The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ฟาโรห์หญิงทั้ง6แห่งอาณาจักรไอยคุปต์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ฟาโรห์หญิงทั้ง6แห่งอาณาจักรไอยคุปต์

ฟาโรห์หญิงทั้ง6แห่งอาณาจักรไอยคุปต์

เรามักมั ได้ยินยิว่าว่อียิปยิต์ยุคก่อนมีฟมีาโรห์ชห์ายปกครอง แต่จริงริๆ แล้วมี “มี ฟาโรห์หห์ญิง” ด้วยเช่นช่กัน และ ฟาโรห์หห์ญิง ก็ไม่ไม่ด้ปรากฏเพียพีงไม่กี่ม่ กี่พระองค์ เพราะเท่าที่มีหมีลักฐาน พบว่าว่มีฟมีาโรห์หห์ญิง “อย่าย่งน้อย” 6 พระองค์ ประวัติวั ติความเป็นมาของอียิปยิต์ค่อยๆ เลือนหายไป เมื่อมื่ความรู้ใรู้นการอ่าน เขียขีน ภาษา อียิปยิต์โบราณที่ชาว กรีกรีเรียรีกว่าว่ ไฮโรกลิฟ (Hieroglyph ซึ่งซึ่แปลว่าว่สัญสัลักษณ์ศักดิ์สิทสิธิ์)ธิ์ ได้สูญสูสิ้นสิ้ ไป โดยเริ่มริ่จากการเปลี่ยนเป็นภาษากรีกรีเมื่อมื่ศาสนาคริสริต์ได้แผ่เผ่ข้าข้มายังยัอียิปยิต์ ซึ่งซึ่ในขณะนั้นนั้มีฐมีานะเป็นส่วส่นหนึ่งของอาณาจักจัรไบแซนทีน (Byzantine) แต่ก็เป็นภาษาที่ ไม่มีม่อมีะไรเชื่อชื่มโยงกับประวัติวั ติความเป็นมาของอียิปยิต์โบราณอีกต่อไป จึงจึกล่าวได้โดยรวมว่าว่ ภาษาอียิปยิต์โบราณได้ตายจากไปเกือบ 1,500 ปี นักปราชญ์ทางภาษาหลายคนอาจพอจะจับจัเค้าการอ่านภาษาอียิปยิต์โบราณได้บ้าบ้ง แต่ผู้ที่ผู้ ที่ ประสบความสำ เร็จร็ในการอ่านได้โดยสมบูรณ์คือ ฌอง- ฟรองซัวซัร์ ฌองโปลิยง (Jean-François Champollion) ผลงานเขียขีนของเขาถือเป็นตำ ราพื้นพื้ฐานในการศึกษา ภาษาอียิปยิต์โบราณตลอดมา ผลการศึกษาของฌองโปลิยง ได้ทำ ให้นัห้ นักประวัติวั ติศาสตร์รุ่ร์รุ่นรุ่ต่อมามีกุมีญกุแจสำ คัญที่จะไข เข้าข้ไปสู่เสู่ รื่อรื่งราวต่างๆ ที่เป็นอดีตอันไกลโพ้นพ้ของอียิปยิต์ ทั้งทั้เรื่อรื่งชีวิชีตวิ , ความเป็นอยู่,ยู่ ความเชื่อชื่ศาสนา, เศรษฐกิจ, การ ทหาร, สงคราม, การปกครองโดยเฉพาะกษัตริย์ริ ย์ ที่มีฐมีานะกึ่งเทพเจ้าจ้และเราเรียรีกกันต่อๆ มาในภาษาอังกฤษว่าว่ ฟาโรห์ (Pharaoh) ห์ ซึ่งซึ่ในช่วช่งเวลาเกือบ 3,000 ปี ของประวัติวั ติศาสตร์อีร์ อียิปยิต์โบราณนั้นนั้มีฟมีาโรห์ปห์ระมาณ 170 พระองค์ จาก 72 ราชวงศ์ ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นขึ้ครองราชย์ โดยมีทั้มี ทั้งทั้ฟาโรห์ชห์าย และ ฟาโรห์หห์ญิง นักโบราณคดีพยายามค้นหามัมมัมี่ขมี่องกษัตริย์ริหย์รือรืบุคคลสำ คัญตามรายพระนาม/รายนาม ที่มีอมียู่ ซึ่งซึ่ก็ประสบความสำ เร็จร็ในการค้นพบแตกต่างกันไป เช่นช่ค้นพบมัมมัมี่พมี่ระศพฟาโรห์ ที่สำ คัญอย่าย่ง รามเสสที่ 2 (Ramesses II) เซติที่ 1 (Seyt I) ธุตโมสิสสิที่ 1-3 (Thutmosis I-III)


ฟาโรห์นิห์ นิโตคริสริ (Nitocris) สืบสืทอดต่อจากพี่ชพี่ายของเธอ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ริแย์ห่งห่อียิปยิต์ ฟาโรห์นิห์ นิโตคริสริ (Nitocris) ฟาโรห์หห์ญิงองค์ที่สองถัดจากฟาโรห์เห์มริตรินีธ พระนางครองราชย์เย์ป็นองค์สุดสุท้ายในราชวงศ์ที่ 6 เมื่อมื่ราว 2,200 ปีก่อนคริสริตกาล และเช่นช่เดียวกับฟาโรห์หห์ญิงพระองค์แรก เราไม่มีม่ข้มีอข้มูลเกี่ยวกับพระนางมากนัก แต่มีหมีลักฐานเป็นบันบัทึกเรื่อรื่งราวเกี่ยวกับพระนาง เขียขีนโดยนักประวัติวั ติศาสตร์ สองคนชื่อชื่ว่าว่มาเนโธ (Manetho) และเฮโรโดตัส (Herodotus)ในบันบัทึกของมาเนโธ มีกมีารบรรยายหน้าตาของพระนางเอาไว้ว่ว้าว่เป็นผู้หผู้ ญิงที่มีผิมีวผิพรรณผุดผุผ่อผ่ง แก้มเป็นสี แดงเรื่อรื่ดูมีดูชีมีวิชีตวิชีวชีา ฟังฟัดูเดูป็นฟาโรห์ที่ห์ ที่งดงามไม่น้ม่ น้อยเลย แต่ในขณะเดียวกันเฮโรโดตัส ก็ได้บันบัทึกเกี่ยวกับการกระทำ อันโหดร้าร้ยของพระนางเอาไว้ว่ว้าว่พี่ชพี่ายของพระนาง โดยฆ่าฆ่ตาย นางจึงจึขึ้นขึ้ของราชย์โย์ดยหมายจะแก้แค้นพระนางได้จัดจังานเลี้ยงที่โถงใต้ดิน และเชิญชิผู้ที่ผู้ ที่เกี่ยวข้อข้งกับการตายของพี่ชพี่ายพระนางมาทั้งทั้หมด ก่อนจะเปิดประตูรตูะบายน้ำ เข้าข้มาในห้อห้งจนทุกทุคนในงานจมน้ำ ตาย เมื่อมื่แผนการชำ ระแค้นได้สำ เร็จร็เสร็จร็สิ้นสิ้ลงแล้ว พระนางก็ฆ่าฆ่ตัวตายไป ฟาโรห์นิห์ นิโตคริสริ (Nitocris) ยังยัถูกถูอ้างว่าว่เป็นฟาโรห์คห์นสุดสุท้าย ในราชวงศ์ที่หกของอียิปยิต์โบราณ ชื่อชื่ของเธอมีอมียู่ใยู่นประวัติวั ติศาสตร์ขร์อง Herodotus และในงานเขียขีนของ Manetho แต่ประวัติวั ติความเป็นมาของเธอก็ยังยัเป็นที่น่าสงสัยสั หากเธอเป็นบุคคลในประวัติวั ติศาสตร์จร์ริงริๆ แล้ว เธออาจเป็นราชินีชิ นีอกกรอบ น้องสาวของ Merenre Nemtyemsaf II และลูกลูสาวของ Pepi II และ Queen Neith ในอีกด้านหนึ่ง นักอียิปยิต์วิทวิยาและนักปรัชรัญา Kim Ryholt มีกมีารแย้งย้ว่าว่ ฟาโรห์นิห์ นิโตคริสริ (Nitocris) อาจจะเป็นตำ นาน DooDiDo แต่มาจากฟาโรห์ชห์าย ทางประวัติวั ติศาสตร์ Neitiqerty Siptah ร์ผู้สืผู้ บสืทอด Merenre Nemtyemsaf II ในช่วช่งเปลี่ยนผ่าผ่นของระหว่าว่งอาณาจักจัรเก่าและช่วช่งกลางที่หนึ่ง


โซเบคเนเฟรู หรือรืเนเฟรูโซเบค (อียิปยิต์โบราณ: Sbk-nfrw) เป็นฟาโรห์แห์ห่งห่อียิปยิต์โบราณ พระองค์สุดสุท้ายแห่งห่ราชวงศ์ที่สิบสิสองในช่วช่งสมัยมัราชอาณาจักจัรกลาง ซึ่งซึ่ทรงเป็นสตรีเรีพศ พระองค์อาจเคยได้เป็นผู้สำผู้ สำเร็จร็ราชการแทนพระองค์ร่วร่มกับฟาโรห์อห์เมนเอมฮัตที่ 4 มาก่อน ที่จะได้ครองพระราชบัลบัลังก์โดยสมบูรณ์ภายหลังจากการสวรรคตของฟาโรห์อห์เมนเอมฮัต ที่ 4 ผู้ซึ่ผู้ ซึ่งซึ่เป็นพระเชษฐาและพระสวามีขมีองพระองค์ ถึงแม้ว่ม้าว่ความสัมสัพันพัธ์ขธ์องทั้งทั้สอง พระองค์จะไม่ไม่ด้รับรัการยืนยืยันยัแต่พระองค์กลับยืนยืยันยัความชอบธรรมบนพระราชบัลบัลังก์ผ่าผ่น พระราชบิดบิาของพระองค์ คือ ฟาโรห์อห์เมนเอมฮัตที่ 3 มีพมีระสมัญมัญาว่าว่ "นางเหยี่ยยี่วผู้เผู้ป็นที่รักรั ของเทพรา" รูปสลักบางชิ้นชิ้เป็นภาพนางสวมเครื่อรื่งแบบบุรุษบ้าบ้งก็เป็นเครื่อรื่งทรงแบบสตรี แต่ใช่ว่ช่าว่นางจะเป็นฟาโรห์หห์ญิงเพียพีงคนเดียวในประวัติวั ติศาสตร์อีร์ อียิปยิต์เพราะมีฟมีาโรห์สห์ตรีอีรีอีก พระองค์ที่ทรงอำ นาจที่ลือชื่อชื่มากกว่าว่ ฟาโรห์โห์ซเบกเนเฟรู นั่นนั่คือ ฟาโรห์ฮัห์ ฮัตเชปซุต จากบันบัทึกพระนามกษัตริย์ริแย์ห่งห่ตูริตูนริ ได้บันบัทึกว่าว่พระองค์ทรงครองราชย์ เป็นระยะเวลา 3 ปี 10 เดือน กับ 24 วันวั พระองค์ทรงมีพมีระนามแห่งห่ ฟาโรห์คห์รบทั้งทั้ห้าห้พระนาม ซึ่งซึ่ทำ ให้พห้ระองค์เอง ทรงแตกต่างจากผู้ปผู้ กครองหญิงพระองค์ก่อน ๆ พระองค์ยังยัเป็นผู้ปผู้ กครองคนแรก ที่มีชื่มีชื่อชื่เกี่ยวข้อข้งกับเทพเจ้าจ้จระเข้พข้ระนามว่าว่ โซเบค มีหมีลักฐานชั้นชั้ต้นร่วร่มสมัยมัการครองราชย์ ของพระองค์ที่ค่อนข้าข้งน้อย มีรูมีรูปสลักที่หลงเหลือเพียพีงบางส่วส่น – รูปสลักหนึ่งมีพมีระพักพัตร์ขร์อง พระองค์ – พร้อร้มจารึกรึ ได้ถูกถูค้นพบ สันสันิษฐานว่าว่พีรพีะมิดมิแห่งห่มาซกูนกูาเหนือน่าจะถูกถูโปรดสร้าร้ง สำ หรับรัพระองค์ แม้ว่ม้าว่ข้อข้สันสันิษฐานนี้ยังยัคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่โยู่ดยไม่มีม่หมีลักฐานยืนยืยันยัแน่ชัดชั แค่อนุสาวรีย์รีถูย์กถูทิ้งไม่แม่ล้วเสร็จร็ โดยมีเมีพียพีงโครงสร้าร้งพื้นพื้ฐานที่เคยสร้าร้งเสร็จร็ บันบัทึกปาปิรุสที่ค้นพบในเมือมืงฮาราเกห์ไห์ด้กล่าวถึงสถานที่ที่เรียรีกว่าว่เซเคม โซเบคเนเฟรู ซึ่งซึ่อาจหมายถึงพีรพีะมิดมิรัชรัสมัยมัของพระองค์ปรากฏอยู่ใยู่นบันบัทึกพระนามกษัตริย์ริต่ย์ ต่าง ๆ หลายชิ้นชิ้


ฟาโรห์แห์ฮตเชปซุต จอมกษัตรีแรีห่งห่อียิปยิต์ อะไรคือแรงจูงใจให้แห้ฮตเชปซุตปกครองอียิปยิต์โบราณเยี่ยยี่งบุรุษ ขณะที่พระราชบุตรเลี้ยงต้องอยู่ใยู่ต้ เงื้อมเงาพระราชอำ นาจของพระนาง บัดบันี้ มัมมัมี่แมี่ละความจริงริเกี่ยวกับขัตขัติยนารีพรีระองค์นี้ได้รับรัการเปิด เผยแล้ว แฮตเชปซุต (Hatshepsut) หรือรืฮัตเชปซุต คือฟาโรห์สห์ตรีผู้รีมีผู้ ชื่มีชื่อชื่เสียสีงโด่งดังที่สุดสุของอียิปยิต์ โบราณ ทรงปกครองบ้าบ้นเมือมืงให้เห้จริญริรุ่งรุ่เรือรืงเป็นระยะเวลายาวนานกว่าว่ ฟาโรห์หห์ญิงองค์อื่นใดใน ประวัติวั ติศาสตร์ ทว่าว่นักประวัติวั ติศาสตร์ใร์ห้แห้ฮตเชปซุตรับรับทพระราชมารดาเลี้ยงใจร้าร้ยของ ฟาโรห์ทุห์ตทุโมสที่สาม เนื่องจากเชื่อชื่ว่าว่เมื่อมื่ทุตทุโมสที่สามได้ครองราชบัลบัลังก์ก็ทรงล้างแค้น พระราชมารดาเลี้ยงโดยมีพมีระบัญบัชาให้ทุห้บทุทำ ลายอนุสาวรีย์รีขย์องพระนาง และสกัดพระนามขอ แฮตเชปซุตในฐานะฟาโรห์อห์อกจากอนุสรณ์สถานต่างๆ นอกจากนี้ยังยัเชื่อชื่ว่าว่ทุตทุโมสที่สาม อาจปลงพระชนม์แม์ฮตเชปซุตอีกด้วย เชื่อชื่กันว่าว่พระอัยกา (ตา) ของแฮตเชปซุตคือฟาโรห์อห์าห์โห์มส ผู้เผู้ป็นปฐมกษัตริย์ริแย์ห่งห่ราชวงศ์ที่สิบสิแปด ส่วส่นพระบิดบิาคือฟาโรห์ทุห์ตทุโมสนั้นนั้เป็นนายทหารที่ได้รับรัการ สถาปนาให้เห้ป็นเชื้อชื้พระวงศ์ แฮตเชปซุตเป็นพระธิดธิาองค์โตของฟาโรห์ทุห์ตทุโมสกับราชินีชิ นีอาห์โห์มส พระมเหสีเสีอก ฟาโรห์ทุห์ตทุโมสยังยัมีพมีระโอรสกับราชินีชิ นีอีกองค์หนึ่ง นั่นนั่คือทุตทุโมสที่สอง ซึ่งซึ่ต่อมาได้สืบสื ราชบัลบัลังก์ต่อจากพระบิดบิา ทุตทุโมสที่สองทรงอภิเษกสมรสกับแฮตเชปซุต ผู้เผู้ป็นพระเชษฐภคินีต่าง พระมารดา และมีพมีระธิดธิาด้วยกันเพียพีงองค์เดียว ขณะที่พระชายาองค์รองพระนามว่าว่ ไอซิสซิ มีพมีระโอรสคือทุตทุโมสที่สาม ซึ่งซึ่ต่อมาได้สืบสืราชสมบัติบั ติต่อจากทุตทุโมสที่สอง ทุตทุโมสที่สามขึ้นขึ้ครองราชย์ ตั้งตั้แต่ยังยัเยาว์พว์ระชันชัษา แฮตเชปซุตจึงจึทรงทำ หน้าที่เป็นราชินีชิ นีผู้สำผู้ สำเร็จร็ราชการแทนยุวกษัตริย์ริ ย์ ในตอนแรกแฮตเชปซุตทรงทำ หน้าที่เป็นผู้สำผู้ สำเร็จร็ราชการแทนพระองค์ของพระราชบุตรเลี้ยง แต่ผ่าผ่นไปไม่กี่ม่ กี่ปี แฮตเชปซุตก็ทรงแสดงบทบาทเป็น “ฟาโรห์” ห์ผู้คผู้ รองพระราชอำ นาจสูงสูสุดสุ ขณะที่พระราชบุตรเลี้ยงซึ่งซึ่เมื่อมื่ถึงเวลานั้นนั้อาจเจริญริพระชันชัษาแล้ว กลับถูกถูลิดรอนพระราชอำ นาจให้เห้ป็น ที่สองรองจากพระองค์ แฮตเชปซุตทรงปกครองบ้าบ้นเมือมืงต่อมารวมระยะเวลาทั้งทั้สิ้นสิ้ 21 ปี นักประวัติวั ติศาสตร์ไร์ม่รู้ม่รู้ว่รู้าว่แรงจูงใจในการสถาปนาพระองค์ขึ้นขึ้เป็นฟาโรห์คืห์ คืออะไร อาจเป็นเพราะ แฮตเชปซุตทรงมีสมีายเลือดขัตขัติยะอย่าย่งแท้จริงริเพราะทรงเป็นพระนัดดาของฟาโรห์อห์าห์โห์มส ขณะที่พระสวามีคืมี คือพระโอรสของฟาโรห์ผู้ห์เผู้คยเป็นสามัญมัชน ชาวอียิปยิต์เชื่อชื่ว่าว่ ฟาโรห์คืห์ คือสมมุติเทพ ดังนั้นนั้จึงจึมีเมีพียพีงแฮตเชปซุตเท่านั้นนั้ที่ทรงมีคมีวามสัมสัพันพัธ์ทธ์างสายพระโลหิตหิกับเหล่าเทวราชา


เนเฟอร์ติร์ ติติ ราชินีชิ นีอียิปยิต์ผู้หผู้ ายสาบสูญสู ราชินีชิ นี “เนเฟอร์ติร์ ติติ” แปลว่าว่ “ผู้งผู้ ดงามหมดจด” แห่งห่อียิปยิต์โบราณได้รับรัการยกย่อย่งมานานหลายพันพั ปี ว่าว่เป็นเจ้าจ้ของใบหน้าที่งดงามสมบูรณ์แบบ และรูปปั้นท่อนบนนี้เองที่เป็นตัวอย่าย่งของความเข้าข้ใจอย่าย่ง ถ่องแท้ของชาวอียิปยิต์โบราณเกี่ยวสัดสัส่วส่นขององค์ประกอบบนใบหน้าในตำ นานได้กล่าวไว้ว่ว้าว่ อียิปยิต์ไม่เม่คยสร้าร้งหญิงใดงามได้เท่าพระนางเนเฟอร์ติร์ ติติซึ่งซึ่เป็นผู้สผู้ มบูรณ์แบบด้วยพระสิริสิโริฉมอันงดงาม สวมมงกุฎกุสูงสูและโกนพระเกศาเพื่อพื่ป้อป้งกันเหาโรคร้าร้ย และความร้อร้นของอียิปยิต์นอกจากนี้เรื่อรื่งราวชีวิชีตวิ ต้นตระกูลกูของเนเฟอร์ติร์ ติติก็ไม่มีม่ ใมีครทราบว่าว่บิดบิามารดาของเนเฟอร์ติร์ ติติเป็นใคร แต่มีผู้มีเผู้ห็นห็พ้อพ้งต้องกันว่าว่ เธออาจเป็นธิดธิาของเอย์ ผู้ที่ผู้ ที่ได้เป็นฟาโรห์ให์นเวลาต่อมา กับมเหสีที่สี ที่ มีชื่มีชื่อชื่ว่าว่เทย์ อีกทฤษฎีหนึ่ง กล่าวว่าว่เนเฟอร์ติร์ ติติแท้จริงริคือเจ้าจ้หญิงทาดูคีดูคีปา ธิดธิาของกษัตริย์ริทัย์ ทัชรัตรัตาแห่งห่มีทมีานนี ในม้วม้นคัมภีร์ โบราณมีกมีารกล่าวถึงชื่อชื่นีเมรีธิรีนธิเป็นอีกชื่อชื่หนึ่งของพระนาง แต่ก็ยังยัไม่ไม่ด้รับรัการยืนยืยันยัอย่าย่งเป็นทางการ ยังยัมีผู้มีเผู้สนอแนวคิดว่าว่พระนางเป็นธิดธิา หรือรืพระญาติกับฟาโรห์อห์าเมนโฮเทปที่สาม หรือรืไม่ก็ม่ ก็เป็นชนชั้นชั้สูงสู ของชาวเธบ อีกทฤษฎีหนึ่งยกให้เห้นเฟอร์ติร์ ติติเป็นธิดธิาของซีตซีามุน น้องสาวต่างมารดาของอาเมนโฮเทป ที่สาม โดยมีพมีระราชินีชิ นีเอียเรเป็นพระมารดาของนาง เอียเรเคยมีตำมี ตำแหน่งเป็นองค์รัชรัทายาท แต่ตำ แหน่งดังกล่าวต้องสิ้นสิ้สุดสุลงเมื่อมื่อาเมนโฮเทปที่สามขึ้นขึ้ครองบัลบัลังก์ ซีตซีามุนถูกถูเลี้ยงดูใดูห้เห้ป็นมเหสี ของทีเย แต่ก็ไม่มีม่หมีลักฐานว่าว่พระนางมีโมีอรสธิดธิากับผู้ใผู้ดหรือรืไม่ มีหมีลักฐานอย่าย่งหนึ่งที่บ่งบ่บอกว่าว่ ไทั้งทั้ซีตซีามุนและเนเฟอร์ติร์ ติติต่างก็มีคมีวามสัมสัพันพัธ์ทธ์างสายเลือดกัน นั่นนั่คือชื่อชื่ของทั้งทั้คู่ต่คู่ต่างก็หมายความว่าว่ “ผู้เผู้ลอโฉม” เนเฟอร์ติร์ ติตินับถือเทพเพียพีงองค์เดียว นั่นนั่ก็คืออาตอน ทั้งทั้นี้ อาเคนาเตน สวามีขมีองพระนางอาจเป็นพระบิดบิา หรือรืไม่ก็ม่ ก็พี่ช พี่ ายต่างมารดาของฟาโรห์ตุห์ตัตุตันคามุน ขึ้นขึ้อยู่กัยู่ กับว่าว่จะนับญาติแบบไหน วันวัที่เนเฟอร์ติร์ ติติอภิเษกสมรสกับอาเมนโฮเทปที่สี่ และต่อมาได้รับรั การสถาปนาเป็นพระชายาของพระองค์นั้นนั้ ไม่อม่าจระบุได้แน่นอน อย่าย่งไรก็ดี ทั้งทั้คู่มีคู่บุมีบุตรสาวด้วยกันหกคน


ตามรายชื่อชื่และปีเกิดต่อไปนี้: เมรีตรีาเตน – เกิดในปีที่ 2 หลังจากที่อาเมนโฮเทปที่สี่ขึ้ สี่ ขึ้นขึ้ครองราชย์ (1348 ย์ ปีก่อนคริสริตกาล) เมเคตาเตน – เกิดในปีที่ 3 (1347 ปีก่อนคริสริตกาล) อานเคเซนปาเตน, ผู้ที่ผู้ ที่ ต่อมาเป็นชายาของ ฟาโรห์ตุห์ตัตุตันคามุน – เกิดในปีที่ 4 (1346 ปีก่อนคริสริตกาล) เนเฟอร์เร์นเฟอรัวรัเตน ตาเชริตริ เกิดในปีที่ 6 (1344 ปีก่อนคริสริตกาล) เนเฟอร์เร์นเฟอร์รูร์รูเรNeferneferure เกิดในปีที่ 9 (1341 ปีก่อนคริสริตกาล) เซเตเปนเร – เกิดในปีที่ 11 (1339 ปีก่อนคริสริตกาล) ในปีที่สี่ข สี่ องการครองราชย์ (1346 ย์ ปีก่อนคริสริตกาล)อาเมนโฮเทปที่สี่ไสี่ ด้เริ่มริ่สร้าร้งศาสนสถานเพื่อพื่ บูชาเทพอาเตน และยังยัเชื่อชื่อีกว่าว่ ปีเดียวกันนี้พระองค์ได้เริ่มริ่ก่อสร้าร้งอาเคตาเตน เมือมืงหลวงแห่งห่ ใหม่ ซึ่งซึ่ปัจจุบันบันี้เป็นที่รู้จัรู้กจักันในชื่อชื่เมือมืงอามาร์นร์า ในปีที่ห้าห้ของการครองราชย์ (1345 ย์ ปีก่อนคริสริตกาล) อาเมนโฮเทปที่สี่ ได้เปลี่ยนพระนามของพระองค์อย่าย่งเป็นทางการเป็นอาเคนาเตน เพื่อพื่เป็นสัญสัลักษณ์ของศาสนสถานแห่งห่ ใหม่ คาดกันว่าว่เหตุกตุารณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขึ้ ในวันวัที่ 2 มกราคม ของปีนั้นนั้ ในปีที่เจ็ดจ็ของการครองราชย์ (13 ย์ 43 ปีก่อนคริสริตกาล) ได้มีกมีารย้าย้ยเมือมืงหลวง จากกรุงธีบธี ไปยังยัอามาร์นร์า แม้ว่ม้าว่จะยังยัมีกมีารก่อสร้าร้งต่อไปอีกถึงสองปี (จนกระทั่งทั่ 1341 ปีก่อนคริสริตกาล เมือมืงใหม่ถูม่กถูอุทิศให้กัห้ กับศาสนาใหม่ขม่องทั้งทั้คู่ เชื่อชื่กันว่าว่รูปปั้น ครึ่งรึ่ตัวอันโด่งดังของเนเฟอร์ติร์ ติติถูกถูสร้าร้งขึ้นขึ้ ในปีนี้เอง อักษรจารึกรึชิ้นชิ้หนึ่งระบุว่าว่ราววันวัที่ 21 พฤศจิกจิายน ในปีที่ 12 ของการครองราชย์ (1338 ปีก่อนคริสริตกาล) ได้มีกมีารกล่าวถึงเมเคตาเตน พระธิดธิาเป็นครั้งรั้สุดสุท้าย จึงจึเชื่อชื่กันว่าว่ นางอาจจะสิ้นสิ้พระชนม์ไม์ม่นม่านหลังจากนั้นนั้รูปสลักนูนต่ำ ในสุสสุานของอาเคนาเตนในสุสสุานกษัตริย์ริ ย์ แห่งห่อามาร์นร์ามีรูมีรูปงานศพของนาง ในช่วช่ง ศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสริตกาล ฟาโรห์ผู้ห์ ปผู้ กครองอาณาจักจัรไอยคุปคุต์ทรงพระนามว่าว่ อาเคนาเตน (Akhenaten) ระยะเวลา 17 ปี ที่ครองราชย์นั้ย์ นั้นั้พระองค์ได้ปฏิรูปศาสนา และศิลปกรรมของอียิปยิต์อย่าย่งมากมาย ก่อความระส่ำ ระสายให้แห้ก่นักบวชดั้งดั้เดิมจนกลายเป็น ความโกรธแค้นอาฆาต ซึ่งซึ่บุคคลที่สนับสนุนอยู่เยู่บื้อบื้งหลังฟาโรห์แห์ละมีอิมี อิทธิพธิลต่อราชวงศ์ไอยคุปคุต์ ๅ/ก็คือ พระมเหสีเสีอกของพระองค์ผู้มีผู้ พมีระนามว่าว่เนเฟอร์ติร์ ติตี (Nefertiti) ดังจะเห็นห็ ได้จากจิตจิรกรรมและประติมากรรมต่างๆในยุคนั้นนั้ที่มีรูมีรูปพระนางเนเฟอร์ติร์ ติตีปรากฏอยู่ร่ยู่วร่มกับ พระรูปของอาเคนาเตนเสมอๆ จนบางครั้งรั้แทบดูไดูม่อม่อกว่าว่องค์ใดคือกษัตริย์ริอย์งค์ใดคือราชินีชิ นี รูปโฉมของเนเฟอร์ติร์ ติตี มีลัมี ลักษณะเป็นสตรีเรีอวบาง แต่บั้นบั้ท้ายและสะโพกหนา ชุดที่พระนางสวมใส่ มักมัจะบางเบาโปร่งร่แสง ทำ ให้แห้ลดูมีดูเมีสน่ห์ยั่ห์วยั่ยวน จนได้รับรัสมญาว่าว่ “พระพักพัตร์งร์าม ทรงความเบิกบิบาน เป็นผู้ใผู้ห้คห้วามสำ ราญหาใครเทียม” และแต่เดิมนั้นนั้บรรดาประชากรอียิปยิต์ มีศมีาสนาที่นับถือพระเจ้าจ้หลายองค์ (พหุเหุทวนิยม) โดยมี เหล่านักบวช เป็นผู้ดูผู้ แดูลทำ พิธีพิ ใธีนวิหวิารต่างๆ แต่อาเคนาเตน ได้นำ เอาศาสนาพระเจ้าจ้องค์เดียว (เอกเทวนิยม) คือ สุริสุยริเทพอาเตน มายัดยัเยียยีด และได้ปฏิรูปศาสนา อย่าย่งถอนรากถอนโคนอาทิ หลังจากขึ้นขึ้ครองราชย์ไย์ด้ไม่นม่าน ฟาโรห์ก็ห์ ก็ทรงมีบัมีญบัชาให้สห้ร้าร้งเมือมืงหลวงขึ้นขึ้ ใหม่ กลางดินแดนอียิปยิต์ระ หว่าว่งเมือมืงธีบิธีสบิกับเมมฟิสฟิสำ หรับรัการสักสัการบูชาเทพอาเตน โดยเฉพาะชื่อชื่ของนครนี้คือ อาเคตาเตน (Akhetaten) แปลว่าว่ “ขอบฟ้าฟ้แห่งห่เทพอาเตน” ทรงย้าย้ยสมาชิกชิ ในราชวงศ์ ตลอดจนขุนนาง และบริพริารใกล้ชิดชิ ไปอยู่ที่ยู่ ที่ เมือมืงหลวงใหม่นี้ม่ นี้ใจกลางนครมีมมีหาวิหวิาร สถิตเทพอาเตนกับมีพมีระราชวังวัหลวง โดยมีอมีาคารพักพัอาศัยของข้าข้ราชบริพริารอยู่รยู่อบนอกมีสุมีสสุานของ พระราชวงศ์อยู่ที่ยู่ ที่ หน้าผานอกเมือมืง


แม้แม้ต่พระนามเดิมของฟาโรห์คืห์ คือ เอเมนโฮเทปที่ 4 ก็ยังยัทรงเปลี่ยนมาเป็น อาเคนาเตน ซึ่งซึ่แปลว่าว่ “วิญวิญาณอันรุ่งรุ่ โรจน์ของอาเตน” เทพอาเตน มีสัมีญสัลักษณ์เป็นแผ่นผ่กลม ที่มีรัมีศรัมีแมีผ่อผ่อกมาเป็นรูปมือมืเล็กๆ ซึ่งซึ่หมายถึงกำ เนิดชีวิชีตวิหรือรืจะหมายถึงพลังแห่งห่สุริสุยริเทพ ก็ได้มหาวิหวิารทีฟาโรห์แห์ละมเหสีสสีร้าร้งถวาย เทพอาเตนนั้นนั้เป็นแบบวิหวิารสุริสุยริ โบราณที่ไม่มีม่หมีลังคา ปล่อยให้แห้สงแดดส่อส่งลงมาได้เต็มที่ นอกจากจะคลั่งลั่ ไคล้บูชาอาเตนเต็มที่แล้ว ฟาโรห์ยัห์งยักระทำ ยํ่ายํ่ยี ศาสนาเดิม โดยมีบัมีญบัชาให้ปิห้ ปิดวิหวิารเทพเจ้าจ้อื่นๆ จนสิ้นสิ้ลบรูปสัญสัลักษณ์ต่างๆในวิหวิาร ริบริข้าข้วของ สมบัติบั ติต่างๆ ภายในวิหวิารแล้วนำ เอารูปเทพอาเตน เข้าข้ไปตั้งตั้แทน เพื่อพื่ ให้รห้าษฎรอียิปยิต์สักสัการบูชา สร้าร้งความโกรธเป็นเดือดเป็นแค้นแก่ นักบวชที่เคยมีอิมี อิทธิพธิลต่อจิตจิ ใจ ของชนอียิปยิต์อย่าย่งมากมาย ในปีที่ 1336 ก่อนคริสริตกาล ฟาโรห์อห์าเคนาเตน สิ้นสิ้พระชนม์ แผ่นผ่ดินตกอยู่ใยู่นการปกครองของ ผู้สำผู้ สำเร็จร็ราชการนาม เนเฟอร์เร์นเฟอรู อาเตน ซึ่งซึ่ไม่มีม่ ใมีครรู้แรู้น่ชัดชัว่าว่เขาเป็นใครมาจากไหน บางคน กล่าวว่าว่เป็นลูกลูพี่ลู พี่ กลูน้องกับอาเคนาเตน ผู้มีผู้ นมีามว่าว่เสม็นม็คาเร แต่หลายคน กล่าวว่าว่เขามิใมิช่ใช่ครอื่น หากแต่เป็นมเหสีเสีอกเนเฟอร์ติร์ ติตีนั่นนั่เอง เนเฟอร์ติร์ ติตินั้นนั้ ไม่ปม่รากฏพระองค์ หรือรืมีบมีทบาทใดๆ ให้เห้ห็นห็ ในช่วช่งท้ายๆ รัชรักาลอาเคนาเตน จะเป็นด้วยเหตุผตุลใดไม่แม่น่ชัดชัแต่สันสันิษฐานว่าว่ทรงรู้ดีรู้ ดีว่าว่พระองค์นั้นนั้มีส่มีวส่นร่วร่มกับฟาโรห์ทำห์ ทำลายล้าง ศาสนาเดิม และได้สร้าร้งศัตรูไว้มว้ากมาย จึงจึต้องทรงซ่อซ่นเร้นร้และปกครองอียิปยิต์ต่อมาอย่าย่งไม่เม่ ปิด เผยพระองค์ ในช่วช่งระยะเวลาอันสั้นสั้ราว 3 ปี ในฐานะผู้สำผู้ สำเร็จร็ราชการนี้ ได้มีคมีวามพยายาม ที่จะประนีประนอมรื้อรื้ฟื้นฟื้การบูชาเทพเจ้าจ้ดั้งดั้เดิมขึ้นขึ้ ใหม่ เพื่อพื่บรรเทาความอาฆาตแค้นของศัตรู หากแต่ไม่เม่ ป็นผล การสิ้นสิ้พระชนม์ขม์องเนเฟอร์ติร์ ติตีเป็นเรื่อรื่งลึกลับ บางคนถึงกับอ้างว่าว่พระนางสิ้นสิ้พระชนม์ก่ม์ ก่อนหน้า พระสวามีด้มี ด้วยซํ้าซํ้ อย่าย่งไรก็ตาม โดยที่มีผู้มีเผู้กลียดชังชัมาก ทำ ให้ภห้าพของเนเฟอร์ติร์ ติติตามวังวั และวิหวิารต่างๆถูกถูลบพระพักพัตร์ ออก อันเป็นการกระทำ ที่เกิดจากความเคียดแค้นอาฆาต ที่สะสมมานานและเหตุที่ตุที่ พระนาง มีใมีบหน้าที่สวยงามกว่าว่นางใดในแผ่นผ่ดิน ด้วยเหตุนี้ตุนี้ เองใบหน้า ของพระนางในรูปเขียขีนต่างๆ จึงจึถูกถูทำ ลายอย่าย่งเฉพาะเจาะจง! และแม้แม้ต่มัมมัมี่ข มี่ องพระนาง ก็ยังยัไม่มีม่หมีลักฐานปรากฏชัดชัเจนว่าว่อยู่หยู่นใด!


ทวอสเรต หรือรืทาโวสเรต, เทาสเรต เป็นกษัตริย์ริแย์ละฟาโรห์อห์งค์สุดสุท้าย ในราชวงศ์ที่สิบสิเก้าแห่งห่อียิปยิต์ ชื่อชื่ของพระองค์ถูกถูบันบัทึกในข้อข้สรุปของแมนิโธว่าว่ธูโอริสริผู้ที่ผู้ ที่โฮเมอร์ เรียรีกว่าว่ โพลีบุส สามีขมีองอัลคันดรา และในช่วช่งเวลาที่ ทอยถูกถูยึดยึ กล่าวกันว่าว่พระองค์ปกครองอียิปยิต์เป็นเวลา 7 ปี แต่ในภาพนี้รวมระยะ เวลาครองราชย์ 6 ย์ ปีของฟาโรห์ซิห์พซิตาห์ ฟาโรห์ก่ห์ ก่อนหน้า ทรอสเรต จึงจึถือเอาปีครองราชย์ขย์องฟาโรห์ซิห์พซิตาห์เห์ป็นของพระองค์เอง ขณะที่ระยะเวลาครองราชย์ที่ย์ ที่ แท้จริงริของพระองค์อาจอยู่ไยู่ด้ 1 ด้ ปีครึ่งรึ่ ใน 1191 ถึง 1189 ปีก่อน ค.ศ. ตัวเลขในปัจจุบันบัมักมัเขียขีนเป็นสองปีแทน การขุดค้นของมหาวิทวิยาลัยแอริโริซนาอียิปยิต์แอ็กซ์เซ์พดิชันชั ในวิหวิารอนุสรณ์ของพระองค์ ที่อัลกุรกุนะฮ์ สนับสนุนอย่าย่งหนักแน่นว่าว่ รัชรัสมัยมัของพระองค์เริ่มริ่ขึ้นขึ้ ในปีครองราชย์ที่ย์ ที่ 9 ซึ่งซึ่หมายความว่าว่พระองค์ อาจมีเมีวลาปกครองอย่าย่งอิสระเป็นเวลา 2-3 ปี โดยลบปีครองราชย์เย์ป็น เวลาเกือบ 6 ปีของฟาโรห์ซิห์พซิตาห์ พระนามพระมหากษัตริย์ริขย์องพระองค์ คือ ซิตซิเร เมอร์ยร์ามุน หมายถึง "พระราชธิดธิาของเร ผู้เผู้ป็นที่รักรัของอามุน"


ปริศรินาเรื่อรื่งสถานที่เก็บพระศพพระนางคลีโอพัตพัราที่ 7 ผู้ปผู้ กครององค์สุดสุท้ายแห่งห่อาณาจักจัร อียิปยิต์โบราณเป็นสิ่งสิ่ที่บรรดาผู้เผู้ชี่ย ชี่ วชาญพยายามค้นหาความจริงริมายาวนาน ล่าสุดสุคณะนักโบราณคดีจากอียิปยิต์และสาธารณรัฐรัโดมินิมิ นิกันเชื่อชื่ว่าว่พวกเขาอาจเข้าข้ใกล้การ ค้นพบสุสสุานของพระนางคลีโอพัตพัรา หลังจากมีกมีารค้นพบอุโมงค์ใต้ดินที่วิหวิาร "ทาโปไซริสริแม็กม็นา" (Taposiris Magna) ใกล้เมือมืงอเล็กซานเดรียรี ทางภาคเหนือของอียิปยิต์ตุตัตุตันคามุน ฟาโรห์ผู้ห์ค้ำผู้ ค้ำจุนอียิปยิต์แม้หม้ลังความตาย พบมัมมัมี่อี มี่ อียิปยิต์ลิ้นทองคำ ในวิหวิารต้องสงสัยสัเป็นสุสสุานพระนางคลีโอพัตพัรา เบาะแสใหม่ใม่นสุสสุานตุตัตุตันคามุน ช่วช่ยชี้บ ชี้ อกที่ซ่อซ่นร่าร่งราชินีชิ นี "เนเฟอร์ติร์ ติติ" อุโมงค์ขนาดใหญ่ที่พบมีคมีวามสูงสูประมาณ 6 ฟุต (1.82 เมตร) และมีคมีวามยาวเกือบ 1 ไมล์ (1.6 กิโลเมตร)นักโบราณคดีกลุ่มลุ่นี้ชี้ว่ ชี้ าว่หากอุโมงค์แห่งห่นี้นำ ไปสู่สุสู่ สสุานพระนางคลีโอพัตพัราจริงริ ก็จะกลายเป็นการค้นพบครั้งรั้สำ คัญที่สุดสุในโลกยุคปัจจุบันบัดร.แคทลีน มาร์ติร์ ติเนซ ผู้นำผู้ นำทีมศึกษาครั้งรั้นี้ให้สัห้มสัภาษณ์กับเว็บว็ ไซต์ข่าข่วประวัติวั ติศาสตร์ Heritage Key ร์ว่าว่ "นี่คือสถานที่เหมาะสมที่สุดสุที่จะเป็นสุสสุานคลีโอพัตพัรา" เธอกล่าวต่อว่าว่หากทีมงานค้นพบสุสสุานนี้จริงริก็จะเป็น "การค้นพบครั้งรั้สำ คัญที่สุดสุแห่งห่ ศตวรรษที่ 21ดร.มาร์ติร์ ติเนซ บอกว่าว่ทางการอียิปยิต์อนุญาตให้ทีห้ ทีมนักโบราณคดีของเธอขุดค้น พื้นพื้ที่บริเริวณนี้เพื่อพื่หาว่าว่ทฤษฎีของพวกเขาจะเป็นจริงริหรือรืไม่คม่ลีโอพัตพัราคือใคร


คลีโอพัตพัราขึ้นขึ้เป็นราชินีชิ นีแห่งห่อียิปยิต์โบราณ หลังจากพระราชบิดบิาสวรรคตในปีที่ 51 ก่อน คริสริตกาลอย่าย่งไรก็ตาม ธรรมเนียมของอียิปยิต์โบราณกำ หนดให้พห้ระองค์ต้องมีผู้มีร่ผู้ วร่ม ครองบัลบัลังก์ที่เป็นชาย ดังนั้นนั้พระองค์จึงจึอภิเษกสมรสกับพระอนุชา ทอเลมีที่มี ที่ 13คลีโอพัตพัรา เป็นผู้ปผู้ กครองที่ได้รับรัความนิยมจากประชาชน เพราะเชื่อชื่ว่าว่พระองค์ ทรงนำ ความมั่งมั่คั่งคั่และสันสัติสุขสุมาสู่ปสู่ ระเทศอย่าย่งไรก็ตาม เมื่อมื่ทอเลมีที่มี ที่ 13 เจริญริพระชนมพรรษา 13 พรรษาในปีที่ 49 ก่อนคริสริตกาล ก็วางแผนจะโค่นอำ นาจพระเชษฐภคินี เพื่อพื่ครองแผ่นผ่ดิน พระองค์เดียวเหตุกตุารณ์นี้ทำ ให้พห้ระนางคลีโอพัตพัราต้องหนีออกนอกประเทศ แล้วสะสมกำ ลังพล ขึ้นขึ้ต่อสู้กัสู้ กับพระอนุชา ส่งส่ผลให้อีห้ อียิปยิต์ตกอยู่ท่ยู่ ท่ามกลางสงครามกลางเมือมืง แต่ด้วยความช่วช่ยเหลือจากจูเลียส ซีซซีาร์ แม่ทัม่ ทัพชาวโรมันมัก็สามารถโค่น ทอเลมีที่มี ที่ 13 ลงได้สำ เร็จร็ และทำ ให้พห้ระนางคลีโอพัตพัราได้กลับขึ้นขึ้เป็นราชินีชิ นีอีกครั้งรั้ พระองค์ถือเป็นฟาโรห์อห์งค์สุดสุท้ายของอียิปยิต์โบราณ และสวรรคตในปีที่ 30 ก่อนคริสริตกาล ซึ่งซึ่อียิปยิต์ได้กลายเป็นส่วส่นหนึ่งของอาณาจักจัรโรมันมั


นาย กฤษธนศวร อานันต์พัชพัรกุลกุม.5/3 เลขที่2 นางสาว ฉัตรชนก มากิโนะ ม.5/3 เลขที่28 นางสาว ณภัทร สอาดดิษฐ์ ม.5/3เลขที่29 สมาชิกชิผู้จัผู้ ดจัทำ


Click to View FlipBook Version