เรื่อ รื่ ง ผ้า ผ้ ทอกะเหรี่ย รี่ ง เสนอ ผู้ช่ ผู้ ว ช่ ยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอี่ย อี่ ม จัดทำ โดย นางสาวอารยา สำ ราญเพิ่มพิ่พูน รหัส หั นักศึกษา 6410540131059 รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชวิาเทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อพื่การศึกษาค้นคว้า ว้ รหัส หั GE4005 ภาคเรียรีนที่1/2566 สาขาวิชวิาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทวิยาลัยมหามกุฏราชวิทวิยาลัย วิทวิยาเขตล้านนา รางาน การศึกษาค้นคว้า ว้
รายงาน เรื่อง ผ้าทอกะเหรี่ยง เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอี่ยม จัดท าโดย นางสาวอารยา ส าราญเพิ่มพูน นักศึกษาชั้นปีที่ ๓/๒ รหัสนักศึกษา ๖๔๑๐๕๔๐๑๓๑๐๕๙ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า รหัส GE๔๐๐๕ หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ภาคการศึกษาที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖
ก ค าน า รายงานเรื่อง ผ้าทอกะเหรี่ยงฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า รหัส GE๔๐๐๕ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวการทอผ้าและการย้อมสีผ้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า เสื้อ ผ้าถุง เพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในครอบครัวชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนควรรู้ไว้เพื่อน ามาใช้ในชีวิตประจ าวัน และยังสามารถสืบทอดความรู้ให้กับลูกหลานได้อีก ซึ่งรายงานฉบับนี้มีเนื้อหาทั้งหมด ดังต่อไปนี้ ประวัติความเป็นมาของผ้าทอกะเหรี่ยง วัตถุดิบที่ใช้ใน การทอผ้า ขั้นตอนการทอผ้ากะเหรี่ยง ประกอบด้วย ( กระเป๋า, เสื้อ, ผ้าถุง, ผ้าปูโต๊ะ ผ้าโพกหัว )การย้อมสี ธรรมชาติ การย้อมผ้า การย้อมสีไหม ผู้จัดท าขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอี่ยม อาจารย์ประจ ารายวิชาที่ได้ให้ค าแนะน า การท ารายงานจนท าให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ทั้งในด้านแผนปฏิบัติศึกษาการท ารายงาน การเรียบเรียงเนื้อหา และขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่สนับสนุน ช่วยเหลือ และให้ก าลังใจ จนผลงานประสบผลส าเร็จในครั้ง หากคุณประโยชน์ใดที่พึงมีจากรายงานเล่มนี้ผู้เขียนขอน้อมบูชาแด่อาจารย์ทั้งหลายที่ถ่ายทอดวิทยาความรู้ สร้างสรรค์ต าราวิชาการอันมีส่วนช่วยให้ผู้เขียนเรียบเรียงรายงานเล่มนี้ส าเร็จด้วยดี ผู้จัดท าหวังว่าในรายงานฉบับนี้ ที่ได้เรียบเรียงมาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเป็นอย่างดี หากผิดพลาดประการใด ผู้เขียนกราบขอผู้รู้ช่วยแนะน า ต่อไป อารยา ส าราญเพิ่มพูน สิงหาคม ๒๕๖๖
ข สารบัญ หน้า ค าน า ก สารบัญ ข สารบัญรูปภาพ ค ประวัติความเป็นมา ๑ เอกลักษณ์และศิลปะลวดลายบนผืนผ้า ผ้าทอชนเผากะเหรี่ยง ๒ วัตถุดิบที่ใช้ในการทอผ้า ๓ ขั้นตอนการผลิต ๔ การย้อมสีธรรมชาติ ๑2 การย้อมสีผ้า ๑3 การย้อมสีไหม 15 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ๑6 บรรณานุกรม ๑8
ค สารบัญรูปภาพ หน้า รูปภาพที่ ๑ ฝ้าย/ไหม ๓ รูปภาพที่ ๒ ไม่แยกด้าย/ไม้กระทบ ๔ รูปภาพที่ ๓ อุปกรณ์ปั่นด้าย ๖ รูปภาพที่ ๔ วิธีทอผ้า ๖ รูปภาพที่ ๕ กระเป๋า ๖ รูปภาพที่ ๖ เช โม่ ซู เสื้อปักมือ หญิงที่แต่งงานแล้ว ๗ รูปภาพที่ ๗ เช โม่ ซู ปักด้วยลูกเดือย หญิงที่แต่งงานแล้ว ๗ รูปภาพที่ ๘ เช วา ส าหรับหญิงที่ยังไม่แต่งงาน ๘ รูปภาพที่ ๙ เสื้อส าหรับผู้ชาย ๘ รูปภาพที่ ๑๐ ผ้าซิ่นส าหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ๑๐ รูปภาพที่ ๑๑ ผ้าปูโต๊ะ ๑๑ รูปภาพที่ ๑๒ ผ้าโพกหัว ๑๒ รูปภาพที่ ๑๓ ฝ้ายที่ย้อมแล้ว ๑๓ รูปภาพที่ ๑๔ ฝ้ายที่ยังไม่ได้ย้อม ๑๔ รูปภาพที่ ๑๕ วัตถุดิบจากธรรมชาติ ๑๔ รูปภาพที่ ๑๖ ฝ้ายมัดย้อม ๑๔ รูปภาพที่ ๑๗ ฝ้ายที่ย้อมแล้วผึ่งให้แห้ง ๑๔ รูปภาพที่ ๑๘ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ๑๖
๑ ประวัติความเป็นมา การทอผ้าเป็นเครื่องนุ่งห่มมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของมนุษย์นอกจากนี้ การทอผ้าถือเป็นหัตถกรรมและศิลปะ โดยแต่ละกลุ่มชนในประเทศไทยล้วนมีรูปแบบลวดลายบนผืนผ้าที่แตกต่าง กัน และลวดลายบนผืนผ้าจะบ่งบอกเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านระยะเวลามายาวนาน บ่งบอกถึง อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ความเชื่อ ฯลฯ ซึ่งแต่ละกลุ่มชนจะมีการทอผ้าเพื่อใช้สอยภายในครัวเรือน และถ่ายท อด ให้แก่สมาชิก ที่เป็นเพศหญิงเพราะการทอผ้าเป็นงานศิลปะที่ต้องใช้ทั้งความขยัน ความอดทน ความพยายาม และ ความประณีตละเอียดอ่อน โดยแม่หรือยายจะเป็นผู้ท าหน้าที่อบรมและถ่ายทอดวิชาการกรรมวิธี และ ประสบการณ์ในการทอผ้าให้แก่บุตรสาวหรือหลานสาว จนสั่งสมเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ รุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งอันเป็น มรดกทางวัฒนธรรม ผ้าทอที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศไทย จึงถือได้ว่ามี กรรมวิธีและขั้นตอนที่ประณีต มีความซับซ้อนหรือไม่ซับซ้อน ลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าทอยังเกิดจากภูมิปัญญา ของผู้ทอสภาพแวดล้อมธรรมชาติ สังเกตุได้จากลวดลายบนผ้าทอของไทยและชาติพันธุ์ต่าง ๆ จะเป็นลวดลาย ที่เริ่มจากสิ่งที่พบเห็นในธรรมชาติ และมักเป็นลวดลายที่จดจ าโดยได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษที่เป็น เอกลักษณ์เฉพาะของชาติพันธุ์นั้น ๆ ประเทศไทย เป็นประเทศที่นับว่ามีความอุดมสมบูรณ์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่มีความส าคัญ ต่อชนทุกกลุ่มประกอบกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์และชนเผ่า ที่อาศัยอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ประกอบไปด้วย ๗๐ ชาติพันธุ์ ในนั้นมีชนเผ่าพื้นเมืองกว่า ๓๘ กลุ่มโดยเฉพาะภูมิภาคตอนบนนั้นมีลักษณะที่ โดดเด่นที่สุดที่มีชาติพันธุ์และชนเผ่าต่าง ๆ ที่มีวิถีชีวิตเป็นเอกลักษณ์และอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ ตามบนดอย และพื้นที่ราบสูงตามแนวชายแดนของประเทศ กลุ่มชนเผ่าเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “ชาวเขาหรือ ชาว กะเหรี่ยง” แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ได้แก่ “กะเหรี่ยงสะกอ” หรือ “กะเหรี่ยงปกากะญอ” และ “กะเหรี่ยงโปว (โผล่ง) ”นอกจากนี้ยังมีอีก ๒ กลุ่มเล็ก คือ “กะเหรี่ยงคะยา”หรือ “บะเว” “กะเหรี่ยงตองสูหรือพะโอ” ซึ่งแต่ละ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงจะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ภาษา ศาสนา การแต่งกาย และวิถีชีวิตกลุ่มคนเหล่านี้มี วัฒนธรรมความเชื่อแบบ “วิญญาณนิยม” (Animism) เชื่อเรื่องผีสางเทวดา บูชา ดินน้ า ลม ไฟ ภูเขา ต้นไม้ใหญ่ มีความผูกพันกับธรรมชาติ นอกจากนั้นยังเคารพในบรรพบุรุษและบุพการีผู้ล่วงลับ ได้แก่ ผีพ่อ ผีแม่ ผสมผสานกับ พระพุทธศาสนา ซึ่งจะเห็นได้จากพิธีกรรมประเพณีตามฤดูกาล ๑๒ เดือนของกะเหรี่ยงที่ถือเป็นเครื่องมือ ที่เชื่อมโยงระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มให้มีวิธีการปฏิบัติ และวิถีชีวิตในทิศทางเดียวกัน นอกจากนั้นชาวกะเหรี่ยงยัง มีความเชื่อเกี่ยวกับผ้าผืนแรก มารดาจะเป็นคนทอให้ลูกชายหรือลูกสาวเมื่อมีอายุครบรอบหนึ่งปี โดยการทอผ้านั้น ให้เสร็จภายในระยะเวลาหนึ่งวัน ถือได้ว่าเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ล าพูน เป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในภาคเหนือ นับเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ เคยเป็น ที่ตั้งของนครหริภุญชัย เป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าและงานศิลปะหัตถกรรม ทอผ้าพื้นบ้านที่มีความงดงามประณีตด้วยฝีมือไม่แพ้ที่อื่น ๆ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน เช่น “การทอผ้าไหมยกดอก” ซึ่งลักษณะผ้าทอจะนิยมทอเป็นผ้าซิ่น โดยทั่วไปจะประกอบด้วยผ้า ๓ ส่วน คือ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น แต่ละชิ้นเป็นผ้าผืนสี่เหลี่ยมน ามาเย็บติดกันในลักษณะใดก็ได้ เนื่องจากกี่ทอผ้าใน สมัยก่อนไม่สามารถวางด้ายขวางได้กว้างเท่านี้แต่ในโอกาสพิเศษ เช่น งานบุญประเพณี สตรีชาวเหนือจะนิยม
๒ นุ่งซิ่นที่ทอส่วนตีนซิ่นให้งดงามเป็นพิเศษ ตามที่ปรากฎในต านานพงศาวดารเมืองหริภุญไชย กล่าวถึงการใช้ผ้าทอ ในโอกาส ที่ต่างกัน เช่นการถวายจีวรห่มแก่พระในการท าบุญทางศาสนา การให้ผ้าเป็นทานแก่คนยากจน เป็นต้น เอกลักษณ์และศิลปะลวดลายบนผืนผ้า ผ้าทอชนเผากะเหรี่ยง กะเหรี่ยง เป็นกลุ่มชนเผ่ากลุ่มหนึ่งที่เรารู้จักกันอย่างคุ้นชินแบบชื่อที่เรียกกันในภาคกลางของไทย กะเหรี่ยงเป็นชนเผ่าที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว นับว่าเป็นกลุ่มชนเผ่าที่มี ประชากรมากที่สุดในประเทศไทย มีถิ่นที่อยู่อาศัยกระจายอยู่หลายพื้นที่ทั้งพื้นที่ภูเขาสูง และพื้นที่ราบกะเหรี่ยง ที่พบในประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม กะเหรี่ยงสะกอ (หรือที่เรียกกันว่าปกากะญอ) กะเหรี่ยงโปว กะเหรี่ยง ปะโอ และกะเหรี่ยงบะเว และที่เรามักจะพบเห็นลักษณะการแต่งกายแบบชนเผ่า และเอกลักษณ์ ผืนผ้าทอที่สะท้อนถึงทักษะความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะการสร้างลวดลายบนผืนผ้าที่งดงามนั้นส่วนมากจะพบเห็น อยู่ใน 2 กลุ่มใหญ่ นั่นคือ กลุ่มกะเหรี่ยงโปวและกลุ่มกะเหรี่ยงสะกอ หรือ ปกากะญอ ผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นชนเผ่าผู้มีฝีมือในการทอผ้า ที่เก่งที่สุดเผ่าหนึ่ง ด้วยจะได้รับ การถ่ายทอดความรู้ทักษะฝีมือการทอผ้ามาจากผู้เป็นแม่ตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงในวัยประมาณ 10 ปีผู้หญิง ชาวกะเหรี่ยงมักจะทอเสื้อผ้าไว้ใช้สวมใส่ในชีวิตประจ าวันทั้งของตนเองและสมาชิกในครอบครัว หรือทอเก็บไว้ใช้ ในงานพิธีส าคัญ ๆ เช่น งานแต่งงาน งานประเพณีส าคัญต่าง ๆ ผ้าทอกะเหรี่ยง มีลักษณะเป็นผ้าทอหน้าแคบ ที่ใช้เครื่องมือทอแบบห้างหลัง หรือที่เรียกกันว่ากี่เอวผ้า ที่ทอจะถูกก าหนดตามความต้องการใช้งานตั้งแต่เริ่มต้นทอ เช่น ผ้าทอส าหรับเสื้อ ผ้าทอส าหรับผ้าซิ่น ผ้าทอ ส าหรับผ้าโพกศรีษะ หรือผ้าทอส าหรับท าเป็นย่าม เป็นต้น ศิลปะลวดลายบนผืนผ้าของชนเผ่ากะเหรี่ยง มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่แสดงถึงตัวตนของชนเผ่ากะเหรี่ยง ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ลวดลายต่าง ๆ มักเกิดจากการสังเกต การใช้จินตนาการน าเอาลักษณะเด่นจากสิ่งที่ พบเห็นในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งพืชพรรณ ดอกไม้ต้นไม้สัตว์น้อยใหญ่ข้าวของเครื่องใช้ใน ชีวิตประจ าวัน ตลอดไปจนถึงประเพณีและคตินิยมของชนเผ่ามาประยุกต์ถ่ายทอดลงสู่ลวดลายบนผืนผ้าได้อย่าง งดงาม ด้วยเทคนิคการสร้างสรรค์ลวดลายที่หลากหลาย ทั้งการจก การทอยกดอก การมัดหมี่การปักด้วยด้ายหรือ ไหมพรมหลากสีการปักประดับตกแต่งด้วยเมล็ดลูกเดือย เป็นต้น เอกลักษณ์ลวดลายที่มีลักษณะเป็นลวดลายดั้งเดิมที่ปรากฎบนผืนผ้าทอกะเหรี่ยงที่สืบทอดต่อกันมาจาก บรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน เป็นลวดลายที่พบได้ในกะเหรี่ยงโปวและปกากะญอแทบทุกพื้นที่ เช่น ลักษณะลายเป็น สี่เหลี่ยมขนมเปี่ยกปูนรูปแบบต่าง ๆ ลายดอกไม้ลายเส้นตรง ลายกากบาท เป็นต้น ชื่อของลวดลายผ้าทอกะเหรี่ยง นั้นอาจไม่มีชื่อหรือความหมายที่เป็นภาษาไทยที่จะเข้าใจได้โดยง่าย เนื่องจากเป็นชื่อเรียกลวดลายโบราณดั้งเดิม ของชนเผ่าที่ถูกเรียกขานและถ่ายทอดต่อ ๆ กันมานับตั้งแต่บรรพบุรุษด้วยภาษาของชนเผ่ากะเหรี่ยงในแต่ ละท้องถิ่นนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะลวดลายที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะของผ้าทอชนเผ่ากะเหรี่ยง นี้ หากเราเห็นผืนผ้าที่มีเอกลักษณ์ในลักษณะเช่นนี้เราก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่า นี่คือผ้าทอแห่งชนเผ่ากะเหรี่ยง
๓ วัตถุดิบที่ใช้ในการทอผ้า ไหม/ฝ้าย วัตถุดิบ ที่นิยมน ามาใช้ทอผ้าได้แก่ ไหม ฝ้าย และขนสัตว์นั้น นักวิชาการเชื่อกันว่ามีก าเนิดจากดินแดนอื่น นอกประเทศไทย ไหมนั้นเชื่อว่ามีต้นก าเนิดมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วน าไปเผยแพร่ในญี่ปุ่น อินเดีย รวมทั้งดินแดนต่าง ๆ ในเอเชีย และยุโรป ส่วนฝ้ายเชื่อกันว่าอาจมาจากอาหรับและเผยแพร่เข้ามาใช้กัน อย่างกว้างขวาง ในอินเดียก่อน จึงเข้ามาในแถบประเทศไทย และประเทศใกล้เคียงภายหลัง จนกลายเป็น พืช พื้นเมืองในแถบนี้ไป ส าหรับขนสัตว์เป็นวัสดุที่เหมาะกับอากาศหนาว เชื่อกันว่าน ามาใช้ท าผ้าในยุโรปตอนเหนือ ก่อน แล้วจึงแพร่หลายไปสู่ดินแดนอื่น ๆ การทอผ้ากะเหรี่ยงเป็นศิลปะอันทรงคุณค่า และน่าภูมิใจเป็นผ้าทอมือ อาศัยเครื่องมือธรรมชาติในการทอผู้ทอต้องอาศัยความพยายาม และฝีมือในการทอเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องอาศัย ศิลปะในการทอสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ แล้วน ามาสวมใส่ในงานประเพณีที่ส าคัญของตนเอง อุปกรณ์/วัสดุที่ใช้ท า 1. แผ่นคาดหลัง (อย่ากุงไผ่ย) แต่เดิมนั้นท ามาจากหนังสัตว์ 2. ไม้พันผ้า (เค่อไถ่ย) คือ ไม้รั้งผ้าส าหรับรั้งและพันผ้าที่ทอแล้ว 3. ไม้กระทบ (เน่ยบะ) คือ ไม้กระทบผ้า ท าจากไม้มะเกลือ ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร 4. ไม้แยกด้าย (กงคู๊) ไม้แยกด้าย ท าจากไม้ไผ่ยาวประมาณ 60 เซนติเมตร 5. ไม้ไบ่หรือว้าบัง เพื่อแบ่งเส้นด้ายยืน 6. ทะคู่เถิง คือ ไม้ไผ่เจาะรูทั้ง 2 ข้างส าหรับยึดเครื่องทอ 7. เส่ยถึง คือ ไม้ใส่ด้าย ท าจากไม้กลมหนาประมาณ 1 นิ้ว 8. ลุงทุ้ย คือ ไม้ม้วนด้ายพุ่งใช้ส าหรับสอดด้ายพุ่ง 9. คองญ่ายฆ่อง คือ ไม้ส าหรับยันเท้าส าหรับควบคุมให้ด้ายยืนตึง หรือย่อนในระหว่างทอ
๔ วิธีใส่ไม้ต่าง ๆ ไม่แยกด้าย/ไม้กระทบ อุปกรณ์ปั่นด้าย ขั้นตอนการผลิต 1. การเตรียมเครื่องทอผ้า ก่อนที่จะทอผ้าจะต้องมีการเตรียมเครื่องทอผ้าตั้งแต่การปั่นด้าย การกรอด้าย การตั้ง เครื่องทอผ้า การขึ้นด้าย มีขั้นตอนการท าดังนี้ 1.1 การปั่นด้าย อุปกรณ์ในการปั่นด้ายผ้าทอกะเหรี่ยงราชบุรี ประกอบด้วย หลอดกรอด้าย และ เครื่องมือกรอด้าย หลอดกรอด้าย เดิมชาวกะเหรี่ยงใช้วิธีม้วนด้ายด้วยมือให้เป็นก้อน ปัจจุบันใช้ท่อพลาสติกแทน มีความยาวขนาด 10 เซนติเมตร 1.2 การกรอด้ายขวาง ด้ายขวางเป็นด้ายที่สอดเข้าไประหว่างด้ายยืน ท าให้เกิดลวดลายต่าง ๆ เรียกว่า ลุงทุ้ย ใช้ด้ายพันกับไม้ ขนาดยาวประมาณ 1 ฟุตเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร 1.3 ตั้งไม้เครื่องทอกี่เอว หลังจากปั่นด้ายเสร็จเรียบร้อยแล้วก็น าด้ายมาขึ้นด้าย
๕ 1.4 การขึ้นด้าย หรือการขึ้นเครื่องทอกี่เอว เป็นการน าเอาเส้นด้ายมาเรียงต่อกันอย่างมีระเบียบตาม แนวนอน โดยพันรอบกับส่วนประกอบของเครื่องทอ และก่อนที่จะมีการขึ้นด้ายจะต้องมีการเตรียมเส้นด้ายด้วย การปั่นด้าย การตั้งเครื่องทอ การเรียงเส้นด้าย การเปลี่ยนไม้เป็นเครื่องทอ การทอผ้ากะเหรี่ยงมีขั้นตอนดังนี้ ( กระเป๋า, เสื้อ, ผ้าถุง, ผ้าปูโต๊ะ ผ้าโพกหัว ) 1. น าฝ้ายที่จัดหามาม้วน หรือปั่นให้เป็นรูปกลม ๆ 2. น าทาเบลิงวางไว้ให้พอเหมาะกับความต้องการ กะระยะให้ได้ขนาดที่จะทอ น าอุปกรณ์เสียบไว้ตามรูที่ ต้องการ 3. คล้องฝ้ายไปมาลักษณะคล้ายแถวเรียงหน้ากระดานให้ได้ขนาดตามความต้องการ แล้วยกลง 4. ถอดออกมาทั้งหมด วางลงในแนวนอน ดึงอุปกรณ์ออกจากทาเบลิง 5. เสียบลู่คูให้ได้ขนาด 45 องศา แล้วเริ่มท าการทอไปเรื่อย ๆ การยกดอก หรือลายต่าง ๆ แล้วแต่จะ จินตนาการของ ผู้ทอ 6. น ามาเย็บเป็นรูปร่าง แล้วแต่ความต้องการผ้าทอ การสร้างลวดลายบนผ้าทอกะเหรี่ยง มีเทคนิคการทอที่หลากหลายสามารถสร้างลวดลายให้มีความ สวยงาม แสดงอัตลักษณ์ของผ้าทอกะเหรี่ยงได้อย่างเด่นชัด ซึ่งสามารถแบ่งเทคนิคการทอและสร้างลวดลายออกได้ เป็น 3 ประเภท คือ 1. การทอธรรมดาหรือทอพื้น เป็นการทอลายขัดมีโครงสร้างหลัก โดยการสอดด้ายขวางเข้าไประหว่าง ด้ายยืนสลับขึ้น 1 ลง 1 หรือขึ้น 2 ลง 2 ตามจ านวนเส้นด้ายที่เรียงไว้ขณะขึ้นเครื่องทอ ผ้าที่ได้จะมีสีเดียวตลอด ทั้งผืน ผ้าเรียบสม่ าเสมอ เป็นวิธีการทอขั้นพื้นฐานใช้ส าหรับทอเย็บชุดเด็กหญิง เสื้อผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ย่ามกะเหรี่ยง การทอธรรมดาแบบด้ายยืนและด้ายพุ่ง จะมีจ านวนเท่ากันทั้งผืน 2. การทอลายสลับสี เป็นการทอแบบธรรมดา คือ ใช้เส้นด้ายยืนและเส้นด้ายพุ่งตามปกติ แต่แทรกด้ายสี ต่าง ๆ สลับกันเข้าไป ขณะเรียงเส้นด้ายยืน ส่วนการทอลายมัดหมี่จะใช้ด้ายที่ย้อมติดสีบางส่วนเป็นด้ายยืนก่อนขึ้น เครื่องทอ ใช้วิธีการทอเหมือนการทอผ้าพื้นลายมัดหมี่เป็นลายที่ทอเป็นตัวซิ่น 3. การทอลายจกหรือลายแกะดอก เป็นวิธีการทอลวดลายที่มีเทคนิคการทอ ยากที่สุด ซึ่งมีเส้นพุ่งพิเศษที่ สร้างลาดลายควบคู่กันไปขณะที่ทอ ด้วยการใช้นิ้วล้วงเข้าไปในด้ายยืน แล้วเอาด้ายสีต่าง ๆ แทรกเข้าไปขณะที่ทอ สลับกับการสอดด้ายพุ่ง เมื่อทอเป็นผืนแล้ว ด้ายที่แทรกเข้าไปนั้น จะปรากฏเป็นลวดลายนูนบนผืนผ้าทั้งผืนไม่ เหมือนกัน การทอลายนี้จะเห็นได้จากตีนซิ่น แต่ละลวดลายมีวิธีการแกะดอกแตกต่างกันออกไป
๖ วิธีทอผ้า ผ้าทอกะเหรี่ยงที่ท าส าเร็จแล้ว ส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มใครอบครัวชาวกะเหรี่ยง แต่ไม่ได้ใช้ทุกวัน ทุกคนต้องมี อย่างน้อยคนละ 1 ชุด เพื่อใส่ ในงานพิธีส าคัญเช่น ประเพณีแต่งาน ประเพณีเวียนศาลา ประเพณีข้าวห่อ เป็นต้น แต่ก็ได้ประยุกต์งานผ้ากะเหรี่ยงเพื่อการน าไปประดิษฐ์ให้เกิดความหลากหลายเพื่อให้เกิดประโยชน์ใน ชีวิตประจ าวัน และเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับรุ่นหลัง ฉะนั้นเมื่อต้องทอให้ผู้อื่นจึงต้องเพิ่ม หรือลดขนาด ของด้ายลง โดยอาศัยการเปรียบเทียบจากรูปร่างของผู้ทอดังกล่าว ปกติแล้วความกว้างของผ้าที่ทอได้มีขนาดเพียง 1 ใน 4 ของรอบ อก ผู้สวมใส่ อย่างหลวม ๆ ถ้าทอผ้าห่มความกว้างอาจเท่ากับ 1/2 หรือ 1/3 ของความกว้างที่ ต้องการกได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการน าไปประกอบเป็นเครื่องนุ่งห่ม เช่น ผืนผ้าที่ทอจะเท่ากัน 4 เท่าของความยาว แท้จริงของเสื้อ หรือชุดยาวกจะทอผ้าขนาดเดียวกัน คือ 2 ผืนโดยแต่ละผืนมีความยาว 2 เท่าของความยาวที่ แท้จริง เป็นต้น เครื่องทอผ้าไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าแต่เดิมรูปแบบของการทอผ้าของกะเหรี่ยงเป็นแบบใด แต่เท่าที่ ปรากฏให้เห็นมาจนถึงปัจจุบันพบว่าเป็นแบบทอมัดเอว หรือห้างหลังเช่นเดียวกับการทอผ้าของ ละวะ และลาหู่ ซึ่งลักษณะการทอผ้านี้คล้ายของชาวเปรูสมัยโบราณ ชนเผ่าแถบกัวเตมาลาฟิลิปปินส์และแมกซิโก ก็พบว่ามีการ ทอผ้าด้วยเครื่องทอแบบห้างหลังเช่นกัน ผ้าทอมือกะเหรี่ยง (กระเป๋า) วิธีท ากระเป๋า กระเป๋าที่เสร็จแล้ว
๗ การทอกระเป๋ากะเหรี่ยงก็เหมือนกับการทอผ้าจะไม่มีการวัดขนาดของกระเป๋าแต่จะใช้การประมาณและ ความต้องการของผู้ใช้ว่าต้องการขนาดเท่าไรจากนั้นก็จะเริ่มขึ้นเครื่องทอ การขึ้นเครื่องทอนั้นเป็นการน าเส้นด้าย มาเรียงกันอย่างมีระเบียบตามแนวนอนขนานไปกับไม้ขึ้นเครื่องทอหลังจากขึ้นเครื่องทอเสร็จเรียบร้อยตามขนาด ที่ผู้ใช้ต้องการแล้วก็จะเป็นขั้นตอนของการทอและการใส่ลวดลายตามที่ผู้ใช้ต้องการหลังจากที่ทอเสร็จเรียบร้อย แล้วก็จะเป็นการน าเอาผ้าที่ทอเสร็จมาเย็บประกอบกันให้เป็นกระเป๋าที่สมบูรณ์แบบพร้อมใช้งานระยะเวลาในการ ทอกระเป๋าแต่ละใบก็จะขึ้นอยู่กับเวลาว่างของผู้ทอแต่ถ้ามีเวลาว่างพอสมควรก็จะใช้เวลาในการทอกระเป๋า ประมาณ 3 วัน ผ้าทอมือกะเหรี่ยง (เสื้อ) เช โม่ ซู เสื้อปักมือ หญิงที่แต่งงานแล้ว เช โม่ ซูปักด้วยลูกเดือย หญิงที่แต่งงานแล้ว
๘ เช วา ส าหรับหญิงที่ยังไม่แต่งงาน เสื้อส าหรับผู้ชาย เสื้อสตรีกะเหรี่ยง หรือที่เรียกว่า "เช โม่ ซู" ตัวนี้ทอด้วยผ้าฝ้ายสีด าหรือสีอื่นก็ได้เป็นผ้าพื้น และปักลวดลายท่อน ล่างด้วยไหมพรมสีแดงและสีต่าง ๆ กับลูกเดือยสีขาว เป็นการบ่งบอกสถานะของผู้สวมใส่ว่าเป็นหญิงสาวที่ผ่านการ สมรสแล้ว ไม่ใช่เด็กสาวพรหมจารีซึ่งต้องสวมชุดสีขาวยาวกรอมเท้า เรียกว่า "เช วา" การตัดเย็บวัตถุจัดแสดงชิ้นนี้ จะเห็นว่าเกิดจากการใช้ผ้าทอหน้าแคบผืนยาวมากจ านวนสองผืนมาเป็น ประกบกัน โดยวางผ้าแต่ละชิ้นพับครึ่งกลางก่อน รอยพับกึ่งกลางนั้นเป็นต าแหน่งของบ่า จากนั้นเย็บตะเข็บข้าง โดยเว้นพื้นที่ส าหรับใส่ช่องวงแขนไว้ส่วนหนึ่งด้วยด้ายไหมพรมยาวไปจนสุดชายเสื้อด้านหนึ่ง ท าแบบนี้ทั้งสองผืน แล้วน ามาเย็บติดต่อกันในส่วนกลางล าตัวด้านหน้าและด้านหลัง โดยเว้นช่องคอส าหรับสวมหัวให้กว้างพอ รูปทรง เสื้อผ้าของชาวกะเหรี่ยงจึงไม่มีโค้งไม่มีเว้าใด ๆ ถือว่าเป็นการเข้าเสื้อโดยไม่จ าเป็นต้องตัดผ้าทอทิ้งเลยแม้แต่ส่วน เดียว ดังนั้นการทอผ้าแต่ละครั้งจะต้องก าหนดขนาดจ านวนความสูงของเส้นด้ายให้ลงตัวพร้อมกันทีเดียวกับ รูปร่างของผู้สวม ซึ่งชาวกะเหรี่ยงไม่มีเครื่องมือประเภทสายวัดที่ใช้เป็นมาตรฐานในการวัด ส่วนใหญ่ใช้ วิธีกะประมาณเอาด้วยอาศัยความเคยชิน การทอแต่ละครั้ง ผู้ทอจะยึดรูปร่างของตนเป็นมาตรฐาน เมื่อขึ้นเครื่อง ทอต้องกะประมาณเอาว่าควรเรียงด้ายสูงประมาณเท่าไหร่ของไม้ที่เสียบบนไม้ขึ้นเครื่องทอ เช่นหากผู้ใส่ตัวเล็กกว่า ตนก็น่าจะประมาณ "ครึ่งไม้" หรือ "ค่อนไม้" หากผู้ใส่รูปร่างใหญ่ก็ "เต็มไม้" คือผู้ทอต้องเรียนรู้วิธีที่จะลดหรือเพิ่ม ขนาดของด้ายด้วยการเปรียบเทียบจากรูปร่างของผู้ใส่กับผู้ทอเอง ท าไมเสื้อกะเหรี่ยงถึงไม่มีกระเป๋า และท าไมด้านหน้าและหลังต้องเหมือนกันด้วย ท าไมเสื้อแต่ละตัวต้องเป็นแบบ นั้น แบบนี้ ค าตอบคือ เสื้อกะเหรี่ยงที่ใส่อยู่มีความเป็นมาและคติสอนใจที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่นว่า 1. เสื้อกะเหรี่ยงใส่สลับหน้าหลังได้ คือ ด้านหน้าและด้านหลังจะเหมือนกันเพื่อตอกย้ าว่าผู้สวมใส่ต้องไม่กลับกลอก ปลิ้นปล้อนทั้งต่อหน้าอย่างไรลับหลังก็เช่นกัน
๙ 2. เสื้อกะเหรี่ยงไม่มีกระเป๋า..จึงไม่ต้องมีอะไรซุกซ่อน ซ่อนเร้น อ าพราง 3. เสื้อกะเหรี่ยงไม่มีคอปกแขนเสื้อ กระดุมวิถีกะเหรี่ยงจึงเรียบง่ายสมถะ กินพออิ่ม นุ่งพออุ่น ชุดยาวสีขาว เช วา กลุ่มกะเหรี่ยงยังคงสวมใส่เครื่องแต่งกายประจ าเผ่าในวิถีชีวิต ปกติ มีเพียงกลุ่มโป และสะกอเท่านั้น ส่วน กลุ่มคะยา และต้องไม่สวมใส่ชุดประจ าเผ่าในชีวิตประจ าวันแล้ว กะเหรี่ยงแต่ละกลุ่ม นอกจากจะมีการแต่งกาย ที่แตกต่างกัน กะเหรี่ยงกลุ่มเดียวกันแต่อยู่ต่างพื้นที่ ก็มีลักษณะการแต่งกายไม่เหมือนกันด้วย เช่น กะเหรี่ยงโปว แถบอ าเภอแม่เสรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่งกายมีสีสันมากกว่าแถบจังหวัดเชียงใหม่ หญิงกะเหรี่ยงสะกอแถบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอ าเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ตกแต่งเสื้อมีลวดลายหลากหลาย และละเอียดมากกว่า แถบจังหวัดตาก หรือกะเหรี่ยงโปแถบจังหวัด กาญจนบุรี ก็มีลวดลายตกแต่งเสื้อผ้าแตกต่างจากภาคเหนือ อย่าง เชียงรายที่มีการน าแฟชั่นใหม่ ๆ มาท าซึ่งมีลักษณะที่แปลก และแวกแนวออกไป เช่น ท าผ้าปูโต๊ะที่มีลวดลาย ใหม่ ๆ ที่ประยุกต์ และมีลายปักแบบลายไทย บ้างก็ท าสะไบ เพื่อขายออกยังมีลูกเล่นลวดลายอื่น ๆ ที่เพิ่มอีก มากมายซึ่งเป็นไปตามยุคสมัย และการพัฒนาของเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามกลุ่มกะเหรี่ยงสะกอ และโปในทุก จังหวัดของประเทศไทย ยังคงรักษาลักษณะร่วมที่แสดงสถานะของหญิงสาว และหญิงแม่เรือน เช่นเดียวกัน คือ หญิงทุกวัยที่ยังไม่ได้แต่งงาน ต้องสวมชุดยาวสีขาว (เช วา) เมื่อแต่งงานแล้วจะต้องเปลี่ยนมาเป็นสวมใส่เสื้อสีด า หรือที่เรียกว่า “เช โม่ ซู” และผ้าถุงคนละท่อนเท่านั้น ห้ามกลับไปสวมใส่ชุดยาวสีขาวอีก เสื้อสีแดง เสื้อสีแดงของชายกะเหรี่ยงเป็นเสื้อทรงกระสอบคอเสื้อรูปตัววี ตรงชายคาเสื้อจะติดพู่ห้อยลงมา สมัยก่อนเสื้อ แดงของชายโสดจะมีพู่ห้อยยาวลงมาเลยชายเสื้อ ส่วนเสื้อแดงของชายที่แต่งานแล้วจะติดพู่ห้อยลงมาเสมอชายเสื้อ เพราะชายที่แต่งงานแล้วต้องท างานมากขึ้น การที่ใส่เสื้อที่มีพู่ยาวจะท าให้รุงรัง ไม่สะดวกในการท างาน ผู้ชาย กะเหรี่ยงจะสวมกางเกงแบบคนไทยภาคเหนือหรือบางที่สวมใส่แบบโสร่งพม่า แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะสวม กางเกงขายาวตามสมัยนิยมและอาจจะสวมเสื้อแดงทับเสื้อสีขาวข้างในอีกทีหนึ่ง(ชุดสูท) ส่วนผู้ชายทั้งกลุ่มโป และ สะกอแถบภาคเหนือมักสวมกางเกงสีด า และสีน้ าเงิน หรือกรมท่า ในขณะที่แถบจังหวัดตาก และ อ าเภอลี้ จังหวัดล าพูน มักสวมโสร่ง ลักษณะเสื้อผู้ชายวัยหนุ่มใช้สีแดงทุกกลุ่ม แต่มีลวดลายมากน้อย ต่างกัน การแต่งกาย ในโอกาสพิเศษ เช่น พิธีปีใหม่ พิธีแต่งงาน เน้นสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ จะเห็นชัดว่าชายหนุ่ม และหญิงสาวจะพิถีพิถัน แต่งกายสวยงามเป็นพิเศษ
๑๐ ผ้าทอมือกะเหรี่ยง (ผ้าซิ่น) ผ้าซิ่นส าหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ผ้าซิ่น เป็นเครื่องแต่งกายที่สะท้อนถึงความเป็นสตรีชนเผ่ากะเหรี่ยงได้อย่างชัดเจน ผ้าซิ่นกะเหรี่ยงนิยม ทอด้วยฝ้าย เป็นผ้าหน้าแคบที่ทอด้วยกี่เอวจึงต้องใช้ผ้าที่ทอเหมือนกัน 2 ผืนมาเย็บต่อกันจึงจะได้ผ้าซิ่น 1 ผืน ผ้าซิ่นกะเหรี่ยงที่เรามักคุ้นชินตาด้วยเอกลัษณ์ลวดลาย สีสันที่โดดเด่น ก็คือผ้าซิ่นของกลุ่มกะเหรี่ยงโปว(หรือโผล่ง) และผ้าซิ่นกลุ่มกะเหรี่ยงสะกอ (หรือปากากะญอ) ที่มีสีสันสดใส ผ้าซิ่นกะเหรี่ยง มีทั้งเทคนิคการทอลายสลับสี การสร้างลวดลายด้วยเทคนิคการจก ขิด และมัดหมี่ (ผ้าซิ่นมัดหมี่ของชนเผ่ากะเหรี่ยงจะเป็นผ้ามัดหมี่เส้นยืน ซึ่ง จะแตกต่างจากผ้ามัดหมี่ของภาคอีสานซึ่งเป็นมัดหมี่เส้นพุ่ง) หรืออาจมีการผสมผสานกันระหว่างมัดหมี่ และจก ขิด ในผืนเดียวกัน ลักษณะลวดลายของผืนผ้าซิ่นกะเหรี่ยงยังคงเอกลักษณ์ลวดลายโบราณดั้งเดิมที่สืบทอดต่อเนื่อง มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ที่มาของลวดลายก็ด้วยการสร้างสรรค์ตามจินตนาการและการเลียนแบบลักษณะของธรรมชาติ สัตว์ หรือสิ่งของเครื่องใช้ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว บางลวดลายจะใช้เฉพาะในผ้าซิ่นของหญิงสาว หรือบางลวดลาย จะใช้ในพิธีการที่ส าคัญ เช่น ผ้าซิ่นที่เป็นผ้าส าหรับใช้ในงานหมั้นตามประเพณีชาวกะเหรี่ยง ที่สืบทอดมาจาก บรรพบุรุษ โดยนับตั้งแต่โบราณกาลมานั้น ในพิธีหมั้นของชายหญิงชาวกะเหรี่ยง ฝ่ายชายจะต้องน าผ้าซิ่นทอมือ มามอบให้กับผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง โดยในตัวผืนผ้าซิ่นนั้นก็จะปรากฎลวดลายเฉพาะที่บ่งบอกได้ว่าผ้าผืนนี้ใช้เพื่อพิธีหมั้น นี้เท่านั้น หากไม่ปรากฎลายนั้นก็จะไม่ถือว่าผ้าผืนนั้นเป็นผ้าส าหรับใช้ในงานหมั้นก็จะประกอบพิธีหมั้นไม่ได้ ผู้หญิง ชาวกะเหรี่ยงทุกคนที่มีลูกชายจึงจะต้องทอผ้าซิ่นที่มีลักษณะลายพิเศษนี้เก็บไว้เพื่อให้ลูกชายน าไปมอบให้ผู้ใหญ่ ฝ่ายหญิงในวันหมั้นถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมาในทุกครอบครัวของชนเผ่ากะเหรี่ยงโปว เช่น นี้เป็นต้น ผ้าซิ่นจึงถือ เป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงตัวตนของชนเผ่ากะเหรี่ยงที่มีความชัดเจนที่สุด และยังคงนิยมการแต่งกายใน ชีวิตประจ า วันด้วยผ้าซิ่นตามวัฒนธรรมของชนเผ่ามาจนถึงปัจจุบันนี้ อย่างไรก็ตามด้วยภาวะทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในสังคมเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงไป สังคมชนเผ่ากะเหรี่ยงก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน ในปัจจุบันอาจมีชุมชนเผ่ากะเหรี่ยงในหลายๆ พื้นที่อาจมี การทอผ้าน้อยลง ผ้าซิ่นที่ใช้สวมใส่ในชีวิตประจ าวันจึงมักนิยมซื้อหาจากท้องตลาดมาสวมใส่กันมากขึ้นเพื่อ ความสะดวกและง่ายต่อการด าเนินชีวิต แต่ก็ยังคงมีอีกหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มกะเหรี่ยงบนดอยสูงที่ยังคงทอผ้า
๑๑ ด้วยตัวเองเพื่อใช้สวมใส่ในครอบครัว และใช้ส าหรับพิธีส าคัญตามวัฒนธรรมของชนเผ่าแต่ถึงอย่างไร ชนเผ่ากะเหรี่ยงก็ยังคงเอกลักษณ์ที่สะท้อนวิถีแห่งชนเผ่าไว้อย่างเหนียวแน่นไม่แพ้กลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ผ้าซิ่น กะเหรี่ยงเป็นผ้าที่ใช้ส าหรับใส่เฉพาะผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว เช่นกัน ส่วนผ้าที่ใช้ท าตัวผ้าถุงกะเหรี่ยงนั้น ส่วนมากชาวบ้านจะใช้ฝ้ายสีแดง วิธีการท าก็จะน าด้ายมาทอเป็นผืนก่อน เมื่อทอเสร็จก็จะตัดเย็บเป็น ผ้าถุงกะเหรี่ยง ตรงบริเวณตีนผ้าถุงกะเหรี่ยงนั้นเขาจะทอแบบมีลวดลาย จะใช้ฝ้าย 2 สี คือ สีขาวกับสีด า จะท าให้ ผ้าถุงดูสวยงามยิ่งขึ้น ปัจจุบันนี้ชาวบ้านจะท าผ้าถุงกะเหรี่ยง โดยใช้ฝ้ายหลาย ๆ สี เช่น สีม่วง สีน้ าเงิน สีชมพู สีน้ าตาล เป็นต้น ผ้าซิ่นหรือผ้าถุง เป็นของใช้กับส่วนล่างของร่างกาย เอามาใส่ที่หัวไม่ได้ตามความเชื่อ ทุกวันนี้ ยอมถอย ไม่เอาผ้าซิ่นมาท าเป็นหมวก แม้แต่ "เสื้อลายกายกอง" ที่ผู้หญิงกะเหรี่ยงโผล่งใช้ในพิธีกรรมแต่งงาน เคย เอามาท าเป็นกางเกงไว้ที่ปลายขา ก็โดนดุว่าท าไม่ได้ เพราะมันเป็นของที่ใส่ข้างบน แต่กลับเอามาไว้ข้างล่าง ผ้าทอมือกะเหรี่ยง (ผ้าปูโต๊ะ) ผ้าปูโต๊ะ ผ้าปูโต๊ะกระเหรี่ยง เป็นผ้าที่ทอด้วยกี่ทอเอวของกระเหรี่ยง ใช่ฝ้าย 2 สีเพิ่มลวดลายในตัว ผ้าแต่ละผืนจะใช้ ผ้า 3 ชิ้นเย็บด้วยมือต่อกันจะได้ผ้าปูโต๊ออกมา 1 ผืน ด้วยลายเฉพาะของกระเหรี่ยง จะเป็นลายแบบเรียบง่ายสีไม่ ฉุดฉาด เพราะสีขาวจะดูเป็นสีที่สะอาดดูร่มรื่นสบายตา การที่จะทอผ้าได้แต่ละผืนจะต้องใช้ความละเอียดประณีต และใช้เวลาในการทอนานพอสมควร เพราะกี่ที่ใช้ทอจะมีขนาดเล็กกว่าผ้าปูโต๊ะ 1 ผืน จึงต้องใช้วิธีการต่อ ฝ้ายที่ใช้ ก็จะได้มาจากต้นฝ้ายที่ปลูกอยู่ในป่า สีที่ใช้ย้อมผ้าก็จะใช้สีธรรมาชาติ ท าให้สีดูสด และสีไม่ตกง่าย เป็นการน าเอา ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถสร้างงานสร้างรายได้เพิ่มให้กับคนในชุมชน เป็น วิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นลูกรุ่นหลาน คนอยู่กับป่า อาศัยป่า ต้องดูแลผืนป่าไว้ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลานจะได้มี ความรู้ไว้ประกอบอาชีพ และเป็นแนวทางการใช้ชีวิตต่อไป เพราะทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในผืนป่าสามารถใช้ ประโยชน์ได้ ถ้าเรารู้จักใช้และดูแลรักษา สามารถใช้ได้หลายโอกาสหรือพิธีที่ส าคัญ เป็นลวดลายที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสืบทอดต่อ กันมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน สามารถน าไปใช้ปูโต๊ะในห้องประชุมที่มีการตกแต่งแบบธรรมชาติก็ได้ เพื่อให้เข้ากับ
๑๒ บรรยากาศในห้อง วิธีการซักตากก็ควรจะปั่นให้หมาดๆ ก่อนที่จะน าไปตากเพราะจะท าให้สีไม่ตก เพราะถ้าน าไป ตากแแดดจนแห้งก็จะท าให้สีตกง่าย เพราะแสงแดดมีความร้อนค่อนข้างมาก ควรจะตากลม ผ้าทอมือกะเหรี่ยง (ผ้าโพกหัว) ผ้าโพกหัว ขั้นตอนกว่าจะได้มาเป็นผ้าหนึ่งผืน ต้องผ่านกระบวนการอันประณีตมากมาย ตั้งแต่การเก็บฝ้ายจนผ่าน ขั้นตอนต่าง ๆ มาเป็นเส้นฝ่าย การย้อมสี และน ามาใส่เครื่องม้วนฝ้ายออกมาให้เรียงเป็นเส้นๆ จากนั้นน าไปเรียง เส้นฝ้ายบนเครื่องตั้งฝ้ายเพื่อเตรียมไปทอเป็นผืนในขึ้นตอนต่อไป เอกลักษณ์ลวดลายที่มีลักษณะเป็นลวดลาย ดั้งเดิมที่ปรากฎบนผืนผ้าทอกะเหรี่ยงที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน เป็นลวดลายหายที่พบได้ ในกะเหรี่ยงโปวและปากากะญอแทบทุกพื้นที่ เช่น ลักษณะลายเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนรูปแบบต่าง ๆ ลายดอกไม้ ลายเส้นตรง ลายกากบาท ผ้าโพกหัวนี้สามารถใส่ได้เฉพาะผู้หญิงและสามารถได้ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น เด็กเล็ก หญิงสาว หรือผู้ที่ผ่านการแต่งงานแล้วในส่วนของลวดลายและสีนั้นอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคลชอบ ชอบแบบลวดลายไหนก็ท าลวดลายนั้นส่วนใหญ่จะมีลวดลายตรงกลาง เพื่อให้เวลาใส่แล้วลวดลายจะอยู่ตรงกลาง หน้าพอดี และส่วนใหญ่จะใส่ในงานพิธี หรือ งานท าบุญต่าง ๆ งานพิธี เช่น มัดมือ ขึ้นบ้านใหม่ แต่งาน การย้อมสีธรรมชาติ โลกปัจจุบันนี้มีการใช้สารเคมีหลายอย่าง ท าให้เกิดสารพิษเข้าสู่ร่างกายคนอย่างมากการย้อนกลับเข้าสู่โลก อย่างเดิม ที่มีการใช้สารเคมีให้น้อยลง เพื่อความปลอดภัยระยะยาวของมนุษย์ทางหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องล้วน แล้วแต่เข้ามาดูแล รณรงค์ และสนับสนุนให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษกับร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการลด เลิกใช้ สารตะกั่วในน้ ามันเบนซิน การลดการใช้สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (Chlorofluorocarbon) หรือที่
๑๓ เรียกว่า CFC ในเครื่องท าความเย็นและกระป๋องสเปรย์ การลดใช้สารเคมีในการก าจัดศัตรูพืช แต่หันมาใช้ เชื้อจุลินทรีย์ ในการก าจัดแทน เป็นต้น ในวงการสิ่งทอ มีการใช้งานสีเคมีในการย้อมผ้าอย่างกว้างขวาง แต่ในความ เป็นจริงแล้ว เรายังมีสีอีกชนิดหนึ่งที่เป็นภูมิปัญญาของเรามาตั้งแต่ โบราณ นั้นก็คือสีจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น สีแดงที่ได้จากกระเจี๊ยบ สีส้มที่ได้จากแก่นขนุน สีด าที่ได้จากลูกมะเกลือ สีน้ าตาลได้จากหมากสีเขียวได้จาก ใบหูกวาง สีเหลืองได้จากใบขมิ้น สีชมพูได้จากไม้ฝางสีชมพูอมส้มได้จากสนิมตะปู สีน้ าเงินได้จากดอกอัญชัน ฝ้ายที่ย้อมแล้ว การศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้ สีธรรมชาติในการย้อมผ้า จึงเป็นที่มาของเรื่อง ย้อมผ้าจากสีธรรมชาติใน สมัยโบราณ ได้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการน าวัตถุดิบจากธรรมชาติมาใช้ในการย้อมสี ท าให้ได้สีสันที่หลากหลาย ยิ่งขึ้น โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ สิ่งแวดล้อมสีย้อมธรรมชาติส่วนใหญ่ได้จากพืช เปลือกไม้ ใบไม้ และรากไม้ มีขั้นตอนเพื่อที่จะท าให้เกิดเป็นสีต่าง ๆ ได้สวยงาม แปลกตา ต่างจากสีวิทยาศาสตร์ขั้นตอนส าหรับการย้อมผ้าจาก สีธรรมชาตินั้น บางชนิดจะต้องใช้มีขั้นตอนหรือเวลาที่นานและยุ่งยากพอสมควร ซึ่งจะท าให้ได้สีสันสวยงามตาม ธรรมชาติ สีจากเปลือกไม้ รากไม้ ดอก ผล หรือจากสัตว์บางชนิด ที่น ามาย้อมผ้า จะให้สีที่สวยแบบธรรมชาติ สีไม่ ฉูดฉาด โทนสีธรรมชาติเหล่านี้จะท าให้ผ้านุ่มนวล เย็นตา อดีตสีที่น ามาย้อมฝ้ายนั้นจะได้จากวัสดุธรรมชาติซึ่ง สามารถหาวัตถุดิบได้ตามท้องถิ่นไม่ว่าจะ เป็นเปลือกไม้ รากไม้ ดอก ผล หรือจากสัตว์บางชนิด แต่เนื่องจาก กรรมวิธีในการสะกดสีจากธรรมชาติค่อนข้างยุ่งยาก และวัตถุดิบ เริ่มหายาก อีกทั้งสีสันที่ได้ไม่มีความหลากหลาย คุณภาพในการย้อมไม่ดีนัก จึงมีการน าสีที่ได้จากระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือสีเคมีมาใช้ในการย้อม ซึ่งช่วยให้ สะดวก รวดเร็ว รวมทั้งยังให้สีสันต่าง ๆ มากมาย สามารถไล่ระดับสีได้ จึงท าให้ผู้ที่ใช้กรรมวิธีการย้อมสีธรรมชาติ ลดน้อยลงมาก ปัจจุบันสีที่น ามาย้อมเส้นใยฝ้าย สามารถแบ่งได้เป็นสีธรรมชาติและสีวิทยาศาสตร์ สี ที่ได้จาก ธรรมชาติทั้งหมดได้มาจากพืช และสัตว์บางชนิด สีที่ได้จากพืชจะน ามาจากส่วนต่าง ๆ ได้แก่เปลือก ราก แก่น ใบ ดอก และผลที่น ามาใช้ และกระบวนการในการย้อมสีธรรมชาตินั้น แต่ละท้องถิ่นก็จะมีความแตกต่างกันสีสันที่ได้ จึง แตกต่างกันไป
๑๔ การย้อมผ้า การย้อมผ้า เรื่องของการย้อมสีต้องขึ้นกับชนิดของผ้าด้วย เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ผ้าเลยอง ผ้ามัสลินหรือวิสโคส สามารถย้อมสีได้ทุกชนิด ผ้าไหมควรใช่สี vat และสีReactive เนื่องจากส่วนผสมของสีทั้งสามไม่มีส่วนผสม ของด่างอย่างแก เพราะด่างเป็นอันตรายต่อเส้นไหม ท าให้เส้นไหมเสื่อมคุณภาพ ใยไหมลดความเหนียวและ ความเป็นเงามันลงไปถ้าจ าเป็นต้องใช้สีที่มีส่วนผสมของด่างมาย้อมสี เช่น โซดาไฟ ให้ลดปริมาณของด่างให้ น้อยกว่าปกติที่ใช้กับการย้อมผ้าฝ้าย และเมื่อย้อมผ้าเสร็จแล้วให้รีบล้างผ้าในน้ าสะอาด สีที่จะน ามาย้อมแต่ละชนิด มีสารเคมีที่มีการย้อมที่แตกต่างกัน สีบางชนิดใช้สารเคมีเป็นกรด สีบางชนิดใช้สารเคมีเป็นด่าง สารเคมีเหล่านี้ต่าง ก็ท าปฏิกิริยากับโลหะ ดังนั้น อุปกรณ์และภาชนะที่น ามาใช้เตรียมสีย้อมไม่ควรใช้อุปกรณ์ที่มีส่วนผสมของโลหะ ประเภททองแดง สังกะสีและอลูมิเนียม เพราะสารเคมีจะไปกดโลหะเหล่านี้ให้ผุกร่อน เกิดเป็นสนิมติดผ้า หรือท า ให้สีย้อมเปลี่ยนไป บางสีเมื่อย้อมไปแล้วท าให้ผ้าดูเก่าไม่สวย ฝ้ายที่ยังไม่ได้ย้อม วัตถุดิบจากธรรมชาติ ฝ้ายมัดย้อม ฝ้ายที่ย้อมแล้วผึ่งให้แห้ง
๑๕ การย้อมสีไหม ชาวบ้านจะท าการย้อมสี ไหมที่จะน ามาทอผ้าปัจจุบันนิยมที่จะย้อมด้วยสีสังเคราะห์ (สีเคมี) ซึ่งง่ายและ สะดวกในการท า ส่วนการย้อมด้วยสีธรรมชาตินั้นปัจจุบันมีจ านวนลดลงเนื่องจากขั้นตอนการท ามีความยุ่งยากและ วัตถุดิบหายากสามารถแยกจ าแนกวิธีการย้อมสีได้ดังนี้ การย้อมสีสังเคราะห์ 1. เตรียมด้ายและสีที่จะท าการย้อมสี 2. ก่อไฟต้มน้ าให้เดือดแล้วใส่สีลงไปตามต้องการ 3. เอาเส้นด้ายที่ต้องการย้อมมาลงในถังต้มน้ าที่เดือดๆ 4. เอาเส้นด้ายที่ย้อมสีแล้วผึ่งลมให้แห้ง การย้อมสีธรรมชาติ ในสมัยโบราณ ได้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการน าวัตถุดิบจากธรรมชาติมาใช้ในการย้อมสี ท าให้ได้สีสัน ที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์สิ่งแวดล้อม แต่ยังคงด ารงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามที่เป็น ภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนสีหลักที่ใช้จะอยูในโทนสีเหลือง สีน้ าตาลอ่อน ถึงสีน้ าตาลเข้ม สีคราม สีเขียว และ สีชมพูการพัฒนาสีธรรมชาติมีความเป็นไปได้ไม่จ ากัด เพราะองค์ความรู้อยู่ที่ชาวบ้านมัดย้อมด้ายที่ย้อมแล้วผึ่งให้ แห้งจะทดลอง ใบไม้ต่างฤดูให้ผลแตกต่างเป็นเรื่องสนุก หลักการเดียวแต่สามารถน าวัสดุหลายอย่างมาใช้ให้เกิด สีหลากหลาย เป็นความรู้ที่ไม่ตายตัว สามารถต่อยอดได้ เป็นทิศทางการพึ่งตนเอง มีภูมิรู้อยู่กับตนเอง สามารถ พัฒนาไปได้ด้วยตนเอง ขั้นตอนการย้อมสีธรรมชาติ 1. เตรียมด้ายและเปลือกไม้ที่จะท าการย้อม 2. เอาเปลือกไม้แต่ละชนิดมาผสมกันให้ได้สีตามที่ต้องการ 3. ก่อไฟต้มน้ าให้เดือดเอาเปลือกไม้ที่เลือกไว้แล้วเอามาลงในน้ ากาลังเดือด ต้มไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ สี ตามที่ต้องการ 4. เอาเส้นด้ายที่เตรียมไว้แล้วลงจุ่มในน้ าเดือด ๆ แล้วเอาขึ้นมาผึ่งลมให้แห้ง ชาวกะเหรี่ยงจะมีความช านาญในการย้อมสีเส้นด้ายด้วยวัสดุจากธรรมชาติโดยจะกะด้ายให้เพียงพอใน การขึ้นเครื่องทอแต่ละครั้ง เพื่อให้ได้สีที่เหมือนกันการย้อมสีธรรมชาติมีวิธีแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับ วัสดุที่น ามาใช้ แต่ทั้งนี้ถ้าอยากให้สีติดดีต้องน าด้ายมาผ่านกระบวนการละลายไขมัน โดยต้มน้ าเดือด ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วซักด้วย น้ าเย็นจนฝ้ายเป็นสีขาว ปัจจุบันชาวบ้านใช้วิธีซักด้วยผงซักฟอกแล้วล้าง ออกจากนั้นจึงน าไปย้อมสีขณะด้ายก าลังเปียก
๑๖ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ แฟชั่นในปัจจุบัน
๑๗ ผ้าทอกะเหรี่ยง สินค้าพื้นบ้านของชนเผ่าปากากะญอ ซึ่งเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยงในหลาย ๆ จังหวัด และ ความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของผ้าทอ ท าให้นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวมักจะซื้อผ้าทอกะเหรี่ยง กลับมาเป็นของฝาก และด้วยความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์นี่เองได้เป็นที่มาของแนวคิดการพัฒนาและยกระดับ ผ้าทอกะเหรี่ยงขึ้นมาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผ้าทอกะเหรี่ยงเป็นภูมิปัญญาการทอผ้ากี่เอว ด้วยเทคนิคที่มี เอกลักษณ์เฉพาะชาวกะเหรี่ยงเผ่าปากากะญอ ซึ่งเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยงในจังหวัดเชียงใหม่ และหลาย ๆ จังหวัด มี การเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวด้วยการทอผ้า ที่เรียกว่า การกี่เอว ซึ่งเป็นวิธีการทอผ้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง มีการสืบทอดมายาวนานกว่าร้อยปี โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมสนับสนุนและส่งเสริมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ ผ้ากะเหรี่ยง เพื่อการรักษาไว้ซึ่งศิลปะการทอผ้าด้วยกี่เอวที่ถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะแห่งเดียวในโลก พร้อมมุ่งหวัง ให้ราษฎรกะเหรี่ยงเกิดการอนุรักษ์วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และมีรายได้ที่เพียงพอในการด ารงชีวิต ในปัจจุบัน สร้าง และกระตุ้น ให้ราษฎรกะเหรี่ยงเกิดความตระหนัก ความรัก ความหวงแหน ในการอนุรักษ์ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ พร้อมทั้งสามารถน าทรัพย์สินทางปัญญานั้นมาสู่การพาณิชย์ เพื่อ เป็นการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนตามแนวพระราชด าริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงได้มีการพัฒนาศักยภาพผ้าทอกะเหรี่ยงด้วยแนวคิด “การตลาดน าการผลิต” ส าหรับการท างานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการเข้าไปพัฒนาผ้าทอกะเหรี่ยงนั้นได้เริ่มท ากันมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2554 จนมาถึงขณะนี้เป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี โดยเข้าไปพัฒนาในเรื่องของการผลิตผ้าทอออกมา เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่สามารถน ามาวางจ าหน่ายได้ตรงตามความต้องการของตลาด รวมถึงการท าการตลาด แบบครบวงจร ซึ่งสร้างการรับรู้ให้แก่บุคคลทั่วไป และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ผ้าทอ โดยรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ที่ทาง กสอ.ได้เข้าไปพัฒนา ประกอบด้วย เสื้อผ้าในรูปแบบที่เป็นสากล เครื่องประดับตกแต่ง กระเป๋า ของใช้บนโต๊ะอาหาร หมอน และตุ๊กตานานาชนิด ซึ่งการท างานครั้งนี้ได้ดีไซเนอร์จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาช่วย ด้านงานออกแบบ โดยจุดมุ่งเป้าเพื่อให้สินค้ามีความเป็นอินเตอร์ และต้องการจะแสดงศักยภาพของผ้ากะเหรี่ยงให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมแข่งขันในตลาดโลกด้วย
๑๘ บรรณานุกรม ม ล ฤ ดี สิ น สุ พ ร ร ณ์ ( ๒ ๕ ๕ ๓ ) ผ้ า แ ล ะ อั ญ ม ณี ไ ท ย สื บ ค้ น ๑๔ สิง ห า ค ม ๒๕๖๖ , แ ห ล่ง ที่ม า https://shorturl.asia/T90IL เพ็ญสุภา สุขคตะ (ม.ป.พ) เสื้อสตรีกะเหรี่ยงภูมิปัญญาศิลปะของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง สืบค้น ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๖, แหล่งที่มา https://shorturl.asia/6cqCA ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (๒544) ผ้าถุงกะเหรี่ยง สืบค้น ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๖, แหล่งที่มา https://shorturl.asia/83mIr otop-padad (๒๕๕๕) กลุ่มผ้าทอบ้านป่าแดดแม่แจ่ม เชียงใหม่ สืบค้น ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๖, แหล่งที่มา https://shorturl.asia/2R16r
๑๙