ผลการจัดการเรียนรู้โดยการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ที่มีผลต่อทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 Results of learning management by cooperative learning that affects Chinese phonetic reading skills (Pinyin) of Mathayom 1 students รุ่งนภา โคตรแสง Rungnapha Chotsaeng สาขาวิชาการสอนภาษาจีน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี Major of Chinese Faculty of Education Udon Thani Rajabhat University บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษร ภาษาจีน (พินอิน) ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษร (พินอิน) ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ระหว่างก่อนเรียนกับหลัง เรียนและร้อยละความก้าวหน้ากลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา จังหวัดอุดรธานีได้จากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร 1 และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) วิชาภาษาจีนเพื่อการ สื่อสาร 1 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที แบบไม่อิสระ และร้อยละความก้าวหน้า ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) เฉลี่ยก่อน เรียนเท่ากับ 7.72 คิดเป็นร้อยละ 38.59 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 12.56 คิดเป็น ร้อยละ 62.81 ตามลำดับ *ผู้ประสานงาน: รุ่งนภา โคตรแสง อีเมล์: [email protected]
2 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) เฉลี่ยก่อน เรียนเท่ากับ 7.72 คิดเป็นร้อยละ 38.59 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 12.56 คิดเป็น ร้อยละ 62.81 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนน สอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) เฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 7.72 คิดเป็นร้อยละ 38.59 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 12.56 คิดเป็นร้อยละ 62.81 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนน ความก้าวหน้าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเพิ่มขึ้น 4.84 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 24.2 คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้การเรียนแบบร่วมมือ ทักษะการอ่าน สัทอักษรจีน (พินอิน) Abstract The objectives of this research are 1) to study the results of Chinese phonetic reading skills (Pinyin) learned with cooperative learning for Mathayomsuksa 1/1 students in the second semester. 1 academic year 2023, Thesaban School 5 Siharakwittaya 2) To compare the results of phonetic reading skills (Pinyin) learned with Cooperative Learning for Mathayomsuksa 1/1 students, Semester 1, Academic Year 2023, Thesaban 5 Siharakwittaya School. Between before studying and after studying and percentage of progress The target group is Mathayomsuksa 1/1 students at Thesaban 5 Siharakwittaya School. Udon Thani Province From the purposive selection of 32 people, the tools used in the research were: Lesson plan for Chinese for Communication 1 and achievement test for Chinese phonetic reading skills (Pinyin) for Chinese for Communication 1 Data analysis used mean, percentage, standard deviation. Independent t-test and percentage progress Research result. 1. Mathayomsuksa 1/1 students, semester 1, academic year 2023, Thesaban 5 Siharakwittaya School. That were managed by cooperative learning (Cooperative Learning) had an average achievement in Chinese phonetic reading skills (Pinyin) before learning equal to 7.72, accounting for 38.59 percent, and an average score after learning equal to 12.56, accounting for 62.81 percent, respectively 2. Mathayomsuksa 1/1 students, semester 1, academic year 2023, Thesaban 5 Siharakwittaya School. That were managed by cooperative learning (Cooperative Learning) had an average achievement in Chinese phonetic reading skills (Pinyin)
3 before learning equal to 7.72, accounting for 38.59 percent, and an average score after learning equal to 12.56, accounting for 62.81 percent, respectively. When comparing scores before and after studying, it was found that students' test scores after studying were higher than before studying. 3. Students' average achievement in Chinese phonetic reading skills (Pinyin) before study was 7.72, calculated as 38.59 percent, and the average score after study was 12.56, calculated as 62.81 percent, respectively, when comparing the scores before and after. It was found that the average progress score after studying was higher than before studying, increasing by 4.84 points, or 24.22 percent. Keywords: Learning management, Cooperative learning, Reading skills, Chinese phonetics (Pinyin) บทนำ ปัจจุบันประเทศจีนกำลังก้าวขึ้นมามีอิทธิพลระดับโลกมากขึ้น ส่งผลให้ภาษาจีน กลายเป็นภาษาที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และส่วนหนึ่งเนื่องจากจีนเป็นประเทศขนาด ใหญ่มีกำลังการผลิตสูง เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจกับจีนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ใช่แค่เรื่องของ การผลิตเพียงอย่างเดียวแต่นั่นยังแสดงออกถึงระบบเศรษฐกิจที่มีโอกาสโตมากขึ้น ความ เจริญก้าวหน้าของบริษัทที่มากขึ้น ดังนั้นภาษาจีนจึงกลายเป็นภาษาสำคัญที่หากมีโอกาสก็ จำเป็นต้องเริ่มต้นศึกษาให้ได้มากที่สุด การเรียนภาษาจีนไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะปัจจุบัน ภาษาจีนได้กระจายไปทั่วโลก การได้ทำความเข้าใจ ได้เรียนรู้กับภาษาจีนอย่างถูกต้องจะช่วย ให้เราสามารถสร้างอนาคตที่ดีได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเราสามารถใช้ในการดำรงชีวิตได้ เป็น ความสามารถเฉพาะตัวที่ใครก็แย่งเอาไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่จะติดตัวเราและช่วยให้เราก้าวหน้าใน ชีวิตไปตลอด ภาษาจีนมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของการติดต่อสื่อสารและการทำธุรกิจ ด้วยปัจจัยเรื่องขนาดของประเทศและจำนวนประชากร ทำให้ภาษาจีนเป็นภาษาที่มีคนใช้ มากที่สุดในโลกและถือเป็นหนึ่งในห้าภาษาหลักขององค์การสหประชาชาติ ประกอบกับ นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศในยุคผู้นำใหม่ เช่น การเข้าเป็นสมาชิกองค์การ การค้าโลก (WTO) และการลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับไทยเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แสดง ให้เห็นว่าจีนเป็นประเทศที่มีโอกาสทางธุรกิจสูง เป็นตลาดการค้าที่ใหญ่อันดับต้นๆ และมี แนวโน้มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลก็เพิ่งกำหนดให้ จีนเป็นภาษาต่างประเทศภาษาที่สองสำหรับคนไทย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการรู้ภาษาจีนย่อมมี ประโยชน์อย่างยิ่ง คนที่สามารถใช้ภาษาจีนในการติดต่อสื่อสารได้คล่องแคล่วก็เท่ากับมี เครื่องมือชิ้นสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ (สุภิญญา เรือนแก้ว, 2552)
4 สัทอักษร (พินอิน) ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ภาษาจีน โดยเฉพาะ ชาวต่างชาติที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาจีน จำเป็นต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสัทอักษร (พิน อิน) เพื่อที่จะสามารถนำเป็นพัฒนาต่อยอดในด้านทักษะต่างๆ เช่น ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน อีกทั้งพินอินนั้นมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่เรียนรู้ภาษาจีนสามารถออกเสียง ตัวอักษรจีนได้โดยง่าย เนื่องจากตัวอักษรจีนนั้นเป็นอักษรรูปภาพ ต้องอาศัยเพียงการ ท่องจำเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้ที่เริ่มเรียนยากที่จะออกเสียงตัวอักษรจีนให้ถูกต้องและ ชัดเจน เพราะไม่สามารถหาวิธีอ่านของคำศัพท์นั้นๆ จากพยัญชนะ หรือสระได้เหมือน อย่างภาษาไทยหรืออังกฤษ การที่ผู้สื่อสารจะสื่อสารภาษาได้เข้าใจนั้น คลังคำศัพท์ของผู้ สื่อสารจำเป็นอย่างยิ่งในการสื่อสารและการถ่ายทอด และผู้สื่อสารจะต้องเริ่มตั้งแต่ทักษะการ ฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เพื่อที่จะเรียนรู้และนำความรู้มาปรับใช้หรือต่อยอดใน ด้านอื่นๆ โดยจากที่ผู้วิจัยได้จัดการเรียนการสอนที่ผ่านมาพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถ อ่าน สัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) ได้ และบางส่วนไม่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อน ส่งผลให้เกิด ปัญหาต่อด้านการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาภาษาจีนเป็นอย่างมาก เรวดี ศรีสุข (2562) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) คือ การจัดการเรียนรู้โดยจัดผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อยที่มีความสามารถแตกต่างกัน และใช้กระบวนการทำงานเป็นทีม เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากความรู้ที่ได้รับมอบหมาย ตามหัวข้อที่กำหนดให้พร้อมนำความรู้มาสรุปสาระการเรียนรู้และนำไปสู่เป้าหมายที่กำหนด ไว้ร่วมกัน โดยมีผู้สอนเป็นผู้ให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือ จัดหาและชี้แนะแหล่งค้นคว้า ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งมีรูปแบบการจัดการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบให้ผู้สอนเลือกใช้ตามความ เหมาะสมของเนื้อหา ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงเห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีผลต่อทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา เพราะการทำงาน เป็นกลุ่มจะช่วยเป็นแรงกระตุ้นทำให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียนรู้มีความกล้าแสดงออกมาก ยิ่งขึ้น เนื่องจากการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) สามารถทำให้ผู้เรียนได้ฝึก การทำงานแบบเป็นกลุ่มซึ่งส่งผลให้การเรียนรู้ภาษาจีนมีการพัฒนาและมีประสิทธิภาพเพิ่ม มากขึ้น วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา
5 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษร (พินอิน) ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ระหว่างก่อนเรียนกับหลัง เรียน และร้อยละความก้าวหน้า สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่าน สัทอักษร ภาษาจีน (พินอิน) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่าน สัทอักษร ภาษาจีน (พินอิน) คะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน กรอบแนวคิดการวิจัย จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยตัวแปรต้น คือ กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) และศึกษาตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) เรื่อง 中文学校 โรงเรียนสอน ภาษาจีน สามารถแสดงดังภาพที่ 1 ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา สำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 32 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้ แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษร ภาษาจีน (พินอิน) เรื่อง 中文学校 โรงเรียนสอนภาษาจีน
6 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร 1 ที่ใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) 1.2 แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่าน สัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา การ ดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลในแต่ละขั้นมี ดังนี้ 1. เตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการสอน แนะนำวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ให้นักเรียนมีความรู้การสร้างข้อตกลง เบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการเรียนและบทบาทวิธีการปฏิบัติตนในการเรียนวิชา ภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร 1 ใช้เวลา 20 นาที ในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 2. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะ การอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) วิชาภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร 1 ใช้เวลา 30 นาที ใน สัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 3. ดำเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาจีนเพื่อการ สื่อสาร 1 โดยใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) กับ นักเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 12 แผน ใช้เวลา 12 ชั่วโมง 4. ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) วิชาภาษาจีนเพื่อการ สื่อสาร 1 ฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนการทดลองโดยใช้เวลา 30 นาที 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร 1 โดยใช้ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ของนักเรียน
7 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติตามขั้นตอน ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) ที่เรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังเรียน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะ การอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ด้วยการทดสอบทีแบบไม่ อิสระ (Dependent Sample t-test) 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังเรียน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะ การอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ด้วยการหาค่าร้อยละ ความก้าวหน้า สรุปผลการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) เฉลี่ยก่อน เรียนเท่ากับ 7.72 คิดเป็นร้อยละ 38.59 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 12.56 คิดเป็น ร้อยละ 62.81 ตามลำดับ 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) เฉลี่ยก่อน เรียนเท่ากับ 7.72 คิดเป็นร้อยละ 38.59 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 12.56 คิดเป็น
8 ร้อยละ 62.81 ตามลำดับ เมื่อนำมาเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) เฉลี่ยก่อน เรียนเท่ากับ 7.72 คิดเป็นร้อยละ 38.59 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 12.56 คิดเป็น ร้อยละ 62.81 ตามลำดับ เมื่อนำมาเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเพิ่มขึ้น 4.84 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 24.22 อภิปรายผล ผลการจัดการเรียนรู้โดยการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ที่มีผลต่อ ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา มีประเด็นน่าสนใจที่จะนำมาอภิปราย ผล ดังนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) พบว่า ข้อมูลผลการเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนมี คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.72 คิดเป็นร้อยละ 38.59 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 12.56 คิดเป็นร้อยละ 62.81 เมื่อนำมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษร ภาษาจีน (พินอิน) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไป ตามสมมติฐานข้อที่ 1 ที่ว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ แสงนภา ใจเย็น, ยุพิน อินทะยะ และศศิธร อินตุ่น (2562) ได้ศึกษาการพัฒนาความเข้าใจในการอ่านและความสามารถในการตั้งคำถาม แบบคิว เอ อาร์ โดยใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
9 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือสำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ย (̅) ความเหมาะสม โดยรวม 4.24 อยู่ในระดับเหมาะสมมาก 2. ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ความเข้าใจในการอ่าน และความสามารถในการตั้งคำถามแบบคิว เอ อาร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียน โดยใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือ พบว่า มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 75.19 อยู่ในระดับดี ผ่านเกณฑ์ที่ กำหนด ร้อยละ 65 และความสามารถในการตั้งคำถามแบบ คิว เอ อาร์ ของนักเรียน มี ค่าเฉลี่ยร้อยละ 77.07 อยู่ในระดับดี ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 65 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) พบว่า ข้อมูลผลการเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษรภาษาจีน (พินอิน) จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนมี คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.72 คิดเป็นร้อยละ 38.59 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 12.56 คิดเป็นร้อยละ 62.81 เมื่อนำมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัทอักษร ภาษาจีน (พินอิน) คะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเพิ่มขึ้น 4.84 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 24.22 เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 ที่ว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านสัท อักษรภาษาจีน (พินอิน) คะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งสอดคล้อง กับงานวิจัยของ สุจิตรา แก้วหนองแสง และ สิรินาถ จงกลกลาง (2559) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้การบวก การลบ การคูณทศนิยม และพฤติกรรมการทำงาน กลุ่ม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย 9.67 คิดเป็นร้อย ละ 32.22 และคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3) พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม หลังเรียนมีความก้าวหน้าเฉลี่ย 2.75 คิดเป็นร้อยละ 22.92 และมีค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
10 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ 1.1 ก่อนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ (Cooperative Learning) ครูผู้สอนควรเตรียมเนื้อหาหรือสื่อการสอนที่ครอบคลุม เนื้อหา และเข้าใจง่าย 1.2 ครูผู้สอนควรให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยครูคอยชี้แนะหรือ อธิบายเพิ่มเติม 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบอื่นๆร่วมด้วย นอกเหนือจากการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ Cooperative Learning เช่น สื่อมัลติมิเดีย ภาพยนตร์ภาษาจีน นิทาน ภาษาจีน เพลงภาษาจีน เป็นต้น 2.2 ควรออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียน เป็นศูนย์กลางและมีความทันสมัย เอกสารอ้างอิง กรองทอง ไคริรี. (2553). เทคนิควิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning Methods) . ค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2566, จาก https://elchm.ssru.ac.th/krongthong_kh/pluginfile.php/35. กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศ ไทยจำกัด. กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
11 กิตติญา ตุ้ยคำ. (2562). การใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือโดยใช้กรณีศึกษาในการ พัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาจีนในรายวิชาสัทศาสตร์จีน The Use of Cooperative Teaching Methods in a Case Study to Develop Chinese Pronunciation in Chinese Phonetics Course. วารสาร มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ปริทัศน์, 7 (1), 53-68. ฉวีวรรณ คูหาภินันท์. 2542. การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน (Reading and Reading Promotion). กรุงเทพมหานคร :ศิลปาบรรณาคาร. ณัฐพร เครือทองศรี. (2563). การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค CIRC ในรายวิชาภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนมัธยมในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดนครราชสีมา. สิกขาวารสารศึกษาศาสตร์, 7 (1), 45-53. ธนิตย์ สุวรรณเจริญ. (2563ก). การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learninng) . ค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2566, จาก https://www.gotoknow.org/posts/209790. ธนิตย์ สุวรรณเจริญ. (2563ข). การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learninng) . ค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2566, จาก https://www.gotoknow.org/posts/209790. เรวดี ศรีสุข. (2562ก). การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Co-operative learning) ในการออกแบบจัดการเรียนการสอน. วารสารวิทยาลัยพยายบาลบรม ราชชนนี สุพรรณบุรี, 2 (1), 15. เรวดี ศรีสุข. (2562ข). การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) ในการออกแบบจัดการเรียนการสอน. วารสารวิทยาลัยพยายบาลบรม ราชชนนี สุพรรณบุรี, 2 (1), 6. สุจิตรา แก้วหนองแสง และสิรินาถ จงกลกลาง. (2559). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหน่วยการ เรียนรู้การบวก การลบ การคูณ ทศนิยม และพฤติกรรมการ ทำงานกลุ่มของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 จากการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD. วารสารราชพฤกษ์, 14 (2), 83-90.
12 สุภาพร ช้างพลาย, นพวรรณ ฉินรอยลาภ และจตุวิทย์ แก้วสุวรรณ์. (2566). การพัฒนา รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการ 5 ขั้นตอนร่วมกับการเรียนแบบ ร่วมมือร่วมใจ เพื่อพัฒนาทักษะการ อ่าน เขียน และคิดวิเคราะห์ วิชา ภาษาจีน. Journal of Educational Review Faculty of Education in MCU, 10 (2), 333-345. สุภิญญา เรือนแก้ว. (2552). ความสำคัญของภาษาจีนในปัจจุบัน. ค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2566, จาก https://ning-50010110079.blogspot.com/2009/09/blogpost.html. แสงนภา ใจเย็น, ยุพิน อินทะยะและศศิธร อินตุ่น. (2562). การพัฒนาความเข้าใจในการ อ่าน และความสามารถในการตั้งคำถามแบบคิวเออาร์ โดยใช้กลวิธีการอ่านแบบ ร่วมมือ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสาร บัณฑิต วิจัย, 10 (2), 55-72. อนุพงษ์ คินันติ, ณิชกานต์ เสนามาตย์, ชนากานต์ ขำดำรงเกียรติ และ Guo Wentian. (2566). การพัฒนาทักษะการอ่านสัทอักษรจีน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วารสารครุศาสตร์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 20(1), 99- 107. อรทัย ธรรมนาม สุทธาภา โชติประดิษฐ์ และปริญญา ทองสอน. (2562). การพัฒนา ความสามารถในการอ่านสะกดคำยากในภาษาจีนกลางของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบ ฝึกทักษะการอ่านสะกดคำตามระบบสัทอักษรจีน (พินอิน). วารสารวิชาการ สถาบันการพลศึกษา, 11 (2), 321-331. อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550). หลักการสอน (ฉบับปรับปรุง). พิมพค์รั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: โอ เดียนสโตร์. Gao, J. (2022). Cooperative Language Learning in Teaching Proficiency through Reading and Storytelling. Chinese Language Teaching Methodology and Technology, 5 (2), 1. Wang, W. (2017). Improving Students' Oral Skills Through A Cooperative Learning Approach to Teaching Chinese College English.
13 Slideshare. (2013). ทักษะการอ่าน. ค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2566, จาก https://www.slideshare.net/0872191189/ss-17245347. Qiongping, C., & Harncharnchai, A. (2018, December). A Hanyu Pinyin learning model for elementary school students. In 2018 3rd Technology Innovation Management and Engineering Science International Conference (TIMES-iCON) (pp. 1-5). IEEE. 高阳. (2012). 小学生阅读能力影响因素的研究. 当代教育 科学, (10),44-47. 阳丽娜. (2015). 初中生语文阅读能力的培养策略. 中国校 外教育:下旬, (4), 123-123.