แห่ช ห่ มเรือ รื
ถอดความบทประพัน พั ธ์ ปางเสด็จประเวศด้าว ชลาลัย ทรงรัตนพิมานชัย กิ่งแก้ว พรั่งพร้อมพวกพลไกร แหนแห่ เรือกระบวนต้นแพร้ว เพริศพริ้งพรายทอง ถอดความได้ว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จทางชลมารค ทรงประทับเรือกิ่งซึ่งพรั่งพร้อมด้วยกำ ลังพล ทหารห้อมล้อม เป็นขบวน ภาพของเรือต้นงดงามแวววาวระยิบระยับจากแสงสะท้อนที่มาจากพายสีทอง พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย กิ่งเเก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน ถอดความได้ว่า พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จพระราชดำ เนินโดยทางชลมารคได้ประทับบนเรือต้นในการเดินทาง ภาพของเรือกิ่งนั้นดูแพรวพราวภาพการพายเรือนั้นก็ดูอ่อนไหวงดงามอย่างพร้อมเพรียงกัน นาวาแน่นเป็นขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง ถอดความได้ว่า ขบวนเรือแน่นเป็นแถวเป็นแนว ประกอบด้วยเรือที่หัวเรือเป็นรูปสัตว์หลาย ๆ ชนิด มองเห็นธงเด่นสะพรั่ง มาแต่ไกล การเดินทางด้วยขบวนเรือทำ ให้เกิดเป็นคลื่นน้ำ ระลอก
ถอดความได้ว่า เรือสมรรถชัย กำ ลังแล่นมาเทียบเคียงกับเรือสรมุข ประกอบไปด้วยกาบแก้วขนาดใหญ่ เกิดแสงแวววับ สะท้อนกับแม่น้ำ มีความงดงามมากเหมือนดั่งว่ากำ ลังร่อนลงจากสวรรค์ ฟากฟ้าลงสู่พื้นดิน เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา ถอดความได้ว่า เรือครุฑ ซึ่งบนเรือนั้นมีพลทหารกำ ลังพายเรือ อย่างเป็นจังหวะพร้อมกับเปล่งเสียงโห่ร้อง สรมุขมุขสี่ด้าน เพียงพิมานผ่านเมฆา ม่านกรองทองรจนา หลังคาแดงแย่งมังกร ถอดความได้ว่า เรือสรมุข ลอยมาเปรียบความสวยงามดั่งพิมานบนสวรรค์ที่กำ ลังเคลื่อนที่ผ่านหมู่ เมฆ เรือตกแต่งไปด้วยม่านสีทอง หลังคาสีแดงมีลวดลายมังกรประดับอยู่ สมรรถชัยไกรกาบแก้ว แสงแวววับจับสาคร เรียบเรียงเคียงคู่จร ดั่งร่อนฟ้ามาแดนดิน
สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงส์ทรงพรมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม เรือชัย แล่นด้วยความรวดเร็วเหมือนดั่งลม มีเสียงเส้าที่คอยให้จังหวะท้ายเรือ ให้แล่นไปเคียงคู่กันไปกับเรือพระที่นั่งลำ อื่นๆ ถอดความได้ว่า เรือสุวรรรณหงส์ มีพู่ห้อยอย่างสวยงามล่องลอยอยู่บนสายน้ำ เปรียบดั่งหงส์ ที่เป็นพาหนะของพระพรหมเตือนตาให้ชม เรือชัยไวว่องวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน ถอดความได้ว่า คชสีห์ทีผาดเผ่น ดูดังเป็นเห็นขบขัน ราชสีห์ที่ยืนยัน คั่นสองคู่ดูยิ่งยง ถอดความได้ว่า เรือคชสีห์ที่กำ ลังแล่นดูเหมือนดังมีชีวิตเรือราชสีห์ที่แล่นมาเคียงกันนั้นดูมั่นคงแข็งแรง
เรือสิงห์ แล่นไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วราวกับว่าเรือนั้นกำ ลังกระโจนลงสู่แม่น้ำ เรือม้าหน้ามุ่งน้ำ แล่นเฉื่อยฉ่ำ ลำ ระหง เพียงม้าอาชาทรง องค์พระพายผายผันผยอง ถอดความได้ว่า เรือม้ากำ ลังมุ่งหน้าไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ หัวเรือที่ทีลักษณะเหมือนกับม้าทรง ที่เป็นพาหนะของพระพาย ถอดความได้ว่า นาคาหน้าดังเป็น ดูเขม้นเห็นขบขัน มังกรถอนพายพัน ทันแข่งหน้าวาสุกรี ถอดความได้ว่า เรือนาคมองดูเหมือนกับมีชีวิต แล่นมาคู่กับเรือมังกร เหมือนกำ ลังแข่งกัน ที่ท่าวาสุกรี เรือสิงห์วิ่งเผ่นโผน โจนตามคลื่นฝืนฝ่าฟอง ดูยิ่งสิงห์ลำ พอง เป็นแถวท่องล่องตามกัน
เสียงดนตรีประโคมดังครื้นเครงจากแตรงอน เสียงพลทหารโห่ร้องครึกครื้นทำ ให้ เกิดความรื่นเริงในหมู่พลทหาร เลียงยงผาง่าเท้าโผน เพียงโจนไปในวารี นาวาหน้าอินทรี มีปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม ถอดความได้ว่า เรือเลียงผาเหมือนกับเลียงผาที่กำ ลังกระโจนลงแม่น้ำ เรืออินทรีย์ก็ดูราวกับว่ามีปีกและกำ ลังจะบินขึ้นฟ้า ดนตรีมี่อึงอล ก้องกาหลพลแห่โหม โห่ฮึกครึกครื้นโครม โสมนัสชื่นรื่นเริงพล ถอดความได้ว่า กรีธาหมู่นาเวศ จากนคเรศโดยสาชล เหิมหื่นชื่นกระมล ยลมัจฉาสารพันมี ถอดความได้ว่า การเคลื่อนขบวนเรือจากเมืองโดยทางน้ำ ด้วยความสนุกสนาน พร้อมทั้งได้มองเห็น ฝูงปลาที่มีมากมายในสายน้ำ
เรือมีโขนเป็นรูปครุฑจับนาค เรื่องนี้ปรากฎในวรรณคดีอิน อิ เดียว่า ครุฑกับนาคเป็นลูกบิดาเดียวกันคือพระกัศยป แต่ต่างมารดากัน มารดาของครุฑถูกมารดาของนาคแกล้งจนต้องตกเป็นทาส ครุฑจึงผูกใจเจ็บ ภายหลังครุฑได้พรจากพระนารายณ์ให้จับนาคกิน เรื่องครุฑจับนาคจึงปรากฏอยู่ในศิลปะ และวรรณคดี ตกทอดมาถึงไทยเราด้วย เป็นเรือที่มีโขนเรือตั้งสูงขึ้นไป เดิมเป็นเรือประเภทเรือพระที่นั่งเอกชัย ถึงรัชกาลสมเด็จ พระเจ้าทรงธรรมในสมัยอยุธยาทรงแปลงเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง และไม่ปรากฏหลักฐานว่า โปรดให้ พระบรมวงศ์พระองค์ใดประทับ บางครั้งโปรดให้ใช้เป็นเรือพระที่นั่งเชิญผ้าไตรไปในขบวนงาน พระราชทานพระกฐินทางชลมารค หรือเชิญพระพุทธรูปในวลาเข้า ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ความรู้เรู้พิ่ม พิ่ เติม เรือกิ่ง เรือครุฑยุดนาค เรือไกรสรมุข ในตำ นานพระเวสันดร มีตอนหนึ่งกล่าวถึงไกรสรราชสีห์ ในเรื่อง บรรยายว่าเป็นสัตว์ทรงพลัง กายเป็นสิงห์ มีขนแผงคอ ริมฝีปาก ขน หาง และเล็บเป็น สีแดงดั่งผ้ารัตนกัมพลไกรสรราชสีห์เป็น ๑ ใน ๔ ราชสีห์แห่งป่าหิมพานต์ ในตำ นานกล่าวว่าไกรสรราชสีห์เป็นสัตว์ที่มี พละกำ ลังแรงกล้า เป็นนักล่าชั้นเยี่ยมและกินสัตว์ใหญ่น้่อยเป็นอาหาร
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ โขนเรือเป็นรูปหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง (หมายถึง เรือที่เป็น เครื่องประดับยศ เป็นเรือพระที่นั่งชั้นสูง มีโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นใดประทับเป็นแต่บางครั้ง โปรดฯ ให้เป็นเรือทรงผ้าไตรหรือผ้าทรงสะพักพระพุทธรูป หรือพานพุ่มดอกไม้) เป็นที่ประทับของ พระมหากษัตริย์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 เรือสมรรถชัย เรือพระที่นั่งนี้มีมานานแล้วแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาปรากฏในตำ ราริ้วกระบวนแห่ พยุหยาตราชลมารคสมเด็พระนารายณ์มหาราชเป็นเรือกิ่งพื้นดำ และมีปรากฎชื่อในโคลงพระราชพิธี ทวาทศมาสในรัชกาลที่ ๔แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ด้วยเป็นเรือพระที่นั่งสำ หรับทรงเปลื้องเครื่องเพราะ มีการตั้งบัลลังก์บุษบกอัญเชิญพระชฎามหากฐินนำ หน้าเรือพระที่นั่งลำ ทรง ตั้งเครื่องสูงต้านหน้า ฉัตร ๗ ชั้น ๑ องค์ ฉัตร ๕ ชั้น ๒ องค์ต้านหลังบุษบกตั้งฉัตร ๗ ชั้น 1 องค์ฉัตร ๕ ชั้น ๒ องค์ ม่าน บุษบกเป็นผ้าตาดมีตำ รวจประจำ เรือ ๖ นายนักสราชนั่งเชิญธงด้านหน้าและด้านหลัง ด้านละ ๑ นาย ปัจจุบันชำ รุดไม่สามารถซ่อมแชมได้ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
เป็นเรือที่มีหัวเรือเป็นรูปสัตว์ เรือที่แกะสลักหัวเรือเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ทั้งสัตว์จริง และสัตว์ในเทพนิยาย ความเป็นมาของเรือรูปสัตว์ หรือที่เดิมเรียกว่า เรือศีรษะสัตว์นี้ เรือรูปสัตว์ของไทยเป็นเรือที่มีหัวโขนเป็นรูปครึ่งราชสีห์ ครึ่งช้างเป็นสัตว์ในในป่าหิมพานต์ และในวรณคดี เป็นเรือชนิดที่มีทวนหัวตั้งสูงขึ้นไปเป็นงอน มีลักษณะเช่นเดียวกับเรือกิ่ง เรือไชยนี้เดิมเป็นเรือที่ข้าราชการนั่งในริ้วกระบวน และมีพนักงานคอยกระทุ้งเส้าให้จังหวะ แต่ถ้าเป็นเรือที่นั่งเจ้านาย และเรือประตู เรียกว่า เรือเอกไชย เป็นเรือที่มีโขนเรือเป็นรูปม้า เพราะโดยทั่วไปของม้า จะเป็นสัตว์กีบเดี่ยว รูปร่างสูงใหญ่ ขายาว หางเป็นพู่ มีแผงคอยาว จึงนิยมนำ มาทำ เป็นพาหนะ เรือชัย เรือคชสีห์ เรือม้า
เรือพระที่นั่ง มีโขนเป็นรูปหงส์ทอง เรียกสั้น ๆ ว่า เรือหงส์ คำ ว่า สุวรรณ เป็นคำ นาม หมายถึง ทอง ส่วน หงส์ นั้น หมายถึง นกในนิยายนที่ ถือว่าเป็นกในตระกูลสูง มีเสียง ไพเราะ และเป็นพาหนะของพระพรหม เราจะเห็นว่าใน วรรณคดีส่วนใหญ่ จะอ้างการเดินที่งดงามอ่อนช้อยว่า เดินเหมือนหงส์ โขนเรือเป็น "พญาอนันตนาคราช" หรือนาค 7 เศียร โดยปกติจะใช้เป็นเรือ พระที่นั่งรอง หรือเรือเชิญผ้าพระกฐิน หรือประดิษฐานบุษบกสำ หรับ พระพุทธรูปสำ คัญเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือพระที่นั่งบัลลังก์ใน กระบวนพยุหยาตราชลมารค สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลำ ปัจจุบันมีการสร้างใหม่ ในสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรือ รื เลีย ลี งผา เป็น ป็ เรือ รื ที่ย ที่ ากยากมากในปัจ ปั จุบั จุ น บั แต่พ ต่ อจะทราบได้ว่ ด้ า ว่ ตัว ตั เลีย ลี งผานั้น นั้ เป็น ป็สัต สั ว์เ ว์ คี้ย คี้ วเอื้อ อื้ งชนิด นิ Capricornis sumatraensis วงศ์ Bovidae รูป รู ร่า ร่ งมีค มี วามคล้า ล้ ยคลึง ลึ กับ กั แพะขนสีดำ สีดำ แต่บ ต่ างตัว ตั ก็มี ก็สีมี ข สี าวแซม ขาวยาวและแข็ง ข็ แรง ความสูง สู ที่ไที่ หล่ 85 - 94 ช.ม. หนัก นัประมาณ 85 - 140 ก.ก. อาศัย ศั อยู่ตยู่ ามภูเ ภู ขาที่มี ที่ ห มี น้า น้ ผา หรือ รื ถ้ำ ตื้น ตื้ ว่อ ว่ งไวและปราดเปรีย รี ว มาก สามารถว่า ว่ ยน้ำ ข้า ข้ มระหว่า ว่ งเกาะ และแผ่น ผ่ ดิน ดิได้ มีปมี ระสาทตา ทู และรับ รั กลิ่น ลิ่ ได้ดี ด้ ม ดี าก เรือนาค เรือสิงห์ เรือเลียงผา ี
สะท้อนให้เห็นให้เก็บชีวิติความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และค่านิยมของคนไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายหลาย ด้าน ดังนี้ ๑ การคมนาคม เมืองไทยมีแม่น้ำ ลำ คลองมาก ในสมัยนั้นจึงใช้การ คมนาคมทางน้ำ เป็นสำ คัญ ๒ ขนบธรรมเนียมประเพณี สะท้อนให้เห็นวัฒธรรมในการแต่งกายของ หญิงชาววังในสมัยกรุงศรีอยุธยาตตอนปลาย และขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทย 1. สะท้อนภาพชีวิตของคนไทยในปลายกรุงศรีอยุธยาที่ใช้การ สัญจรทางน้ำ เป็นสำ คัญ เนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำ ลำ คลองมาก 2. ให้ความรู้เกี่ยวกับขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และ ประเพณีการเห่เรือ 3. สะท้อนให้เห็นขนบธรรมเนียมประเพณี ต่านิยม และความ เชื่อของคนไทย เช่น ค่านิยมเกี่ยวกับความงามของสตรีว่าจะต้องงาม พร้อมทั้งรูปทรง มารยาท ยิ้มแย้มแจ่มใส และพูดจาไพเราะ ความเชื่อ เรื่องเวรกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา เป็นต้น คุณค่าด้านสังคม
๑ ใช้เสียงประกอบในคำ ประพันธ์ทำ ให้เกิดความงามและจินตภาพ(สัทพจน์) เช่น “เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา” ๒ การใช้สำ นวนโวหาร(อุปมาอุปไมย) เป็นการยกเอาสิ่งที่จะกล่าวมาตั้งแล้วเขียนปรียบเทียบกับสิ่งอื่นท้าให้เกิดจินตนาการ ทำ ให้เข้าใจได้ดี บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงใช้สำ นวนโวหารอุปมาอุปไมย เปรียบเทียบได้อย่างไพเราะ แยบคาย ลึกซึง เป็นที่ติดใจของผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่าง “สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม” จากบทประพันธ์เป็นการเปรียบเทียบเรือสุพรรณหงส์ซึ่งล่องลอยอยู่เหนือน่านน้ำ อย่างงาม สง่ากับหงส์ซึ่งเป็นพาหนะของพระพรหม เรือม้าหน้ามุ่งน้ำ แล่นเฉื่อยฉ่ำ ลำ ระหง เพียงม้าอาชาทรง องค์พระพายผายผันผยอง บทนี้จะเปรียบเรือม้ากับม้าทรงของพระพาย ทำ ให้เห็นภาพม้าที่ควบเคลื่อนไหวประดุจ ลมพัด เฉื่อยฉ่้าแต่เคลื่อนอย่างสง่างาม “ผายผันผยอง” พรรณนาให้เห็นธรรมชาติของม้า ซึ่งจะมองได้อย่างชัดเจน ดังเช่นค้าว่า “หน้ามุ่งน้า” ด้านวรรณศิลป์