1
2
อะไร คือ ทกุ ข์
อะไร คือ เหตุแห่งทกุ ข์
อะไร คือ ความดับทุกข์
อะไร คือ หนทางไปสู่การพ้นทุกข์
สารบญั 3
ขนั ธ์5 คือ อะไร 4
ดับขนั ธ์๕ ได้อย่างไร 20
จิต คือ อะไร 25
สิ่งที่เกิดขึน้ ในจิตเป็นจริงหรือไม่ 32
4
ขนั ธ์5 คือ อะไร
ทางพทุ ธศาสนาจดั ระบบร่างกาย หรือ ท่ีเรียกวา่
สรีระกาย เป็นกองกอง เป็นขนั ธ์ ซ่ึงมอี ยหู่ า้ กอง เรียกวา่
ขนั ธ์๕ หรือเบญจขนั ธ์ อนั น้ี เป็นภาษาวชิ าการเขียนไว้ กม็ ี
รูปขนั ธ์ เวทนาขนั ธ์ สัญญาขนั ธ์ สังขารขนั ธ์ วิญญาณขนั ธ์
ซ่ึงเรียกส้ันๆวา่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทีน้ี
รูปขนั ธ์ น่ีเป็นรูปธรรม ส่วนเวทนา สญั ญา สงั ขาร สาม
อยา่ งน้ีเป็นนามธรรม ซ่ึงเป็น เจตสิก ไม่ใช่เร่ืองจิต เป็นตวั
อารมณ์ของจิต เป็นส่ิงท่ีจิตทา อนั น้ีคือเป็นนามธรรม
ส่วนตวั สุดทา้ ย วญิ ญาณขนั ธ์ ในตาราเคา้ เขียนวา่ เป็นจิต
แตถ่ า้ วญิ ญาณขนั ธ์ คือ จิต ก็คือนามธรรมเหมือนกนั ดงั น้นั
เบญจขนั ธ์จึงจดั เป็นรูปธรรม และนามธรรม ไม่มีอะไรใน
สากลจกั รวาลน้ีไมอ่ ยใู่ นรูปกบั นาม เป็นแค่สองอยา่ ง ที่เรา
ปฏิบตั ิวิปัสสนา ปฏิบตั ิแนวไหนก็ช่าง เพอื่ ใหเ้ ห็นความ
เกิดดบั ของรูป-นาม ซ่ึงมนั เป็นอนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา เรา
5
เอารูปนามตวั ไหนก็ไดม้ าเป็นฐานท่ีต้งั แห่งการเจริญมรรค
จิต หรือเจริญสติ ไดห้ มด
พ่อครูยกตวั อยา่ งสุนขั ตวั หน่ึง เดินเขา้ มาในศาลา เคา้
มาฉ่ี มาอึใส่ที่น่ี แลว้ มนั ก็เดินหนี บางคนโกรธมนั มาก ก็ไป
ตีมนั ฉนั อตุ ส่าหท์ าความสะอาด แทนที่จะไดบ้ ญุ ก็ไปสร้าง
กรรมดว้ ย เพราะไปรงั แกมนั แทนท่ีจะบอกเคา้ ดีๆ ไมใ่ ช่ที่ฉี่
ใหไ้ ปฉี่ตรงน้นั แลว้ รีบปัดกวาดเชด็ ถู เห็นไหม สุนขั มนั ทา
ใหเ้ ราทาบุญได้ แต่ถา้ เราไมท่ นั เราก็ไปตีมนั ไปสร้างกรรม
แลว้ สุดทา้ ยมนั ก็เป้ื อนเหมือนเก่า
สมมติวา่ มนั อึมนั ฉ่ีแลว้ เรานงั่ พิจารณา ฉ่ีมนั เป็น
ของเหลว กเ็ ป็นอากาศธาตุ มนั หายไป อึจากเป็นกอ้ นเปี ยก
เดี๋ยวมนั กแ็ หง้ สกั พกั หน่ึง นง่ั อยา่ หยดุ นะ นง่ั ดูมนั มนั ก็
แหง้ กลายเป็นผง แลว้ ก็ยอ่ ยสลายไป เรากเ็ ห็นความ
เปลี่ยนแปลงของมนั เห็นความเป็น อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา
ของมนั เราเห็นความจริงแลว้
6
เบญจขนั ธ์ จึงจดั เป็นรูปธรรม และนามธรรม หรือท่ี
เรียกวา่ รูป-นาม ส่วนท่ีเป็นรูปธรรม จึงเป็นธรรมที่มี
ความหมายไปถึงรูปกาย หรือสรีระกาย ส่วนนามธรรมก็
เป็นธรรม ท่ีมีความหมายถึงนามกาย หรือ ที่เรา เรียกวา่
ทิพยกาย จริงๆแลว้ ในตวั เรา ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรัสเรื่อง กาย๓
เรามีสามกายซอ้ นกนั อยู่ อนั ขา้ งนอกเรียกวา่ สรีระกาย ที่เรา
มองเห็นดว้ ยตาเน้ือ สัมผสั ดว้ ยประสาทสัมผสั ตา่ งๆ ส่วน
ลึกเขา้ ไปอีกมนั มี ทิพยกาย ที่เราเรียกวา่ กายทิพนน่ั แหละ
ทีน้ีท่ีมนั ซอ้ นอยใู่ นทิพยกายอีก กค็ ือ ธรรมกาย ไมใ่ ช่
ทฤษฎีที่เคา้ สอนกนั อนั น้นั เป็นเทคนิคที่เคา้ สอน แต่คาวา่
ธรรมกายตรงน้ีเป็นกายบริสุทธ์ิ เป็นจิตเดิมแทซ้ ่ึงเป็น
ประภสั สร อนั น้ีเคา้ เรียกวา่ หลกั กาย๓ ส่วนตอนน้ีเคา้ พดู
คร่าวๆ เรื่องรูปนาม คือพูดแค่วา่ รูปกาย หรือสรีระกาย แลว้
ก็ส่วนที่เป็นนามธรรม ก็มีความหมายถงึ นามกาย หรือเป็น
ทิพยกาย
7
รูปขนั ธ์ ทางวชิ าการเคา้ พูดวา่ ไดแ้ ก่ ร่างกาย และ
อวยั วะนอ้ ยใหญ่ท้งั ปวง ประกอบข้ึนดว้ ยธาตทุ ้ัง๔ คือ ดิน-
นา้ -ลม-ไฟ ซ่ึงเป็นสสาร ที่มีพลงั งานตามธรรมชาติ ถูกปรุง
แต่งใหเ้ หมาะสม ถกู สดั ส่วน และอาศยั ซ่ึงกนั และกนั สรีระ
กายเกิดข้ึนจากธาตุท้งั ๔ ทาใหร้ ูปกายทรงอยไู่ ด้ และเหตทุ ี่
ก่อต้งั ใหเ้ กิดรูปได้ มีอยสู่ ่ีประการ นอกจากดิน-น้า-ลม-ไฟ
ที่ก่อตวั ใหม้ ีรูปกาย เหตทุ ี่ใหม้ นั ดารงอยไู่ ดม้ ีส่ีอยา่ ง คือ
กรรม
กรรมเป็นธรรมชาติ ที่ทาใหเ้ กิดรูปข้ึน เรียกวา่
กมั มชรูป ไดแ้ ก่ ตา หู จมกู ลิน้ กาย ความเป็นหญิง ความ
เป็นชาย ชีวิตรูป อนั น้ีกรรมเป็นตวั ทาใหเ้ ราเกิดร่างน้ี อตุ ชุ
รูป อุตกุ ็เหมอื นอุณหภูมิ ร้อน เยน็ คือ รูปท่ีเกิดจากความ
ร้อน และ รูปซ่ึงเกิดจากความเยน็ ความร้อนทาใหร้ ูป
ขยายตวั และความเยน็ ทาใหร้ ูปหดตวั ตวั สุดทา้ ยคืออาหาร
อาหารเป็นธรรมชาติ ที่ทาให้ เราเกิดรูปข้ึน เรียกวา่
8
อาหารชรูป ซ่ึงตอ้ งอาศยั โอชา คือรสชาติ และคุณค่าของ
อาหาร ท่ีรับประทานเขา้ ไป มาทาใหก้ ายภาพน้ี มนั อยไู่ ด้
สาหรับทารก ที่อยใู่ นครรภม์ ารดา เม่ือมารดากินอาหาร
เขา้ ไป โอชาแผซ่ ึมซาบเขา้ สู่ร่างกายทารก ทาใหอ้ าหารชรูป
เกิดข้ึนอยตู่ ลอดเวลา ติดตอ่ กนั ไม่ขาด ตราบจนวนั สิ้นชีวิต
ท้งั ส่ีอยา่ งน้ี ทาใหร้ ูปกายเราดารงอยไู่ ด้
ทีน้ีรูปกาย หรือ สรีระกาย จะเช่ือมโยงกบั นามกาย
หรือทิพยกาย ตอ้ งอาศยั ธาตุท้งั ๖ เม่ือก้ีธาตุ๔ ทาใหร้ ูปกาย
เกิดข้ึน แต่ถา้ จะเชื่อมโยง กบั ขา้ งในกต็ อ้ งเป็น ธาตุ๖
นอกจาก ดิน-น้า-ลม-ไฟ แลว้ ทางภาษาวิชาการ เคา้ กบ็ อก
วา่ ธาตุดิน ธาตนุ า้ ธาตไุ ฟ ธาตุลม อากาศธาตุ และวิญญาณ
ธาตุ ถา้ ขาดวิญญาณแลว้ ความมีชีวติ เกิดข้ึนไม่ได้
ตอนท่ีร่างกายเราตายใหมๆ่ ไม่หายใจแลว้ ทาไมไม่คิด
ทาไมไม่รู้สึก เห็นไหม รูปกายมนั ยงั อยู่ แตว่ ญิ ญาณมนั ออก
จากร่างไปแลว้ ความมีชีวิตไมม่ ีแลว้ แต่กายมนั ยงั อยู่
9
นอกจากวนั ใดวนั หน่ึง มนั ยอ่ ยสลายไป เอามนั ไปเผาก็
กลายเป็นอากาศธาตุ ท่ีเหลือเป็นธาตุดิน
ธาตทุ ้งั ๖ น้ี เป็นแม่ธาตขุ องธาตทุ ้งั หลาย มอี ยทู่ วั่
จกั รวาล แต่ละอยา่ งมกี ระแสติดตอ่ กนั หมด ธาตุทุกชนิดมี
อยใู่ นร่างกายของมนุษย์ และสตั วโ์ ดยพร้อมมลู ธาตุต่างๆ
เชื่อมโยงติดต่อกัน ท้ังภายในและภายนอก และจาแนก
ออกไดเ้ ป็นสามพวกใหญๆ่ คือ หน่ึงธาตุรับ ธาตุที่เป็น
ตวั รับมีหกอยา่ ง สองธาตกุ ระทบ ธาตุกระทบท่ีมีหนา้ ที่
กระทบผสั สะเรามีหกอยา่ ง สามธาตรุ ู้ มีหกอยา่ ง ในตวั เรา
หก คูณ สาม เท่ากบั สิบแปด กลายเป็นสิบแปดธาตุ ถา้ เรา
ไปอา่ นวชิ าการเคา้ กเ็ พม่ิ ข้ึนเรื่อยๆ เพราะวา่ เคา้ ขยายจาก
พวกน้ีใหล้ ะเอียดข้ึน ท่ีพอ่ ครูบอกส่ิงน้ีเรารู้กไ็ ด้ ไมร่ ู้กไ็ ม่
เป็นไร อยา่ งมีคาถามมา พอ่ ครูก็เอาเฉพาะตวั ท่ีสาคญั ใหเ้ รา
รู้หลกั แคน่ ้ีกพ็ อ
10
ธาตรุ ับ๖ ไดแ้ ก่ ธาตภุ ายในร่างกายเรา ก็คือ อายตนะ
ภายใน ตา-หู-จมูก-ลิน้ -กาย-ใจ เรียกวา่ อายตนะ๖ มีหนา้ ที่
รับผสั สะ เคา้ ตีเราเรารู้สึกเจบ็ เคา้ ดา่ เรา เราไดย้ นิ เสียง
ยกตวั อยา่ ง ถา้ เราหลบั สนิท แลว้ มีเดก็ ร้องไห้ ทาไมเรา
ไม่ไดย้ นิ ตอนน้นั ใครหลบั วญิ ญาณที่หูมนั ไมท่ าหนา้ ที่ แต่
ประสาทหูเรายงั ดีอยู่ เมื่อวญิ ญาณเราตื่นอยู่ เรากจ็ ะไดย้ นิ
เสียง ท่ีไดย้ นิ เสียงน้นั คือ ธาตุรับ มีหนา้ ท่ีรับ
ธาตกุ ระทบ๖ อนั น้ีเป็น อายตนะภายนอก คอื รูป-
เสียง-กล่ิน-รส-กระทบผสั สะของกาย-แล้วมารู้อารมณ์ที่ใจ
เวลาเคา้ ดา่ เรา เสียงน่ีคือรูป ตวั ไดย้ นิ เสียงคือนาม มนั เกิด
มนั กด็ บั แต่ทนี ้ีสติเราไมท่ นั เราไม่เห็นตอนมนั ดบั รูปเกิด
ป๊ บุ มนั ด่าเราป๊ บุ เวทนาเกิดทนั ทีเลย มารู้สึกที่ใจ เวทนาเกิด
สญั ญาท่ีเราบนั ทึกไวว้ า่ เราไม่ชอบถกู ด่า มนั เกิดความไม่
พอใจข้ึนมา สงั ขารเกิดมนั ก็ปรุงแต่งแลว้ วา่ เธอด่าฉนั ฉนั
เสียเปรียบไม่ได้ ฉนั ตอ้ งดา่ เธอคืน ภายในหน่ึงวินาที เรา
เป็นนกั สูผ้ ยู้ งิ่ ใหญ่ อนั น้ีกว็ ิญญาณเกิด นี่คอื ระบบขนั ธ์๕
11
ธาตุกระทบน่ี เราดบั มนั ไมไ่ ด้ เพราะมนั มีอยตู่ ามธรรมชาติ
เราหา้ มไมใ่ หม้ ีเสียง ไม่ใหม้ ีรูป ไม่ใหม้ ีรส ไมใ่ หม้ ีไม่ได้
มนั เป็นอยตู่ ามธรรมชาติ ท่ีเราฝึกเอาแค่เรารู้เท่าทนั กระทบ
ป๊ บุ ดบั กระทบป๊ บุ ดบั รูปเกิดดบั รูปเกิดดบั เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณไมเ่ กิด ขนั ธ๕์ ปรุงแตง่ ต่อไปไม่ได้
ปฏิจจสมุปบาทขบั เคล่ือนไม่ได้ วฏั สงสารกห็ ยดุ
ธาตุรู้๖ไดแ้ ก่ ธาตทุ ี่เป็น กระแสแห่งความรู้สึก จักขุ
วิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ คานวิญญาณธาตุ ชิวหา
วิญญาณธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ก็คือ ตา-
หู-จมูก-ลิน้ -กาย-ใจ มนั แฝงดว้ ยวญิ ญาณตา่ งๆ วญิ ญาณที่หู
เราเรียกวา่ โสตวญิ ญาณ วญิ ญาณท่ีอยทู่ ี่ตาเรียกวา่ จกั ษุ
วิญญาณ วญิ ญาณท่ีอยจู่ มูกเรียกวา่ คานวิญญาณ อยทู่ ี่ลิน้ นี่
เรียกวา่ ชิวหาวญิ ญาณ อยทู่ ี่กายภาพเรียกวา่ กายวญิ ญาณ
มนั ตอ้ งเชื่อมกนั อยา่ งน้ี
12
จากอายตนะภายนอก กระทบ อายตนะภายใน ท่ีเรา
รับรู้สึก เหมือนเรามีเรดาร์ เรามีตวั รับขา้ งนอก หกอยา่ ง มี
ตวั รับรับ สิ่งท่ีมากระทบเรา ลมพดั มาเรากร็ ู้ มากระทบ
ผสั สะเรา รับรู้ท่ีกาย มนั กต็ อ้ งส่งมาให้ มโนวิญญาณ
ยกตวั อยา่ ง ถา้ เราหลบั สนิท เด็กร้องไหเ้ ราไมไ่ ดย้ นิ แต่ถา้
เราก่ึงหลบั ก่ึงต่ืน เราไดย้ นิ แตเ่ ราไมร่ ู้วา่ เสียงอะไร เราได้
ยนิ แตว่ า่ เสียง เราตอ้ งส่งไปให้ มโนวญิ ญาณทีอ่ ยทู่ ่ีใจ กลอ่ ง
บนั ทึกโปรแกรม ถา้ มนั ต่ืนอยู่ อ๋อเด็กชายแดงมนั ร้อง เรา
บนั ทึกเป็นภาษาไทย แต่ถา้ เราเป็นฝร่ัง บอกมิสเตอร์เรด
เป็นภาษาองั กฤษ ตวั รู้จริงๆมนั อยขู่ า้ งใน
ขบวนการของ วิญญาณ๖ มี
อายตนะภายนอก๖ คือ รูป-รส-กล่ิน-เสียง-สัมผสั -
แลว้ ก็กระทบอารมณ์ที่ใจ อายตนะภายใน๖ ตวั รับผสั สะคือ
ตา-หู-จมกู -ลิน้ -กาย-ใจ แต่ถา้ แคน่ ้ีการรับรู้ไม่เกิดข้ึน ถา้
วิญญาณไม่ทางาน ธาตรุ ู้คือ วิญญาณ๖ วญิ ญาณท่ีตา-
13
วญิ ญาณท่ีหู-วิญญาณที่จมูก-วิญญาณที่ลิน้ -วิญญาณท่ีกาย-
แลว้ ก็วญิ ญาณตวั ใหญอ่ ยทู่ ี่ใจ ตวั น้นั แหละ เป็นกลอ่ ง
บนั ทึกโปรแกรม
เหมือนเด็กคนหน่ึง ยงั ไม่ไปโรงเรียน เคา้ ยนื อยหู่ นา้
บา้ น มีรถเก๋งสีแดงคนั หน่ึงวิ่งมา เคา้ รู้แค่วา่ มีส่ิงหน่ึงวง่ิ มา
เคา้ ไม่รู้วา่ มนั คืออะไร สีอะไรก็ไมร่ ู้ เพราะวา่ เคา้ ไม่มี
บนั ทึกสัญญาอยใู่ นน้นั เคา้ ยงั ไมร่ ู้วา่ อนั น้ีเรียกวา่ รถเก๋ง อนั
น้ีสีแดงสีเหลือง เคา้ ยงั ไม่รู้ เคา้ รู้แต่วา่ สิ่งหน่ึงวง่ิ มา เห็น
ไหม มนั รู้ดว้ ยประสาท ที่มนั รับผสั สะตรงน้นั วญิ ญาณที่ตา
มนั ก็ทาหนา้ ท่ี แตม่ โนวิญญาณ มนั ไม่มีกล่องบนั ทึกสัญญา
บนั ทึกความรู้น้นั มนั กส็ ักแตว่ า่ เห็น มนั ไมม่ ีความรู้สึกวา่
อยากไดห้ รือไมอ่ ยากได้ เพราะมนั ยงั ไมม่ ีสัญญาบนั ทึก แต่
ถา้ มนั โตแลว้ มนั รู้วา่ ชอบสีแดง พอคุณพ่อซ้ือสีเหลืองให้
รู้สึกไมพ่ อใจ พอใจ หรือ ไม่พอใจ มนั เกิดจากเราบนั ทึก
สญั ญา ความรู้ มนั สร้างความอยาก อนั น้ีคือกระบวนการ
14
ทางาน ดูโครงสร้างกวา้ งๆก่อน เดี๋ยวพอ่ ครูกจ็ ะลงไปวา่
ขนั ธ๕์ มนั ทาหนา้ ท่ีอะไร
วิญญาณธาตุ เป็นกระแสแห่งความรู้สึก คลา้ ยกบั
กระแสไฟฟ้า ทาหนา้ เช่ือมธาตตุ า่ งๆ ภายใน กบั ภายนอก
ทาใหเ้ กิดความรู้สึกข้ึน เรียกวา่ ผสั สะหรือสัมผสั เช่นสัมผสั
ทางกายคือรูป เป็นความรู้สึก สัมผสั ทางใจเป็นนาม กแ็ ยก
เป็นสองอยา่ งใหญๆ่ คือ รูป กบั นาม เทา่ น้นั เอง ท้งั จกั รวาล
ทีน้ีถา้ เราปฏิบตั ิ ดิน-น้า-ลม-ไฟ ขา้ งนอก ก็จะเชื่อมโยงกบั
ขา้ งในของเรา ใหม้ นั เป็นหน่ึงเดียว โดยเฉพาะแรงเหวยี่ ง ที่
เราหมนุ เฮลิคอปเตอร์ถา้ หมนุ เบาๆ มนั เหาะไมไ่ ด้ เมื่อเรา
หมุนเร็วๆ มนั แบกกอ้ นเหลก็ เป็นพนั กิโล เหาะไดเ้ ลย ฉนั
ใดกฉ็ นั น้นั ถา้ จิตเรามีแรงเหวยี่ งมาก เราปรับสมดุลของ
ดิน-น้า-ลม-ไฟ ใหม้ นั เป็นหน่ึงเดียว แลว้ เป็ นหน่ึงเดียว
ไมใ่ ช่เฉพาะขา้ งในนะ เป็นหน่ึงเดียวกบั ดิน-น้า-ลม-ไฟ
ขา้ งนอกดว้ ย นน่ั แหละคือวิชาตวั เบา เราจะเหาะได้ เราจะ
ลอยได้ เพราะขา้ งนอกดิน-น้า-ลม-ไฟ กบั ขา้ งในมนั
15
เหมือนกนั ถา้ เราสามารถ ทาใหม้ นั เป็นหน่ึงเดียวระหวา่ ง
ขา้ งนอก กบั ขา้ งใน ไมม่ ีน้าหนกั กท็ ่ีเราทาอยเู่ ราอยกู่ บั
ขนั ธ๕์ เรากาลงั ทาส่ิงน้ีอยู่ นี่ก็คือรูปขนั ธ์
เวทนาขนั ธ์ คือธรรมชาติ ที่เสวยอารมณ์ เป็นทุกข์
เรียกวา่ ทุกขเวทนา เป็นสุขเรียกวา่ สุขเวทนา หรือเฉยๆ
เรียกวา่ อุเบกขาเวทนา เวทนาเหลา่ น้ี จะเกิดข้ึนไดต้ อ้ งอาศยั
การสมั ผสั ของอายตนะภายใน และ ภายนอก กระทบกนั
อนั น้ีแหละสิ่งน้ี เป็นสิ่งที่เทวดาทาไม่ได้ เทวดาทุกขม์ ากท่ี
ตอ้ งเสพสุขอยา่ งเดียว ไปสร้างกรรมดี ไปหลงกรรมดีน้นั ก็
ไปเสพสุขอยา่ งเดียว เพราะเทวดาไม่มีกาย ไม่มีอายตนะ ก็
กระทบผสั สะน้ีไมไ่ ด้ ก็เจริญมหาสติปัฏฐานไมไ่ ด้
สัญญาขันธ์ คือ ธรรมชาติ จดจาอารมณ์ เช่น จารูป
จาเสียง จารส จาสัมผสั จาธรรมารมณ์ ตวั สญั ญามนั มี
หนา้ ที่จดจา พอ่ ครูยส่ี ิบหกปี มาอยทู่ ี่นี่ สมองซีกซา้ ยพ่อครู
ยงั จาไดว้ า่ พอ่ ครูเคยสูบบุหร่ีวนั ละสามถึงสี่ซอง เคยกิน
16
เหลา้ ทุกยหี่ อ้ ศีลหา้ บอกไมใ่ หท้ าอะไรทาหมด อาหารจาน
โปรดตอนอยอู่ เมริกา คือ ทีโบนสเตก็ แตต่ อนน้ีพ่อครูจา
อารมณ์น้นั ไม่ได้ จารสชาติไม่ได้ คือ เมื่อเราลา้ งสัญญาแลว้
มนั กจ็ าไม่ได้ แลว้ ความอยาก มนั จะเกิดข้ึนไดอ้ ยา่ งไร
นีแ่ หละพระพุทธเจ้าถึงบอก ให้ขดั เกลาจิตให้ผ่องใส
ขดั เกลาอะไร ขดั เกลาสัญญาเหล่านีแ้ หละ ไม่ใช่ให้เราลืม
นะ มันยงั อยู่ แต่มนั ไม่มผี ลสาหรับเราแล้ว ตวั ที่ไปหลงมนั
ตัวที่ไปยึดติดมัน มันไม่มแี ล้ว
สังขารขนั ธ์ คือ ลกั ษณะธรรมชาติ ปรุงแต่งทาง-
กาย-วาจา-ใจ กายสังขาร คือการปรุงแต่งร่างกาย ใหเ้ ป็น
เพียงรูป วจีสังขาร คอื การปรุงแต่งทางวาจา ใหเ้ ป็นเพียง
เสียงพูด มโนสังขาร คือการปรุงแตง่ อารมณ์ และความคิด
นึก ใหเ้ ป็น แต่เพยี งอารมณ์ทางใจเท่าน้นั สังขารมีหนา้ ที่
ปรุงแตง่
17
วญิ ญาณขนั ธ์ คือธรรมชาติ ท่ีรู้อารมณ์ท้งั หก รู้
อารมณ์ กระทบ ผัสสะท้ังหก ทาง ตา-หู-จมกู -ลิน้ -กาย-ใจ นี่
คือวญิ ญาณขนั ธ์ แลว้ กม็ ีความคิดนึก ทีน้ีวชิ าการ เคา้ สรุปวา่
ไดแ้ ก่จิต ซ่ึงตวั น้ีพอ่ ครูบอกแลว้ วา่ ถา้ พูดจิตเฉยๆ มนั ไม่ใช่
ผดิ นะ แต่มนั จะไมช่ ดั เจน เด๋ียวเราจะเขา้ ใจผดิ วา่ จิตก็คือ
วิญญาณ วญิ ญาณเป็นแค่ส่วนหน่ึง ของจิตเท่าน้นั เอง
เหมือนหู ถา้ หูเป็นกายภาพอยา่ งเดียว มนั ไมไ่ ดย้ นิ มนั ตอ้ ง
บวกวิญญาณหูไปดว้ ย เหมือนมโนวิญญาณท่อี ยทู่ ี่ใจ ทาให้
หวั ใจเตน้
คาวา่ หวั ใจเราน่ี ถา้ ครูบาอาจารยร์ ้อยปี ที่ ผา่ นมาสาย
วดั ป่ า ท่านใชภ้ าษาโบราณ ท่านจะบอกวา่ ”ใจ” ซ่ึงก็
หมายถึง”จิต” นน่ั แหละคือ ทา่ นหมายความอนั เดียวกนั แต่
ภาษาเปล่งออกมา จะทาใหเ้ ราเขา้ ใจผิด ทีน้ีพอ่ ครูกถ็ ามวา่
ทาไมบอกจิตหลดุ พน้ ดวงตาเห็นธรรม ทาไมไมบ่ อกวา่ ใจ
หลดุ พน้ ดวงตาเห็นธรรม ภาษาไทยเอาคาวา่ จิต กบั ใจ
18
มารวมกนั จริงๆแลว้ มนั คนละอยา่ ง ”ใจ” คือ กอ้ นเน้ือกอ้ น
หน่ึงที่มีหนา้ ที่ ปั๊มเลอื ดลม หล่อเล้ียงร่างกาย และเป็นโกดงั
เกบ็ อารมณ์ แตท่ ี่มนั ทางานได้ เพราะมนั แฝงดว้ ยมโน
วิญญาณ ดว้ ยมโนวิญญาณ ทาใหม้ นั มีหนา้ ที่ ขบั เคลื่อนป๊ัม
เลือดลมหลอ่ เล้ียงร่างกายได้ ทาใหห้ วั ใจมนั เตน้ แต่มนั
ไมไ่ ดจ้ บที่มโนวิญญาณ ในมโนวญิ ญาณ มนั มีจิตอยขู่ า้ งใน
วญิ ญาณท้งั ๖ ก็เป็นพลงั งานของจิต คาวา่ หู มนั ไม่ใช่
เรื่องกายภาพอยา่ งเดียว มนั รวมกบั วิญญาณ วญิ ญาณอยทู่ ่ีใจ
เรียกวา่ มโนวญิ ญาณ อยทู่ ่ีหูเรียกวา่ โสตวญิ ญาณ อยทู่ ่ีจมูก
เรียกวา่ คานวิญญาณ อยทู่ ่ีตาเรียกวา่ จกั ษวุ ญิ ญาณ คนตาย
ใหม่ๆวญิ าณออกจากร่าง มองไม่เห็น ไม่ไดย้ นิ หวั ใจก็ไม่
เตน้ บางคนตายแลว้ ฟ้ื น เพราะ วิญญาณออกไปเท่ียว
กลบั มาใหม่ เลยฟ้ื นเลยก็ได้
ถา้ เราเปลง่ ภาษาออกมา อาจจะเขา้ ใจไม่เหมือนกนั ที
น้ีทาอยา่ งไร เราตอ้ งเป็นนกั วิทยาศาสตร์ เราตอ้ งเขา้ ไปวิจยั
เขา้ ไปสัมผสั มนั จริงๆ เราถึงแยกไดว้ า่ ไอใ้ จกค็ ือใจ จิตกค็ ือ
19
จิต แต่มนั อยดู่ ว้ ยกนั อยา่ งใกลช้ ิดจนแยกไม่ออกเลย แตถ่ า้
เราฝึกจนถึงข้นั หน่ึง เรามีอภิญญาจิต จิตมอี ภิญญาแลว้ ถึง
ข้นั เราจะรู้เลยวา่ จิตกบั ใจ มนั คนละส่วนกนั ตรงที่หวั ใจ
เตน้ มนั อาศยั วญิ ญาณท่ีหก คือมโนวญิ ญาณ ซ่ึงเป็น
พลงั งานอยา่ งหน่ึงของจิต
วญิ ญาณตวั น้ีอยใู่ นปฏิจจสมปุ บาท วญิ ญาณตวั น้ีเป็น
วญิ ญาณขนั ธ์ มนั เกิดดบั ถา้ สงั ขารไมเ่ กิด วญิ ญาณกไ็ ม่เกิด
เหมือนเรานอนหลบั ถา้ เราไมค่ ิด วิญญาณกไ็ ม่เกิด วญิ ญาณ
ตวั น้นั เป็นวิญญาณขนั ธ์ มนั เกิดดบั แตจ่ ิตไม่เกิดไม่ดบั
โดยเฉพาะถา้ เขา้ ไปจิต ถึงเรียกวา่ เขา้ ไปถึงกายท่ีสาม คือ
ธรรมกาย ไม่ใช่วิชาสอน มนั เป็นช่ือเรียก ไมใ่ ช่กายทิพย์
ดว้ ยนะ กายทิพยเ์ ป็นแค่ทิพยกาย ที่เราถอดกายทิพย์ เรากไ็ ป
เท่ียวเตร่ อนั น้นั ยงั ไม่ใช่ธรรมกาย มนั ยงั ติดอภิญญาอยู่ จิต
ไม่เกิดไมด่ บั นน่ั แหละ คือธรรมกาย
20
ดับขนั ธ์๕ ได้อย่างไร
เม่ือเรารู้ขนั ธ์๕ ในเชิงวิชาการ ทางศาสนา แลว้
คาถามต่อไปวา่ จะดบั ขนั ธ์๕ไดอ้ ยา่ งไร คาตอบง่ายๆ คือ
ขนั ธ๕์ ดบั ไมไ่ ด้ เพราะมนั มีอยตู่ ามธรรมชาติ เพยี งใช้
สติปัญญารู้เท่าทนั ไมใ่ หข้ นั ธ๕์ ปรุงแตง่ ได้ รูปเกิดแลว้ ก็
ดบั รูปเกิดแลว้ กด็ บั สุดทา้ ยคาวา่ พระพุทธเจา้ ดบั ขนั ธ์
ปรินิพพาน นนั่ แหละ ตอ้ งถึงข้นั เวลาเราละสงั ขารน้ี เขา้ สู่
ปรินิพพานแลว้ ต่อไปเราก็ไมต่ อ้ งมีขนั ธ์๕ อีกแลว้ แต่
ตราบใดที่เราอยกู่ บั มนั ดบั ไม่ได้ ฆ่ามนั ทิง้ มนั กต็ าย แต่เรา
มีสติ มีปัญญารู้เท่าทนั มนั ถา้ จะดบั คือ เราดบั ความยดึ มน่ั
ถือมนั่ ที่เราไปหลงติดมนั ดบั ท่ีจิต ไมใ่ ช่ไปดบั ที่ขนั ธ๕์ ดบั
ความยดึ มน่ั ถือมนั่ ท่ีจิตเราไปหลงขนั ธ์
พอเคา้ ตีเราหน่อย มงึ ตีกูทาไม น่ีตวั กูนะ มงึ ขโมย
ของกูไปทาไม มีตวั กกู ม็ ี ของของกู อนั น้ีคอื เราหลงมนั
ขนั ธ๕์ มีประโยชน์ เทวดาไม่มีขนั ธ๕์ ถึงทกุ ขม์ ากตอ้ งเสพ
21
สุขอยตู่ รงน้นั แหละ ใชก้ รรมดี เพราะ ถา้ เราไม่มีขนั ธ์๕ เรา
กท็ าหนา้ ที่ เดินทางไมไ่ ด้ คาวา่ ดบั ขนั ธ์ ในท่นี ้ีเป็นภาษาพูด
เหมือนคาวา่ อายตนะนิพพาน นนั่ แหละ อายตนะภายนอก
เราก็ดบั มนั ไม่ได้ มนั มีอยู่ มนั กม็ ีของมนั ตามธรรมชาติ
อายตนะภายใน๖ มนั กย็ งั มีอยู่
แลว้ คาวา่ อายตนะนิพพาน คือ อะไร ไม่ใช่ฆา่ มนั ตาย
นะ ไม่ใช่หูหนวก ตาบอด ไม่ไดย้ นิ ถงึ จะไม่ไดย้ นิ ก็ช่าง ตีก็
รู้สึกเจบ็ มนั กย็ งั ทางานอยู่ ทีน้ีท่ีวา่ อายตนะนิพพาน ก็คือ
วา่ มนั ไม่มีผลสาหรับจิตเราแลว้ จิตเรามนั ตาย จากความยดึ
มนั่ ถือมน่ั กบั อายตนะน้นั แลว้ เวลาท่ีเหลือ เรากใ็ ชอ้ ายตนะ
ตรงน้ีทาหนา้ ท่ี ทีน้ีขนั ธ๕์ มนั เกิดข้ึน เพราะเรา ไมร่ ู้เทา่ ทนั
อายตนะ
ดบั ขนั ธ์๕ ไดอ้ ยา่ งไร พอ่ ครูบอก มนั เหมือนกิเลส
พระพทุ ธเจา้ ไม่ไดบ้ อกใหเ้ ราดบั ที่กิเลส ใหด้ บั ท่ีตณั หา
ทกุ ข์ สมุทยั นิโรธ มรรค อะไรคือตวั ทุกข์ อะไรคือเหตุแห่ง
22
ทกุ ข์ เหตแุ ห่งทกุ ข์ กค็ ือตวั ตณั หา ตวั สมุทยั คือตวั ตณั หา
นิโรธ คือสภาวะที่ดบั ทกุ ข์ มรรคคือ หนทางมงุ่ ไปสู่การพน้
ทกุ ข์ นี่คืออริยสัจ๔
ทีน้ีดบั ที่ตณั หาดบั อยา่ งไร ดบั ท่ีตณั หา คือตอ้ งรู้เท่า
ทนั กิเลส เพราะกิเลส คือท่ีมาของตณั หา ตณั หาทาใหเ้ กิด
อปุ าทาน อุปาทานทาใหเ้ กิดทุกข์ เมื่อเรารู้เทา่ ทนั กิเลส รู้เท่า
ทนั อารมณ์อยาก จากกิเลส มนั เกิดป๊ ุบเรากร็ ู้ป๊ บุ มนั เกิดมนั ก็
ดบั ถา้ เรารู้เทา่ ทนั มนั ตณั หาก็ไมเ่ กิด อปุ าทานกไ็ มเ่ กิด ทุกข์
ก็ไม่เกิด ไมไ่ ดด้ บั ท่ีกิเลส กิเลสก็ดบั ไม่ได้ กิเลสมนั คือความ
เคยชินของเรา
เรากินขา้ ว เป็นกิเลสของคนไทยเรา ฝรง่ั กินขนมปัง
เป็นกิเลสของเคา้ ถา้ กินตามกิเลส ไม่มีปัญหา ถา้ กินเพราะ
ตณั หามีปัญหาเลย มนั จะใส่เจตนา มนั อร้อยอร่อยกิน กิน
กิน กาลงั อร่อยอยู่ ขาดสตินะ พอมีคนแยง่ ไป ตีกนั ฆา่ กนั
เลย แต่ตณั หา มนั ก็เกิดข้ึนจากกิเลสนนั่ แหละ เรากินหวาน
23
บ่อยๆ เรากต็ ิดหวาน เราก็อยากกินหวาน พอไดก้ ินหวาน
อปุ าทาน กเ็ กิดรู้สึกมีความสุข พอเคา้ แยง่ ทกุ ข์ ก็เลยเกิด ถา้
เรารู้เท่าทนั อายตนะ ขนั ธ๕์ ก็มีรูป เกิดแลว้ ก็ดบั เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ ขบั เคลื่อนตอ่ ไปไม่ได้ ท่ีเราฝึกทุก
วนั น้ี สักแตว่ า่ รู้ สักแตว่ า่ ไดย้ นิ ไมพ่ จิ ารณาไม่ตดั สิน
ญาติธรรมบางคนบอกวา่ หลายแห่งที่เคา้ ฝึกสติ เคา้ ก็
สอนวา่ ตอ้ งรู้สิ เคม็ กร็ ู้ หวานกร็ ู้ เปร้ียวก็รู้ อร่อยก็ตอ้ งรู้สิ
อนั น้นั คือสติ ไมไ่ ดผ้ ดิ ฝึกอยตู่ รงน้นั แหละ ลิม้ รสอยตู่ รง
น้นั แหละ ทาไมรู้วา่ มนั อร่อย แลว้ ยงั กินอยู่ อร่อยตอ้ งอยา่
กินสิ ถา้ คุณฝึกจิต อร่อยคือกิเลส รู้เฉยๆวา่ เรากินขา้ วไม่
ตอ้ งไปลิม้ รสมนั อนั น้ีเคา้ เตือนสติวา่ รู้ เออพอมีเร่ืองอะไร
ข้ึน บอกวา่ ทกุ อยา่ งมนั เป็น อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา ไม่ใช่
ของเราสกั อยา่ งหน่ึง ช่างหวั มนั เถอะ โอเครอดตวั
ถา้ เราทาไดเ้ วลาน้นั เรากแ็ คไ่ ม่ทกุ ขแ์ ต่ ยงั ไม่พน้
ทกุ ข์ นน่ั คือเจริญสติ ไมใ่ ช่ผดิ รักชอบอยา่ งไรก็ทาไป มนั
24
เหมือนคิดบวกนน่ั แหละ อนั น้นั วปิ ัสสนึก คือ เตือนสติ แต่
ไม่ใช่ผิด บางคร้ังเรายงั มีอารมณ์อยู่ กเ็ ตือนเถอะ แตไ่ มใ่ ช่
จบอยแู่ คน่ ้นั เราตอ้ งเขา้ ไปสะสาง ไอเ้ ช้ือท่ีทาใหม้ ีอารมณ์
น้นั ออกมา ตอ้ งเขา้ ไปถึงกลอ่ งปัญญา นนั่ คือ แกป้ ัญหาท่ี
ตน้ เหตุ แตต่ อนน้ีเราไปติดนน่ั ติดแลว้ เราไมร่ ู้ตวั ไอค้ วามดี
น้นั ถา้ ไปติดเมื่อไหร่ เป็นความชวั่ ร้ายอยา่ งยงิ่ ติดอะไรกค็ ือ
ไมด่ ี ติดก็คือหลงติด
ศาสนาพทุ ธไม่ได้สอน ให้เราเป็นคนดี ไม่ได้สอน
ให้เราเป็นคนช่ัว เป็นกย็ งั เป็นอัตตานะ ทุกข์อย่นู ะ พอเค้า
ว่าเราไม่ดกี ท็ กุ ข์ ศาสนาพุทธสอนให้เราทาดี ทาแค่พอดี
อย่าไปติดดี แล้วกล็ ะช่ัว แล้วกข็ ดั เกลาจิตให้ผ่องใส สอน
ให้เราพ้นทุกข์ ไม่ใช่ไปเพิ่มสติเพิ่มสมาธิ ตวั นน้ั ไม่ใช่ผิด
เป็นอบุ ายวิธี แต่ทาไปทามากไ็ ปหลงอุบายวิธี
25
จิต คือ อะไร
จิต คือ สิ่งส่ิงหน่ึง ท่ีไมใ่ ช่รูปและนาม เราพดู ไม่ได้
วา่ คืออะไร แตส่ ามารถเขา้ ไปสัมผสั ไดด้ ว้ ยตนเอง ท่ี
พระพทุ ธเจา้ บอก เป็นปัจจตั ตงั เวทิตพั โพวญิ ญูหิ เป็นสิ่งท่ีรู้
ก็รู้ไดเ้ ฉพาะตน ถา้ พูดวา่ มนั คือโน่นคือน่ีมนั ไมใ่ ช่จิต มนั
พดู ไม่ได้ มนั ไม่ไดห้ ยาบ จนใชภ้ าษาพดู
พ่อครูพดู เรื่อง ขนั ธ์๕ ตรงวญิ ญาณขนั ธ์ เคา้ บอกวา่
เป็นจิต แลว้ กอ็ ยใู่ นนามธรรม เป็นนามธรรม วิญญาณมนั
เกิดดบั แต่จิตไม่เกิดไม่ดบั มนั ไม่ใช่นาม ไมใ่ ช่รูป
พระพุทธเจา้ บอกวา่ คอื ส่ิงสิ่งหน่ึง ถา้ มนั เป็นนามธรรมแลว้
สิ่งน้นั คืออะไร ถา้ นามธรรมมนั ตอ้ งไมม่ ี แลว้ ใครเป็นคน
เวยี นวา่ ยตายเกิด ถา้ จิตไม่มี แตว่ ิญญาณนนั่ มนั เกิดดบั มนั
เป็นนามธรรม แต่จิตไม่ใช่นาม ไมใ่ ช่รูป มนั เป็นส่ิงเดียว
เท่าน้นั ท่ีไมใ่ ช่นามรูป ตอ้ งเดินกลางๆ นามรูปมนั คนละข้วั
26
แตจ่ ิตมนั ไม่ใช่ พระพทุ ธเจา้ ถึงบอก อยา่ เพงิ่ เช่ือตารา พอ
พดู มนั หยาบไป แตไ่ มใ่ ช่ผิดนะ
วิญญาณขนั ธ์นนั่ มนั ไมใ่ ช่อยกู่ บั จิตอยา่ งเดียว มนั ก็
อยกู่ บั ร่างกายทว่ั ไป หมดเลย อยกู่ บั ตา-หู-จมกู -ลิน้ -กาย-อยู่
ท่ีใจเป็นมโนวิญญาณ พวกน้ี มนั เป็นวิญญาณขนั ธ์ มนั เกิด
ดบั ถา้ เราไปศึกษา สายแถวมหายาน เคา้ ไม่ไดส้ อนเรื่อง
วิญญาณ๖ เคา้ สอนเรื่องวิญญาณ๘ น่าสนใจมาก แตบ่ งั เอิญ
พ่อครูไม่ไดต้ ิดใจ
ท่ีเพม่ิ ข้ึนมา เคา้ เรียก มนัสวิญญาณ อยใู่ นจิตสานึก
และ อาลยวิญญาณ อยใู่ นจิตใตส้ านึก ตวั น้ีแหละเป็นกล่อง
บนั ทึกโปรแกรม เป็นตวั เวยี นวา่ ยตายเกิด สองตวั วญิ ญาณ
ตวั น้ีไม่เกิดไม่ดบั ตอนน้ีเถียงกนั ความเช่ือตา่ งกนั แตม่ นั
ไม่ใช่สาระอะไร เราไมใ่ ช่เกิดมาวจิ ยั ภาษาพดู ภาษาไหนถูก
ภาษาไหนผดิ เราเกิดมาเพ่อื เดินทางตอ่
27
มนั พดู ไม่ไดว้ า่ จิตคืออะไร พระพุทธเจา้ บอก มนั คือส่ิงส่ิง
หน่ึง ถา้ เป็นนามธรรม พดู อยา่ งน้ีไม่ได้ แต่สิ่งๆน้นั ไมใ่ ช่รูป
หยาบๆ ท่ีเราจะแตะตอ้ งได้ เอาเทคโนโลยไี ปถา่ ยไมไ่ ด้ จบั
ตอ้ งมนั ไม่ได้ แตเ่ ราสามารถ ไปสัมผสั มนั ได้
คาวา่ จิตเห็นจิตคือมรรค จิตส่งออก คือสมทุ ยั ผล
ของการส่งออก คือทุกข์ จิตเห็นจิต คือมรรค ผลของจิต
เห็นจิตอยา่ งแจ่มแจง้ คือนิโรธ คือจิตปัจจุบนั เขา้ ไปสู่จิต
เดิมของเคา้ เราเขา้ ไปกระแสมรรคแลว้ เรากเ็ รียนรู้กบั เคา้
เคา้ กส็ ะสางคดีความท้งั หมด เมื่อเคา้ ระเบิดอตั ตาเคา้ ทิง้ เขา้
สู่สุญตาแลว้ นนั่ แหละ คือธรรมกายจริงจริง เขา้ ไปสู่กายซ่ึง
เป็นธรรมชาติเดิมของเคา้ นนั่ แหละ คือ จิตเดิมแทเ้ ป็น
ประภสั สร
เด็กเกิดมาป๊ บุ ร้องไห้ อนั น้ีเคา้ เรียกวา่ จิตเดิม เหมือน
ผา้ ขาวผนื หน่ึง แต่มีจดุ ด่างจุดหน่ึงอยขู่ า้ งใน คือ กระแส
กรรม อนั น้ีเรียกวา่ จิตเดิม พอเคา้ ต้งั ชื่อใหเ้ รา ชื่อบญั ชานะ
28
แลว้ กใ็ ส่ความรู้ใหเ้ รา ระบายสีๆๆ ผา้ ขาวผนื น้ี กลายเป็นจิต
ปรุงแต่ง ปรุงจากขนั ธ๕์ ตวั สงั ขารมนั ปรุงแต่ง เริ่มจากเคา้
ยดั เยยี ดความรู้ใหเ้ รา เรากอ็ ยากรู้กเ็ สริมเขา้ ไป คิดตาม
ความรู้เรา เรากป็ รุงแต่งไปเรื่อยๆ ผา้ ขาวผนื น้ีลายไปหมด
เรียกวา่ จิตปรุงแตง่
ทีน้ีพระพทุ ธเจา้ ก็ไปตรัสรู้สิ่งน้ี ไปหาวิธีขดั เกลาจิต
ใหผ้ อ่ งใส เอาผา้ ขาวไปซกั สูตรน้ีพระจูฬ-ปันถก บรรลุ
สูตรน้ีนะ พระจูฬปันถกโง่มากในทางโลก จาอะไรก็ไม่ได้
สวดมนตก์ ็ไม่ได้ เตรียมตวั จะสึกแลว้ อยกู่ เ็ ป็นภาระศาสนา
พระพทุ ธเจา้ เห็นวาระจิต จึงเดินไปขวางไว้ ดูก่อนพระจูฬ
ปันถกทา่ นจะไปไหน ทา่ นกเ็ ลา่ ใหฟ้ ังวา่ ท่านเป็นคนไร้
ความสามารถ สอนใหท้ อ่ งจาอะไร ก็จาไมไ่ ด้ ท่านจะสึก
พระพทุ ธองคม์ อบผา้ ขาวใหผ้ ืนหน่ึง บอกกลบั ไปกฏุ ิ เอามือ
ลูบผา้ ขาว ในสมยั พุทธกาล ถา้ ไดพ้ บพระพทุ ธเจา้ นี่บรรลุ
คร่ึงหน่ึงแลว้ นอกจากกรรมมากเหมือนเทวทตั บุญมีแต่
กรรมบงั อนั น้นั ช่วยไม่ได้
29
พระจูฬปันถกปลาบปล้ืม กไ็ ปเอามือหมุนผา้ ขาว น้ี
คือผสั สะ ของเราใชเ้ สียงนะ ใครจะทาอยา่ งน้ีกไ็ ด้ มนั จะ
ดึงระหวา่ ง ขา้ งนอก กบั ขา้ งใน มนั จะเกิดแรงหมนุ ข้ึน จิต
มนั หลดุ พน้ จากตรงน้นั พระจูฬปันถกนี่บรรลธุ รรม จิต
เดิมแทเ้ ป็นประภสั สร มนั เกลอื กกล้วั ดว้ ย กิเลส ตณั หา
อุปาทาน มนั ก็เป้ื อน พระพุทธเจา้ ถึงบอก ใหข้ ดั เกลาจิตให้
ผอ่ งใส แค่น้ี ก็เป็นพระอรหนั ตแ์ ลว้ คนโง่ๆ อา่ นอะไรไมร่ ู้
เร่ืองกบ็ รรลุอรหนั ต์
ตอนน้ียงิ่ อา่ นมากๆไมใ่ ช่อรหนั ตน์ ะ เป็นหมหู นั กนั
หมด ไมม่ ีแมแ้ ต่หน่ึงอยา่ ง ไม่เกี่ยวขอ้ งกบั อายตนะ ถา้ เรา
แบ่งอายตนะ อายตนะภายนอก คือ รูป-รส-กล่ิน-เสียง-
สัมผสั -อารมณ์ อายตนะภายในคือ ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ
แต่อายตนะภายใน เราแบง่ เป็นสองส่วน ขา้ งนอกหา้ ขา้ งใน
หน่ึง ขา้ งนอกคือ ตา-หู-จมูก-ลิน้ -กายกระทบผสั สะ-มนั จะ
ไปรู้อารมณ์ท่ีใจ น่ีคือขบวนการทางานของ วิญญาณ๖ ถา้
เราเขา้ ถึงตรงน้นั แลว้ เอาอะไรมาพิจารณากไ็ ด้
30
แตอ่ ยา่ สุดโตง่ ขา้ งนอกนะ ถา้ อยแู่ คล่ มหายใจ ตรงน้ี
สุดโตง่ ขา้ งนอกไปติดท่ีกลิ่น ถา้ เราฟังเสียง เหมือนกนั บาง
คนชอบดนตรี ฟังร่ืนเริงกบั มนั ก็ไดค้ วามสงบชวั่ ครู่เวลา
น้นั เรากแ็ คเ่ ลิกคิด แตเ่ ราสุดโตง่ ขา้ งนอก มนั ไม่เกิดพลงั
เหมือนมิสเตอร์หู เป็นเพื่อนเรา มิสเตอร์ใจ ก็เป็นเพ่ือนเรา
เราคือจิต บงั เอิญวา่ เราหลงกบั ไอใ้ จตลอดชีวติ แลว้ สุขใจ๊
สุขใจ ดีใจ๊ดีใจ มนั กต็ ิดใจ ทีน้ีเราสร้างเสียง มากระทบหู
โดยธรรมชาติ วิญญาณท่ีหู มนั จะส่งกระแสมาให้
มโนวิญญาณ มโนวญิ ญาณถา้ มนั สนใจ มนั วิง่ ไปรับรู้อีก
สองคนน้ีมนั ทะเลาะกนั เราวงิ่ ไปเยย่ี มนายหู เฮย้ นายหูบอก
อยกู่ บั ฉนั นี่เพลงเพราะๆ เราไม่เขา้ ขา้ งนายหู เราวางตวั เป็น
กลาง นายใจบอกสุขใจ๊สุขใจ เธออยกู่ บั ฉนั มาตลอดชีวติ
มนั กด็ ึงมาอยกู่ บั นายใจ ตอนน้ีเราไมห่ ลง กบั นายใจแลว้ เรา
ไมเ่ ขา้ ขา้ งนายใจ บอกอยา่ ทะเลาะกนั มนั ก็ดึงเราไป
ระหวา่ งหูกบั ใจ ดึงไปดึงมา เกิดแรงเหวย่ี งข้ึน น่ีคือ
มชั ฌิมาปฏิปทา นี่คือทางสายกลาง แต่ถา้ เราไปกดอยตู่ รง
31
น้นั มนั สุดโตง่ เพยี งแตว่ า่ เดก็ ๆไปยดึ ตรงน้นั เพอ่ื ใหม้ นั ลืม
ความคิดเฉยๆ มนั กส็ งบชวั่ ครู่ แต่ปัญญามนั ไม่เกิด
คือวา่ ธรรมะพระพทุ ธเจา้ แสดงท่ีไหนก็ช่าง มนั
เชื่อมกนั ไดห้ มด โดยเฉพาะแนวท่ีเราปฏิบตั ิน่ี มันไม่มแี นว
ต้นช่ัวโมง กลางช่ัวโมง ปลายช่ัวโมง เราเองคนเดยี ว จิตดวง
เดยี ว มันเปลย่ี นต้งั หลายอารมณ์เห็นมยั้ บางทีมันกพ็ ิจารณา
ขนั ธ์๕ บางทีพิจารณาอายตนะ บางทีพิจารณาอิริยาบถ
บรรพ เคล่ือนไหว บางทีระลึกชาติไปจ่ายหนกี้ รรม จิตมัน
จะฉลาดใช้หมดเลย ไม่ใช่ไปติดบ่วงวิชาใดวิชาหนึ่ง ไปเพ่ง
ไปกาหนดตรงนน้ั แหละ อนั นน้ั เป็นสอนเดก็ ๆนะ กใ็ ห้
เข้าใจ
32
การปฏิบัติ ส่ิงที่เกิดขึน้ ในจิตจะรู้ได้อย่างไรว่า
ส่ิ งที่เห็นเป็ นจริ งหรื อไม่จริ ง
พ่อครูพดู เร่ืองน้ีมาหลายปี พดู ทุกคร้ัง เราเห็นจริงๆ
แตส่ ิ่งท่ีเห็น มนั ไมจ่ ริง มนั เป็นอปุ าทานของจิต สมมติวา่
เราระลึกชาติกช็ ่าง เราเห็นจริงๆ มีครูบาอาจารย์ ทา่ นบอก
วา่ ทา่ นเห็น ทา่ นลงไปนรกจริงๆ เห็นเคา้ ตม้ เห็นข้ึนตน้ งิ้ว
ท่านเห็นจริง แตส่ ิ่งท่ีทา่ นเห็นมนั ไมจ่ ริง จิตมนั เป็นทิพยจ์ ะ
เอาใครไปตม้ เหรอ จะเอาใครไปข้ึนตน้ งิ้วเหรอ จิตเดิมเคา้
สร้างนิมิต ใหเ้ ราเขา้ ใจอารมณ์น้นั วา่ เธอทุกขเ์ หมือนเธอถกู
ตม้ เธอทกุ ขเ์ หมือนเธอข้ึนตน้ งิ้ว ฝร่ังมนั ไปเห็นนรกกไ็ ม่
เหมือนเรานะ เราเห็นนรก เพราะเราเคยมีขอ้ มลู ตรงน้ี มนั
ไมไ่ ดเ้ สียหายนะ เราเห็นจริง แตส่ ่ิงที่เราเห็นมนั ไมจ่ ริง เคา้
สร้างนิมิต เพอ่ื ใหเ้ ราเขา้ ใจอารมณ์น้นั เราระลึกชาติเราเคย
เป็นโน่นเราเคยเป็นนี่ เป็นจริงๆ อดีตเป็นจริงๆ แต่ตอนน้ี
มนั ตายไปแลว้ มนั เป็นอนตั ตาไปแลว้ แค่ใหเ้ ราเห็นวา่ เรา
33
ยงิ่ ใหญม่ าแลว้ เราเป็นอะไรมาหมดแลว้ จิตปัจจุบนั น่ีหลง
ไหม ถา้ ไมห่ ลงเธอผา่ นได้
ไม่ตอ้ งไปพิจารณาวา่ มนั จริงหรือมนั ไมจ่ ริง ไมม่ ี
แมแ้ ต่หน่ึงอยา่ งจริง มนั ผา่ นไปหมดแลว้ มนั เกิดข้ึน ต้งั อยู่
สลายไปแลว้ อยา่ ไปติด โดยเฉพาะอภิญญาตา่ งๆ ถา้ จิต
ปัจจุบนั มนั มีกิเลสใครๆก็ติด เรื่องอะไรจะไม่ติด คนเดินมา
เห็นหมดเลยเป็นกระดกู เห็นอดีตกรรมเคา้ เห็นโน่นเห็นน่ี
ระวงั นะตวั เอง หลงไมพ่ อ ทาใหค้ นอ่ืนหลง ต่างคนตา่ งทา
กท็ ่ีพูดมาท้งั หมด ความรู้ที่เป็นวชิ าการเหล่าน้ี ไม่รู้กไ็ ม่
เป็นไรแต่รู้กไ็ ม่เป็นไร รู้เป็นแนวทาง แลว้ ก็วาง
เราไม่ได้เกิดมา เพ่ือจะวิจัย เราไม่ได้เกิดมา เพ่ืออยาก
รู้อะไร ไม่ได้เกิดมา เพ่ือดารงรักษารูปแบบไหนทั้งนนั้ เสีย
ชาติเกิด เราเกิดมา เพ่ือเดินทางต่อ เป้าหมาย คือ พ้นทกุ ข์
สถานเดยี ว พระพทุ ธเจ้าไม่ได้สอนอย่างอ่ืนเลย สอนแต่
เรื่องอะไรคือตวั ทุกข์ อะไรคือเหตแุ ห่งทุกข์ อะไรคือความ
34
ดบั ทุกข์ อะไรคือหนทางไปสู่การพ้นทุกข์ ส่วนธรรมะ
ปลีกย่อย กเ็ ป็นธรรมะระดับสมถะ อย่รู ่วมกันอย่างสันติ
แล้วสุดท้ายทาได้หรือเปล่า กิเลสมนั แรง ถ้าเราไม่มีนิพพาน
เป็นเป้าแล้ว หนทางเส้นนีไ้ ม่ง่าย ท่ีมนั ไม่ง่าย เพราะมนั ง่าย
ท่ีสุด กิเลสมันไม่ชอบ
35
ที่มา : เร่ือง ขนั ธ์๕
บรรยายธรรมโดย พอ่ ครูบญั ชา ต้งั วงษไ์ ชย
ศูนยพ์ ลาญขอ่ ย 7 กมุ ภาพนั ธ์ 2558