร้สาระ ไปเอากิเลสเขา้ มา ไปสร้าง
กรรมใหม่

คาวา่ แบบน้ี ปฏิบตั ิแบบน้ี พอ่ ครู ถึงถามวา่ แบบไหน ถา้ เอา
แบบที่ศนู ยท์ าท้งั หมด ไมม่ ีแมแ้ ต่หน่ึงอยา่ ง ไมใ่ ช่คาสอน
พระพทุ ธเจา้ ก็คือมรรคท้งั หมด ไมใ่ ช่ฝึกจิตอยา่ งเดียว คาวา่ ฝึกจิต
การใหท้ าน กเ็ ป็นการฝึ กจิตนะ เป็นจาคะ เป็นการสลดั ความโลภ
ความตระหน่ีออก เป็นการขดั เกลาจิตใหผ้ อ่ งใสอยา่ งหน่ึง แต่ถา้ เรา
ยงั เขา้ ไม่ถึง ศีลบริสุทธ์ิ ศีลปกติ ก็เอาศีลนี่ ศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ
ศีลปาติโมกข์ เป็นวินยั เตือนเราวา่ อยา่ ไปทาใหม้ นั เป้ื อนอีก ถา้ ทุกคน
ทาไดอ้ ยา่ งน้ี กค็ ือวา่ ปฏิบตั ิแนวน้ีแหละ แนวที่พ่อครูบอก

กรรมฐาน เขาแยกเป็นสองส่วนใหญๆ่ หน่ึง สมถะกรรมฐาน
สอง วิปัสสนากรรมฐาน

กรรมฐาน คืออะไร คือฐานที่ต้งั แห่งการดาเนิน ถา้ ระดบั
สมถะกรรมฐาน กห็ าฐานใดฐานหน่ึง ไปเพ่ง เพ่ือใหเ้ กิดความสงบ
อนั น้นั สูงสุด ก็แค่สงบ แตส่ มถะกรรมฐาน เป็นกาลงั เก้ือหนุนใหเ้ กิด
วิปัสสนา แลว้ ก็สมถะกรรมฐาน เขาก็พูดชดั เจนแลว้ วา่ มนั มีฌานสี่
คือ วิตก วจิ าร ปี ติ สุข เอกคั คตารมณ์ ตวั สุดทา้ ยคือฌานส่ี ตวั

15

เอกคั คตารมณ์ มนั บวกเขา้ ไปดว้ ยอุเบกขา มนั ถึงเป็นเอกคั คตารมณ์
ได้ ถา้ ไม่ถึงตรงน้นั แลว้ กจ็ ะเจริญวิปัสสนาไม่ได้ ทีน้ี เรากก็ ่ีปี ๆ ก็
ไปอยใู่ นสมถะนนั่ แหละ กไ็ ปฝึกสมาธิเจริญสติ ฟังดีๆนะ พ่อครู
ไมไ่ ดต้ า้ นวา่ มนั ไม่ดี มีสมาธิ มีสติกด็ ีแลว้ แต่ไม่ใช่เป้าหมาย ที่เราตอ้ ง
ไปฝึกใหม้ นั มีสมาธิ มีสติ ที่เราฝึกตรงน้นั เพื่อรวมพลงั ใหม้ นั เกิด
เอกคั คตารมณ์ ไม่ใช่จบอยแู่ ค่สงบ

เราตอ้ ง เอาความสงบน้นั เหมือนน้ามนั นิ่ง น้ามนั น่ิงไมต่ อ้ ง
ฝึกเลย ทาไมมนั น่ิง ที่มนั ไมน่ ิ่ง เพราะเราโยนหินใส่เขา้ ไป เราเอาเรือ
หางยาว ไปรบกวนมนั ก็กระเพือ่ ม แต่ถา้ ไม่มีอะไรรบกวน มนั กน็ ิ่งอยู่
แลว้ ตามธรรมชาติ จิตเรากเ็ หมือนกนั นะ จิตเดิมเราน่ีน่ิงอยแู่ ลว้ แต่
ตอนน้ี มนั ไม่น่ิงเพราะอะไร มนั มีกิเลส ตณั หา อุปาทาน มนั มีความ
อยาก มนั กก็ ระเพ่ือม

ทีน้ีพระพทุ ธเจา้ ก็ไปตรัสรู้ส่ิงน้ี พระองคก์ ม็ ีเอาเคร่ืองมือ
เร่ิมจากวา่ สมถะกรรมฐานทาใหม้ นั น่ิงก่อน เมื่อมนั น่ิงแลว้ เรากเ็ จริญ
ไปสู่วิปัสสนา

สมถะวิปัสสนา เรารู้ขวา รู้ซา้ ย กเ็ ป็น สมถะวิปัสสนา แต่เป็น
ระดบั สมถะ ขวากส็ มมติ ซา้ ยก็สมมติ แมก้ ระทง่ั รู้อิริยาบถร่างกาย
เคลื่อนไหว น้ีก็สมมติ เพราะร่างกายเรา กป็ ระกอบดว้ ย ดิน น้า ลม ไฟ
ตอนน้ีความจริง มีอยา่ งเดียวในตวั เราคือ จิต เผาไม่ได้

16

วิปัสสนา คือ รู้แจง้ เห็นจริง ตอ้ งเห็นจริง เห็นความจริง ก็คือ
เห็นจิต จิตเห็นจิตคือมรรค ผลของจิตเห็นจิตอยา่ งแจ่มแจง้ คือนิโรธ
ตอนน้ีเราเห็นจิตไหม เรามวั แตเ่ อาจิตเรา มาฝึกอยทู่ ่ีสติ ฝึกสมาธิอยู่
ท่ีฐานกาย เราเห็นแตส่ มมติ เรากไ็ ดค้ วามสงบชว่ั ครู่ คาวา่ อบุ ายน่ี
เหมือนเราหลอกใหจ้ ิตเรา ใหม้ ีหนา้ ที่ มีที่เกาะ ใหม้ นั วางความคิด
นึกเอา มนั วางความคิด มนั กว็ า่ งชวั่ คราว

ทกุ วนั น้ีจิตเราไมว่ า่ ง เพราะมนั คิด ถา้ เราทาไดแ้ คน่ ้นั เรากแ็ ค่
เป็นคนไม่ทกุ ข์ ในเวลาน้นั แต่ยงั ไม่พน้ ทุกข์ เพราะตวั อตั ตา มนั ยงั อยู่
กล่องบนั ทึก กลอ่ งบนั ทึกกรรมมนั ก็ยงั อยู่ อยา่ คา้ กาไรเกินควรนะ
นึกเอา คิดเอา กบ็ อกวา่ ฉนั บรรลุธรรมแลว้ อนั น้นั วิปัสสนึก

แตว่ ิปัสสนาท่ีแทจ้ ริง เราตอ้ งรู้แจง้ เห็นจริง เห็นความจริง เรา
ตอ้ งเขา้ ไปเห็นจิต จิตเห็นจิตคือ มรรค เมื่อเราดาเนินไปเร่ือยๆ ไอจ้ ิต
เดิมน่ี เขาก็ถา่ ยทอดภูมิปัญญาของเขา ประสบการณ์ของเขา มาใหจ้ ิต
ปัจจุบนั เรียนรู้ รู้โดยไมต่ อ้ งอยากรู้ รู้เฉยๆ สิ่งน้นั นะ ถา้ รู้ดว้ ยคาถาม
หรือคาตอบ ดว้ ยภาษา มนั จะทาใหเ้ ราคลาดเคล่ือน เราอยากรู้วา่ น้าน้ี
มนั ร้อนอยา่ งไร มนั รสชาติเป็นอยา่ งไร เราไปเพง่ จนตายก็ไม่รู้ ไปคิด
จนตายก็ไมร่ ู้ อยากรู้จริงเราก็ด่ืมเลย เวลาดื่มน้า ก็แสดงธรรมดว้ ย ให้
เราเห็นวา่ ทกุ อยา่ งเป็นธรรมะหมด ไม่มีแมแ้ ตห่ น่ึงอยา่ ง ไมใ่ ช่ธรรมะ
ไม่มีแมแ้ ตห่ น่ึงอยา่ ง ไมใ่ ช่รูปนาม

17

ท่ีมา : เร่ือง ตอบปัญหาสภาวธรรม
บรรยาย โดย พ่อครูบญั ชา ต้ังวงษ์ไชย
ศูนย์พลาญข่อย 14 มถิ ุนายน 2557


Click to View FlipBook Version