รายงานวิจัยในชนั้ เรียน
ผลของการกจิ กรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) เพ่ือฝึกสมาธิสำหรับนกั เรียนชน้ั อนุบาลปีท่ี 3/4
โรงเรยี นตนั ติวัตร
นางสาวชุตกิ าญจน์ นุ่นแกว้
รหัสนกั ศกึ ษา 6211101022
งานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนง่ึ ของรายวิชาปฏิบตั กิ ารสอน
ในสถานศึกษา 1 (1024809)
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
สาขาการศกึ ษาปฐมวัย
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครศรธี รรมราช
ก
ชื่อเรื่อง ผลของการกจิ กรรมบรหิ ารสมอง ( Brain Gym) เพื่อฝึกสมาธิสำหรับนักเรียนชั้นอนบุ าลปีท่ี 3/4
โรงเรยี นตนั ติวัตร
ผู้รายงาน นางสาวชุตกิ าญจน์ นุ่นแก้ว
สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย
ปที ี่วิจัย 2565
บทคัดย่อ
การวจิ ยั ครง้ั นี้ มีวตั ถปุ ระสงค์เพ่ือเปรียบเทียบสมาธิ ก่อนและหลังการจัดกรรมการบริหารสมอง
( Brain Gym) ของนักเรยี นชน้ั อนบุ าลปที ่ี 3/4 โรงเรียนตันติวตั รกอ่ นและหลงั การจดั กจิ กรรม โดยใช้การบริหาร
สมอง ( Brain Gym) กลุ่มเปา้ หมายทใี่ ชใ้ นการวจิ ัยในครง้ั นเ้ี ป็น เด็กนกั เรียนชาย - หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ท่ี
กำลังศึกษาอยูใ่ นระดบั ชนั้ อนุบาล 3/4 จำนวน 10 คน ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรยี นตนั ตวิ ัตร
เคร่อื งมือที่ใช้ในการวิจยั คือ แผนการจดั กิจกรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym) ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/4
โรงเรียนตันติวตั ร จำนวน 8 แผน และแบบประเมินการสังเกตการฝกึ สมาธิกจิ กรรมการบรหิ ารสมอง(Brain Gym)
ของนักเรยี นชน้ั อนุบาลปที ี่ 3 โรงเรียนตันตวิ ตั ร สถิตทิ ใี่ ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ไดแ้ ก่ คา่ เฉลยี่ และคา่ เบี่ยงเบน
มาตรฐาน ผลการวิจัยพบวา่
การเปรียบเทียบผลของการจัดกรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym) โดยแยกเป็นรายด้าน คือด้านการ
จดจ่อ ใส่ใจอยู่กับส่ิงที่ทำและด้านมีช่วงความสนใจต่อเนื่องในการทำกิจกรรม โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ด้านการจด
จ่อ ใส่ใจอยูก่ ับสิง่ ท่ีทำ ก่อนการจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) มีค่าเฉลี่ย ( ̅ = 3.00) และส่วนเบีย่ งเบน
มาตรฐาน (S.D.= 1.06) อยู่ในระดับพอใช้ และหลังการจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) มีค่าเฉลี่ย ( ̅ =
5.20) และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.= 1.04) อยใู่ นระดับดี จะเห็นได้ว่าคา่ เฉลี่ยนด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสิ่ง
ที่ทำ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) แตกต่างกันอย่างชัดเจนและด้านมีช่วงความสนใจ
ต่อเนื่องในการทำกิจกรรม ก่อนการจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) มีค่าเฉลี่ย ( ̅ = 2.80) และส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.= 0.96) อยู่ในระดับพอใช้ และหลังการจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) มี
ค่าเฉลี่ย ( ̅ = 5.30) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.= 1.00) อยู่ในระดับดี จะเห็นได้ว่าค่าเฉลี่ยนด้านมีช่วง
ความสนใจต่อเนื่องในการทำกิจกรรม ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym) แตกต่างกัน
อย่างชดั เจน
คำสำคัญ : กิจกรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym), การฝกึ สมาธิ
ข
กิตตกิ รรมประกาศ
การวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีเพราะความกรุณาให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำอย่างยิ่งจาก
อาจารย์สุดา เจ๊ะอุมา อาจารย์นิเทศเอก ที่ค่อยดูแลเอาใจใส่ ให้คำปรึกษา และแนะนำในการแกไ้ ขข้อบกพร่องทกุ
ขน้ั ตอนเป็นอยา่ งยง่ิ ผ้วู จิ ัยจึงตอ้ งขอขอบพระคณุ ไว้ ณ ที่นี้เป็นอยา่ งสูง
ขอขอบพระคุณอาจารย์สุดา เจ๊ะอุมา และคุณครูจารุณีย์ ใจกระจ่าง ครูโรงเรียนตันติวัตร ผู้เชี่ยวชาญท่ี
ทรงคุณวุฒทิ ใี่ หค้ วามอนุเคราะห์ ตรวจ แก้ไข ปรบั ปรุง และให้ขอ้ เสนอแนะต่าง ๆ ในการสร้างเครือ่ งมอื วจิ ัย
ขอขอบพระคุณ ผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครู ขอบคุณเด็กนักเรียนชัน้ อนุบาลปีที่ 3/4 โรงเรียนตันติ
วตั ร ท่ีกรณุ าให้ความรว่ มมอื และอำนวยความสะดวกในการทำวิจยั ในครัง้ น้ี
ขอกราบขอบพระคุณคณาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยทุกท่านที่ได้กรุณา ประสิทธ์ิ
ประสาความรู้ ทกั ษะ และประสบการณ์ให้แกผ่ ู้วิจัย จนทำให้ผูว้ จิ ยั ประสบความสำเร็จในการศึกษา
ขอขอบคุณทุกท่านที่มิได้กล่าวนามไว้ ณ ที่นี้ ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือในการทำวิจัยฉบับนี้ให้สำเร็จ สมบูรณ์
ยง่ิ ข้นึ
ชตุ กิ าญจน์ นนุ่ แกว้
สารบญั ค
บทคัดยอ่ ............................................................................................................................. ......... หน้า
กติ ติกรรมประกาศ....................................................................................................................... ก
สารบัญ............................................................................................................................. ............ ข
สารบัญตาราง............................................................................................... ............................... ค
เรอ่ื ง ฉ
1. ความเป็นมาและความสำคัญของการวจิ ัย................................................................................
2. วัตถุประสงค์ของวิจยั ............................................................................................................... 1
3. สมมตฐิ านของการวจิ ัย............................................................................................................. 2
4. ขอบเขตของการวิจยั ................................................................................................................ 2
3
4.1 กลมุ่ เปา้ หมาย.......................................................................................................... 3
4.2 ตัวแปรทศี่ ึกษา......................................................................................................... 3
4.3 เนื้อหาและระยะเวลาทใี่ ช้ในการทดลอง.................................................................. 3
4.4 กรอบแนวคดิ การวจิ ยั .............................................................................................. 3
4. นิยามศพั ท์เฉพาะ..................................................................................................................... 4
5. ประโยชน์ของการวิจัย.............................................................................................................. 4
6. แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้อง………………………………………………………………………….. 5
5
6.1 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการฝึกสมาธิ................................................... 5
6.1.1 ความหมายของสมาธิ………………………………….……………………….……….. 6
6.1.2 ประเภทของการฝกึ สมาธิ……………………………..………………………………. 7
6.1.3 ประโยชน์ของการฝกึ สมาธิ……………………………………………………………. 9
6.1.4 วิธีการฝึกสมาธิ.……………………………………………………………………………
6.1.5 งานวิจัยท่ีเก่ียวขอ้ งกับการฝึกสมาธิ........................................................ ง
6.2 การบริหารสมอง………………………………………………………………………………………….
10
6.2.1 ประโยชน์การบรหิ ารสมอง……………………………………………………………. 11
6.2.2 ข้อปฏิบตั ใิ นการบรหิ ารสมอง………………………………………………………… 13
6.2.3 ท่าการบรหิ ารสมอง……………………………………………………………………… 14
6.2.4 เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กยี่ วขอ้ งกับการบรหิ ารสมอง……………………….. 16
8. วธิ ีการดำเนนิ การวิจยั ............................................................................................................... 20
21
8.1 กลมุ่ เป้าหมาย……………………………………………………………………………………………… 21
21
8.2 เครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการวิจัย……………………………………………………………………………….. 22
23
8.3 แบบแผนการทดลอง……………………………………………………………………………………. 24
24
8.4 การดำเนนิ การทดลอง/การเก็บเกยี่ วรวบรวมข้อมลู …………………………………………. 29
29
8.5 สถิติท่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล……………………………………………………………………… 29
30
9. ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ………………………………………………………………………………………………… 32
34
10. สรปุ อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ……………………………………………………………………………. 35
36
10.1 สรุปผลการวจิ ัย…………………………………………………………………………………………. 39
55
10.2 อภิปลายผล………………………………………………………………………………………………. 56
10.3 ขอ้ เสนอแนะ………………………………………………………………………………………………
11. เอกสารอ้างอิง…………………………………………………………………………………………………………..
ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………………………….
ภาคผนวก ก…………………………………………………………………………………………………………….
คมู่ อื การใช้แผนการจัดกิจกรรมบริหารสมอง( Brain Gym)เพือ่ ฝกึ สมาธิ.........................
แผนการจัดกิจกรรมบรหิ ารสมอง ( Brain Gym) เพอ่ื ฝึกสมาธิ…………………………………
ภาคผนวก ข……………………………………………………………………………………………………………
ค่มู ือการใช้แบบบันทึกการฝกึ สมาธิ................................................................................
แบบประเมินการสังเกตการฝึกสมาธิกิจกรรมการบรหิ ารสมอง(Brain Gym)…………….. จ
ภาคผนวก ค……………………………………………………………………………………………………………
57
ภาพประกอบ…………………………………………………………………………………………………….. 64
ประวตั ิผ้วู จิ ยั ………………………………………………………………………………………………………………….. 65
69
สารบญั ตาราง ฉ
ตารางที่
หน้า
1. แบบแผนการทดลอง………………………………………………………………………………………. 22
2. ตารางแสดงกำหนดระยะเวลาดำเนินการการจดั กิจกรรม 23
24
การบรหิ ารสมอง( Brain Gym)………………………………………………………………………… 27
3. ผลการเปรียบเทยี บการฝกึ สมาธิ ก่อนและหลงั การจัดกจิ กรรมการบรหิ ารสมอง 28
(Brain Gym) เพือ่ ฝึกสมาธิสำหรับนักเรยี นชนั้ อนุบาลปีที่ 3/4โรงเรยี นตันตวิ ตั ร ……
4. แผนภูมิเปรียบเทียบการฝึกสมาธิรายดา้ นก่อนและหลัง
การจัดกิจกรรมการบริหารสมอง( Brain Gym) …………………………………………..……..
5. การเปรยี บเทยี บการฝึกสมาธิ ก่อนและหลงั ก่อนและหลัง
การจดั กิจกรรมการบริหารสมอง( Brain Gym)เปน็ รายบุคคล..........................................
1
1. ชื่อเรื่อง ผลของการกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) เพื่อฝึกสมาธิสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/4
โรงเรยี นตันติวัตร
2. ความเปน็ มาและความสำคัญของการวจิ ัย
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เป็นหลักสูตรที่เน้นพัฒนาให้เด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนา
ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาอย่างมีคุณภาพและตอ่ เนื่อง ได้รับการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้
อย่างมีความสุขและเหมาะสมตามวัย และพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพ เด็กปฐมวยั เป็น
วัยที่สำคัญทีส่ ดุ สำหรบั พัฒนาการของชีวติ มนุษยส์ ิง่ ทเ่ี ด็กไดร้ ับประสบการณแ์ ละการเรียนรู้ในช่วง 6 ปแี รกของชีวิต
จะมีผลต่อการวางรากฐานที่สำคัญต่อบุคลิกภาพของเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาช่วงอายุ
ระหว่าง 0-6 ปีถือว่าเป็นช่วงโอกาสทองของการเรียนรู้ในวัยนี้ สมองเติบจะโตอย่างรวดเร็วถ้าเด็กได้รับการพัฒนา
และได้รับการกระตุ้นด้วยวิธีการที่ถูกต้องและจะช่วยสร้างเสริมให้มีความพร้อมสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย อารมณ์
จิตใจ สังคมและสติปัญญา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560: 3) ช่วงปฐมวัยจึงเป็นช่วงที่มีความสำคัญต่อการ
วางรากฐานของพัฒนาการทกุ ด้านรวมไปถึงการเตรียมความพร้อมให้เด็กมีสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้
เดก็ สามารถเรียนรู้ได้อยา่ งเตม็ ที่ (บุญทพิ า เตชะทรงคณุ , 2556: 1)
ปัจจุบันมีการนำการบริหารสมอง (Brain Gym) มาใช้ในการกระตุ้นการทำงานของสมองทั้งสองซีกให้มี
การทำงานอย่างสมดุล แข็งแรง ช่วยให้เกิดทักษะที่สำคัญต่อการเรียนรู้ เช่นทักษะการ แสวงหาความรู้ ความคิด
สร้างสรรค์ พัฒนาการทางภาษา และฝึกสมาธิ เมื่อสมองและร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและพร้อมท่ีจะเรียนรู้สิง่ ตา่ งๆ
รอบตัวก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้ทีด่ ี กิจกรรมบริหารสมอง (Brain Gym) เป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่จะ
ช่วยให้สมองทั้ง 2 ซีกให้ทำงานประสานกันได้ดี ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย ดร. พอล อี เดนนิสัน และ เกล อี เดนนิสัน นัก
ประสาทวิทยาชาวอเมริกัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายจากการบริหาร
สมองนี้จะทำให้สมองตื่นตัว เกิดความกระตือรือร้น ช่วยเรื่องการมองเห็น การได้ยิน การฝึกสมาธิ อีกทั้งช่วยผ่อน
คลายความตึงเครียด และทำให้จิตใจสงบพร้อมท่ีจะเรียนรู้ เกิดแรงจูงใจมากขึ้น และ พร้อมที่จะทำกิจกรรมตา่ งๆ
(Paul E.Dennison; & Gaill E.Dennison,1981อ้างอิงจากรอบทศิ ไวยสุศรี 2557: 6) ซึ่งการนําการบรหิ ารสมอง
มาใช้นี้จะช่วยพัฒนานักเรียนให้เกิดสมาธิ สมองตื่นตัว เตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้กิจกรรมต่างๆ และยังทำให้สภาพ
จิตใจเกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ เกิดความจำทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้อย่างมีประสิทธิภาพน้ันสอดคล้องกับ
ทฤษฏีของ มอนเตสซอรี่ ที่กล่าวว่า เด็กมีความจําเป็นที่จะต้องมีจิตที่มีสมาธิ เพราะเด็กจะไม่สามารถเรียนรู้ได้
หากจติ ของเด็กวุน่ วายตลอดเวลา และเมื่อเด็กทำกิจกรรมและมีสมาธิทด่ี ีแล้ว จะชว่ ยขยายความสนใจของเด็ก ทำ
ให้กจิ กรรมการเรียนรู้นัน้ สำเร็จลุล่วงไปได้ดี
สมาธิเป็นจดุ เริ่มต้นของการเรยี นรูท้ ี่สำคัญสำหรับเด็ก เพราะเมื่อเด็กมีสมาธจิ ดจอ่ สิ่ง ใดสิ่งหนง่ึ อย่างแน่ว
แน่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นกระบวนการเริ่มต้นที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ง่ายข้ึน
โดยเฉพาะเด็กอายุระหว่าง 5-6 ขวบ หากเด็กวัยนี้ขาดสมาธิ เด็กก็จะไม่เป็นตัวของตัวเองและขาดการควบคุม
2
ตนเองไปด้วย ส่งผลต่อการเรียนรู้ การเตรียมความพร้อมหรือการส่งเสริมให้เด็กมีสมาธิในการทำงานจึงมี
ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากเด็กไม่มีสมาธิ เด็กจะไม่สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้โดยละเอียดถี่ถ้วน ขาด
ความรอบคอบ วอกแวกง่าย ไม่สามารถรวบรวมการทำงานให้เป็นระเบียบ หรือปฏิบัติตามคำสั่งได้อย่างถูกต้อง
ส่งผลให้ทำงานไม่เสร็จหรือเกิดข้อผิดพลาดได้ ประกอบกับปัจจุบันโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีต่าง ๆ ถูกพัฒนาข้ึนอยา่ งกา้ วกระโดด และเชือ่ มโยงกบั ชีวติ ประจำวนั ทำใหเ้ ด็กปฐมวยั ในยคุ น้ีได้รับการ
กระตุ้นจากสื่อมัลติมีเดีย และเทคโนโลยีค่อนข้างมาก ส่งผลให้มีช่วงความสนใจในระยะเวลาที่สั้นลง (กรม
สุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, 2561: ออนไลน์) อีกทั้งลักษณะตามธรรมชาติของเด็กปฐมวัย ยังเป็นวัยที่มชี ว่ ง
ความสนใจโดยเฉลี่ย 8-20นาทเี ทา่ น้ัน อาจทำให้ไม่สามารถเรียนรูส่ิงต่าง ๆ ไดโ้ ดยละเอียดถีถ้วน การเตรียมสมาธิ
ก่อนการเรียนหรือการทำกิจกรรม ให้เด็กปฐมวัยจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มระยะความสนใจในการเรียนรู้
ให้กบั เดก็ เพือ่ ใหเ้ ดก็ ไดเ้ รียนรู้ ได้ร่วมทำกจิ กรรมและได้รับการพฒั นาครบทุกดา้ นได้อย่างเต็มท่ี
จากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/4 โรงเรียนตันติวัตร พบว่ามีนักเรียนบางส่วน
มีปญั หาเกี่ยวสมาธิ โดยสังเกตไดจ้ ากพฤติกรรมของเด็กในขณะทำกิจกรรมในชนั้ เรยี นและการจากสอบถามจากครู
ประจำช้นั นักเรยี นบางส่วนไมม่ ีสมาธิ ไมจ่ ดจ่อกับการเรยี นหรือการทำกิจกรรมต่างๆได้ ไมร่ อคอยในการตอบถาม
มีระยะความสนใจที่สั้น ทั้งนี้ ถ้าเด็กไม่ได้รับการแก้ไขและส่งเสริมสมาธิให้มีสูงขึ้น จะส่งผลเสียต่อการใช้
ชีวติ ประจำวนั ได้ จึงจะต้องฝึกสมาธิให้เด็กสามารถควบคุมจิตใจ และอารมณ์ของตนเองให้อยู่เหนือส่ิงเร้ารอบตัวที่
จะทำให้เบีย่ งเบนความสนใจของเดก็ ออกไปจากส่ิงท่ีกาํ ลังกระทำอยู่
ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษา ผลของการจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) เพ่ือฝึกสมาธิ
สำหรับนกั เรียนชั้นอนุบาลปีท่ี 3/4โรงเรยี นตันติวัตร โดยจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) จะทำให้เกิดการ
รับรู้ที่ดีและเปลี่ยนแปลงศักยภาพของพฤติกรรมอย่างถาวร อัน เป็นผลมาจากการฝึกสมาธิ เกิดความจำที่ดี
สามารถนำมาใช้ในการเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และเพื่อเป็นแนวทางสำหรับครูและผู้ปกครองในการสร้าง
สมาธขิ องเด็กปฐมวยั
3.วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
เพอ่ื เปรียบเทยี บสมาธิ กอ่ นและหลังการจัดกรรมการบรหิ ารสมอง ( Brain Gym) ของนกั เรยี นชนั้ อนบุ าล
ปีท่ี 3/4 โรงเรยี นตันติวัตร
4. สมุตฐิ าน
เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/4 โรงเรียนตนั ติวัตร หลังได้รบั การจดั กรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym)
มสี มาธิท่ีดขี ึ้นกวา่ ก่อนจดั กจิ กรรม
3
5.ขอบเขตของการวิจยั
ขอบเขตดา้ นประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
5.1 ประชากรทใ่ี ช้ในการศึกษาคร้ังนี้ ได้แก่ เด็กนกั เรยี น ชาย-หญิง อายรุ ะหวา่ ง 5-6 ปี ท่กี ำลังศึกษาอยู่
ชนั้ อนุบาลปีท่ี 3 โรงเรยี นตนั ติวัตร สำนักงานสังกัดสำนักงานคณะกรรมส่งเสริมการศึกษาเอกชน ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้อง ได้แก่ นักเรียนชน้ั อนบุ าลปีที่ 3 จำนวน 12 คน
5.2 กลมุ่ ตวั อย่างทีใ่ ชใ้ นการศกึ ษาคร้ังนี้ ไดแ้ ก่ เด็กนักเรยี น ชาย-หญงิ อายุระหวา่ ง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษา
อยชู่ น้ั อนบุ าลปที ี่ โรงเรยี นตันตวิ ัตร สังกดั สำนักงานคณะกรรมส่งเสริมการศกึ ษาเอกชน ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา
2565 จำนวน 1 ห้อง ได้แก่ นักเรียนชัน้ อนบุ าลปที ่ี 3 จำนวน 12 คน
5.3 ขอบเขตดา้ นตวั แปร
1. ตวั แปรอสิ ระ (ต้น) : กจิ กรรมการบรหิ ารสมอง ( Brain Gym)
2. ตวั แปรตาม : การฝึกสมาธิ
5.4 เนอ้ื หาและระยะเวลท่ใี ช้ในการทดลอง
เนื้อหาที่ใช้ในการพัฒนาสมาธิ โดยกิจกรรมกิจกรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym) ซึ่งแยกออกมา
เป็นชุดการจัดกิจกรรมได้ทั้งหมด 8 กิจกรรม กิจกรรมละ 1 ครั้ง ใช้เวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5
วัน รวม 8 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที โดยทำการทดลองในวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.30 - 08.45 น. ประกอบด้วย
1.กรรไกร ไข่ ผ้าไหม 2. ตบมอื ตบตกั ตบไหล่ 3. แก้ว กะลา ขัน โอ่ง 4. จีบ แอล 5. เปิดแกว้ ปดิ แกว้ 6. สวัสดนี ว้ิ
มอื 7. ตกั ตัก มอื 8. จบั หัว จับหู จบั ไหล่
5.5 กรอบแนวคิดการวจิ ัย
จากการศึกษาผลของการกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) เพื่อฝกึ สมาธสิ ำหรบั นักเรียนชั้นอนุบาลปีท่ี
3/4โรงเรียนตันติวตั ร ผูว้ ิจัยได้เสนอกรอบแนวคิดด้งั นี้
ตัวแปรอิสระ ตวั แปรตาม
กจิ กรรมบริหารสมอง การฝกึ สมาธิ ไดแ้ ก่
( Brain Gym)
1. ดา้ นการจดจ่อ ใส่ใจอยู่
กบั ส่ิงทท่ี ำ
2. ด้านมีชว่ งความสนใจ
ตอ่ เน่ืองในการทำกจิ กรรม
4
6. นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
1. เด็กนกั เรียน หมายถึง เด็กนักเรยี นชาย-หญิง อายรุ ะหวา่ ง 5-6 ปซี ่งึ กำลงั ศึกษาอยูใ่ นระดับช้ัน อนุบาล
ปีที่3 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา2565 จำนวน 12 คน ของโรงเรียนตันติวัตร สังกัดสำนักงานคณะกรรมส่งเสริม
การศกึ ษาเอกชน ตำบลชะมาย อำเภอทงุ่ สง จงั หวงั นครศรธี รรมราช
2. การบริหารสมอง หมายถึง กระบวนการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างง่ายในส่วนที่ สมอง ควบคุมทำให้
ระบบการทำงานของสมองสงู ขึ้น ทำให้สภาพจิตใจพร้อมที่จำเรียนรูส้ ิ่งใหม่ ซึ่งขณะการปฏิบัติกิจกรรมการบริหาร
สมอง (Brain Gym) มีเสยี งเพลงและเสียงดนตรีประกอบกิจกรรม มีขนั้ ตอน การบรกิ ารสมองดงั นี้
2.1 กลุ่มท่า เคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้น หมายถึง ท่าที่ ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระแส ประสาท
เป็นการกระตุ้นความรู้สึกทางอารมณ์ เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ เป็นการกระตุ้นการทำงาน ของเส้นเลือดใหญใ่ ห้
สามารถส่งออกซเิ จนไปสสู่ มองได้อย่างเตม็ ท่ี
2.2 กล่มุ ทา่ บริหารร่างกายท่ีมีลักษณะสลับขา้ ง หมายถงึ การทำท่าทางบรหิ ารร่างกายที่ เกิดการ
สลับข้าง เพื่อให้เกิดการทำงานของสมองซีกซ้าย สมองซีกขวาถ่ายโอนข้อมูลกันและกันและ การทำงานของ
กล้ามเนือ้ เกิดการประสานสมั พันธก์ นั ทำใหร้ า่ งกายทัง้ สองขา้ งเกดิ ความสอดคล้องกนั
2.3 กลุ่มท่ายืดเหยียดรา่ งกายเพื่อความคดิ เชิงบวกและสมาธิ หมายถึง การบริหารที่เน้น การยืด
เหยียดส่วนต่างๆของร่างกาย ทำให้ผ่อนคลายความเครียด ทำให้เกิด ความสมดุลของสมองทั้ง 2ซีก ทำให้มีสมาธิ
ในการเรียนรแู้ ละการทำงานเกิดความคิดเชิงบวก
2.4 กล่มุ ท่าบริหารร่างกายเพื่อผอ่ นคลาย หมายถงึ การบริหารรา่ งกายเพ่ือให้เกิดการผ่อน คลาย
ของกลา้ มเน้ือและลดระดับการเตน้ ของหัวใจให้เต้นในระดับปกติก่อนที่จะหยุดการบริหารสมอง
3. สมาธิ หมายถึง การที่มีจิตที่ตั้งมั่น สงบนิ่ง ใจจดจ่อ มีความแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวและสามารถควบคุม
ตนเองไดด้ ีมสี ติและตง้ั มั่นอย่ใู นเรอ่ื งเดียว โดยมีวธิ กี ารดำเนนิ กิจกรรม 3 ขน้ั ดังน้ี
- ข้นั นำ ครสู นทนาเกี่ยวกับกิจกรรม และทำข้อตกลงก่อนทจี่ ะเร่มิ ต้นทำกิจกรรม
- ข้นั สอน ครูสอนนักเรยี นเก่ียวกับท่าทางในการบรหิ ารสมอง (Brain Gym) ซ้งึ จะใช้มีเสยี งเพลง
และเสียงดนตรปี ระกอบกิจกรรม และใหเ้ ด็กๆไดป้ ฏบิ ัตติ ิทา่ ทางประกอบ
- ขั้นสรุป เดก็ ๆ ออกมาเล่าความรู้สึกของตนเองหลงั การทำกิจกรรม และบอกวา่ ทา่ ทต่ี นเองทำ
คอื ทา่ อะไร
7. ประโยชนข์ องการวิจยั
7.1 เดก็ ไดร้ บั การฝึกสมาธิจากการจดั กจิ กรรมการบริหารสมอง (Brain Gym)
7.2 ครูไดน้ วตั กรรมและแนวทางในการจดั กจิ กรรมการฝึกสมาธิสำหรบั เด็กนกั เรยี น
7.3 โรงเรียนได้แนวทางในการสนบั สนนุ การฝกึ สมาธิสำหรบั เดก็ นกั เรียน
5
8. แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวิจัยที่เกยี่ วข้อง
ในการวจิ ยั ครง้ั น้ีผู้วิจยั ได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและไดน้ าํ เสนอตามหัวขอ้ ต่อไปนี้
8.1 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ งกับการฝกึ สมาธิ
8.1.1 ความหมายของสมาธิ
8.1.2 ประเภทของการฝึกสมาธิ
8.1.3 ประโยชนข์ องการฝึกสมาธิ
8.1.4 วธิ กี ารฝึกสมาธิ
8.1.5 งานวจิ ัยท่ีเกีย่ วข้องกบั การฝึกสมาธิ
8.2 การบรหิ ารสมอง
8.2.1 ประโยชน์การบรหิ ารสมอง
8.2.2 ข้อปฏิบัติในการบรหิ ารสมอง
8.2.3 ท่าการบรหิ ารสมอง
8.2.4 เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กย่ี วขอ้ งกับการบรหิ ารสมอง
8.1. เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกยี่ วข้องกับการฝึกสมาธิ
8.1.1 ความหมายของสมาธิ
พระราชวรมุนี (2529: 834) ได้กล่าวถึงความหมายของสมาธิไว้ว่า สมาธิ หมายถึงความตั้งมั่นของจิต
หรือสภาวะท่ีจิตแน่วแน่ต่อสง่ิ ท่ีกำหนดในส่งิ ใดสง่ิ หน่ึง
เกยี รติวรรณ อมาตยกุล (2530: 74) ได้กล่าวไว้ว่า การทำสมาธิ (Meditation) คอื เรียกเปน็ ภาษาสนั สกฤต
โบราณว่า "hyana" ซึ่งแปลตามตัวอักษรไดว้ ่า การยกระดับของจิตใจไปสู่สภาวะของความเป็นพุทธะ (ระดับจิตใจ
ส่วนลกึ ของคนเรา)
เฉก ธนะสิริ (2534: 39) ได้กล่าวถึงความหมายของสมาธิไว้ว่า สมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่นแห่งจิต
ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Meditation หรือ Intensive Thinking หรือ Condensed Thoughtส่วนหลวงวิจิตรวาท
การ แปลวา่ "จอ่ จิต" หรอื Focus ตามปกตมิ นษุ ยห์ รือสัตวน์ ้นั มสี มาธิโดยธรรมชาติอย่ใู นตวั อยแู่ ล้ว สมาธดิ ังกล่าวนี้
จะดีมากขึน้ ถ้าได้รบั การ์ฝึกฝนหรือซำ้ บอ่ ยๆ จนเกดิ ความคุน้ และเคยชิน เกดิ ความรูส้ กึ จนเป็นอตั โนมตั ิ
ชอ่ ทพิ ยวรรณ พนั ธุแ์ ก้ว (2537: 65) ได้กล่าวว่า สมาธิ คอื การเอาใจใส่จดจ่อในสิ่ง หนึ่งเพื่อให้ส่ิงที่ทำน้ัน
บรรลผุ ล
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2538: 800) ได้ให้ความหมายไว้ว่า สมาธิ หมายถึง ความตั้งมั่นแหง่
จิต ความสำรวมใจใหแ้ น่วแน่ เพ่ือเพ่งเล็งในสงิ่ ใดส่ิงหนึง่ โดยพจิ ารณาอยา่ งเคร่งเครยี ด เพอื่ ใหเ้ กิดปัญญาเห็นแจ้งใน
สิ่งนนั้
6
มยุรี หิรัญศรี (2538: 17) ได้กล่าวว่า สมาธิ คือ ความตั้งมั่นแห่งจิต เป็นภาวะที่จิต สงบนิ่งอยู่ที่อารมณ์
เพยี งอารมณเ์ ดยี ว
พชระ แก้วไซเทยี น (2539: 40 ได้กล่าวถงึ ความหมายของสมาธิไว้ว่า สมาธิ คือ สภาวะทจ่ี ิตมคี วามสงบน่ิง
ไม่หวั่นไหว มีความแน่วแน่ มีพลัง อยู่ในอารมณ์เดียว สามารถที่จะ ควบคุมตนเองได้ดี มีสติ และระลึกไดอยู่
ตลอดเวลา
อุมาพร ตรังคสมบัติ (2544: 2) ได้ให้ความหมายของสมาธิไว้ว่า สมาธิ (attention) ตามความหมาย
ทางการแพทย์ ก็คือ ความสามารถท่จี ะเพ่งความสนใจไปยงั ส่ิงเร้าบางสิ่ง และเลอื ก เฟนั ว่าส่ิงเรา้ ใดบ้างท่ีควรจะให้
ความสนใจ
พระมหาวุฒิ ใหม่คำ (2545: 9) ได้กล่าวถึงความหมายของสมาธิว่า สมาธิ หมายถึง ความตั้งมั่นของจติ ใจ
เปน็ ภาวะทส่ี งบ ไมก่ ระจายฟุ้งซ่าน คดิ ถึงเร่อื งราวท้ังในอดตี และอนาคต เป็นภาวะของจิตที่แนว่ แน่ต่อส่ิงท่ีกำหนด
เป็นจิตที่มั่นคง ไม่หวั่นไหว กำหนดต่อสิ่งที่ตนเองตั้งใจ เท่านั้น แปลว่า ความตั้งมั่น หมายถึงความตั้งมั่นแห่งจิต
ความท่จี ติ ม่นั คงไม่หว่นั ไหว เลาเรอื นท่ีปักลงมนั่
พระธรรมวิสุทธิทวี (2546: 21) ได้ให้ความหมายของสมาธิว่า สมาธิ ตามตัวอักษร ย่อมรับน้ำหนักด้ดี ไม่
โยกคลอนฉันใด จิตที่มั่นคงด้วยกำลังสมาธิก็ฉันนั้น ย่อมไม่วอกแวก หวั่นไหว แม้มีอารมณ์ภายนอกมากระทบ ก็
รกั ษาปกตภิ าพไว้ได้ ดวงจติ อย่างนม้ี คี ุณค่ามาก
สมเด็จพระญาณสังวรฯ (2551: 6) ได้กล่าวถึงความหมายของสมาธิไว้ว่า สมาธิ คือ ความตั้งใจมั่น อยู่ใน
เร่ืองท่ตี ้องการให้ใจตัง้ ไวเ้ พียงเรอ่ื งเดียว ไม่ใหจ้ ติ ใจคิดฟุง้ ซา่ นออกไปนอกจากเรอื่ งท่ีต้องการ
จากความหมายของคำว่าสมาธิดังกล่าวพอจะสรุปได้ว่า สมาธิ คือ การที่มีจิตที่ตั้งมั่น สงบนิ่ง ใจจดจ่อ มี
ความแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวและสามารถควบคุมตนเองได้ดี มีสติและตั้งมั่นอยู่ใน เรื่องเดียว ตามธรรมชาตนิ ั้นมนษุ ย์
เราก็มีสมาธิอยู่แล้วเป็นปกติ จะมากหรือน้อยก็ต่างกันไปใน แต่ละคน และถ้าหากได้รับการฝึกฝนบ่อย ๆ ก็จะทำ
ให้สมาธนิ ัน้ มากขน้ึ กว่าเดิม สมาธนิ ้ันแบง่ ออก ไดห้ ลายประเภท ดังจะได้กลา่ วต่อไปน้ี
8.1.2 ประเภทของการฝึกสมาธิ
อมุ าพร ตรงั คสมบัติ (2544: 3) ไดแ้ บ่งการฝกึ สมาธิออกเปน็ สองแบบใหญ่ ๆ คือ
1. การฝึกสมาธิแบบตอ่ เนื่อง สมาธิแบบนี้เรียกวา่ sustain attention ซึ่ง หมายถึง การคงความ
สนใจในสิ่งหนึ่งๆ ได้เป็นระยะเวลานานต่อเนื่อง เช่น การมีสมาธิในการอ่านหนังสือจนจบบทเป็นต้น ในคนที่มี
สมาธแิ บบนบี้ กพร่อง จะทำงานได้เพยี งประเด๋ียวประดำวแล้วกล็ กุ ไปทำอย่างอืน่ โดยงานแรกยังไม่เสร็จ หรืออดทน
ทำอะไรไดไ้ มค่ ่อยนาน
2. การฝึกสมาธิในการคัดเลือกสิ่งเรา สมาธิแบบนี้เรียกว่า selective attention หมายถึง
ความสามารถในการตัดสิ่งเร้าที่ไม่สำคัญออกไป เพื่อจะให้ความสนใจต่อสิ่งเร้าที่สำคัญ หรือตรงประเด็น
ตัวอย่างเช่น ขณะที่นั่งฟังครูสอนในชั้นเรียน จะมีสิ่งเร้าหลายอย่างผ่านเข้ามาสู่ประสาทสมั ผสั เช่น ภาพครูเข้ามา
7
ทางประสาทตา เสียงครู เสียงรถยนต์วิ่ง เสียงเพื่อนคุยกัน เข้ามาทางประสาทหู เป็นต้น เด็กจะต้องเลือกว่าจะ
สนใจสิ่งเร้าใด ถ้าเด็กมี selective attention ดี เด็กจะเลือกว่าจะสนใจเสียงครู และมีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่ครูพูด
และสามารถตัดเสียงรถยนต์วิ่ง และเสียงเพื่อน ออกจากความสนใจของตน ในคนที่สมาธิแบบนี้บกพร่องจะมี
อาการใจลอย วอกแวกง่ายนอกจากนี้อาจจะทำงานท่ีอยตู่ รงหน้าไม่เสรจ็ เพราะจะไปสนใจอยา่ งอน่ื เปลี่ยนไปเรื่อย
ๆ คล้ายกับคนท่ีมีปัญหาในสมาธแิ บบแรกก็ได้
พระธรรมวสิ ทุ ธกิ วี (2546: 23 - 24) ได้แบง่ ประเภทของการฝึกสมาธไิ ว้ 2 ประเภท คอื
1. อปุ จารสมาธิ การฝกึ สมาธิเฉียด ๆ
2. อปั ปนาสมาธิ การฝกึ สมาธิแนบแนน่
อุปจารสมาธิ คือ การฝึกสมาธิที่เฉียดๆ (อุปจาร) ใกล้จะได้ฌานเข้าไปแล้ว แต่ยังไม่แนบแน่น จิตในขณะ
แห่งอุปจารสมาธินี้ละนิวรณ์ 5 ได้แล้ว แต่องค์ฌานทั้ง 5 ยังไม่ปรากฎชัดโดยเฉพาะ เอกัคคตา คือ ความที่จิตมี
อารมณ์เปน็ หนงึ่ ยงั ไม่รวมตวั กนั สนิทแต่จิตในขณะอุปจารนกี้ ส็ งบและมีความสขุ มาก
อัปปนาสมาธิ คือ การฝึกสมาธิที่แน่วแน่น (อัปปนา) ไม่หวั่นไหวมีอารมณเ์ ป็นหน่ึง(เอกัดคตา) สำเร็จเปน็
องคฌ์ านและละนวิ รณท์ ั้ง 5 ได้ มีองคฌ์ านทัง้ 5 คือ วิตก วจิ าร ปีติ สุข และเอกัคคตา
ประโยชน์ของการฝึกสมาธิปรากฏชัด ผู้ได้อัปปนาสมาธิ ก็คือผู้สำเร็จถึงขั้นฌานนั่นเอง ซึ่งฌานนั้นมีถึง 8
ขั้น แล้วแต่ว่าผู้ปฏิบัติจะบรรลุถึงฌานขั้นใด ผู้ได้สมาธิประเภทนี้ ย่อมสามารถนั่งเสวยสุขอยู่อยู่โดยไม่ลุกขึ้นเป็น
เวลาหลายชว่ั โมง หรือเปน็ วนั ๆ กย็ งั ทำได้
8.1.3 ประโยชน์ของการฝึกสมาธิ
ประโยชนข์ องการฝึกสมาธินน้ั มีมากมาย ไมว่ า่ จะเป็นในด้านของประโยชน์ที่มีต่อตัวผฝู้ ึกสมาธเิ อง คนรอบ
ข้าง หรือสถาบนั ตา่ งๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง ซง่ึ ได้มผี ู้กล่าวถึงประโยชนข์ องการฝึกสมาธิ ไว้อยา่ งมากมายหลายประการดังน้ี
เกียรตวิ รรณ อมาตยกุล (2530: 87) ได้กลา่ วถงึ ประโยชนข์ องการฝึกสมาธไิ ว้วา่
1. ผู้ท่ีทำสมาธิอยู่เสมอ ๆ มกั จะมคี ลน่ื สมองที่มีความถี่ช้าเกิดข้นึ ทีส่ มองเสมอ แม้แต่ในขณะท่ีทำ
ภารกิจอื่นในชีวิตประจำวัน เพราะการทำสมาธิอยู่เสมอทำให้จิตใจของคนเราเกิดความคุ้นเคยกับการทำงานของ
คลื่นสมองที่มีความถี่ชา้ และพลังงานสูงต่างๆ ผู้ที่ทำสมาธิอยู่เสมอจึงมักเป็นคนที่มอี ารมณ์เยือกเย็น สุขุม มีจิตใจ
กว้าง (Open Mind) พร้อมที่จะยอมรับความเห็นของผู้อื่น มีความคิดสร้างสรรค์ การหยั่งรู้ตนเอง และมีความ
ตืน่ ตวั พร้อมทีจ่ ะทำภารกจิ ตา่ งๆ ในชีวติ ประจำวันมากข้นึ
2. ผู้ที่ทำสมาธิอยู่เสมอจะมีสมาธิ (Concentration) ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
สูงขึ้น การทำสมาธิเป็นประจำสม่ำเสมอ เป็นเสมือนกับว่าเป็นการฝึกหดั ให้ผู้ทำสมาธมิ ีจิตใจจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ
อยู่ โดยไมใ่ ส่ใจกบั สง่ิ เร้ารอบข้างหรอื ความคิดอน่ื ๆ ทีค่ อยเขา้ มารบกวนในจติ ใจ
3. มีผลงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอสามารถที่จะลด
ความเครียด ความกดดัน ความต้องการที่จะแสดงออกอย่างรุนแรง ความเป็นปฏิปักษ์กับผู้อื่นความหงุดหงิด
8
รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากจิตใจ (Psychosomatic Disorders) เช่น อาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ
ของบคุ คลทม่ี ปี ญั หาในเรื่องเหลา่ นีไ้ ดเ้ ป็นอย่างดี
อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา (2533: 30 - 66) ไดก้ ล่าวถึง ประโยชน์ของการฝึกสมาธิไวด้ ังนี้
1. ทำใหเ้ ปล่ยี นนสิ ัยไดด้ ขี นึ้ คือ เปลย่ี นนสิ ยั ทีไ่ มด่ ี เกเร มาเปน็ คนสภุ าพอ่อนโยน ย้มิ แยม้ แจม่ ใสได้
2. ทำให้เรียนหนังสือไดด้ ขี น้ึ คือ ทำใหผ้ ลการเรยี นมกี ารพฒั นาทดี่ ีขนึ้ อย่างน่าอัศจรรย์จากการเรียนที่
ไดล้ ำดับสดุ ทา้ ยของหอ้ ง มาเปน็ บุคคลที่ไดล้ ำดบั ที่ 1 ของห้องได้
3. ทำให้ความจำดีขึ้น คือ จำได้ดี นึกได้เร็ว ใช้เวลาในการจำไม่มาก แต่จำได้มากทำให้เกิดปญั ญา คือ
เมอื่ จิตสงบไม่ฟงุ้ ซา่ นสามารถท่ีจะผุดความคดิ เป็นปัญญาข้นึ มาได้อย่างอัศจรรยใ์ จ
4. ทำให้เป็นคนว่องไว คนส่วนมากมักคิดว่าผู้ที่ฝึกสมาธิจะมีความเฉื่อยชาเชื่องช้าแต่ในความเป็นจริง
กลับตรงกนั ขา้ ม ผู้ที่ฝกึ สมาธิจะเปน็ คนท่มี ปี ระสาทวอ่ งไว เนื่องจากมีสติอยู่เสมอในทุกขณะ ไมว่ ่าจะเป็นการลกุ นั่ง
ยนื หรือนอนกต็ าม
เฉก ธนะสิริ (2534: 48 - 49) ไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชนข์ องการฝกึ สมาธิไวด้ ังนี้ คือ
1. เพ่ือความสุขทนั ตาเหน็ ขณะทม่ี ีสมาธิจะทำใหเ้ กดิ ความอ่ิมเอิบใจ มีความสขุ และสบายใจ
2. เพื่อความสมบูรณ์ของสติสัมปชัญญะ สติ คือความระลึกได้ และสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวเอง
ตลอดเวลา ไม่เกิดความประมาท จะคิด จะพูด จะทำกิจการใด ก็รอบคอบ ว่องไวมีความจำดี ตัดสินใจได้รวดเร็ว
และตดั สินดว้ ยเหตแุ ละผล
3. เพอ่ื อำนาจอันเป็นทิพย์ บางคนอาจเกดิ อำนาจทิพย์ได้ เชน่ หูทิพย์ ตาทิพยเ์ ปน็ ตน้
4. เพอื่ กระทำอาสวะ หรือกเิ ลสใหล้ ดน้อยและหมดไป หมายถงึ การหำ้ ห่ันกเิ ลสภายในจิตใจ ใหบ้ รรเทา
เบาบางหมดไปในทสี่ ุด หมายถงึ การบรรลมุ รรคผลนพิ พาน
มยุรี หิรัญศรี (2538: 21) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการฝึกสมาธิไว้ว่า ทำให้จิตสงบ เมื่อจิตสงบแล้วย่อม
มองทุกอย่างตามความเป็นจริง พร้อมที่จะใช้สติปัญญาไปในทางสร้างสรรค์ การฝึกสมาธิให้กับนักเรียน จะทำให้
นกั เรียนปัญญาในตัวเอง ซึง่ มปี ระโยชน์ตอ่ การเรียนเป็นอย่างมาก
พชระ แก้วไซเทียน (2539: 25 )กล่าวถึงประโยชน์ของการฝึกสมาธิว่า มีประโยชน์มากมายในหลาย ๆ
สถาบนั ทั้งในสถาบันการเรยี นการศึกษา การทำงาน การดำรงชวี ติ ในประจำวัน ซ่ึงประโยชนท์ ่เี กดิ ขึน้ น้ันได้แก่ ทำ
ให้ใจนั้นคิดแต่ในส่ิงท่ีดีงาม ไม่คิดร้าย สามารถที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผูอ้ ืน่ ในสังคมไดอ้ ย่างเรียบง่าย และมีความสุข มี
ความจำดีขึ้น มีสติอยู่เสมอ ไม่เป็นคนหลงลืมไม่เครียด ลดความขัดแย้งในสังคม รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ฝึกมีจิตใจที่
ละเอียดอ่อนไม่คดิ ร้ายกบั ผู้ใดซง่ึ เปน็ ผลทำใหบ้ ุดคลนนั้ ดำรงชีวติ อยใู่ นสังคมไดอ้ ย่างมีความสุข
พระราชวรมุนี (2539: 834) กล่าวถึงประโยชน์ของผู้ฝึกสมาธิไว้ว่า จะทำให้เป็นผู้มีจิตใจ และบุคลิกภาพ
เขม้ แข็ง หนกั แนน่ ม่นั คง สงบ เยือกเย็น สภุ าพ นมิ่ นวล สดชนื่ ผ่องใส เบกิ บานงามสงา่ มเี มตตากรณุ า มองดูรู้จัก
ตนเองตามความเป็นจริง (ปราศจากนิวรณ์) จิตอยู่ในสภาพพร้อมต่อการรับการปลูกฝังคณุ ธรรมต่างๆและสง่ เสรมิ
9
ให้มีนิสัยที่ดี รู้จักทำใจให้สงบ ลามารถยับยั้งความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ มีความมั่นคงทางอารมณ์ช่วยให้สติรู้เท่าทัน
พฤติกรรมทางวาจา ความร้สู ึกนึกคิด และภาวะจิตทเี่ กิดข้นึ อกี ดว้ ย
สรุปได้ว่า การฝึกสมาธินั้น มีประโยชน์ต่อคนที่ฝึกปฏิบัติอย่างมากมาย ในด้านการงานอาชีพ การศึกษา
ตลอดจนการปฏิบัติตนให้อยู่ในชีวิตประจำวันอย่างมีสติ ลดกิเลส และความทุกข์ทั้งหลายให้น้อยลง จนสามารถอยู่
ในสังคมได้อยา่ งมคี วามสขุ
8.1.4 การฝึกสมาธิ
วธิ ีการฝกึ สมาธินั้นมดี ้วยกันหลายรปู แบบซึง่ ไชย ณ พล ไดก้ ล่าวถงึ วิธีการทำสมาธสิ ำหรับเดก็ ไว้ดังตอ่ ไปนี้
1. ฝึกแผ่จิตใจใหไ้ พศาล ซง่ึ ทำไดโ้ ดยการออกไปลานกลางแจง้ เพื่อสูดอากาศอันสดช่นื ให้เต็มปอด
มองไปรอบ ๆ แล้วแผ่ความปรารถนาดีไปให้ชีวิตทั้งโลก โดยน้อมใจระลึกถึงพระคุณของคุณพ่อคุณแม่ และน้อม
ตง้ั ใจว่าจะคิดดพี ดู ดี และกระทำดี
2. ฝกึ สำรวมรยิ าด้วยการถือแกว้ ปริม่ น้ำ คอื การนำแก้วตักน้ำให้เต็มพอดี แล้วเดินกลับไปมาโดย
ประคองนำ้ ไมใ่ หห้ กจากแกว้ ซ่งึ ในขณะเดินใหเ้ ด็กประคองใจให้สบาย
3. ฝึกสวดมนต์ คือการฝึกให้เด็กท่องบทสวดมนต์ ไหว้พระ ซึ่งบทสวดมนต์สำหรับเด็กนั้นควร
สวดเปน็ ภาษาไทยใหเ้ ขา้ ใจความหมาย
4. ฝึกนั่งสมาธิ คือ การฝึกให้เด็กนั่งขัดสมาธิ เอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย หรือเท้าซ้ายทับเท้าขวา
วางมือขวาซ้อนบนมือซ้ายหรือวางมือซ้ายซ้อนบนมือขวาตามที่เด็กถนัด ตั้งกายให้ตรง หลับตาลง จากนั้นก็ฝึกให้
เด็กกำหนดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหายใจออกช้าๆ ยาวๆ เมื่อหายใจเข้าให้นึกในใจว่า "ลมเข้าหนอ" เมื่อหายใจ
ออก นกึ ในใจวา่ "ลมออกหนอ"
สยุมพร เด ไพบูลย์ (2543: 83) ได้กล่าวถึงการฝึกสมาธิว่า การฝึกสมาธิน้ันจะชว่ ยให้เด็กสามารถควบคุม
จิตใจ และอารมณ์ของตนเองให้อยูเ่ หนือสิ่งเร้ารอบตวั ทีจ่ ะทำให้เบีย่ งเบนความสนใจของเดก็ ออกไปจากสิง่ ท่ีกำลัง
กระทำอยู่ ดังนั้น การฝึกสมาธิเด็กให้ทำสมาธิ นั้นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็ก คือ หายใจเข้าพูดว่า "พุทธ"
หายใจออกพูดว่า "โธ" บอกให้เด็กหายใจเข้าลึกๆและพูดว่า "พุทธ" หายใจออกช้าๆ ยาวๆ และพูดคำว่า "โธ" ให้
เด็กผึกทำอย่างนี้ทุกวัน โดยการเพิ่มเวลาเรื่อย ๆ จนเด็กเกิดพลังสมาธิ มีสติ และความสามารถในการ ควบคุม
อารมณ์จติ ใจสูงขนึ้ ทำใหเ้ ด็กมีสมาธิในการรับรู้ และการเรยี นดีขนึ้ ดว้ ย
พระมหาวุฒิ ใหม่คำ (2545: 12) ได้กล่าวถึงการฝึกสมาธิ โดยการนั่งสมาธิ และกำหนดลมหมายใจ เข้า-
ออก ให้มีสติอยู่ที่ลมหายใจลึก ๆ ช้า ๆ หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ และคำบริกรรมขณะทำสมาธิ ให้นักเรียน
บริกรรมตามวิธีอานาปนสติ คือ การกำหนดลมหายใจเข้า-ออกอย่างมีสติในขณะหายใจเข้านึกถึงพระพุทธคุณว่า
"พทุ " ในขณะทห่ี ายใจออกนกึ ถึงพระพุทธคุณวา่ "โธ" ใหม้ ีสติอยูใ่ นการบริกรรมลมหายใจเขา้ และออกอยูต่ ลอดเวลา
10
8.1.5 งานวจิ ัยท่ีเกี่ยวข้องกบั การฝึกสมาธิ
วจิ ัยในประเทศ
เรณู นุ่มอาชา (2533: 100) ได้ศึกษาผลของการฝึกสมาธิด้วยการเจรญิ สตภิ าวนา อำไพ-จำนวน 30 คน ครูประจำ
ชน้ั ของกลุ่มตัวอย่าง 1 คน ผ้ปู กครองกลมุ่ ตวั อยา่ งจำนวน 30 คน ใช้เวลาทดลองฝกึ 5 สปั ดาห์ ผลการศึกษาพบว่า
เด็กปฐมวัยที่ได้รับการฝึกสมาธิด้วยการเจริญสติภาวนาอำไพ-เทคนิค มีคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบียงเบนมาตรฐาน
ของพฤติกรรมด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดบั .01
พิเซฎษ์ จับจิตต์ (2534: 98)ได้ทดลองเจญสมาธิแบบอาณาปานสติก่อนเริ่มมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ต้านความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
วิทยาศาสตร์ด้านความเข้าใจของนักเรยี นท่เี จรญิ สมาธิก่อนเร่ิมเรยี นกับนักเรียนที่ไม่มีการเจริญสมาธิก่อนเร่ิมเรียน
แตกต่างกนั อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .05
พัชรี เจตน์เจริญรักษ์ (2537 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสนใจในการรับรู้ร่วมกิจกรรมใน
วงกลมของเด็กปฐมวัย โดยใช้เทคนิคการเตรียมเด็กให้สงบ และโดยวิธีปกติของนักเรียนชาย -หญิง อายุ 4-5 ปี
จำนวน 30 คน ผลการวจิ ัยพบวา่ เด็กปฐมวยั ท่ีไดร้ บั การจดั กจิ กรรมในวงกลมโดยใชเ้ ทคนิคการเตรียมเดก็ ให้สงบ มี
ความสนใจในการรับรูร้ ่วมกจิ กรรมในวงกลมสูงกวา่ เด็กปฐมวยั ท่ีได้รบั การจัดกิจกรรมในวงกลมโดยวธิ ีปกติ อย่างมี
นยั สำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั .01
ชลลดาวลั ย์ ตน้ มงคล (2538 : บทคัดย่อ) ไดศ้ กึ ษาเปรยี บเทยี บความสามารถทางสติปัญญาของเด็ปฐมวัย
ทไี่ ดร้ ับการจดั กจิ กรรมในวงกลมท่ีมกี ารเตรยี มความเด็กให้สงบ และเดก็ ปฐมวยั ทไ่ี ดร้ ับการจัดกจิ กรรมในวงกลมวิธี
ปกติ กลุม่ ตวั อย่างคือ นักเรียนชาย-หญงิ อายุ 4-5 ปจี ำนวน 40 คน ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด
กิจกรรมในวงกลมที่มีเทคนิคการเตรียมเด็กใหส้ งบ มีความสามารถทางสติปัญญาสูงกว่าเด็กปฐมวัยทีไ่ ด้รับการจัด
กิจกรรมในวงกลมวิธีปกติ อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05
จากเอกสารงานวิจัยของเกี่ยวกับสมาธิทำให้ผู้วิจัยเห็นว่า การฝึกสมาธินั้นมีประโยชน์ต่อคนที่ปฏิบัติ ทั้ง
ทางดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาทำใหเ้ ดก็ ได้ฝึกจิต เพอ่ื ให้ควบคุมพฤติกรรมของตนเองให้นง่ิ สงบ มี
ความมั่นคงทางจิตใจ ที่พร้อมทำให้สมองรับรู้ และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ง่าย และส่งผลให้มีสติปัญญาที่มีความจำดี
เมื่อนำมาฝกึ กับเด็ก
วจิ ยั ตา่ งประเทศ
ดีคแมน (พระมหาวุฒิ ใหม่คำ. 2545: 16; อ้างอิงจาก บรรยง บุญฤทธิ์) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการฝึก
สมาธคิ รงั้ แรกในอเมริกา โดยไดฝ้ กึ อาสาสมัครให้ทดลองฝึกสมาธิ 12 ครง้ั ภายในเวลา 3 สปั ดาห์ ในการทดลองแต่
ละครั้งเขาได้แบ่งขั้นการทดลองต่างๆ ดังนี้ ขั้นแรก ฝึกเพียง 5 นาที ขั้นที่สองฝึกเพียง 10 นาที และหยุดพัก 15
นาที หรือมากกว่านี้แล้วแต่ผู้ทดลองวัตถุที่นำมาเป็นสิ่งที่กำหนดในการเพ่งสมาธิ คือ แจกันสีน้ำเงินขนาดเล็ก
11
จุดมุ่งหมายอันสำคัญคือการรู้จักทำใจให้สงบ การเพ่งสมาธิเป็นการพิจารณาสิ่งเดียวไม่มีความเกี่ยวกันกับสิง่ อื่นๆ
จนปรากฏแจกันเด่นชัดข้นึ ในดวงจิต ผลการฝึกสมาธดิ ังกลา่ วน้ีเกิดประโยชน์แกผ่ ู้ฝึกมาก เขากลา่ วว่า "ราว
แจกันกลายเป็นสิ่งวิเศษที่ก่อให้เกิดแสงสว่างขึน้ ภายในดวงจิตได้ ามารถเปลี่ยนแปลงรูปได้อย่างประหลาดและใน
บางครั้งขณะจิตวูบไปถึงขั้นที่สงบนิ่งดูเหมือนว่าแจกันจะแผ่รงั สีแห่งแสงสวา่ งและความร้อนออกมาโดยรอบจิตใจ
เยือกเย็นเปน็ สุขอย่างประหลาด"นักจิตวิทยาชาวอเมริกันเป็นคนแรกที่ทำวทิ ยานิพนธ์เกี่ยวกับการฝึกสมาธิและได้
พมิ พ์ออกเผยแพร่
มอฟิน (พระมหาวุฒิ ใหม่ดำ. 2545: 16; อ้างอิงจาก บรรยง บุญฤทธิ์) ซึ่งเป็นอย่างกว้างขวาง วิธีการฝึก
คือ ใช้ลมหายใจของตนเองเป็นสิ่งกำหนดจิต ผู้ทดสอบจะนั่งบนเก้าอี้ในลักษณะตัวตรง เท้าทั้งสองวางไว้บนพื้น
และปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้ "จงปล่อยลมหายใจของท่านตามธรรมชาติ เมื่อหายใจเข้าพยายามสูดอากาศให้ลึก
ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วโฟกัสการกำหนดจุดแหง่ การเคลื่อนไหวของลมหายใจของท่านลงไปในช่องท้องอย่าให้
ความคดิ หรอื สงิ่ แวดลอ้ มจากภาพนอกมาถึง เอาความสนใจหรือความตั้งใจออกไปจากการหายใจของทา่ น" ผล
การทดลองกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 28 คน ซึ่งกำหนดการทดลองสมาธิ 9 ครั้ง ครั้งละประมาณ 45นาที ในขณะ
เริ่มแรกปรากฏว่า ผู้ฝึกส่วนใหญ่จะพบกับความรู้สึกไม่ค่อยปกติ เช่น อาการหงุดหงิดและขุนมัวหมองของจิตหรือ
บางคนถึงกับมีอาการวิงเวียนเรื่อยไปจนกระทั่งถึงขั้นท่ีมีความรูส้ ึกสบายขึน้ ในช่วงท่ีจิตสงบแน่นิง่ รู้สึกแบบหวิว มี
ความรู้สึกคลา้ ยๆ กบั ลอยสูงจากพืน้ จนความรู้สึกสงบแน่นง่ิ แทบไมร่ ้วู า่ ตนเองอยู่ในลักษณะอาการอยา่ งใดเลย
8.2 การบรหิ ารสมอง
การพัฒนาความสามารถทางการคิดจะต้องได้รับการฝึกฝนอย่างถู กวิธีและเป็นไปตามช่วงอายุ ทั้งสมอง
ซีกซา้ ย และซีกขวาอย่างสมดลุ ก็กระตนุ้ ให้เราไดใ้ ช้ศกั ยภาพของสมอง ได้อยา่ งเตม็ ความสามารถ
คริสติน วอรด และแจน เดลี่ (วิบูลย์ วิรัชนีกรพันธ์.2549:31;อ้างอิงจากChristine Ward; &Jan Daley)
กลา่ วว่าการบรหิ ารสมอง คอื กระบวนกา รเลอ่ื นไหวรา่ งกายอย่างงา่ ยทก่ี ระต้นุ ให้สมองทำงานและเรียนรู้ได้ดี
สุขพัชรา ซิ้มเจริญ (2549: 51-52) กล่าวว่า การบริหารสมองเป็นวิธีหนึ่ง ที่จะทำให้สมองทำงานอย่าง
สมดุลและลดผลกระทบของความเครียดต่อร่างกาย ทำให้ระดับการทำงานของสมองส่วน Cortex สูงขึ้นและ
สามารถควบคุมและขจัดความเครียดลงได้ นอกจากนี้ยังทำให้สภาพจิตใจพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีความจ าดี
และมีอารมณ์ขัน ดังนั้นการบริหารสมองคือ การบริหารร่างกายในส่วนที่สมองควบคุม โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ
Corpus Colllsum ซึ่งเชื่อมสมอง 2 ซีกเข้าด้วยกัน ให้ใยประสานกนั แข็งแรงและทำงานคล่องแคล่วอันจะท าให้
การถ่ายโยงข้อมูลและการเรียนรู้ของสมอง 2 ซีกเป็นไปอย่างสมดุล เกิดความจ าทั้งระยะสั้นและระยะยาว มี
อารมณ์ขัน เพราะคลื่นสมอง (BrainWava) จะลดความเรว็ ลง คล่ืนเบตา้ (Beta) เปน็ อัลฟา (Alpha) ซงึ่ เปน็ ภาวะท่ี
สมองทำงานอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพสงู สดุ นอกจากน้ันยังได้กลา่ วว่า การบริการสมองข้นั ตอนกาบริหารสมอง ดังน้ี
1. การดม่ื นำ้ เพ่ือเพ่ิมพลัง วธิ กี ารดม่ื น้ำท่ีถูกต้องคือช้าๆ เพื่อให้รา่ งกายดูดซึมน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จะ
ทำให้สมองมีพลังงานการดื่มน้ำที่บริสุทธิ์อย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้สมองทำงานดีขึ้นโดโดยการนำออกซิเจน แร่ธาตุ
12
และกลโู คสสูส่ มอง กำจดั ของเสียจากสมอง กอ่ ให้เกิดปฏิกิริยาร่วมของเกลือและโปรแตสเซยี มภายในร่างกาย ซึ่งมี
ผลกระต้นุ การทำงานของระบบประสาทต่างๆ ชว่ ยพัฒนาความจำและให้พลงั งานในการเรียนรูช้ ว่ ยลดความเครียด
2. การเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้น เป็นท่ากระตุ้นการท างานของกระแสประสาท ทำให้เกิดการกระตุ้น
ความรู้สึกทางอารมณ์ เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ การเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้นเป็นการกระตุ้นการทำงานเส้นเลือด
ใหญ่ใหส้ ามารถส่งออกซเิ จนไปสูส่ มองได้อย่างเต็มท่ี กระตนุ้ การทำงานของระบบประสาท กระตนุ้ การท างานของ
สมอง ชว่ ยพฒั นาการทำงานของร่างกายให้ประสานงานท่ีดี
3. การบริหารรา่ งกายท่ีมลี ักษณะสลบั ขา้ ง เพือ่ บงั คบั ให้สมองทำงานทั้งซีกซา้ ยและซีกขวาเป็นการบริหาร
ร่างกายที่ให้เกิดการเคล่ือนไหวสลบั ข้าง ทำให้เกิดการทำงานของสมองซีกซ้าย สมองซีกขวาถ่ายโยงขอ้ มูลกันและ
การทำงานของกล้ามเน้ือเกดิ การประสานกันของเท้าหรือสายตา ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการ
เคลื่อนไหวมีการประสานสัมพันธ์กัน ทำให้ร่างกายทั้งสองข้างมีความสอดคล้องกัน เพิ่มประสิทธิภาพของระบบ
ประสาทการรับรู้เก่ยี วกบั การเคลื่อนไหว ระบบการไดย้ นิ และระบบการมองเหน็ มีการทำงานทแี่ ขง็ แรงมากขึ้น
4. ยืดเหยียดร่างกายเพื่อความคิดเชิงบวกและสมาธิ เป็นการบริหารที่เน้นการยืดส่วนต่างๆของร่างกาย
ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดของสมองและทำให้เกิดความสมดุลของสมองทั้งสองซีกทำให้มีสมาธิในการเรียนรู้
และการท างานเกิดความคิดเชงิ บวก ทำใหเ้ กดิ ความผ่อนคลายความเครียดทำให้เกิดความสงบ มสี มาธิมากขึ้น ทำ
ใหเ้ กิดการพัฒนาระบบประสาทที่ดีขน้ึ สามารถควบคมุ อารมณ์และตนเองได้ สามารถควบคมุ การทรงตัวได้ พัฒนา
ระบบการหายใจพรอ้ มกับพฒั นาจติ ใจให้สงบนิ่งคิดบวก
พัชรีวัลย์ เกตุแก่นจันทร์ (ปปม.: 31-51) กล่าวว่าการบริหารสมองคือ การบริหารร่างกายในส่วนที่สมอง
ควบคุมอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของกล้ามเนื้อ Corup collosum ซึ่งเชื่อมสมอง 2ซีกเข้าด้วยกันให้แข็งแรง
และท างานคล่องแคล่วอันจะทำให้การถ่ายโยงการเรียนรู้และข้อมูลของสมองทั้ง2ซีกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากน้ันยงั ได้กล่าวว่า การบริหารสมอง นน้ั มที ั้งหมด 4 ท่า ดังน้ี
1. การเคลือ่ นไหวสลบั ข้าง (Cross-Over Movement) การเคลื่อนไหวสลบั ขา้ งทำให้การทำงานของสมอง
2 ซีก ถ่ายโยงข้อมูลกันได้ เช่น สมองซีกซ้ายสามารถใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ จากสมองซีกขวาในการ
อ่าน กา รเขียน และการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อได้ดี การให้เด็กเหล่านี้จะทำให้ทราบว่าเด็กมีปัญหาใน
เรือ่ งการทำงานของตา มือ และเท้า หรือไม่ หากพบจะได้ชว่ ยเหลอื เด็กได้ทนั ที
2.การยืดส่วนต่างๆ (Lengthening Movement) การยืดส่วนต่างๆ ของร่างกายทำให้สมองผ่อนคลาย
ความตึงเครียดของสมองสว่ นหนา้ และส่วนหลัง และท าใหส้ มาธิในการเรียนรู้และการทำงาน
3. การเคลอื่ นไหวเพอื่ กระตนุ้ (Energizing Movement) เปน็ ทา่ ที่ชว่ ยกระต้นุ การทำงานของประสาท ทำ
ให้เกดิ การกระต้นุ ความรสู้ ึกทางอารมณเ์ กดิ แรงจูงใจเพื่อให้เรียนรู้ได้ดขี นึ้
4. ท่าบรหิ ารร่างกายงา่ ยๆ (Useful Exercizing)
13
สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2544: 5) ได้กล่าวว่า การบริหารสมองจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงในการทำงานของ
กล้ามเนื้อ ซึ่งเชื่อมสมองทั้ง 2 ข้างเข้าด้วยกันให้ประสานกัน ทำงานอย่างคล่องตัว และยังทำให้การทำงานของ
สมองสามารถควบคุมความเครียด ขจัดความเครียดได้ ทำให้สภาพจิตใจเกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ เกิดแรงจูงใจ
เกิดความจ าทั้งระยะสั้นและระยะยาว และมีอารมณ์ขัน เพราะคลื่นสมองจะลดความเร็วจากคลื่นเบต้าเป็นคลื่น
อัลฟา ซึง่ เปน็ สภาวะท่ีสมองทำงานอยา่ งมปี ระสิทธิภาพสูงสดุ
นันทิยา ตันศรีเจริญ (2545: 26) กล่าวว่า การบริหารสมองคือ การเคลื่อนไหวร่างกายเฉพาะส่วนที่ช่วย
เพ่ิมศักยภาพการท างานของสมอง โดยเคลื่อนไหวรา่ งกายในส่วนท่ที งั้ 2ซกี ควบคุมอยพู่ รอ้ มๆกัน โดยเฉพาะส่วนที่
เรียกว่า ดอร์ปัส คอลโลวมั ที่เชือ่ มสมองท้ัง2ซกี เพอ่ื ให้สมองทุกส่วนไดท้ ำงานรว่ มกนั เสมอื นเปดิ โอกาสให้สมองได้
พดู คยุ สือ่ สารกันซง่ึ จะชว่ ยใหส้ มองแข็งแรง
สรุปไดว้ ่า การบริหารสมองเป็นการบริหารรา่ งกายส่วนทส่ี มองควบคมุ เพื่อกระตนุ้ การท างาน
ของสมองซีกซา้ ยและซีกขวา ช่วยให้สมองแข็งแรง และเกดิ การประสานการท างานไดอ้ ยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพและลดความเครยี ด เพราะความเครยี ดเป็นปัจจยั สำคญั ทข่ี ดั ขวางการท างานของสมอง
8.3.1 ประโยชนข์ องการบริหารสมอง
การบริหารสมองจะทำใหส้ มองทำงานอยา่ งสมดุล และลดความเครียดต่อรา่ งกายท่ีมผี ลต่อการทำงานของสมอง
สขุ พัชรา ซมิ้ เจรญิ (2549:54) กล่าวถงึ ประโยชนข์ องการบรหิ ารสมอง ว่า
1. ช่วยให้ทกั ษะการอา่ น การเขียน การพดู ดขี ึน้
2. ชว่ ยทำใหส้ มองแขง็ แรงทำงานอย่างสมดุลของสมองสองซีก ทงั้ ซกี ซ้ายและซกี ขวา
3. ชว่ ยให้การประสานการทำงานของรา่ งกายประสานสัมพนั ธก์ ันและสร้างสมดลุ
4. ชว่ ยพัฒนาการเรยี นรูใ้ นเนื้อหาวชิ าและความสนใจให้มปี ระสิทธภิ าพดขี ึน้
5. ชว่ ยให้ผอ่ นคลายความตงึ เครยี ด
6. ชว่ ยใหเ้ กิดความรสู้ ึกสงบของรา่ งกายและจติ ใจพรอ้ มท้ังเกดิ ความม่นั ใจในตนเอง
7. ชว่ ยส่งเสรมิ สุขภาพรา่ งกายใหส้ มบรู ณแ์ ขง็ แรง
8. เสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย
9. ทำให้คดิ จดจอ่ และมคี วามจำแมน่ ยำ
10. ทำให้ทกั ษะทางดา้ นการตดิ ตอ่ ส่ือสารและภาษามีการพัฒนาให้กว้าหน้าขน้ึ
11. ทำใหบ้ รรลุเป้าหมายเปน็ บคุ คลมืออาชพี
พัชรีวลั ย์ เกตุแก่นจนั ทร์ (ปปม. : 34) ได้กล่าวถึง ประโยชนข์ องการบรหิ ารสมองดังน้ี
1. เปน็ การช่วยให้สมองแข็งแรงและทำงานไดอ้ ยา่ งสมดลุ กนั ทั้ง 2 ซกี
2. ทำใหม้ ีประสทิ ธภิ าพในการเรียนรแู้ ละการทำงานดีขึ้น
3. ทำใหเ้ กิดการผ่อนคลายความตรงึ เครียด
14
4. ทำให้เกิดความรู้สกึ สงบและมีความมนั่ ใจ
5. เดก็ ท่มี ปี ัญหาเกยี่ วกับการเรียนเช่นสมาธิสน้ั พฤติกรรมอยู่ไมส่ ขุ มีปัญหาด้านอารมณ์ คริสติน
วอรด และเจน เดลี่ (ดุษฏี บริพัตร ณ อยุธยา.2549: 31; อ้างอิงจากChristine Ward;& Jan Daley) Brain
Gym สามารถสร้างสมดลุ ให้กบั สมอง คลายความตรึงเครยี ดและฟน้ื คืนระดบั ออกซเิ จนและสารเคมีทีเ่ ป็นประโยชน์
กลบั คืนสู้สมอง ซึ่งจะช่วยให้การคดิ และการเรยี นรู้เปน็ ไปด้วยความผ่อนคลายและยงั มีความกระต้ือร้นกลบั มา เพ่ือ
การทำงานตอ่ ไป
สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2541: 13) กล่าวว่า ครูที่ใช้การบริหารสมองในชั้นเรียนรายงานว่าการบริหารสมอง
ช่วยใหป้ รับปรุงการเรยี นรู้และพฤติกรรมเป็นอย่างดี ส่วนนักเรียนท่ีใชก้ ารบริหารสมองรายงานว่า ทำให้จิตใจสงบ
มีความเชือ่ มัน่ ทำให้อารมณ์สงบ มคี วามเชอื่ มั่น สามารถผลิตงานได้อยา่ งมปี ระสิทธผิ ล ผู้ที่ใช้การบริหารสมองทุก
วัน รายงานวา่ ทำใหอ้ ารมณส์ งบ เกดิ ความเชอ่ื มัน่ และเกิดความงอกงาม
นันทิยา ตันศรีเจริญ (2545: 27)กล่าวว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อการบริหารสมองนี้มีประโยชน์ต่อคนทุก
เพศทุกวยั เพราะจะชว่ ยใหส้ มองแข็งแรง เพ่ิมประสทิ ธภิ าพการเรียนรู้และการทำงาน ผ่อนคลายความต่นื เตน้ ทำให้
ร้สู ึกสงบ และเกดิ ความมนั่ ใจในตนเอง
สรุปได้ว่า การบริหารสมอง นั้นมีประโยชน์ต่อการทำงานของสมองซีกซ้ายและซีกขวาให้ทำงานประสาน
กับร่างกายได้อย่างสมดุล ช่วยทำใหร้ ู้สึกสงบ ลดความตึงเครยี ด เกิดความเชื่อม่ันในตนเอง มีความจำที่ดี ด้านการ
ตดิ ต่อส่อื สารก็พัฒนาได้เร็วข้นึ ด้วย
8.3.2 ข้อควรปฏิบตั ใิ นการบริหารสมอง
การบริหารสมองทำให้การทำงานของสมองเกิดความสมดุล ทำให้ร่างกายและจิตใจพร้อมที่จะเรียนรู้
เพื่อให้การบรหิ ารเกิดประโยชน์กับเดก็ มากท่ี สุดจึงมีนักวชิ าการไดก้ ลา่ วถงึ ขอ้ ปฏิบัตใิ นการบรหิ ารสมอง ดงั น้นั
พัชรวี ัลย์ เกตแุ กน่ จนั ทร์ (ปปม.: 37)ได้กลา่ ว ข้อปฏบิ ตั ิในการบรหิ ารสมองไวด้ ังน้ี
1. การบรหิ ารสมองทา่ ตา่ งๆ ควรทำซำ้ ๆ ประมาณ 4–6 ครั้ง เพอ่ื ให้ไดป้ ระสิทธภิ าพสูงสุด
2. ทำซ้ำๆ ประกอบการหายใจท่ี ถกู ต้อง คอื การหายใจเขา้ ช้าๆ ลึกๆ แลว้ หายใจออกชา้ ๆ
อยา่ กล้ันหายใจ
3. ตอ้ งพยายามหากยงั ทำไมไ่ ดใ้ นคร้งั แรกๆ
4. ไม่ควรทางอาหารจนอม่ิ เกนิ ไป หรือรู้สกึ หวิ เกินไป
5. ไมค่ วรบรหิ ารสมองหลงั จากด่ืมแอลกอฮอร์
6. ดื่มน้ำบริสุทธิ์อย่างน้อยวันละ 12 แก้วขึ้นไปเนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่สูญเสียน้ำได้รวดเร็วมาก
เมือ่ สมองขาดนำ้ ซึง่ เปน็ ตัว Catalystจะท าใหเ้ กดิ ความรู้สกึ ทึบต้อื คิดอะไรไม่ออก
คริสติน วอรด และ แจน เดลี่ (ดุษฏี บริพัตร ณ อยุธยา.2549: 35; อ้างอิงจาก ChristineWard; & Jan
Daley) ได้กล่าวว่าการจัดท่าทางเพื่อให้สมองพร้อมใช้งาน เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันหลายส่วนเพื่อให้เกิด
15
การไหลเวียนของพลังงานในร่างกายและสมองที่ดี หากใช้ท่าทางเตรียมสมองให้พร้อมใช้งานร่วมกับดนตรีที่ ใช้
จงั หวะเดียวกับการเต้นของหวั ใจสัก 2–3 นาทไี ดด้ ้วยกด็ ี และให้ดื่มน้ำเปล่าท่ีมอี ณุ หภมู ิเดียวกันกับร่างกายก่อนเร่ิม
บรหิ าร
ขัน้ ที่ 1
1. ใช้ดนตรีที่มีจงั หวะเดียวกบั การเตน้ ของหัวใจถา้ ทำได้
2. น่งั ในท่าทีผ่ อ่ นคลาย
3. ไขวเ้ ท้าในท่าทเ่ี กดิ ความสบายมากท่สี ุด
4. ไขวข้ ้อมือในลักษณะเดยี วกับเทา้
5. หนั มอื เข้าตัว เปดิ ฝ่ามือ
6. ประสานน้วิ มอื ด้วยกันอย่างเบาๆ สบายๆ
7. ให้นวิ้ สมั ผัสกนั อยา่ งเบาๆ ให้นิ้วมือช้ีลงด้านลา่ ง
8. หนั มอื มาทางหน้าอก และวางบนหนา้ อกอยา่ งเบาๆ
ขัน้ ท่ี 2
1. ใหอ้ ยูใ่ นท่าน้ปี ระมาณ 1 นาที หายใจปกติ
2. หายใจออกอยา่ งเตม็ ที่ทุกครงั้ ไม่เกร็งลิ้น
3. เมอ่ื หายใจเขา้ ใหก้ ดลน้ิ ไปปุ่มหลงั แนวฟนั หนา้
4. ทำเช่นนป้ี ระมาณ 1 นาทีด้วยการหายใจลกึ ๆ 6 ครงั้
ข้ันที่ 3
1. ปล่อยมือและเทา้ ทีไ่ ขว้ไว้ วางเท้าราบบนพนื้
2. คอ่ ยๆ นำปลายนว้ิ มาประสานกันในทา่ สวดมนต์
3. สังเกตความรสู้ ึกวา่ มพี ลังงานอยู่ทป่ี ลายนว้ิ
4. แตะนิ้วทั้งสองข้างเป็นคู่ ๆ ทลี ะคู่เพยี งเบาๆ
5. ให้คิดถงึ การหายใจเอาพลงั งานเขา้ ส่สู มอง
6. ปฏิบัตเิ ชน่ น้ปี ระมาณ 1 นาทหี รอื เม่ือดนตรี
สขุ พัชรา ซิ้มเจริญ ( 2549: 55-58) จงึ ได้กล่าวถึงขอ้ ควรปฏิบตั ิในการบรหิ ารสมองไว้ดังน้ี
1. ควรศกึ ษาข้นั ตอนการปฏบิ ัตใิ หเ้ ข้าใจกอ่ น
2. ขณะทบ่ี ริหารสมองควรหายใจเขา้ และหายใจออกใหถ้ ูกต้องคอื หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ แลว้
หายใจออกช้าๆ อยา่ กลัน้ ลมหายใจ
3. การบริหารสมองในท่าแตล่ ะท่าควรทำซ้ำๆ ประมาณท่าละ 10 ครงั้ เมื่อทำได้แลว้ ควร
16
ทำท่าติดต่อกันหรือที่เรียนกันว่าที่ชุด (ในชุดอาจจะมี 4-10 ท่า หรือมากกว่านี้ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่
ละบุคคล)
4. กอ่ นและหลังบรหิ ารสมองควรจะดม่ื น้ำทกุ คร้งั เนอ่ื งจากสมองเปน็ อวัยวะทีส่ ูญเสยี น้ำได้
รวดเร็วมาก (Dehydration) เมื่อสมองขาดนำ้ ซ่ึงเป็นตวั Catalyst จะทำให้เกดิ ความร้สู ึกทึบตื้อคดิ อะไรไม่ออก
5. ไมค่ วรดม่ื เครอ่ื งด่มื ทีผ่ สมแอลกอฮอล์กอ่ นและหลงั บรหิ ารสมอง
6. ไมค่ วรรบั รบั ประทานอาหารจนอ่มิ เกินไปหรืออดอาหารใหห้ ิวเกินไป
การวางท่าทางร่างกายที่ถูกต้อง ในขณะที่ทำการบริหารมีความสำคัญมาก เพราะมันจะมีผลต่อตำแหน่ง
ของวัยวะที่กำลังเคลื่อนไหว ผิดรูปร่าง อาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บบุคลิกภาพไม่ดี ไม่เกิดการผ่อนคลาย
ความเครียด การวางทา่ ท่ีถูกต้องมดี งั นี้
1. ศีรษะ จะต้องอยู่ในตำแหน่งตั้งตรงและส่วนคอให้สมดุลกับศรี ษะไม่ห้อยตกไปข้างหลัง ถ้าไม่ถูกต้อง
จะทำใหเ้ กดิ ความตึงเครียดได้ เพราะตำแหนง่ ของศีรษะต้องตง้ั ตรงอยบู่ นกระดูกสันหลัง
2. คาง จะต้องอยู่ ในตำแหนง่ และมุมทถ่ี กู ต้อง ไม่ย่นื ไปดา้ นข้างหน้ามากเกินไป โดยให้ดตู วั เองท่กี ระจก
วา่ จมูกยน่ื ไปขา้ งหน้ามากกวา่ สว่ นอ่นื หรือเปลา่ แลว้ เพง่ สายตามองตรง
3. การวางลำตวั การวางลำตวั นั้นต้องกม้ หรือเอนลำตวั ไปข้างหนา้ เล็กน้อยเพอ่ื ปอ้ งกนั มิให้
น้ำหนักตกลงหมอนรองกระดูก และขณะยนื จะตอ้ งให้เสน้ ขนานอยู่นอกฐาน
4. การควบคุมลำตวั การควบคมุ ลำตวั จำเปน็ ต้องมากสหรบั ทกุ ๆคน อกต้องเหยียดลำตัวสงา่ ผ่าเผย
5. ความมนั่ คงขณะยืน ลักษณะของการยืนใหว้ างเทา้ ทง้ั สองขา้ งให้กวา้ งพอประมาณยืนด้วยความมั่นคง
ตอ้ งควบคมุ การเคลอ่ื นไหวของเชงิ กระดกู เชงิ กราน สะโพก และซี่โครง ไหล่จะควบคุมใหอ้ ยูใ่ นระดบั ตลอดเวลา
จากขอ้ ความดังกลา่ วแสดงให้เหน็ วา่ การจัดท่าทางใหถ้ กู ต้องแล้ว ยังตอ้ งคำนึงถงึ ขั้นตอน
การบริหารสมอง ที่จะทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุดในขณะปฏิบัติ เพื่อให้ร่างกายและสมองทำงานร่วมกันอย่าง
สมดุล
8.3.3 ท่าการบริหารสมอง (ท่า Brain Gym)
การบรหิ ารสมองช่วยเพ่มิ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ Corpus Colossum ซ่ึงเชือ่ งสมอง 2 ซกี เขา้ ด้วยกัน
ให้ประสานกัน และการทำงานอย่างคล่องแคล่ว นอกนี้ยังทำให้สมองส่วน Cortex สูงขึ้นและควบคุมความเครียด
ทำให้สภาพจิตใจเกิดความพร้อม ที่จะเรียนรู้ เกิดแรงจูงใจ เกิดความจำทั้งระยะสั้น และระยะยาว และมีอารมณ์
ขนั เพราะคลน่ื สมองจะลดความเร็วลงจากคลนื่ เบตา้ เป็น
อลั ฟาซ่งึ เป็นสภาวะ ท่สี มองทำงานมีประสิทธิภาพ และ พอล ; และ กลิ อ.ี เดนนิสสัน (PaulE.dennison,
Ph.D.; & Gail E.Dennison.1968) ไดอ้ ธบิ ายถงึ ท่าการบริหารสมองไว้ดังนี้
17
1. กลุ่มท่าเคลือ่ นไหวสลับขา้ ง สมองซีกซ้ายจะตื่นตัวเม่ือหนูใช้รา่ งกายซีกขวา ส่วนสมองซีกขวาจะต่นื ตัว
เม่ือใชส้ มองซีกซา้ ย การเคล่ือนไหวสลบั ข้างเป็นกจิ กรรมการบรหิ ารสมองท่ชี ว่ ยฝึกการใช้สมองท้งั 2 ข้างให้ทำงาน
รว่ มกันอยา่ งกลมกลนื ทำให้รา่ งกายกับสมอง ทำงานประสานกนั ดีขนึ้
ตวั อย่างเช่น
1.1 ท่าเคลอื่ นไหวสลบั ข้าง วิธปี ฏบิ ัติ การเคลอื่ นไหวสลับขา้ งและการกระโดดสลบั ข้าง
ตามจังหวะดนตรี จะประสานการเคลื่อนไหว ให้แขนข้างหนึ่งเคลื่อนไหวไปพร้อมกับข้างตรงข้าม จะมีการ
เคลื่อนไหว ไปด้านหน้า ด้านข้าง และกวาดตามองไปรอบๆด้าน ขณะเดียวกันเอามือแตะที่หัวเข่าข้างตรงกันข้าม
สลับกันตามจังหวะ เพื่อข้าม เส้นกลางของร่างกาย เมื่อสมองทั้งสองซีกทำงานร่วมกันจะรู้สึกปลอดโปร่งพร้อมจะ
เรียนรสู้ ง่ิ ใหม่
1.2 ทา่ เลข 8 หลงั ยาว วธิ ปี ฏบิ ัติ ยนื่ แขนออกไปขา้ งหนา้ แลว้ ชหู ัวแมม่ อื ออกมา ใชห้ มนุ แขนเป็น
เลข 8ขนาดใหญ่ในอากาศอย่างช้าๆ ลักษณะทวนเขม็ นาฬกิ า และใช้สายตาจ้องมองไปพร้อมๆ กับหัวแม่มือท่วี าด
ไปด้วย โดยใชแ้ ขนท่ีละข้าง ขา้ งละ 3 รอบจากนน้ั ใช้แขนทัง้ 2ข้าง
1.3 ท่าลากเส้นขยุกขยิกคู่ วิธีปฏิบัติ ใช้มือทั้ง 2 ข้างจับปากกา/ดินสอ/อุปกรณ์การเขียน ใช้มือ
ทง้ั 2 ข้างวาดเขียนในเวลาเดียวกนั ลากเสน้ เข้า ออก ขึน้ และลง อย่างต่อเนอ่ื ง
1.4 ท่าชา้ ง ช้าง ช้าง วิธปี ฏบิ ตั ิ งอเข่า เอียงศรี ษะแนบไหล่ และยกแขนชน้ี ิว้ ไปยังอกี
ด้านหนงึ่ ของห้อง ใชซ้ ีโ่ ครงช่วยในการขยับส่วนบนของรา่ งกาย ในขณะที่กวาดแขนเป็นเลข 8 หลงั ยาวมองลอดน้ิว
ออกไป เปลี่ยนแขนอีกขา้ งหน่งึ ทำเช่นเดยี วกนั
1.5 ท่าส่ายคอวิธีปฏิบัติ หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลายหัวไหล่ และก้มศีรษะมาข้างหน้าส่ายศีรษะ
ช้าๆ จากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง ขณะที่หายใจระบายเอาความอึดอัดออกไป ปลายคางจะวาดเป็นโค้งน้อยๆ แต่
กว้างไปตามหนา้ อกขณะท่คี อผอ่ นคลาย จากนน้ั วาดคางเป็นวงโคง้ เล็กๆ เพือ่ ผ่อนคลายตรงจดุ ตรงึ เครยี ด
1.6 ท่าโยกเยก วิธีปฏิบัติ นั่งเอนตัวไปข้างหลัง ใช้มือทั้ง สองข้างยันพื้น จากนั้นนวดบริเวณ
สะโพกและเ ข่าด้วยการโยกเยกตัวเองเป็นวง มาข้างหลังและไปข้างหน้า จนกระทั่งความตรึงเครียดลดลงไป ควร
บริหารบนพื้นที่นุม่ สบาย เชน่ บนพนื้ ที่มีเบาะรอง
1.7 ท่าหายใจดว้ ยทอ้ ง วธิ ีปฏิบัติ วางมอื บนหน้าทอ้ ง หายใจเข้าเป็นชว่ งสั้นๆ และ
เบาๆ (คลายขนนกท่ีล่องลอยอยู่บนอากาศ ) หายใจเขา้ ช้าๆ ลึกๆ เหมอื นคอ่ ยๆ สบู อากาศเขา้ ลกู โปง่ มอื จะเพยิดลง
ขณะหายใจออก ถา้ โก่งหลงั หลงั จากหายใจเข้า อากาศจะยิ่งเข้าไปไดล้ ึกยง่ิ ข้นึ
1.8 ท่ายกตัวขึ้น ลง เอียงสลับข้าง วิธีปฏิบัติ ทำท่าเหมือนกำลังขี่จักรยานขณะเดียวกัน เอียง
ข้อศอกไปแตะที่หัวเข่าตรงกันข้าง ทำสลับไปมา ร่างกายและจิตใจรู้สึกตื่นตัวดีมากควรบริหารท่าน้ีบนพื้นผิวที่นุ่ม
สบาย เชน่ บนเบาะหรือบนเตียง
1.9 ทา่ อกั ขระ 8 เปน็ ท่าท่ีดัดมาจากท่าเลข 8 หลังยาว โดยใชต้ วั อักษรภาษาอังกฤษ
18
แบบจากตวั พมิ พ์เล็กจาก a ถึง t (ตวั อกั ษรเหลา่ นี้พฒั นามาจากตวั อักษรในภาษาอารบิก ส่วนอักษร uถึง z พัฒนา
มาจากตัวอกั ษรโรมนั เม่ือสามารถเขยี นตวั อักษรดังกลา่ วจะชว่ ยใหก้ ารเขยี นด้วยมือคลอ่ ง
1.10 ท่าเพิ่มพลัง ให้นักเรียนนั่งในท่าที่สบาย บนเก้าอี้ ค่อยๆโน้มศีรษะลงจนหน้าผากจรดพ้ืน
วางมือบนโต๊ะเหนือหัวไหล่ทั้ง 2 ข้าง หันปลายนิ้วมือเข้าด้านในเล็กน้อย ขณะสูดหายใจเข้า ค่อยค่อยยกหน้าผาก
ขึ้น ตามด้วยคอและหลังส่วนบนกลับมาสู่ท่านั่งตวั ตรง จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปยังสมองสว่ นหน้า ทำ
ให้มคี วามเขา้ ใจและการคิดอยา่ งมเี หตผุ ลมากขึน้
2. กลุ่มท่ากิจกรรมยืดเส้นยืดสาย เป็นกิจกรรมที่เน้นการผ่อนคลายและยืดส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้
ผ่อนคลายความตึงเครียดของสมองส่วนหน้า และส่วนหลัง ทำให้มีสมาธิในการเรียนรู้การทำงานและความคิดเชิง
บวกมากขึน้ ตวั อยา่ งเช่น
2.1 ท่านวดน่อง วิธีปฏิบัติ งอขอขวา ขาซา้ ยเหยียดตรง ขณะท่ีเอนตวั ไปข้างหน้า และ
หายใจออกให้ค่อยๆกดส้นเท้าซ้ายลงกับพื้น ขณะที่รู้สึกผ่อนคลายให้ยกส้นเท้าซ้ายขึ้นและหายใจลึกๆทำซ้ำกัน 3
ครง้ั แลว้ เปลี่ยนข้างท าเช่นเดยี วกัน ย่ิงงอเข่ามากเทา่ ใดย่ิงรูส้ กึ วา่ น่องยืดตัวมากขึน้
2.2 ทา่ นกฮูก วธิ ีปฏิบตั ิ ใชม้ อื จบั หวั ไหล่ (บรเิ วณค่อนมาทางต้นคอ) และค่อยๆบีบนวดกล้ามเน้ือ
ให้กระชับ หันศีรษะเหลียวมองไปทางด้านหลังผ่านหัวไหล่ หายใจลึกๆ แล้วเอียงไหล่กลับมาที่เดิม จากนั้นหัน
ศีรษะเหลียวมองหัวไหล่อีกข้าง เอามือลงจากไหล่ ก้มคางลงมาที่หน้าอกและหายใจเข้าลึกๆ ปล่อยให้กล้ามเนื้อ
ผอ่ นคลาย ทำซำ้ เช่นเดยี วกัน โดยสลบั มอื มาจบั หัวไหล่อีกข้าง
2.3 ท่ากระตุ้นต้นแขน วิธปี ฏบิ ัติ เอามือจับแขนอีกขา้ งท่ยี กชูขึ้นตรงกับระดับหู หายใจออกเบาๆ
ผ่านริมฝีปากที่เม้มไว้ ขณะเดียวกัน กระตุ้นกล้ามเนื้อโดยดันแขนสวนทางกบั มอื ที่จบั อยู่ไปใน 4 ทิศทาง (ข้างหนา้
ข้างหลงั แนบเขา้ มาและดนั ออกไป)
2.4 ท่ากระดกปลายเท้า วิธีปฏิบัติ นั่งไขว่ห้างให้ข้อเท้าวางอยู่บนเข่าของขาอีกข้างเอามือนวด
บรเิ วณทตี่ ึงเครยี ดบนข้อเท้า น่อง และบริเวณหลงั เข่าทลี่ ะจดุ ขณะเดียวกันกระดกปลายเท้าขน้ึ ลงช้าๆ
2.5 ทา่ โนม้ ตัว วธิ ีปฏิบตั ิ นั่งใหส้ บาย ยกข้อเทา้ คร่อมกนั ปล่อยให้หวั เข่าผ่อนคลาย
โน้มตัวงอลงไปข้างหน้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกไปข้างหน้า เลื่อนแขนต่ำลงขณะหายใจออกและเลื่อนแขนขึ้น
ขณะหายใจเขา้ ทำซ้ำทางดา้ นซา้ ย ขวา และตรงกลาง จากนั้นสลบั ขา
2.6 ท่าเหยียดขางอเข่า วิธีปฏิบัติยืนแยกเท้าออก จากกันให้มีระยะห่างประมาณหนึ่งก้าว หัน
ปลายเท้าขวาช้ไี ปทางขวา ขณะท่ปี ลายเท้าซ้ายชี้ตรงไปขา้ งหน้า งอเขา่ ขวาแล้วย่อลงพร้อมกบั หายใจออก จากนั้น
หายใจเข้าพร้อมกับยืดขาขวาขึ้นให้ตรง ขยับตะโพกให้อยู่ในแนวขนาน วิธีนี้จะช่วยเสริมกล้ามเนื้อตะโพกให้
แขง็ แรง ทำซำ้ กนั 3 ครงั้ จากนั้นเปลยี่ นมาเปน็ ขา้ งซา้ ย ทำเชน่ เดียวกนั
3. กลุ่มทา่ บริหารเพ่อื เพ่มิ พลงั เปน็ การกระตุ้นวงจรการเชอ่ื มโยงเซลล์ประสาท ทำให้เกิด
ความรสู้ ึกทางอารมณแ์ ละเกดิ แรงจงู ใจในการเรียนรู้ตวั อยา่ งเช่น
19
3.1 ท่าระบายสรี ปู ผีเสอื้ 8 วิธีปฏบิ ัติ เอามอื ข้างหน่ึงว่างที่ตำแหน่งสะดือขณะเดียวกันเอามืออีก
ข้างหนึ่งนวดถูแรงๆ ไปทางขวา และไปทางซ้ายบริเวณกระดูกหน้าอกใต้ไหปลาร้า ขณะกดปุ่มสมองทอดสายตา
มองไกลไปทข่ี อบเพดาน
3.2 ทา่ ปมุ่ ดนิ วธิ ปี ฏบิ ัติ ใช้นวิ้ 2 น้ิวแตะทร่ี ิมฝีปากลา่ งและวางมืออีกขา้ งหน่ึงบริเวณขอบบนของ
กระดกู เชงิ กราง หายใจเอาพลงั เขา้ ไปสู่ศนู ยก์ ลางของร่างกาย
3.3 ท่าปุ่มสมดุล วิธีปฏิบัติ ใช้นิ้วแตะบริเวณส่วนโค้งใต้ฐานกะโหลกศีรษะ เอามืออีกข้างวางที่
ตำแหนง่ สะดือ หายใจเอาพลังขนึ้ ไป หลังจากนั้นประมาณหน่งึ นาทีเปลยี่ นมอื ทำอีกข้าง
3.4 ท่าปุ่มฟ้า วิธีปฏิบัติ ใช้นิ้ว 2 นิ้วแตะบริเวณริมฝีปากและเอามืออีกข้างวางท่ีตำแหน่งกระดูก
ก้นกบ แตะมือค้างไว้ประมาณ 1 หายใจเอาพลังเข้าไปที่กระดูกสันหลัง บางครั้งบริหารปุ่มดิน และปุ่มฟ้าด้วยกัน
โดยนวดบริเวณริมฝีกปากและบริเวณใต้ริมฝีปาก ขณะเดียวกันกวาดสายตามองจากพื้นแล้วขึ้นเพดาน สลับกัน
หลายๆ ครงั้
3.5 ท่าหาวเพิ่มพลัง วิธีปฏิบัติอ้าปากเหมือนกำลังหาว วางปลายนิ้วลงบนจุดที่รู้สกึ ตึงเครียดบน
กราม (หรอื บริเวณรอยบุ๋ม ระหวา่ งเนนิ โหนกแก้มกับ รูหูท่เี กิดขน้ึ เม่ือเวลาอ้าปากหาว (ที่จุด) เม่ือน้ิวสัมผัสจะรู้สึก
หยุ่น) ทำเสียงหาวตา่ งๆ ผอ่ นคลาย และลบู เบาๆ ใหค้ วามเครียดหมดไป
3.6 ท่าสวมหมวกความคดิ วธิ ีปฏบิ ตั ิ เอามอื จบั ใบหูคลใ่ี ห้กางออกเบาๆ จากบนลงล่าง
3.7 ทา่ เกี่ยวตะขอ วิธปี ฏบิ ัติ ขน้ั ท่ี1 วางเท้าซา้ ยไขว้บนข้อเท้าขวา กางแขนออก แล้วคร่อมข้อมือ
ซา้ ยบนข้อมือขวา จากนั้นสอดประสานนวิ้ มือเข้าดว้ ยกันและขยบั มือออกมาท่ีหน้าอก (บางคนอาจรู้สึกดี ถ้างอเข่า
ขวาและข้อมือขวาอยู่บน) นั่งท่านี้ประมาณ 1 นาที หายใจลึกๆ หลับ ตาและใช้ปลายลิ้นแตะเพดานปากระหว่าง
บริหาร ขั้นที่ 2 ใหเ้ ลิกไขวข้ า แล้วแตะปลายน้วิ ท้งั สองข้างเข้าหากนั หายใจลกึ ๆ ประมาณ 1 นาที
3.8 ท่าจับจุดบวก วธิ ปี ฏบิ ัติ จบั จุดบวกเบาๆ แต่ให้แรงพอท่จี ะดงึ ผิวหนงั หนา้ ผากให้ตงึ
จดุ บวกนีอ้ ยู่เหนอื ลูกตา บริเวณก่งึ กลางระหว่างควิ้ กับผม
สรุปได้ว่า การบริหารสมอง (Brain Gym) เป็นกิจกรรมที่สามารถทำให้สมอง ได้รับออกซิเจนมากขึน้ เกิด
คลื่นแอลฟา ซึ่งผู้เรียนจะรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สมองจะเรียนรู้ได้เร็ว มีความจ ำที่ดี
และยังช่วยส่งเสริมทักษะด้านต่างๆ เช่น ทักษะทางภาษา ด้านการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน ทักษะด้านการ
คิดเช่น การคิดเชิงสร้างสรรค์ การคิดแก้ปัญหา การคิดคำนวณ คิดบวก ทักษะด้านการเคลื่อนไหวเช่น การใช้
กล้ามเนื้อมดั เลก็ ละมัดใหญ่ การเคลื่อนไหวอยา่ งมี ทิศทาง และยังทำให้มีสมาธกิ ับส่ิงที่ทำ และความกระตื้อรื้อร้น
ในการทำงานและกิจกรรมตา่ งๆ
20
8.2.4 งานวิจยั ที่เกี่ยวข้องกบั การบริหารสมอง
งานวิจัยในประเทศ
เกสินี เมาวิรัตน์ (2549: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาพัฒนาการด้านการเขียนของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด
กิจกรรมบริหารสมองและกิจกรรมแบบปกติและเพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการด้านการเ รียนของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ
การจดั กิจกรรมบริหารสมองและไดร้ ับการจัดกิจกรรมแบบปกติ โดยใช้กลมุ่ ตัวอย่าง 30 คน โรงเรยี นวัดหนองแขม
แบ่งกลุ่มตังอย่างเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลองได้รับการจัดกิจกรรมบริหารสมอง และกลุ่มควบคุมได้รับการจัด
กิจกรรมแบบปกติ ผลการวจิ ัยพบวา่ เดก็ ท่ไี ด้รบั การจัดกิจกรรมบริหารสมองมีพัฒนาการด้านการเรยี นสูงกว่า เด็ก
ทีไ่ ดร้ ับกจิ กรรมแบบปกติ อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.01
พัชรีวัลย์ เกตุแก่นจันทร์ (2545: บทคัดย่อ) ได้ทำงานวิจัยทางด้านสมองพบว่า สมองของมนุษย์ แบ่ง
ออกเป็น 2ซีก คือซีกซ้ายและซีกขวา แต่ละซีกจะทำงานเฉพาะอย่าง ไม่ก้าวก่ายกันและไม่ทำงานแทนกันได้ แต่
สามารถสง่ เสริมหรือกระตุ้นให้อีกฝ่ายทำงานของตนเองให้ได้ดีขึ้น สมองทั้ง 2ซกี จากการวจิ ยั พบว่าหากกล้ามเนื้อ
ส่วนนี้มีความแข็งแรงก็จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมการทำงานของสมองทั้ง 2 ซีกจากการวิจัยพบว่า หาก
กล้ามเนื้อส่วนนี้มีความแข็งแรงก็จะทำหน้าที่ประสานงานได้ดี อันจะส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและมี
ประสิทธิภาพ
วิกร ตัณฑวุฑโวฒ (2549: บทคัดย่อ) ได้ทำวิจัย เรื่องการทำงานของสมองซีก ซ้ายและซีกขวาของผู้ใหญ่
เพื่อศึกษาความสามารถของสมองในการทำงานของสมองและเปรียบเทียบความถนัดของสมองซีกซ้ายและซีกขวา
ผลการวิจัยพบว่า บุคคลส่วนมมากมีการท างานของสมองทั้งสองซีกอย่างสมดุลกัน เมื่อจำแนกตามวัย เพศ และ
ความสามารถของบคุ คล
จากรายงานการวิจัยสรุปได้ว่า สมองเป็นแบ่งออกเป็น 2 ซีกที่มีความถนัดแตกต่างกัน แต่มีการทำงานที่
ประสานสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ การบริหารสมองอย่างเป็นระบบ ทำให้ผ่อนคลาย มีความพร้อมในการเรียนรู้
ส่ิงตา่ งๆรอบตวั ดงั น้ัน การท ากิจกรรมบริหารสมอง จะทำใหเ้ กดิ ความพรอ้ มในการเรยี นรู้ สภาพจิตใจกพ็ รอ้ มท่ีจะ
เรียนรูส้ ่ิงใหมๆ่ จงึ ทำให้เด็กสามารถเรยี นรไู้ ด้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
งานวจิ ัยตา่ งประเทศ
โอล์กา คูซ์นโซว และจีเลีย คูร์ยาว์ทซิวา (Olga Kuznetsova; & Gella Kudryavtseva.2002 อ้างอิงใน
เอกสารอบรมเรื่อง “Brain Body and Learning”2545: 28) ได้ศึกษาพัฒนาการด้านการเขียนของนักเรียน โดย
ให้นักเรียนมีการปฏิบัติการบริหารสมอง (Brain Gym) เป็นเวลา 15 นาที ทุกวันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน
นักเรียนมีการพัฒนาการเขียนจากขวาไปซ้าย โดยเปลี่ยนมาเป็นซ้ายไปขวา และจากเดิมที่เคยเขียนตัวหนังสือ
กลับกัน (Mirror Letter) ได้มีการพัฒนาที่ดีขึ้น จากการวิจัยพบว่า90% ของนักเรียนหญิงที่มีอายุน้อยกว่า มักจะ
เขียนตัวหนังสือกลับจากขวาเป็นซ้าย (โดยเริ่มเขียนตัวหนังสือจากตัวสุดท้าย ) แต่หลังจากได้รับการปฏิบัติการ
บรหิ ารสมอง (Brain Gym)พบเหลอื เพยี ง 30% ที่ยงั มเี ขยี นจากขวาไปซา้ ยอยู่
21
กูดแมน (Goodman.1961: 436) ได้ทำงานศกึ ษาเกี่ยวกับความสามารถทางสมองด้านต่างๆท่ีมีผลต่อการ
เรียนวิชาวิทยาศาสตร์สาขาเคมี โดยศึกษากับนักเรียนระดับวิทยาลัย จำนวน 113 คน ผลปรากฏค่าสหสัมพันธ์
ระหวา่ งวิชาเคมี กบั ความสามารถด้านเหตุผล เทา่ กบั .43 ด้านมติ ิสมั พันธ์ เทา่ กบั .25 ดา้ นภาษา เท่ากับ .28 และ
ดา้ นความจำ เท่ากบั .25
เวอร์เดลลิน (Smith.1964:115;ctting N.D.Verdellin.1956: 13. Aptitudes; & AptitudeTesting) ได้
ศึกษาว่าสมรรถภาพสมองใดส่งผลต่อการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ พบวา่ สมรรถภาพสมองทีส่ ามารถพยากรณ์ผลการ
เรียนคณติ ศาสตรไ์ ด้ดคี อื สมรรถภาพสมองดา้ นตวั เลข ด้านภาษา ดา้ นมิตสิ ัมพันธ์ ด้านอนุมาน และดา้ นเหตุผล
เซลเซอร์ (Cheser.1979: 6644-A)ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาในด้านมิติสัมพันธ์ตามทฤษฎีพัฒนาการ
ทางสติปัญญาของ เพียเจต์ (Piaget) โดยได้ศึกษาตัวแปร เพศ อายุ และวัฒนธรรม โดยศึกษาเกี่ยวกับความยาว
ทิศทาง ส้นตั้งฉาก ตลอดจนการแก้ปัญหาพบว่าสมรรถภาพด้านมิติสัมพันธ์ ของนักเรียนจะพัฒนาขึ้นตามอายุ
นักเรียนชายจะมีสมถะภาพทางสมองด้านนี้สูงกว่านักเรียนหญิงและพบว่าสภาพที่อยู่อาศัยหรือวัฒนธรรมที่
แตกตา่ งกนั มีผลต่อความสามารถดา้ นนดี้ ้วย นอกจากนยี้ ังพบวา่ นักเรยี นในถนิ่ เจรญิ มีการพัฒนาสมรรถภาพด้านน้ี
ดีกว่าเด็กในถิ่นยังไม่ เจริญ และเมื่ออายุ 12ปี เด็กจะสามารถพัฒนาสมรรถภาพทางสมองด้านมิติสัมพันธ์ได้ใน
ระดับทไ่ี ลเ่ ล่ียกนั
จากรายงานการวจิ ัยสรปุ ไดว้ า่ นักเรียนที่ไดร้ ับกิจกรรมการบริหารสมองอยา่ งต่อเน่ืองทุกวนั ความสามารถ
ในการเรยี นรู้จะพฒั นาดขี ึน้ ทัง้ ด้านการเขียนหนังสอื ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านมิตสิ มั พนั ธเ์ ป็นต้น ดงั นัน้ ผวู้ ิจัยจึง
สนใจที่จะนำกิจกรรมบริหารสมองมาใช้กับเด็กปฐมวัยเพื่อ ให้สมองมีการทำงานที่ประสานสัมพันธ์กันได้ดีขึ้นซ่ึง
ส่งผลตอ่ ทกั ษะการคิด ท่ีเปน็ เคร่อื งมือสำคญั ของการเรียนรู้ เพราะการเรยี นรู้ท่ีดีเด็กต้องมคี วามพรอ้ มในทุกด้านจึง
จะเกิดการเรียนรทู้ ีด่ ี ซง่ึ กอ่ เกดิ เป็นความสามารถหรอื ลักษณะเดน่ ขึน้ มาได้
9. วธิ ีการดำเนินวิจยั
9.1 กลุ่มเป้าหมาย
กลมุ่ เป้าหมายท่ีใชใ้ นการวจิ ยั เปน็ เด็กนักเรียนชาย-หญงิ อายรุ ะหวา่ ง 5-6 ปี ทก่ี ำลังศึกษาอยูช่ ้ันอนุบาลปี
ที่ 3 โรงเรียนตันติวัตร สำนักงานสังกัดสำนักงานคณะกรรมส่งเสริมการศึกษาเอกชน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2565 จำนวน 1 ห้อง ไดแ้ ก่ นกั เรยี นชั้นอนุบาลปที ่ี 3 จำนวน 10 คน
9.2 เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั
1. แผนการจัดกิจกรรมการฝึกสมาธิของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนตันติวัตร โดยใช้การจัดกิจ
กรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym จำนวน 8 แผน
2. แบบประเมินการสังเกตการฝึกสมาธิ นักเรียนชั้นอนุบาลปที ี่ 3 โรงเรียนตันตวิ ตั ร ก่อนและหลังการจัด
กิจกรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym)
22
9.3 แบบแผนการวจิ ยั
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองผู้วิจัยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง
(One Group Pretest-Postest design )
กอ่ นการทดลอง ทำการทดลอง หลงั การทดลอง
1 x 2
ตารางประกอบท่ี 1 แบบแผนการทดลอง
สญั ลกั ษณ์ทใี่ ช้
1 หมายถึง การสังเกตการทำกิจกรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym) ก่อนการจดั กรรมการบรหิ ารสมอง
( Brain Gym)
× หมายถึง การจดั กจิ กรรมการบรหิ ารสมอง (Brain Gym)
2 หมายถงึ การสงั เกตการทำกิจกรรมการบรหิ ารสมอง ( Brain Gym) หลงั การจดั กรรมการบริหารสมอง
( Brain Gym)
9.4 การดำเนินการทดลอง/การเก็บรวบรวมข้อมลู
การดำเนินการทดลอง
การวิจัยคร้งั น้ีได้ทำการทดลองขณะจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน ในภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
โดยมีระยะเวลาในการทดลอง 2 สปั ดาห์ สัปดาห์ละ 5 วนั คอื วนั จันทร์ วนั อังคาร วนั พุธ วันพฤหัสบดี และวนั
ศุกร์ ในแต่ละวันทำการทดลอง 1 ครงั้ ในก่อนการกจิ กรรมเสริมประสบการณ์ ครง้ั ละ 8 นาที ระหว่างเวลา 08.30-
08.40 น. รวมทงั้ สน้ิ 8 ครง้ั ตั้งแต่วันท่ี 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ถงึ วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 โดยมลี ำดับ
ขั้นตอนดังนี้
1. ผู้วิจัยเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและจัดเตรียมสื่อเพลงสำหรับกิจกรรมการบริหารสมอง (Brain
Gym)
2. ผู้วิจัยติดตอ่ ประสานงานขอความรว่ มมอื กับผบู้ ริหารและครูประจำชนั้ ของโรงเรียนท่ีทำการวจิ ยั
3. ผู้วิจยั สร้างความค้นุ เคยร่วมกบั เดก็ และจัดเตรียมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
4. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองอาศัยแผนการจัดกิจกรรมการบริหารสมอง (Brain Gym) 8 ครั้ง โดย
ดำเนนิ การ ดังตารางดงั นี้
23
ตารางท่ี 2 ตารางแสดงกำหนดระยะเวลาดำเนินการกจิ กรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) เพอ่ื ฝึกสมาธิ
สำหรบั นักเรียนชน้ั อนบุ าลปีท่ี 3/4โรงเรียนตันตวิ ัตร
สปั ดาห์ ครั้งที่ กิจกรรม การฝึกสมาธิ
ที่ เปดิ แก้ว ปิดแก้ว
ด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสิ่งทท่ี ำ
11 ด้านมชี ว่ งความสนใจตอ่ เนอื่ งในการทำกิจกรรม
2 จีบ แอล ดา้ นการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสิ่งทท่ี ำ
ดา้ นมีชว่ งความสนใจต่อเนื่องในการทำกิจกรรม
ด้านการจดจอ่ ใส่ใจอยู่กบั สิ่งทท่ี ำ
3 สวสั ดีน้ิวมอื ดา้ นมีช่วงความสนใจต่อเนื่องในการทำกจิ กรรม
4 กรรไกร ไข่ ผา้ ไหม ด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กบั ส่ิงทท่ี ำ
ดา้ นมีช่วงความสนใจต่อเนอื่ งในการทำกิจกรรม
5 แก้ว กะลา ขัน โอ่ง ด้านการจดจอ่ ใส่ใจอยู่กับสิ่งที่ทำ
ด้านมชี ว่ งความสนใจตอ่ เนื่องในการทำกจิ กรรม
26 จับหัว จบั หู จบั ไหล่ ดา้ นการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กบั สิ่งท่ีทำ
ดา้ นมีช่วงความสนใจต่อเนอ่ื งในการทำกจิ กรรม
ด้านการจดจอ่ ใส่ใจอยู่กับสง่ิ ท่ที ำ
7 ตบมอื ตบตัก ตบไหล่ ด้านมีช่วงความสนใจตอ่ เนื่องในการทำกจิ กรรม
8 ตกั ตัก มือ ตัก ตัก ด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสงิ่ ที่ทำ
ดา้ นมีช่วงความสนใจต่อเนื่องในการทำกจิ กรรม
ตารางที2่ ตารางแสดงกำหนดระยะเวลาการจดั กจิ กรรมการบรหิ ารสมอง (Brain Gym)
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจยั ครง้ั นเี้ ปน็ วจิ ยั เชงิ ทดลองซึ่งผู้วจิ ัยได้รวบรวมขอ้ มลู จากการฝึกสมาธิของเด็กนกั เรียนชนั้ อนุบาลปีท่ี
3 โรงเรยี นตันติวตั ร โดยใช้กจิ กรรมการบริหารสมอง (Brain Gym) ซ่งึ มหี ลกั การดำเนินงาน ดังน้ี
24
1. ผู้วิจัยทำการสังเกตการฝึกสมาธิของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนตันติวัตร โดยใช้แบบประเมิน
การสังเกตการฝึกสมาธิ นกั เรียนชนั้ อนบุ าลปีที่ 3 โรงเรียนตนั ติวัตร กอ่ นทดลองกับกล่มุ ตัวอยา่ งจำนวน 10 คน
2. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองโดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการบริหารสมอง (Brain Gym) ของนักเรียนชั้น
อนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนตันติวัตร จำนวน 8 แผน โดยมีระยะเวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน คือวัน
จันทร์ วันอังคาร พุธ วันพฤหัสบดี และศุกร์ ในแต่ละวันทำการทดลอง 1 ครั้ง ในการทำกิจกรรมการบริหารสมอง
(Brain Gym) ครัง้ ละ 10 นาที ระยะเวลา 08:30 น. – 08:40 น. รวมท้ังสน้ิ 8 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.
2565 ถงึ วนั ท่ี 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
3. ผู้วิจัยทำการสังเกตการฝึกสมาธินักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนตันติวัตร โดยใช้แบบประเมินการ
สังเกตการฝกึ สมาธิ ชัน้ อนุบาลปีที่ 3 โรงเรยี นตนั ตวิ ัตร หลงั การทดลองกับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน
4.ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากการทดลองไปวิเคราะห์ตามวิธีการตามสถิติโดยหาค่าเฉลี่ยก่อนและหลังจัด
กจิ กรรม และเปรียบเทยี บความแตกต่างของคะแนนเฉลยี่ ก่อนและหลังจัดกิจกรรมการบริหารสมอง (Brain Gym)
ช่วงระยะเวลา 2 สัปดาห์ จำนวน 8 คร้งั
9.5 สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
1. หาคา่ สถติ พิ ้ืนฐานของคะแนนเพื่อศกึ ษาการฝึกสมาธิ กอ่ นและหลงั กจิ กรรมกรรมการบริหารสมอง
(Brain Gym) ของนักเรียนชนั้ อนุบาลปีท่ี 3 โรงเรียนตนั ติวัตร โดยหาค่าเฉลี่ย (X̄) Mean และค่าเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D.) Standard deveition แลว้ เปรียบเทียบกบั เกณฑก์ ารแปลความหมาย
2. เปรียบเทยี บความแตกตา่ งของคะแนนเฉลย่ี การฝึกสมาธิ ก่อนและหลงั การจัดกจิ กรรมการบริหาร
สมอง (Brain Gym) ของนักเรยี นชน้ั อนุบาลปที ่ี 3 โรงเรยี นตันติวัตร
10. ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
ผลของการกจิ กรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) เพื่อฝึกสมาธิสำหรบั นกั เรยี นชั้นอนุบาลปที ่ี 3/4
โรงเรียนตนั ติวัตรมีตามลำดับดังนี้
1. เพื่อเปรียบเทียบการฝึกสมาธิ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym) เพ่ือ
ฝกึ สมาธิสำหรบั นกั เรยี นช้นั อนบุ าลปที ี่ 3/4โรงเรียนตันติวตั ร ปรากฏดงั ตารางที่ 2 และ 3
ตารางประกอบที่ 3 การฝึกสมาธิ กอ่ นการจัดกจิ กรรมการบริหารสมอง( Brain Gym) เพอ่ื ฝึกสมาธิ
สำหรับนักเรียนช้ันอนบุ าลปีที่ 3/4โรงเรยี นตนั ตวิ ัตร
การฝกึ สมาธิ คะแนนเตม็ ก่อนการฝึกสมาธิ ระดับ
̅ ̅ S.D.
1. ดา้ นการจดจ่อ ใสใ่ จอยู่กับสง่ิ ที่ทำ 3 1.06 พอใช้
1.1 การมุ่งมั่นต้ังใจในการทำกิจกรรม 9 พอใช้
1.60 0.53
25
การฝกึ สมาธิ คะแนนเตม็ กอ่ นการฝึกสมาธิ ระดบั
1.2 การฟังและปฏิบัตทิ ่าทางทกี่ ำหนด ̅ ̅ S.D. พอใช้
1.50 0.53
2. ดา้ นมชี ว่ งความสนใจตอ่ เน่ืองในการทำกิจกรรม 2.80 0.96 พอใช้
2.1 มีช่วงความสนใจในการทำกจิ กรรม 9 1.50 0.53 พอใช้
2.2 การปฏิบัติกิจกรรมอยา่ งต่อเนื่อง 1.30 0.43 พอใช้
รวม 18 1.95 0.67 พอใช้
จากตารางที่ 3 พบว่า การฝึกสมาธิ ก่อนการจัดกิจกรรมการบริหารสมอง( Brain Gym) โดยรวมอยู่ใน
ระดับพอใช้ มีคะแนนเฉลี่ย 1.95 เมื่อพิจารณาหลายด้านพบว่า ด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสิ่งที่ทำ อยู่ในระดับ
พอใช้ มีคะแนนเฉลยี่ 2.80 และด้านมีชว่ งความสนใจตอ่ เน่อื งในการทำ อยู่ในระดบั พอใช้ มีคะแนนเฉลยี่ 2.80 เม่อื
พิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุดคือการมุ่งมั่นตั้งใจในการทำกิจกรรม อยู่ในระดับพอใช้ มี
คะแนนเฉลยี่ 1.60 รองลงมาการฟงั และปฏบิ ตั ิท่าทางทกี่ ำหนดและมีชว่ งความสนใจในการทำกิจกรรม อยใู่ นระดับ
พอใช้ มคี ะแนนเฉลยี่ 1.50 สว่ นขอ้ ทม่ี คี ะแนนเฉล่ยี น้อยที่สุด การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมอย่างต่อเน่ืองอยใู่ นระดับพอใช้ มี
คะแนนเฉลยี่ 1.30
ตารางที่ 4 การฝึกสมาธิ หลังการจัดกิจกรรมการบริหารสมอง( Brain Gym) เพื่อฝึกสมาธิสำหรับ
นักเรียนชั้นอนุบาลปที ่ี 3/4โรงเรียนตนั ติวัตร
การฝกึ สมาธิ คะแนนเต็ม หลังการฝกึ สมาธิ ระดบั
̅ ̅ S.D.
1. ดา้ นการจดจ่อ ใสใ่ จอยกู่ บั สิ่งท่ีทำ 5.20 1.04 ดี
1.1 การมงุ่ มน่ั ตัง้ ใจในการทำกิจกรรม 9 2.60 0.52 ดี
1.2 การฟังและปฏบิ ตั ิท่าทางท่ีกำหนด 2.60 0.52 ดี
2. ด้านมชี ว่ งความสนใจตอ่ เนอ่ื งในการทำกิจกรรม 5.30 1.00 ดี
2.1 มชี ่วงความสนใจในการทำกจิ กรรม 9 2.70 0.48 ดี
2.2 การปฏบิ ัตกิ จิ กรรมอย่างตอ่ เนื่อง 2.59 0.52 ดี
26
การฝึกสมาธิ คะแนนเต็ม หลังการฝึกสมาธิ ระดบั
̅ ̅ S.D.
รวม 18 3.52 0.68 ดี
จากตารางที่ 4 พบว่า การฝึกสมาธิ ก่อนการจัดกิจกรรมการบริหารสมอง( Brain Gym) โดยรวมอยู่ใน
ระดับดี มีคะแนนเฉลี่ย 3.52เมื่อพิจารณาหลายด้านพบว่า ด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสิ่งที่ทำ อยู่ในระดับดี มี
คะแนนเฉลี่ย 5.30 และด้านมีช่วงความสนใจต่อเนื่องในการทำ อยู่ในระดับพอใช้ มีคะแนนเฉลี่ย 5.20 เมื่อ
พิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุดคือมีช่วงความสนใจในการทำกิจกรรม อยู่ในระดับดี มี
คะแนนเฉล่ยี 2.70 รองลงมาการฟงั และปฏิบตั ทิ ่าทางท่กี ำหนดและมชี ว่ งความสนใจในการทำกจิ กรรม อยใู่ นระดับ
ดี มีคะแนนเฉล่ีย 2.70 ส่วนข้อทีม่ ีคะแนนเฉล่ียนอ้ ยท่ีสุด การปฏิบัติกิจกรรมอย่างตอ่ เนือ่ งอยู่ในระดับดี มีคะแนน
เฉลี่ย 2.59
2. เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยการฝึกสมาธิ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการบริหาร
สมอง( Brain Gym) เพื่อฝึกสมาธิสำหรบั นกั เรยี นชนั้ อนบุ าลปีท่ี 3/4โรงเรยี นตนั ติวตั ร ปรากฏดงั ตารางท่ี 5
ตารางที่ 5 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยการฝึกสมาธิ ก่อนและหลังการจัด
กจิ กรรมการบรหิ ารสมอง( Brain Gym) เพือ่ ฝกึ สมาธสิ ำหรับนกั เรยี นชน้ั อนบุ าลปที ่ี 3/4โรงเรียนตนั ตวิ ตั ร
การฝึกสมาธิ กอ่ นการจดั กิจกรรมการบรหิ าร หลังการจดั กจิ กรรมการบรหิ ารสมอง
สมอง( Brain Gym) ( Brain Gym)
̅ ̅ S.D. ระดบั ̅ ̅ S.D. ระดบั
1. ดา้ นการจดจอ่ ใสใ่ จอยู่กบั ส่งิ ท่ที ำ 3 1.06 พอใช้ 5.20 1.04 ดี
1.1 การมงุ่ มั่นตัง้ ใจในการทำกจิ กรรม 1.60 0.53 พอใช้ 2.60 0.52 ดี
1.2 การฟงั และปฏิบตั ทิ ่าทางที่กำหนด 1.50 0.53 พอใช้ 2.60 0.52 ดี
2. ดา้ นมชี ว่ งความสนใจต่อเนื่องในการทำ 2.80 0.96 พอใช้ 5.30 1.00 ดี
กิจกรรม
2.1 มชี ่วงความสนใจในการทำกจิ กรรม 1.50 0.53 พอใช้ 2.70 0.48 ดี
2.2 การปฏิบตั ิกิจกรรมอย่างตอ่ เนื่อง 1.30 0.43 พอใช้ 2.59 0.52 ดี
รวม 1.95 0.67 พอใช้ 3.52 0.68 ดี
27
จากตารางที่ 5 พบว่า ค่าเฉลี่ยการฝึกสมาธิ หลังการจัดกิจกรรมการบริหารสมอง( Brain Gym) ใน
ภาพรวมและรายดา้ น ทง้ั ด้านการจดจ่อ ใสใ่ จอยกู่ บั สง่ิ ที่ทำและด้านมีชว่ งความสนใจต่อเน่ืองในการทำหลังการจัด
กิจกรรมการบริหารสมอง( Brain Gym) นักเรียนมีสมาธิสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการบริหารสมอง( Brain
Gym) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าหลังการการจัดกิจกรรมการบริหารสมอง( Brain Gym) นักเรียนมี
สมาธิสูงกวา่ ก่อนการจัดกจิ กรรมการบรหิ ารสมอง( Brain Gym) เชน่ กัน
การวเิ คราะหก์ ารเปรียบเทียบการฝึกสมาธิดา้ นการจดจอ่ ใส่ใจอยูก่ บั สิง่ ที่ทำและด้านมชี ว่ งความสนใจ
ตอ่ เน่อื งในการทำกิจกรรม เปรยี บเทียบรายดา้ นดว้ ยแผนภมู ิ ดงั ภาพประกอบที่ 1
การเปรียบเทยี บการฝึ กสมาธิก่อนและหลงั การบริหารสมอง (BRAIN GYM)
รายด้าน
6 5.3
5.2
5
4 2.8
3
3
2
1
0
ก่อนการจดั กจิ กรรม หลงั การจดั กิจกรรม
ภาพประกอบท่ี 1 แผนภมู ิแสดงการเปรียบเทียบการฝกึ สมาธิ
กอ่ นและหลังการจดั กจิ กรรมการบริหารสมอง( Brain Gym)
28
การเปรยี บเทียบการฝึกสมาธิ กอ่ นและหลงั กอ่ นและหลงั การจัดกิจกรรมการบริหารสมอง( Brain Gym)
เป็นรายบคุ คล ดงั ภาพประกอบที่ 2
แผนภูมิเปรียบเทยี บการฝึ กสมาธิ ก่อนและหลงั การจัดกจิ กรรมการบริหารสมอง
(Brain gym)
3.5 333
3
2.5 2.5 2.5 2.5
3 1
2 22 2 คนท่ี10
2.5
1.5 1.5 1.5 1.5 1.5
2
1.5 1
1.5
1
0.5
0
คนท่ี1 คนท่ี2 คนท่ี3 คนท่ี4 คนท่ี5 คนท่ี6 คนท่ี7 คนท่ี8 คนท่ี9
การจดั กจิ กรรม หลงั จดั กิจกรรม
ภาพประกอบที่ 2 แผนภมู เิ ปรยี บเทียบการฝึกสมาธิ ก่อนและหลงั ก่อนและหลังการจดั กจิ กรรมการบรหิ าร
สมอง( Brain Gym)
29
10.1 สรปุ ผลการวจิ ัย
การวจิ ัยครง้ั นีม้ ีวตั ถุประสงค์เพ่อื เปรียบเทียบการฝึกสมาธิ ก่อนและหลังการจัดกจิ กรรมการกจิ กรรมบรหิ ารสมอง (
Brain Gym) เพ่อื ฝึกสมาธิสำหรบั นักเรยี นช้นั อนุบาลปที ่ี 3/4โรงเรยี นตันตวิ ตั ร ผลการวิจยั พบวา่ การฝึกสมาธิก่อน
การจัดกิจกรรมและหลังการจัดกจิ กรรมการกจิ กรรมบรหิ ารสมอง ( Brain Gym) โดยเฉลยี่ รวมมกี ารเปล่ียนแปลง
ไปในทางทด่ี ีขึน้ ตลอดชว่ งระยะเวลา 2 สัปดาห์
ผลการวิเคราะห์ คะแนนการฝึกสมาธิ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/4 โรงเรียนตันติวัตร โดยใช้กิจกรรม
บริหารสมอง ( Brain Gym) โดยภาพรวม และเป็นรายด้าน ทั้งด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสิ่งที่ทำและด้านมีช่วง
ความสนใจต่อเนื่องในการทำกิจกรรม สูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) และเมื่อพิจารณา
รายละเอียดเปน็ ข้อความสามารถ พบว่า การฝกึ สมาธิหลังจากการจัดกจิ กรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) สงู กว่า
กอ่ นจดั กิจกรรมบรหิ ารสมอง ( Brain Gym)
10.2 อภิปรายผล
จากการเปรยี บเทียบการฝึกสมาธิ ของนักเรียนชนั้ อนุบาลปีท่ี 3/4 โรงเรยี นตนั ติวตั ร โดยใช้กิจกรรมบรหิ ารสมอง
( Brain Gym) ผูว้ ิจัยขอนำเสนออภปิ รายผล ดังน้ี
1. การเปรยี บเทยี บการฝึกสมาธิ โดยแยกเปน็ รายดา้ น คอื ด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยกู่ ับส่งิ ท่ีทำ ไดแ้ ก่ การมุ่งม่ันต้งั ใจ
ในการทำกิจกรรมและการฟงั และปฏิบัติท่าทางที่กำหนด ด้านมชี ่วงความสนใจต่อเนื่องในการทำกจิ กรรม ได้แก่ มี
ช่วงความสนใจในการทำกิจกรรมและการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมอย่างต่อเนื่องโดยมรี ายละเอียด ดงั น้ี
1.1 ด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสิ่งที่ทำ ก่อนการจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) มีค่าเฉลี่ย ( ̅ =
3.00) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.= 1.06) อยู่ในระดับพอใช้ และหลังการจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain
Gym) มีคา่ เฉลี่ย ( ̅ = 5.20) และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.= 1.04) อยู่ในระดับดี จะเห็นได้ว่าค่าเฉล่ียนด้าน
การจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสิ่งที่ทำ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) แตกต่างกันอย่างชัดเจน
เนือ่ งจาก การจดั กิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) มาเปน็ สื่อกลางในการทำกิจกรรมน้นั จะเป็นส่ิงที่ช่วยดึงดูด
ให้เด็กสนใจและรู้สึกสนุกสนาน นอกจากนี้ การนําท่าทางการบริหารสมอง (Brain Gym)เข้ามาบูรณาการใน
กิจกรรมจะทำให้เด็กได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวร่างกายผ่านการใช้สมองทั้งสองซีก ซึ่งจะเป็นการสร้างสมดุลให้สมอง
ทำให้สมองตื่นตัว มีความพร้อมในการเรียนรู้ และทำให้เกิดสมาธิในขณะทำกิจกรรมได้นั้นเอง อีกทั้งการบริหาร
สมอง (Brain Gym) สามารถนาํ ไปใชส้ ง่ เสริมให้เด็กมสี มาธิพร้อมในการเรียนมากยิ่งข้ึนได้ ซึ่งสอดคล้องกบั ทฤษฎี
ของมอนเตสซอรี่ ท่ีกลา่ ววา่ เดก็ มีความจําเป็นท่จี ะตอ้ งมีจิตท่มี ีสมาธิ เพราะเดก็ จะไม่สามารถเรียนรไู้ ด้ หากจิตของ
30
เด็กวุ่นวายตลอดเวลา และเมื่อเด็กทำกิจกรรมและมีสมาธิทีด่ ีแลว้ จะช่วยขยายความสนใจของเด็ก ทำให้กิจกรรม
การเรียนรู้น้นั สำเรจ็ ลลุ ่วงไปได้ดี
1.2 ด้านมีช่วงความสนใจต่อเนื่องในการทำกิจกรรม ก่อนการจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) มี
ค่าเฉลี่ย ( ̅ = 2.80) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.= 0.96) อยู่ในระดับพอใช้ และหลังการจัดกิจกรรม
บริหารสมอง ( Brain Gym) มีค่าเฉลี่ย ( ̅ = 5.30) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.= 1.00) อยู่ในระดับดี จะ
เห็นได้ว่าค่าเฉลี่ยนด้านมีช่วงความสนใจต่อเนื่องในการทำกิจกรรม ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมบริหารสมอง (
Brain Gym) แตกตา่ งกันอยา่ งชัดเจน เนื่องจากทำให้เด็กเกดิ การเรยี นรู้โดยตรง เด็กจะเกิดสมาธิเกิดความสนใจ มี
ความอดทนในการรอคอย มีความสนใจในระยะเวลาทีม่ ากขึ้น และสามารถควบคุมตนเองได้ ส่งผลให้เด็กเกิดการ
รับรู้ในด้าน การสังเกต การฟัง และทิศทาง ผ่านประสบการณ์สำคัญที่ครูได้ จัดเตรียมไว้ที่เป็นเช่นนี้เพราะ เด็ก
ปฐมวัยเป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็น มีความสนใจต่อสิ่งใด สิ่งหนึ่งไม่นาน มีช่วงความสนใจสั้น ไม่ชอบอยู่น่ิง
เป็นวัยท่ีอยากรู้อยากเห็นในส่ิงต่างๆ ซึง่ เด็ก ปฐมวัยมีความสนใจหรือทำกิจกรรมที่แตกต่างกันคือ เด็กท่อี ายุ 3 ปีมี
ความสนใจ 8 นาที เด็กที่ อายุ 4 ปีมีความสนใจ 12 นาที เด็กที่อายุ 5 ปีมีความสนใจ 15 นาที
(กระทรวงศึกษาธิการ. 2546: 73) จะเห็นได้ว่าเด็กปฐมวัยมีความสนใจค่อนข้างสั้น การฝึกสมาธิให้กับเด็กปฐมวยั
จึงทำใหเ้ ดก็ มีสมาธิความสนใจในสิง่ ต่างๆ มากข้ึน ซ่งึ สอดคล้องกบั เกียรตวิ รรณ อมาตยกุล (2530: 87) ท่ีกล่าวว่า
ผู้ที่ทำสมาธิอยู่เสมอจะมีสมาธิ (Concentration) ในการทำกิจกรรมต่างๆ ใน ชีวิตประจำวันสูงขึ้น การทำสมาธิ
เป็นประจำสม่ำเสมอ เป็นเสมอื นกับว่าเป็นการฝึกหัดให้ผู้ทาํ สมาธิ มจี ิตใจจดจ่ออยู่กบั งานท่ีทำอยู่ โดยมใ่ ส่ใจกับส่ิง
เร้ารอบข้างหรือความคิดอื่นๆ ที่คอยเข้ามา รบกวนในจิตใจ การจัดกิจกรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) เป็น
เทคนิคเตรียมเด็กให้สงบทำให้เด็กปฐมวัยมีช่วงระยะเวลาความสนใจยาวนาน ขึ้น ส่งผลต่อความสนใจในการรับรู้
สูงขนึ้ ด้วย
10.3 ข้อเสนอแนะ
10.3.1 ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
1. ครผู สู้ อนที่สนใจนํากิจกรรมการบริหารสมอง (Brain Gym)ควรศึกษาแผนอย่างละเอียด รวมถึงซกั ซ้อม
การเล่านิทานคําคล้องจอง และท่าทางการบรหิ ารสมอง (Brain Gym)เพื่อให้กิจกรรมดำเนินไปอย่างราบรนื่ และ
ส่งผลต่อนกั เรียนมากทส่ี ดุ
2. เวลาทใี่ ช้ในการจัดกจิ กรรมควรมีความยืดหย่นุ โดยให้เดก็ ได้ลงมือปฏบิ ตั กิ ิจกรรมไดอ้ ย่างเต็มที่
3. ครูควรมีบทบาทในการดูแลให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำเมื่อเด็กต้องการ กระตุ้นเด็กโดยให้เด็กได้
ทดลองทำตามความคิดของตนเอง ให้แรงเสริมกล่าวคำชมเชย ทำให้เด็กมคี วามมน่ั ใจและต้งั ใจในการทำกจิ กรรม
31
4. เมื่อเสร็จสิ้นการทำกิจกรรมในแต่ละครั้ง ควรมีการสนทนาร่วมกัน สรุปถึงการทำกิจกรรมในแต่ละกัน
ว่าเป็นอยา่ งไร ตลอดจนการสนทนาชิ้นงาน เพ่ือฝกึ ให้เดก็ ไดใ้ ช้ความคดิ ที่ได้จากประสบการณ์ในการทำงาน รวมถึง
เกดิ ความภาคภมู ใิ จในผลงานของตนเองจากการทำกิจกรรม
10.3.2 ข้อเสนอแนะในการทำวจิ ัยครง้ั ต่อไป
1. ควรมีการศึกษาผลของการฝึกสมาธิก่อนกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะ ด้านอื่นๆ เช่น ความคิดสร้างสรรค์
ระเบียบวินยั พฤติกรรมความร่วมมอื เป็นต้น
2. ควรมีการศึกษาการฝึกสมาธิของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมอื่น เช่น การจัดกิจกรรม โดยเน้น
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การจดั กจิ กรรมแบบวางแผน ปฏบิ ตั ทิ บทวน การจดั กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เป็นต้น
3. ควรมีการศึกษาพัฒนาการด้านอื่นๆของเด็กปฐมวัย เช่น พัฒนาการทางกล้ามเนื้อเล็ก โดยการจัด
กจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์
32
11.บรรณานกุ รม (2560). หลักสตู รการศึกษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560.กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์
กระทรวงศกึ ษาธิการ. ชุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย.
กระทรวงสาธารณสุข. (2561). สมาธสิ ้นั ภัยเงยี บของเด็ก ไม่ร้ายแรง แตม่ โี อกาสเรื้อรงั .ออนไลน.์
ฐติ มิ า แก้วพวง. (2561). การพฒั นาสมาธิของนกั เรยี นโดยการใช้เทคนคิ บริหารสมอง วิชาคณติ ศาสตร์
ธาชนิ ี ศวิ ะศิลปช์ ยั . นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5. วิจัยในชนั้ เรยี น โรงเรียนดมี ากอุปถมั ภ์
(2560).การศึกษารปู แบบการจัดกิจกรรมการบรหิ ารสมองเพ่ือการพฒั นาความสามารถ
เฉก ธนะศิริ. ทางการเรียนของนักเรยี น: พหกุ รณีศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาที่มีแนวปฏบิ ตั ิทด่ี ี.
เรณู นุ่มอาชา. วิทยานิพนธ์ปรญิ ญาครุศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาประถมศกึ ษาภาควิชาหลักสตู รและ
การสอน คณะครุศาสตร์. บัณฑติ วิทยาลัย:จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
เกสนิ ี เมาวิรัตน์. (2560). สมาธกิ บั คุณภาพชวี ติ . กรงุ เทพฯ: เจริญวทิ ยก์ ารพิมพ์.
(2560). ผลของการฝึกสมาธดิ ้วยการเจริญสติภาวนาอำไพ-เทคนคิ สำหรบั เด็ก ปฐมวยั .
จิรพรรณ จิตประสาท. วทิ ยานพิ นธ์ ค.ม. (ประถมศึกษา). กรงุ เทพฯ: บัณฑิตวิทยาลยั จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ถ่ายเอกสาร.
นันทยิ า ตันศรีเจริญ. (2559).พฒั นาการด้านการเขียนของเด็กปฐมวัยท่ีไดร้ บั การจัดกจิ กรรมบรหิ ารสมอง
ปน่ิ แกว้ ยังคำมน่ั . และกิจกรรมแบบปกต.ิ ปริญญานิพนธก์ ศ.ม. (หลกั สูตรและการสอน). กรงุ เทพฯ:บัณฑติ
วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภฏั จทั รเกษม.ถ่ายเอกสาร.
(2558). การใชผ้ ังความคิด และการบริหารสมองในการสอนกลุ่มเสรมิ สรา้ ง
ประสบการณ์ชวี ิต.ปรญิ ญานิพนธ์กศ.ม. (การประถมศึกษา). เชียงใหม่ : บัณฑติ วิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.ถา่ ยเอกสาร.
(2559) Brain Gym บรหิ ารสมองเพ่ิมศักยกาภาพการเรียนรู้; วารสารสานปฏริ ูป
(2558). ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี6 กลุ่มสาระการ เรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ เร่ือง สารและสมบัตขิ องสาร ระหวา่ งการสอนที่ใช้กิจกรรมการบรหิ าร
สมองและการใชเ้ ทคนคิ แผนผังมโนทัศนแ์ ละการสอนแบบปกติ .ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.
(หลักสูตรและการสอน ). เพชรบรู ณ์ : บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพขรบูรณ์.
ถา่ ย เอกสาร.
33
พชั รวี ัลย์ เกตุแกน่ จันทร์. (2558).การบริหารสมอง.กรุงเทพฯ: สถาบนั พฒั นาคุณภาพวิชาการ.
สุขพชั รา ซม้ิ เจรญิ . (2557).การบรหิ ารสมองของคนทุกวัย.กรุงเทพฯ: สวสั ดีการพิมพ์
บังอร พุ่มสะอาด (2556)งานวิจยั เรื่อง การเปรยี บองค์ประกอบของสมรรถภาพสมองด้านการคดิ แบบ
อเนกนัยทางภาษาตามทฤษฎีของกิลฟอร์ดกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน.
อคั รภูมิ จารุภากร. (2556).สมองกับการเรียนรู้.กรุงเทพฯ: สถาบันวทิ ยาการการเรียนร้.ู
อุษณยี ์ อนุรทุ ธว์ งศ์. (2555).สมองมหัศจรรย์.กรงุ เทพฯ: มลนู ิธสิ ดศรี – สฤษดว์ิ งษ์.
34
ภาคผนวก
35
ภาคผนวก ก
- คมู่ อื การใชแ้ ผนการจดั กิจกรรมบรหิ ารสมอง ( Brain Gym)
เพื่อฝกึ สมาธิสำหรบั นกั เรยี นชน้ั อนุบาลปีท่ี 3/4โรงเรียนตันติวตั ร
- แผนการจดั กจิ กรรมบริหารสมอง ( Brain Gym)
เพื่อฝกึ สมาธิสำหรบั นกั เรียนชนั้ อนบุ าลปที ี่ 3/4โรงเรยี นตันตวิ ัตร
36
คู่มือการใช้แผนการจัดกจิ กรรมบริหารสมอง ( Brain Gym) เพื่อฝกึ สมาธิสำหรับนกั เรยี นชัน้
อนบุ าลปที ่ี 3/4โรงเรยี นตนั ติวัตร
คำชแ้ี จง
การจัดกรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym) เป็นกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมาธิของเด็กนกั เรียน 2 ด้าน ได้แก่
ดา้ นการจดจอ่ ใสใ่ จอยกู่ ับส่ิงทที่ ำและดา้ นมชี ่วงความสนใจตอ่ เนอื่ งในการทำกจิ กรรม
จุดประสงค์
เพือ่ เปรยี บเทียบสมาธิ ก่อนและหลงั การจดั กรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym) ของนักเรียนชั้นอนบุ าล
ปที ่ี 3/4 โรงเรยี นตันติวตั ร
เนื้อหา
การจัดกจิ กรรมการการบริหารสมอง ( Brain Gym) เปน็ กิจกรรมทใี่ ช้มือทั้งสองข้างในการทำทา่ ทาง
ประกอบเพลงในการจดั กิจกรรม ทงั้ น้ีเพ่ือเปน็ แนวทางในการฝกึ สมาธิของนักเรยี นให้มีสมาธมิ ากขึน้ จะทำใหเ้ กดิ
การรบั รทู้ ด่ี แี ละเปลีย่ นแปลงศกั ยภาพของพฤตกิ รรมอย่างถาวร อนั เป็นผลมาจากการฝกึ สมาธิ เกดิ ความจำทด่ี ี
สามารถนำมาใช้ในการเรยี นรู้ไดท้ ุกเวลา ทุกสถานที่ และเพื่อเป็นแนวทางสำหรับครูและผู้ปกครองในการสร้าง
สมาธขิ องเด็กปฐมวยั โดยจะมีแผนการจดั กจิ กรรมการบริหารสมอง ( Brain Gym) จำนวน 8 แผน
ขนั้ ตอนการดำเนนิ กิจกรรม
ขั้นนำ (2นาที)
1. ครูสนทนาเก่ียวกบั กจิ กรรมการบริหารสมอง (Brain Gym)
2. เด็ก และครูร่วมกันทบทวนข้อตกลงเกย่ี วกับการปฏบิ ัติตนในขณะทำการบริหารสมอง (Brain Gym)
2.1 ตั้งใจทำกจิ กรรมขณะทำกจิ กรรม
2.2 เดก็ ๆ ไม่สง่ เสียงรบกวนผอู้ น่ื ขณะทำกิจกรรม
2.3 เมอื่ เดก็ ๆ มขี ้อสงสยั ให้ยกมอื
ข้ันดำเนนิ กิจกรรม (6นาที)
3. ครรู ้องเพลง และทำทา่ ทางใหเ้ ดก็ ดู 1 รอบ
4. คุณครูอธบิ ายขัน้ ตอนกิจกรรมการบริหารสมอง (Brain Gym)
5. เดก็ และครูทำพร้อมๆกัน เมือ่ เด็กเริ่มคล่อง ครูเรง่ จังหวะให้เรว็ ใชเ่ วลา ไม่เกิน 5 นาที
ขัน้ สรุป(2นาที)
6. เด็ก ๆ ออกมาเลา่ ความรู้สึกของตนเองหลังการทำกจิ กรรม และบอกว่าทา่ ท่ีตนเองทำคอื ท่าอะไร
37
7. คุณครูและเด็ก ๆ รว่ มกนั สรุปกจิ กรรมท่าทางการบรหิ ารสมอง (Brain Gym)
การประเมินผล
1. สงั เกตเด็กทำท่าทางในการทำกิจกรรม
2. สงั เกตเดก็ ทำกจิ กรรมได้อย่างต่อเนื่อง
3. สงั เกตเด็กทำกจิ กรรมร่วมกับผู้อ่ืนได้
บทบาทของครู
1. ศกึ ษาคำชี้แจงในการจดั กจิ กรรมก่อนลงมือทำกิจกรรม
2. จัดเตรยี มส่อื ในการสอน
3. อธบิ ายและสรา้ งข้อตกลงกับเด็กในการรว่ มกจิ กรรมการบริหารสมอง (Brain Gym)
3. กระตนุ้ ให้เด็กร่วมกจิ กรรมแต่ละวนั อย่างกระตือรือรน้ และสนุกสนาน
4. รว่ มกบั เด็กสรปุ สิ่งท่ีเด็กได้รบั จากการรว่ มกิจกรรมการบริหารสมอง (Brain Gym)
บทบาทของเดก็
1. สร้างข้อตกลงในการรว่ มกิจกรรมการบริหารสมอง (Brain Gym)
2. รว่ มกิจกรรมการบรหิ ารสมอง (Brain Gym)
3. รว่ มกันสรุปสิง่ ท่ีไดร้ บั จากการรว่ มกิจกรรมการบริหารสมอง (Brain Gym)
38
ตารางการจดั กิจกรรมการกิจกรรมบรหิ ารสมอง ( Brain Gym) เพ่ือฝกึ สมาธิสำหรบั นักเรียน
ชั้นอนบุ าลปีที่ 3/4โรงเรียนตันติวตั ร
สปั ดาหท์ ี่ วนั กิจกรรม อุปกรณ์ การฝกึ สมาธิ
ดา้ นการจดจอ่ ใส่ใจอยู่กับสิ่งทท่ี ำ
จันทร์ เปิดแกว้ ปิดแกว้ เพลงช้าง ดา้ นการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กบั สง่ิ ที่ทำ
ด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กบั สง่ิ ทท่ี ำ
องั คาร จบี แอล เพลงนับเลข ดา้ นการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสิ่งท่ีทำ
ดา้ นการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กบั สิ่งทท่ี ำ
เพลงสวัสดนี ้ิว ด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสง่ิ ทท่ี ำ
1 พุธ สวัสดนี ิว้ มอื มอื
เพลงกรรไกร ไข่ ดา้ นการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสง่ิ ที่ทำ
ผา้ ไหม
พฤหสั บดี กรรไกร ไข่ ผา้ ไหม ด้านการจดจอ่ ใส่ใจอยู่กับสง่ิ ที่ทำ
เพลงแก้ว กะลา ดา้ นการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสิ่งทที่ ำ
ขนั โอง่
ศกุ ร์ แกว้ กะลา ขนั โอ่ง ด้านการจดจอ่ ใส่ใจอยู่กบั สง่ิ ทท่ี ำ
เพลงจับหวั จบั ด้านการจดจอ่ ใส่ใจอยู่กับสง่ิ ทท่ี ำ
หู จบั ไหล่
จันทร์ จบั หัว จบั หู จบั ไหล่ ดา้ นการจดจอ่ ใส่ใจอยู่กบั สง่ิ ท่ที ำ
เพลงตบมือ ตบ ด้านการจดจอ่ ใส่ใจอยู่กบั สง่ิ ทท่ี ำ
ตัก ตบไหล่
2 อังคาร ตบมือ ตบตัก ตบไหล่ ดา้ นการจดจอ่ ใส่ใจอยู่กับสิ่งทท่ี ำ
เพลงตัก ตัก มือ ด้านการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสง่ิ ที่ทำ
ตัก ตัก
พุธ ตกั ตกั มือ ตัก ตัก ดา้ นการจดจ่อ ใส่ใจอยู่กับสง่ิ ทที่ ำ
39
แผนการจดั กิจกรรมการบรหิ ารสมอง ของนักเรียนชัน้ อนุบาลชนั้ ปีท่ี 3 โรงเรียนตนั ติวัตร
เรื่อง กจิ กรรม เปิดแกว้ ปดิ แกว้
สัปดาห์ท่ี 1 ครั้งที่ 1
วันจนั ทร์ ที่ 18 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565
เวลา 08.30 – 08.40 น. ( เวลา 10 นาที )
เน้ือหา
กิจกรรมเปิดแกว้ ปดิ แก้ว เปน็ กจิ กรรมที่ใช้มือทั้งสองข้างในการประกอบการทำทา่ ทาง เพอ่ื ชว่ ยในการฝึก
สมาธิให้กับเดก็ ๆ ทำใหเ้ ด็กได้จดจอ่ อยู่กบั สง่ิ ใดสิง่ หน่งึ โดยไมว่ อกแวกและอีกทง้ั ยงั ฝึกกล้ามเน้ือมือการประสาน
สมั พันธร์ ะหว่างมือและตา
จดุ ประสงค์
1. เพือ่ ใหเ้ ด็กจดจ่อใส่ใจกบั การทำกิจกรรม
2. เพื่อให้เด็กมีสมาธิในการทำกจิ กรรม
3. เพอื่ ใหเ้ ด็กทำกจิ กรรมร่วมกับผู้อน่ื ได้
วธิ กี ารดำเนนิ กจิ กรรม
ขนั้ นำ
1. คุณครกู ล่าวทกั ทายเด็ก ๆ ดว้ ยเพลง “สวสั ดี” พร้อมทำท่าทางประกอบเพลง จากนั้นแนะนำตวั และ
พูดคุยสนทนาก่อนเขา้ สู่กจิ กรรม
2. เด็กและครรู ่วมกนั สนทนาเกี่ยวกับอวัยวะในรา่ งกายทใี่ ช้ประกอบการทำกจิ กรรม โดยใชค้ ำถามดังน้ี
2.3 เด็กๆ ร้จู ักกจิ กรรมเปิดแกว้ ปิดแกว้ หรือไม่
2.2 เด็ก ๆ เคยทำกจิ กรรมเปิดแกว้ ปดิ แกว้ หรือไม่
2.3 เดก็ ๆ คดิ ว่าเราจะใช้อวัยวะใดบ้างในการทำกิจกรรม เปิดแกว้ ปิดแก้ว
3. คณุ ครสู รา้ งข้อตกลงก่อนการทำกจิ กรรม
3.1 เด็ก ๆ ทำกิจกรรมอย่างต้ังใจ
3.2 เดก็ ๆ ไมส่ ่งเสยี งรบกวนผอู้ ่นื ขณะทำกิจกรรม
3.3 เมื่อ เด็ก ๆ มขี ้อสงสยั ให้ยกมือ
ขนั้ สอน
4. ครูรอ้ งเพลง และทำทา่ ทางใหเ้ ด็กดู 1 รอบ
40
4. คุณครอู ธบิ ายขน้ั ตอนกจิ กรรมเปิดแก้วปดิ แก้ว ดงั น้ี
4.1 ให้เดก็ ๆ ยืน่ มือซา้ ย กำไว้เปน็ แกว้ มอื ขวาแบบมือ วางไว้ล้างมอื ซา้ ย เป็นการเปิดแกว้ เม่อื
สลับมอื ขวาไว้บนมอื ซา้ ยจะเป็นการปิดแก้ว
4.2 ครทู ำท่าทางเปิดแกว้ ปิดแก้ว ประกอบเพลงชา้ ง รอบแรกครูจะทำให้ดเู ป็นแบบอย่าง 1 รอบ
4.3 เด็กและครทู ำท่าทางทางพร้อมกันและรอบท3ี่ ครูทำท่าทางเปิดแก้ว ปิดแก้ว ประกอบเพลง
ชา้ ง
5. เด็กและครูทำพรอ้ มๆกนั เมอื่ เด็กเริม่ คล่อง ครเู ร่งจังหวะให้เร็ว ใชเ่ วลา ไมเ่ กนิ 5 นาที
ขน้ั สรปุ
6. เด็ก ๆ ออกมาเล่าความรู้สึกของตนเองหลังการทำกจิ กรรม และบอกว่าทา่ ทตี่ นเองทำคอื ทา่ อะไร
7. คุณครูและเด็ก ๆ ร่วมกนั สรปุ กิจกรรมท่าทางเปิดแกว้ ปิดแก้ว ประกอบเพลงชา้ ง
ส่อื การเรยี นรู้
1. เพลงช้าง
การประเมินผล
1. สังเกตเด็กทำท่าทางในการทำกจิ กรรม
2. สังเกตเดก็ ทำกจิ กรรมได้อยา่ งตอ่ เนื่อง
3. สังเกตเด็กทำกิจกรรมรว่ มกับผอู้ นื่ ได้
41
แผนการจดั กิจกรรมการบรหิ ารสมอง ของนักเรยี นช้ันอนุบาลชน้ั ปีท่ี 3 โรงเรยี นตันตวิ ัตร
เร่อื ง กิจกรรม จีบ แอล
สปั ดาห์ที่ 1 คร้งั ที่ 2
วันอังคาร ท่ี 19 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565
เวลา 08.30 – 08.40 น. ( เวลา 10 นาที )
เนื้อหา
กจิ กรรมจบี แอล เปน็ กิจกรรมทใ่ี ชม้ ือทง้ั สองขา้ งในการประกอบการทำท่าทาง เพ่ือช่วยในการฝกึ สมาธิ
ใหก้ บั เด็กๆ ทำใหเ้ ด็กไดจ้ ดจ่ออยกู่ บั สงิ่ ใดสิง่ หนึง่ โดยไม่วอกแวกและอกี ทั้งยงั ฝึกกลา้ มเน้ือมือการประสานสมั พันธ์
ระหวา่ งมือและตา
จุดประสงค์
1. เพือ่ ใหเ้ ด็กจดจ่อใสใ่ จกับการทำกจิ กรรม
2. เพ่ือให้เด็กมสี มาธใิ นการทำกจิ กรรม
3. เพ่อื ให้เด็กทำกจิ กรรมรว่ มกบั ผูอ้ ่ืนได้
วธิ กี ารดำเนนิ กจิ กรรม
ขัน้ นำ
1. คณุ ครกู ลา่ วทักทายเด็ก ๆ ดว้ ยเพลง “สวัสดี” พรอ้ มทำท่าทางประกอบเพลง จากน้ันแนะนำตวั และ
พดู คยุ สนทนาก่อนเขา้ สู่กิจกรรม
2. เด็กและครรู ่วมกนั สนทนาเก่ยี วกับอวัยวะ ในรา่ งกาย ทต่ี ้องใชป้ ระกอบการทำกจิ กรรม โดยใชค้ ำถาม
ดงั น้ี
2.3 เดก็ ๆ รจู้ กั กิจกรรมเปิดแกว้ ปิดแกว้ หรอื ไม่
2.2 เดก็ ๆ เคยทำกจิ กรรมเปิดแก้วปิดแกว้ หรือไม่
2.3 เด็กๆ คดิ ว่าเราจะใช้อวัยวะใดบ้างในการทำกิจกรรม เปิดแกว้ ปดิ แกว้
3. คุณครูสรา้ งข้อตกลงก่อนการทำกจิ กรรม
3.1 เดก็ ๆ ทำกจิ กรรมอยา่ งต้ังใจ
3.2 เด็ก ๆ ไมส่ ง่ เสียงรบกวนผู้อื่นขณะทำกจิ กรรม
3.3 เม่ือ เด็ก ๆ มขี ้อสงสยั ให้ยกมอื
42
ข้ันสอน
4. คณุ ครอู ธบิ ายขน้ั ตอนกิจกรรม จบี แอลดังน้ี
4.1 ยกมือทั้ง 2 ข้างขึ้นมา ให้มอื ขวาทำท่าจบี โดยใช้นิ้วหัวแม่มือประกบกับนิ้วช้ีส่วนนว้ิ อนื่ ๆให้
เหยยี ดออกไป
4.2 มือซ้ายให้ทำเปน็ รปู ตวั แอล (L) โดยให้กางนว้ิ หวั แม่มือกับน้ิวช้ีออกไป สว่ นน้ิวท่ีเหลอื ใหก้ ำ
เอาไว้
4.3 เปล่ียนเปน็ จบี ดว้ ยมือซ้ายเช่นเดยี วกับขอ้ ที่ 1 ส่วนมอื ขวากท็ ำเป็นรูปตวั เเอล (L) เช่นเดียวกบั
ข้อ 2 ทำสลับกนั ไปมา 10 คร้งั
ข้นั สรปุ
5. เด็ก ๆ ออกมาเล่าความรู้สึกของตนเองหลงั การทำกจิ กรรม และบอกว่าทา่ ทตี่ นเองทำคอื ทา่ อะไร
6. คุณครูและเด็ก ๆ รว่ มกันสรปุ กจิ กรรม จีบ แอล ประกอบเพลงชา้ ง
สอื่ การเรียนรู้
1. เพลงนับเลข
การประเมินผล
1. สงั เกตเด็กทำทา่ ทางในการทำกจิ กรรม
2. สังเกตเดก็ ทำกิจกรรมได้อยา่ งตอ่ เน่ือง
3. สังเกตเด็กทำกิจกรรมรว่ มกับผู้อ่ืนได้
43
แผนการจัดกิจกรรมการบริหารสมอง ของนกั เรียนชนั้ อนุบาลช้นั ปที ่ี 3 โรงเรียนตันตวิ ัตร
เร่ือง กจิ กรรม สวัสดนี ้ิวมือ
สปั ดาห์ที่ 1 ครงั้ ท่ี 3
วนั พธุ ที่ 20 เดอื น กรกฎาคม พ.ศ. 2565
เวลา 08.30 – 08.40 น. ( เวลา 10 นาที )
เนื้อหา
กิจกรรม สวัสดนี ิว้ มอื เป็นกิจกรรมทใี่ ช้มือทงั้ สองข้างในการประกอบการทำท่าทาง เพื่อช่วยในการฝึก
สมาธใิ ห้กบั เด็กๆ ทำให้เด็กได้จดจอ่ อยู่กับส่ิงใดส่งิ หน่ึงโดยไมว่ อกแวกและอกี ทง้ั ยังฝกึ กล้ามเน้อื มือการประสาน
สมั พันธร์ ะหวา่ งมือและตา
จุดประสงค์
1. เพ่ือให้เด็กจดจ่อใสใ่ จกบั การทำกิจกรรม
2. เพื่อให้เด็กมีสมาธิในการทำกจิ กรรม
3. เพอื่ ใหเ้ ด็กทำกจิ กรรมรว่ มกับผอู้ ืน่ ได้
วิธกี ารดำเนินกจิ กรรม
ข้ันนำ
1. คณุ ครกู ลา่ วทักทายเด็ก ๆ ด้วยเพลง “สวสั ดี” พรอ้ มทำท่าทางประกอบเพลง จากนั้นแนะนำตัว และ
พดู คุยสนทนาก่อนเขา้ สู่กิจกรรม
2. คณุ ครสู นทนาเรื่องกจิ กรรมโดยใชค้ ำถาม ดังนี้
2.3 เดก็ ๆ รู้จกั กิจกรรมสวัสดนี ิว้ มอื หรอื ไม่
2.2 เดก็ ๆ เคยทำกจิ กรรมสวัสดนี ว้ิ มือ หรือไม่
3. คณุ ครสู รา้ งข้อตกลงก่อนการทำกจิ กรรมสวัสดีน้ิวมอื
3.1 เดก็ ๆ ทำกิจกรรมอย่างตั้งใจ
3.2 เด็ก ๆ ไมส่ ง่ เสยี งรบกวนผอู้ นื่ ขณะทำกิจกรรม
3.3 เม่อื เด็ก ๆ มขี ้อสงสยั ให้ยกมอื
ขั้นสอน
4. คณุ ครอู ธบิ ายขนั้ ตอนกจิ กรรม สวัสดนี ิว้ มอื ดงั น้ี