The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by eaza90808_123, 2021-03-31 14:48:04

ลานสกาพาสะกด รสนครศรีธรรมราช

รวมเสร้จ

หนงั สอื สารคดี

เสรมิ ทักษะ การเรียนรู้

โดย นางสาว กรองมาลิน บญชยั

หนังสอื สารคดี เสริมทักษะการเรียนรู้
รายวิชา ภาษาไทย

ลานสกา พาสะกด รสนครศรีธรรมราช

กลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย

สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยทกั ษิณ

คำนำ

หนังสือลานสกา พาสะกด รสนครศรีธรรมราช
เป็นหนังสอื สารคดีเสริมทกั ษะการเรียนรู้ รายวชิ า
ภาษาไทย กลุ่มสาระภาษาไทย เป็นหนงั สือท่ีจดั
ทาข้ึนเพื่อใชใ้ นการจดั การเรียนรู้

เน้ือหาเป็นการสอดแทรกเร่ืองราว
ความรทู้ นี่ า่ สนใจในแต่ละบท ทัง้ ความรู้เร่ืองสารคดี
และบันเทิงคดี ความรู้เรื่องการอ่านจับใจความ
และความรู้เรื่องการบรรยายและการพรรณนา อีก
ท้ังสอดแทรกกิจกรรมเสริม เพ่ิมความรู้เพื่อให้
ผู้เรียนได้ทาความเขา้ ใจมากย่ิงขึ้น

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือสารคดี
เสริมทักษะ การเรียนรู้ภาษาไทยเล่นน้ีจะเป็น
ประโยชน์ตอ่ การเรียนการสอนในกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ ภาษาไทย อีกทัง้ จะ
ชว่ ยพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้มี
คุณภาพและประสิทธภิ าพมากยงิ่ ข้นึ

จากใจ ผู้เขียน

กรองมำลนิ ช่ือนี้มีนำมเพรำะ
ชง่ั เสนำะหมำยถงึ ร้อยมำลัย…

หนังสือเสริมทักษะการเรียนรู้เล่มนี้
ผเู้ ขียนได้จัดทาขน้ึ เปน็ รูปแบบหนังสือสารคดี
ของอาเภอหน่ึง ท่ีมีเสน่ห์ โดดเด่นเฉพาะตัว คือ
“อาเภอลานสกา” จังหวัดนครศรธี รรมราช
ทาไมผูเ้ ขยี นจงึ ได้เลอื กอาเภอน้ี?

ดฉิ นั เป็นคนจังหวดั นครศรธี รรมราช และ
อาเภอลานสกาเป็นอาเภอบ้านเกิดของพ่อดิฉัน ตอนเด็กๆ ดิฉัน
ไดม้ าเท่ียวท่ีคีรวี งบ่อยมาก แนน่ อนเลยคอื ไฮไลท์สาคญั ของอาเภอ
ลานสกา ซง่ึ บอกเลยวา่ ไม่มอี ะไรมเี สนห่ ์ไปมากกว่าธรรมชาติท่ีชั่ง
สวย สงบ และร่มรื่นเท่ากับคีรีวงน้ีอีกแล้ว ลานสกาไม่ได้มีเสน่ห์
เพียงคีรีวงเท่าน้ัน ณ ท่ีแห่งน้ีเหมือนโลกอีกใบท่ีอยู่ท่ามกลางหุบ
เขาเลก็ ๆ เลยกว็ ่าได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานท่ีประวัติศาสตร์ คือ “ถ้า
น้าวังศรธี รรมโศกราช”

ถ้าน้ีมีเรื่องราวเชียวนะ ซงึ่ ปจั จุบันนนั้ ได้เปดิ เป็นสถานท่ี
ทอ่ งเทีย่ วและได้จดั พิพิธภัณฑ์สาหรับผู้ท่ีจะศกึ ษาถ้านา้ แหง่ น้ี และสง่ิ หนึ่ง
ท่ีนักท่องเที่ยวตา่ งขนานนามวา่ “หนงึ่ เดยี วในโลก” นั่นก็ควื ัดพัทธเสมา ซ่ึงเป็นวัดที่
ยังหลงเหลอื การชักพระทางนา้ อยู่ หากคุณได้มาเท่ียวอาเภอลานสกา ชีวิตของคุณ
ไม่จาเป็นต้องมีโทรศัพท์ก็ได้ ทาไมนะหรือ? เพราะทุกส่ิงทุกอย่างเหมือนถูก
ธรรมชาติสะกดไวแ้ ล้ว สมคาร่าลือท่ีว่า ลานสกา พาสะกด รสนครศรธี รรมราช

เร่ือง สารบญั หนา้
บทที่ 1 ท่ีน่ีครี ีวง 1

ความเปน็ มาหม่บู า้ นครี วี ง 3
5
- รากครี วี ง 6
7
เกรด็ ความรู้ 8
- ต้นคีรีวง 10
- ผลผลติ ครี วี ง 10
11
ภมู ิปญั ญาชาวบา้ น “กลมุ่ มัดย้อมสีจากธรรมชาติ” 14
17
การเขียนบนั เทงิ คดีและสารคดี 22
21
- ประเภทสารคดี 21
22
- บนั เทิงคดี 25
26
- หลักการเขยี นบนั เทิงคดแี ละสารคดี 27
29
บทที่ 2 เลา่ ขานสายธาร ถา้ นา้ วงั ศรีธรรมโศกราช 30
35
ความเป็นมาของ ถา้ น้าวงั ศรธี รรมโศกราช 36

การอา่ นจบั ใจความ

- ความหมาย
- ขัน้ ตอน

บทท่ี 3 สิง่ เดียวท่หี ลงเหลือ คอื เรือสายธารา

ความหมายของประเพณีชกั พระ

ความเป็นมาของการชักพระทางนา้

ความรู้เกีย่ วกับการบรรยาย

ความรเู้ ก่ยี วกบั การพรรณนา

กจิ กรรมเสรมิ เพมิ่ ความรู้

อ้างองิ

1

บทที่ 1 ทน่ี คี่ รี ีวง

มโนทัศน์

การเขียนสารคดีและบันเทิงคดีทั้งสองรูปแบบนี้มีความแตกต่างกันออกไปคือ
การเขียนสารคดีจะเน้นในเรื่องของเน้ือหาสาระหรือการให้ความรู้มากกว่าความบันเทิง ส่วน
การเขียนบนั เทิงคดีจะเปน็ งานเขยี นที่เนน้ ให้ความบนั เทิงมากกว่าสารคดี แต่ท้ังน้ไี ม่ใช่ว่าบันเทิง
คดีจะไมม่ สี าระ การเขียนบันเทิงคดีบางชิ้นอาจมีสาระน้อยมาก แต่ก็มีงานเขียนบันเทิงคดีไม่
น้อยทเ่ี ต็มเป่ียมไปดว้ ยเนือ้ หาสาระท่ไี มด่ อ้ ยไปกว่าสารคดี

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. ร้แู ละเข้าใจเรอ่ื งบนั เทงิ คดีและสารคดี
2. สามารถวเิ คราะหร์ ปู แบบบนั เทงิ คดีและสารคดีได้ถูกต้อง

2

ลานสกา พาสะกด
รสนครศรธี รรมราช

คุณเชอื่ เหมือนฉนั ไหม ลานสกาสามารถสะกดจติ คนได้จรงิ ฉันคนหนง่ึ ท่ีไม่
เชอื่ มาโดยตลอด แตเ่ ม่ือฉันได้มาเหน็ กบั ตาตัวเอง จึงได้ร้วู ่าธรรมชาตนิ เี่ องท่พี าสะกดจติ ใจ
ของเรา ที่ต่างพากันมาทอ่ งเที่ยว พักผ่อน ณ ลานสกา

ธรรมชาตทิ ่ีร่มร่นื พร้อมไปด้วยกล่นิ ไอนา้ สารธาร และไอดนิ มนั ชวนให้ผูค้ น
ทตี่ ่างพากันมาทอ่ งเท่ียวไดห้ ลดุ มาอยู่ทา่ มกลางกลางหุบเขา มนิ ่าล่ะชื่อในสมยั 200 ปกี อ่ น
ชาวบา้ นทีน่ ่ตี ่างเรียกกนั ว่า “บ้านขนุ นา้ ” ชั่งเปน็ ชอ่ื ท่ีเหมาะสมกบั หม่บู า้ นจรงิ ๆ
เพราะว่าตง้ั อยใู่ กล้ต้นน้าจากยอดเขาหลวง ฉนั จงึ อยากขอเล่าเร่ืองราวของคีรวี งผ่านตน้ ไม้
ต้นหนงึ่ โดยเริ่มตง้ั แตร่ ากครี วี ง ตน้ ครี วี ง จนกลายเปน็ ผลผลติ คีรีวง ผา่ นตน้ ไมต้ น้ หน่งึ ซ่ึง
เป็นต้นเล็ก ๆ ไมม่ ใี บ ไม่มีก้าน เป็นเพยี งตน้ ไม้เหยี่ ว ๆ ธรรมดา ทีไ่ ดเ้ จริญเตบิ โต งอกงาม
กลายเปน็ ต้นไม้ทสี่ ะพรั่งพร้อมไปดว้ ยความอุดมสมบรู ณ์

3

ชมุ ชนครี ีวงเปน็ ชุมชนเกา่ แก่ทม่ี ีอายุมากกว่า 200 ปี
เลยทีเดยี ว ตั้งอย่อู าเภอลานสกา จังหวดั นครศรธี รรมราช แต่
เดิมชุมชนน้ีมีชื่อว่า บ้านขุนน้า เพราะต้ังอยู่ใกล้ต้นน้าจาก
ยอดเขาหลวง ต่อมามีการสร้างวัดในหมู่บ้านช่ือ“วัดคีรีวง”
ชาวบ้านจึงเรียกช่ือวัดเป็นชื่อของหมู่บ้านเรื่อย ๆ มาจนถึง
ปัจจุบัน เป็นชุมชนเก่าแก่ท่ีอพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง
ตาบลกาโลน อันเปน็ เสน้ ทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ยอดเขา
ท่ีสูงท่ีสุดในภาคใต้ ชาวบ้านท่ีนี่มีวิถีชีวิตท่ีสงบสังคมแบบ
เครอื ญาติ อาชีพหลักของเขาคือ การทาสวนผลไม้ผสม หรือ
ท่ีเรียกว่า “สวนสมรม” เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ
ชุมชนหมบู่ า้ นคีรีวง แต่เดิมมคี ลองไหลผ่านหมู่บ้านหลายสาย
ดว้ ยกนั แต่ในปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 3 สายเท่านั้นเน่ืองจาก
ลาคลองบางสายได้ตื้นเขินลงไป ลาคลองท้ัง 3 สายนี้ ได้แก่
คลองปง คลองท่าหา และคลองท่าชาย ลาคลองทั้งสามไหล
มาบรรจบรวมกันท่หี นา้ หม่บู ้านมชี ่ือว่า “คลองท่าดี”

ซ่ึงเดิมมีช่ือว่า “คลองขุนน้า” โดยเปลี่ยนช่ือเป็น
คลองท่าดีในปัจจุบัน และหลังจากเกิดอุทกภัยในปี
พ.ศ. 2531 โดยกรมชลประทาน แต่ผู้สูงอายุชาวบ้านยังคง
เรยี กคลองขุนน้าจนถงึ ปัจจุบัน คลองท่าดีเป็นลาคลองขนาด
ใหญท่ สี่ ุดซ่งึ ไหลลงทะเลที่บ้านปากนครและปากพนัง

4

ชาวบา้ นในอดีตใช้เปน็ เสน้ ทางในการคมนาคม ขนส่งโดยใช้เรอื เหนอื เปน็ พาหนะใน
การเดินทาง และใช้เรอื เหนือในการบรรทกุ ผลไม้และพืชสวนต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น มังคดุ
เงาะ ทเุ รยี น สะตอ และหมาก เพ่อื ไปแลกเปลีย่ นกบั ขา้ วสาร เกลอื กะปิ และ อาหารทะเล
อืน่ ๆ กบั ชาวอาเภอหัวไทรและชาวอาเภอปากพนังโดยชาวคีรวี งเรยี กพวกเขาว่า “พวก
นอก”และเรียกตัวเองว่า “พวกเหนอื ” จากการตดิ ต่อปฏิสัมพันธร์ ะหว่างกันจนเกิดคาเรยี น
ขานใหม่วา่ “เกลอเขา เกลอเล” อกี ด้วย

และในอดตี ชว่ งกอ่ น พ.ศ. 2505 ชาวบา้ นคีรีวงตดิ ต่อกบั โลกภายนอกโดย
ทางน้าเป็นหลกั มีพาหนะ คือ“เรือเหนอื ”การตดิ ตอ่ กบั ภายนอกดว้ ยการใช้เรอื น้สี ่วนใหญ่
เปน็ การลาเลียงผลไม้ท่ผี ลิตได้เชน่ ทุเรยี น มงั คดุ สะตอ ลกู เนียง หมาก และพลู ไป
แลกเปลย่ี นข้าวปลาอาหารอน่ื ๆ บรเิ วณอาเภอปากพนงั อาเภอหัวไทร และอาเภอเชียรใหญ่
ส่วนการแลกเปลยี่ นสินค้าโดยอาศยั เสน้ ทางบกก็มีอยู่บ้างแตน่ อ้ ยมาก เพราะสว่ นใหญ่เป็น
เสน้ ทางที่ต้องบกุ ผา่ นโคลนและพ้นื ที่สูงชนั อยา่ งไรก็ตาม อุทกภยั ครง้ั ใหญ่ใน พ.ศ. 2505 ทา
ใหล้ าน้าทีเ่ ปน็ เสน้ ทางสญั จรหลกั ตืน้ เขิน จนไม่สามารถใชไ้ ด้อีก ชาวครี ีวงจึงหันมาบกุ เบกิ
เสน้ ทางบกแทน โดยพยายามสรา้ งถนนออกจากหม่บู า้ นเพื่อเช่ือมต่อกับถนนภายนอกด้วย
การใช้ภูมิปัญญาของชาวบา้ นโดยการร่วมกันใชไ้ ม้ทาสะพานทางเขา้ ออก น้แี หละคอื รากคีรี
วงทแี่ ทจ้ รงิ

5

โครงการฟนื้ ฟพู นื ทแี่ ละบรรเทาอุทกภยั บ้านครี ีวงอันเนื่องมาจากพระราชด้าริในรัชกาลที่ 9

เม่อื ปี 2531 เกิดอทุ กภยั คร้ังยงิ่ ใหญ่ จากพายุท่ีโหมกระหน่าเข้าสู่ภาคใต้ เป็นเหตุ
ใหเ้ กดิ น้าป่าไหลหลากจากเทือกเขาหลวง (ภูเขาท่ีสูงที่สุดในภาคใต้) ลงมาสู่ใจกลางของหมู่บ้านคีรีวง
คลองสายหลักที่เคยไหลผ่าน ถูกดินโคลนกลบจนมิด พื้นดินเดิมที่เป็นที่ต้ังหมู่บ้าน โรงเรียน และวัด
กลายเป็นเสน้ ทางไหลของน้า จนเกิดเป็นคลองขนาดใหญ่ ส่งผลให้มีชาวบ้านเสียชีวิตเป็นจานวนมาก
นบั เป็นอุทกภัยคร้ังย่ิงใหญ่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชทานพระราชดาริให้เข้าไปฟื้นฟูสภาพ
พ้ืนที่และแก้ไขป้องกัน มิให้พื้นที่บ้านคีรีวงเหล่าน้ันและบริเวณใกล้เคียงต้องได้รับความเสียหายอีก
ต่อไป จนกระท่ังในปี 2532 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดาเนินงานสนอง
พระราชดาริประกอบด้วยงานขดุ ลอกและขยายความกว้างคลองพร้อมกอ่ สร้างงานป้องกันลาดตลิ่งของ
คลองระบายทีไ่ หลผ่านหมู่บ้านตามแนวตรงที่น้าได้ปรับทางไหลไว้แล้ว ได้แก่ คลองท่าดี คลองท่าหา
และคลองปง ใหม้ ีความลกึ และขนาดความกว้างมากพอสาหรับน้าจานวนมากรวมทั้งกรวดทราย และ
ต้นไมต้ ่าง ๆ ทอ่ี าจมีขนึ้ อกี ให้ผา่ นบริเวณหมบู่ ้านไปไดส้ ะดวกและไม่เกิดอุทกภัยกบั หมบู่ า้ นแหง่ น้ีอีก

6

หากจะพูดถึงต้นของคีรีวงทุกคนคงจะทราบอยู่แล้วว่าที่น่ีขึ้นช่ือของ การทาสวนสม
รม หมู่บ้านคีรีวงมีทรัพยากรทางธรรมชาติท่ีสมบูรณ์ พืชพันธ์ต่าง ๆ สามารถเจริญเติบโตได้ดี ดังนั้น
ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพทาสวนผลไม้ซึ่งเรียกว่า “สวนสมรม” น่ีเอง บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและ
ความเป็นอยู่ของชาวครี ีวงสวนสมรมมีความเก่าแกก่ ว่าหลายร้อยปีโดยมีการสันนิฐานกันว่ามีการทาสวน
สมรมมาตง้ั แต่บรรพบรุ ษุ ซงึ่ ลักษณะของสวนสมรมทวี่ า่ นัน้ มีเอกลักษณ์พิเศษที่แตกต่างจากสวนผลไม้อ่ืน
ๆ ทั่วไป ท่ีชาวบ้านมีการนาเอาพืชไม้ผลหลากหลายสายพันธ์ุมาปลูกรวมไว้ภายในสวนแห่งเดียว ด้วย
ความแตกต่าง และวิธีการปลูกพืชพรรณที่ไม่เหมือนใคร หากเข้าไปในสวนสมรมมองถ้าดูเผิน ๆ แทบ
แยกไม่ออกระหว่าง สวนกับป่าไม่มีความแตกต่างกันเลย ย่ิงถ้าไม่มีความรู้ทางกายภาพต้นผลไม้ต่าง ๆ
ว่าเปน็ อย่างไรก็อาจจะไมร่ ู้เลยวา่ บริเวณนี้เป็นสวนผลไม้ ซึ่งสาเหตุท่ีชาวบ้านทาสวนสมรมแบบน้ีเพราะ
ต้องการทีจ่ ะอยกู่ บั ธรรมชาติ ด้วยการทาสวนผลไม้ผสมผสานกับผืนป่าเพ่ือรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
โดยเลอื กปลกู พนั ธพ์ุ ืช ต่าง ๆ แซมไปกับต้นไม้ทีม่ ีอยู่เดิมจึงมองเหมือนสวนในป่าใหญ่ กลายเป็นทุนทาง
ทรัพยากรที่มอี ยู่อย่างสมบูรณใ์ นพื้นท่ี บง่ บอกถึงความมีวิถชี วี ิตอันเรียบงา่ ยและสงบ

ความสัมพนั ธ์ของชาวบ้านเป็น แบบเครือญาติ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ชาวชุมชน
คีรีวงนับถือศาสนาพุทธ วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีจึงเป็นแบบชาวพุทธ มีวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของ
ชาวบา้ น และมงี านพฤศจกิ าราลึก เพอื่ ราลึกถึงเหตุการณ์จากภัยธรรมชาติเม่ือปี พ.ศ. 2531 ซึ่งจะเห็น
ได้ว่า ชาวบ้านได้ให้ความสาคัญจากบทเรียนในอดีตจากท่ีวิถีการดาเนินชีวิตมีการดาเนินชีวิตแบบ
ชาวสวนทวั่ ๆ ไป จงึ หันกลบั มาสนใจถงึ การอยรู่ ่วมและพ่งึ พงิ กบั ธรรมชาติ และมีการคิดหาวิธีการต่าง ๆ
เพอื่ ทาให้ตนเองอยรู่ อดในพื้นท่ีเดิม

ซึ่งจากเดมิ ภาครัฐมองว่าไม่เหมาะกับการเป็นพื้นท่ีที่อยู่อาศัย ชาวบ้านจึงมีการคิด
หาวิธีการพ่ึงพิง ธรรมชาติโดยไม่ทาลายธรรมชาติ กลายเป็นวิถีชีวิต การนาไปสู่การก่อเกิดภูมิปัญญา
มากมายที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ภายใต้ทรัพยากรอันมีค่าท่ีมีอยู่ในชุมชน จนกลายเป็นจุดเด่นที่มี
ความเชอ่ื มโยงสมั พนั ธก์ ับ การทอ่ งเท่ียวในปจั จุบัน

7

ผลผลติ ของครี วี งแน่นอนเลยใครหลายคน หรือชาวนครกต็ า่ งรูก้ นั อยา่ งดวี า่ คืออะไร?
ชมุ ชนคีรีวง มกี ารพฒั นาการทางชุมชนทเี่ ข้มแขง็ จนได้รบั การยอมรับให้เป็นหมู่บ้าน

ดีเด่นระดับชาติและได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมท่องเท่ียว (THAILAND TOURISM AWARDS)
ประเภทเมอื ง และชุมชนประจาปี 2541 ทาใหเ้ กิดธรุ กจิ ใหม่ ได้แก่ การนาทางเดินป่า การจัดที่พักแบบ
โฮมสเตย์ เปน็ ต้น ดงั น้ัน การมาท่องเทยี่ วหมู่บา้ นคีรวี ง จงึ ได้รบั ความนิยมข้ึนเรื่อย ๆ เพราะนอกจากจะ
ไดเ้ หน็ ธรรมชาติท่สี วยงาม และสัมผัสวถิ ชี ีวิตของชาวบา้ นแล้ว คีรวี ง ยังได้รับความนิยมเป็นพื้นท่ีที่เรียก
ไดว้ า่ มอี ากาศบริสทุ ธ์ิติดอนั ดบั ตน้ ๆ ของประเทศจากการตรวจวัดค่ามาตรฐานอากาศของสานักจัดการ
คุณภาพอากาศและเสยี ง กรมควบคุมมลพิษเมอ่ื ปี 2552 พบว่า มีอากาศที่บริสุทธิ์กว่ามาตรฐานถึง 100
เทา่ ท่ี "หมู่บ้านคีรีวง" เปน็ ดนิ แดนทวี่ า่ กนั ว่า “อากาศดีทส่ี ดุ ใน ประเทศไทย”

กลายเปน็ แหล่งท่องเท่ียวเชิงสขุ ภาพแห่งหนึ่งท่ีน่าไปสัมผัสอย่างย่ิง ดังเสียงสะท้อน
ของผูค้ นท่ไี ด้เขา้ มาเทีย่ วชมและสูดอากาศบรสิ ุทธิท์ ีห่ มู่บา้ นคีรวี งแห่งนี้ ชุมชนคีรีวง เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มี
วถิ ีชีวติ ที่เก่ยี วขอ้ งและพงึ่ พงิ ธรรมชาตดิ ้วยวิถีชวี ิตที่ต้องอาศัยพง่ึ พงิ ธรรมชาติ จึงก่อให้เกิดภูมิปัญญาต่าง
ๆมากมาย ที่ไดจ้ ากการปรับตวั และเรียนร้ธู รรมชาติ

ชุมชนคีรีวงจึงกลายเป็นพ้ืนที่ของการถ่ายทอดภูมิปัญญาที่เกิดวิถีชีวิตของคนใน
ชุมชนคีรวี งเอง สผู่ คู้ นท่สี นใจเทีย่ วชมและคณะศกึ ษาดงู านจากท่ตี า่ ง ๆ เกดิ เปน็ พื้นที่ของการแลกเปล่ียน
ถ่ายทอดภูมิปัญญาออกสู่สังคมภายนอก ก่อให้เกิดเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนคีรีวงนั่นเอง “การสัมผัส
ธรรมชาติ คือหัวใจของท่ีนี่” จุดเด่นของหมู่บ้านคีรีวง คือ ทัศนียภาพที่สวยงามท่ามกลางธรรมชาติ
กจิ กรรมสว่ นใหญ่จงึ อย่กู บั ธรรมชาติ เชน่ เล่นธารน้าตกท่ีหนานหินท่าหา ถ่ายรูปคู่กับสะพานบ้านคีรีวง
คลองทา่ ดี นอนโฮมสเตย์ฟังเสียงน้าตก และปั่นจักรยานสูดอากาศบริสุทธิ์ ส่วนผลิตภัณฑ์ท่ีข้ึนชื่อและ
ถูกเลือกใหเ้ ปน็ ผลิตภณั ฑ์ OTOP 5 ดาว คอื ผ้ามัดย้อมสจี ากธรรมชาติ

8

ความเป็นมาของการรเิ รมิ่ ภมู ิปัญญาชาวบ้าน “ผ้ามัดย้อมสีจากธรรมชาติ” ต้ังอยู่อาเภอ
กาโลน อาเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เหตุเกิดจากวิกฤติธรรมชาติ โดยในปี 2539 เกิดภัยแล้ง
ชาวบ้านจึงไมส่ ามารถทาอาชีพลกั ได้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2531 เกิดอุทกภัย และเมื่อในปี 2518 ก็เกิดอุทกภัย
เช่นเดียวกัน ท้งั หมดจงึ ทาให้ชาวบา้ นไมส่ ามารถจะเก็บเกี่ยวผลไม้ได้ ท้ังน้ีเมื่ออาชีพหลักไม่สามารถพึ่งพาได้
ชาวบา้ นจงึ หาทางออกโดยการสร้างอาชีพเสริม แตจ่ ะทาอยา่ งไรให้ยั่งยืน สามารถตกทอดไปสู่ลูกหลาน และ
ไมท่ ิ้งพืน้ ฐานอาชีพเดิมที่ทาอยู่และสืบทอดกันมา จนกระท่ังในปี 2539 ได้ก่อตั้งกลุ่มภูมิปัญญาชาวบ้านจน
มาถงึ ปจั จุบันสาหรับปัจจยั ในการหาอาชพี เสริม เม่ือครงั้ กอ่ ตง้ั กลมุ่ นน้ั มเี ป้าหมายด้วยกัน 4 ขอ้ คือ

1. ต้องสอดคล้องกับอาชพี เดิม
2. ใช้องค์ความรู้และภมู ปิ ญั ญาดง้ั เดิม
3. วัตถุดบิ หาไดใ้ นชุมชนเอง อาจซ้อื ได้บ้าง แต่จะตอ้ งพ่ึงพาวตั ถุดิบในชุมชนใได้มากท่สี ุด
4. กระบวนการผลติ หลีกเล่ยี งสารเคมี เพราะหมบู่ ้านเปน็ ป่าตน้ นา้ ธรรมชาติอุดสมบรู ณ์
จนกระท่งั ได้เกิดความคดิ โดยเปน็ การนาสที ่ไี ดจ้ ากใบไม้ เปลอื กต้นไม้มาต้ม จนได้สีท่ีสกัด
ออกมาไดอ้ ย่างสวยงาม แลว้ นามาบรรจงมดั ยอ้ มดว้ ยผา้ ขาวสะอาด จนได้ลวดลายทีพึงพอใจ โดยการทดลอง
ผลติ ภณั ฑผ์ ้ามัดยอ้ มสที ไ่ี ด้จากธรรมชาติคร้ังน้ี ได้ทาออกมาอย่างมีคุณภาพซึ่งตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ
จนกลายเป็นความสาเรจ็ เล็ก ๆ ของชาวบา้ นทไ่ี ดค้ ิดคน้ ข้นึ มา

ผลิตภัณฑท์ ี่ข้ึนช่ือและถกู เลือกให้
เปน็ ผลติ ภณั ฑ์ OTOP 5 ดาว คือ

“ผา้ มัดยอ้ มสีจากธรรมชาติ”

9

เม่ือคีรีวงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนต่างมาเที่ยวชมกันเยอะ จึงทาให้
ผลิตภัณฑ์กลุ่มมัดย้อมสีจากธรรมชาติ ได้ขยายวงกว้าง จนเป็นที่นิยมของผู้บริโภคที่มาท่องเท่ียว กลุ่ม
ชาวบา้ นจงึ ได้คดิ ค้นผลติ ภัณฑ์การมัดยอ้ มทไ่ี ม่ใช่เพียงแต่ผ้าเท่านั้น กลายเป็นผลผลิตอย่างอื่นที่สามารถ
ดงึ ดูดนักทอ่ งเทย่ี วไดอ้ ีก เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า ของใช้ต่าง ๆ ท่ีสามารถอุปโภคบริโภคได้อย่างพอสมควร
อีกทั้งยังมีความสวยงามจากสีที่ได้จากธรรมชาติอีกด้วย หลังจากประสบความสาเร็จคร้ังใหญ่ กลุ่มมัด
ยอ้ มสธี รรมชาตจิ งึ กลายเปน็ ทีร่ ู้จักกันในสินค้า OTOP จนกลายเป็นผลผลิตท่ีส่งออกกันอย่างไม่ขาดสาย
และได้เปิดศูนยก์ ารเรยี นรสู้ าหรบั ผคู้ นทีส่ นใจในการเห็นขั้นตอนการผลิตอีกด้วย

กระบวนการขน้ั ตอนการผลิต ดงั นี้
1. เตรียมสี นาเปลอื กไมแ้ ละใบไม้มาตม้ 5-8 ชวั่ โมง
2. เตรยี มผ้าที่จะย้อมโดยการซกั ให้สะอาดและมัดใหไ้ ดล้ ายตามตอ้ งการ
3. นาผา้ ท่เี ตรยี มไวต้ ้มด้วยสีที่เตรยี มไว้ 3 ชั่วโมง
4. นาผ้ามาลา้ งแล้วต้มใหมท่ าซ้า 3 คร้ัง
5. นาผา้ มาซกั แล้วผ่งึ ในท่ีร่มจนแหง้
6. ตกแต่งผา้ ให้สมบรู ณ์พร้อมส่งจาหนา่ ย

10

สารคดี (Non-Fiction) หมายถงึ งานเขียนทแ่ี ตง่ ข้นึ โดยอาศัยข้อมลู ความรู้ หรอื
ความคิดที่มขี อ้ เท็จจรงิ รองรบั อย่างชดั เจน มุง่ ใหค้ วามรู้ ความคิดที่เปน็ ประโยชน์ต่อผอู้ า่ น
เปน็ สาคญั เชน่ บทความ (Article) สารคดี (Feature) และความเรยี ง (Tale)

ประเภทของสารคดี จ้าแนกได้ 10 ประเภท ดังนี
1. สารคดีบคุ คล (Personal Profiles) เป็นเร่ืองราวทเ่ี กี่ยวกบั ชีวิตท่ี

นา่ สนใจของบคุ คลทว่ั ไปในแงม่ มุ ตา่ ง ๆ
2. สารคดีประวัตศิ าสตร์ (Historical Features) เปน็ เรือ่ งราวทาง

ประวตั ศิ าสตรท์ ีน่ ามาเขยี นขน้ึ เพอ่ื ย้าเตือนจิตสานึกของอนุชนรุ่นหลัง หรอื เพื่อเนน้ ยา้ ใหเ้ ห็น
ความสาคัญของเรอื่ งราวตา่ ง ๆ ใหผ้ ูค้ นในชาติไดต้ ระหนกั ถึงความสาคัญของเรื่องราว
ดงั กล่าวน้ัน เชน่ สงครามยุทธหัตถึ การเสียกรุงศรอี ยธุ ยา การสรา้ งกรุงเทพมหานคร เปน็ ตน้

3. สารคดีโอกาสพเิ ศษ (Seasonal Stories) เป็นเรอื่ งที่เขยี นตาม
เทศกาลสาคัญต่าง ๆ ของแต่ละชาติ ไดแ้ ก่ วนั สาคญั เดือนทมี่ คี วามหมายพิเศษ วันพเิ ศษ ปี
พิเศษตา่ ง ๆ เช่น วันขน้ึ ปใี หม่ วนั เขา้ พรรษา วนั ออกพรรษา วันจักกรี วันเฉลิมพระ
ชนมพรรษา ปรี ณรงค์วฒั นธรรมไทย ฯลฯ เป็นตน้

4. สารคดีทอ่ งเท่ยี ว (Travel Features) เปน็ การนาเร่อื งราวทพ่ี บเห็น
จากการทอ่ งเท่ยี วมาเขยี นถึงในแง่มมุ ต่าง ๆ ตามแตท่ รรศนะของแต่ละคน

5. สารคดีแนะนา้ วิธีท้า (How-To-Do Features) เป็นเรือ่ งทีเ่ กี่ยวกับการ
แสดงขัน้ ตอนการทาส่งิ ใดสงิ่ หนงึ่ เช่น การผลติ กตี าร์ การทาขนม การตัดเยบ็ เสื้อผา้ หรอื
อาหารพิเศษตา่ ง ๆ เปน็ ต้น

6. สารคดีเดก็ (Children Stories) เปน็ เร่ืองท่เี ขียนถงึ เรื่องราวของเด็ก
อาจจะเปน็ จติ วิทยาเดก็ การเล้ยี งดู การใชแ้ รงงานเด็ก หรือเรอ่ื งอนื่ ๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั เดก็
โดยตรง

7. สารคดีสตรี (Women Stories) เปน็ เรอื่ งทีเ่ ขยี นถงึ สตรใี นแงม่ ุมต่าง ๆ
เชน่ สตรกี ับการพฒั นา บทบาทของสตรใี นยคุ ปัจจุบนั สตรีกับการเมอื ง เปน็ ตน้

11

8. สารคดีเกี่ยวกบั สัตว์ (Animal Stories) เป็นเร่ืองที่เขียนเกี่ยวกับสัตว์ในแง่ของการ
ให้ความรเู้ ปน็ สาระ เชน่ ถงุ ทอง เทพธิดาแห่งป่าสยาม (สารคดีเก่ียวกับเร่ืองผีเส้ือ) ค้างคาวกิตติ
(เรอื่ งของคา้ งคาวท่เี ลก็ ท่ีสดุ ในโลก) เป็นตน้

9. สารคดีความทรงจา้ (Memory) เป็นเร่อื งราวของความทรงจาในอดตี ท่ีมคี วามสาคัญ
สาหรับสังคมทีผ่ ู้เลา่ ไดฟ้ น้ื ความหลังใหผ้ ู้เขียนนามาเขียนเผยแพร่ หรืออาจจะเขียนเองจากความ
ทรงจาของตนก็ได้ เช่น การอพยพหนีสงคราม การละเลน่ สมัยก่อน พิธกี รรมเกา่ ๆ เป็นต้น

10. สารคดีจดหมายเหตุ (Archives) เป็นเรื่องของการบันทึกเหตุการณ์สาคัญทาง
ประวัติศาสตรอ์ าจจะเป็นทางราชการหรอื กึง่ ราชการก็ได้

บันเทิงคดี (Fiction) หมายถึง งานเขียนที่มุ่งให้ผู้แต่งได้ใช้จินตนาการหรือการสมมุติ
สร้างสรรค์ลงานออกมาดดยยึดหลักความสมจริงให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร ฉาก บท
สนทนา เหตุการณ์หรือปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นในงานเขียนเหล่านั้น ซึ่งยังความสนุกสนาน
เพลิดเพลินแก่ผู้อ่านเป็นสาคัญ แต่ขณะเดียวกันผู้อ่านก็อาจจะได้รับความรู้ ความคิด คติธรรม
แนวทางในการดาเนนิ ชวี ติ หรือประสบการณช์ ีวิตทางออ้ ม

ดังนั้น ในการอ่านบันเทิงคดีแต่ละเร่ือง สิ่งท่ีผู้อ่านได้รับเป็นประเภทแรก คือ
ความสนุกสนานเพลดิ เพลิน บนั เทิงใจ ซง่ึ เดมิ อาจจะเรียกเรื่องลักษณะน้ีว่าเร่ืองเริงรมย์ เป็นเร่ือง
ที่ใหค้ วามบันเทงิ ใจ หรอื เรื่องประโลมโลก หมายถงึ เร่ืองเก่ียวกับรัก ๆ ใคร่ ๆ เรื่องที่ทาให้สบาย
ใจ ไมไ่ ดม้ จี ุดมงุ่ หวังประโยชนด์ ้านอน่ื บนั เทิงคดอี าจแบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ ได้ดังน้ี

เร่ืองสัน คือ เรื่องสมมุติท่ีมีความสมจริง ขนาดสั้น ดาเนินเรื่องกระชับและ
รวดเร็ว

นวนิยาย คือ เรื่องสมมุติทส่ี มจรงิ มขี นาดยาว เร่อื งราวซับซ้อน นาเสนอแนวคิด
ไดก้ วา้ งขวางกว่าเรือ่ งสนั้

นิทาน คอื เรอ่ื งเลา่ ท่ีสืบตอ่ กนั มา และเป็นวรรณกรรมท่ีเกา่ แก่ที่สดุ ไดแ้ ก่ นิทาน
อสี ป นิทานพืน้ บา้ น เป็นต้น

ละคร คอื เรือ่ งแตง่ สาหรับละครโดยเฉพาะ เชน่ ละคร้อง ละครรา ละครเวที นว
นิยายก็สามารถดัดแปลงเป็นละครได้

12

องค์ประกอบของบันเทงิ คดี
แบ่งออกเป็น 6 ประการ ดังนี้
1. สารัตถะของเร่ือง (Theme) หรือเรียกว่า "แก่นเรื่อง" หรือ "แนวคิดของเรื่อง"

หมายถงึ ความคิดสาคัญของเร่ือง หรือเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนต้องการนาเสนอแก่
ผู้อ่าน

2. โครงเรอื่ ง (Plot) คือ เหตุการณท์ ี่จดั เรียงลาดบั และเป็นเหตุเป็นผลกัน เหตุการณ์หน่ึง
เป็นผลให้เกดิ เหตกุ ารณห์ นง่ึ หรอื หลาย ๆ เหตกุ ารณ์สบื ตามมา โครงเรือ่ งทีด่ จี ะต้องเกิดจากความ
ขดั แย้ง

การเขียนโครงเรือ่ งน้ัน หากเรือ่ งใดไม่เกิดความขัดแย้ง เหตุการณ์ต่าง ๆ ราบรื่นไปหมด
เร่ืองนนั้ ก็เปน็ เพียงเรื่องเล่าจืดชืดไม่น่าสนใจ ความขัดแย้งจึงเป็นปัจจัยที่ทาให้เกิดเรื่องราวและ
เหตุการณต์ ่าง ๆ การเขียนเรื่องโดยท่ัวไปมวี ธิ ีการดังนี้

2.1 การเปิดเร่ือง (The Opening) คือ การเร่ิมเร่ือง เหมือนกับส่วนนาเรื่องในการ
เขยี นสาระคดี เปน็ สว่ นท่กี ระตนุ้ จงู ใจ สร้างความสนใจให้ผู้อ่าน การเปิดเร่ืองโดยทั่วไป มีวิธีการ
ดงั นี้

2.1.1 เปดิ เร่อื งโดยการบรรยายฉาก
2.1.2 เปดิ เรื่องโดยการบรรยายตวั อกั ษร
2.1.3 เปิดเรอ่ื งโดยการบรรยายเหตกุ ารณ์
2.1.4 เปิดเรื่องโดยการใชบ้ ทสนทนา
2.1.5 เปดิ เรือ่ งโดยการใช้ตัวละครเล่าเรื่อง
2.2 การผูกปม (Complication) คือ การสร้างข้อขัดแย้งให้เกิดขึ้นกับตัวละครหรือ
เหตุการณ์ในเร่ือง เป็นการนาปัญหาหรืออุปสรรคมาเสนอ เพื่อให้ตัวละครได้แสดงปฏิกิริยาต่อ
ปัญหา และหาทางออก การผูกปมหรือขัดแย้งจะต้องมีความน่าสนใจสมเหตุสมผล ท้าทาย
ความรู้สกึ อารมณ์ของผอู้ ่าน
2.3 การหนว่ งเรอ่ื ง (Suspense) คือ การดาเนินเร่ืองโดยให้ตัวละครแสดงพฤติกรรม
ต่างๆ ในการแก้ปัญหาหรือต่อสู้กับอุปสรรค พฤติกรรมของตัวละครควรจะมีความเข้มข้นโดย
ลาดบั เพอ่ื นาไปสู่สุดยอดของเรือ่ ง ถ้าผู้เขียนเสนอเหตกุ ารณ์หรอื พฤติกรรมของตัวละครไปเร่ือยๆ
โดยขาดความเข้มข้นตามลาดบั เหตุการณ์ ถือว่าเป็นการหน่วงเรื่องที่น่าเบ่ือ ไม่มีความกระชับใน
การดาเนินเรอ่ื ง
2.4 จดุ สุดยอด (Climax) คือ จดุ ท่ีเข้มข้นท่สี ุดของเหตกุ ารณ์ หรือเป็นเง่ือนงาของเน้ือ
เร่ือง เป็นยอดท่สี ุดของอารมณแ์ ละความสนใจ จุดสดุ ยอดทด่ี ีจะตอ้ งสร้างความตืน่ เต้นเร้าใจให้กับ
ผู้อา่ น

13

2.5 การคลายปม (Denovement) คือ การขยายความลับหรือคลี่คลายปัญหาของเรื่อง
ให้ผู้อ่านเข้าใจเหตุการณ์หรือปมปัญหาต่างๆ การคลี่คลายปมปัญหาจะต้องมีความสมเหตุผล
ตง้ั อยบู่ นพนื้ ฐานของข้อเท็จจริง แสดงความคิดท่ีแยบยล มิใช่คลี่คลายปมแบบตื้นเขิน หรือขาด
เหตุผล

2.6 การปดิ เรอ่ื ง (Close หรือ Conclusion) คือ การจบเรอ่ื งเหมอื นส่วนสรุปของการเขยี น
สารคดี การปดิ เรือ่ งทด่ี ีมศี ลิ ปะจะตอ้ งสร้างความประทับใจให้แก่ผ้อู ่านซึ่งการปดิ เรื่องโดยท่ัว ๆ ไป
มดี ังนี้

2.6.1 การปดิ เร่ืองแบบธรรมดา
2.6.2 ปิดเร่อื งแบบหกั มุม
2.6.3 ปิดเร่อื งแบบทง้ิ ปญั หาให้ผ้อู ่านขบคิด
3. ตวั ละคร (Character) คือ ตัวบคุ คล สตั ว์หรือสงิ่ ต่าง ๆ ที่ผู้เขียนสร้างขึ้นให้มีบทบาทมี
ชีวติ มีวญิ ญาณ แสดงพฤติกรรมตา่ งๆ เพอ่ื ใหเ้ หตุการณ์ดาเนนิ ไปตามเรื่องราวทวี่ างไว้
4. บทสนทนา (Dialoque) คือ คาพูดของตัวละครแต่ละตัว บทสนทนานับเป็น
องคป์ ระกอบสาคญั ของเรอ่ื งบนั เทิงคดไี ดป้ ระการหน่งึ เพราะชว่ ยใหผ้ ู้อา่ นได้ทราบถึง แนวคิดของ
ผู้แตง่ ทราบถึงบคุ ลกิ ลักษณะของตัวละคร ข้อขัดแย้งระหว่างตัวละคร ภูมิหลังและรายละเอียด
ตา่ งๆ ได้ โดยทีผ่ ้แู ตง่ ไม่ตอ้ งบรรยาย หรอื พรรณนาความใหย้ ืดยาว นอกจากนี้ยังทาให้ผู้อ่านได้รับ
ความเพลดิ เพลินไปพรอ้ มกนั ด้วย
5. ฉาก (Setting) คือ การบรรยายภาพสถานที่ เวลา และสภาพแวดล้อมที่ปรากฏใน
เหตุการณ์ของเร่ือง เป็นการสร้างอารมณ์จินตนาการให้กับผู้อ่าน ช่วยให้ผู้อ่านเพลิดเพลิน มี
อารมณร์ ่วมกบตวั ละคร และคาดเดาเหตกุ ารณท์ ่ีเกดิ ข้นึ ในเร่ืองได้ การบรรยายฉาก ต้องคานึงถึง
ข้อเท็จจริง มีความถูกต้องสมจริง มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ มีความแจ่มชัดเป็นระเบียบ ไม่
สับสน ใช้ภาษาประณีตด้วยภาพพจน์และโวหารต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยท่ัวไปมักนิยมใช้
พรรณนาโวหารในการกล่าวถึงการบรรยายฉาก
6. บรรยากาศ (Atmosphere) คือ การบรรยายอารมณ์ความรู้สึก องค์ประกอบต่างๆ
ของฉากและตวั ละคร เพือ่ สรา้ งอารมณค์ วามรสู้ ึกแก่ผู้อ่าน

14

หลกั การเขยี นบนั เทิงคดีและสารคดี

สารคดี พน้ื ฐานแรกของการเขียนหนังสือทีด่ ี คือการเป็นนักอา่ น การอ่านเป็นพื้นฐานของ
การเขยี น ทาให้เราไดร้ ้วู ธิ กี ารเรียบเรียงความคิด ได้คลังคาศัพท์และได้ความรู้ในเร่ืองต่าง ๆ อีก
ด้วย เมอ่ื จะเรม่ิ ตน้ ลงมือเขียนสารคดี ควรเลอื กเร่ืองทเ่ี ราสนใจ หรอื อาจเปน็ เรื่องที่เราคุ้นเคยหรือ
เรื่องใกล้ตัว เพราะจะทาให้เรามีแรงบันดาลใจหรือแรงขับดันในการเขียน ซึ่งมีผลให้เราทางาน
ด้วยความสนุก ผลงานก็จะออกมาดี หรือไม่เช่นน้ันก็อาจเลือกเร่ืองใกล้ตัวที่เราพอคุ้นเคย ทาให้
เราเร่ิมตน้ หาขอ้ มูลไดไ้ ม่ยากจนเกินไป

การหาข้อมูลอาจแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือข้อมูลเอกสาร และ ข้อมูลบุคคล สาหรับการหา
ข้อมูลเอกสารน้ัน เราควรคน้ ควา้ หาขอ้ มลู ไวก้ ่อน เพ่ือใช้เป็นข้อมูลพ้ืนฐาน เป็นการเตรียมความรู้
และความพร้อม ทั้งยงั ชว่ ยกาหนดแนวทางในการหาข้อมูลภาคสนามด้วย ข้อมูลเอกสารน้ันอาจ
พอค้นคว้าหาไดจ้ ากหอ้ งสมุด จากหนงั สือเกา่ หนังสือพิมพเ์ กา่ หอจดหมายเหตุ เปน็ ต้น แต่การไป
พบแหลง่ ข้อมูลบคุ คลหรือการลงภาคสนามนั้น ต้องอาศัยความพยายามมากข้ึน เมื่อได้ข้อมูลมา
ทั้งหมด ก็ถึงขั้นตอนการเรียบเรียงและการเขียน ก่อนลงมือเขียน ให้อ่านทบทวนข้อมูลที่ได้มา
ทัง้ หมด เพ่อื ทาความเขา้ ใจแล้วย่อยขอ้ มลู แบง่ หมวดหมู่ หัวข้อ ว่าส่วนไหนควรอยู่กลุ่มไหน หาก
ได้ข้อมูลมาจานวนมาก ถ้าลงท้ังหมดก็จะกินเน้ือท่ีหน้ากระดาษมาก อาจจาเป็นต้องตัดข้อมูล
บางส่วนทิง้ ไปบ้าง โดยให้เลอื กคงขอ้ มูลท่ีน่าสนใจกวา่ หรอื เป็นข้อมลู ใหม่

บันเทงิ คดี การเขียนบนั เทงิ คดีน้ันไม่ต่างในส่วนของสารคดี เพียงแต่ในส่วนของบันเทิงคดี
มุ่งใหผ้ ูเ้ ขยี นจะต้องมีจินตนาการ มีความสามารถคดิ เรื่องทสี่ นุกนา่ สนใจ มีศิลปะในการใช้ภาษา มี
ประสบการณ์ มีความเขา้ ใจชวี ติ มคี วามรรู้ อบตวั ในศาสตร์ตา่ ง ๆ อย่างดี จึงจะเขียนบันเทิงคดีได้
นา่ อา่ นและมีสารประโยชน์

15

หลกั การวางโครงเร่อื งการเขยี นสารคดีและบนั เทิงคดี
1. การเปิดเรื่อง คือการเปิดประเด็นเรื่องท่ีจะศึกษา ต้องเปิดเร่ืองให้น่าสนใจ

อาจชปู ระเด็นทเี่ ปน็ ปัญหาบางอย่างทค่ี นส่วนใหญ่ไม่รู้แต่อยากรู้ ทาให้ผู้อ่านต้องการติดตามอ่าน
ตอ่ ไป 2. เนือเรื่อง อาจแบ่งออกเป็นประเดน็ หรือหัวข้อย่อยๆ หลายหัวข้อ เนื้อหาต้อง
เต็มไปดว้ ยสาระ ความรู้ ต้องเขยี นให้นา่ ศึกษา นา่ ติดตาม

3. การปดิ เรอื่ ง หรอื การท้งิ ทา้ ยบทจบของเรอื่ ง อาจมีได้หลากหลายรูปแบบ แต่
ควรสรุปจบใหต้ รงประเดน็ กบั ที่เปดิ หวั เรือ่ งไว้

อนง่ึ การเขียนสารคดีควรหลีกเล่ียงการใช้พรรณาโวหาร หรือการใช้คาที่กระตุ้น
เรา้ อารมณ์อยา่ งในบันเทิงคดี ควรใช้ภาษาระดบั ทางการ สนั้ กระชับ เรยี บงา่ ย และเข้าใจไดง้ ่าย

16

คณุ ไมอ่ าจฝันให้ตัวเองเป็นใครท่ีคุณอยากเป็นได้
แต่คุณต้องพยายามสร้างฝันให้มันเป็น
ความจรงิ ดว้ ยตัวของ “คณุ ” เอง
กรองมาลิน บญุ ชัย

17

บทท่ี 2 เลา่ ขานสายธาร

ถ้าน้าวังศรีธรรมโศกราช

มโนทัศน์
การอา่ นจับใจความเป็นการอา่ นเพ่อื มุ่งหาสาระสาคัญหรอื ความคดิ หลกั ของ

เรอ่ื งที่อ่านแต่ละเร่อื ง การอา่ นจับใจความจึงมีความสาคัญในการอ่านเพ่อื ให้ผูอ้ ่านสามารถจบั
ใจความสาคญั ของเรื่องน้ัน ๆ ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. รู้และเขา้ ใจเรือ่ งการอา่ นจบั ใจความ
2. สามารถอา่ นจบั ใจความจากเรื่องทอี่ ่านได้
3. สามารถสรปุ ความได้อยา่ งถกู ตอ้ ง

18

“ทุกสถานที่ล้วนมที มี่ าท่ไี ป รายละเอียดที่แตกต่างกัน การกาเนิดข้ึนย่อมมีต้นเหตุของ
เหตกุ ารณ์นน้ั ๆ วฏั จกั รตา่ ง ๆ ยอ่ มมกี ารดารงชีวติ ต่อไปเพื่อความอยู่รอด และผลสุดท้ายก็กลายเป็น
สถานทโี่ บราณท่หี ลงเหลอื ใหต้ ราตรึง”

กรองมาลิน บญุ ชัย
“เมอื งประวตั ศิ าสตร์
พระธาตุทองคา
ชน่ื ฉ่าธรรมชาติ
แร่ธาตอุ ดุ ม
เครื่องถมสามกษตั ริย์
มากวัดมากศลิ ป์
ครบสน้ิ กุ้งปู”

(คาขวัญประจาจังหวัดนครศรีธรรมราช)
จังหวัดนครศรีธรรมราช นับว่าเป็นพื้นท่ีท่ีมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่าง
ยาวนาน จากหลักฐานในบันทึกโบราณที่เขียนขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ เรียกพ้ืนท่ีบริเวณนี้ว่า
“เมอื งตามพรลิงก”์ จนมาถึงสมัยกรงุ ศรอี ยุธยาตอนต้น เมืองน้ีจึงมีชือ่ เรยี กวา่ “ลิกอร์” ซึ่งสันนิษฐานว่า
ชาวโปรตุเกสที่เข้ามาติดต่อค้าขายในกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้เรียกก่อน โดยเพ้ียนมาจากคาว่า “นคร”
จังหวดั นครศรธี รรมราชนบั วา่ เป็นเมอื งประวัติศาสตร์ท่มี กี ารค้นพบโบราณวตั ถุอย่างมากมาย และยังคง
หลงเหลือจากอดตี สปู่ ัจจุบันโดยคนทพ่ี ้ืนท่ีน้ัน ๆ ยงั คงชว่ ยกันอนุรักษ์โบราณสถานดังกล่าวให้กลายเป็น
สถานทท่ี ่สี ามารถเขา้ มาเที่ยวชมได้ เมอ่ื กลา่ วถึงแหล่งประวัติศาสตร์ต้น ๆ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช
แน่นอนว่าชาวนครคงนึกถงึ “ถ้าน้าวังศรธี รรมโศกราช” ณ อาเภอลานสกา

19

สถานที่ประวัติศาสตร์อันสาคัญท่ีชาวบ้านยังคงราลึกถึง “พระเจ้าศรีธรรมาโศก
ราช” กษตั ริยผ์ ู้ครองนครในอดีต ประวัติศาตร์ต่าง ๆ มากมาย และวัตถุโบราณอันมากเหลือที่ยังคง
หลงเหลือจากอดีตสูป่ จั จุบนั

ถา้ นา้ วังศรธี รรมโศกราช ถ้านา้ ประวัติศาสตร์ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเท่ียว
และศูนยก์ ารเรียนรูท้ ่ีนักทอ่ งเท่ยี วตา่ งพากันมาเท่ยี วชมและเรยี นรปู้ ระวัตศิ าสตร์ ต้ังอยู่ตาบลขุนทะเล
อาเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโบราณสถานที่หน่ึงท่ีชาวบ้านอาเภอลานสกาได้พากัน
อนุรักษ์ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเท่ียวในปัจจุบัน เดิมทีถ้าแห่งน้ีเป็นเพียงถ้าธรรมดา ๆ แต่
ประวัติศาสตรไ์ ม่ไดส้ ร้างถา้ นใี้ ห้กลายเป็นถ้าธรรมดา

“….ในอดตี สมัยพุทธศตวรรษท่ี 7-8 มีกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศก
ราช” (ราชวงศศ์ รีธรรมาโศกราช) ซ่ึงช่ือนครศรีธรรมราชนั้น มีความหมายว่า “นครอันเป็นสง่าแห่ง
พระราชาผู้ทรงธรรม” หรือ “เมืองแห่งพุทธธรรมของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่” “พระเจ้าศรีธรรมาโศก
ราช” ทรงสร้างเมืองตามพรลิงก์ข้ึนบริเวณหาดทรายแก้ว (ในพื้นท่ี จ.นครศรีธรรมราช ในปัจจุบัน)
และในพืน้ ท่ีเดยี วกนั น้ีเองกท็ รงสร้างพระบรมธาตเุ จดยี ข์ ึ้นดว้ ย แตใ่ นขณะที่สร้างพระบรมธาตุเจดีย์ยัง
ไม่เสรจ็ ไดเ้ กดิ โรคห่าขึ้นในเมือง ชาวบ้านล้มตายกันเป็นจานวน พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชจึงอพยพ
ชาวเมืองและไพรพ่ ลหนีไปอย่บู นเขาวังช่ัวคราว (เขาวัง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช) ระหว่างที่
อพยพไปอย่ทู เี่ ขาวัง พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงสารวจพื้นที่บริเวณโดยรอบ แล้วพบว่าบริเวณเขา
วงั น้คี ือแหลง่ ตน้ นา้ ขนาดใหญ่ และกลายมาเป็นลาคลองหล่อเลย้ี งพืน้ ที่ราบด้านล่าง แต่น้าจากเขาวังนี้
ไมไ่ ดไ้ หลลงสูพ่ ืน้ ราบโดยตรง แตก่ ลบั ไหลเข้าไปสู่ถ้าใต้ภูเขา จึงได้นาทหารเข้าไปสารวจพื้นท่ีถ้าแห่ง
น้นั ปัจจุบัน ถ้าใตภ้ เู ขาแหง่ น้ันมีชื่อเรียกว่า “ถ้าน้าวังศรีธรรมโศกราช” ซ่ึงเป็นสถานท่ีท่องเที่ยวแห่ง
ใหม่ทเ่ี พิ่งเปดิ ให้นักทอ่ งเท่ยี วเขา้ ไปเย่ียมชมได้ไมน่ านนกั …”

20

“ถ้าน้าวังศรีธรรมโศกราช” เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สาคัญของจังหวัด
นครศรธี รรมราช เน่ืองจากมีการคน้ พบวตั ถโุ บราณภายในถา้ เปน็ จานวนมาก นอกจากน้ียังมีหินงอกหิน
ยอ้ ยทีส่ วยงาม และดา้ นในของถ้าก็ยังมีนา้ ตกอยูภ่ ายในอีกด้วยวัตถุโบราณท่ีค้นพบภายในถ้า บางส่วน
ถูกจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ตาบลขุนทะเล ใกล้กับศาลาตาขุนพล หรืออนุสาวรีย์หม่ืนไกรพลขันธ์ (ตา
ขุนพล) แม่ทพั ของพระเจา้ ศรธี รรมาโศกราช โดยศาลาแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างจากทางเข้าถ้าน้าวังศรีธรรม
โศกราชมากนกั ถ้าแหง่ น้มี ีความลกึ 4,444 เมตร ซึ่งบริเวณทางเข้านั้นจะเป็นบันไดเดินข้ึนไปสู่ปากถ้า
จากน้ันกต็ ้องเดินลงสูภ่ ายในถ้า ในช่วงแรกจะมีสะพานเหล็กท่ีสร้างไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เดินเข้าไปชม
หินงอกหินย้อยท่ีสวยงามระยิบระยับเมื่อต้องแสงไฟเมื่อผ่านช่วงแรกมาแล้ว จะต้องเดินลงไปลุยน้า
เพอ่ื เดินลกึ เขา้ ไปภายในถา้ เร่ือย ๆ ซ่ึงระดับน้าน้ันมีความสูงตั้งแต่ข้อเท้าไปจนมิดหัว ฉะน้ันผู้ที่เข้าไป
เดนิ ชมภายในถา้ ควรใสเ่ สือ้ ชูชีพเพื่อความปลอดภัยด้วย ส่วนเร่อื งแสงสว่างภายในถ้าน้ัน ได้มีการติดตั้ง
ไฟฟา้ ในบริเวณเสน้ ทางการเดนิ แตบ่ างคร้งั ไฟอาจไม่ตดิ เนือ่ งจากความช้นื ภายในถา้

จึงต้องอาศัยแสงจากไฟฉายเป็นตัวช่วยเพ่ือให้มองเห็นทาง นอกจากจะเดินชมหิน
งอกหินย้อยรูปร่างแปลกตาแล้ว ที่มุมหนึ่งของถ้า ยังมีหินงอกหินย้อยที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ
ศาลหลกั เมอื งเป็นอยา่ งมาก จงึ เป็นท่ีเคารพสาการะบูชาของชาวบ้านในแถบนี้ และมีการเข้าไปกราบ
ไหว้เคารพอยู่เสมอเมื่อเดินเข้าไปจนสุดทางเดินภายในถ้า จะพบกับน้าตกที่ไหลจากด้านบนลงมา
ภายในถ้า มคี วามสงู ประมาณ 45 เมตร ซ่งึ จะมีน้าตกไหลแรงตลอดท้ังปี

21

การอ่านจบั ใจความสา้ คัญ

ความหมายของการอ่านจับใจความสา้ คญั
การอ่านจับใจความส้าคัญ คือ การอ่านเพ่ือมุ่งหาสาระสาคัญหรือ

ความคิดหลักของเรื่องท่ีอ่านแต่ละเร่ือง สาระท่ีเป็นข้อความครอบคลุมข้อความอ่ืน ๆ
ท้ังหมดไว้ในยอ่ หนา้ หนงึ่ ๆ

ใจความสาคญั ของเรือ่ ง คอื ข้อความที่มีสาระคลุมข้อความอ่ืน ๆ ในย่อ
หน้าน้ันหรือเร่ืองน้ันทั้งหมดข้อความอ่ืน ๆ เป็นเพียงส่วนขยายใจความสาคัญเท่าน้ัน
ขอ้ ความหน่ึงหรือตอนหนึง่ จะมีใจความสาคัญท่ีสุดเพียงหน่ึงเดียว นอกนั้นเป็นใจความรอง
คาว่าใจความสาคัญนี้ ผู้ร้ไู ด้เรียกไว้เป็นหลายอยา่ ง เช่น ขอ้ คิดสาคญั ของเร่ือง แก่นของเรื่อง
หรือ ความคิดหลัก ของเรื่องแต่จะเป็นอย่างไรก็ตาม ใจความสาคัญก็คือสิ่งที่เป็นสาระท่ี
สาคัญท่ีสุดของเร่ืองนนั่ เอง

ใจความสาคัญส่วนมากจะมีลักษณะเป็นประโยค ซึ่งอาจปรากฏอยู่ใน
สว่ นใดส่วนหน่งึ ของย่อหนา้ กไ็ ด้ จดุ ทพ่ี บใจความสาคญั ของเรื่องในแต่ละย่อหน้ามากท่ีสุดคือ
ประโยคท่ีอยู่ตอนต้นย่อหน้า เพราะผู้เขียนมักบอกประเด็นสาคัญไว้ก่อน แล้วจึงขยาย
รายละเอยี ดใหช้ ัดเจน รองลงมาคือประโยคตอนท้ายย่อหน้าโดยผู้เขียนจะบอกรายละเอียด
หรอื ประเด็นย่อยก่อน แล้วจึงสรุปด้วยประโยคที่เป็นประเด็นไว้ภายหลัง สาหรับจุดที่พบ
ใจความสาคัญยากขนึ้ ก็คือ ประโยคตอนกลางย่อหน้า ซ่ึงผู้อ่านจะต้องใช้ความ สังเกตและ
พิจารณาให้ดี ส่วนจุดท่ีหาใจความสาคัญยากท่ีสุดคือย่อหน้าท่ีไม่มีประโยคใจความสาคัญ
ปรากฏชัดเจน อาจมีประโยค หรืออาจอยู่รวม ๆ กันในย่อหน้าก็ได้ ซ่ึงผู้อ่านจะต้องสรุป
ออกมาเอง

ใจความรอง หมายถึง ใจความหรือประโยคท่ีขยายความประโยค
ใจความสาคญั หรอื ส่วนประกอบ เป็นใจความท่ีสนับสนุนใจความสาคัญเพื่อให้เรื่องชัดเจน
ยง่ิ ขน้ึ อาจเปน็ การอธบิ ายให้รายละเอียด ให้คาจากัดความ ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบ หรือ
แสดงเหตผุ ลอย่างถีถ่ ว้ น เพอื่ สนบั สนุนความคิด ส่วนที่มิใช่ใจความสาคัญ และมิใช่ใจความ
รอง แต่ชว่ ยขยายความให้มากข้ึน คอื รายละเอยี ด

22

ขันตอนการอา่ นจบั ใจความ
1. อ่านผ่าน ๆ โดยตลอด เพ่ือให้รู้ว่าเร่ืองท่ีอ่านว่าด้วยเรื่องอะไร จุดใดเป็น

จดุ สาคัญของเรื่อง
2. อ่านให้ละเอียด เพ่ือทาความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ควรหยุดอ่านระหว่างเร่ือง

เพราะจะทา
ให้ความเข้าใจไมต่ ิดต่อกนั

3. อ่านซา้ ตอนทไี่ ม่เขา้ ใจ และตรวจสอบความเขา้ ใจบางตอนให้แนน่ อนถกู ต้อง
4. เรียบเรยี งใจความสาคญั ของเร่อื งดว้ ยตนเอง

กลวิธีการอ่านจบั ใจความ
1. การอ่านจับใจความสาคัญของเร่ืองใดเรื่องหนึ่ง ควรเริ่มต้นจากการอ่านจับ

ใจความสาคญั ในแต่ละยอ่ หนา้ ใหไ้ ดถ้ ูกต้องและแม่นยาก่อน เพราะขอ้ ความตอนหน่ึงหรือย่อ
หนา้ หน่งึ อาจจะมใี จความไดห้ ลายอย่าง แตจ่ ะมีใจความสาคัญท่ีสุดในย่อหน้าน้ันเพียงอย่าง
เดียว ถา้ เรอื่ งมหี ลายยอ่ หนา้ แสดงวา่ จะมีใจความสาคญั หลายประเด็น เม่อื นาประเด็นสาคัญ
ในแต่ละย่อหน้ามาพิจารณารวมกัน จะทาให้สามารถจับแก่นเร่ืองหรือแนวคิดสาคัญที่สุด
ของเรอื่ งท้ังหมดไดง้ า่ ยข้นึ

2. ใจความสาคญั ในแต่ละยอ่ หนา้ หมายถึง ข้อความทมี่ ีสาระครอบคลุมขอ้ ความอ่ืน
ๆ ในย่อหนา้ นนั้ ไว้ทั้งหมด

3. ใจความสาคญั ในแต่ละย่อหน้า ส่วนมากมักอยู่ในประโยคใดประโยคหน่ึงโดยมี
ข้อสังเกตไดด้ งั น้ี

3.1 ใจความสาคัญในแตล่ ะย่อหนา้ เป็นจดุ ท่พี บใจความสาคัญของเร่ือง
ในแตล่ ะยอ่ หน้ามากที่สดุ เพราะผเู้ ขียนมักบอกประเดน็ สาคัญไว้ก่อนแล้วขยายรายละเอียด
เพอ่ื ให้ชัดเจนขนึ้ ในภายหลงั

3.2 ประโยคตอนทา้ ยยอ่ หนา้ เป็นจุดที่พบใจความสาคัญมากรองลงมา
จากประโยคตอนต้นยอ่ หนา้ โดยผเู้ ขียนจะบอกรายละเอียด หรอื ประเด็นยอ่ ยมากก่อน แล้ว
สรปุ ดว้ ยประโยคทเ่ี ก็บประเดน็ สาคญั ไวภ้ ายหลงั

23

3.3 ประโยคตอนกลางย่อหน้า เป็นจุดท่ีพบใจความสาคัญได้ยากข้ึน
เพราะนักเรียนตอ้ งพจิ ารณาเปรียบเทยี บใหไ้ ดว้ า่ สาระสาคญั ที่สุดอย่ทู ีป่ ระโยคใด

3.4 ไม่ปรากฏในประโยคใดอย่างชัดเจน อาจอยู่ในหลายประโยคหรือ
รวม ๆ ในยอ่ หน้า ซ่งึ ผอู้ ่านจะต้องสรุปออกมาเอง

4. การอ่านจบั ใจความสาคญั ในแต่ละย่อหน้า นอกจากการพยายามค้นหาประโยค
หรอื ขอ้ ความทมี่ ีสาระครอบคลุมเนื้อหาอ่ืน ๆ ในย่อหน้าไว้ท้ังหมดแล้ว ยังอาจใช้กลวิธีการ
จับใจความสาคัญอย่างง่าย ๆ ด้วยการตัดประโยค หรือข้อความท่ีเป็นส่วนขยายหรือไม่
จาเป็นในแตล่ ะยอ่ หน้าออกไปใหห้ มด ในทส่ี ุดกเ็ หลอื สว่ นที่เป็นใจความสาคัญของย่อหน้าได้
เช่นกัน ส่วนที่ไม่ใช่ใจความสาคัญซ่ึงควรตัดออกไปในแต่ละย่อหน้า ได้แก่ ส่ิงต่าง ๆ
ดังตอ่ ไปน้ี

4.1 สว่ นขยายหรอื รายละเอยี ดต่าง ๆ
4.2 ขอ้ เปรียบเทยี บตา่ ง ๆ
4.3 ตวั อยา่ งประกอบ
4.4 คาศัพท์ สานวน หรือโวหารทยี่ กมาประกอบ
4.5 ตวั เลข สถติ ิทีเ่ ปน็ รายละเอยี ด
4.6 คาถามและคาอธบิ ายของผเู้ ขียน
4.7 ชือ่ บคุ คลทผ่ี เู้ ขียนอา้ งอิงโดยไมเ่ น้นความสาคัญ
4.8 ย่อหนา้ พเิ ศษบางยอ่ หนา้ ท่เี ป็นสว่ นขยายความหรือตัวเองของเรอื่ ง

24

ถา้ คณุ ไมม่ ีวนั หลงทาง คณุ อาจไม่มีวันได้
คน้ พบ เช่นเดียวกบั ทุกเรื่องราวในชีวติ มี

ทางเข้ายอ่ มมีทางออกเสมอ
กรองมาลิน บุญขัย

25

บทท่ี 3 สิ่งเดยี วทห่ี ลงเหลอื

คอื เรือสายธารา

มโนทัศน์
การเขียนบรรยายและการเขียนพรรณา เป็นศิลปะในการเขียนเพื่อการส่ือสาร

อย่างหน่งึ เพอ่ื ใหผ้ ้อู า่ นสามารถเขา้ ใจในสง่ิ ที่ผู้เขียนต้องการจะส่ือ และเป็นการเพิ่มคุณค่าของ
เนือ้ หาให้มคี วามน่าอ่านมากยิง่ ข้ึน หรือทาให้ผอู้ ่านสามารถเกดิ ภาพพจน์ตามได้
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. รู้และเขา้ ใจในเร่ืองการเขยี นบรรยายและพรรณนา
2. สามารถวิเคราะหก์ ารเขียนบรรยายและพรรณนา

26

“สิ่งเดยี วท่ีหลงเหลือ
คือเรือสายธารา
ณ วดั พทั ธเสมา

แหลง่ นาพาความเลือ่ งลอื …”

กรองมาลิน บุญชยั

ประเพณีชักพระเป็นวัฒนธรรมท่ีสาคัญของชาวภาคใต้ ในบางท้องถิ่นเรียกว่า
“ประเพณีลากพระ” ซ่ึงเป็นประเพณีท่ีนิยมจัดข้ึนมาในวันออกพรรษา ซ่ึงตรงกับ วันแรม 1
ค่า เดือน 11 ชาวบ้านต่างพากันมาตกแต่งเรือพระ เพ่ือเตรียมพร้อมให้เสร็จก่อนวันออก
พรรษา หรือวนั แรม 1 คา่ เดอื น 11 เม่อื ชว่ งเชา้ ตรขู่ องวนั ชักพระ จะอาราธนาพระพุทธรูปข้ึน
ประดิษฐานบนบุษบกเหนือเรือพระ และนิมนต์พระภิกษุในวัดทั้งหมดขึ้นน่ังประจาเรือพระ
พร้อมท้ังอุบาสกและศิษย์วัดที่ติดตาม และประจาเครื่องโคมอันมี โพน (กลอนเพลง) ฆ้อง
โหมง่ ฉ่ิง ฉาบ และชาวบ้านก็ช่วยกันลากเรือพระออกจากวัดและไปตามจุดมุ่งหมายท่ีแต่ละ
อาเภอได้เตรยี มการไว้ ซึ่งนับวา่ เปน็ ประเพณีท่ีสร้างความสามัคคีกันในหมู่คณะเป็นอย่างมาก
เห็นไดจ้ ากการช่วยกนั ตกแต่งเรอื พระของชาวบ้านในพน้ื ที่ และการมีน้าแรงน้าใจที่ช่วยกันลาก
พระไปสู่จุดหมายท่ตี งั้ ไว้

“คณุ ร้หู รอื ไม่จงั หวัดนครศรีธรรมราช ยังมปี ระเพณชี ักพระทางน้าหลงเหลอื อยู่”
หลาย ๆ คนคงรู้จักประเพณีชกั พระกันเปน็ อยา่ งดี และอาจมีใครหลายคนต่างจังหวัด
ที่ต่นื เต้นกบั การอยากเหน็ ประเพณีชกั พระของชาวภาคใต้ แต่ก็มีใครในหลายคนที่รู้เพียงว่า ยัง
มีประเพณีชักพระทางน้าที่หลงเหลืออยอู่ ย่างตราตรึง คือท่ีนี่ ณ อาเภอลานสกา วัดพัทธเสมา

ทเี่ ล่ืองลือ

27

ประเพณชี ักพระทางนา้

เม่อื พดู ถงึ ประเพณีชักพระทางน้า หลาย ๆ
คนคงนึกถึง วัดพัทธเสมา ซึ่งตั้งอยู่ตาบลท่าดี
อาเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช หน่ึงเดียว
ในแดนใต้ที่ชาวบ้านยังคงอนุรักษ์ประเพณีการชัก
พระทางนา้ ไว้คงอยู่ให้ลูกหลานต่อไป จนกลายเป็น
สถานท่ีสาคัญท่ีนักท่องเที่ยวต่างพากันมาเที่ยวชม
และดคู วามเปน็ เอกลกั ษณข์ องชาวตาบลท่า

ในสมัยก่อนประเพณชี ักพระไดแ้ บง่ ออกเป็น 2 รูปแบบคือ การชักพระทางบก และการชัก
พระทางน้า เน่ืองจากชาวภาคใต้ในสมัยก่อนนั้นอาศัยเส้นทางน้าในการติดต่อค้าขาย เดินทาง และ
คมนาคม จนไดเ้ กดิ ประเพณีดงั กล่าวขนึ้ นน้ั คือ “ประเพณชี ักพระทางน้า” แต่เมื่อความเจริญเข้ามา
ชาวบ้านจึงไดห้ นั มาใชเ้ ส้นทางบกในการสัญจรและติดต่อค้าขายแทน จนกลายเป็นว่า ประเพณีชัก
พระทางน้าก็ค่อย ๆ ลืมหายไป จนบางคนไม่รู้ดว้ ยซ้ามีวา่ ประเพณีชักพระทางน้า

ประเพณีชกั ทางบก หมายถึง การอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรข้ึนประดิษฐานบนนบ
พระ หรอื บุษบก แลว้ แห่ โดยใช้เชอื กแบ่งผูกเปน็ 2 สาย เป็นสายผู้หญิงและสายผู้ชาย ใช้โพน ฆ้อง
ระฆัง เป็นเครือ่ งตีให้จังหวะในการลากพระ คนลากจะเบียดเสียดกันสนุกสนานและประสานเสียง
ร้องบทลากพระเพ่อื ผอ่ นแรง วัดสว่ นใหญ่ที่ดาเนินการประเพณลี ากพระวิธีน้ี มักตั้งอยู่ในที่ไกลแม่น้า
ลาคลอง

28

ประเพณีชกั พระทางน้า หมายถึง เป็นการอญั เชญิ พระพทุ ธรูปปางอุ้มบาตรข้ึนประดิษฐาน
บนบษุ บก ในเรือ แล้วแห่ โดยการลากไปทางน้า ประเพณลี ากพระท่ีมักกระทาด้วยวิธีนี้ เป็นของวัด
ท่สี ่วนใหญ่อยู่ใกล้แม่น้าลาคลองการลากพระทางน้าจะสนุกกว่าการลากพระทางบก เพราะสภาพ
การเอ้อื อานวยต่อกจิ กรรมอืน่ ๆ เช่น สะดวกในการลากพระ งา่ ยแกก่ ารรวมกลมุ่ กนั จัดเรอื พาย

โดยการลากพระในปัจจุบันนั้นไม่ได้ใช้แรงชาวบ้านด้วยกันท้ังหมด บางท่ีอาจมีการใช้ล้อ
รถยนตม์ าดดั แปลงแทนลอ้ เลื่อน และยงั มีการแข่งการประกวดเรอื พระงามจงึ ทาให้ชาวบ้านร่วมด้วย
ช่วยกันในการจดั ตกแตง่ เรือพระกันออกมาอย่างเต็มที่ ส่วนวัดพัทธเสมานั้น ยังคงเป็นหน่ึงเดียวใน
แดนใตท้ ่ยี ังคง สืบสานประเพณโี บราณท่ีชาวบา้ นได้ปฎบิ ัติมาต้ังแตอ่ ดตี สูป่ จั จุบันอย่างต่อเน่ืองในวัน
ออกพรรษา นักทอ่ งเท่ียวจึงขนานนามว่า “หนึง่ เดยี วในโลก” ทมี่ ีการนาเรือพระของวัดพัทธเสมาลง
ลากในลาห้วย ส่วนบนเรือพระหรือบุษบกมีพระลากหรือพระพุทธรูปโบราณประจาวัด ถูกนาไป
ประดษิ ฐานเพือ่ ใหช้ าวบา้ นบชู าพระลากหรอื พระพทุ ธรปู โบราณบนเรอื พระ มีลักษณะคล้ายกับพระ
พทุ ธชนิ ราชปางอมุ้ บาตรตา่ งเลื่องลือกนั วา่ มีเทวดามาช่วยเหลือ และศักด์สิ ิทธ์ิมาก ใครมาบนบานขอ
พรก็มกั จะประสบความสาเร็จ ดังน้ันจึงมีการสมโภชทุกปี ซึ่งการลากพระทางน้าของวัดพัทธเสมา
อาเภอลานสกา เปน็ ประเพณีท่ีสร้างความรักความสามัคคีกันในหมู่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก อีกทั้งยัง
เป็นสถานทีส่ าคัญทผี่ คู้ นต่างจงั หวัดต่างมาเท่ียวชมความเป็นเอกลักษณ์นี้ และร่วมกันช่วยลากพระ
ทางน้าเพ่อื ความเปน็ สิรมิ งคลแกช่ ีวติ

29

การเขยี นบรรยาย

การเขยี นบรรยาย ประเภทของเรื่องทใ่ี ช้วิธกี ารเขียนบรรยาย

เป็น การเ ขียนเล่ าเ หตุการ ณ์ใ ด งานเขียนท่ีกลวิธีการเขียนบรรยาย
เหตกุ ารณห์ น่ึงที่เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพ แบ่งออกเปน็ ประเภทตา่ ง ๆ ดังต่อไปน้ี
เหตกุ ารณ์ ลาดับเวลา สถานที่ บุคคล ผู้เขียน
ควรกล่าวถึงเหตุการณ์ให้ชัดเจน โดยมีข้อมูล 1. อัตชีวประวัติหรือการเล่าประวัติ
และเน้ือหาสาระของเรื่องท่ีจะแสดงความคิด ชวี บคุ คลตา่ ง ๆ
บางครั้งอาจแทรกบทสนทนาตัวละครทาให้
ผู้อ่านเข้าลักษณะอารมณ์ ความคิดของตัว 2. ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ทาง
ละคร และเขา้ ใจเรอ่ื งท้ังหมด ประวัตศิ าสตร์

3. เร่ืองที่แต่งขึ้นหรือเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้น

จุดมงุ่ หมายของการเขยี นบรรยาย ข้อสงั เกตการเขียนบรรยาย

ก า ร เ ขี ย น บ ร ร ย า ย ใ ช้ แ ส ด ง ค ว า ม การบรรยายกล่าวข้างต้น เป็นการ
คิดเห็นได้หลายรูปแบบ เช่น ใช้ในคาประพันธ์ เรียนบรรยายตามความจริง สามารถใช้เป็น
แบบเล่าเรื่อง เล่าเหตุการณ์การเขียน หลักฐานอ้างอิง ไม่มีการสอดแทรกอารมณ์
ชีวประวัติ การเขียนบันทึก การให้ข้อมูล หรือความร้สู กึ ลงไปในงานเขียน
การรายงานข่าว เป็นต้น การเขียนบรรยาย
เปน็ การเขียนเล่าข้อเท็จจริงหรือรายละเอียด
ข อ ง เ รื่ อ ง ต า ม ท่ี เ ป็ น อ ยู่ โ ด ย ค า นึ ง ถึ ง ค ว า ม
ตอ่ เนื่อง

30

การเขยี นพรรณนา

การเขียนพรรณนา
หมายถงึ การเขยี นท่ีเรยี บเรยี งถอ้ ยคาทง้ั ภาษาพูดและภาษาเขยี น เพ่ือใหร้ ายละเอยี ดในเร่ือง

ใดเรอ่ื งหน่งึ ไมว่ าบคุ คล สตั ว์ พชื วตั ถสุ ถานท่ีหรอื เหตุการณ์ โดยเน้นใหผ้ ูฟ้ ังหรือผู้อ่านนึกเป็นภาพที่
เด่นชัดและเกิดอารมณ์ความรู้สึกตามท่ีผู้ส่งสารมุ่งหมายโวหารพรรณนามีลักษณะวรรณศิลป์
มากกวา่ โวหารอยา่ งอื่นเนื่องจากมีการใช้ถ้อยคาท่ีก่อให้เกดิ ภาพพจน์และอารมณ์สะเทือนใจ

โวหารพรรณนามีลักษณะรว่ มกนั กบั โวหารอธิบายตรงท่ีตา่ งกล่าวถึง ข้อเท็จจริงของสิ่งใดสิ่ง
หนง่ึ ผิดแผกกนั ในประการสาคัญที่เจตนาของผู้ส่งสารถ้ามุ่งให้ ความรู้ความเข้าใจตามธรรมดาเป็น
โวหารอธบิ ายหากเปน็ การสรา้ งความนกึ เห็นเปน็ ภาพใจที่ชัดเจนและอารมณ์ความรู้สึกก็เป็นโวหาร
พรรณนาเรอื่ งเดยี วกันอาจใช้ โวหารต่างกันกไ็ ดเ้ ชน่ เรอ่ื ง อาหารการกินถ้ากล่าวถึงวิธีปรุงหรือคุณค่า
เปน็ โวหาร อธบิ ายในกรณที ่ีเน้นความน่ารับประทานไม่ว่าเป็นรูปลักษณะสีสันกลิ่นรสก็เป็น โวหาร
พรรณนา

หลกั การเขยี นพรรณนา
การเรยี บเรียงข้อความแบบพรรณนาโวหารเพื่อกอ่ ให้เกิดภาพพจน์และ อารมณ์สะเทือนใจ

ควรดาเนินตามหลักเกณฑด์ งั นี้
1. วเิ คราะห์ส่ิงที่จะพรรณนาอยา่ งละเอียดวา่ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ อะไรบ้างส่วนใด

เป็นลักษณะเด่นส่วนใดเป็นลักษณะประกอบ ซ่ึงเสริมลักษณะเด่น ลักษณะเด่นและลักษณะ
ประกอบมคี วามเกี่ยวเนื่องกนั อยา่ งไร

2. เลือกพรรณนาลกั ษณะเดน่ ตามลาดับความสาคญั หรือลาดับความมากน้อย ใหญ่เล็ก
เชน่ ลักษณะบุคคลควรกลา่ วถงึ เรือนร่างใบหน้าและเครื่องแต่งกาย ตามลาดับ การพรรณนาต้นไม้
โดยท่วั ไปมักกล่าวถึงลาต้นก่อนดอกและใบแต่ถ้า ต้องการเน้นสิ่งใดเป็นพิเศษก็กล่าวถึงสิ่งนั้นก่อน
หรือขยายความใหม้ ากกวา่ สงิ่ อน่ื

31

3. พรรณนาลกั ษณะประกอบโดยคานึงถึงความสัมพันธ์อันเหมาะสมกบั ลักษณะ

เด่น ในกรณีใบหนา้ ควรพิจารณาว่าจะกล่าวถึงส่วนย่อยอะไรบ้างและอะไร ก่อนอะไรหลงั

เปน็ ต้น วา่ ตาจมูกปากหหู นา้ ผากแก้มผมค้ิวฟันถ้าเปน็ ดอกไม้กเ็ ลือก พรรณนากลบี เกสรสี

หรอื กลนิ่ ตามที่เห็นสมควร

4. การคัดสรรถอ้ ยคาท่เี หมาะสมมคี วามสาคญั ย่ิงสาหรบั โวหารพรรณนาคาท่ี ใช้

ควรมพี ลังส่อื ความหมายสรา้ งภาพพจน์และปลุกอารมณค์ วามรสู้ ึกกลา่ วคือมคี วาม เดน่

กระชบั ทง้ั ความหมายและเสยี งโดยเฉพาะคานามกริยาและวิเศษณค์ วรเลือก เฟน้ อยา่ ง

พิถีพถิ ันใหส้ อดคล้องกับเนือ้ ความ

5. ใช้คาหรอื กลุ่มคาทเ่ี ปน็ ภาษาภาพพจน์(figurative language) ซ่ึงได้แก่ ภาษา

ทผ่ี ิดแผกจากปกติหรือผิดจากภาษาตามตัวอักษร ด้านการเรียบเรยี งลาดบั คา หรอื ด้าน

ความหมายของคาเพือ่ ให้เป็นสานวนแปลกใหมแ่ ละมีพลังทาให้มองเห็น ภาพและเรา้ อารมณ์

ความรสู้ กึ สานวนท่ีทาใหเ้ กิดภาษาภาพพจนต์ ่าง ๆ เช่น

อุปมา (simile) คอื สานวนภาษาทีน่ าส่ิงซงึ่ ต่างพวกกันสองสงิ่ มาเปรยี บเทยี บกนั โดย

ใช้คาเชื่อมเหมอื นคล้ายดจุ ประหนง่ึ ราวกับกว่าเช่น

ดเุ หมือนเสือร้ายกว่ายุงนัยนต์ าดจุ ดวงดาวถ้าเปรยี บสงิ่ ทีเ่ ปน็ พวกเดยี วกันไม่

จดั เปน็ อุปมา เชน่ เชียงใหม่เหมือนกรุงเทพฯเป็นการเปรยี บเทยี บธรรมดา เป็นต้น

อปุ ลักษณ์(metaphor) คือสานวนภาษาทีน่ าเอาส่ิงต่างกันสองส่งิ หรือมากกว่าแต่มี

คณุ สมบัตบิ างอยา่ งร่วมกนั มาเปรียบเทียบโดยเปรยี บว่าสิ่งหนงึ่ เป็นอีกสงิ่ หนงึ่ โดยตรงใช้

คากริยาเปน็ หรอื คอื เช่น -

ลกู เป็นแกว้ ตาและดวงใจของพ่อแม่เขาคือวรี บุรษุ แหง่ ทุ่งนาแกบคุ ลาธิษฐาน

(personification) หรอื บุคคลวัตคือสานวนที่สมมตุ ิสงิ่ ไม่มชี ีวิต ความคิดนามธรรมหรอื สัตว์

ให้มสี ตปิ ัญญาอารมณห์ รือกิริยาอาการเหมอื นมนุษย์เช่น -

ลมหนาวมาเยอื นคล่นื นอ้ ยค่อยๆกระซิบกบั ฝ่งั ความอาฆาตเกาะกิน หัวใจ

การเลียนเสยี งธรรมชาติ(onomatopoeia) คือสานวนภาษาทใี่ ชค้ าเพอื่ เลียน เสยี งตา่ ง ๆ

เชน่ ไฟลกุ คึ่ก ๆ เสยี งคนพดู ห่งึ ๆ บัดเดย๋ี วดังหง่งั เหง่งวังเวงแวว่

32

ประเภทของการเขียนพรรณนา

การเขยี นพรรณนาใช้ไดท้ ่วั ไปกับเรื่องตา่ ง ๆ ดงั กลา่ วมาแลว้ สาหรับระดบั ชั้นนี้ ควรจะได้ฝึก
เขยี นเรอ่ื งเกยี่ วกับบุคคล สถานท่ีธรรมชาตแิ ละเหตกุ ารณ์ท้งั ทีเ่ ป็นจรงิ และเป็นจนิ ตนาการ

1. ในการพรรณนาบุคคลจาเป็นต้องสังเกตรูปร่างหน้าตาการเดินน้าเสียงการ พูดจากิริยา
อาการ ลักษณะนิสัยอารมณ์ความรู้สึกไม่ว่าจะเป็นบุคคลประเภทใด หรือ อยู่ในฐานะใด เช่น ตัว
ตลกในบทละครหรือเด็กที่เล่นตามหาดทราย พยายามเฟ้นหา บุคลกิ ลกั ษณะเฉพาะอาจร่าเริงแจ่มใส
เคร่งขรึมหวีผมเรียบไม่มีเส้นแตกหรือยืนหลัง ค่อม การพรรณนาบุคคลกระทาได้สองวิธีคือการ
พรรณนาโดยตรงและพรรณนาโดย อ้อมในการพรรณนา โดยตรงผู้เขียนกล่าวถึงลักษณะกิริยา
อาการนสิ ยั ใจคอหรือ ความคดิ นึกของตัวละครเสียเอง สาหรับการพรรณนาโดยอ้อมตัวละครเป็นผู้
เผย ลักษณะตา่ ง ๆ ของตนดว้ ยคาพดู กริ ยิ าท่าทางหรอื ใหต้ วั ละครอ่ืนกล่าวพาดพงิ ถงึ

2. สถานท่ี ในการพรรณนาสถานทคี่ วรจะได้สงั เกตลกั ษณะทเี่ ด่นของสถานท่ี ไม่ว่าจะเป็นที่
คุ้นเคยมาแล้ว เช่น โรงเรียนหรือสถานท่ีท่ีเพ่ิงเคยเห็นเป็นครั้งแรก จะต้องพิจารณาสีรูปร่างขนาด
และการจัดวางสิ่งของ สิ่งที่ประทับใจทั่วไปและเฟ้นหา ลักษณะเฉพาะท่ีทาให้เกิดความประทับใจ
นัน้ เม่ือสังเกตอย่างถ่ถี ้วนแล้วจึงเลือก พรรณนาเฉพาะลักษณะทเ่ี ด่นชัดทจี่ ะเร้าความสนใจของผู้อ่าน
และเรียงลาดับการ พรรณนาตามความเหมาะสมเช่นเริ่มต้นจากใกล้ไปหาไกลหรือจากบนลงล่าง
การพรรณนาพระพทุ ธรูปในพระอโุ บสถเป็นตัวอย่างการพรรณนาสถานท่ีใช้คา ท่ีเหมาะเจาะชัดเจน
ก่อใหเ้ กิดจินตนาการประกอบด้วยโวหารเปรียบเทียบทาให้เกิด ภาพพจนเ์ ดน่ ชัดดงั ตัวอย่างต่อไปน้ี

3. ธรรมชาติ การพรรณนาธรรมชาตทิ ัว่ ไปควรจะได้กล่าวถึงทิวทัศน์ บรรยากาศตลอดจน
พืชสตั วต์ ่าง ๆ เชน่ นกแมลง ถา้ เป็นชายทะเลควรเน้นหาดทรายสีนา้ ทะเลคลื่นลมสภาพใต้ทะเลหาก
เกีย่ วกับฤดกู าลควรเพ่งเลง็ ลกั ษณะพเิ ศษของแต่ละฤดูกาล

4. เหตุการณ์ ในการพรรณนาเหตุการณ์ควรเลือกเหตุการณ์ท่ีเด่นชวนเร้า ความต่ืนเต้น
สะเทือนอารมณ์และควรใช้การบรรยายประกอบเพ่อื ใหเ้ นื้อเรือ่ งแจ่ม แจง้

33

องคป์ ระกอบของการเขยี นเชงิ สร้างสรรค์
1. ความคดิ คานึงดี คือ จินตนาการที่ผู้เขียนเลือกสรรข้ึนมาแล้วใช้ภาษาทา ให้

เกดิ ภาพข้นึ ในใจของ ใหช้ ัดเจน ในขณะเดียวกันก็ทาให้ผู้อ่านได้รับรสจากภาษา และเกิด อารมณ์
ความรสู้ กึ คลอ้ ยตามไปด้วย

2. ถอ้ ยคาสานวนภาษาคอื ผเู้ ขยี นจะต้องพิถพี ถิ ันเลอื กสรรถ้อยคามาเรียบ เรียง
ให้ไพเราะสละสลวย ชวนอ่าน มที ว่ งท่าทานองการเขียนดี ๓. ให้คุณค่าคือ ให้คุณค่าทางสติปัญญา
และจิตใจ โดยปลูกฝังคุณธรรม ให้ เกิดข้ึน จิตใจของผู้อ่าน ทาให้ผู้อ่านเปล่ียนแปลงความคิดไป
ในทางท่ีดี ใหค้ วามรู้ ความคดิ เกิดขึ้น ในใจของผอู้ า่ น อันเปน็ ประโยชนต์ อ่ สงั คมและส่วนร่วม

ขอ้ ควรปฏิบตั ใิ นการเขยี นเชงิ สรา้ งสรรค์
1. เลือกเรอื่ งท่จี ะเขยี น ซ่ึงควรเป็นเรื่องที่ตนเองชอบและสนใจ
2. รวบรวมความคิด หรือความร้ทู ่ีเกีย่ วข้อง
3. วางโครงเร่ือง และลาดบั ความคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์หรอื เรื่องราวท่จี ะเขยี น
4. เรียบเรยี งให้เปน็ เร่อื งราวท่สี มบรู ณ์ เขยี น

34

เรามักพูดว่า เรายงั ตามหาตัวเองไม่เจอ
ทัง้ ท่ตี วั ตนของเราไม่ใช่สิง่ ทีเ่ ราต้องตามหา
แตเ่ ปน็ สง่ิ ที่เราตอ้ งสร้างขน้ึ ดว้ ยตวั ของ “เรา” เอง

กรองมาลิน บญุ ขัย

35

1. ให้ผู้อ่านศึกษาชุมชนของตนเองแล้วเขียนบรรยายมาในรูปแบบของบันเทิง
คดหี รือสารคดีโดยแสดงให้เห็นถงึ ความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนตนเอง 1 เรื่อง
………………………………………………………………………………………………...……………
………………………....................................................................................................
...............................................................................................................................
..............................................................................................................................
2. ผอู้ ่านมีแนวทางอย่างไรทเ่ี ปน็ การส่งเสริมประเพณีชักพระทางน้าของวัดพัทธ
เสมาให้คงอยตู่ อ่ ไป
………………………………………………………………………………………………...……………
………………………....................................................................................................
...............................................................................................................................
..............................................................................................................................
3. ผู้อ่านมีแนวทางอย่างไรท่ีเป็นการดึงดูดผู้คนที่เข้ามาท่องเที่ยว “ถ้าน้าวังศรี
ธรรมโศกราช”และเกดิ การเรียนรู้ด้านประวัตศิ าสตร์
………………………………………………………………………………………………...……………
………………………....................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

36

อ้างองิ

กาชัย ทองหลอ่ . (2540). หลกั ภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : อมรการพิมพ์.
จงชัย เจนหตั ถการกิจ. (2563). หลกั ภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : ธนาเพรส.
พรหมเมศ พานชาตรี. (2554). ถ้าน้าวังศรธี รรมโศกราช. ศนู ย์ข้อมูล

กลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
พรหมเมศ พานชาตรี. (2554). วดั พทั ธเสมา. ศูนย์ข้อมูลกลางทาง

วัฒนธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
ฟองจนั ทร์ สขุ ย่งิ . (2551). หลกั ภาษาและการใช้ภาษา ม.2. กรงุ เทพฯ :

บรษิ ัท ไทยรม่ เกล้า จากดั .
วรรณพร อนันตวงศ. (2560). วิถชี ีวติ และอตั ลักษณข์ องชุมชนครี ีวง.

มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
วดั พัทธเสมา. สืบคน้ เมอื่ วนั ท่ี 20 กมุ ภาพันธ์ 2564,

https://www.thadee.go.th/album_travel/view.php?alb
um_id=9

ผแู้ ต่ง : กรองมาลนิ บญุ ชยั


Click to View FlipBook Version