ก รายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง แผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง โดย 1. นายณัฐวุฒิ สอนเถื่อน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2. นายตรัยรัต วิเชียรดี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3. นางสาวธัญญ์นรี ถิ่นโพธิ์วงค์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม ประเภทนวัตกรรมจากขยะ สำหรับนักศึกษา กศน. ระดับประเทศ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ก บทคัดย่อ ปัญหาขยะของประเทศไทยนั้นมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในทุกปีตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การขยายตัวทางเศรษฐกิจและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการอุปโภคบริโภคของประชาชนมีการใช้สินค้าที่มีบรรจุ ภัณฑ์จำพวกพลาสติก โฟม แก้ว กระดาษ โลหะ อลูมิเนียมเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดขยะสูงขึ้นตามไปด้วย ผลกระทบที่ ตามมามีทั้งความสูญเสียด้านสิ่งแวดล้อม ความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ และสิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐที่ใช้ ในการแก้ไขปัญหา ด้วยปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในทุกปีทำให้ ประเทศประสบปัญหาการจัดการขยะมาอย่างต่อเนื่อง (กรมควบคุมมลพิษ, 2556) การศึกษาแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง 2) เพื่อทดลองและเปรียบเทียบคุณสมบัติของแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง เพื่อศึกษาคุณสมบัติ และเปรียบเทียบน้ำหนักแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง ผสมใบไม้แห้ง และ ปูนซีเมนต์ ในอัตราส่วน 2 : 1, 1 : 2 มาทำการผสมขึ้นรูป และทำการทดลองคุณสมบัติในสถานที่กลางแจ้ง โดนแสงอาทิตย์ โดนน้ำและความชื้น และการรับน้ำหนัก ผลการศึกษาพบว่าชิ้นงานที่ขึ้นรูปจากอัตราส่วน การ ผสมของใบไม้แห้งกับปูนซีเมนต์ ในอัตราส่วน 2 : 1 มีน้ำหนักเบา คงทนต่อแสงอาทิตย์ น้ำและความชื้น ได้ดี
ข กิตติกรรมประกาศ โครงงานแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้งประกอบด้วยการดำเนินงานหลายขั้นตอน นับตั้งแต่การศึกษาหา ข้อมูลการทดลอง การเปรียบเทียบผลการทดลอง การจัดทำโครงงานเป็นรูปเล่ม จนกระทั่งโครงงานนี้สำเร็จ ลุล่วงไปด้วยดี ตลอดระยะเวลาดังกล่าวคณะผู้จัดทำโครงงานได้รับความช่วยเหลือและคำแนะนำในด้านต่าง ๆ ตลอดจนได้รับกำลังใจจากบุคคลหลายท่าน คณะผู้จัดทำตระหนักและซาบซึ้งในความกรุณาจากทุก ๆ ท่านเป็น อย่างยิ่ง ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณทุก ๆ ท่าน ดังนี้ กราบขอบพระคุณ นางประชัน ยิ้มละไม้ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอโคกสำโรง ที่ให้ ความอนุเคราะห์ และให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ กราบขอบพระคุณ นางสาวประภาพรรณ ยิ้มเสถียร และนายณฐปกร สวัสดี ครูที่ปรึกษา ที่สละเวลา ให้ความกรุณาแนะนำให้คำปรึกษา ตลอดจนให้ความช่วยเหลือแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ จนทำให้การทำโครงงาน ครั้งนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ คณะผู้จัดทำ
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง ง สารบัญภาพ จ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ 1 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 2 1.3 ขอบเขตของการศึกษา 2 1.4 สมมติฐาน 2 1.5 ตัวแปรที่ศึกษา 2 1.6 นิยามเชิงปฏิบัติการ 2 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3 บทที่ 3 วิธีดำเนินการทดลอง 8 บทที่ 4 ผลการทดลอง 10 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 12 เอกสารอ้างอิง
ง สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 ผสมใบไม้แห้งกับปูนซีเมนต์และน้ำสะอาด 8 ภาพที่ 2 คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน 8 ภาพที่ 3 นำส่วนผสมที่ได้กรอกใส่ลงแบบ 9 ภาพที่ 4 นำเข้าแท่นอัด 9 ภาพที่ 5 หมุนแท่นอัดให้แน่น 9 ภาพที่ 6 บีบออกจากแบบ 9 ภาพที่ 7 ลอกลายออกจากแบบ 9 ภาพที่ 8 พึ่งแดดให้แห้ง 1 - 2 วัน 9
จ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 แสดงน้ำหนักแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้งในแต่ละอัตราส่วน 10 ตารางที่ 2 การทดสอบสภาพของรูปทรงต่อสภาพแวดล้อมในสถานที่กลางแจ้งโดนแสงอาทิตย์ 10 ตารางที่ 3 การทดสอบสภาพของรูปทรงต่อสภาพแวดล้อมในสถานที่โดนน้ำและความชื้น 10 ตารางที่ 4 การทดสอบสภาพการรับน้ำหนัก 11
1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ ปัญหาขยะของประเทศไทยนั้นมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในทุกปีตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การขยายตัวทางเศรษฐกิจและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการอุปโภคบริโภคของประชาชนมีการใช้สินค้าที่มีบรรจุ ภัณฑ์จำพวกพลาสติก โฟม แก้ว กระดาษ โลหะ อลูมิเนียมเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดขยะสูงขึ้นตามไปด้วย ผลกระทบที่ ตามมามีทั้งความสูญเสียด้านสิ่งแวดล้อม ความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ และสิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐที่ใช้ ในการแก้ไขปัญหา ด้วยปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในทุกปีทำให้ ประเทศประสบปัญหาการจัดการขยะมาอย่างต่อเนื่อง (กรมควบคุมมลพิษ, 2556) ปัจจุบันมีแนวทางการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง นั่นคือการเลือกวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ สินค้าต่าง ๆ ไป จนถึงปลายทางของการจัดการขยะ อาทิ การทำปุ๋ย การแยกขยะ การนำขยะรีไซเคิลไปใช้ประโยชน์ต่อปัญหา ทั้งหมดนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากมนุษย์ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และปฏิบัติตามหลัก 3R ดังนี้ Reduce คือ การลดการใช้ Reuse คือ การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด Recycle คือ การนำหรือเลือกใช้ทรัพยากรที่สามารถนำกลับมารีไซเคิล เนื่องจากในบริเวณรอบ ๆ กศน.ตำบลห้วยโป่ง มีใบไม้เป็นจำนวนมากทำให้เกิดการทับถมมากขึ้น เรื่อย ๆ ซึ่งการทับถมของใบไม้ทำให้มีปุ๋ยเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่การย่อยสลายในรูปแบบนี้ต้องใช้ระยะเวลา ที่นานพอสมควร จึงเกิดแง่คิดอีกรูปแบบหนึ่งว่าควรกำจัดใบไม้เหล่านั้นทิ้งไป โดยบางคนอาจเลือกวิธีการเผา ใบไม้ทิ้ง ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบถึงภาวะโลกร้อนที่กำลังทำความเดือดร้อนทั่วทุกมุมโลก ภาวะโลกร้อนเกิดจากการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนขึ้นสู่บรรยากาศของโลก ด้วยเหตุผลข้างต้นทำให้คณะผู้จัดทำโครงงานคิดหาวิธีช่วยโลกในรูปแบบการนำเศษใบไม้กลับมาใช้ให้ เกิดประโยชน์ และความสำคัญของการรีไซเคิล จึงได้จัดทำโครงงานแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง เพื่อแก้ไขปัญหา ขยะที่เพิ่มขึ้น และศึกษาวิธีการนำใบไม้แห้งมาประดิษฐ์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งเพื่อเป็น การรักษาสิ่งแวดล้อม 1.2 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง 2. เพื่อทดลองและเปรียบเทียบคุณสมบัติของแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง
2 1.3 ขอบเขตของการศึกษา ใบไม้แห้งที่นำมาทดลอง คือ ใบไม้แห้งชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น จำนวน ๓ ชนิด ได้แก่ใบโพธิ์ ใบไผ่ และใบหูกวาง โดยทำการเก็บตัวอย่างมาจาก กศน.ตำบลห้วยโป่ง 1.4 สมมติฐาน แผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้งมีคุณสมบัติแข็งแรง สวยงาม 1.5 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น ใบไม้แห้งชนิดต่างๆ ได้แก่ ใบโพธิ์ ใบไผ่ ใบหูกวาง ตัวแปรตาม แผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง ตัวแปรควบคุม ได้แก่ปูน น้ำ แสงแดด 1.6 นิยมเชิงปฏิบัติการ ใบไม้ (อังกฤษ: leaf) เป็นส่วนที่สร้างอาหารโดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ใบไม้มีขนาดและ รูปร่างแตกต่างกันหลายแบบแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ๆ ตามลักษณะที่แตกต่างกัน ซีเมนต์หรือ ปูนซีเมนต์(cement) เป็นวัสดุผสานสำหรับผลิตคอนกรีต มีส่วนผสมหลักคือ หินปูนและ ดินเหนียว และมีผสมอื่น เช่น ซิลิก้า อลูมิน่า สินแร่เหล็ก ยิปซั่ม และสารเพิ่มพิเศษอื่น ๆ แผ่นปูทางเดิน เป็นแผ่นปูพื้นทางเดินในบ้าน ในสวนที่ทำจากอิฐ ตามวัสดุที่ทำ มักจะใช้วัสดุที่ดูทันสมัย รวดเร็ว เช่น อิฐ, หิน, ปูน, ทราย และโฟม การออกแบบจะเน้นรูปทรงที่มีลวดลายและรูปทรงที่ดูหรูหรา เพื่อน นำไปใช้กับงานตกแต่ง
3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิดที่เกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Economic & Ecological Design; Eco Design or Green Design) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการออกแบบที่ได้แนวคิดการออกแบบเชิง นิเวศเศรษฐกิจ หรือ Eco-design (Economic & ecological design) ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดด้าน เศรษฐศาสตร์ และด้านสิ่งแวดล้อม เข้ามาใช้ในกระบวนการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์(Product life cycle) ได้แก่ ช่วงการวางแผนผลิตภัณฑ์ ช่วงการออกแบบ ช่วงการผลิต ช่วงการนำไปใช้และช่วงการจัดการหลังหมดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ (ตระกูลพันธ์ พัชรเมธา, 2557) ความหมายของการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Economic & ecological design ; Eco-design) หรือ กรีน ดีไซน์ (Green design) คือ กระบวนการที่ผนวกแนวคิดด้าน เศรษฐกิจและด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยพิจารณา ตลอดวัฏจักรชีวิตของ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในแต่ละขั้นตอนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และลด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไป พร้อมกัน ทำให้ส่งผลดีต่อธุรกิจชุมชน และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นแนวทางไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ, 2548) แนวคิดด้านการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้น จะมุ่งเน้นการ ออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้ผลิตเป็นสำคัญ โดยเน้นพิจารณาต้นทุน หน้าที่ ใช้สอย ความสวยงามและความปลอดภัยเป็นหลัก แต่จากแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่แนวคิดผลิตภัณฑ์ที่ ยั่งยืน ทำให้มุมมองการออกแบบผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงไปสู่แนวคิดที่มีการพิจารณา ด้านอื่น ๆ มากขึ้นนั่นคือ การพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และจริยธรรมเพิ่มเติมขึ้นมา ทำให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ขยายไปสู่ แนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design) หลักการพื้นฐานของการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจเป็นการประยุกต์หลักการของ 4Rs ในทุกช่วงของ วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบช่วงของวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ ได้แก่ ช่วงการวางแผน ผลิตภัณฑ์ (Planning phase) ช่วงการออกแบบ (Design phase) ช่วงการผลิต(Manufacturing phase) ช่วงการนำไปใช้ (Usage phase) และช่วงการทำลายหลังการใช้เสร็จ (Disposal phase) สำหรับหลักการของ 4Rs ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair) จะมีความสัมพันธ์กับแต่ละช่วงของการสร้างผลิตภัณฑ์(ตระกูลพันธ พัชรเมธา, 2557) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการออกแบบที่ต้องคำนึงถึงปัจจัยที่มีผลต่องานออกแบบคือ วัสดุและกรรมวิธีการผลิต (Materials and processes) ประโยชน์ใช้สอย (Function) และรูปทรง (Form) ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การแข่งขันในตลาด ความสามารถเข้ากันได้กับระบบสากล การควบคุมด้านความปลอดภัย และการอนุรักษ์ทรัพยากรและ สภาพแวดล้อมที่นักออกแบบนำมาผนวกเข้ากับแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศ เศรษฐกิจ
4 (Eco-Design) โดยใช้หลักการของ 4Rs เป็นแนวคิดในการออกแบบ ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair) ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่องานออกแบบ และหลักการ 4Rs จะนำมาใช้เป็นแนวทางในช่วงของขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ของนักออกแบบใช้เป็น แนวคิดในการออกแบบสร้างสรรค์ผลงานผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (นวลน้อย บุญวงษ์,2539) แนวคิดการออกแบบอย่างยั่งยืน (Sustainable Design) คือ การออกแบบที่สามารถรักษาสมดุล ระหว่างผลกำไรจากผลงานการออกแบบผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมการออกแบบ อย่างยั่งยืน มีองค์ประกอบหลายมิติ ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม การสร้างสมดุลระหว่าง องค์ประกอบทั้งสามนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะไม่เพียงต้องสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับทุกฝ่าย แต่แนวทางการ ออกแบบอย่างยั่งยืนนั้นมีอยู่มากมายจนนับไม่ถ้วน ได้แบ่งกลุ่มแนวคิดงานออกแบบอย่างยั่งยืนออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ดังนี้ 1. Low-Impact Materials หมายถึง การเลือกใช้ทรัพยากรที่ปราศจากสารเคมีอันส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม การคิดค้นวัสดุใหม่ที่นำทรัพยากรทางธรรมชาติมาใช้แทนสารสังเคราะห์ที่เกิดจากสารเคมี รวมไปถึง การเลือกใช้ทรัพยากรที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ง่าย และสิ้นเปลืองพลังงานน้อยที่สุด 2. Reduce หมายถึง การลดปริมาณการใช้ทรัพยากรในการผลิตให้มากที่สุด หรือกล่าวในอีกมุมหนึ่ง คือ การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ทั้งนี้การลดปริมาณการใช้จะต้องไม่ทำให้คุณภาพหรือประโยชน์ ใช้สอยของผลิตภัณฑ์ลดลงไปด้วย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการลดปริมาณการใช้พลังงานเชื้อเพลิง และการหา หนทางในการใช้พลังงานสะอาดด้วย 3. Reuse, Recycle และ Upcycling คำทั้ง 3 นี้ มีความหมายที่แตกต่างกัน กล่าวคือ Reuse หมายถึง การใช้ประโยชน์ซ้ำโดยไม่ผ่านกระบวนการแปรสภาพ Recycle หมายถึง การแปลงสภาพเศษวัสดุมาใช้งานใหม่ ส่วนใหญ่จะทำให้วัสดุนั้น ๆ มีคุณภาพที่แย่ลง และ Upcycling หมายถึง กระบวนการแปลงสภาพวัสดุเหลือใช้ที่ ไร้ประโยชน์ให้เป็นวัสดุใหม่ หรือสรรสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพสูงขึ้น สวยงามขึ้น และสามารถสร้าง มูลค่าทางการค้าที่สูงขึ้นด้วย 2.2 ประโยชน์ของการการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนี้ 1) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะส่งผลดีต่อธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวทาง นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) 2) เพื่อสร้างผลกำไรให้กับองค์กรโดยการนำกระแสความต้องการสินค้า และบริการที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นจุดเด่นในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค 3) สามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตจากการลดปริมาณวัตถุดิบ หีบห่อ การใช้พลังงานในการผลิต สินค้าและบริการ 4) สามารถนำวัสดุหรือชิ้นส่วนกลับมาใช้ได้ใหม่โดยการปรับปรุงผลิตภัณฑ์จากการออกแบบ 5) เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นกำแพงทางการค้า ที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barrier; NTB) และรองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบทางด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่มีความ เข้มงวดจากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น WEEE, RoHS, EuP เป็นต้น
5 6) ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรและผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน แนวทางการออกแบบที่ยั่งยืนนี้ถูกปรับ ให้สอดคล้องกับการทำงานของผู้คนมากขึ้น โดยเน้นแนวความคิดที่เด่นชัด ส่งผลในเชิงบวก และเป็นไปได้ในการ ทำงาน คือ เน้นการพัฒนาให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีผลกระทบในทางที่ดีขึ้น โดยการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ(สิงห์ อินทรชูโต, 2552 และสุวิทย์วงศ์รุจิราวาณิชย์, 2557) 2.3 ความหมายและประเภทของแผ่นปูพื้นทางเดิน แผ่นปูพื้นทางเดิน หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบการใช้ งานในการปูพื้นบนดิน ปูน และอื่น ๆ เพื่อปกปิดรอยตำหนิหรือเพื่อให้เกิดความสวยงาม รูปร่างจะมีลักษณะตาม พื้นที่หรือตามดีไซน์ของผู้ผลิต (chayanit, 2562) 1. ประเภทของแผ่นปูพื้นทางเดิน 1.1 แผ่นซีเมนต์เป็นวัสดุในการปูทางเดินในสวน เนื่องจากแผ่นซีเมนต์มีขนาดที่พอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่ จนเกินไป และมีราคาเหมาะสมสำหรับการเลือกมาเป็นวัสดุทำเป็นทางเดินในสวน อีกทั้งแผ่นซีเมนต์มีความ แข็งแรง สามารถรับน้ำหนักที่ดีไม่แตกหักได้ง่าย 1.2 ซีเมนต์ขัดเรียบ ทางเดินซีเมนต์ขัดเรียบมีหลากหลายสีจึงทำให้ได้เลือกนำวัสดุมาปูทางเดินใน สวน อีกทั้งเวลาที่มองไปที่ทางเดินสวนจะช่วยทำให้รู้สึกเหมือนลายก้อนหินหรือ สีของดิน ทำให้ดูเป็นธรรมชาติ และรู้สึกผ่อนคลาย 1.3 อิฐมอญ เป็นวัสดุที่มีราคาถูกและสามารถหาซื้อได้ทั่วไป อีกทั้งอิฐมอญยังคงความแข็งแรง ทนทาน เมื่อลงน้ำหนักลงไปจะทำให้อิฐมอญสามารถรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดีและมีสีส้มที่สวยให้ความรู้สึก เหมือนอยู่ในธรรมชาติ 1.4 แผ่นปูนเปลือย มีราคาระดับปานกลางลักษณะพิเศษคือมีความสวยเฉพาะตัว ให้ความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้ดี เหมาะสำหรับนำมาปูพื้นเป็นทางเดินในสวน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.8.1 การวิจัยการทำอิฐมอญดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบสามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ รายละเอียดดังต่อไปนี้ 2.8.1.1 กำลังรับแรงอัดของอิฐมอญดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบ ซึ่งมีส่วนผสมกันระหว่าง ปูนซีเมนต์ ขี้เถ้าแกลบ และดินชนิดต่าง ๆ ในอัตราส่วนผสม 1:1:5 และอัตราส่วนผสม 1:1:7 จากผลการวิจัย พบว่า อิฐมอญดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบที่ท้ามาจากดินลูกรังให้ค่ากำลังของอิฐมาก ที่สุดรองลงมาคือดินแดง และดินฝุ่นละเอียดตามลำดับ เนื่องจากลักษณะของดินมีก้อนกรวดเล็ก ๆ อยู่ในเนื้อดินมีความแข็งแรงกว่าและ สามารถรับแรงอัดได้ดีกว่าดินชนิดอื่น 2.8.1.2 ค่าการดูดกลืนน้ำของก้อนอิฐมอญดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบ ค่าการดูดกลืนน้ำ ของอัตราส่วนผสม 1:1:5 ให้ค่าการดูดกลืนน้ำมากกว่าอัตราส่วนผสม 1:1:7 เนื่องจากช่องว่างของเนื้อก้อนอิฐ มอญดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบที่ทำมาจากส่วนผสม 1:1:5 มีช่องว่างภายในเนื้อก้อนอิฐมากกว่าทำให้การดูดกลืน น้ำได้มากกว่าก้อนอิฐที่ทำมาจากอัตราส่วนผสม 1:1:7 2.8.1.3 จากผลการวิจัยเมื่อนำค่ากำลังอัดของอิฐมอญดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบ เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย จะให้ค่ากำลังอัดของอิฐเฉลี่ย ประมาณ 32.70
6 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้คือ ไม่น้อยกว่า 20 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และค่าการดูดกลืนน้ำให้ค่าได้ตามมาตรฐานคือให้ค่าการดูดกลืนน้ำเฉลี่ย ประมาณ 15.91 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่า เกณฑ์มาตรฐานคือไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ 2.8.1.4 จากผลการวิจัยการทำอิฐมอญดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบสามารถที่นำไปใช้งาน แทนวัสดุก่อสร้างแบบเดิมได้ ซึ่งคุณสมบัติที่ได้ของก้อนอิฐไม่ว่าจะเป็นการรับแรง การดูดกลืนน้ำให้ค่าได้ตาม มาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ซึ่งสามารถใช้อิฐมอญแบบเดิมที่ต้องการใช้ความร้อนในการเผา เพื่อให้อิฐเกิดการแข็งตัว และเป็นการประหยัดพลังงานได้อีกทางหนึ่งด้วย (วิพล ไชยชนะ, 2545) 2.8.1.3 จากผลการวิจัยเมื่อนำค่ากำลังอัดของอิฐมอญดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบ เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย จะให้ค่ากำลังอัดของอิฐเฉลี่ย ประมาณ 32.70 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้คือไม่น้อยกว่า 20 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และ ค่าการดูดกลืนน้ำให้ค่าได้ตามมาตรฐานคือให้ค่าการดูดกลืนน้ำเฉลี่ย ประมาณ 15.91 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่า เกณฑ์มาตรฐานคือไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ 2.8.1.4 จากผลการวิจัยการทำอิฐมอญดินซีเมนต์ผสมขี้เถ้าแกลบสามารถที่นำไปใช้ งานแทนวัสดุก่อสร้างแบบเดิมได้ ซึ่งคุณสมบัติที่ได้ของก้อนอิฐไม่ว่าจะเป็นการรับแรงการดูดกลืนน้ำ ให้ค่าได้ตาม มาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ซึ่งสามารถใช้อิฐมอญแบบเดิมที่ต้องการใช้ความร้อนในการเผา เพื่อให้อิฐเกิดการแข็งตัว และเป็นการประหยัดพลังงานได้อีกทางหนึ่งด้วย (วิพล ไชยชนะ, 2545) 2.8.2 การศึกษาทางด้านวิศวกรรมของหญ้าแฝกที่เป็นส่วนผสมในการทำวัสดุมุงหลังคา : งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา คุณสมบัติทางด้านวิศวกรรมของการใช้เส้นใยหญ้าแฝกผสมกับปูนขาว และ ปูนซีเมนต์ ในสัดส่วนของเส้นใยหญ้าแฝก 1, 2, 3 หน่วยน้ำหนัก ปูนขาว 5, 8, 10 หน่วยน้ำหนัก และปูนซีเมนต์ ปอร์ตแลนด์ 8,10,12 หน่วยน้ำหนัก มาทำการผสมขึ้นรูปในแต่ละอัตราส่วนการผสมและทำการทดสอบ คุณสมบัติทางด้านวิศวกรรม คุณสมบัติทางด้านวิศวกรรมที่ทำการทดสอบในงานวิจัยนี้ประกอบด้วย ความ หนาแน่นของชิ้นวัสดุ ความแข็งแรงในการรับแรงอัด การบวมตัวในน้ำ การดูดซึมน้ำ ความทนไฟต่อการเผาไหม้ ผิวหน้าของชิ้นวัสดุความรั่วซึมน้ำ การรับน้ำหนักสูงสุด และการรับแรงอัด ตามภาคตัดขวางของชิ้นวัสดุที่ขึ้นรูป เป็นแผ่นวัสดุมุงหลังคาที่มีเส้นใยหญ้าแฝกเป็นองค์ประกอบผลการศึกษาพบว่าชิ้นงานที่ขึ้นรูปมาจาก อัตราส่วน การผสมของเส้นใยหญ้าแฝกกับปูนขาว และปอร์ตแลนด์ซีเมนต์ในอัตราส่วน 1:2:12 โดย น้ำหนักมีความ เหมาะสมในการผลิตแผ่นชิ้นวัสดุมุงหลังคา โดยมีค่าความหนาแน่นของวัสดุ 1.564000 กรัมต่อลูกบาศก์ เซนติเมตร ค่าความแข็งแรงในการรับแรงอัด 7.897150 นิวตันต่อตารางมิลลิเมตร ค่าการรับน้ำหนักสูงสุด 30.875000 กิโลกรัมต่อแผ่นค่าการรับแรงอัดตามตัดขวาง 2.8.3 การศึกษาทางด้านวิศวกรรมของหญ้าแฝกที่เป็นส่วนผสมในการทำวัสดุมุงหลังคา : งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางด้านวิศวกรรมของการใช้เส้นใยหญ้าแฝกผสมกับปูนขาว และปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ในสัดส่วนของเส้นใยหญ้าแฝก 1, 2, 3 หน่วยน้ำหนัก ปูนขาว 5, 8, 10 หน่วยน้ำหนัก และปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ 8,10,12 หน่วยน้ำหนักมาทำการผสมขึ้นรูปในแต่ละอัตราส่วนการผสมและทำการ ทดสอบคุณสมบัติทางด้านวิศวกรรม
7 คุณสมบัติทางด้านวิศวกรรมที่ทำการทดสอบในงานวิจัยนี้ประกอบด้วย ความหนาแน่นของ ชิ้นวัสดุ ความแข็งแรงในการรับแรงอัด การบวมตัวในน้ำ การดูดซึมน้ำ ความทนไฟต่อการเผาไหม้ผิวหน้าของ ชิ้นวัสดุความรั่วซึมน้ำ การรับน้ำหนักสูงสุด และการรับแรงอัด ตามภาคตัดขวางของชิ้นวัสดุที่ขึ้นรูปเป็น แผ่นวัสดุมุงหลังคาที่มีเส้นใยหญ้าแฝกเป็นองค์ประกอบ ผลการศึกษาพบว่าชิ้นงานที่ขึ้นรูปมาจากอัตราส่วนการ ผสมของเส้นใยหญ้าแฝกกับปูนขาว และปอร์ตแลนด์ซีเมนต์ในอัตราส่วน 1:2:12 โดยน้ำหนักมีความเหมาะสม ในการผลิตแผ่นชิ้นวัสดุมุงหลังคา โดยมีค่าความหนาแน่นของวัสดุ1.564000 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ค่าความแข็งแรงในการรับแรงอัด 7.897150 นิวตันต่อ ตารางมิลลิเมตร ค่าการรับน้ำหนักสูงสุด 30.875000 กิโลกรัมต่อแผ่น ค่าการรับแรงอัดตามตัดขวาง 8.336520 นิวตันต่อตารางมิลลิเมตร และมีคุณสมบัติผ่าน มาตรฐานของการบวมตัวในน้ำ การดูดซึมน้ำ การรั่วซึมในน้ำและความทนต่อการเผาไหม้ผิวหน้า ตามมาตรฐาน อุตสาหกรรม มอก.164-2516 มอก.158-2518 มอก.180-2519 และ มอก.535-2527 การศึกษาต่อไปควรศึกษา ในเรื่องการถ่ายเทความร้อน อายุการใช้งาน การทาสีเคลือบ และประโยชน์ใช้สอยด้านอื่น เช่น แผ่นวัสดุทำผนัง แผ่นกั้นห้อง และแผ่นฝ้าเพดานในขอบข่ายของการใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง (มงคล เกตุมาน, 2545) 2.8.4 การศึกษาโดยนำเอาวัสดุที่ได้จากยางรถยนต์เก่ามาผสมกับคอนกรีตแทนที่ มวลรวมหยาบ และมวลรวมละเอียดในการทำคอนกรีตบล็อกปูผิวทางเท้า โดยคาดว่าความยืดหยุ่นของยาง จะสามารถทำให้คอนกรีตบล็อกที่ได้มีความเหนียวไม่แตกหักง่าย อีกทั้งมีความอ่อนนุ่มพื้นผิวสามารถดูดซับ พลังงานได้ดี คอนกรีตบล็อกผสมยางมีแนวโน้มจะมีสมบัติเชิงกลที่ต่ำลง โดยสังเกตได้จากการลดลงของค่า กำลังรับแรงอัด และกำลังรับแรงดัดแต่ที่ได้เพิ่มมาคือความยืดหยุ่น และค่าพลังงานแตกหักที่สูงขึ้น ทำให้ คอนกรีตผสมยางมีความสามารถในการดูดซับพลังงานอันเนื่องมากจากแรงกระทำได้มากกว่าคอนกรีตธรรมดา ประโยชน์ที่ได้น่าจะเหมาะสำหรับการนำไปปูในพื้นที่ที่เป็น ทางเดิน ลาน หรือลู่วิ่ง ซึ่งไม่ต้องรับแรงกระทำสูง และสามารถดูดซับพลังงานที่ตกกระทบ ลดการบาดเจ็บอันเนื่องการล้ม และกระแทกได้(ปิติ สุคนธสุขกุล และ เฉลิมพล ไชยแก้ว, 2547)
8 บทที่3 วิธีดำเนินการทดลอง 3.1 วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือพิเศษ 3.1.1 วัสดุ 3.1.1.1 ใบโพธิ์ 3.1.1.2 ใบไผ่ 3.1.1.3 ใบหูกวาง 3.1.1.4 ปูนซีเมนต์ 3.1.1.5 สีฝุ่น 3.1.2 อุปกรณ์ 3.1.2.1 ถังปั่นแบบละเอียด 3.1.2.2 แท่นอัด 3.1.2.3 แบบพิมพ์รูปสี่เหลี่ยม 3.1.2.4 อ่างผสม 3.2 วิธีการดำเนินงาน นำใบไม้แห้งที่เตรียมไว้ จำนวน 2 กิโลกรัม มาปั่นในถังปั่นให้ละเอียด เสร็จแล้วเทใส่อ่างผสมที่ เตรียมไว้นำปูนซีเมนต์ จำนวน 1 กิโลกรัม ใส่ลงในอ่าง จากนั้นใส่น้ำสะอาด จำนวน 1,500 กรัม ลงไปแล้วคน ส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ไปอัดใส่แบบพิมพ์รูปสี่เหลี่ยม นำขึ้นแท่นอัด ๆ จนส่วนผสมแน่นแล้ว นำออกจากแท่นอัด แล้วบีบออกจากแบบพิมพ์ นำไปพึ่งแดดให้แห้งใช้เวลา 1-2 วัน ภาพที่ 1 ผสมใบไม้แห้งกับปูนซีเมนต์และน้ำสะอาด ภาพที่ 2 คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน
9 ภาพที่ 3 นำส่วนผสมที่ได้กรอกใส่ลงแบบ ภาพที่ 4 นำเข้าแท่นอัด ภาพที่ 5 หมุนแท่นอัดให้แน่น ภาพที่ 6 บีบออกจากแบบ ภาพที่ 7 ลอกลายออกจากแบบ ภาพที่ 8 พึ่งแดดให้แห้ง 1 - 2 วัน
10 บทที่ 4 ผลการทดลอง จากการศึกษาชนิดนี้ เป็นการศึกษาการพัฒนาแผ่นปูทางเดินจากขยะใบไม้แห้ง โดยมีการเก็บข้อมูล ของขยะใบไม้แห้ง และนำมาวิเคราะห์คุณสมบัติของเศษวัสดุขยะใบไม้แห้ง ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม แล้วทำการ คัดเลือก เศษวัสดุขยะใบไม้แห้งที่เหมาะสมที่สุดเพื่อทดสอบ และเปรียบเทียบกับแผ่นปูพื้นทางเดินในท้องตลาด คุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการศึกษาการแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง การทดสอบคุณภาพและคุณสมบัติแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง ตารางที่ 1 แสดงน้ำหนักแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง ในแต่ละอัตราส่วน อัตราส่วน (ใบไม้แห้ง : ปูน ) ขนาดแผ่นปูทางเดิน (กว้าง X ยาว X สูง) เซนติเมตร น้ำหนัก (กิโลกรัม) 2 : 1 11 x 17 x 6 500 กรัม 1 : 2 11 x 17 x 6 1.5 จากตารางที่ 1 แผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง อัตราส่วน 2 : 1 มีน้ำหนักเบาที่สุด คือ 500 กรัมต่อแผ่น ตารางที่ 2 การทดสอบสภาพของรูปทรงต่อสภาพแวดล้อมในสถานที่กลางแจ้งโดนแสงอาทิตย์ สถานที่ทดลอง และสภาพอากาศ (ช่วงเวลา 07.00 น. - 16.30 น.) 1 สัปดาห์ 2 สัปดาห์ 3 สัปดาห์ 4 สัปดาห์ 1. สถานที่กลางแจ้งโดนแสงอาทิตย์ตลอดวัน สภาพปกติ สภาพปกติ สภาพปกติ สภาพปกติ จากตารางที่ 2 แผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง เมื่อทดสอบสภาพของรูปทรงต่อสภาพแวดล้อม ในสถานที่ กลางแจ้งโดนแสงอาทิตย์ ในช่วงเวลา 07.00 น. – 16.30 น. ตลอด 4 สัปดาห์ แผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง มีสภาพปกติ ตารางที่ 3 การทดสอบสภาพของรูปทรงต่อสภาพแวดล้อมในสถานที่โดนน้ำและความชื้น สถานที่ทดลอง และสภาพอากาศ (ช่วงเวลา 07.00 น. - 16.30 น.) 1 สัปดาห์ 2 สัปดาห์ 3 สัปดาห์ 4 สัปดาห์ 1. สถานที่โดนน้ำและความชื้น 70 เปอร์เซ็นต์ สภาพปกติ สภาพปกติ สภาพปกติ สภาพปกติ จากตารางที่ 3 แผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง เมื่อทดสอบสภาพของรูปทรงต่อสภาพแวดล้อม ในสถานที่ โดนน้ำและความชื้น ในช่วงเวลา 07.00 น. – 16.30 น. ตลอด 4 สัปดาห์ แผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง มีสภาพปกติ
11 ตารางที่ 4 การทดสอบสภาพการรับน้ำหนัก การรับน้ำหนัก 1 สัปดาห์ 2 สัปดาห์ 3 สัปดาห์ 4 สัปดาห์ 1. คนที่มีน้ำหนัก 60 - 70 กิโลกรัม สภาพปกติ สภาพปกติ สภาพปกติ สภาพปกติ 2. คนที่มีน้ำหนัก 71 - 90 กิโลกรัม สภาพปกติ สภาพปกติ สภาพปกติ สภาพปกติ จากตารางที่ 4 เมื่อทดสอบการรับน้ำหนัก คนที่มีน้ำหนักระหว่า 60 – 90 กิโลกรัม ตลอด 4 สัปดาห์ แผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง ต่อ 1 ตารางเมตร สามารถรับน้ำหนักได้ และ มีสภาพปกติ
12 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลการทำโครงงานแผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง เป็นการช่วยลดการเกิดมลภาวะเป็นพิษทาง อากาศที่เกิดจากการเผาไหม้ การนำใบไม้แห้ง มาสร้างสรรค์ประดิษฐ์เป็นแผ่นปูทางเดินในบ้าน ในสวน ที่ใช้งาน ได้จริง น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก มีความสวยงาม ช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ฝึกการทำงานร่วมกัน เป็นหมู่คณะ สร้างความสามัคคีในกลุ่ม เเละใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แต่ข้อเสียของแผ่นปูทางเดินในบ้าน ในสวนที่ถูกทำขึ้นจากใบไม้ คือ ย่อยสลายง่าย การเปรียบเทียบน้ำหนักแผ่นปูพื้นทางเดินจากเศษวัสดุเหลือใช้ในกระบวนการตกแต่ง ภูมิทัศน์กับแผ่น ปูพื้นทางเดินทั่วไปต่อแผ่นต่ำกว่าแผ่นปูพื้นทางเดินทั่วไปอยู่ระหว่าง 8 - 11 กิโลกรัม เฉลี่ยต่อแผ่นโดยตามอัตรา ส่วนผสม อัตราส่วนที่เหมาะสมในการขึ้นรูปชิ้นงานคืออัตราส่วน 2 : 1 (ใบไม้แห้ง : ปูนซีเมนต์) ขนาด 17 X 12 เซนติเมตร น้ำหนักอยู่ที่ 500 กรัมต่อแผ่น ราคาต้นทุนต่อแผ่นอยู่ที่ 20 บาทต่อแผ่น ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้แผ่นปูทางเดินจากใบไม้แห้ง 2. ลดปริมาณใบไม้แห้งและเพิ่มมูลค่า ข้อเสนอแนะ ควรมีการวิจัยคุณสมบัติทางวิศวกรรมทางด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การนำความร้อน การทนต่อไฟไหม้ ผิวสัมผัสกันลื่น เป็นต้น
๑ เอกสารอ้างอิง กรมควบคุมมลพิษ. (2559). ปัญหาขยะประเทศไทย. [ออนไลน์] สืบค้นจาก https://www.schoolofchangemakers.com/knowledge/16656/ (2564, มกราคม 11) ตระกูลพันธ์ พัชรเมธา. (2557). แนวคิดที่เกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม. [ออนไลน์] สืบค้นจาก https://www.google.ca/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=&ved=2ah UKEwip6YmOk4vxAhUPzzgGHfS9BEcQFjABegQIAxAE&url=https%3A%2F%2Fso0 5.tcithaijo.org%2Findex.php%2Fsujthai%2Farticle%2Fdownload%2F17595%2F 15811%2F&usg=AOvVaw3s0UKgqTATSW2CtbEyIZs4 (2564, มกราคม 18) ธนาพร พูนสวัสดิ์. (2554). คุณสมบัติเชิงกลของวัสดุแอสฟัลต์ผสมยางในรถจักรยานยนต์ที่ใช้แล้ว. [ออนไลน์] สืบค้นจาก https:// journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/ enjournal/article/view/327/315 (2564, มกราคม 11) ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ. (2548). ความหมายของการออกแบบเชิงนิเวศ. [ออนไลน์] สืบค้นจาก https://www.google.ca/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=&cad=rja& uact=8&ved=2ahUKEwiu4ojmk4vxAhWGzjgGHdj5CoEQFjACegQIBBAE&url=https %3A%2F%2Fkukr.lib.ku.ac.th%2Fjournal%2FENGJ%2Fsearch_detail%2Fdowloa d_digital_file%2F202987%2F130423&usg=AOvVaw1ARhRHJ_YEXMbSlmohDe-d (2564, มกราคม 25)
๒ คณะผู้จัดทำ 1. นายณัฐวุฒิ สอนเถื่อน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2. นายตรัยรัต วิเชียรดี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3. นางสาวธัญญ์นรี ถิ่นโพธิ์วงค์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ปรึกษาโครงการ 1. นางสาวประภาพรรณ ยิ้มเสถียร ครู กศน.ตำบล 2. นายณฐปกร สวัสดี ครู กศน.ตำบล 3. นางเบญจมาศ ทองสุข ครู อาสาสมัครฯ ผู้สนับสนุนโครงการ 1. นางประชัน ยิ้มละไม้ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอโคกสำโรง 2. นายอภินัทธ์วัชรานันทกุล ครู