The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความวิจัย การเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Aomam, 2024-02-28 14:09:03

บทความวิจัย การเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้

บทความวิจัย การเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้

การเปรียบเทีบยพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลุ่ม ประกอบวัสดุเหลือใช้ จิรนาถ มุลละคร1 , ลักษิกา บุญโนนแต้2 , ญาณี ช่อสูงเนิน3 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 4-5 ปีที่กำลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่ม แบบกลุ่ม รูปแบบการวิจัยคือ แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลังเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมพฤติกรรมสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้ และแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้หลังการจัดกิจกรรม สูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 คำสำคัญ : พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย การกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้ 1นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2 ครู โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี สำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี 3 อาจารย์ประจำสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


บทนำ การสร้างคนคือการสร้างชาติ การสร้างคนให้มีคุณธรรมนำความรู้นั้น ต้องเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย การเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวมที่มีคุณภาพตั้งแต่วัยเด็ก จะเป็นรากฐานที่สำคัญของการเรียนรู้ในวัย ต่อมาและเป็นการเริ่มต้นที่ดี การสร้างคนที่มีทั้งความดี ความเก่ง และมีความสุข เป็นคุณภาพ สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย (สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์, 2550 : 10) การเจริญเติบโตของเด็ก นับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี เป็นช่วงของชีวิตมนุษย์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งตามหลักจิตวิทยา พัฒนาการได้บ่งไว้ว่า เป็นระยะที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคมและบุคลิกภาพ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับในช่วงแรกของชีวิตจะมีอิทธิพลมากต่อ การสร้างเสริม ความพร้อมของเด็กที่จะพัฒนาตนเองในขั้นต่อไป เด็กแต่ละคนจะมีฐานความพร้อมอยู่ในระดับใดนั้น ขึ้นอยู่กับการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงควรส่งเสริมและจัดประสบการณ์ให้ เหมาะสมกับเด็ก (Bloom. 1965 : 215 : อ้างถึงใน ศิริรัตน์ ชูชีพ, 2544: 1-2) ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับ กันแล้วว่า การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของ ประชากร จากการศึกษาของแพทย์และนักการศึกษาพบว่าในช่วงแรกของชีวิตเป็นระยะเซลล์สมอง เจริญสูงสุด สมองของเด็ก 3 ปีแรก จะเจริญได้ร้อยละ 80 ของสมอง ผู้ใหญ่ ดังนั้นเด็กในวัยนี้จึงควร ได้รับการพัฒนาไปทุกด้านอย่างเหมาะสม ( ลักคะณา เสโนฤทธิ์, 2551:11) การพัฒนาทางด้านสังคมสำหรับเด็กวัยนี้ต้องฝึกให้เด็กเกิดความไว้วางใจในผู้อื่นเมื่ออยู่ ร่วมกันทำงานและเล่นร่วมกับผู้อื่นได้ มีความรับผิดชอบในการทำงานต่าง ๆ ร่วมกับผู้อื่นอย่างง่าย ๆ ให้เด็กเข้าใจข้อตกลง กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ฝึกให้เด็กรู้จักอดทนรอคอยให้ถึงโอกาสของตน หัดให้เด็กรับฟัง ชื่นชมผู้อื่น (เยาวพา เดชะคุปต์, 2542 : 85) เด็กปฐมวัยโดยทั่วไปชอบเลียนแบบจำและเชื่อที่ตนได้รับ ประสบการณ์ตรง การได้ฟังหรือพบเห็นอยู่เสมอด้วยตนเองจากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเด็กหลังจากที่เด็ก เกิดความเชื่อเด็กจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาและปฏิบัติตามทันทีความเชื่อนั้นจะฝังลึกจดจำได้ ตลอดไป (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2545 : 845) สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม ของแบนดูรา( Bandura )ที่ว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการเลียนแบบในกระบวนการสังเกตแบบ ต่าง ๆ มนุษย์นั้นไม่จำเป็นต้องเกิดพฤติกรรมอย่างที่ตนเรียนรู้เสมอไป การจูงใจให้เกิดการเรียนรู้จึงมี บทบาทสำคัญในการเลียนแบบจากการสังเกตมนุษย์จะเลียนแบบพฤติกรรมที่ ให้ผลดีมากกว่า พฤติกรรมที่ให้โทษแก่เขาและมีแนวโน้มที่จะเลียนแบบพฤติกรรมที่เขาพึงพอใจมากกว่าพฤติกรรมที่ เขาทำแล้วไม่สบายใจ ( พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์, 2547 : 143) และ ( ภรณีคุรุรัตน, 2540 : 21- 25) กล่าวว่าในการจัดกิจกรรมเพื่อสนองความต้องการทางสังคมของเด็กปฐมวัย ควรจัดให้เด็กได้ทำ กิจกรรมร่วมกันเด็กต้องมีอิสระในการปรึกษาหารือกัน มีการแสดงผลงานความสามารถให้เพื่อนและ ครูได้เห็น ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตน ได้รับความสุขในการทำงานร่วมกับเพื่อน เมื่อเด็กอยู่บ้านเด็กจะเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคมจากพ่อแม่ คนเลี้ยงและสมาชิกในครอบครัว เมื่อเข้า


โรงเรียนการได้พบเพื่อน ครู ประกอบกับการทำกิจกรรมที่โรงเรียนทำให้เด็กได้เรียนรู้ทางสังคมที่กว้าง ขึ้น (กุลยา ตันติผลาชีวะ, 2542 : 66) การพัฒนาทางสังคมสำหรับเด็กในวัยนี้ต้องฝึกให้เด็กเกิดความ ไว้วางใจในผู้อื่นเมื่ออยู่ร่วมกันทำงานและทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้มีความรับผิดชอบในการทำงาน ร่วมกับผู้อื่นอย่างง่าย ๆ ให้เด็กเข้าใจข้อตกลงต่าง ๆ ฝึกให้รู้จักอดทน รอคอยให้ถึงโอกาสของตน หัด ให้เด็กรับฟังผู้อื่น ( เยาวพา เดชะคุปต์, 2542 : 85) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาตามแนวคิดใหม่ที่เน้น การพัฒนาด้านสังคมและจิตใจ จึงเกิดการจัดโปรแกรมที่เสริมให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง (Seif - esteem) โดยจัดกิจกรรมให้เด็กเลือกทำกิจกรรมตามความสามารถและความสนใจ จัดกิจกรรมที่ เปิดกว้างให้อิสระในการเลือกให้เด็กได้รับความสนุกสนาน กล้าคิดกล้าแสดงออก ทำให้เด็กมีความรู้ และทักษะทางสังคมควบคู่กันไป (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543 : ก) ผู้ศึกษาพบว่าเด็กส่วนใหญ่ในเกือบทุกปีการศึกษามีปัญหาด้านพัฒนาการทางสังคม โดยเฉพาะด้านพฤติกรรมทางสังคมที่สอดคล้องกับผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ประจำภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ชั้นอนุบาลปีที่ 2/4 ที่พบว่าพัฒนาการทางสังคม โดยเฉพาะด้าน พฤติกรรมทางสังคม อยู่ในระดับที่ควรปรับปรุง ผู้ศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาเร่งด่วนที่ ต้องพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ดังนั้นผู้ศึกษาจึงจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย โดยให้เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มจากวัสดุ เหลือใช้ ซึ่งเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่เด็กมีความคุ้นเคย และไม่สิ้นเปลือง เนื่องจากสื่อวัสดุของเล่นต่าง ๆ ใน ปัจจุบันมีราคาสูง ดังนั้นผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะนำการจัดกิจกรรมกลุ่มโดยใช้วัสดุเหลือใช้มา พัฒนาพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย และมุ่งหวังว่าการจัดกิจกรรมนี้จะส่งผลต่อพฤติกรรมทาง สังคมของเด็กปฐมวัย ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสม ต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมกลุ่ม ประกอบวัสดุเหลือใช้สำหรับเด็กปฐมวัย สมมติฐานการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้มีพฤติกรรมการทางสังคมสูงกว่า ก่อนการจัดกิจกรรม


กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีการดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 60 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง เป็นเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปี่ที่ 2/4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 30 คน ซึ่งเลือกมาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น : กิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้ 2.2 ตัวแปรตาม : พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย - ความร่วมมือ - การแบ่งปัน - การยอมรับผู้อื่น 3. เนื้อหาในการวิจัย เนื้อหาที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือ การนำวัสดุเหลือใช้มาจัด กิจกรรมกลุ่มโดยมีการการจัดทำแผนการจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมทางสังคม ของเด็กปฐมวัย มีทั้งหมด 16 แผน และระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรมทั้งหมด 8 สัปดาห์ การจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้ พฤติกรรมทางสังคม - ความร่วมมือ - การแบ่งปัน - การยอมรับผู้อื่น


4. การเก็บรวบรวมข้อมูล เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคม ซึ่งมี หลักการดำเนินการ ดังนี้ 4.1. การเก็บข้อมูลจากการบันทึกแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นและนำแบบ สังเกตไปให้ที่ปรึกษาดูและให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาก่อนนำไปใช้ 4.2. เก็บข้อมูลพื้นฐานทุกด้านจากกลุ่มตัวอย่าง โดยแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมจากการจัด กิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้ 4.3. ทำการบันทึกแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคม จากการจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุ เหลือใช้เป็นเวลา 8 สัปดาห์การจัดกิจกรรมจะให้เด็กทำพร้อมกัน สังเกตและบันทึกพฤติกรรมทาง สังคมหมุนเวียนจนจบสิ้นสุดการทดลอง 4.4. ในการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมทางสังคมจะทำการสังเกตเด็กเป็นกลุ่ม จำนวน 30 คน และสังเกตเด็กเป็นรายบุคคลพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน 4.5. เมื่อสิ้นสุดในแต่ละสัปดาห์นำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติเปรียบเทียบกับข้อมูลพื้นฐานทุก ด้านเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยขณะจัดประสบการณ์ 4.6. การบันทึกแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคม ถ้าในช่วงเวลาที่ทำการสังเกตเกิดพฤติกรรม ทางสังคมและช่องระดับพฤติกรรมทางสังคมตรงกับพฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกมาให้ใส่หมายเลข 1 หมายถึง น้อย , 2 หมายถึง ปานกลาง , 3 หมายถึง มาก ลงในช่องนั้น 4.7. การให้คะแนนของแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมเป็น 1 2 และ 3 ตามลำดับคะแนน 4.8. เมื่อสิ้นสุดแต่ละสัปดาห์นำคะแนนมาหาผลรวมเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการ ทางสถิติ 5. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับนี้ 1. ค่าสถิติพื้นฐานของพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 2. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยก่อนการจัดกิจกรรมและหลัง การจัดกิจกรรม สรุปผลการวิจัย ผู้วิจัยได้นำคะแนนพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยก่อนการจัดกิจกรรมและหลังการจัด กิจกรรมมาหาค่าสถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนปรากฎผลดังแสดง ในตารางที่ 1


ตารางที่1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนพฤติกรรมทางสังคมเด็กปฐมวัยก่อนและ หลังการจัดกิจกรรม จากตารางที่1 พบว่า คะแนนพฤติกรรมทางสังคมเด็กปฐมวัยก่อนการจัดกิจกรรมและหลัง การจัดกิจกรรมมาหาค่าสถิติพื้นฐาน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 14.43 และหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมกลุ่ม ประกอบวัสดุเหลือใช้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.37 ตามลำดับ ผู้วิจัยได้นำคะแนนพฤติกรรมทางสังคมเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรม และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานมาเปรียบเทียบกันโดยใช้สถิติ t-test Dependent Sample ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมทางสังคมเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรม ระยะการจัดกิจกรรม N ̅ S.D. t ก่อนการจัดกิจกรรม 30 14.43 2.40 27.27* หลังการจัดกิจกรรม 30 25.37 1.88 * มีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 จากตารางที่ 2 พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้มี พฤติกรรมทางสังคมหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผลการวิจัย จากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้ แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมกลุ่มประกอบวัสดุเหลือใช้สามารถพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก ปฐมวัยให้สูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องมาจาก การจัดกิจกรรมเป็นกลุ่มเป็นการจัดกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติ จริง โดยเด็กได้ผ่านกระบวนการของการเรียนรู้ การทำงานเป็นกลุ่มซึ่งจะเป็นการพัฒนาพฤติกรรม ความร่วมมือได้ดี การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกลุ่มกระตุ้นให้เด็กได้ร่วมมือกันในการคิดการ ทำงาน การเก็บอุปกรณ์ ขณะที่เด็กร่วมกิจกรรมที่ทำอยู่ให้ความเกิดพฤติกรรมความร่วมมือ จากการ เสนอวิธีการทำกิจกรรมที่แปลกใหม่ ทำให้เด็กเกิดความคิดจินตนาการที่นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ เกิดขึ้น นอกจากนั้นการที่เด็กได้ร่วมมือกันช่วยลดการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางและสร้างพฤติกรรมให้ ระยะการจัดกิจกรรม N ̅ S.D. ก่อนการจัดกิจกรรม 30 14.43 2.40 หลังการจัดกิจกรรม 30 25.37 1.88


เป็นที่ยอมรับของเพื่อนอันก่อให้เกิดพฤติกรรมทางสังคมในการทำกิจกรรมและนำไปสู่ความสำเร็จ ตามที่ได้วางไว้อย่างราบรื่น ซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันระหว่างบุคคลจากการทำงาน ร่วมกันการใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่ให้เด็กทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เด็กได้ทำงานร่วมกันให้เกิด ความคิดที่หลากหลายสร้างสรรค์เป็นผลงานให้เกิดขึ้นสื่อและอุปกรณ์ เป็นส่วนที่ทำให้เด็กเกิดพฤดิกร รมในทางที่สร้างสรรค์ สอดคล้องกับ วิรุณ ตั้งเจริญ (2538 241-243) ได้กล่าวถึง ศิลปศึกษาเป็นตัว สร้างเสริมลักษณะนิสัยการเข้าสังคมให้กับเด็กปฐมวัย และทำให้เด็กเกิดลักษณะนิสัยด้านการคิด สร้างสรรค์จินตนาการจากสิ่งต่าง ๆ ด้วยความสร้างสรรค์ทำให้เด็กเกิดนิสัยรักการทำงานเป็นกลุ่ม และมีพัฒนาการทางสังคมเพิ่มสูงขึ้นจากการวิจัยในการทำการทดลองนั้น ครูเป็นผู้จัดเตรียมอุปกรณ์ ซึ่งจะใช้ได้ในขณะทำกิจกรรมและเมื่อจะทำกิจกรรมเด็กแต่ละกลุ่มจะต้องไปจัดเตรียมอุปกรณ์ของ ตนเองเด็กจะเกิดพฤติกรรมความร่วมมือ การแบ่งปัน ลัยอมรับผู้อื่น เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ จิต ตินันท์เดชะคุปต์ (2534: 55) ลักษณะทางสังคมของเด็กปฐมวัย 4 - 6 ปี จะมีการทำงานเป็นกลุ่มรวม กับเพื่อนมากขึ้น รู้จักการเป็นผู้ให้และผู้รับที่ดี กระตือรือร้นช่วยเหลือผู้อื่น เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น เมื่อเด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดทางด้านการรับรู้ ทางด้านความรู้สึกการ ตระหนักถึงความรู้สึกของผู้อื่นมากขึ้น มีส่วนร่วมในกิจกรรมมากขึ้นและมีความรู้สึกพึ่งพากันและกัน จะเห็นได้จากการทำกิจกรรมของเด็กขณะที่ทำกิจกรรมนั้นเด็กให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม รู้จัก การช่วยเหลือเพื่อน และมีความรับผิดชอบในงานและหน้าที่ของตนเองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เพิ่มขึ้น ตลอดช่วงเวลา 8 สัปดาห์ เมื่อวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยแยกเป็นราย ด้าน ได้แก่ ความร่วมมือ การแบ่งปัน การยอมรับผู้อื่น พบว่า คะแนนพฤติกรรมทางสังคม ทั้ง 3 ด้าน มีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่สอดคล้องกับการวิเคราะห์แบบคะแนนรวมทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสังคมด้านอื่น ๆ ของเด็ก ปฐมวัยในสภาพจริงในห้องเรียนระดับปฐมวัย 2. ควรมีการศึกษาการจัดกิจกรรมกลุ่มกับพฤติกรรมด้านอื่น ๆ เช่น การแก้ปัญหา การ ตัดสินใจ คุณธรรม และจริยธรรมของเด็กระดับปฐมวัย 3. ควรมีการศึกษาการจัดกิจกรรมอื่น ๆ ที่ส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมนอกเหนือจาก กิจกรรมกลุ่ม เช่น กิจกรรมการเล่นตามมุม กิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมเสริมประสบการณ์เป็นต้น


เอกสารอ้างอิง กัญระญา รุ่งเรือง (2545). ผลของการจัดกิจกรรมกลุ่มแบบหลากหลายต่อความมีวินัยในตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. ปริญญานิพนธ์การศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น. กุลขา ต้นติผลาชีวะ. (2547). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : เอดิสัน เพรส โปรคักส์. ______________. (2549). คุยปัญหาลูกปฐมวัย. กรุงเทพฯ : เพื่อนอักษร. ______________. (2547). คู่มือเลี้ยงถูกวัยอนุบาลให้เก่งฉลาดเป็นคนดีมีคุณภาพ. กรุงเทพฯ : สนุกอ่าน (2545). รูปแบบการเรียนการสอนปฐมวัยศึกษา. กรุงเทพฯ : เอดิสัน เพรส โปรดักส์. คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน. (2528) การศึกษาและการพัฒนารูปแบบการจัดการ สอนชั้นเด็กเล็กในโรงเรียนประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมการศาสนานโยบายและ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนวีซีดีคอมบิวนิเคชั่น. คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2539). มือประเมินพัฒนาการเด็กระดับก่อน ประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. จตุพร แสงหาญ. (2549). ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบจิตปัญญา พฤติกรรมชอบสังคมของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. จิณณภัส ศรีทอง. (2541). พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประการณ์มุมบล็อก แบบเต็มรูปแบบ.ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ. จิตตินันท์ เดชะคุปด์ (2537) . หลักการและแนวคิดทางการศึกษาปฐมวัยหน่วยที่ 1-4. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธราช. ทัศนัย อุคมพันธ์. (2541). การศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด ประสบการณ์ทักษะทางพื้นฐานละครสร้างสรรค์. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


Click to View FlipBook Version