ง33201
การบญั ชภี าษีเงนิ ได้
บคุ คลธรรมดา
(Accounting for Personal Income Tax)
โดย: นางสาวนจุ รี ชินรัมย์
คาอธิบายรายวิชา
รหัสวชิ า ง33201 ชอ่ื วชิ า การบญั ชภี าษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา
(Accounting for Personal Income Tax)
จุดประสงคร์ ายวิชา เพ่อื ให้
1.เขา้ ใจหลกั การภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา
2.มที กั ษะการคานวณ บนั ทกึ บญั ชี และจดั ทาแบบแสดงรายการภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา
3.มีกิจนิสัย มีระเบียบ ละเอียดรอบคอบ ซ่ือสัตย์ มีวินัย ตรงต่อเวลา และมีเจตคติท่ีดี
ตอ่ วชิ าชีพบญั ชี
คาอธิบายรายวชิ า
รหัสวชิ า ง33201 ชอื่ วชิ า การบัญชภี าษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา
(Accounting for Personal Income Tax)
สมรรถนะรายวิชา
1.แสดงความรูเ้ ก่ียวกบั การคานวณและจดั ทาแบบแสดงรายการภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา
2.คานวณและจดั ทาแบบแสดงรายการภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา
3.บนั ทกึ บญั ชีภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดาหกั ณ ท่ีจ่าย
คาอธิบายรายวชิ า
รหัสวิชา ง33201 ชอื่ วชิ า การบัญชภี าษีเงนิ ได้บุคคลธรรมดา
(Accounting for Personal Income Tax)
คาอธิบายรายวชิ า
ศกึ ษาและปฏบิ ตั ิเก่ียวกบั ผมู้ ีหนา้ ท่ีเสียภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา เงินไดพ้ งึ ประเมิน เงิน
ไดพ้ งึ ประเมินท่ีไดร้ บั การยกเวน้ การหกั ค่าใชจ้ ่าย ค่าลดหย่อน การคานวณภาษี การจดั ทาและ
ย่ืนแบบแสดงรายการภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดา ภาษีเงินไดห้ ัก ณ ท่ีจ่าย และการบันทึกบญั ชี
ภาษีเงินไดห้ กั ณ ท่ีจา่ ย
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1
ความรู้ท่วั ไปเกยี่ วกับภาษีอากร
สาระสาคัญ
ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีอากรถือเป็นรายไดห้ ลักท่ีสาคัญของรฐั บาลท่ีนามาใชใ้ นการพฒั นา
ประเทศ รฐั บาลใชภ้ าษีอากรเป็นเครอ่ื งมอื ในการรกั ษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเป็นเคร่ืองมอื ใน
การกระจายรายไดส้ ปู่ ระชาชน ผมู้ ีหนา้ ท่ีเสียภาษีอากรตอ้ งมีความรูค้ วามเขา้ ใจเบือ้ งตน้ เก่ียวกบั การ
ภาษีอากร ไมว่ า่ จะเป็นความหมายของภาษีอากร ประวตั ิความเป็นมาของภาษีอากร วตั ถปุ ระสงคใ์ น
การจดั เก็บภาษีอากร ลกั ษณะของภาษีอากรท่ีดี ประเภทของภาษีอากร องคป์ ระกอบของภาษีอากร
ผมู้ ีหนา้ ท่ีเสียภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา เกณฑเ์ งินไดพ้ งึ ประเมนิ ขนั้ ต่าท่ีตอ้ งย่ืนแบบแสดงรายการเพ่ือ
เสียภาษี แหลง่ เงินไดแ้ ละถ่ินท่ีอยู่ และหนว่ ยงานท่ีทาหนา้ ท่ีจดั เก็บภาษีอากร
สาระการเรียนรู้
1. ความหมายของภาษีอากร 2. ประวตั ิการจดั เก็บภาษีอากร
3. วตั ถปุ ระสงคใ์ นการจดั เก็บภาษีอากร 4. ลกั ษณะของภาษีอากรท่ีดี
5. ประเภทของภาษีอากร 6. องคป์ ระกอบของภาษีอากร
7. ผมู้ ีหนา้ ท่ีเสยี ภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา 8. เกณฑเ์ งินไดพ้ งึ ประเมนิ ขนั้ ต่าท่ีตอ้ งย่นื
9. แหลง่ เงินไดแ้ ละถ่ินท่ีอยู่ แบบแสดงรายการเพ่ือเสยี ภาษี
สมรรถนะประจาหน่วย
1. แสดงความรูเ้ ก่ียวกบั การภาษีอากร
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายความหมายของการภาษีอากรได้ 2. บอกประวตั กิ ารจดั เก็บภาษีอากรได้
3. บอกวตั ถปุ ระสงคใ์ นการจดั เก็บภาษีอากรได้ 4. อธิบายลกั ษณะของภาษีอากรท่ีดีได้
5. บอกประเภทของภาษีอากรได้ 6. อธิบายองคป์ ระกอบของภาษีอากรได้
7. บอกผมู้ ีหนา้ ท่ีเสียภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดาได้ 8. บอกเกณฑเ์ งินไดพ้ งึ ประเมินขนั้ ต่าท่ีตอ้ ง
9. อธิบายแหลง่ เงนิ ไดแ้ ละถ่ินท่ีอยเู่ พ่อื พจิ ารณา ย่นื แบบแสดงรายการเพ่อื เสยี ภาษีได้
การเสยี ภาษีอากรได้
1. ความหมายของภาษีอากร
ภาษีอากรเป็นการจดั เก็บรายไดจ้ ากประชาชนโดยการบงั คบั ไม่ใช่การสมคั รใจ และรัฐบาล
นาภาษีท่ีจดั เก็บไดไ้ ปใชป้ ระโยชนส์ ่วนรวม โดยรฐั บาลไม่มีภาระผกู พนั ในการใหป้ ระโยชนต์ อบแทน
โดยตรงแก่ผเู้ สียภาษี
2. ประวัตกิ ารจดั เก็บภาษอี ากร
สมยั สุโขทยั
ภาษีท่ีจดั เก็บ คือ จังกอบหรือจกอบ
เป็นการจดั เก็บภาษีจากสตั วห์ รอื สิง่ ของท่ีนาเขา้ และสง่ ออกไปนอกราชอาณาจกั ร
สถานท่ีจดั เก็บจงั กอบ คือ ขนอน
2. ประวตั กิ ารจัดเกบ็ ภาษอี ากร
สมัยกรุงศรอี ยุธยา-สมัยกรุงธนบุรี
หน่วยงานท่ีจดั เก็บภาษีอากร คอื พระคลังสนิ ค้า
ภาษีท่ีจดั เก็บ มดี งั นี้
1. จงั กอบ เป็นการจดั เก็บภาษีจากสตั วห์ รอื สงิ่ ของท่ีนาเขา้ หรอื สง่ ออก
2. ส่วย เป็นการจดั เก็บภาษีจากเมืองท่ีอยภู่ ายใตก้ ารปกครองหรอื เก็บจากราษฎร
3. ฤชา เป็นการจดั เก็บคา่ ธรรมเนียมท่ีทางราชการเรยี กเก็บจากราษฎร
4. อากร เป็นการจดั เก็บภาษีจากผลประโยชนท์ ่ีราษฎรไดร้ บั จากการประกอบอาชีพ
2. ประวตั กิ ารจดั เก็บภาษอี ากร
สมัยกรุงรัตนโกสนิ ทร์
สมัยรัชกาลท่ี 1-2 ยงั คงมกี ารจดั เก็บภาษีอากรเหมือนสมยั กรุงศรอี ยธุ ยาและกรุงธนบรุ ี
สมัยรัชกาลท่ี 3 จดั เก็บภาษีเพิ่มขนึ้ อกี 38 ประเภท เช่น บอ่ น เบยี้ หวย ก.ข.
ภาษีเกลอื ภาษีพรกิ ไทย
สมัยรัชกาลที่ 4 จดั ตงั้ โรงเก็บภาษี เรยี กวา่ ศุลกสถาน
จดั เก็บภาษีเพิ่มขนึ้ 14 ประเภท เชน่ ภาษีฝ่ิน ภาษีสกุ ร อากรพนนั
สมัยรัชกาลท่ี 5 จดั ตงั้ หอรัษฎากรพพิ ัฒน์ ปัจจบุ นั คอื กรมศุลกากร
2. ประวัตกิ ารจดั เก็บภาษีอากร
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
สมัยรัชกาลท่ี 6 จดั ตงั้ กรมสรรพากร เพ่อื จดั เก็บภาษีอากรและคา่ ธรรมเนียมตา่ งๆ
สมัยรัชกาลท่ี 7
ออกพระราชบญั ญตั ดิ งั นี้
- พระราชบญั ญตั ิภาษีเงินได้ พ.ศ. 2475
- พระราชบญั ญตั ภิ าษีเงินเดือน พ.ศ. 2475
- พระราชบญั ญตั ิภาษีการคา้ พ.ศ. 2475
- พระราชบญั ญตั ิภาษีโรงเรอื นและท่ีดิน พ.ศ. 2475
- พระราชบญั ญตั ิอากรแสตมป์ พ.ศ. 2475
- พระราชบญั ญตั ิภาษีการธนาคารและการประกนั ภยั พ.ศ. 2476
2. ประวัตกิ ารจัดเก็บภาษอี ากร
สมัยกรุงรัตนโกสนิ ทร์
สมัยรัชกาลท่ี 8 ออกพระราชบญั ญตั ิใหใ้ ช้ บทบญั ญัตแิ ห่งประมวลรัษฎากร
สมัยรัชกาลที่ 9 พุทธศักราช 2481 ซง่ึ มีผลบงั คบั ใชต้ งั้ แตว่ นั ท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2482
และใชม้ าจนถงึ ปัจจบุ นั
มีการแกไ้ ขปรบั ปรุงประมวลรษั ฎากรมาจนถงึ ปัจจบุ นั
ใหอ้ านาจกรมสรรพากรในการจดั เก็บภาษี 5 ประเภท ดงั นี้
ภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา ภาษีเงนิ ไดน้ ิตบิ ุคคล ภาษีมูลค่าเพม่ิ
ภาษธี ุรกจิ เฉพาะ และอากรแสตมป์
3. วัตถุประสงคใ์ นการจดั เกบ็ ภาษีอากร
ภาษี เพ่ือเป็นรายไดข้ องรฐั บาล
เพ่ือเป็นเครอ่ื งมอื ในการควบคมุ การบรโิ ภคของประชาชน
เพ่ือรกั ษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
เพ่ือกระจายรายได้
4. ลักษณะของภาษีอากรทดี่ ี
1. ยดึ หลักความยตุ ธิ รรม
จดั เก็บอยา่ งท่วั ถึง ไมเ่ ลือกปฏบิ ตั ิ ผมู้ ีรายไดม้ ากเสียภาษีมาก ผมู้ ีรายไดน้ อ้ ยเสียภาษีนอ้ ย
2. ยดึ หลักความแน่นอน
ตอ้ งมีเกณฑเ์ ก่ียวกบั ผมู้ ีหนา้ ท่ีเสียภาษี ระยะเวลา อตั ราภาษี และวธิ ีการเสียภาษีท่ีแน่นอน
3. ยดึ หลักความประหยดั
จดั เก็บภาษีไดม้ ากท่ีสดุ และเสียคา่ ใชจ้ ่ายในการจดั เก็บนอ้ ยท่ีสดุ ผเู้ สียภาษีก็เช่นกนั
4. ยดึ หลักความยดื หยนุ่
ตอ้ งยืดหยนุ่ ตามสภาวการณท์ างเศรษฐกิจ เอือ้ ตอ่ การลงทนุ และการออมของประชาชน
5. ประเภทของภาษีอากร 2. ภาษที างอ้อม (Indirect Tax)
เป็นภาษีท่ีผชู้ าระภาษีสามารถผลกั
1. ภาษีทางตรง (Direct Tax)
เป็นภาษีท่ีผูช้ าระภาษีตอ้ งรบั ภาระ ภาระภาษีไปใหผ้ ูอ้ ่ืนได้ ไม่ตอ้ งรบั ภาระ
ภาษีไวเ้ อง
ภาษีไวเ้ อง ไม่สามารถผลักภาระไปให้ เช่น ภาษีมลู คา่ เพิม่
ผอู้ ่ืนได้
เชน่ ภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ภาษีศลุ กากร
ภาษีเงนิ ไดน้ ิตบิ คุ คล ภาษีสรรพสามติ ฯลฯ
ภาษีทรพั ยส์ นิ
ภาษีมรดก ฯลฯ
6. องคป์ ระกอบของภาษีอากร
1. ผู้มหี น้าทเี่ สียภาษีอากร
ตอ้ งเป็นบคุ คลตามกฎหมาย อาจเป็นบคุ คลธรรมดาหรอื นติ บิ คุ คลก็ได้
2. ฐานภาษี
ส่ิงท่ีเป็นมูลเหตุทาใหต้ อ้ งเสียภาษีและเป็นส่ิงท่ีนามาใชใ้ นการคานวณภาษี เช่น เงินได้
ทรพั ยส์ นิ สนิ คา้ และบรกิ าร สทิ ธิพิเศษในการประกอบการ
6. องคป์ ระกอบของภาษีอากร
3. อัตราภาษี
คือ รอ้ ยละในการจดั เก็บภาษีอากร แบง่ ออกเป็น 3 ลกั ษณะ ดงั นี้
3.1 อตั ราก้าวหน้า (Progressive Rate) เป็นอตั ราภาษีท่ีเรยี กเก็บเพม่ิ ขนึ้ เม่ือฐานภาษีเพ่ิมขนึ้
เช่น ตอ้ งเสียอตั ราต่าสดุ ก่อนแลว้ จงึ เพม่ิ ขนึ้ ตามสดั สว่ นของเงินไดต้ ามท่ีกฎหมายกาหนด
3.2 อตั ราถอยหลัง (Regressive Rate) เป็นอตั ราภาษีท่ีเรยี กเก็บลดลงเม่ือฐานภาษีเพิ่มขนึ้
เชน่ ภาษีโรงเรอื น ภาษีท่ีดนิ
3.3 อตั ราคงที่ (Proportional Rate) เป็นอตั ราภาษีท่ีมีอตั ราเดียว ไมข่ นึ้ กบั ฐานภาษี
เช่น ภาษีมลู คา่ เพิ่ม ภาษีธรุ กิจเฉพาะ ภาษีเงินไดน้ ิตบิ คุ คลบางกรณี
6. องคป์ ระกอบของภาษีอากร
4. วิธีการเสยี ภาษีอากร
4.1 การหักภาษี ณ ทจ่ี ่าย (Withholding Tax) ผจู้ ่ายเงินมีหนา้ ท่ีหกั ภาษีเงินไดไ้ ว้ ณ
ท่ีจ่ายตามอตั ราท่ีกาหนด นาสง่ สรรพากร ภายใน 7 วนั นบั แตว่ นั สนิ้ เดือนของ เ ดื อ น
ท่ีจ่ายเงินไดพ้ งึ ประเมนิ ถือเป็นเครดิตภาษีในการคานวณภาษีประจาปี
4.2 การประเมินตนเอง (Self Assessment) ผมู้ ีเงินไดย้ ่ืนแบบแสดงรายการโดยการ
ประเมินตนเองภายในเวลาท่ีกาหนดไว้ หากนอ้ ยกว่าท่ีคานวณไดต้ อ้ งชาระภาษีเพิ่ม
หากมากกวา่ ท่ีคานวณไดส้ ามารถขอคนื ภาษีท่ีชาระไวเ้ กินได้
4.3 การประเมินโดยเจา้ พนักงานประเมนิ (Authoritative Assessment)
เจา้ พนกั งานเป็นผปู้ ระเมนิ จดั เก็บภาษี เช่น ภาษีปา้ ย ภาษีโรงเรอื น ภาษีท่ีดนิ
6. องคป์ ระกอบของภาษีอากร
5. การหาข้อยุตทิ างภาษี
•สามารถย่ืนอทุ ธรณต์ อ่ คณะกรรมการพิจารณาอทุ ธรณภ์ ายใน 30 วนั
•หากมีคาวินิจฉยั แลว้ แตไ่ มเ่ ป็นท่ีพอใจสามารถย่ืนฟอ้ งตอ่ ศาลภาษีอากรภายใน 30 วนั
•คาพพิ ากษาของศาลฎีกาถือเป็นท่ีสดุ
6. การบงั คับ
•โทษทางอาญา การจาคกุ และปรบั
•โทษทางแพ่ง การเสียเบยี้ ปรบั และเงินเพ่มิ ตามท่ีกฎหมายกาหนดไว้
7. ผู้มหี น้าทเี่ สียภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา
1. บุคคลธรรมดา
หมายถึง บคุ คลตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 15 ซง่ึ บญั ญตั ไิ วว้ ่า
“สภาพบุคคลยอ่ มเริ่มแตเ่ มือ่ คลอดแล้วอยรู่ อดเป็ นทารก และสิน้ สุดลงเมือ่ ตาย”
ดังนั้นผู้ท่ีคลอดแล้วมีชีวิตอยู่รอดเป็ นทารกจนกระท่ังตาย หากมีเงินได้พึงประเมิน
ตามเกณฑท์ ่ีกฎหมายกาหนดบุคคลนนั้ ย่อมมีหนา้ ท่ีเสียภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น
ผู้เยาว์ คนชรา พระภิกษุ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้อยู่
ตา่ งประเทศก็ตาม
7. ผู้มหี น้าทเี่ สียภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา
1. บุคคลธรรมดา
มาตรา 57 แห่งประมวลรษั ฎากรกาหนดใหม้ ีผทู้ าหนา้ ท่ีย่นื แบบแสดงรายการฯ แทน หากผู้
มีเงินไดไ้ ม่สามารถทานิตกิ รรมได/้ ไม่สามารถย่ืนแบบแสดงรายการฯ ดว้ ยตนเองได้ ดงั นี้
1.1 ผู้แทนโดยชอบธรรม คือ บคุ คลท่ีทาหนา้ ท่ีปกครองดแู ลผเู้ ยาว์ เชน่ บดิ า มารดา
1.2 ผู้อนุบาล คือ บคุ คลท่ีศาลแตง่ ตงั้ ใหเ้ ป็นผดู้ แู ลคนไรค้ วามสามารถ
1.3 ผู้พทิ กั ษ์ คอื บคุ คลท่ีศาลแตง่ ตงั้ ใหเ้ ป็นผดู้ แู ลคนเสมอื นไรค้ วามสามารถ
1.4 ผู้จัดการกิจการอนั ก่อใหเ้ กดิ เงนิ ไดพ้ งึ ประเมนิ คือ ผทู้ าหนา้ ท่ีแทนผอู้ ยตู่ า่ งประเทศ
ตวั อย่างท่ี 1 ผู้มหี น้าทเ่ี สยี ภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดา
กนกวรรณมีเงินไดจ้ ากเงินเดือน เดือนละ 30,000 บาท ยอ่ มมีหนา้ ท่ีย่ืนแบบฯ เพ่ือเสยี ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา
ตวั อยา่ งท่ี 2 ผู้มหี น้าทเี่ สยี ภาษีเงนิ ได้บุคคลธรรมดา
กอบเกียรติเป็นผูท้ ่ีศาลส่งั ใหเ้ ป็นคนไรค้ วามสามารถมีเงินไดจ้ ากการใหเ้ ช่าบา้ น 2 หลัง หลังละ 10,000 บาท
ตอ่ เดือน ยอ่ มมีหนา้ ท่ีเสยี ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา โดยใหผ้ อู้ นบุ าลเป็นผยู้ ่ืนแบบฯ เพ่ือเสยี ภาษีแทนกอบเกียรติ
ตัวอย่างท่ี 3 ผู้มหี น้าทเี่ สยี ภาษีเงนิ ได้บุคคลธรรมดา
เกรียงไกรเป็นผอู้ ย่ตู ่างประเทศ มีเงินไดจ้ ากการใหเ้ ช่าท่ีดินปีละ 100,000 บาท ย่อมมีหนา้ ท่ีเสียภาษีเงินไดบ้ คุ คล
ธรรมดา โดยใหผ้ จู้ ดั การกิจการอนั กอ่ ใหเ้ กิดเงินไดพ้ งึ ประเมินเป็นผยู้ ่ืนแบบฯ เพ่ือเสียภาษีแทนเกรยี งไกร
7. ผู้มหี น้าทเี่ สียภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา
2. ผู้ถงึ แก่ความตายระหว่างปี ภาษี
หมายถึง บุคคลธรรมดาซ่ึงมีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีตามท่ีกฎหมาย
กาหนด แตถ่ งึ แกค่ วามตายในระหวา่ งปีภาษี
ปี ภาษี หมายถงึ ปี ปฏทิ นิ เริ่มตน้ 1 มกราคม และสิน้ สุด 31 ธันวาคม
หากผูถ้ ึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษีมีเงินไดพ้ ึงประเมินตามเกณฑท์ ่ีกฎหมายกาหนด
ยอ่ มมหี นา้ ท่ีเสยี ภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา
มาตรา 57 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ได้กาหนดให้ผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือ
ผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ทาหน้าท่ีย่ืนแบบฯ เพ่ือเสียภาษีแทนผู้ตา ย โดยให้รวม
เงินไดพ้ งึ ประเมินของผตู้ ายและของกองมรดกท่ีไดร้ บั ตลอดปีภาษีท่ีผนู้ นั้ ถึงแก่ความตายเป็นยอดเงิน
ไดพ้ งึ ประเมินท่ีตอ้ งย่นื เสียภาษีทงั้ สนิ้
ตวั อยา่ งที่ 4 ผู้มหี น้าทเี่ สยี ภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา
กอ้ งภพถึงแก่ความตายเม่ือวนั ท่ี 20 พฤษภาคม 2562 ระหว่างปี 2562 กอ้ งภพไดร้ บั เงินเดือน
ตงั้ แตว่ นั ท่ี 1 มกราคม-20 พฤษภาคมเป็นเงิน 180,000 บาท และยงั มีเงินไดจ้ ากการใหเ้ ช่าบา้ น
4 ห ลัง ห ลัง ล ะ 5 , 0 0 0 บ า ท ต่ อ เ ดื อ น ดัง นั้น ผู้จัด ก า ร ม ร ด ก ห รื อ ท า ย า ท ห รื อ
ผคู้ รอบครองทรพั ยม์ รดกของกอ้ งภพตอ้ งทาหนา้ ท่ีย่ืนแบบฯ เพ่ือเสียภาษีแทนก้องภพสาหรบั
เงินไดท้ ่ีเกิดขึน้ ในปี 2562 คือ เงินเดือน 180,000 บาท และเงินไดจ้ ากการใหเ้ ช่าบา้ นทัง้ ปี
240,000 บาท
7. ผู้มีหน้าทเ่ี สียภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา
3. กองมรดกทยี่ ังมิไดแ้ บ่ง
หมายถึง ทรพั ยม์ รดกของผตู้ ายท่ียงั มิไดแ้ บง่ ใหแ้ ก่ทายาท
หากทรัพย์มรดกดังกล่าวก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินในปีภาษีตามเกณฑ์ท่ีก ฎหมาย
กาหนดยอ่ มมหี นา้ ท่ีเสยี ภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา
มาตรา 57 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ได้กาหนดให้ผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือ
ผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ทาหน้าท่ีย่ืนแบบแสดงรายการเพ่ือเสียภาษีใ นช่ือ
ของกองมรดกของผูต้ าย โดยใหร้ วมเงินไดพ้ ึงประเมินของกองมรดกท่ีไดร้ บั ตลอดปีภาษีนั้น เป็น
ยอดเงินไดพ้ งึ ประเมินท่ีตอ้ งย่ืนเสียภาษีทงั้ สนิ้
ตวั อย่างที่ 5 ผู้มหี น้าทเ่ี สยี ภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา
จากตวั อย่างท่ี 4 หลงั จากกอ้ งภพถึงแก่ความตายเม่ือวนั ท่ี 20 พฤษภาคม 2562 ระหว่างปี 2563 กองมรดกของ
กอ้ งภพยงั มิไดแ้ บ่งแยกใหผ้ ใู้ ดและยงั มีเงินไดเ้ กิดขึน้ ตามปกติ ดงั นนั้ ผจู้ ดั การมรดก หรือทายาท หรือผคู้ รอบครอง
ทรพั ยม์ รดกของกอ้ งภพตอ้ งทาหนา้ ท่ีย่ืนแบบฯ เพ่ือเสยี ภาษีในนามกองมรดกของกอ้ งภพ สาหรบั เงินไดท้ ่ีเกิดขนึ้ ใน
ปี 2563 คือเงินไดจ้ ากการใหเ้ ช่าบา้ นทงั้ ปี 240,000 บาท
7. ผู้มีหน้าทเ่ี สียภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา
4. หา้ งหุน้ ส่วนสามัญหรือคณะบุคคลทม่ี ิใช่นิตบิ ุคคล
หมายถึง บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงเข้ากันเพ่ือกระทากิจการร่วมกันโดยมิ ได้
จดทะเบียนเป็นนิตบิ คุ คล
ห า ก ห้า ง หุ้น ส่ ว น ส า มัญ ห รื อ ค ณ ะ บุค ค ล ท่ี มิ ใ ช่ นิ ติ บุ ค ค ล ดัง ก ล่ า ว มี เ งิ น ไ ด้ พึ ง ป ร ะ เ มิ น
ในปีภาษีตามเกณฑท์ ่ีกฎหมายกาหนดยอ่ มมีหนา้ ท่ีเสยี ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา
มาตรา 56 แห่งประมวลรษั ฎากร ไดก้ าหนดใหผ้ อู้ านวยการหรอื ผจู้ ดั การทาหนา้ ท่ีย่ืนแบบฯ เพ่ือ
เสียภาษีในช่ือของหา้ งหนุ้ สว่ นหรือคณะบคุ คล โดยใหร้ วมเงินไดพ้ งึ ประเมินท่ีหา้ งหนุ้ ส่วนสามญั หรือ
คณะบุคคลท่ีมิใช่นิติบุคคลไดร้ บั ตลอดปีภาษีนนั้ เป็นยอดเงินไดพ้ ึงประเมินท่ีตอ้ งย่ืนเสียภาษีทงั้ สิน้
โดยผูเ้ ป็นหุน้ ส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่ตอ้ งย่ืนแบบฯ เพ่ือเสียภาษี สาหรบั เงินไดพ้ ึง
ประเมินจานวนดงั กลา่ วนนั้ อีก หากหา้ งหนุ้ สว่ นหรือคณะบคุ คลมีภาษีคา้ งชาระ ให้ผเู้ ป็นหนุ้ ส่วนหรือ
บคุ คลในคณะบคุ คลทกุ คนรว่ มรบั ผดิ ในเงนิ ภาษีท่ีคา้ งชาระนนั้
ตัวอยา่ งที่ 6 ผู้มหี น้าทเี่ สยี ภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา
หา้ งหนุ้ ส่วนสามญั สามสหายมีเงินไดพ้ งึ ประเมินจากการรบั เหมาก่อสรา้ งในปีภาษี 2562 จานวน 2,000,000 บาท
ดงั นนั้ หา้ งหนุ้ สว่ นสามญั สามสหายย่อมมีหนา้ ท่ีเสยี ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา โดยใหผ้ อู้ านวยการหรือผจู้ ดั การเป็น
ผยู้ ่ืนแบบฯ เพ่ือเสียภาษีในนามหา้ งหนุ้ สว่ นสามญั สามสหาย
8. เกณฑเ์ งนิ ได้พงึ ประเมนิ ขัน้ ตา่ ทตี่ อ้ งยน่ื แบบแสดงรายการเพอื่ เสียภาษี
1. ผู้มเี งนิ ไดจ้ ากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40 (1) เพยี งประเภทเดยี ว
•กรณีไม่มีคู่สมรส มีเงินไดพ้ งึ ประเมินเกิน 120,000 บาท
•กรณีมีคู่สมรส ไม่วา่ มเี งินไดฝ้ ่ายเดียวหรอื ทงั้ สองฝ่าย มีเงนิ ไดพ้ งึ ประเมนิ ร ว ม กั น เ กิ น
220,000 บาท
2. ผู้มีเงนิ ไดก้ รณีท่วั ไป ตามมาตรา 40 (1)-(8)
•กรณีไม่มคี ู่สมรส มีเงนิ ไดพ้ งึ ประเมนิ เกิน 60,000 บาท
•กรณีมคี ู่สมรส ไม่วา่ มีเงินไดฝ้ ่ายเดยี วหรอื ทงั้ สองฝ่าย มีเงินไดพ้ งึ ประเมิน ร ว ม กั น เ กิ น
120,000 บาท
8. เกณฑเ์ งนิ ไดพ้ งึ ประเมนิ ขัน้ ต่าทต่ี อ้ งยนื่ แบบแสดงรายการเพอื่ เสียภาษี
3. ผู้มเี งนิ ไดท้ เ่ี ป็ นกองมรดกทยี่ ังมิไดแ้ บง่
มีเงินไดพ้ งึ ประเมินเกิน 60,000 บาท
4. ผู้มเี งนิ ไดท้ เ่ี ป็ นหา้ งหนุ้ ส่วนสามัญหรือคณะบุคคลทมี่ ิใช่นิตบิ ุคคล
มีเงนิ ไดพ้ งึ ประเมินเกิน 60,000 บาท
9. แหล่งเงนิ ไดแ้ ละถน่ิ ทอี่ ยู่
1. แหล่งเงนิ ได้
มาตรา 41 แห่งประมวลรษั ฎากร วรรคแรก ไดบ้ ญั ญัติไวว้ ่า “ผูม้ ีเงินไดพ้ ึงประเมินตาม
มาตรา 40 ในปีภาษีท่ีล่วงมาแลว้ เน่ืองจากหนา้ ท่ีงานหรือกิจการท่ีทาในประเทศไทย หรือ
เน่ืองจากกิจการของนายจา้ งในประเทศไทย หรือเน่ืองจากทรพั ยส์ ินท่ีอย่ใู นประเทศไทย ตอ้ ง
เสียภาษีตามบทบญั ญตั ใิ นสว่ นนี้ ไมว่ า่ เงินไดน้ นั้ จะจ่ายในหรอื นอกประเทศ”
วรรคสอง ไดบ้ ญั ญัติไวว้ ่า “ผูอ้ ยู่ในประเทศไทยมีเงินไดพ้ ึงประเมินตามมาตรา 40 ในปี
ท่ีล่วงมาแลว้ เน่ืองจากหน้าท่ีงานหรือกิจการท่ีทาในต่างประเทศ หรือเน่ืองจากทรพั ยส์ ินท่ี
อยู่ในต่างประเทศตอ้ งเสียภาษีเงินไดต้ ามบทบญั ญัติในส่วนนี้ เม่ือนาเงินได้พึงประเมินนั้น
เขา้ มาในประเทศไทย”
9. แหล่งเงนิ ไดแ้ ละถนิ่ ทอี่ ยู่ 1.2 แหล่งเงนิ ไดเ้ กิดนอกประเทศไทย
หมายถึง ผู้มีเงินได้พึงประเมิน
1. แหล่งเงนิ ได้
มีแหลง่ เงินไดท้ ่ีเกิดขนึ้ เน่ืองจาก
1.1 แหล่งเงนิ ไดเ้ กิดในประเทศไทย •หนา้ ท่ีงานหรอื กิจการท่ีทาในตา่ งประเทศ
หมายถึง ผู้มีเงินได้พึงประเมิน •ทรพั ยส์ นิ ท่ีอยตู่ า่ งประเทศ
มีแหลง่ เงินไดท้ ่ีเกิดขนึ้ เน่ืองจาก
•หนา้ ท่ีงานหรอื กิจการท่ีทาในประเทศไทย
•กิจการของนายจา้ งในประเทศไทย
•ทรพั ยส์ นิ ท่ีอยใู่ นประเทศไทย
9. แหล่งเงนิ ไดแ้ ละถน่ิ ทอี่ ยู่
2. ถน่ิ ทอ่ี ยู่
มาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร วรรคสาม ไดบ้ ัญญัติไว้ว่า “ผูใ้ ดอยู่ในประเทศไทย
ช่วั ระยะเวลาหน่ึงหรือหลายระยะ รวมเวลาทงั้ หมดถึงหน่ึงรอ้ ยแปดสิบวนั ในปีภาษีใดใหถ้ ือว่า
ผนู้ นั้ เป็นผอู้ ยใู่ นประเทศไทย”
2.1 ผู้มีเงินได้เป็ นผู้อยู่ในประเทศไทย หมายถึง ผทู้ ่ีอย่ใู นประเทศไทยระยะเวลาหน่ึงหรือ
หลายระยะ รวมเวลาทงั้ หมดถงึ 180 วนั ในปี ภาษี
2.2 ผู้มีเงินได้มิได้เป็ นผู้อยู่ในประเทศไทย หมายถึง ผทู้ ่ีอย่ใู นประเทศไทยระยะเวลาหน่ึง
หรอื หลายระยะ รวมเวลาทงั้ หมดไม่ถงึ 180 วนั ในปี ภาษี
ตัวอย่างที่ 7 แหล่งเงนิ ได้และถนิ่ ทอ่ี ยู่
กาญจนท์ างานท่ีบริษัท มหานคร จากดั ไดร้ บั เงินเดือนเดือนละ 25,000 บาท และไดร้ บั โบนสั ประจาปี 100,000
บาท กาญจน์ตอ้ งเสียภาษีใหร้ ัฐบาลไทย เน่ืองจากกาญจนเ์ ป็นผูอ้ ยู่ในประเทศไทย และมีแหล่งเงิน ไดเ้ กิดใน
ประเทศไทย
ตัวอยา่ งท่ี 8 แหล่งเงนิ ได้และถนิ่ ทอ่ี ยู่
ธงไชยเดินทางไปรอ้ งเพลงท่ีประเทศสหรฐั อเมรกิ าเป็นเวลา 10 วนั ไดร้ บั เงิน 1,000,000 บาท ธงไชยจะเสียภาษีให้
รฐั บาลไทยก็ตอ่ เม่ือธงไชยนาเงินไดด้ งั กลา่ วกลบั เขา้ มาในประเทศไทย หากนายธงไชยไมน่ าเงินไดด้ ังกลา่ วกลบั เขา้
มาในประเทศไทยก็ไม่ตอ้ งเสียภาษีใหร้ ฐั บาลไทย เน่ืองจากธงไชยเป็นผอู้ ย่ใู นประเทศไทยแต่แหล่งเงินไดเ้ กิดขึน้
นอกประเทศไทย จะเสยี ภาษีใหร้ ฐั บาลไทยต่อเม่ือนาเงินไดน้ นั้ กลบั เขา้ มาในประเทศไทย
ตวั อย่างที่ 9 แหล่งเงนิ ไดแ้ ละถนิ่ ทอี่ ยู่
ยูนอึนเฮนักรอ้ งชาวเกาหลี เดินทางเข้ามารอ้ งเพลงในประเทศไทยเป็นเวลา 5 วัน ได้รับเงิน 500,000 บาท
ยนู อนึ เฮตอ้ งเสียภาษีใหร้ ฐั บาลไทย เน่ืองจากยนู อนึ เฮมิไดเ้ ป็นผอู้ ยใู่ นประเทศไทย แตม่ ีแหล่งเงินไดเ้ กิดในประเทศ
ไทย
ตวั อย่างท่ี 10 แหล่งเงนิ ได้และถนิ่ ทอี่ ยู่
แกว้ ตาเดินทางไปทางานท่ีประเทศญ่ีป่ นุ และกลบั เขา้ มาพกั ผ่อนในประเทศไทย 1 เดือน โดยนาเงินไดก้ ลบั เขา้ มา
200,000 บาท แกว้ ตาไมต่ อ้ งเสยี ภาษีใหร้ ฐั บาลไทย เน่ืองจากแกว้ ตามิไดเ้ ป็นผอู้ ย่ใู นประเทศไทย และแหลง่ เงินได้
เกิดขนึ้ นอกประเทศไทย
สรุป
ภาษีอากรเป็นการจดั เก็บรายไดจ้ ากประชาชนโดยการบงั คบั ไม่ใช่การสมคั รใจ และรฐั บาลนาภาษีท่ีจดั เก็บได้
ไปใชป้ ระโยชนส์ ว่ นรวม โดยรฐั บาลไมม่ ีภาระผกู พนั ในการใหป้ ระโยชนต์ อบแทนโดยตรงแก่ผเู้ สียภาษี
การจดั เก็บภาษีอากรเรม่ิ ตงั้ แต่สมยั สโุ ขทยั จนถึงสมยั รตั นโกสินทรใ์ นรชั กาลท่ี 8 มีการออกพระราชบญั ญัติให้
ใชบ้ ทบญั ญตั แิ หง่ ประมวลรษั ฎากร พทุ ธศกั ราช 2481 ซง่ึ มีผลบงั คบั ใชต้ งั้ แตว่ นั ท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2482 และมีการ
แกไ้ ขปรบั ปรุงประมวลรษั ฎากรมาจนถงึ ปัจจบุ นั โดยใหอ้ านาจกรมสรรพากรจดั เก็บภาษี 5 ประเภท ไดแ้ ก่ ภาษีเงิน
ไดบ้ คุ คลธรรมดา ภาษีเงินไดน้ ิติบคุ คล ภาษีมลู ค่าเพ่มิ ภาษีธรุ กิจเฉพาะ และอากรแสตมป์
ภาษีอากรโดยท่วั ไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามลกั ษณะของการรบั ภาระภาษี คือ ภาษีทางตรงและภาษี
ทางออ้ ม โดยมีอตั ราภาษี คือ รอ้ ยละในการจดั เกบ็ ภาษีอากร แบ่งออกเป็น 3 ลกั ษณะ คืออตั รากา้ วหนา้ อตั ราถอย
หลงั และอตั ราคงท่ี
ผูม้ ีหนา้ ท่ีเสียภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดา ไดแ้ ก่ บุคคลธรรมดา ผูถ้ ึงแก่ความตายระหว่างปี ภาษี กองมรดก
ท่ียงั มิไดแ้ บง่ และหา้ งหนุ้ สว่ นสามญั หรอื คณะบคุ คลท่ีมใิ ช่นิตบิ คุ คล
สรุป
ภาษีอากรเป็นการจดั เก็บรายไดจ้ ากประชาชนโดยการบงั คบั ไม่ใช่การสมคั รใจ และรฐั บาลนาภาษีท่ีจดั เก็บได้
ไปใชป้ ระโยชนส์ ว่ นรวม โดยรฐั บาลไมม่ ีภาระผกู พนั ในการใหป้ ระโยชนต์ อบแทนโดยตรงแก่ผเู้ สยี ภาษี
การจดั เก็บภาษีอากรเร่มิ ตงั้ แต่สมยั สโุ ขทยั จนถึงสมยั รตั นโกสินทรใ์ นรชั กาลท่ี 8 มีการออกพระราชบญั ญัติให้
ใชบ้ ทบญั ญตั แิ หง่ ประมวลรษั ฎากร พทุ ธศกั ราช 2481 ซ่งึ มีผลบงั คบั ใชต้ งั้ แตว่ นั ท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2482 และมีการ
แกไ้ ขปรบั ปรุงประมวลรษั ฎากรมาจนถงึ ปัจจบุ นั โดยใหอ้ านาจกรมสรรพากรจดั เก็บภาษี 5 ประเภท ไดแ้ ก่ ภาษีเงิน
ไดบ้ คุ คลธรรมดา ภาษีเงินไดน้ ิติบคุ คล ภาษีมลู คา่ เพ่มิ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์
ภาษีอากรโดยท่วั ไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามลกั ษณะของการรบั ภาระภาษี คือ ภาษีทางตรงและภาษี
ทางออ้ ม โดยมีอตั ราภาษี คือ รอ้ ยละในการจดั เก็บภาษีอากร แบ่งออกเป็น 3 ลกั ษณะ คืออตั รากา้ วหนา้ อตั ราถอย
หลงั และอตั ราคงท่ี
ผูม้ ีหนา้ ท่ีเสียภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดา ไดแ้ ก่ บุคคลธรรมดา ผูถ้ ึงแก่ความตายระหว่างปี ภาษี กองมรดก
ท่ียงั มิไดแ้ บง่ และหา้ งหนุ้ สว่ นสามญั หรอื คณะบคุ คลท่ีมิใชน่ ิติบคุ คล