The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นอ่อน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 511-31 นุชนาฎ ปัญญาทะ, 2023-11-23 03:14:14

เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นอ่อน

TISSUE CULTURการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ


คำ นำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)นี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อผู้อ่านได้ทราบข้อมูล เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เช่นวิธีการ การดูแล และอื่นๆ คณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์สำ หรับคนที่สนใจที่จะศึกษาในเรื่องการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ได้รับประโยชน์จากหนังสือ E-book เล่มนี้ไม่มากก็น้อย คณะจัดทำ นางสาวนลพรรณ จั่นเพชร นางสาวนุชนาฏ ปัญญาทะ


สารบัญ หัวข้อ หน้า ประวัติความเป็นมา ความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยง และควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ ความหมายของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิธีการหนึ่งที่นำ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาใช้ หลัักกการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พันธุ์ไม้ป่า คำ นิยาม (Terminology หลักการการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเยื่อพืช ชิ้นส่วนของพืช 1 2 3 4-5 6 7 8 9


หน้า ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ขั้นตอนการนํากิ่งมาชําทราย การเตียมอาหาร เทคนิคสำ หรับการทำ อาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หัวข้อ สารบัญ 10 11 12 13


วิทยาการทางด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชนี้ เริ่มขึ้นราว พ.ศ. ๒๔๔๕ (ค.ศ. ๑๙๐๒) ด้วยความ พยายามของ โกทท์ลีบ ฮาเบอร์ลันดท์ (Gottlieb Haberlandt) นักพฤกษศาสตร์ ชาวออสเตรีย ที่ ต้องการพิสูจน์ทฤษฎีที่กล่าวถึง เซลล์ของสิ่งมีชีวิต หน่วยโครงสร้าง ที่เล็กที่สุดที่รู้จักในขณะนั้นว่า แต่ละหน่วยสามารถเจริญเติบโตไปเป็นสิ่งมีชีวิต ทั้งต้น หรือทั้งตัวได้ (totipotency) ซึ่ง ชวันน์ และ ชไลเดน (Schwann and Schleiden) นักชีววิทยา ได้เสนอไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๘๐ (ค.ศ. ๑๘๓๗) แม้ว่าความพยายามของฮาเบอร์ลันดท์ในครั้งแรกจะยังไม่บรรลุผลดังที่คาดไว้ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำ ให้มีการศึกษาทดลองอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา และปรากฏความก้าวหน้าเป็นลำ ดับ กล่าวคือ ใน พ.ศ. ๒๔๖๕ (ค.ศ. ๑๙๒๒) ในสหรัฐอเมริกา คนุดสัน (Knudson) สามารถเพาะ เมล็ดกล้วยไม้ และเลี้ยงต้นกล้า ในสภาพปลอดเชื้อได้ด้วยอาหารสังเคราะห์ง่ายๆ ที่ประกอบด้วยแร่ ธาตุและน้ำ ตาล จากนั้นใน พ.ศ. ๒๔๗๗ (ค.ศ. ๑๙๓๔) ไวต์ (White) นักพฤกษศาสตร์ ชาว อเมริกัน ได้ประสบความสำ เร็จในการเลี้ยงอวัยวะของพืช โดยทดลองนำ ปลายรากของมะเขือเทศมาเลี้ยงให้เติบโตในสภาพปลอดเชื้อ และพบว่า นอกจากแร่ธาตุ และน้ำ ตาลแล้ว การเติมสารสกัด จากยีสต์ (yeast extract) ซึ่งทราบในภายหลังว่าอุดมด้วยวิตามินบี ช่วยให้เนื้อเยื่อรากเติบโตเป็นปกติได้ในหลอดทดลอง ความสำ เร็จ ของงานเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมีมากขึ้น เมื่อมีการค้นพบ ฮอร์โมน พืชชนิดแรก คือ อินโดลแอซีติกแอซิด (indoleacetic acid) หรือ IAA ซึ่งเป็นฮอร์โมนพืชกลุ่มออกซิน (auxin) และได้นำ มาใช้ในการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ดังปรากฏผลในรายงานของ โกเท อเรต์(Gautheret) และ โนเบคูร์ (Nobecourt) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ (ค.ศ. ๑๙๓๘ ที่ประเทศฝรั่งเศสและ ที่ทดลองในประเทศสหรัฐอเมริกาในปีเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายสามารถเลี้ยงเนื้อเยื่อจากลำ ต้น และรากของพืชบางชนิด ให้สามารถเพิ่มจำ นวนเซลล์ เกิดเป็นกลุ่มก้อนเนื้อเยื่อ ซึ่งคล้ายเนื้อเยื่อที่ พืชสร้าง เมื่อเกิดบาดแผลขึ้น กลุ่มก้อนเนื้อเยื่อนี้เรียกว่า ไวต์แคลลัส (callus) แคลลัสที่เลี้ยงใน สภาพปลอดเชื้อนี้ ประกอบด้วยเซลล์ที่สามารถแบ่งตัวเพิ่มปริมาณไปได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่มีอาหาร หล่อเลี้ยง ประวัติความเป็นมา 1


ความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงและควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อมีความสำ เร็จก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นหนึ่ง เมื่อมีการค้นพบไคนีทิน (kinetin) หรือ ซิกส์เฟอฟิวริลแอมิโนพิวรีน (6-furfuryl amino purine) ซึ่งเป็นสารควบคุมการเจริญของพืชในกลุ่มไซโทไคนิน (cytokinin) โดยใน พ.ศ. ๒๕๐๐ (ค.ศ. ๑๙๕๗) สกูก และ มิลเลอร์ (Skoog and Miller) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้ทดลอง เลี้ยงเนื้อเยื่อยาสูบ โดยการใช้ออกซิน ร่วมกับไซโทไคนิน พบว่า สามารถควบคุมการเจริญ ของ เนื้อเยื่อยาสูบให้สร้างยอดและรากได้ โดยการปรับเปลี่ยนสัดส่วนของออกซินต่อไซโทไคนิน ใน อาหารที่ใช้เลี้ยง กล่าวคือ ในสภาพที่ให้ออกซินต่ำ ไซโทไคนินสูง เนื้อเยื่อยาสูบจะสร้างยอด ใน ทางตรงกันข้าม หากให้ออกซินสูง ไซโทไคนินต่ำ เนื้อเยื่อยาสูบจะสร้างราก ในปีต่อมาในประเทศ สหรัฐอเมริกา สตูเวิด (Steward) และคณะ รายงานผลการใช้น้ำ มะพร้าวเติมลงไปในอาหาร ที่ใช้ เลี้ยงแคลลัสของแครอต ปรากฏว่า เซลล์ของแคลลัสมีการเจริญ เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะ เช่น เดียวกับเอ็มบริโอ เรียกโครงสร้างคล้ายเอ็มบริโอที่เกิดจากเซลล์ของแคลลัสนี้ว่า เอ็มบริออยด์ (embryoid) หรือ โซมาติกเอ็มบริโอ (somatic embryo) เนื่องจากเจริญมาจากเซลล์ที่ไม่เกี่ยว กับเพศ และเอ็มบริออยด์นี้สามารถงอกเป็นต้นแครอต ที่สมบูรณ์ได้ในหลอดทดลอง น้ำ มะพร้าว เป็นอาหารสะสมตามธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนประกอบของสารอาหาร รวมทั้ง สารควบคุมการเจริญของ พืชด้วย ในการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชชนิดต่างๆ พบว่า การใช้ออกซินร่วมกับไซโทไคนิน มีผลคล้ายกับ การใช้น้ำ มะพร้าว ในการชักนำ ให้เซลล์เจริญเปลี่ยนแปลงไปเป็นเอ็มบริโอ จวบจน พ.ศ. ๒๕๐๘ (ค.ศ. ๑๙๖๕) วาซิล และ ฮิลเดอแบรนดท์ (Vasil and Hildebrandt) ประสบความสำ เร็จในการ แยกเซลล์เดี่ยว ของยาสูบ และสามารถเลี้ยงให้เจริญพัฒนาเป็นต้นที่สมบูรณ์ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งนับ เป็นการทดลอง ที่ยืนยันสมบัติของเซลล์ ตามทฤษฎีที่ฮาเบอร์ลันดท์ได้เคยพยายามพิสูจน์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ (ค.ศ. ๑๙๐๒) ความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยง และควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ 2


การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หมายถึง การนำ เอาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะเนื้อเยื่อเซลล์ หรือเซลล์ไม่มีผนัง มาเลี้ยงในอาหารเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อจุลิทรีย์ และอยู่ในสภาพควบคุมอุณหภูมิ แสงและความชื้นเพื่อให้เซลล์พืชที่นำ มาเพาะเลี้ยงนั้น ปราศจากเชื้อที่มารบกวนและทำ ลายการเจริญ เติบโตของพืช ความหมายของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ นิยมใช้กับพืชที่มีปัญหาในเรื่องของการขยายพันธุ์ หรือพืชที่มีปัญหาเรื่องโรค เช่น ขิง กล้วยไม้ หรือพืชเศรษฐกิจ เช่น กุหลาบ ดาวเรือง ข้าว แครอท คาร์เนชั่น เยอร์บีร่า พืชที่นิยมนำ มาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3


การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เป็นวิธีการหนึ่งที่นำ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มจำ นวนพืชเศรษฐกิจหลายชนิดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับการขยายพันธุ์โดย วิธีอื่นๆ เช่น สามารถขยายพันธุ์พืชปริมาณมากๆ ในระดับเป็นหมื่นเป็นแสนต้นโดยใช้เวลาที่สั้นกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่ มีต้นแม่พันธุ์จำ นวนน้อย และเป็นพืชที่เติบโตหรือขยายพันธุ์โดยวิธี ธรรมดาได้ช้า การขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชนี้ ทำ ให้ได้พืชจำ นวนมากที่มีคุณภาพ สม่ำ เสมอ นอกจากนั้น พืชที่ได้ยังปลอดจากจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย รา ที่อาจเป็นสาเหตุ ของโรค จึงเหมาะแก่การนำ ไปปลูกเพื่อให้ได้ต้นที่สมบูรณ์ และมีผลผลิตสูงต่อไป การปฏิบัติงานในห้องปลอดเชื้อ ระยะระหว่างการติดตามการเจริญเป็นต้นอ่อน ที่ขยายพันธุ์ได้ต่อไป โดยการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช วิธีการหนึ่งที่นำ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาใช้ 4


การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เป็นการนำ ส่วนของพืช ที่ประกอบด้วยเซลล์ ที่มีชีวิตมาเลี้ยง ในสภาวะ ปลอดเชื้อ โดยให้อาหารสังเคราะห์ ที่เตรียมขึ้นเฉพาะ สำ หรับการเจริญเติบโต ของเนื้อเยื่อพืช แต่ละชนิด เพาะเลี้ยงให้เจริญเติบโตในสภาพแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น และแสง ที่ควบคุมอย่างเหมาะสม การควบคุมการเจริญของเนื้อเยื่อพืชที่นำ มาเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ เป็นหัวใจสำ คัญของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้เห็นจำ นวนต้นพืชที่สมบูรณ์อย่างรวดเร็ว การควบคุมการเจริญของเนื้อเยื่อพืชที่นำ มาเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ เป็นหัวใจสำ คัญของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 5


การเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อ พืช จัดว่า เป็นวิทยาการ หรือ วิธีการสาหรับผลิตพืชปริมาณมาก ซ่ึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบันถึงขั้นจัดเป็นงานวิจัยหลักในสาขาวิชาชีววิทยา เภสัชกรรม เกษตรกรรม และ ป่าไม้ ทั้งน้ีสืบเน่ืองจากงานด้านการเพาะเล้ียงเน้ือเย่ือน้ี มีแนวโน้มท่ีสามารถพัฒนาไปถึงระดับอุตสาหกรรมได้การศึกษาด้านการเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อ เริ่มมาเป็นเวลานาน เริ่มต้ังแต่ปี ค.ศ. 1878 เมื่อ Vochting ทำ การศึกษาเก่ียวกับการปักชาและ ได้สังเกตพบว่า เซลที่เรียงตัวตามความยาวของลำ ต้นสามารถที่จะเกิดรากและยอดได้ ทั้งน้ีข้ึนอยู่ กับตำ แหน่งของเซลบนกิ่งชา ซ่ึงจากข้อสังเกตของ Vöchting ทำ ให้ Gottieb Haberlandtนัก พฤกศาสตร์ชาวเยอรมันหันมาสนใจศึกษาคุณสมบัติและศกัยภาพของเซลพืชจึงได้พยายามแยก เซลพืชมาเล้ียงในอาหารจนประสบความสำ เร็จในปี 1889 แต่เซลท่ีเล้ียงไว้นั้น มีเพียงการเจริญ เติบโต และการเปล่ียนแปลงรูปร่างเท่านั้นไม่มีการแบ่งเซลเกิดข้ึน Haberlandtจึงให้ข้อสรุปว่า เกิดจากการขาด เอนไซมสำ หรับการเจริญเติบโต (growth enzyme) จากการค้นพบของ Haberlandt ทาให้นักวิทยาศาสตร์ต่าง หันมาสนใจศึกษางานด้านการเพาะ เล้ียงเน้ือเยื่อกันมากข้ึน ทำ ให้การศึกษาการเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อมี ความก้าวหน้า และพัฒนาข้ึนมาเป็นลำ ดับนมีการศึกษาวิจัย ถึงขั้นการเพาะเล้ียง โปรโตพลาสต์ และการถ่ายทอดยีนส์ซ่ึงเป็นงานด้านพันธุ์วิศวกรรม หลัักกการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พันธุ์ไม้ป่า Principle of Tissue Culture in Forest Tree 6


การศึกษาการเพาะเล้ียงเน้ือเย่ือนั้นมีคำ นิยามที่ใช้สำ หรับงานด้านนี้อยู่มากมายเพ่ือให้เข้าใจและ เป็น พ้ืนฐานในการศึกษาควรจะเข้าใจความหมายของสิ่งต่างๆ เสียก่อน ดังนี้ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (Plant tissue culture) คือ การขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศประเภท หน่ึง โดยการนําชิ้นส่วนพืช (explant) ซ่ึงอาจเป็นโปรโตพลาสต์ (protoplast) เซล (cell) เน้ือ เยื่อ (tissue) หรือ อวัยวะ (organ) ของพืช มาเพาะเล้ียงบนอาหารสังเคราะห์ (media) ในสภาพปลอดเช้ือ (aseptic condition) ภายใต้หารควบคุมสภาพแวดล้อมได้แก่แสงอุณหภูมิและความ ช้ืนเพื่อให้ชิ้นส่วนเหล่านั้นเจริญพัฒนา เป็นต้นใหม่ต่อไป(Bonga1982) การขยายพันธ์ุโดยจุลวิธี (Micropropagation) คือ การนําเอาเทคนิคทางด้านการเพาะเล้ียง เน้ือเย่ือมาใช้ โดยเริ่มจากชิ้นส่วนพืชที่มีขนาดเล็ก ซ่ึงมีความหมายเช่นเดียวกับคําว่า tissue culture และ In vitro culture คำ นิยาม (Terminology) 7


แม่ไม้ อวัยวะ(organ) เนื้อเยื่อ (tissue) กึ่งอวัยวะ/กึ่งเนื้อเยื่อ(organ/tissueintermediate) เซล/โปรโตพลาสต์(cell/protoplast) ทำ ความสะอาด ชักนำ ยอด ชักนําราก ต้น อาหาร แสง อุณหภูมิ ย้ายชำ ชิ้นส่วนพืช☆ เพาะเลี้ยง☆ หลักการการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเยื่อพืช 8


ชิ้นส่วนของพืช ชิ้นส่วนพืช(Explant)คือชิ้นส่วนพืชเล็กๆที่นํามาใช้ในการเพาะเล้ียง เน้ือเยื้อ ได้แก่อวัยวะ (organ) เน้ือเยื่อ (tissue) ก่ึงอวัยะหรือ ก่ึงเน้ือเย่ือ (organ/tissue intermediate) เซล (cell) แคลลัส (callus) และโปรโตพลาสต์ (protoplast) ตัวอย่างเช่น ปลายยอด (shoot tip) ปลายราก (root tip) ใบเล้ียง (cotyledon) ใบอับ เรณู(anther)คัพภะ (embryo)เมล็ดแคมเบียม(cambium) เรณู(pollen)ไข่อ่อน(ovule) 9


ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การเตรียมเนื้อเยื่อ เป็นการนาชิ้นส่วนพืชจากต้นแม่พันธุ์ในส่วนของยอดอ่อนหรือตายอด เพื่อนาเข้ามา สู่กระบวนการเพาะเลี้ยง เน้ือเยื่อ โดยส่วนของพืชนั้น สามารถนามาได้จากหลายวิธี เช่น ยอดจากการ ปักชาทรายยอดจากการติดตา ยอดCutting และยอดจากต้นแม่พันธุ์โดยตรงทั้งนี้การได้ยอดจาก การติดตา เป็นวิธีที่ยังนิยมใช้ในการเพาะ เลี้ยงเนื้อเยื่อ แต่มีข้อเสีย คือต้องใช้เวลานาน และต้องมีความ ชานาญ อีกทั้ง ยังต้องมีต้นพันธุ์เพื่อใช้สาหรับ การติดตาอีกด้วย ในส่วนนี้จะขอกล่าวถึงการปักชาทราย ซึ่งเป็นการปฏิบัติการ ณ ห้องปฏิบัติการสาหรับเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ โรงเรือนขนาดเล็ก โรงเรือนขนาดเล็กสาหรับชากิ่งด้วยทราย เพื่อจะทาให้ยอดที่สะสมอาหารนั้น แตกยอดที่มีความ สมบูรณ์ พร้อมที่จะนามาสู่ที่กระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สาหรับการปักชาทรายนี้ ถือว่าเป็นส่วน สาคัญอย่างหนึ่ง เพื่อจะให้ได้ชิ้นส่วนของพืชจากต้นแม่พันธุ์ที่ต้องการขยายพันธุ์หรือปรับปรุงพันธุ์ มาทาการเพาะ เลี้ยงเนื้อเยื่อให้ได้จานวนมาก และมีลักษณะเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ ทาให้ได้สาย ต้นที่มีลักษณะที่ดี ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ซึ่งสามารถต่อยอดเพื่อปลูกเป็นสวนผลิตเมล็ดพันธุ์ ต่อไป อุปกรณ์ 1. กิ่งแม่พันธุ์ (ตายอด/ตาข้าง) 2. กระถางขนาด 10 นิ้วขึ้นไป 3. ทราย 4. โรงเรือน 4.1 ตาข่ายกันแสง/สแลน 50%-80% 4.2 Timer 4.3 สเปรย์หมอกรดน้าต้นไม ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 10


1. เตรียมกิ่งแม่พันธุ์ที่ต้องการ (กิ่งแม่พันธุ์ต้องมีตาข้าง/ตายอด และไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป ควรตัดด้วยยาว ประมาณ 50-80 เซนติเมตร) 2. ปักกิ่งแม่พันธุ์ที่ต้องการลงกระถางทรายที่เตรียมไว้ โดยปักลึกไปประมาณ 20 เซนติเมตร จานวน 3-5 กิ่งเท่านั้นเพื่อไม่ให้แน่นกระถางจนเกินไป (ทรายควรเป็นทรายที่สะอาด มีการ ตากแดดเพื่อฆ่า เชื้อในเบื้องต้น) 3. ให้นํ้าทุกๆ 1 ชั่วโมง นาน 1 นาที (โดยใช้ Timer ตั้งเวลาเพื่อสเปรย์หมอกรดนํ้า) ขั้นตอนการนํากิ่งมาชําทราย 1. หลังจากปักกิ่งแม่พันธุ์แล้วลงในกระถางแล้ว ไม่ควรขยับตัวกิ่งแม่พันธุ์ หรือย้าย กระถางเด็ดขาด เนื่องจากกิ่งแม่พันธุ์มีความไวต่อการติดเชื้อ 2. ควรปักให้ห่างกันประมาณหนึ่ง ไม่ให้ชิดหรือแน่นมากเกินไป ทั้งนี้ ให้พิจารณาตาม ความเหมาะสม เพื่อจะตัดยอดที่แตกออกมาได้อย่างสะดวก 3. ในฤดูฝนเป็นฤดูที่ควรหลีกเลี่ยงจากชาทราย เนื่องจากเสี่ยงการติดเชื้อราที่มาจา กนํ้าฝน เทคนิคในขั้นตอนการปักชําทราย 11


รูปประกอบการปักชำ ทราย รูปภาพจาก http://www.fio.co.th/fio/km/docKM63/tissue.pdf 12


เป็นการนาธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการในการเจริญเติบโต และธาตุอาหารรองมาผสมกับวุ้น ฮอร์โมนพืช วิตามิน น้าตาล และบางกรณีอาจมีการเติมผงถ่านด้วย ในอัตราส่วนที่เหมาะสม แล้วนาไป นึ่งฆ่าเชื้อ ซึ่งในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง สิ่งที่สาคัญมาก อย่างหนึ่งคือ องค์ประกอบของอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชชนิดนั้นๆ ซึ่งต้อง ประกอบด้วยอาหารที่ พืชสามารถนาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสูตรอาหารเลี้ยงเนื้อเยื่อ ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ 1. สารอนินทรีย์ ได้แก่ ธาตุอาหารหลักคือ ธาตุอาหารที่พืชจาเป็นต้องใช้ในปริมาณมาก เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแตสเซียม กามะถัน แคลเซียม แมกนีเซียมและกามะถัน และธาตุ อาหารรองหรือธาตุ อาหารที่พืชจาเป็นต้องใช้ในปริมาณน้อย เช่น เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โมลิบดีนัม โบรอน ไอโอดีน โคบอล คลอรีน 2. สารประกอบอินทรีย์ ได้แก่ สารที่มีองค์ประกอบของคาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) และ ออกซิเจน (O) แบ่งออกได้หลายกลุ่ม คือ 2.1 น้าตาล 2.2 วิตามิน ชนิดที่มีความสาคัญ ได้แก่ Thiamine Pyridoxine Nicotinic acid 2.3 กรดอะมิโน ได้แก่ ไกลซีน 2.4 สารควบคุมการเจริญเติบโต ได้แก่ ออกซิน ไซโตไคนิน จิบเบอเรลลิน 2.5 สารอินทรีย์พวกอิโนซิทอล อะดีนีน ช่วยส่งเสริมให้เกิดยอด 2.6 วุ้น เป็นเพียงส่วนที่ทาให้อาหารแข็ง หรือกึ่งแข็งกึ่งเหลวที่พอจะพยุงเนื้อเยื่อพืชไม่ให้จมอยู่ ในอาหาร 2.7 ผงถ่าน เพื่อดูดสารพิษที่พืชสร้างขึ้นมา ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช (ถ้ามี) อาหารสาหรับเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแบ่งออกเป็น 4 สูตรอาหารหลัก 1. อาหารสาหรับหลังจากการฟองฆ่าเชื้อชิ้นส่วนเนื้อเยื่อ 2. อาหารสาหรับขยายกอชิ้นส่วน เนื้อเยื่อ 3. อาหารสาหรับยืดยอด 4. อาหารสาหรับออกราก การเตียมอาหาร 13


1. การชั่งสารเคมี เครื่องชั่งสาหรับชั่งสารเคมีควรมีอย่างน้อย 3 ประเภท เพื่อชั่งสารเคมีให้เหมาะสมกับเครื่องชั่งที่มีอยู่ เพื่อความแม่นยาของสารเคมีที่ใช้ อีกทั้ง ยังเป็นการถนอมเครื่องชั่งอีกทางหนึ่งด้วย - เครื่องชั่งที่สามารถชั่งสารเคมี1g–1,000g - เครื่องชั่งที่สามารถชั่งสารเคมี (สองตาแหน่ง) 0.01 g – 500 g - เครื่องชั่งที่สามารถชั่งสารเคมี (สี่ตาแหน่ง) 0.0001 g- 0.1 g 2. เครื่องวัดค่าความเป็นกรด-ดา่ ง 2.1 ควรทาการ calibrate ให้เรียบร้อยก่อนใช้ซง่ึ ก่อนและหลังการใช้ทุกครั้ง ต้องทา ความสะอาด ด้วยน้ากลั่นให้เรียบร้อย เช็ดให้แห้งทุกครั้ง 2.2 ควรวัดค่าความเป็นกรด-ดา่ ง หลังจากปรับปริมาณให้ได้ตามจานวนที่ต้องการ ก่อนการใส่วุ้น และผงถ่าน 3. สารละลายเข้มข้น 3.1 ควรตวงสารละลายเข้มข้นในกระบอกตวง (Cylinder) ที่เหมาะสมกับปริมาณที่ ต้องการเท่านั้น เช่น เมื่อต้องการสารละลายเข้มข้นปริมาณ 5 มิลลิลิตร ควรใช้กระบอก ตวง (Cylinder) ขนาด 10มิลลิลิตรมิใช่กระบอกตวงขนาด25มิลลิลิตร หรือ50มิลลิลิตร เพื่อความแม่นยาของ ปริมาตรสารละลายเข้มข้น 3.2 ระหว่างการตวงสารละลายเข้มข้นจากขวด Stock เพื่อทาอาหารเพาะเล้ียงเนื้อเยื่อ สูตรต่างๆ แล้ว หากเทเกินปริมาตรที่ต้องการ ต้องหาภาชนะรองรับเพื่อทิ้งเท่านั้น ไม่ ควรเทใส่ขวด Stock ขวดเดิมเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสารละลายเข้มข้ม 3.3 สารละลายเข้มข้น ควรใช้ขวดสีชา และเก็บไว้ในตู้เย็น เท่านั้น 3.4 ควรมีตู้เย็นเพื่อแช่สารเคมีโดยเฉพาะเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสารละลาย โดย ไม่ควรแช่ อาหารร่วมกับสารเคมี เทคนิคสำ หรับการทำ อาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 14


การเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญของกล้วยไม้ในอาหารเหลวที่มีน้ำ มะพร้าวเป็นองค์ประกอบ สามารถเจริญ และเพิ่มปริมาณต้นกล้วยไม้ได้เป็นปริมาณมาก ในช่วงเวลาดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์ได้ ให้ความสนใจศึกษาพัฒนาสูตรอาหาร และวิธีการที่เหมาะสม ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของพืชหลากหลายชนิด ซึ่งผลที่ปรากฏ ไม่เพียงแต่ทำ ให้ เกิดความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจน ลึกซึ้งยิ่งขึ้นทางวิทยาศาสตร์ พื้นฐานเกี่ยวกับการเจริญเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะของพืชเท่านั้น แต่ยังสามารถประยุกต์ความรู้ ตลอดจน วิธีการดังกล่าวได้อย่างกว้างขวาง เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ทั้งในทางตรง และทางอ้อมในประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. ถาวร วัชราภัย นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำ พ.ศ. ๒๕๓๒ ของมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นคนแรกของ ประเทศ ที่นำ วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมาปฏิบัติ โดยใช้กล้วยไม้เป็นพืชทดลอง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ ที่ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมามีส่วนทำ ให้ ประเทศไทยเปลี่ยนสถานภาพจากผู้นำ เข้ากล้วยไม้ มาเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก ใน ปัจจุบัน และผลจากงานวิจัยนี้ ได้ขยายวงต่อไปยังพืชเศรษฐกิจอื่นๆ อีกมาก การศึกษา และพัฒนา ความรู้ ทางด้านการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ได้รับการส่งเสริมทั้งในรูปแบบการจัดการเรียนการสอน การ อบรม การวิจัย และพัฒนา ซึ่งดำ เนินการอยู่ทั้งในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ และในหน่วยงานราชการ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ ในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพและการเกษตร รวมทั้งบริษัทเอกชนอีกหลายแห่ง ที่ให้บริการการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ซึ่งมีลูกค้า ทั้งภายใน ประเทศและจากต่างประเทศ นับเป็นความรู้ความเชี่ยวชาญของคนไทย ที่สามารถดำ เนินกิจการ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชได้ผลดี จนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 15


เทคนิคสำ หรับการย้ายกล้าเนื้อเยื่อออกจากขวดเพาะเลี้ยง 1. การสัมผัสกล้าเนื้อเยื่อควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันกล้าเนื้อเยื่อช้า และรากหักหรือขาด เพราะจะทาให้กล้าไม้หยุดการเจริญเติบโตและอาจตายได้ 2. โรงเรือนที่ใช้อนุบาลกล้าเนื้อเยื่อ จะต้องมีการควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้ เหมาะสมกับกล้าเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อ 3. โรงเรือนเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะต้องมีการนาสแลนออกตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อเปิดให้กล้าเนื้อเยื่อได้รับแสง ให้กล้าเนื้อเยื่อแข็งแรง และสามารถปรับ ตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ 4. การให้นํากล้าเนื้อเยื่อนั้น ต้องให้อย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เนื่องจากกล้าเนื้อเยื่อยัง ที่ออกมาจากขวดในระยะแรกๆ มีความอ่อนแออย่าง มาก 16


บรรณานุกรม นางสาวเปี่ยมพร ศรีประทัย.สานักวิจยัพัฒนาการจัดการป่าไม้เศรษฐกิจอย่ายั่งยืน [ออนไลน์] ได้จาก :http://www.fio.co.th/fio/km/docKM63/tissue.pdf สืบค้นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2566


Click to View FlipBook Version