The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Bos Jukkapong, 2022-09-23 03:58:31

แผนการสอน กรีฑา

กรีฑา

กำหนดกำรสอน
วชิ ำ พลศกึ ษำ กลุ่มสำระกำรเรียนร้สู ขุ ศึกษำและพลศึกษำ
ชัน้ มัธยมศึกษำปีท่ี 2 ประจำภำคเรียนท่ี 1 ปกี ำรศึกษำ 2565

สปั ดำห์ที่ เวลำ เรอ่ื ง จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้
1
2 K ผเู้ รียนเขา้ ใจข้อกาหนดเบ้ืองตน้ ใน
3
4 การเรยี นวชิ าพลศึกษา
5
1 การปฐมนเิ ทศ A ผ้เู รยี นมคี วามสนใจในการเรยี น
ชัว่ โมง กรีฑา

P ผเู้ รยี นบอกข้อกาหนดเบอื้ งต้นใน

การเรียนวิชาพลศกึ ษา

K ผเู้ รียนเข้าใจประวตั คิ วามเป็นมา

และประโยชนข์ องกรีฑาได้อย่างถูกต้อง

1 ประวัตคิ วามเปน็ มาและประโยชน์ A ผเู้ รียนมคี วามสนใจในการเรียน

ช่ัวโมง ของกรีฑา กรฑี า

P ผู้เรียนบอกประวตั ิความเป็นมาและ

ประโยชนข์ องกรฑี าได้

K ผเู้ รยี นอธบิ ายการอบอนุ่ ร่างกาย

และการคลายกลา้ มเน้ือดว้ ยการยดื

เหยียดกลา้ มเน้ือได้

1 การเตรียมรา่ งกายสาหรับการเลน่ กรีฑา A ผู้เรียนมคี วามกระตอื รือร้นในการ
ชั่วโมง เรยี นกรฑี า

P ผู้เรยี นสามารถแสดงการอบอุ่น

ร่างกายและการคลายกล้ามเนอื้ ด้วยการ

ยืดเหยยี ดกล้ามไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง

K ผู้เรยี นบอกความหมายของ

สมรรถภาพทางกายและวิธที ดสอบ

1 การทดสอบสมรรถภาพทางกาย สมรรถภาพทางกายได้

ชัว่ โมง กอ่ นเรยี น A ผู้เรยี นตัง้ ใจในการทากจิ กรรม

P ผเู้ รยี นสามารถแสดงการทดสอบ

สมรรถภาพทางกายได้

K ผเู้ รียนอธบิ ายอธบิ ายท่าตั้งตน้ ออก

วิ่งในการวงิ่ ระยะส้นั แบบต่างๆได้

A ผเู้ รียนมคี วามสนใจในการทา

1 การวงิ่ ระยะส้ัน (ทา่ ต้ังตน้ ออกวงิ่ ) กิจกรรม
ชว่ั โมง P ผเู้ รียนสามารถแสดงทา่ ตั้งตน้ ออก

วง่ิ ในการวิ่งระยะส้ันได้ถูกต้อง

6 1 ท่าทางในการวง่ิ ระยะสน้ั K ผู้เรยี นอธบิ ายทา่ ทางในการว่ิงระยะ
ชว่ั โมง สน้ั ได้
A ผเู้ รียนมีความกระตอื รือร้นในการ
เรียนกรีฑา
P ผู้เรียนสามารถแสดงท่าทางในการ
วิ่งระยะส้นั ได้ถูกต้อง

7 1 การเขา้ เสน้ ชยั K ผู้เรียนอธบิ ายการว่ิงเข้าเส้นชัยแบบ
ชวั่ โมง ต่างๆได้
A ผเู้ รียนมีความกระตือรือร้นในการ
เรยี นกรฑี า
P ผเู้ รียนสามารถแสดงการวิ่งเข้าเส้น
ชยั ไดถ้ ูกต้อง

K ผเู้ รียนอธิบายการรับ-สง่ ไม้แบบ

ตา่ งๆของการวิ่งผลดั ได้

8 1 การว่ิงผลัด (การรบั -สง่ ไมค้ ฑา) A ผู้เรยี นมคี วามกระตอื รือร้นในการ
ช่ัวโมง ทากจิ กรรม
P ผู้เรียนสามารถแสดงการรับ-ส่งไม้

ของการวง่ิ ผลัดได้

K ผูเ้ รยี นอธิบายการยืนในการว่ิงผลดั

9 1 การทดสอบการว่ิงผลัด 4 x 100 เมตร 4x100เมตรกตกิ าการว่งิ ผลัดได้
ชั่วโมง A ผู้เรียนมคี วามต้งั ใจในการเรียน

P ผเู้ รียนสามารถแสดงการวิ่งผลดั

4 x 100 เมตรไดต้ ามกติกา

K ผเู้ รียนบอกกฎ กติกาการว่งิ ระยะ

สนั้ ระยะ 50 เมตรได้

10 1 ทดสอบการวง่ิ 50 เมตร A ผู้เรียนกระตอื รือรน้ ในการทา
ชว่ั โมง กิจกรรม

P ผเู้ รยี นสามารถว่ิงระยะสั้น 50

เมตร

K ผู้เรียนบอกกฎ กติกาการวงิ่ ระยะ

ส้นั ระยะ 80 เมตรได้

11 1 ทดสอบการวิ่ง 80 เมตร A ผู้เรียนกระตอื รือร้นในการทา
ชว่ั โมง กจิ กรรม
P ผเู้ รยี นสามารถว่ิงระยะส้ัน 80

เมตร

12 1 ทดสอบการวิ่ง 100 เมตร K ผู้เรียนอธิบายเทคนคิ การวิง่ ระยะ
ชั่วโมง การว่ิงระยะกลาง สั้นระยะ 100 เมตรได้
กระโดดไกล A ผเู้ รียนต้งั ใจทากิจกรรมในการเรยี น
13 1 ทุ่มน้าหนัก กรีฑา
ชว่ั โมง ขวา้ งจักร P ผู้เรยี นสามารถวิ่งถึง 100 เมตรได้
การพุ่งแหลน K ผู้เรียนรลู้ าดับขน้ั ตอนในการว่งิ
14 1 กระโดดสูง ระยะกลางอย่างถูกต้อง
ช่วั โมง A ผู้เรียนมีความกระตอื รือร้นทา
กจิ กรรมในการเรียนกรีฑา
15 1 P ผู้เรียนสามารถอธิบายขนั้ ตอนใน
ชั่วโมง การวิง่ ระยะกลางได้
K ผเู้ รยี นร้แู ละเขา้ ใจขน้ั ตอนในการ
16 1 โดดไกลอยา่ งถูกตอ้ ง
ชว่ั โมง A ผเู้ รยี นต้ังใจเรียนการทากิจกรรม
P ผู้เรียนสามารถอธิบายขน้ั ตอนใน
17 1 การกระโดดไกลได้
ชั่วโมง
K ผ้เู รยี นรู้และเข้าใจขัน้ ตอนในการทุม่
18 1 น้าหนักอย่างถูกตอ้ ง
ช่ัวโมง A ผเู้ รียนตั้งใจเรียนการทากิจกรรม
P ผเู้ รยี นสามารถบอกข้ันตอนในการ
ทมุ่ น้าหนกั ได้
K ผเู้ รียนรู้และเข้าใจข้นั ตอนในการ
ขว้างจกั รอยา่ งถูกต้อง
A ผู้เรยี นตง้ั ใจเรยี นการทากิจกรรม
P ผู้เรียนสามารถบอกขน้ั ตอนในการ
ขว้างจกั รได้
K ผู้เรยี นรแู้ ละเข้าใจขั้นตอนในการพุ่ง
แหลนรอยา่ งถูกต้อง
A ผเู้ รียนตง้ั ใจเรียนการทากิจกรรม
P ผู้เรียนสามารถบอกขัน้ ตอนในการ
พ่งุ แหลนได้
K ผเู้ รียนรู้และเขา้ ใจข้ันตอนในการ
กระโดดสูงอย่างถูกต้อง
A ผเู้ รียนต้งั ใจเรียนการทากิจกรรม
P ผู้เรียนสามารถบอกขัน้ ตอนในการ
กระโดดสงู ได้

แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 1 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
กลุม่ สาระการเรียนรู้ สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา จานวน 1 ชว่ั โมง

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 กรฑี า
เรือ่ ง การปฐมนเิ ทศ

สำระท่ี 3 กำรเคลือ่ นไหว กำรออกกำลงั กำย กำรเล่นเกมกฬี ำไทยและกีฬำสำกล
มำตรฐำน พ 3.1 : เขา้ ใจทักษะในการเคลือ่ นไหว กิจกรรมทางกาย การเลน่ เกมและกฬี า
มำตรฐำน พ 3.2 : รกั การออกกาลังกายการเล่นเกม และการเลน่ กีฬา ปฏบิ ตั ิเป็นประจาอยา่ งสมา่ เสมอ มีวนิ ัย
เคารพสิทธิ กฎ กติกา มนี ้าใจนักกฬี า มจี ติ วิญญาณในการแขง่ ขัน และช่ืนชมในสุนทรยี ภาพของการกฬี า

1. ผลกำรเรียนรู้
ผูเ้ รยี นเขา้ ใจและปฏบิ ตั ิขอ้ กาหนดเบ้อื งตน้ ในการเรยี นวิชาพลศกึ ษา

2. จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้
K ผเู้ รียนเข้าใจขอ้ กาหนดเบอ้ื งตน้ ในการเรยี นวิชาพลศึกษา
A ผเู้ รยี นมคี วามสนใจในการเรยี นกรีฑา
P ผูเ้ รยี นบอกขอ้ กาหนดเบ้อื งต้นในการเรียนวชิ าพลศกึ ษา

3. สำระกำรเรียนรู้
สำระสำคญั
1.ขอบขำ่ ยกำรเรียนรู้
บทท่ี 1 ประวัตคิ วามเป็นมาและประโยชน์ของกรีฑา
บทท่ี 2 ความรู้ทว่ั ไปเรื่องกรฑี า เรอื่ ง การเตรยี มรา่ งกายสาหรบั การเลน่ กรีฑา
บทที่ 3 การวิ่งระยะสนั้
บทที่ 4 การว่งิ ผลดั
บทท่ี 5 ทักษะกรีฑาประเภทลาน
- กระโดดไกล
- เขยง่ ก้าวกระโดดไกล
- กระโดดสงู
- ทมุ่ น้าหนัก
- ขว้างจกั ร
- พงุ่ แหลน

2. ข้อกำหนดในกำรเรยี นวชิ ำพลศึกษำ

ขอ้ ตกลงเบอ้ื งต้น/ระเบยี บวิธกี ารเรยี น
1. เม่อื ถงึ เวลาเรยี น ใหน้ กั เรียนเดนิ เปน็ แถวมาที่บริเวณใตอ้ าคาร 1
2. จดั แถวเรียงตามเลขท่ี แถวที่ 1 คือเลขท1ี่ -6 แถวที่ 2 คอื เลขท่ี 7-12 เรยี งเชน่ น้ีไปจนครบทกุ คน
3. สวมชุดพลศกึ ษาของโรงเรยี น นักเรียนชายอนุญาตใหส้ วมรองเทา้ ผ้าใบสดี าได้ หรือสวมรองเท้าสนี ้าตาลหากมี
กิจกรรมลกู เสือ นกั เรยี นหญิงสวมรองเทา้ ผ้าใบสีขาวเทา่ นั้น ผกู เชอื กรองเท้าใหเ้ รียบรอ้ ยไมเ่ ดินเหยียบสน้
4. สวมเส้ือทบั ขา้ งในทุกคนดว้ ยเสอื้ กลา้ มหรอื เสอ้ื ยดื ดอกลมสีขาวไมม่ ีลวดลาย
5. เม่ือนงั่ เปน็ แถวครบทุกคนแล้วให้หัวหนา้ กลุม่ ตรวจสอบสมาชกิ ในกลุ่มถงึ ความเรยี บรอ้ ย การขาดเรียน และการ
ผดิ ระเบียบ จากนน้ั รายงานตอ่ ครูผสู้ อน
6. ให้นกั เรยี นทม่ี โี รคประจาตวั นาใบรบั รองจากผู้ปกครองมาสง่ ครูผสู้ อน และนกั เรยี นที่ป่วยในวันทีม่ กี ารเรยี นการ
สอนทไี่ มส่ ามารถออกกาลงั กาย เชน่ เพื่อนนักเรยี นคนอ่ืนได้ ใหแ้ จง้ หวั หน้ากลุ่มและครูผสู้ อนทันที

7. เมอื่ เขา้ สกู่ จิ กรรมการอบอนุ่ รา่ งกาย นกั เรยี นทเ่ี ปน็ คนแรกของแถวที่ 1 จะนาสมาชกิ ทุกคนออกไปอบอนุ่ รา่ งกาย
ด้วยการวง่ิ รอบสนาม 1 รอบ แลว้ จงึ จับกลุ่มในแถวของตนเองจดั เปน็ แถวหนา้ กระดานหรือจบั มือเปน็ วงกลมก็ได้ ทา
กายบริหารโดยให้สมาชกิ ของแต่ละกลุม่ ผลดั กันเป็นผนู้ ากายบริหารคนละ 1 ทา่ และท่าหนงึ่ ไมน่ ้อยกวา่ 15 คร้ัง
เมือ่ ทาครบทกุ คนแลว้ กใ็ ห้รีบว่งิ กลบั มาและนัง่ ลงเปน็ แถวตามเดมิ นักเรียนทมี่ ีโรคประจาตัวหรอื ปว่ ยก็จะอนญุ าต
ใหง้ ดการออกกาลังกายดว้ ยการว่ิงและ/หรือกายบริหาร
8. ให้นักเรียนต้งั ใจที่จะฝึกปฏบิ ตั หิ ากมีขอ้ สงสยั หรือมปี ญั หาให้ใช้กระบวนการกล่มุ แกป้ ญั หากอ่ นที่จะถามครผู ูส้ อน
9. พกั ดืม่ น้าหรือเขา้ ห้องสุขาไดต้ ามเวลาท่ีกาหนด หากนักเรยี นมีความจาเปน็ ใหข้ ออนญุ าตก่อนทุกครง้ั
10. นักเรยี นขาดเรียนได้ 3 ครงั้ ตอ่ ภาคเรยี นและต้องส่งใบลาทกุ ครง้ั หากเกนิ กว่านี้นักเรยี นจะไม่มสี ทิ ธ์ิสอบ (มส)
11. ปฏบิ ัตติ ามกฎระเบียบของโรงเรยี นอย่างเครง่ ครัด ไม่สวมเครอื่ งประดบั อน่ื เกนิ ความจาเป็น

3. เกณฑ์กำรวดั และประเมินผล

คะแนนเตม็ ท้งั หมด 100 คะแนน แบง่ เปน็

1. คะแนนระหว่างเรยี น 80 คะแนน

- ทักษะปฏิบตั ิ 40 คะแนน

- ใบงาน 30 คะแนน

- จิตพสิ ยั 10 คะแนน

2. คะแนนสอบปลายภาค 20 คะแนน

4. กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ วิธสี อน สอื่ /อปุ กรณ์ กำรวัดและประเมินผล
ออกคาส่ัง บญั ชรี ายช่ือ การบันทกึ ในบัญชีรายชอื่
กจิ กรรม
อธิบาย แบบบนั ทกึ การสังเกตความสนใจและ
4.1 ขั้นเตรยี ม (5- 10นำที) นักเรียนลงมอื พฤติกรรม การมีส่วนร่วม
1.นักเรยี นและครกู ล่าวทกั ทายสวสั ดี และแนะนา ปฏบิ ัติ
ตนเอง อธบิ าย
2. ตรวจความเรยี บร้อยของนกั เรยี นและเช็คชอ่ื

4.2 ข้นั สอน (10 นำที )
1. ครชู ีแ้ จงรายละเอยี ดวชิ าพลศกึ ษาเรือ่ งกรฑี า
2. นักเรยี นศึกษาเน้ือหาวชิ า และศกึ ษาผลการเรียนรู้
ท่คี าดหวงั
3. ครูชีแ้ จงเกณฑ์การวัดและประเมนิ ผล
4. สอนแบบการว่ิงพืน้ ฐาน 1 2 3

4.3 ขนั้ ฝกึ หัด ( 30 นำที ) ประเมนิ แบบทดสอบ
1. นกั เรียนและครูร่วมกันกาหนดข้อตกลงในชว่ั โมง อภิปราย
เรียน
2. นักเรยี นและครรู ว่ มกันอภปิ รายถึงประโยชน์ของการ อภปิ ราย
เรยี นวิชาพลศกึ ษา
3. ใหน้ กั เรยี นเข้าแถวตอน 4 แถว

ครู
นกั เรียน

แบบฝกึ ที่ 1 วิง่ ยกเขา่ ตา่

แบบฝกึ ที่ 2 ว่ิงยกเข่าสงู
แบบฝกึ ที่ 3 ว่ิงดดี สะโพก

4.4 ขั้นนำไปใช้ (5 นำที) นักเรียนลงมอื แบบบันทกึ การบนั ทกึ ในแบบบนั ทกึ
1. นกั เรียนแบง่ กล่มุ กล่มุ ละ 3-4 คน เขยี นแผนผงั ปฏิบตั ิ พฤตกิ รรม พฤติกรรม
ความคิดของประโยชน์วิชาพลศกึ ษา อภปิ ราย
2. นกั เรียนนาเสนอหน้าชัน้ เรียน แบบบันทกึ การบนั ทกึ ในแบบบนั ทกึ
อภิปราย พฤติกรรม พฤตกิ รรม
4.5 ขั้นสรปุ และสขุ ปฏบิ ัติ (5 นำที)
1. นกั เรยี นและครูร่วมกนั สรปุ ขอ้ กาหนด และ ออกคาสั่ง
แนวทางการนาวิชาพลศึกษาไปใชป้ ระโยชน์ใน
ชวี ิตประจาวัน
2. ครูนัดหมายการเรยี นคร้ังตอ่ ไป

5. แหลง่ กำรเรียนรู้
1. หนังสือเรยี นกล่มุ สาระการเรยี นรู้พน้ื ฐาน กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ ขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา
ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 2
2 ใบแจ้งจดุ ประสงคก์ ารเรยี นร้วู ชิ ากรีฑา
3. หอ้ งสมุดโรงเรยี นกดุ จับประชาสรรค์
4. จากอนิ เตอรเ์ น็ต www.google.com

แผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ่ี 2 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา จานวน 1 ชว่ั โมง

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 กรฑี า
เรอ่ื ง ประวตั ิความเปน็ มาและประโยชนข์ องกรฑี า

สำระท่ี 3 กำรเคลื่อนไหว กำรออกกำลังกำย กำรเลน่ เกมกฬี ำไทยและกฬี ำสำกล
มำตรฐำน พ 3.1 : เขา้ ใจทกั ษะในการเคลื่อนไหว กจิ กรรมทางกาย การเลน่ เกมและกฬี า
มำตรฐำน พ 3.2 : รักการออกกาลังกายการเล่นเกม และการเลน่ กีฬา ปฏบิ ตั ิเป็นประจาอยา่ งสมา่ เสมอ มีวินยั
เคารพสทิ ธิ กฎ กตกิ า มีน้าใจนักกฬี า มีจิตวญิ ญาณในการแขง่ ขนั และชน่ื ชมในสนุ ทรียภาพของการกฬี า

1. ผลกำรเรียนรู้
ผูเ้ รยี นรู้และเข้าใจประวตั ิความเปน็ มาของกรฑี าและประโยชนข์ องกรฑี า

2. จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้
K ผู้เรียนเขา้ ใจประวตั คิ วามเปน็ มาและประโยชนข์ องกรฑี าได้อยา่ งถูกตอ้ ง
A ผ้เู รยี นมคี วามสนใจในการเรยี นกรีฑา
P ผ้เู รยี นบอกประวตั คิ วามเป็นมาและประโยชน์ของกรฑี าได้

3. สำระกำรเรยี นรู้
สำระสำคัญ
ประวัติกรฑี า
ประโยชนข์ องกรฑี า

สำระยอ่ ย
ประวัตกิ รฑี ำ

กรีฑานับเป็นกิจกรรมพลศึกษาทส่ี นองความตอ้ งการและเก่ียวข้องกบั การมีชีวิตอย่ปู ระจาวันของบุคคล
อยา่ งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยงิ่ การมีชวี ิตอยู่ในสมยั โบราณ เพราะวา่ เป็นกจิ กรรมท่ีเก่ียวขอ้ งกับการเดนิ ว่งิ การ
กระโดด การขว้าง การปา ของคนในสมยั โบราณทัง้ ส้ิน เชน่ การเดินเปน็ ระยะทางไกลๆ เนือ่ งจากไมม่ ียานพาหนะ
ตอ้ งวิง่ หรอื กระโดดข้ามสงิ่ กีดขวางเพ่อื ให้ไดอ้ าหารมาซงึ่ เปน็ อาหาร หรอื ต่อสกู้ บั สตั วร์ า้ ยเพือ่ ความอย่รู อด เหลา่ น้ี
เปน็ ต้น
ในสมยั กรีกโบราณ ประมาน 776 ปีกอ่ นครสิ ตกาลได้จดั ให้มกี ารประลองและแขง่ ขันกิจกรรมต่างๆ เกยี่ วกบั
ชีวิตประจาวัน เช่น การวง่ิ การกระโดด การขว้าง การปา เหลา่ น้โี ดยมีวตั ถปุ ระสงค์ท่จี ะเตรยี มประชาชน
พลเมอื งของกรีกใหม้ คี วามสมบรู ณ์ ทงั้ ทางด้านรา่ งกายและจิตใจ เพือ่ พรอ้ มท่จี ะรับใชป้ ระเทศชาตไิ ดอ้ ย่างเตม็ ที่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเกีย่ วกบั การปอ้ งกันประเทศในสมัยปัจจุบนั นี้ การมีชีวติ อยู่ในสังคมไดเ้ ปลีย่ นไปมาก แต่
อย่างไรก็ดคี วามตอ้ งการการเคล่ือนไหวของร่างกายกย็ ังมีอยู่ เพ่ือใหบ้ ุคคลไดม้ โี อกาสสนองความต้องการของร่างกาย
ควบคู่ไปกบั ความสนุกสนานโดยไมม่ ีความเบือ่ หนา่ ย จึงไดใ้ หม้ ีการแขง่ ขันในกจิ กรรมต่างๆ ท่จี าลองหรอื มลี กั ษณะ
คล้ายคลงึ กับกจิ กรรมทมี่ อี ย่ใู นสมยั โบราณนัน้ ๆ เชน่ การเดินทน การวงิ่ เรว็ การวงิ่ ผลดั เป็นต้น
ในประเทศไทยนน้ั คงจะมีการจดั การแข่งขันกรฑี า เพ่ือความสนุกสนานและมีการเรยี น การสอนกรฑี ามานานแล้ว
แต่ไมม่ ีหลักฐานปรากฏเป็นทแี่ น่ชัด เท่าทสี่ บื ทราบได้นั้น กระทรวงธรรมการในขณะน้นั ไดจ้ ดั การแขง่ ขนั กรีฑา
นักเรียนเป็นคร้ังแรก เพือ่ พ.ศ. 2440 ณ ทอ้ งสนามหลวง และในการแขง่ ขนั คร้ังนน้ั ได้กราบทลู พระบาทสมเด็จ
พระปรมนิ ทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว และสมเด็จพระนางเจา้ พระบรมราชนิ ีนาถ เสดจ็ พระราช
ดาเนินมาทอดพระเนตรการแข่งขนั กรฑี าของนกั เรยี นดว้ ย ตั้งแตน่ น้ั มาการแขง่ ขนั กรีฑานกั เรียนกไ็ ดจ้ ดั ขน้ึ เปน็ ประจา
ทุกปี และในขณะเดียวกันสถาบนั การศกึ ษาระดับอนื่ ๆ กจ็ ดั หมกี ารแข่งขนั กรีฑาขึ้นเพมิ่ ตามลาดบั ด้วย

ประเภทของกรฑี ำ
กรฑี าแบ่งเป็นประเภทใหญๆ่ ได้ 2 ประเภท คอื
ก. ประเภทลู่ คอื ประเภทท่ีแข่งขันตามลสู่ นามทไี่ ด้จดั ไว้ ส่วนใหญเ่ ปน็ ประเภทการว่ิง ได้แก่
การว่งิ เรว็ การวง่ิ ทน การวงิ่ ผลดั การว่ิงข้ามรั้ว การวง่ิ ขา้ ม
เครื่องกีดขวาง
ข. ประเภทลาน คือ ประเภททีแ่ ข่งขันในสนามหรือในที่ท่ีจดั ไว้สาหรบั กิจกรรมประเภทนัน้ ๆ
โดยเฉพาะ ไดแ้ ก่ ขวา้ งจักร ทุม่ นา้ หนกั กระโดดสูง
กระโดดไกล กระโดดค้าถ่อ วิง่ เขยง่ กา้ วกระโดด พงุ่ แหลน
ประโยชนข์ องกรฑี ำ
การเลน่ กรฑี าใหเ้ กดิ คณุ ค่าและประโยชน์ ตอ้ งรู้หลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการในการเลน่ กรีฑาตอ้ งเหมาะสมกบั
เพศและวัย สภาพร่างกาย ท้ังนย้ี ่อมก่อใหเ้ กิดประโยชน์ตอ่ ร่างกายจิตใจ อารมณ์ สงั คม เช่นเดยี วกบั
กีฬาชนิดอน่ื ๆ
เจมส์ อลั ฟอรด์ ( James Alford ) ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่ไดร้ บั จากการเลน่ กรฑี าไวด้ ังนี้
1. ช่วยเสรมิ สรา้ งดา้ นสุขภาพรา่ งกายให้แข็งแรงสมบรณู ์ และมคี วามตา้ นทานโรค
2. ชว่ ยทาใหร้ ะบบประสาททางานดีขึ้น
3. ชว่ ยใหร้ ะบบย่อยอาหารและระบบขบั ถ่ายทางานไดด้ อี ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
4. ชว่ ยให้ระบบการไหลเวยี นโลหติ ดีขึน้
5. ชว่ ยใหอ้ ารมณร์ ่าเรงิ แจ่มใส และไดร้ บั ความสนุกสนานเพลิดเพลนิ
6. ชว่ ยลดไขมันในร่างกาย
7. ช่วยให้มบี คุ ลกิ ภาพที่ดี
8. ช่วยให้ร่างกายเคล่อื นไหว ไดอ้ ยา่ งแคล่วคล่องวอ่ งไว

4. กิจกรรมกำรเรยี นรู้ วิธีสอน สอ่ื /อุปกรณ์ กำรวัดและประเมนิ ผล
ออกคาสัง่ บัญชีรายช่ือ การบันทกึ ในบญั ชีรายชื่อ
กิจกรรม การสังเกตความสนใจและ
คาถาม-คาตอบ แบบบันทึก การมีสว่ นร่วม
4.1 ขั้นเตรยี ม (5- 10นำท)ี อธิบาย พฤตกิ รรม
1.นักเรยี นและครกู ลา่ วทักทายสวสั ดี และแนะนา ใบความ การสังเกตความสนใจและ
ตนเอง อธิบาย การมีสว่ นรว่ ม
2. ตรวจความเรยี บร้อยของนกั เรยี นและเชค็ ช่อื นกั เรียนลงมอื
3. ครถู ามประวตั ิความเปน็ มาของกรีฑากับนักเรยี นเช่น ปฏบิ ัติ
กรีฑาเกดิ ขนึ้ ท่ีประเทศใด
4. ครูชแ้ี จงจดุ ประสงค์การเรยี นรู้

4.2 ขั้นสอน (10 นำที )
1. ครูอธิบายเรื่องประวตั คิ วามเปน็ มาของกรีฑาพรอ้ ม
ยกตัวอย่างประเภทกรีฑา
2. นกั เรียนศกึ ษาใบความรู้
3. สอนแบบการยืดกลา้ มเนอ้ื 1 2 3

4.3 ขนั้ ฝึกปฏบิ ตั ิ ( 30 นำที ) ออกคาสั่ง ใบงาน การประเมนิ ตาม
1. ครใู หน้ ักเรียนแบง่ กลมุ่ นกั เรียนออกเป็น 4-6ตอ่ ใบงาน
กล่มุ ให้นกั เรยี นทารายงานสรุปเรื่องประวัติความ นกั เรยี นลงมอื
เปน็ มาของกรีฑาและประโยชนข์ องกรีฑา ปฏิบตั ิ
2. ครแู จกใบความรู้และใหน้ ักเรยี นทาใบงาน

4.4 ข้นั นำไปใช้ (5 นำที) นกั เรยี นลงมือ แบบบนั ทกึ การบนั ทึกในแบบบนั ทึก
1. นักเรยี นนาเสนอผลงานหนา้ ช้ันเรยี น ปฏบิ ตั ิ พฤตกิ รรม พฤตกิ รรม
อภปิ ราย

4.5 ข้ันสรปุ และสขุ ปฏิบัติ (5 นำที) อภปิ ราย แบบบนั ทกึ การบนั ทกึ ในแบบบันทึก
1. ครูและนกั เรยี นสรปุ ประวตั ิความเปน็ มาและ ออกคาสงั่ พฤตกิ รรม พฤตกิ รรม
ประโยชนข์ องกรฑี า
2. ครูนัดหมายการเรยี นคร้ังต่อไป

5. แหล่งกำรเรยี นรู้
1. หนังสอื เรยี นกล่มุ สาระการเรยี นรู้พน้ื ฐาน กล่มุ สาระการเรยี นรสู้ ขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2
2. หอ้ งสมดุ โรงเรียนกุดจบั ประชาสรรค์
3. จากอินเตอรเ์ น็ต www.google.com

ใบควำมรู้ เรื่อง ประวัตคิ วำมเปน็ มำและประโยชนข์ องกรฑี ำ

ประวัติกรฑี ำ
กรีฑานับเปน็ กิจกรรมพลศกึ ษาทส่ี นองความต้องการและเกีย่ วข้องกับการมชี วี ติ อย่ปู ระจาวนั ของบคุ คลอยา่ ง
หน่ึง โดยเฉพาะอย่างย่งิ การมีชีวิตอยู่ในสมัยโบราณ เพราะว่าเป็นกจิ กรรมที่เกยี่ วข้องกับการเดิน วิ่ง การกระโดด
การขว้าง การปา ของคนในสมยั โบราณทง้ั สน้ิ เช่น การเดินเป็นระยะทางไกลๆ เนื่องจากไม่มียานพาหนะ ต้องวิ่ง
หรอื กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเพื่อให้ได้อาหารมาซ่งึ เป็นอาหาร หรือต่อสกู้ ับสัตว์ร้ายเพือ่ ความอยรู่ อด เหล่าน้เี ป็นตน้
ในสมัยกรีกโบราณ ประมาน 776 ปกี ่อนครสิ ตกาลไดจ้ ดั ให้มีการประลองและแขง่ ขนั กจิ กรรมตา่ งๆ
เก่ียวกบั ชวี ิตประจาวัน เช่น การว่ิง การประโดด การขวา้ ง การปา เหลา่ น้ีโดย
มวี ตั ถุประสงคท์ จี่ ะเตรียมประชาชน พลเมืองของกรีกให้มคี วามสมบูรณ์ ท้ังทางดา้ นร่างกายและจติ ใจ เพอื่ พรอ้ มที่
จะรบั ใช้ประเทศชาติได้อยา่ งเตม็ ที่ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในดา้ นเกยี่ วกบั การป้องกันประเทศ
ในสมยั ปจั จบุ ันน้ี การมชี ีวติ อยู่ในสังคมได้เปล่ียนไปมาก แต่อยา่ งไรกด็ ีความต้องการ
การเคล่อื นไหวของร่างกายก็ยังมอี ยู่ เพื่อใหบ้ ุคคลไดม้ โี อกาสสนองความตอ้ งการของรา่ งกาย ควบคู่ไปกบั ความ
สนกุ สนานโดยไม่มีความเบอื่ หนา่ ย จงึ ได้ให้มกี ารแขง่ ขนั ในกิจกรรมต่างๆ ทีจ่ าลอง
หรอื มลี กั ษณะคล้ายคลึงกับกจิ กรรมที่มอี ย่ใู นสมัยโบราณนน้ั ๆ เชน่ การเดินทน การวง่ิ เร็ว
การว่งิ ผลดั เป็นต้น
ในประเทศไทยนั้น คงจะมกี ารจัดการแขง่ ขันกรฑี า เพอื่ ความสนุกสนานและมกี ารเรียน การสอนกรฑี ามา
นานแลว้ แตไ่ มม่ หี ลักฐานปรากฏเป็นทีแ่ นช่ ัด เท่าท่ีสบื ทราบได้นั้น กระทรวงธรรมการในขณะนั้นไดจ้ ัดการแข่งขนั
กรีฑานกั เรยี นเปน็ ครงั้ แรก เพื่อ พ.ศ. 2440 ณ ท้องสนามหลวง และในการแขง่ ขนั ครงั้ นน้ั ไดก้ ราบทูล
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หัว และสมเด็จพระนางเจา้ พระบรมราชินนี าถ เสด็จพระราชดาเนนิ
มาทอดพระเนตรการแข่งขนั กรฑี าของนักเรียนดว้ ย ต้ังแต่นั้นมาการแขง่ ขันกรฑี านกั เรียนกไ็ ด้จดั ขึน้ เปน็ ประจาทุกปี
และในขณะเดยี วกนั สถาบันการศกึ ษาระดับอนื่ ๆ ก็จดั หมีการแข่งขนั กรฑี าขึ้นเพ่มิ ตามลาดบั ดว้ ย

กรฑี าแบง่ เปน็ ประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คอื
ประเภทลู่ คือ ประเภททีแ่ ข่งขนั ตามลสู่ นามทไ่ี ดจ้ ดั ไว้ ส่วนใหญ่เป็นประเภทการวงิ่ ไดแ้ ก่ การวง่ิ เรว็
การวงิ่ ทน การวง่ิ ผลัด การวิง่ ข้ามร้ัว การวิ่งข้ามเครอื่ งกดี ขวาง
ประเภทลาน คอื ประเภทท่แี ขง่ ขันในสนามหรือในท่ที จี่ ัดไวส้ าหรบั กิจกรรมประเภทนน้ั ๆ โดยเฉพาะ
ได้แก่ ขวา้ งจกั ร ทุ่มนา้ หนกั กระโดดสูง กระโดดไกล กระโดดคา้ ถอ่ วิง่ เขย่งกา้ วกระโดด พงุ่ แหลน

ประโยชนข์ องเลน่ กรฑี ำ

การเล่นกรฑี าใหเ้ กดิ คณุ ค่าและประโยชน์ ตอ้ งรหู้ ลกั เกณฑ์และวิธกี ารในการเลน่
กรฑี าตอ้ งเหมาะสมกบั เพศและวัย สภาพรา่ งกาย ท้งั นีย้ ่อมกอ่ ให้เกดิ ประโยชนต์ ่อรา่ งกายจติ ใจ อารมณ์ สงั คม
เชน่ เดยี วกับกีฬาชนดิ อืน่ ๆ

เจมส์ อัลฟอร์ด ( James Alford) ได้กลา่ วถงึ ประโยชน์ทไ่ี ดร้ บั จากการเล่นกรฑี าไวด้ ังน้ี
1. ชว่ ยเสรมิ สร้างดา้ นสุขภาพรา่ งกายให้แข็งแรงสมบรณู ์ และมคี วามต้านทานโรค
2. ชว่ ยทาใหร้ ะบบประสาททางานดีข้ึน
3. ช่วยใหร้ ะบบยอ่ ยอาหารและระบบขบั ถา่ ยทางานไดด้ ีอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
4. ช่วยใหร้ ะบบการไหลเวยี นโลหติ ดขี ้นึ
5. ชว่ ยใหอ้ ารมณร์ ่าเรงิ แจม่ ใส และไดร้ ับความสนุกสนานเพลดิ เพลนิ
6. ชว่ ยลดไขมนั ในรา่ งกาย
7. ช่วยใหม้ บี ุคลิกภาพทีด่ ี
8. ชว่ ยใหร้ า่ งกายเคล่ือนไหว ไดอ้ ยา่ งแคล่วคล่องวอ่ งไว

ใบงำน เรือ่ ง ประวตั ิควำมเป็นมำและประโยชน์ของกรีฑำ

ชือ่ ........................................................... ชนั้ ............. เลขท่.ี .........

คำชแ้ี จง ให้นกั เรยี นบอกประวัตคิ วามเปน็ มา และประโยชนข์ องกรฑี า ( 10 คะแนน )

.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................

แผนกำรจัดกำรเรียนรูท้ ่ี 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ สุขศกึ ษาและพลศึกษา จานวน 1 ชัว่ โมง

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 กรฑี า
เรอ่ื ง การเตรียมร่างกายสาหรบั การเลน่ กรีฑา

สำระท่ี 3 กำรเคล่อื นไหว กำรออกกำลังกำย กำรเล่นเกมกฬี ำไทยและกฬี ำสำกล
มำตรฐำน พ 3.1 : เขา้ ใจทักษะในการเคล่ือนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกมและกฬี า
มำตรฐำน พ 3.2 : รกั การออกกาลงั กายการเล่นเกม และการเลน่ กฬี า ปฏบิ ตั เิ ปน็ ประจาอยา่ งสมา่ เสมอ มวี ินัย
เคารพสทิ ธิ กฎ กติกา มีน้าใจนกั กฬี า มจี ติ วิญญาณในการแข่งขนั และชนื่ ชมในสุนทรียภาพของการกฬี า

1. ผลกำรเรียนรู้
ผู้เรยี นรูแ้ ละเข้าใจการเตรยี มร่างกายสาหรับการเลน่ กรีฑาอยา่ งถกู ตอ้ ง

2. จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้
K ผ้เู รยี นอธิบายการอบอ่นุ รา่ งกายและการคลายกลา้ มเน้ือด้วยการยืดเหยยี ดกลา้ มเนื้อได้
A ผู้เรียนมคี วามกระตอื รือรน้ ในการเรยี นกรฑี า
P ผเู้ รยี นสามารถแสดงการอบอ่นุ ร่างกายและการคลายกลา้ มเนื้อด้วยการยดื เหยยี ดกลา้ ม
ได้อย่างถูกตอ้ ง

3. สำระกำรเรียนรู้
สำระสำคัญ
การเตรียมร่างกายสาหรบั การเลน่ กรีฑา
การปอ้ งกันการบาดเจ็บ
การอบอนุ่ ร่างกายและการคลายกล้ามเน้อื ด้วยการยดื เหยียดกลา้ มเนื้อ

สำระยอ่ ย
การเตรียมรา่ งกายสาหรับการเลน่ กรฑี า
กำรป้องกันกำรบำดเจบ็
สำเหตุของกำรบำดเจบ็ การบาดเจบ็ จากการวิ่งท่ีมกั จะเกดิ ข้นึ กับนกั กฬี า หรือบุคคลผสู้ นใจทจ่ี ะออกกาลังกาย

ประเภทนี้ อาจแบ่งตามสาเหตุทม่ี าของการบาดเจ็บไดเ้ ป็น 3 ลกั ษณะใหญๆ่ คือ
1.อาการบาดเจบ็ ทเี่ กดิ ขึน้ ท่บี รเิ วณกระดกู หน้าแข้ง
2.อาการบาดเจบ็ แตก หักของกระดูกเน่ืองจากแรงกดดนั หรอื แรงดัน
3.อาการเจบ็ ปวด การ ตงึ ของกล้ามเน้อื
การบาดเจ็บทบี่ รเิ วณกระดกู หน้าแข้ง และอาการปวด การตงึ ของกล้ามเน้อื เนอ่ื งจากการว่งิ มสี าเหตุ
ทม่ี าหลายประการดว้ ยกันทสี่ าคญั คือวง่ิ บนพนื้ ทส่ี นามหรอื ทางว่ิงทแี่ ขง็ มากเกนิ ไป วิ่งไม่ถกู ต้องตาม
ลกั ษณะทา่ ทางการวิง่ ทดี่ ี ว่ิงบนพื้นสนามหรือทางวิ่งท่มี พี ้ืนผิวขรุขระ เปน็ หลมุ เป็นบ่อ ว่งิ โยกลาตวั หรือ
สา่ ยลาตัวหรือเอียงตัวไปด้านใดดา้ นหนึ่งในขณะทว่ี ง่ิ ว่งิ ทิง้ นา้ หนักตัวลงปลายเทา้ แรงเกนิ ไป เกดิ แรง
กระแทกมากเกนิ ไปจัดระบบการฝกึ ซ้อมที่ไม่เหมาะสม หรอื หนักเกนิ ไปในการฝกึ ซ้อมใชเ้ วลานานเกินไป
ทาใหเ้ กดิ การบาดเจ็บและกล้ามเน้อื เกดิ การล้า รองเท้าไมเ่ หมาะสมในการฝกึ ซ้อมหรือในเวลาวง่ิ มีความ
ผดิ ปกตขิ องรา่ งกาย เช่น ขาไม่เทา่ กัน การไหลเวยี นเลอื ดไปเล้ยี งกลา้ มเนอ้ื ทบ่ี รเิ วณกระดูกหนา้ แข้งไม่
เพยี งพอ ความแขง็ แรงของกลา้ มเน้ือท่ีทาหนา้ ท่ีในการงอและการเหยียดเทา้ ไมส่ มดลุ การเคลื่อนไหว
ผิดปกติ น้าหนักมากเกนิ ไป

กำรปอ้ งกนั กำรบำดเจบ็
ท่เี กดิ จากอบุ ตั เิ หตุ แรงดงึ ของเอน็ กล้ามเน้อื กบั ผิวกระดกู หนา้ แขง้ นม้ี วี ิธีการนามาปฏบิ ตั ิ
ประกอบการออกกาลังกายได้หลายประการดว้ ยกัน อาทิเช่น
1.ใชว้ ิธีการอบอนุ่ รา่ งกายหรอื กลา้ มเน้อื เฉพาะสว่ น เพ่ือเตรยี มกลา้ มเนื้อให้พร้อมท่ีจะยืดหยุ่นตัวใหด้ ีข้ึน
ทาให้การประสานงานของกลา้ มเนือ้ กบั อวัยวะระบบตา่ งๆภายในร่างกายเป็นไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
2. ฝกึ วง่ิ บนพืน้ สนามหญา้ สลบั กบั การวง่ิ บนทางเท้าหรือถนนเลอื กสวมใสร่ องเทา้ ให้เหมาะสมกบั ประเภท
โดยเลือกให้ชนิดที่มีหมอนรองบรเิ วณองุ้ เทา้ ซ่ึงจะช่วยผ่อนแรงทฝี่ า่ เท้าในการรบั น้าหนกั ตวั ขณะวิ่ง สน้
รองเทา้ ควรมคี วามนมุ่ หรือรองด้วยฟองน้าทไี่ ม่สงู เกินไป เพื่อชว่ ยลดแรงกระแทกและป้องกนั การปวดตรึง
ทีบ่ รเิ วณส้นเท้าเอน็ รอ้ ยหวายรวมทงั้ ฝ่าเท้าและหลงั เทา้ ด้วย
3. การว่งิ อย่บู นลยู่ างหรอื บนทางวงิ่ ที่มีความยืดหยุน่ ตัวพอดเี พื่อช่วยลดและปอ้ งกนั การกระแทกทบ่ี รเิ วณ
ปลายขาและข้อเทา้
4. การวงิ่ หรือการฝึกซอ้ มจะตอ้ งคอ่ ยเป็นค่อยไปอยา่ หกั โหมว่ิงเรว็ หรือวง่ิ ไกลเกินไป
ในระยะเร่ิมตน้ ของการออกกาลงั กาย
5. ควรเสรมิ สรา้ งสมรรถภาพความแขง็ แรงของกล้ามเนื้อและความอดทนเพิ่มขึ้นทีละเล็กน้อยตาม
ความสามารถของร่างกายท่จี ะพฒั นาขึน้ ตามลาดับ

4. กิจกรรมกำรเรยี นรู้ วธิ ีสอน ส่อื /อปุ กรณ์ กำรวดั และประเมนิ ผล
ออกคาส่ัง บัญชีรายชอ่ื การบันทกึ ในบัญชีรายชือ่
กิจกรรม

4.1 ขน้ั เตรยี ม (10 นำท)ี
1. ครสู ารวจสขุ ภาพและจานวนนกั เรยี น
2. ใหน้ ักเรยี นเขา้ แถวตอน 4 แถว

ครู คาถาม-คาตอบ การสงั เกตความสนใจและ
นักเรียน การมีสว่ นรว่ ม
อธิบาย สาธติ แบบประเมินการสงั เกต
3. ครถู ามนักเรยี นเรื่องประโยชนข์ องการเตรียมร่างกาย นกั เรยี นลงมอื พฤตกิ รรม
สาหรบั การเลน่ กรีฑา ปฏิบตั ิ
4. ครแู จ้งจุดประสงคก์ ารเรียนรทู้ จี่ ะเรยี นในชั่วโมงนี้

4.2 ขั้นสอน (10 นำที ) อออกคาส่งั แบบบันทกึ การสังเกตความสนใจและ
1.ครใู หน้ ักเรยี นแบ่งออกเป็น 4-5คนตอ่ 1 กลมุ่ ครู อธบิ ายสาธติ พฤติกรรม การมสี ่วนรว่ ม
อธิบายสาธิตการเตรยี มรา่ งกายสาหรบั การเล่นกรฑี า ใบความ
เพอื่ ไมใ่ หเ้ กิดการบาดเจ็บ

4.3 ขนั้ ฝกึ ปฏบิ ัติ ( 30 นำที ) ออกคาสั่ง การสงั เกตความสนใจและ
1. ให้นกั เรยี นเขา้ แถวตอน 4 แถว นักเรียนลงมอื การมีสว่ นร่วม
2. ครูให้นักเรียนแบ่งออกเปน็ 4 กลุ่มแยกย้ายกันไปฝกึ ปฏิบัติ
การเตรียมร่างกายสาหรับการเลน่ กรีฑา

ครู
นกั เรียน

แบบฝกึ ที่ 1 การอบอุน่ รา่ งกาย

ว่ิง 15 นาที หรอื ประมาณ 3 รอบ

แบบฝึกท่ี 2 การอบอุ่นรา่ งกาย

- ยืดกล้ามเนอื้ หัวไหลแ่ ละต้นแขน

- ยดื กล้ามเนื้อดา้ นขา้ งลาตัว

- ยืดกล้ามเน้ือสะโพก

- ยืดกลา้ มเนือ้ น่อง และข้อเท้า

- ยืดกล้ามเนอื้ หลงั และขา

แบบฝกึ ที่ 2 การคลายกลา้ มเนอื้ (cool down)

- ยดื กลา้ มเน้ือหัวไหลแ่ ละตน้ แขน

- ยดื กลา้ มเนือ้ ดา้ นข้างลาตัว

- ยดื กล้ามเนอื้ สะโพก

- ยดื กล้ามเน้อื น่อง และขอ้ เท้า

- ยืดกลา้ มเน้อื หลังและขา

4.4 ขน้ั นำไปใช้ (5 นำที)
1.ครูให้นกั เรยี นแบง่ ออกเป็น 4-5คนตอ่ กลุ่มทดสอบ ออกคาสั่ง แบบทดสอบการ การประเมินตาม
การเตรียมรา่ งกายสาหรบั การเล่นกรีฑา ทดสอบทลี ะ ใหน้ กั เรียนทาการ ปฏิบตั ิ แบบทดสอบการฝกึ ปฏิบตั ิ
ทดสอบ
2 กลมุ่ ใชเ้ วลาไม่เกนิ กลมุ่ ละ 5นาที แบบบนั ทึก การบนั ทึกในแบบบนั ทึก
พฤตกิ รรม พฤติกรรม
4.5 ขั้นสรุปและสขุ ปฏิบตั ิ (5 นำท)ี ออกคาสงั่
นกั เรียนลงมือ ใบงาน ประเมนิ จากการ
1. ครเู รียกนักเรียนจดั แถวตามกลุม่ ปฏิบตั ิ สง่ ใบงาน
2. ครูพานกั เรียนคลายกล้ามเนอ้ื (cool down) อภปิ ราย

ท่า
ต่างๆเพิ่มเติม

3. ครูและนักเรยี นร่วมสรปุ กิจกรรมท่นี กั เรียน ให้ทาการบา้ น

ปฏบิ ตั มิ า ออกคาสงั่

4. ครูมอบหมายงานเรอื่ งประโยชนข์ องการเตรียม

รา่ งกายก่อนการเล่นกรฑี า

5. ครูนัดหมายการเรยี นคร้งั ต่อไป

5. แหลง่ กำรเรียนรู้
1. หนังสือเรยี นกลมุ่ สาระการเรยี นรพู้ ้ืนฐาน กลุม่ สาระการเรยี นรสู้ ขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2
2. ห้องสมดุ โรงเรยี นกดุ จบั ประชาสรรค์
3. จากอนิ เตอรเ์ นต็ www.google.com

ใบควำมรู้ เรอื่ ง กำรเตรียมร่ำงกำยสำหรับกำรเล่นกรีฑำ
กำรป้องกันกำรบำดเจบ็
สำเหตขุ องกำรบำดเจ็บ การบาดเจ็บจากการวงิ่ ที่มักจะเกิดขน้ึ กบั นกั กีฬา หรอื บคุ คลผสู้ นใจทจ่ี ะออกกาลังกาย

ประเภทนี้ อาจแบง่ ตามสาเหตทุ ม่ี าของการบาดเจบ็ ไดเ้ ปน็ 3 ลกั ษณะใหญๆ่ คอื
1.อาการบาดเจ็บทเ่ี กิดขน้ึ ทีบ่ ริเวณกระดกู หน้าแขง้
2.อาการบาดเจ็บ แตก หกั ของกระดูกเนอ่ื งจากแรงกดดนั หรอื แรงดัน
3.อาการเจบ็ ปวด การ ตงึ ของกลา้ มเนอื้ เกินไป
กำรป้องกนั กำรบำดเจบ็
ที่เกิดจากอบุ ตั เิ หตุ แรงดึงของเอน็ กล้ามเนื้อกับผวิ กระดูกหน้าแขง้ นีม้ วี ิธกี ารนามาปฏบิ ตั ิ
ประกอบการออกกาลังกายไดห้ ลายประการดว้ ยกนั อาทเิ ชน่
1.ใช้วธิ กี ารอบอ่นุ รา่ งกายหรอื กลา้ มเน้ือเฉพาะสว่ น เพ่ือเตรยี มกลา้ มเน้ือใหพ้ รอ้ มทจ่ี ะยดื หยนุ่ ตัวใหด้ ีข้นึ
ทาให้การประสานงานของกลา้ มเน้อื กับอวัยวะระบบตา่ งๆภายในรา่ งกายเป็นไปอย่างมปี ระสิทธภิ าพ
2. ฝึกว่ิงบนพืน้ สนามหญา้ สลบั กบั การวิง่ บนทางเทา้ หรอื ถนนเลือกสวมใสร่ องเทา้ ให้เหมาะสมกบั ประเภท
โดยเลอื กใหช้ นดิ ทมี่ ีหมอนรองบริเวณองุ้ เทา้ ซง่ึ จะชว่ ยผ่อนแรงทฝี่ ่าเท้าในการรบั น้าหนักตวั ขณะว่งิ สน้
รองเทา้ ควรมีความนมุ่ หรือรองด้วยฟองน้าทไ่ี มส่ งู เกนิ ไป เพอ่ื ชว่ ยลดแรงกระแทกและป้องกนั การปวดตรงึ
ที่บริเวณสน้ เท้าเอน็ ร้อยหวายรวมทงั้ ฝา่ เท้าและหลังเทา้ ด้วย
3. การว่งิ อยู่บนลู่ยางหรอื บนทางว่งิ ทีม่ คี วามยดื หยุ่นตวั พอดเี พื่อช่วยลดและป้องกันการกระแทกท่ีบรเิ วณ
ปลายขาและขอ้ เทา้
4. การวิง่ หรือการฝึกซอ้ มจะต้องค่อยเปน็ ค่อยไปอยา่ หักโหมวงิ่ เรว็ หรอื ว่ิงไกลเกนิ ไปในระยะเริม่ ตน้ ของ
การออกกาลังกาย
5. ควรเสรมิ สรา้ งสมรรถภาพความแข็งแรงของกลา้ มเน้อื และความอดทนเพ่ิมขนึ้ ทลี ะเลก็ นอ้ ยตาม
ความสามารถของร่างกายที่จะพฒั นาข้นึ ตามลาดับ
กำรอบอุ่นรำ่ งกำยและกำรคลำยกลำ้ มเนอื้ ด้วยกำรยดื เหยยี ดกลำ้ มเน้ือ

การยดื กลา้ มเน้ือหวั ไหล่และตน้ แขน ยน่ื แขนขา้ งหน่ึง
ไปเหยยี ดตรง มืออีกขา้ งหน่ึงจบั ขอ้ ศอกเขา้ หาลาตวั
คา้ งไวข้ า้ งละ 10- 15 วนิ าที

การยดื กลา้ มเน้ือตน้ แขนดา้ นหลงั และหวั ไหลส่ ่วนบน
ดึงขอ้ ศอกดว้ ยมืออีกขา้ งหน่ึงอยา่ งชา้ ๆ คา้ งไวข้ า้ งละ
10-15 วนิ าที

การยดื กลา้ มเน้ือดา้ นขา้ งลาตวั ดึงขอ้ ศอกดา้ นหลงั ศีรษะ
โดยเอนจากสะโพกไปดา้ นขา้ ง คา้ งไวข้ า้ งละ 10-20
วนิ าที

การยดื กลา้ มเน้ือบริเวณไหล่ แขดา้ นหลงั และหลงั
ส่วนบน คุกเข่ากม้ ลงเอ้ือมมือไปขา้ งหนา้ และกดฝ่ ามือ
ลงไปเลก็ นอ้ ย คา้ งไว้ 10- 15 วนิ าที

การยดื กลา้ มเน้ือบริเวณขาหนีบ นง่ั ประกบฝ่ าเทา้ กม้ ตวั
ไปขา้ งหนา้ อยา่ งชา้ ๆ คา้ งไว้ 20 วนิ าที

การยดื กลา้ มเน้ือหนา้ และหลงั ดึงขาเขา้ หาหนา้ อกคา้ งไว้
ขา้ งละ 20-30 วนิ าที

การยดื กลา้ มเน้ือบริเวณตน้ ขาดา้ นบน และขอ้ เทา้ นอน
ตะแคงมือขา้ งหน่ึงรองรบั ศีรษะ อีกขา้ งหน่ึงจบั ปลายเทา้
ดึงเทา้ เขา้ หาสะโพก คา้ งไวข้ า้ งละ 15 วนิ าที

การยดื กลา้ มเน้ือสะโพกและตน้ ขาดา้ นหลงั นงั่ เหยยี ดเทา้
ท้งั สองไปขา้ งหนา้ ใชม้ ือท้งั สองขา้ งจบั ปลายเทา้ ดึงเขา้
หาลาตวั คอ่ ยๆกม้ หนา้ ลงไปดว้ ยคา้ งไว้ 10-15 วนิ าที

การยดื กลา้ มเน้ือหลงั และขาส่วนบนดา้ นหลงั นงั่ เหยยี ด
ขาขา้ งหน่ึงตรง อีกขา้ งหน่ึงพบั เขา้ มา คอ่ ยๆกม้ ไป
ขา้ งหนา้ จนรู้สึกตึงท่ีขาและหลงั แลว้ หยดุ น่ิงคา้ งไว้ ขา้ ง
ละ 20-30 วนิ าที

การยดื กลา้ มเน้ือที่อยดู่ า้ นขา้ งสะโพก ใหเ้ คลื่อนขาขา้ ง
หน่ึงไปขา้ งหนา้ จนกระทง่ั เขา่ ของขาหนา้ เลยขอ้ เทา้ ส่วน
เขา่ อีกขา้ งวางไวท้ ี่พ้นื ลดส่วนหนา้ ของสะโพกลง คา้ ง
ไวข้ า้ งละ 20-30 วนิ าที

การยดื กลา้ มเน้ือน่อง และขอ้ เทา้ วางแขนบนผนงั
หนา้ ผากอยบู่ นหลงั มือ เขา่ ขา้ งหน่ึงงอไปฝาผนงั ส่วนขา
อยดู่ า้ นหลงั ตรง คา้ งไวข้ า้ งละ 20 วนิ าที

ใบงำน เรื่อง กำรเตรียมรำ่ งกำยสำหรบั กำรเล่นกรฑี ำ

ชอื่ ........................................................... ชนั้ .............. เลขท.่ี ...........

1. ให้นกั เรียนบอกวธิ ีกำรปอ้ งกนั กำรบำดเจ็บจำกกำรเล่นกรฑี ำ ( 5คะแนน )
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................

2. ให้นกั เรยี นบอกวิธีกำรเตรยี มร่ำงกำยกอ่ นและหลงั กำรเลน่ กรฑี ำ ( 5คะแนน )
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................

แผนกำรจดั กำรเรยี นร้ทู ี่ 4 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา จานวน 1 ชว่ั โมง

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 กรีฑา
เรื่องการทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนเรยี น

สำระที่ 3 กำรเคลอื่ นไหว กำรออกกำลังกำย กำรเลน่ เกมกฬี ำไทยและกฬี ำสำกล
มำตรฐำน พ 3.1 : เข้าใจทักษะในการเคล่ือนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกมและกฬี า
มำตรฐำน พ 3.2 : รักการออกกาลงั กายการเล่นเกม และการเลน่ กีฬา ปฏิบัตเิ ป็นประจาอยา่ งสม่าเสมอ มวี นิ ัย
เคารพสทิ ธิ กฎ กติกา มีนา้ ใจนกั กฬี า มจี ิตวิญญาณในการแข่งขัน และชื่นชมในสุนทรียภาพของการกฬี า

1. ผลกำรเรยี นรู้
ผเู้ รยี นรู้และเข้าใจความหมายของสมรรถภาพทางกายและวิธที ดสอบสมรรถภาพทางกาย

2. จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้
K ผเู้ รียนบอกความหมายของสมรรถภาพทางกายและวธิ ีทดสอบสมรรถภาพทางกายได้
A ผู้เรยี นตงั้ ใจในการทากจิ กรรม
P ผูเ้ รียนสามารถแสดงการทดสอบสมรรถภาพทางกายได้

3. สำระกำรเรยี นรู้
สำระสำคญั
สมรรถภำพทำงกำย เรือ่ ง กำรทดสอบสมรรถภำพทำงกำยก่อนเรียน
ความหมายสมรรถภาพทางกาย
วิธีการทดสอบ

สำระยอ่ ย
สมรรถภำพทำงกำย
ควำมหมำยสมรรถภำพทำงกำย
สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness )
หมายถงึ ความสามารถของบคุ คลในการควบคมุ สัง่ การให้ร่างกายปฏิบตั ิ ภารกิจตา่ งๆ อย่างไดผ้ ลดีมปี ระสิทธภิ าพ
เหมาะสมกับปรมิ าณงานและเวลาตลอดทัง้ วนั โดยการปฏบิ ัตินัน้ ไมก่ อ่ ให้เกิดความทุกข์ทรมานต่อร่างกาย อกี ทงั้ ยัง
สามารถประกอบกจิ กรรมอ่ืนๆนอกเหนอื จากภารกิจประจาวนั ไดอ้ ีกดว้ ยความกระฉับกระเฉงปราศจากอาการ
เมื่อยลา้ ออ่ นเพลีย

1. ความเร็ว (Speed) คือความสามารถของร่างกายในการเคล่ือนท่ีจากทห่ี น่ึงไปยังอกี ทีห่ นึง่ โดยใช้
ระยะเวลาสนั้ ท่สี ดุ
2. พลงั กล้ามเนอื้ (Muscle Power) คอื ความสามารถของกลา้ มเนื้อในการทางานอย่างรวดเร็ว และแรงใน
จงั หวะของกลา้ มเนอ้ื หดตวั หนึ่งครง้ั เช่น ยืนกระโดดไกล
3. ความแข็งแรงของกล้ามเน้อื (Muscle Strength) คือ ความสามารถของกล้ามเนื้อท่หี ดตัว เพยี งครงั้ เดียว
โดยไม่จากัดเวลา เชน่ การยกน้าหนัก เป็นตน้
4. ความอดทนของกล้ามเนอ้ื (Muscle endurance , Anaerobic Capacity) คือ ความสามารถของกล้ามเน้ือ
ทไ่ี ด้ประกอบกิจกรรมซา้ ซากไดเ้ ปน็ ระยะเวลานานอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
5. ความคล่องตัว (Agility) คือ ความสามารถของรา่ งกายทีจ่ ะบงั คับควบคมุ ในการเปลีย่ นทิศทางของการ
เคลื่อนทไี่ ด้ด้วยความรวดเรว็ และแนน่ อน
6. ความออ่ นตัว (Flexibility) คอื ความสามารถของขอ้ ตอ่ ต่าง ๆ ในการท่จี ะเคลื่อนไหวไดอ้ ยา่ งกว้างขวาง
7. ความอดทนทั่วไป (General endurance) คอื ความสามารถในการทางานของระบบตา่ งๆ ในรา่ งกายที่
ทางานไดน้ านและมปี ระสทิ ธภิ าพ

วธิ ีกำรทดสอบ
1. ว่งิ เรว็ 50 เมตร (50 Meter Sprints)

1.1อปุ กรณ์
- นาฬิกาจับเวลาอ่านละเอยี ด 1/100 วนิ าที
- ลู่ว่งิ 50 เมตร มีเส้นเรม่ิ และเสน้ ชยั
- ปนื ปล่อยตัว (ถ้าไมม่ ใี ห้ใช้สญั ญาณอยา่ งอ่ืนท่ผี จู้ ับเวลารเู้ หน็ ได้ เชน่ โบกธง หรอื ผา้ เช็ดหน้า หรือตบมอื )
1.2 วธิ ีทดสอบ เมอื่ มีคาสญั ญาณวา่ "เข้าท"ี่ ให้ผู้เขา้ รับการทดสอบยนื เทา้ ใดเทา้ หนึ่งจรดเส้นเรมิ่ (ไมต่ ้อง
ย่อตวั ในทา่ ออกวิ่ง) เมือ่ พร้อมแล้วใหส้ ญั ญาณปล่อยตัว ผู้เข้ารบั การทดสอบว่ิงเตม็ ทไี่ ปตามทางท่ี
กาหนดให้จนถึงเส้นชยั
1.3 กำรบนั ทึก บนั ทกึ เวลาเป็นวนิ าที และทศนิยมสองตาแหน่ง
1.4 ระเบียบกำรทดสอบ
- ควรใชป้ ืนในการปล่อยตวั (หากปฏบิ ตั ิไมไ่ ด้ใหใ้ ชส้ ัญญาณเพอ่ื ใหผ้ จู้ บั เวลาท่ีอยู่ใกลเ้ สน้ ชยั สามารถเหน็
ได้)ไมค่ วรใช้รองเท้าตะปู
- อนุญาตใหว้ ิง่ ได้ 2 ครั้ง แล้วบันทกึ เวลาท่ดี ที สี่ ดุ
- จดั ผู้จับเวลาผวู้ ิง่ แต่ละคนไดย้ ง่ิ ดี (ผ้จู ับเวลาทช่ี านาญ และว่องไวสามารถจับเวลานกั ว่งิ ไดท้ ีละ 2 คน โดย
ใชน้ าฬิกาทม่ี ีเข็มแยกเวลา)
- ทางวิง่ ควรเปน็ ทางเรียบอยู่ในสภาพทีด่ ี
2. ยืนกระโดดไกล (Stranding Broad Jump)

2.1 อุปกรณ์
- ใชพ้ ื้นท่เี รียบ และไมล่ นื่
- เทปวดั ระยะ และไมอ้ กั ษร T ใหญ่
- แปรงปดั ฝนุ่ หรือผา้ เช็ดพ้ืน (หมายเหตุ ทาเส้นเรม่ิ ขึงเทปวัดระยะไวก้ ับพ้ืนข้างทางทีจ่ ะกระโดดให้
พร้อมที่จะอา่ นคะแนนไดท้ ันท)ี
2.2 วธิ ีทดสอบ
ใหผ้ ู้เขา้ รับการทดสอบยืนปลายเทา้ ท้ังสองอยหู่ ลงั เสน้ เรม่ิ หลังจากเหวีย่ งแขนทัง้ สองไปข้างหลัง และกม้
ตัวไปข้างหน้าแลว้ เมอ่ื ได้จงั หวะกเ็ หวี่ยงแขนท้งั สองไปขา้ งหนา้ อย่างแรงพรอ้ มกบั กระโดดด้วยเทา้ ทง้ั สอง
ไปขา้ งหน้าใหไ้ ดไ้ กลท่ีสุดเทา่ ที่จะทาได้
2.3 กำรบนั ทกึ บันทึกระยะทางทกี่ ระโดดไดเ้ ป็น เซนตเิ มตร

2.4 ระเบยี บกำรทดสอบ
- ให้ประลองได้ 2 คร้งั เอาคร้งั ทด่ี ที สี่ ดุ
- ใหว้ ดั ระยะจากเส้นเรมิ่ ไปยังรอยเท้าขา้ งท่ีใกล้ทส่ี ุด ถา้ ผ้เู ข้ารับการทดสอบเสียหลกั หงายหลงั มอื แตะพนื้
ถอื ว่าใช้ไม่ได้ให้ประลองใหม่
- เท้าทง้ั สองตอ้ งอย่บู นพนื้ จนกระโดดออกไป
3. งอตัวไปข้ำงหน้ำ (Trunk Forward Flexion)
3.1 อุปกรณ์
- เครอื่ งวัดความออ่ นตัว (Flexibilimeter) สามารถอ่านค่าบวก และลบได้
- โต๊ะสเี่ หลย่ี ม
3.2 วิธีทดสอบ วางเครื่องมอื วดั ความอ่อนตวั ลงบนโตะ๊ ใหผ้ ้เู ข้ารบั การทดสอบขึ้นยนื บนฐานเคร่อื งมือวัดความอ่อน
ตวั หน้าชิด เขา่ ตงึ ปลายเท้าจรดขอบเครอื่ งวดั ความออ่ นตวั พรอ้ มแล้วก้มตัวปลอ่ ยมือทงั้ สองลงข้างหนา้
นวิ้ หวั แม่มือเกย่ี วกนั แบะฝ่ามือใหป้ ลายนวิ้ กลางเหยียดดนั สลักเลือ่ นลงไปตามแนวของแกนเคร่อื งวัดความออ่ นตวั
จนไมส่ ามารถกม้ ต่อไปได้
3.3 กำรบันทึก บันทกึ ระยะเป็นเซนติเมตร ถา้ ปลายน้ิวกลางเหยยี ดเลยปลายเทา้ บนั ทกึ ค่าเป็นบวก ถ้าไมถ่ งึ ปลาย
เท้าบนั ทกึ คา่ เปน็ ลบ
3.4 ระเบียบกำรทดสอบ
- ใหผ้ เู้ ข้ารับการทดสอบถอดรองเท้า กอ่ นยืนบนฐานเครอ่ื งมือวัดความออ่ นตัว
- เขา่ ตงึ เสมอไมง่ อ จะเอยี งแขนใดแขนหนง่ึ ไมไ่ ด้ ใหม้ ือทง้ั สองเสมอกนั
- ใหป้ ระลองได้ 2 ครง้ั เอาครงั้ ทด่ี กี ว่าเปน็ ผลการประลอง

วิง่ เก็บของ
วางไม้ทั้งสองท่อนกลางวงกลมท่ีอยตู่ รงข้ามกับเส้นเร่ิม นักเรยี นยยื ใหป้ ลายเทา้ ขา้ งหน่ึงอยชู่ ิดเส้นเรมิ่ เมอ่ื ไดร้ บั คาสงั่
วา่ ไปให้นกั เรยี นว่ิงไปหยิบท่อนไมท้ อ่ นหน่งึ มาวางทว่ี งกลมหลังเสน้ เริม่ แล้วกลบั ตวั วิ่งไปหยิบท่อนไม้อกี ท่อนหนึ่งมา
วางไวเ้ ช่นเดียวกบั ทอ่ นแรกแล้ววง่ิ เลยไป ห้ามโยนทอ่ นไม้ หากวางไมเ่ ข้าในวงกลม ให้เริม่ ใหม่
ลุกนงั่ 30 วนิ ำที

จดั นกั เรยี นเป็นคู่ ใหน้ ักเรยี นคนแรกนอนหงายบนเบาะยืดหยุ่น เขา่ งอเป็นมุมฉาก ปลายเทา้ แยกห่างกนั ประสานมือ
ทท่ี ้ายทอยนักเรยี นคนที่สองคุกเขา่ ทป่ี ลายเท้าคนแรก มอื ท้งั สองกาและกดข้อเท้านักเรียนคนแรกไว้ใหเ้ ท้าติดพื้น
เมอื่ ไดร้ ับสญั ญาณเริม่ พร้อมกบั จบั เวลา นักเรยี นลุกขน้ึ นั่งให้ขอ้ ศอกแตะเข่า

จำกนัน้ จงึ บนั ทึกข้อมลู ทกุ รำยกำรไว้เพ่ือเปรยี บเทยี บกบั กำรทดสอบครัง้ ต่อไป

4. กิจกรรมกำรเรยี นรู้ วธิ ีสอน สือ่ /อุปกรณ์ กำรวัดและประเมนิ ผล
ออกคาส่ัง บญั ชรี ายชอ่ื การบนั ทึกในบัญชรี ายชื่อ
กจิ กรรม
แบบบันทึก การสงั เกตความสนใจและ
4.1 ขั้นเตรยี ม (5- 10นำที) พฤติกรรม การมีส่วนรว่ ม
1. ครสู ารวจสขุ ภาพและจานวนนกั เรยี น ใบความ แบบประเมินการสงั เกต
2. ให้นกั เรียนเขา้ แถวตอน 4 แถว พฤตกิ รรม

ครู คาถาม-คาตอบ การสงั เกตความสนใจและ
นักเรียน การมีสว่ นร่วม
อธิบาย สาธติ
3. ครูถามนักเรยี นเรื่องวธิ ีทอสอบสมรรถภาพทางกาย นกั เรยี นลงมือ
4. ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรทู้ จี่ ะเรยี นในชวั่ โมงน้ี ปฏิบตั ิ

4.2 ขน้ั สอน (10 นำที ) อออกคาสัง่
1.ครแู จกใบความรูแ้ ละใหน้ กั เรยี นแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม อธิบาย/สาธติ
ครูอธบิ ายสาธติ การทดสอบสมรรถภาพ

4.3 ขัน้ ฝกึ ปฏิบตั ิ ( 30 นำที ) ออกคาส่งั การสังเกตความสนใจและ
1. ใหน้ กั เรียนเขา้ แถวตอน 4 แถว นกั เรียนลงมอื การมสี ว่ นร่วม
2. ครใู หน้ ักเรยี นแบง่ ออกเปน็ 5 กลุม่ แบ่งการทดสอบ ปฏิบัติ
เปน็ 5ฐานหมนุ เวยี นกันฐานละ 5 นาทตี ามแบบฝึก
ดังนี้

ครู
นกั เรียน

แบบฝึกท่ี 1 ฐานท่ี 1 วง่ิ 50 เมตร

แบบฝกึ ท่ี 2 ฐานที่ 2 ยืนกระโดดไกล
แบบฝึกท่ี 3 ฐานท่ี 3 ลกุ -นง่ั 30 วินาที

แบบฝึกที่ 4 ฐานท่ี 4 วิ่งเก็บของ

แบบฝึกที่ 5 ฐานที่ 5 งอตวั ไปขา้ งหนา้

4.4 ข้นั นำไปใช้ (5 นำท)ี ออกคาสง่ั แบบบันทึก การบันทึกในแบบบนั ทึก
เช่นเดียวขนั้ เดยี วกับฝึกปฏบิ ตั ิ นกั เรยี นลงมือ พฤติกรรม พฤติกรรม
ปฏบิ ัติ
4.5 ขนั้ สรุปและสขุ ปฏบิ ัติ (5 นำที) อภิปราย ใบงาน ประเมินจากการ
ส่งใบงาน
1 ครูเรยี กนกั เรยี นจดั แถวตามกลมุ่ ใหท้ าการบ้าน
2 ครใู ห้นักเรียนคลายกล้ามเน้ือ(cool down)
ออกคาสัง่
ทา่ ตา่ งๆ
ดงั นี้
- ยืดกล้ามเนือ้ หัวไหลแ่ ละตน้ แขน
- ยดื กล้ามเนอ้ื ด้านขา้ งลาตวั
- ยืดกลา้ มเน้ือสะโพก
- ยดื กล้ามเนอื้ ขาและน่อง
3 ครแู ละนักเรยี นรว่ มสรปุ กิจกรรมที่นักเรียน
ปฏบิ ัตมิ าว่ามีอุปสรรคตรงไหน

4.ครมู อบหมายงานโดยให้ใบงาน
5. ครูนดั หมายการเรยี นครง้ั ต่อไป

5. แหล่งกำรเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี นกลมุ่ สาระการเรยี นรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรสู้ ขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา
ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 2
2. หอ้ งสมุดโรงเรยี นกดุ จับประชาสรรค์
3. จากอินเตอรเ์ น็ต www.google.com

ใบควำมรู้ สมรรถภำพทำงกำย เร่ือง กำรทดสอบสมรรถภำพทำงกำยหลังเรียน
กำรเสรมิ สร้ำงสมรรถภำพทำงกำยทั่วไป (General Physical fitness)
1. กำรเสริมสรำ้ งควำมเรว็ ( Speed )

ความเรว็ ของการเคล่อื นไหว ขนึ้ อยูก่ บั การทางานของระบบประสาท และระบบกล้ามเน้ือ
และการเปลยี่ นแปลงความเร็ว ซึง่ เกิดจากระบบประสาทเปน็ ส่วนใหญ่เมอ่ื กลา่ วถงึ ความเร็วในการออกกาลังกายแล้ว
จะต้องแยกการเคลอื่ นไหวออกเปน็ 2 อย่าง คือ การเคล่อื นไหวทต่ี ้องอาศยั ความชานาญเปน็ พเิ ศษ กบั การ
เคลอื่ นไหวแบบธรรมดางา่ ยๆ ดังนนั้ การฝกึ การเคล่อื นไหวทต่ี ้องอาศัยความชานาญพิเศษ เพ่อื เพม่ิ ความเรว็ จึง
เป็นสิ่งที่ทาได้งา่ ยกว่า เชน่ ฝกึ วา่ ยนา้ ตีเทนนิส หรือพิมพด์ ดี เปน็ ต้น ซ่งึ ในชว่ งแรกของการฝึกจะกระทาไดช้ า้
แตต่ ่อมา จะสามารถเพ่ิมความเรว็ ขน้ึ ไดเ้ รือ่ ยๆ และในการเรม่ิ ต้นของการฝึกถา้ กระทาใหถ้ ูกวิธี จะเป็นสว่ นผลักดนั
ให้มีการพฒั นาไปไดไ้ กลและมีประสทิ ธภิ าพอีกด้วย สาหรับความเรว็ ทใ่ี ชใ้ นการเคลื่อนไหวแบบธรรมดานั้น ได้แก่
การแข่งขนั วงิ่ เรว็ ถ้าต้องการจะวงิ่ ใหเ้ ร็วข้นึ จะต้องลดระยะเวลาของการหดตวั และการคลายตัวของกลา้ มเน้อื นั่น
คือ ความยาวของก้าวและความถข่ี องก้าวจะต้องเพิม่ ข้ึน
ความยาวของการกา้ วเท้าข้นึ อยู่กบั ความยาวของเขา และความถีข่ องการก้าวเทา้ ขนึ้ อยกู่ ับความเรว็ ในการหดตัว
ของกล้ามเนื้อ และการร่วมมือกนั ทางานระหวา่ งระบบประสาทกบั ระบบกลา้ มเน้อื
ความเร็วสงู สดุ ของคนเรานัน้ จะอยู่ในชว่ งอายุ 21 ปสี าหรบั ชาย และ 18 ปีสาหรบั หญงิ ในการท่จี ะเพ่ิมความเร็ว
อาจจะกระทาได้อีก กลา่ วคอื

1. เพิ่มกาลงั ของกล้ามเนอ้ื ทใ่ี ชเ้ หยยี ดขา
2. ฝกึ ว่งิ ดว้ ยความเรว็ สงู สดุ เพื่อเพ่ิมประสทิ ธภิ าพในการรว่ มงานกนั ของกลุ่มกล้ามเนอ้ื
3. แกไ้ ขข้อบกพร่องต่าง ๆ เกยี่ วกบั เทคนคิ และกลไกของการวิง่
2. กำรเสริมสร้ำงพลงั กล้ำมเนอ้ื (Muscle Power)
พลังของกลา้ มเนอ้ื เกิดจากการรวมของปัจจยั ตอ่ ไปนี้
1. แรงท่ีเกิดจากการหดตัวของกลา้ มเน้ือหลาย ๆ มดั ที่ทาใหเ้ กดิ การเคลอ่ื นไหวในกลมุ่ เดียวกนั
2. ความสามารถของกล้ามเน้ือในกลุ่มเดยี วกนั ท่ีทางานประสานกับกลา้ มเนื้อของกลุม่ ตรงข้าม
3. ความสามารถทางกลไกในการทางานของระบบคนระหวา่ งกระดกู กบั กล้ามเนื้อท่ีเกี่ยวข้อง
3. กำรเสริมสรำ้ งควำมแขง็ แรงของกล้ำมเน้ือ (Muscle Strength)
จากหลกั การท่วี ่า วธิ ีท่จี ะทาใหเ้ กดิ ความแข็งแรงไดน้ น้ั จะตอ้ งฝกึ ใหก้ ล้ามเน้อื ทางานตอ่ สู้กบั แรงตา้ นทานหรอื
น้าหนกั ทีส่ งู ขน้ึ โดยวิธีเพิม่ แรงต้านทานทีละนอ้ ยเป็นระยะเวลานาน
วธิ ีการฝกึ เพอื่ พัฒนาความแข็งแรงน้ันมหี ลายแบบ ซง่ึ แต่ละแบบตา่ งก็ยดึ เอาแรงตา้ นทาน เป็นสาคญั สาหรบั พัฒนา
ความแขง็ แรงของกล้ามเนือ้ หรอื ยึดหลัก “Overload Principle” โดยใหร้ ่างกายฝกึ เลยขดี ความสามารถปกติ
(Normal Capacity) สักเลก็ นอ้ ย ซึง่ การออกกาลงั กายท่เี กนิ ขีดความสามารถนจี้ ะทาใหร้ า่ งกายเกดิ การสับสน ใน
ระยะ 2 – 3 วันแรก หลงั จากน้นั ร่างกายจะมีการปรับตวั ใหเ้ ข้ากับสถานการณ์ โดยปกติหากเราให้เวลาแก่
ร่างกาย เพอื่ การปรับตวั ประมาณ 1 เดือน จะทาให้ร่างกายทางานในขีดความสามารถธรรมดาใหม่ได้อยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพ นน่ั คอื ร่างกายมีความแขง็ แรงเพมิ่ ขน้ึ ขดี ความสามารถกส็ ูงขึ้นด้วย ในปัจจุบันวิธีการฝกึ เพอื่
พฒั นาความแข็งแรง จะใชก้ ารฝึกแบบ Isometric Exercise
4. กำรเสรมิ สรำ้ งควำมอดทนของกลำ้ มเนื้อ (Muscle Endurance)
ในการเสรมิ สรา้ งความอดทนหรอื ทนทานของกลา้ มเนอื้ เทา่ กับเป็นการเสรมิ สร้างการทางานของระบบไหลเวยี น
เลอื ด ระบบหายใจ และระบบกลา้ มเนอื้ ให้ทางานไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ การฝกึ เพือ่ เสริมสรา้ งคณุ สมบัตดิ งั กลา่ ว
กค็ ล้ายกบั การฝกึ เพือ่ เสรมิ สร้างความแข็งแรง เพราะตา่ งก็ยดึ หลกั Overload Principle พรอ้ มท้งั มคี วาม
เข้มข้น ระยะเวลา และความบ่อยอยา่ งเพยี งพอ และเหมาะสมสาหรับแตล่ ะคน
5. กำรเสริมสรำ้ งควำมคลอ่ งตัว (Agility)
ความคล่องตวั มผี ลตอ่ ประสิทธภิ าพของการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมทุกอยา่ ง โดยเฉพาะอย่างย่งิ กจิ กรรมทต่ี ้องอาศยั การ
เปล่ยี นทิศทางหรือเปล่ยี นตาแหนง่ ของรา่ งกาย ท่ตี อ้ งการความรวดเรว็ และถูกตอ้ ง เชน่ การออกว่ิงได้เร็ว หยดุ ได้
เรว็ และเปลย่ี นทิศทางการเคลื่อนทไ่ี ด้รวดเรว็ ฉะน้นั ความคลอ่ งตัวจงึ เป็นพ้ืนฐานของสมรรถภาพทางกาย และ
เป็นปจั จยั สาคัญต่อการเลน่ กีฬาหลายอย่าง เชน่ บาสเกตบอล แบดมินตนั ยมิ นาสตกิ ฟตุ บอล วอลเลย์บอล
เปน็ ต้น

6. กำรเสรมิ สรำ้ งควำมออ่ นตวั (Flexibility)
ความอ่อนตัว หมายถึง พิกัดการเคล่อื นไหวของขอ้ ตอ่ (The Range of Motion at a Joint) ซ่งึ แบ่งออกไดเ้ ป็น
2 อย่าง คอื

1. Static Flexibility หมายถงึ พิกดั การเคลื่อนไหวขณะท่ขี ้อตอ่ เคลอื่ นไหวชา้ มาก ๆ
2. Dynamic Flexibility หมายถงึ พิกัดการเคล่ือนไหวขณะทขี่ อ้ ต่อเคลอื่ นไหวเรว็ ๆ ซ่งึ มักจะ
มากกวา่ แบบแรกเลก็ น้อย
ความสามารถของขอ้ ตอ่ ต่าง ๆ ในการเคลอ่ื นไหวไดอ้ ยา่ งกว้างขวาง กค็ อื ความสามารถ
ในการออ่ นตัว และการเคลือ่ นไหวใด ๆ ถ้าไม่ไดท้ าบ่อย ๆ หรอื ไมค่ อ่ ยไดม้ โี อกาสใชข้ ้อต่อบรเิ วณนน้ั ๆ จะมผี ลทา
ให้กล้ามเนอ้ื และเนอ้ื เยอ่ื ทีอ่ ยบู่ ริเวณน้ันเสียความสามารถในการยดื ตวั จงึ ทาใหก้ ารอ่อนตัวไม่ดไี ปดว้ ย และทาใหม้ ี
ไขมนั สะสมอยใู่ นรา่ งกายเพิ่มขนึ้ เทา่ กับเป็นการลดความสามารถของการออ่ นตวั ลงไปด้วยโดยทวั่ ไปผทู้ มี่ ีสมรรถภาพ
ทางกายดีจะตอ้ งมีความอ่อนตัวดี และความอ่อนตวั จะดไี ดจ้ ะต้องปราศจากขอ้ จากัดต่อไปนี้ คอื 1. โรคหรือการ
บาดเจบ็ ท่ีทาให้ข้อต่อรวมทัง้ กระดูกออ่ นทห่ี ุ้มปลายกระดกู เสื่อมลง2. การมีสารทเ่ี ป็นอันตรายปรากฏอย่ทู ีข่ ้อ
ต่อ 3. การอกั เสบของเยอื่ ห้มุ ขอ้ ตอ่ 4. น้าหล่อล่นื ในขอ้ ตอ่ แห้งหรอื มีนอ้ ยเกินไป

7. กำรเสริมสรำ้ งควำมอดทนทัว่ ไป (General Endurance)
ความอดทนหรือความทนทาน หมายถึง ความสามารถของรา่ งกาย ทที่ นตอ่ การทางานที่มคี วามเขม้ ข้นของงาน
ระดบั ปานกลางได้เปน็ ระยะเวลานาน ความอดทนแบ่งออกเปน็ 2 ลักษณะ คือ
1. ความอดทนของระบบไหลเวียนและระบบหายใจ (Circulorespiratory Endurance)
2. ความอดทนของกล้ามเนือ้ แตล่ ะแหง่ ของร่างกาย (Local Muscle Endurance)

ใบงำน เร่ือง สมรรถภำพทำงกำยเรอ่ื งกำรทดสอบสมรรถภำพทำงกำยหลงั เรียน(10 คะแนน )
ช่ือ ........................................................... ช้ัน ............... เลขท…ี่ …....

1. วิธีกำรเสรมิ สรำ้ งควำมเร็ว ( Speed )
ได้แก่
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
2. วิธกี ำรเสรมิ สร้ำงพลังกลำ้ มเนื้อ (Muscle Power)
ไดแ้ ก่
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................

3. วธิ ีกำรเสรมิ สร้ำงควำมคลอ่ งตวั (Agility)
ไดแ้ ก่
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................

4. วิธกี ำรเสรมิ สรำ้ งควำมออ่ นตวั (Flexibility)
ไดแ้ ก่
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
5. วิธกี ำรเสริมสรำ้ งควำมอดทนของกล้ำมเน้ือ (Muscle Endurance)
ไดแ้ ก่
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................

แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ี่ 5

กล่มุ สาระการเรยี นรู้ สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 กรีฑา ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2

เรือ่ ง การวิง่ ระยะสนั้ (ทา่ ตั้งตน้ ออกวิง่ ) จานวน 1 ช่ัวโมง

สำระที่ 3 กำรเคลื่อนไหว กำรออกกำลังกำย กำรเลน่ เกมกฬี ำไทยและกฬี ำสำกล
มำตรฐำน พ 3.1 : เขา้ ใจทกั ษะในการเคลือ่ นไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกมและกฬี า
มำตรฐำน พ 3.2 : รักการออกกาลังกายการเลน่ เกม และการเล่นกีฬา ปฏิบัติเปน็ ประจาอยา่ งสมา่ เสมอ มวี นิ ัย
เคารพสิทธิ กฎ กติกา มนี า้ ใจนกั กฬี า มีจติ วิญญาณในการแขง่ ขัน และชื่นชมในสุนทรียภาพของการกฬี า

1. ผลกำรเรยี นรู้
ผเู้ รยี นรู้และเข้าใจท่าต้ังต้นการวง่ิ ระยะส้ันแบบตา่ งๆได้อย่างถกู ต้อง

2. จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้
K ผ้เู รียนอธิบายอธิบายท่าตัง้ ต้นออกว่ิงในการว่ิงระยะส้ันแบบตา่ งๆได้
A ผเู้ รยี นมคี วามสนใจในการทากจิ กรรม
P ผ้เู รยี นสามารถแสดงทา่ ต้ังต้นออกวิ่งในการวง่ิ ระยะสั้นไดถ้ ูกต้อง

3. สำระกำรเรียนรู้
สำระสำคญั
กำรวงิ่ ระยะสน้ั เรื่อง ทำ่ ตง้ั ต้นออกวง่ิ ในกำรว่งิ ระยะสน้ั
1. การเรมิ่ ต้นออกวงิ่ ในท่าบันซ์สตารท์ (Bunch Start)

2. การเร่ิมตน้ ออกว่งิ ในท่ามเี ดยี มสตารท์ (Medium Start)

3. การเรม่ิ ตน้ ออกวิง่ ในท่าอลี องเกตสตารท์ (Elongated Start)
ขนั้ ตอนในการตัง้ ตน้ ออกวิ่ง

กำรวิง่ ระยะสัน้ เร่ือง ทำ่ ต้ังตน้ ออกวง่ิ ในกำรวงิ่ ระยะสัน้
ท่าต้งั ต้นออกว่ิงในการวงิ่ ระยะสั้นนยิ มใชก้ นั อยู่ 3 แบบ นักกรีฑาคนใดจะใชแ้ บบใดข้ึนอยู่กับความ
เหมาะสม และความถนดั ของแต่และคน โดยอาศยั การฝึกซ้อมอย่างสม่าเสมอ วิธีการปฏิบตั ิมีดังนี้
1. การเริม่ ต้นออกวิง่ ในท่าบนั ซส์ ตารท์ ในท่านีเ้ หมาะสาหรบั นักกรีฑาทมี่ รี ปู ร่างเตยี้
เม่ือนกั กีฬาเขา้ ประจาท่เี รยี บรอ้ ย ปลายเท้าหลังทจ่ี รดพนื้ จะหา่ งจากสน้ เทา้ หลงั ประมาณ 6-9 น้ิว และปลายเทา้
หน้าอยหู่ ่างจากเส้นเรม่ิ ประมาณ 19 น้วิ ปลายเท้าหลงั จากเส้นเรม่ิ ประมาณ 29 น้ิว

2. การเริ่มต้นออกวง่ิ ในท่ามีเดยี มสตาร์ท ในท่าน้ีเหมาะสาหรบั นกั กรีฑาท่มี ีรูปรา่ งสนั ทัด เม่อื นกั กีฬาเข้าท่ี
เรยี บร้อย เขา่ ของเท้าหลงั ทีว่ างจรดพื้นจะอยู่ในระดบั เดียวกันกบั ปลายเทา้
ปลายเทา้ หนา้ อยหู่ ่างจากเสน้ เริ่มประมาณ 15 นวิ้ ปลายเท้าหลงั อยหู่ า่ งจากเส้นเร่ิมประมาณ 34 นิ้ว

3. การเร่ิมต้นออกว่ิงในท่าอลี องเกตสตารท์ ในทา่ น้ีเหมาะสาหรบั นกั กรีฑาท่มี รี ูปรา่ ง
สงู โปร่ง เม่ือนกั กฬี าเขา้ ท่เี รียบร้อย เข่าของเทา้ หลังจรดพน้ื จะอยู่ในระดบั เดยี วกับส้นเทา้ หนา้ ปลายเทา้ หนา้ อยู่
ห่างจากเสน้ เรม่ิ ประมาณ 13 นวิ้ ปลายเท้าหลงั อยู่หา่ งจากเส้นเรม่ิ ประมาณ 14 น้วิ

จากการเร่มิ ตน้ ออกวิง่ ทั้ง 3 ท่าดังกล่าว อาจมีการเปลีย่ นแปลงตัวเลขได้ ขึน้ อยกู่ บั ความสูง ขนาดรปู รา่ ง
และ ความถนดั ของนักกีฬาแต่ละคน

ขน้ั ตอนในกำรตง้ั ตน้ ออกว่ิง
การตั้งตน้ ออกวิง่ หรือการออกวงิ่ (start) ของนักกรฑี าประเภทล่ใู นการวงิ่ ระยะสั้น (100 , 200และ400

เมตร ) เมอ่ื ไดย้ ินสญั ญาใหเ้ ข้าที่ ( on your mark ) นกั กฬี าจะต้องนั่งคกุ เข่าในชอ่ งวงิ่ ของต้น โดยใช้เท้าวางอย่บู นท่ี
ยันเทา้ เข่าหลงั วางบนพนื้ ( หา่ งจากเท้าหนา้ เล็กนอ้ ย )

ในขณะเดยี วกันใหว้ างมอื ท้ังสองหลงั เสน้ เริ่ม มอื ทัง้ สองวางหา่ งกนั ประมาณความกว้างของหัวไหล่ (หรือ
มากกวา่ เล็กนอ้ ย) ปลายนว้ิ ดันพน้ื รองรบั น้าหนกั ตวั โดยใชน้ ้ิวหวั แม่มอื กับนว้ิ อ่นื แยกกันเป็นเหมือนสะพานโค้ง วาง
น้าหนักตัวใหอ้ ยบู่ นแขนทั้งสองและเขา่ ปล่อยศรี ษะตามสบาย

เม่อื ได้ยนิ คาวา่ “ระวัง” (set) ให้ยกเข่าทงั้ สองขึ้นบนพ้ืน แต่ไม่เหยียดตรง (ขาหลังทามมุ ประมาณ 120-130
องศา ขาหน้าทามมุ 90 องศา) ในระหวา่ งทีย่ กสะโพกขนึ้ พยายามรกั ษาการทรงตวั ใหม้ น่ั คงโดยกระจายนา้ หนักตวั
ไปสู่แขนและขาทั้งสองขา้ งกม้ ศรี ษะเล็กน้อย

เม่ือได้ยนิ เสียงปืน ให้ถีบเท้าทั้งสองขา้ งไปดา้ นหลงั อย่างแรงยนั เทา้ พงุ่ ตัวไปข้างหน้าเรมิ่ จากเทา้ ข้างถนัด รีบ
กระตกุ เท้าหลังกา้ วไปข้างหนา้ แขนแกว่งอยา่ งแรงในลักษณะงอศอก ลาตวั พงุ่ เอนไปขา้ งหนา้ อย่างรวดเร็ว

การเรม่ิ ออกวง่ิ การออกว่ิงกา้ วแรก เม่อื ได้ยนิ เสียงสญั ญาการปล่อยตัวดงั ข้ึน ให้ถบี เทา้ ท้ังสองขา้ งไป
ดา้ นหลังอยา่ งแรงยันเท้าพุ่งตวั ไปข้างหนา้ เริม่ จากเท้าข้างที่ถนัด รบี กระตุกเข่ากา้ วเฉียดขนานกบั พืน้ ไปวางหา่ งจาก
เสน้ เรม่ิ ประมาณ 18-28 นว้ิ ในขณะเดียวกนั มอื ซ้ายจะดันพื้นเหวย่ี งขาด้านหน้าอย่างแรงศอกงอมอื กาหลวมๆ อยู่
ในระดบั หน้าผากมือขวากระตกุ อย่างแรงไปดา้ นหลังสงู กว่าสะโพกเลก็ น้อย ลาตัวเอนพุ่งไปขา้ งหนา้ ดว้ ยแรงถีบส่ง
ของเท้า

4. กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ วิธสี อน ส่อื /อปุ กรณ์ กำรวดั และประเมินผล
ออกคาสั่ง บญั ชรี ายช่ือ การบันทึกในบญั ชีรายชื่อ
กจิ กรรม

4.1 ข้ันเตรียม (5- 10นำท)ี
1. ครสู ารวจสขุ ภาพและจานวนนกั เรียน
2. ให้นักเรียนเข้าแถวตอน 4 แถว

ครู คาถาม-คาตอบ การสงั เกตความสนใจและ
นกั เรียน การมีส่วนร่วม
อธิบาย สาธิต แบบประเมนิ การสงั เกต
3. ครถู ามนกั เรยี นเรื่องประโยชนข์ องการเตรียมรา่ งกาย นกั เรียนลงมอื พฤติกรรม
สาหรับการเล่นกรีฑา ปฏิบัติ
4. ครูแจง้ จุดประสงคก์ ารเรียนรทู้ จ่ี ะเรยี นในชั่วโมงนี้ แบบประเมิน
5. ครใู ห้นักเรียนอบอนุ่ รา่ งกายโดยว่งิ รอบสนาม1รอบ เห สังเกตพฤติกรรม
ยีอดยดื กล้ามเนื้อขอ้ ตอ่ ตา่ งๆ โดยใหน้ ักเรยี นเข้าแถวตอน
4 แถว (ครูเป็นผู้นาปฏบิ ัต)ิ ดงั รูป

ครู
นกั เรียน

4.2 ขัน้ สอน (10 นำที ) ออกคาสง่ั ใบความรู้ การสงั เกตความสนใจและ
1.ครแู จกใบความรแู้ ละให้นักเรยี นแบ่งออกเปน็ 4-6คน อธบิ ายสาธติ
ตอ่ 1 กล่มุ ครูอธบิ ายสาธิตทา่ ตง้ั ตน้ ออกวงิ่ ในการวงิ่ ระยะ แบบประเมนิ การ การมีส่วนรว่ ม
สั้นแต่ละแบบฝึกแลว้ ใหน้ กั เรยี นฝกึ ตามดังน้ี นักเรียนลงมอื
แบบฝกึ ที่ 1 การเรมิ่ ตน้ ออกวงิ่ ในทา่ บันซ์สตารท์ ใน ปฏิบัติ สังเกตพฤตกิ รรม
ทา่ น้เี หมาะสาหรับนกั กรฑี าทม่ี รี ูปรา่ งเตยี้
เม่ือนักกีฬาเขา้ ประจาท่เี รยี บร้อย ปลายเท้าหลังทจี่ รด
พนื้ จะหา่ งจากส้นเทา้ หลังประมาณ 6-9 นิว้ และปลาย
เทา้ หน้าอยู่ห่างจากเส้นเร่มิ ประมาณ 19 น้วิ ปลายเท้า
หลงั จากเสน้ เรมิ่ ประมาณ 29 น้วิ โดยใหว้ ่ิงระยะทาง 30
เมตร

แบบฝึกท่ี 2 การเริ่มต้นออกวง่ิ ในท่ามีเดยี มสตารท์ ใน
ท่าน้ีเหมาะสาหรับนกั กรฑี าทมี่ รี ปู ร่างสนั ทดั เมือ่ นักกีฬา
เขา้ ท่เี รียบรอ้ ย เข่าของเทา้ หลงั ทว่ี างจรดพืน้ จะอยใู่ น
ระดบั เดียวกนั กับปลายเทา้ ปลายเท้าหน้าอยหู่ ่างจาก
เส้นเร่มิ ประมาณ 15 นิ้ว ปลายเทา้ หลังอยู่ห่างจากเส้น
เร่ิมประมาณ 34 นิ้วโดยใหว้ ง่ิ ระยะทาง30 เมตร

แบบฝึกท่ี 3 การเร่มิ ตน้ ออกวง่ิ ในท่าอลี องเกตสตาร์ท
ในท่านี้เหมาะสาหรับนกั กรฑี าท่มี รี ปู ร่างสูงโปรง่ เมือ่
นกั กฬี าเข้าที่เรียบร้อย เข่าของเทา้ หลงั จรดพืน้ จะอยู่
ในระดับเดยี วกับสน้ เท้าหนา้ ปลายเทา้ หนา้ อยู่ห่างจาก
เสน้ เรมิ่ ประมาณ 13 น้ิว ปลายเทา้ หลงั อยหู่ า่ งจากเส้น
เริ่มประมาณ 14 นว้ิ โดยใหว้ ่ิงระยะทาง30 เมตร

แบบฝึกท่ี 4 ฝกึ การออกตวั โดยฟงั เสยี งเขา้ ที่ ระวัง
เมอ่ื ไดย้ ินสญั ญาณแล้วออกตัวไปอยา่ งเตม็ ที่แล้วใช้การ
เริ่มตน้ ออกวง่ิ ในทา่ แบบที่ครสู อนนามาใชต้ ามความถนดั
ในระยะทาง 30 เมตร

4.3 ข้ันฝึกปฏิบัติ ( 30 นำที ) ออกคาสั่ง แบบประเมิน การสงั เกตความสนใจและ
1.ใหน้ ักเรียนเขา้ แถวตอน 4 แถว นกั เรยี นลงมอื การสังเกต การมีสว่ นรว่ ม
2. ครใู ห้นักเรยี นแบ่งออกเปน็ 4- 6คนตอ่ กลมุ่ แบ่งการ ปฏบิ ตั ิ พฤตกิ รรม
ฝึกเปน็ 4ฐานหมุนเวยี นกันฐานละ 5 นาทตี ามแบบฝกึ
ดงั นี้

ครู
นักเรยี น

4.4 ขัน้ นำไปใช้ (5 นำที) ออกคาสั่ง แบบทดสอบการ การประเมนิ ตาม
1.ครใู หน้ ักเรียนทดสอบท่าตัง้ ต้นในการวง่ิ ระยะสัน้
ทดสอบที 4 ละคน ใหน้ ักเรยี นทาการ ปฏิบตั ิ แบบทดสอบการฝึกปฏบิ ตั ิ

ทดสอบ

ครู
นักเรยี น

4.5 ขัน้ สรปุ และสขุ ปฏิบตั ิ (5 นำที) ออกคาสั่ง แบบบันทกึ การสงั เกตความสนใจและ
พฤติกรรม การมสี ว่ นร่วม
1 ครเู รยี กนกั เรยี นจัดแถวตามกลุม่ นกั เรยี นลงมือ
2 ครใู ห้นักเรียนคลายกล้ามเนอ้ื (cool down)ท่า ปฏบิ ัติ ใบงาน ประเมินตามใบงานเกณฑ์
คะแนนผา่ น 50 %
ต่างๆ ดังนี้ อภปิ ราย
- ยืดกลา้ มเนอ้ื หวั ไหลแ่ ละตน้ แขน
- ยดื กลา้ มเน้อื ดา้ นข้างลาตัว ใหก้ ารบา้ น
- ยดื กลา้ มเนอื้ สะโพก
- ยดื กลา้ มเน้อื ขาและน่อง
3 ครแู ละนักเรียนรว่ มสรปุ กจิ กรรมที่นกั เรียน

ปฏิบัติ
มาว่ามอี ปุ สรรคตรงไหน

4. ครใู หท้ าใบงานเปน็ การบา้ น

5. แหล่งกำรเรยี นรู้
1. หนังสือเรยี นกลมุ่ สาระการเรยี นรู้พนื้ ฐาน กล่มุ สาระการเรยี นรสู้ ขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2
2. ห้องสมดุ โรงเรยี นกดุ จบั ประชาสรรค์
3. จากอินเตอรเ์ น็ต www.google.com

ใบงำน เรื่อง กำรวงิ่ ระยะส้ัน เร่ือง ทำ่ ตงั้ ต้นออกว่งิ ระยะสน้ั ( 10 คะแนน )
ชือ่ ........................................................... ช้นั ................. เลขท่ี............

จงอธิบำยทำ่ ตั้งต้นออกวง่ิ ระยะสนั้ แบบตำ่ งให้ถูกต้อง ( 10 คะแนน )
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................

ใบควำมรู้
กำรวง่ิ ระยะสัน้ เร่อื ง ท่ำต้งั ต้นออกว่ิงในกำรวงิ่ ระยะ
ทา่ ตงั้ ต้นออกวง่ิ ในการวิ่งระยะสั้นนิยมใชก้ นั อยู่ 3 แบบ นกั กรฑี าคนใดจะใช้แบบใดขึ้นอยกู่ ับความ
เหมาะสม และความถนดั ของแต่และคน โดยอาศยั การฝึกซ้อมอยา่ งสม่าเสมอ วิธกี ารปฏิบตั ิมีดังนี้
1. การเรม่ิ ต้นออกว่ิงในทา่ บนั ซส์ ตาร์ท ในท่าน้เี หมาะสาหรบั นกั กรีฑาทีม่ ีรปู รา่ งเตยี้
เม่ือนักกีฬาเขา้ ประจาทเ่ี รยี บรอ้ ย ปลายเท้าหลังทจี่ รดพื้นจะห่างจากสน้ เทา้ หลงั ประมาณ 6-9 นิ้ว และปลายเทา้
หนา้ อยู่ห่างจากเส้นเรม่ิ ประมาณ 19 นว้ิ ปลายเท้าหลังจากเสน้ เรม่ิ ประมาณ 29 น้ิว
2. การเร่ิมต้นออกว่ิงในทา่ มีเดยี มสตารท์ ในท่านเ้ี หมาะสาหรบั นักกรีฑาทมี่ รี ูปร่างสันทดั เม่ือนกั กีฬา
เข้าที่เรียบร้อย เข่าของเท้าหลังทว่ี างจรดพน้ื จะอยู่ในระดับเดยี วกันกับปลายเทา้
ปลายเท้าหนา้ อยู่ห่างจากเส้นเร่มิ ประมาณ 15 นิ้ว ปลายเท้าหลังอย่หู ่างจากเสน้ เริม่ ประมาณ 34 นว้ิ
3. การเร่มิ ต้นออกวิง่ ในทา่ อีลองเกตสตาร์ท ในทา่ นเ้ี หมาะสาหรับนกั กรีฑาทีม่ รี ูปรา่ ง
สงู โปรง่ เมอื่ นกั กีฬาเขา้ ที่เรียบร้อย เข่าของเทา้ หลังจรดพ้ืน จะอยู่ในระดับเดียวกับสน้ เท้าหนา้ ปลายเท้าหนา้ อยู่
หา่ งจากเส้นเร่มิ ประมาณ 13 นวิ้ ปลายเทา้ หลังอย่หู า่ งจากเสน้ เรม่ิ ประมาณ 14 น้วิ

1. 2. 3.

จากการเร่มิ ตน้ ออกวิ่งทัง้ 3 ท่าดังกล่าว อาจมีการเปลีย่ นแปลงตวั เลขได้ ขน้ึ อยูก่ ับ ความสงู ขนาดรปู ร่าง
และ ความถนดั ของนักกีฬาแต่ละคน

ข้ันตอนในกำรต้ังต้นออกวิ่ง
การต้งั ตน้ ออกวิง่ หรือการออกว่งิ (start) ของนักกรีฑาประเภทลู่ในการว่งิ ระยะสั้น (100 , 200และ400

เมตร ) เม่ือไดย้ นิ สญั ญาใหเ้ ข้าที่ ( on your mark ) นกั กีฬาจะต้องนัง่ คกุ เขา่ ในชอ่ งวิ่งของต้น โดยใชเ้ ท้าวางอยบู่ นท่ี
ยนั เท้า เขา่ หลังวางบนพื้น ( หา่ งจากเท้าหนา้ เลก็ น้อย )

ในขณะเดยี วกนั ใหว้ างมือท้ังสองหลังเสน้ เรมิ่ มอื ทั้งสองวางห่างกนั ประมาณความกว้างของหวั ไหล่ (หรือ
มากกวา่ เล็กน้อย) ปลายนว้ิ ดันพนื้ รองรับน้าหนักตัวโดยใชน้ ว้ิ หวั แมม่ อื กับน้ิวอืน่ แยกกันเปน็ เหมือนสะพานโค้ง วาง
น้าหนกั ตวั ให้อยบู่ นแขนทง้ั สองและเขา่ ปล่อยศรี ษะตามสบาย

เมอ่ื ไดย้ นิ คาวา่ “ระวัง” (set) ใหย้ กเข่าทงั้ สองขึ้นบนพื้น แตไ่ ม่เหยยี ดตรง ( ขาหลังทามมุ ประมาณ 120-
130 องศา ขาหนา้ ทามมุ 90 องศา ) ในระหวา่ งทีย่ กสะโพกขึ้นพยายามรักษาการทรงตวั ให้มั่นคงโดยกระจาย
น้าหนักตวั ไปสู่แขนและขาทั้งสองขา้ ง กม้ ศีรษะเล็กน้อยเม่ือไดย้ นิ เสยี งปนื ใหถ้ ีบเทา้ ทง้ั สองขา้ งไปด้านหลงั อย่าง
แรงยนั เท้าพุ่งตัวไปขา้ งหน้าเร่ิมจากเทา้ ข้างถนดั รีบกระตกุ เทา้ หลงั ก้าวไปขา้ งหน้า แขนแกว่งอยา่ งแรงในลกั ษณะ
งอศอก ลาตวั พุง่ เอนไปข้างหนา้ อยา่ งรวดเรว็ การเรม่ิ ออกวง่ิ การออกวิง่ กา้ วแรก เมอื่ ได้ยินเสยี งสัญญาการ
ปลอ่ ยตัวดังข้ึน ให้ถบี เทา้ ทัง้ สองขา้ งไปด้านหลงั อยา่ งแรงยนั เทา้ พงุ่ ตวั ไปข้างหนา้ เรมิ่ จากเท้าขา้ งท่ถี นัด รีบกระตุก
เขา่ ก้าวเฉยี ดขนานกบั พ้ืนไปวางหา่ งจากเส้นเร่ิมประมาณ 18-28 น้ิว ในขณะเดยี วกันมอื ซ้ายจะดันพ้นื เหวยี่ งขา
ดา้ นหน้าอยา่ งแรงศอกงอมือกาหลวมๆ อยใู่ นระดบั หนา้ ผากมือขวากระตกุ อย่างแรงไปดา้ นหลังสงู กวา่ สะโพก
เลก็ น้อย ลาตัวเอนพุง่ ไปขา้ งหนา้ ด้วยแรงถบี ส่งของเทา้

แผนกำรจดั กำรเรยี นร้ทู ่ี 6 ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 2
จานวน 1 ชวั่ โมง
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 กรฑี า
เรอ่ื ง ท่าทางในการวิง่ ระยะสั้น

สำระที่ 3 กำรเคล่อื นไหว กำรออกกำลังกำย กำรเล่นเกมกฬี ำไทยและกฬี ำสำกล
มำตรฐำน พ 3.1 : เข้าใจทักษะในการเคลือ่ นไหว กจิ กรรมทางกาย การเล่นเกมและกีฬา
มำตรฐำน พ 3.2 : รกั การออกกาลงั กายการเลน่ เกม และการเลน่ กีฬา ปฏิบัตเิ ป็นประจาอยา่ งสมา่ เสมอ มีวนิ ัย
เคารพสทิ ธิ กฎ กตกิ า มนี ้าใจนักกฬี า มีจิตวญิ ญาณในการแข่งขนั และชนื่ ชมในสุนทรียภาพของการกฬี า

1. ผลกำรเรียนรู้
ผ้เู รยี นรู้และเข้าใจท่าทางการวง่ิ ระยะส้ันแบบตา่ งๆ อยา่ งถูกต้อง

2. จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้
K ผูเ้ รยี นอธิบายท่าทางในการวิ่งระยะสนั้ ได้
A ผู้เรียนมคี วามกระตอื รือรน้ ในการเรยี นกรฑี า
P ผเู้ รยี นสามารถแสดงทา่ ทางในการวงิ่ ระยะสน้ั ไดถ้ ูกต้อง

3. สำระกำรเรียนรู้
สำระสำคัญ

การวิง่ ระยะส้นั

ความหมายของการวิ่งระยะสั้น

เทคนิคพื้นฐานของการวิง่ ระยะส้ัน

ท่าทางในการวิง่

สำระย่อย
การวงิ่ ระยะสัน้

เปน็ การว่งิ แขง่ ขันระยะทาง ต้ังแต่ 50 เมตร 60 เมตร 80 เมตร 100 เมตร 200 เมตร จนถึง
400 เมตรทักษะท่สี าคัญของการวง่ิ ระยะส้ัน คอื การต้งั ตน้ การวงิ่ การวงิ่ และการเข้าเสน้ ชยั ทย่ี นั เทา้ เปน็

อปุ กรณ์สาคญั ของนักกรฑี าวง่ิ ระยะสนั้ เริ่มมีการใชม้ าตง้ั แต่พ.ศ.2470 เพราะทาใหส้ ะดวกและเป็นผลดีต่อ

การวิ่ง สามารถปรับไดร้ ะดับกับนักกรีฑาแตล่ ะคนและไม่ทาให้สนามเสยี การออมกาลังในการวิ่งกเ็ ปน็
สง่ิ จาเป็นของนักกรีฑาวิง่ ในระยะต้ังแต่ 200 เมตรขน้ึ ไป เพราะนักวิง่ ไม่สามารถวง่ิ ไดเ้ ร็วสมา่ เสมอ

ตลอดระยะทาง เพราะขดี ความสามารถและความเหนอ่ื ยเปน็ อปุ สรรค จึงตอ้ งซอ้ มรกั ษาความเรว็ ในช่วงกลางของ
ระยะว่ิงให้คงท่ี โดยใชพ้ ลังงานน้อยที่สดุ และไปเรง่ เมอื่ ใกลถ้ ึงเสน้ ชยั อีกครัง้ นักกีฬาต้องรู้และมีประสบการณด์ ว้ ย
ตนเองวา่ ควร
หายใจดว้ ยวิธใี ดจึงจะใหเ้ กดิ ผลดีท่ีสดุ และมอี ากาศเพยี งพอตลอดระยะทางการวิ่ง นักกรีฑาต้องวง่ิ ในช่องวงิ่
เฉพาะตัวตลอดระยะทางคณุ สมบตั ิของนักกรฑี าว่งิ ระยะสัน้ กล้ามเน้ือขาแข็งแรง มีความเรว็ ในการเคลื่อนท่ี มี
ความสามารถในการก้าวเท้าไดย้ าวและเร็ว
ในการตงั้ ตน้ การว่งิ การเคลอ่ื นตัวหรือเคล่ือนมือหรือเท้ากอ่ นทสี่ ญั ญาณปล่อยตวั ดงั ขน้ึ จะถอื เปน็ การผิดกติกา จะ
เตอื นหากทาผดิ ครงั้ ที่ 2 จะถกู ตดั สทิ ธจิ์ ากการแข่งขัน

เทคนคิ พ้ืนฐำนของกำรวงิ่ ระยะสน้ั

1. เมื่อมคี าส่งั วา่ ระวงั ให้สดู หายใจเขา้ และกลัน้ ไว้ พร้อมกบั ยกลาตัวและสะโพกสงู กวา่ ระดบั
ไหลโ่ น้มตัวไปขา้ งหน้าเลก็ น้อยใหย้ กศรี ษะข้ึนเล็กน้อยในลักษณะสบายสายตามองขา้ งหน้า
ประมาณ1–3เมตรเพอ่ื การออกวง่ิ ทร่ี วดเร็วและสะดวกตง้ั สมาธิใหแ้ นว่ แนฟ่ งั คาส่ังวา่ “ไป”หลังจากออกวิง่ อาจกลั้น
หายใจไว้ตลอดระยะทาง20เมตรหรอื หายใจตามปกติทงั้ นขี้ ึ้นอยู่กับการฝึกและสภาพรา่ งกายของแตล่ ะบุคคล

2. ท่าทางการวิง่ ในก้าวแรกไมค่ วรยาวเกินไป เพ่ือให้มุมลาตวั เอนไปขา้ งหนา้ แลว้ รีบก้าวเรว็ ขนึ้
ในก้าวท่ี 2 – 5 มุมลาตัวกจ็ ะสงู ขนึ้ ตามลาดับ แล้ววิ่งให้เรว็ ในกา้ วตอ่ ไป
1.ทา่ ทางในการวิ่งในช่วงของการออกวิ่ง
2.ทา่ ทางในการว่ิงในชว่ งของการเปลี่ยนแปลงช่วงเทา้

3.ทา่ ทางในการวงิ่ เต็มฝเี ท้า

4. กิจกรรมกำรเรียนรู้ วธิ ีสอน สอ่ื /อปุ กรณ์ กำรวัดและประเมินผล
ออกคาส่ัง บัญชีรายช่ือ การบนั ทึกในบญั ชรี ายชื่อ
กิจกรรม

4.1 ขน้ั เตรยี ม (5- 10นำที)
1. ครสู ารวจสขุ ภาพและจานวนนกั เรียน
2. ใหน้ กั เรียนเข้าแถวตอน 4 แถว

ครู คาถาม-คาตอบ การสังเกตความสนใจและ
นักเรยี น การมีสว่ นร่วม
อธบิ าย สาธติ แบบประเมนิ การสังเกต
3. ครูถามนกั เรยี นเรือ่ งประโยชนข์ องการเตรยี มรา่ งกาย นักเรยี นลงมอื พฤตกิ รรม
สาหรับการเลน่ กรฑี า ปฏบิ ัติ
4. ครูแจ้งจุดประสงคก์ ารเรียนรูท้ จ่ี ะเรยี นในชัว่ โมงน้ี แบบประเมนิ
5. ครใู ห้นกั เรียนอบอุ่นร่างกายโดยว่งิ รอบสนาม1รอบ เห สงั เกตพฤตกิ รรม
ยอี ดยดื กล้ามเนือ้ ข้อตอ่ ต่างๆ โดยใหน้ กั เรยี นเขา้ แถวตอน

4 แถว (ครูเปน็ ผู้นาปฏบิ ัต)ิ ดังรูป ออกคาสั่ง แบบประเมนิ การ การสังเกตความสนใจและ
อธิบายสาธิต สงั เกตพฤตกิ รรม การมีสว่ นรว่ ม
ครู
นักเรียน นกั เรียนลงมอื
ปฏบิ ตั ิ
4.2 ข้นั สอน (10 นำที )
1.ครูให้นักเรยี นแบง่ ออกเป็น 4-6 คนต่อ 1 กลุ่มครู
อธบิ ายสาธิตทา่ ทางในการว่งิ ในแต่ละแบบฝกึ แล้วให้
นกั เรียนฝึกตามดังนี้
แบบฝกึ ที่ 1 ฝกึ ว่งิ ตามเสน้ ตรง ระยะทาง
20 เมตร

แบบฝึกที่ 2 วิง่ ยกเข่าสูงขา้ มกลอ่ งด้านหนา้ โดยวากรวย
ใหห้ า่ งกัน4 ฝ่าเท้าระยะทาง 20 เมตร

แบบฝกึ ท่ี 3 กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางต่างระดบั 5 ตวั โดย
ตวั แรกสงู 10 ซม. ตวั ท่ีสอง 15 ซม. ตวั ที่สาม 20 ซม.
ตัวท่ีสี่ 25 ซม. ตวั ทห่ี ้า 30 ซม.ระยะหา่ งตัวแรก 2ฝา่
เท้า ตัวที่สอง 3 ฝา่ เท้า ตัวตอ่ ๆไป 4 ฝา่ เท้า

แบบฝึกท่ี 4 วงิ่ ขา้ มสง่ิ กดี ขวางต่างระดบั โดยตวั แรกสูง

10 ซม. ตัวที่สอง 15 ซม. ตัวตอ่ ๆไป 20 ซม.ระยะหา่ ง
ตัวแรก 2ฝา่ เทา้ ตวั ท่ีสอง 3 ฝ่าเทา้ ตวั ต่อๆไป 4 ฝ่าเท้า
เป็นระยะทาง 20 เมตร

4.3 ขัน้ ฝึกปฏบิ ัติ ( 30 นำที ) ออกคาสง่ั แบบประเมนิ การสังเกตความสนใจและ
1. ให้นักเรยี นเข้าแถวตอน 4 แถว การมสี ว่ นร่วม
2. ครใู หน้ ักเรียนแบ่งออกเป็น 4- 6คนต่อ กลมุ่ แบ่งการ นักเรียนลงมือ การสังเกต
ฝกึ เปน็ 4ฐานหมุนเวยี นกนั ฐานละ 5 นาทตี ามแบบฝกึ ปฏิบตั ิ พฤติกรรม
ดงั นี้

ครู
นักเรียน

แบบฝกึ ท่ี 1

แบบฝึกท่ี 2 แบบฝึกท่ี 4

แบบฝึกท่ี 3

4.4 ข้ันนำไปใช้ (5 นำท)ี ออกคาสั่ง แบบทดสอบการ การประเมนิ ตาม
1.ครใู ห้นักเรยี นแบง่ ทดสอบทลี ะแบบฝึกทดสอบท4ี ละ ใหน้ กั เรียนทาการ ปฏิบัติ แบบทดสอบการฝึกปฏบิ ตั ิ
คน ทดสอบ

ครู
นกั เรียน

4.5 ขน้ั สรุปและสขุ ปฏบิ ัติ (5 นำที) ออกคาสง่ั แบบบันทกึ การสังเกตความสนใจและ
พฤติกรรม การมีสว่ นร่วม
1 ครูเรยี กนกั เรียนจัดแถวตามกลุ่ม นักเรียนลงมือ
2 ครใู ห้นกั เรยี นคลายกล้ามเนื้อ(cool down)ท่า ปฏิบตั ิ ใบงาน ประเมินตามใบงานเกณฑ์
คะแนนผ่าน 50 %
ตา่ งๆดงั นี้ อภปิ ราย
- ยืดกล้ามเนื้อหัวไหล่และต้นแขน ใหก้ ารบา้ น
- ยดื กลา้ มเนอ้ื ดา้ นข้างลาตวั
- ยดื กล้ามเนอื้ สะโพก
- ยืดกล้ามเน้ือขาและน่อง
3 ครแู ละนกั เรียนรว่ มสรปุ กจิ กรรมท่ีนกั เรียน

ปฏิบัตมิ าวา่ มีอปุ สรรคตรงไหน

4. ครูใหใ้ บงานเปน็ การบ้าน

5. แหลง่ กำรเรยี นรู้
1. หนังสอื เรยี นกลมุ่ สาระการเรียนรพู้ ้นื ฐาน กลุ่มสาระการเรียนรสู้ ขุ ศึกษาและพลศกึ ษา
ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2
2. ห้องสมดุ โรงเรียนกดุ จบั ประชาสรรค์
3. จากอินเตอรเ์ นต็ www.google.com

ใบงำน เรื่อง กำรวิ่งระยะสัน้ เรือ่ ง ท่ำทำงในกำรวงิ่ ระยะสนั้ ( 10 คะแนน )
ชอ่ื ........................................................... ชั้น .............. เลขท่ี..........

จงอธิบำยทำ่ ทำงในกำรว่ิงระยะสน้ั ใหถ้ ูกตอ้ ง ( 10 คะแนน )
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................


Click to View FlipBook Version