The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nongjiknfe123456789, 2022-12-01 01:18:36

ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ

ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ

โครงงาน

เรื่อง ยาสีฟนั สมนุ ไพรสตู รโบราณ

นายซไู ฮมี จาหลง จัดทำโดย 6322001427
นางสาวอารษี า ฮกเลง็ รหสั นกั ศึกษา 6322001463
นายมูฮำหมดั ซอฟี ตาเละ รหสั นกั ศกึ ษา 6322006178
นายไซยดี สาและ รหสั นกั ศึกษา 6412000248
นายอบั ดุลเลาะ ลาเตะ รหสั นักศกึ ษา 6412000668
นางสาวนรู ีฮนั กะเจ รหัสนกั ศกึ ษา 6412001245
รหัสนักศึกษา

ครทู ป่ี รึกษา
นางสาวมรู นู ี มามุ ตำแหน่ง ครูผชู้ ่วย
นายสหภาพ ยยี โู ซะ ตำแหน่ง ครกู ศน.ตำบล
นางสาวเนตมิ า พรอ้ มมลู ตำแหน่ง ครูอาสาฯประจำตำบล

ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564

กศน.ตำบลเกาะเปาะ
ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอหนองจกิ
สำนักงานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั จังหวดั ปตั ตานี

~ข~

บทคดั ย่อ (Abstract)

ช่อื เรอ่ื ง ยาสฟี ันสมนุ ไพรสตู รโบราณ
ชอ่ื ผ้จู ัดทำ นายซไู ฮมี จาหลง รหัสนักศึกษา 6322001427
นางสาวอารีษา ฮกเลง็ รหสั นกั ศกึ ษา 6322001463
สถานทีด่ ำเนินการ นายมฮู ำหมัดซอฟี ตาเละ รหสั นักศกึ ษา 6322006178
ชอื่ ครูทป่ี รึกษา นายไซยดี สาและ รหัสนกั ศึกษา 6412000248
นายอบั ดุลเลาะ ลาเตะ รหสั นกั ศกึ ษา 6412000668
นางสาวนรู ฮี นั กะเจ รหัสนกั ศึกษา 6412001245
กศน.ตำบลเกาะเปาะ อำเภอหนองจิก จงั หวดั ปตั ตานี
นางสาวมรู ูนี มามุ
นายสหภาพ ยียโู ซะ
นางสาวเนติมา พร้อมมลู

โครงงานเร่ือง ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ เป็นการนำพืชสมุนไพรท่ีมีอยู่มากและมีอยู่ทั่วไป
ตามสถานที่ต่าง ๆ ตามท้องถ่ิน ซึ่งสมุนไพรต่าง ๆ ล้วนมีแต่สรรพคุณมากมายและสามารถนำมาใช้
รกั ษาหรือแก้โรคต่าง ๆ เช่น ฟ้าทะลายโจรแก้ไข้ แก้หวัด ว่านหางจระเข้ ชว่ ยดดู พิษ แก้ปวดแสบปวด
รอ้ น ลดอาการอักเสบ สมานบาดแผล เป็นต้น ซ่ึงพืชสมุนไพรเหล่านี้สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้
เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก สบู่ ยารักษาโรค และยาฆ่าแมลง เป็นต้น คณะผู้จัดทำโครงงานสนใจที่
จะทำผลิตภัณฑ์ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ ที่ทำมาจากพืชสมุนไพรในท้องถิ่น โดยมีวัตถปุ ระสงค์ ใน
การจัดทำโครงงานข้ึนเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ให้รู้จกั การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยการ
ทำยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณท่ีปราศจากสารเคมี เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญ
สมนุ ไพรสตู รโบราณ ท่ีปราศจากสารเคมีนก้ี ับสุขภาพปากและฟันโดยการใช้ยาสฟี ัน

~ค~

กิตติกรรมประกาศ

การจัดทำโครงงาน เร่ือง ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ สำเร็จได้เน่ืองจากคณะผู้จัดทำ
โครงงานได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี จากครูผู้สอน ท่ีคอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเก่ียวกับการ
จัดทำโครงงานเรื่อง ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ และขอขอบใจเพ่ือน ๆ ทุกคนที่คอยเป็นกำลังใจให้
ตลอดจนไดม้ สี ่วนรว่ มในการจัดทำโครงงานเรอื่ ง ยาสีฟนั สมุนไพรสูตรโบราณ

ขอขอบพระคุณผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลและเป็นที่ปรึกษาในการ
ทำรายงานฉบับนี้จนเสร็จสมบูรณ์ ตลอดจนให้การดูแลและตรวจแก้ไขรายงานฉบับนี้ให้สำเร็จสมบูรณ์
ยิ่งขน้ึ ซึ่งผู้จดั ทำขอขอบพระคุณเปน็ อย่างสูงไว้ ณ ที่น้ีดว้ ย

คณะผ้จู ัดทำ

~ง~

คำนำ

รายงานฉบับน้ีจัดทำข้ึนเพื่อนำเสนอโครงงานระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในหัวข้อ ยาสีฟัน
สมุนไพรสูตรโบราณ

คณะผู้จัดทำโครงงานได้ รวบรวมข้อมูลและเก็บบันทึกข้อมูล เพอ่ื ศึกษาประโยชนแ์ ละวธิ กี าร
ทำเป็นอยา่ งดี ในการนำเสนอโครงงานชิน้ นี้ เพ่อื ให้ได้ประโยชนท์ ั่วไป

คณะผจู้ ดั ทำ

~จ~ หนา้

สารบญั ข

บทคดั ยอ่ ง
กติ ตกิ รรมประกาศ จ
คำนำ
สารบัญ 1
บทที่ 1 บทนำ 1
1
ทมี่ าและความสำคัญของโครงงาน 1
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
สมมติฐานการศึกษา 2
ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะได้รับ
บทท่ี 2 เอกสารทเี่ กยี่ วขอ้ ง 18
เอกสารอา้ งอิง 18
บทท่ี 3 วิธีการดำเนินโครงงาน
เครือ่ งมือและวัสดุอปุ กรณ์ที่ใชใ้ นการศึกษา 20
วิธกี ารศกึ ษา
บทที่ 4 ผลการศกึ ษา 21
ผลการศกึ ษา 21
บทท่ี 5 สรุปผลการศึกษา 21
สรุปผลการศึกษา
ประโยชน์ทไ่ี ดร้ ับจากโครงงาน
ขอ้ เสนอแนะ
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก

~1~

บทที่ 1
บทนำ

1.1 ทีม่ าและความสำคญั ของโครงงาน
ในปัจจุบันทุกคนเริ่มหันมาให้ความสนใจสุขภาพปากและฟันค่อนข้างสูง ซ่ึงเห็นได้จาก

โฆษณาตา่ ง ๆ ไมว่ ่าจะเป็น ยาสฟี ัน แปรงสีฟัน หมากฝรั่ง แต่ท่กี ำลังเลอื นหายไปกค็ ือยาสีฟนั สมุนไพร
สูตรโบราณซ่ึงเคยมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีต้นทุนในการผลิตต่ำแถมยังมีประสิทธิภาพล้น
เหลือ ซึ่งช่วยรักษาฟันและเหงือก กำจัดกลิ่นปาก ทำให้ปากสะอาดหอมสดชื่น และมีสรรพคุณช่วย
รักษาโรคได้ ดังน้ันโครงงานน้ีจึงทดลองทำยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณเพื่อใช้เอง ทำให้สมุนไพรมี
ประโยชน์มากขึ้น กล่าวคือ การนำมาแปรรูปจากพืชสมุนไพรธรรมดาที่มีสรรพคุณมากมายให้กลาย
เป็นผลิตภัณฑ์ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ ซ่ึงสามารถทำเป็นรายได้เสริมให้แก่ตนเองหรือครอบครัว
ได้ คณะผู้จัดทำจึงคิดทำโครงการนี้ขึ้นมา โดยมีจุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า เพ่ือทดลองทำ
ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ ให้ได้ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ ที่ปราศจากสารเคมี และส่งเสริมให้
ทุกคนแปรงฟัน โดยการใช้ยาสฟี นั สมุนไพรสูตรโบราณ

1.2 วัตถปุ ระสงคข์ องโครงงาน
1. เพือ่ เป็นการประหยัดค่าใช้จา่ ย
2. เพ่อื ใหร้ ู้จักการใช้เวลาว่างใหเ้ กิดประโยชน์
3. เพ่อื ทำยาสฟี ันสมนุ ไพรสตู รโบราณ ปราศจากสารเคมี
4. เพ่ือส่งเสริมให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพปากและฟันโดยการใช้ยาสีฟัน

สมุนไพรสูตรโบราณ ท่ีปราศจากสารเคมี

1.3 สมมติฐานการศกึ ษา
พืชสมุนไพรที่หาได้ง่ายตามท้องถ่ินสามารถนำมาผลิตยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ ที่

ปราศจากสารเคมีได้

1.4 ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะได้รับจากโครงงาน
1. นกั ศกึ ษารสู ามารถประหยัดคา่ ใช้จ่ายได้และร้จู ักใช้เวลาวา่ งให้เป็นประโยชน์
2. นกั ศึกษาสามาถทำยาสฟี ันสมุนไพรสูตรโบราณใชเ้ องได้
3. นักศึกษาเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนและสามารถนําความรูไปเผยแพรใหกับคน

อื่นได้

~2~

บทที่ 2
การศกึ ษาเอกสารอา้ งอิง

กลุ่มยาแก้ปวดฟนั
ข่อย

ชื่อสมุนไพร ขอ่ ย
ชอ่ื อืน่ ๆ กักไมฝ้ อย สม้ พอ สม้ พล สม้ ฝ่อ ซะโยเส่ สะนาย ตองขะแหน่ ขรอย ขันตา
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Streblus asper Lour.
ชื่อพ้อง ช่อื วงศ์ Moraceae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไมพ้ ุ่มหรือไมต้ ้นขนาดกลาง สูงถึง 5-10 เมตร เปลือกสเี ทาอมเขียว เปลือกในสีขาวหนา ผิว
เรียบบาง มักมขี นอยู่โดยทวั่ ไป มียางขาวข้น แตกก่ิงกา้ นหนาแนน่ ใบเดยี่ ว เรียงสลบั แผ่นใบรูปรีหรือ
รูปไข่กลับ กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 4-8 เซนติเมตร ปลายแหลมและมีติ่งแหลมสั้น โคนสอบแคบ
ผิวใบทงั้ ดา้ นบนและด้านล่างหนามากและสากคายเหมือนกระดาษทราย ขอบใบหยกั ฟันเลื่อย ก้านใบ
ส้ันมาก ยาว 1-3 มิลลิเมตร หูใบรูปหอก ยาว 2-5 มิลลเิ มตร มีขนราบ หลุดร่วงง่าย เส้นใบท่ีโคนมี 1
คู่ สั้น ไม่มีต่อม ดอก สีเขียวอ่อน มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็กมาก ดอก
แยกเพศ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ช่อดอกเพศผู้เป็นกระจุกกลม มี 5-15 ดอก เส้น
ผ่านศูนย์กลางยาว 6-10 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกยาว 3-15 มิลลิเมตร มีขนเล็กน้อย หรือเกลี้ยง มีใบ
ประดับเล็กๆ 1-2 ใบ ที่โคนก้านใบ บางครั้งพบมีอีก 1 ใบ บนก้าน และมีใบประดับเล็กๆ อีก 2-3 ใบ
ที่ปลายก้าน ดอกเพศผู้มีก้านส้ัน กล่ินหอม มีส่วนต่างๆจำนวน 4 วงกลีบรวม ยาว 1 มิลลิเมตร มีขน
เล็กน้อย เกสรเพศผู้สีขาว ดอกเพศเมียออกเดี่ยว มีก้านยาว กลีบดอกสีเขียวปนเหลือง มีก้านดอก
เล็ก ยาว 1-4 มิลลิเมตร มีขนเล็กน้อย ใบประดบั มี 2 ใบ รปู ไข่ ปลายแหลม ยาว 1-2 มิลลเิ มตร แนบ
ไปกับวงกลีบรวม วงกลีบรวมยาว 2 มิลลิเมตร รูปไข่แหลม มีขนเล็กน้อย ก้านเกสรเพศเมียยาว 1
มิลลิเมตร และยาวขึ้นถึง 6-12 มิลลิเมตร เกลี้ยง ผล สด รูปกลม หรือรูปไข่ ขนาดประมาณ 0.8
เซนติเมตร มีเมล็ดเดียว ผลแก่สีเหลืองหรอื ส้ม ฉ่ำน้ำ เมอ่ื แรกรวมอยู่กบั วงกลีบรวมทใ่ี หญ่ขน้ึ ยาว 5-
8 มิลลเิ มตร ต่อไปเม่ือแก่จะโผลจ่ ากวงกลีบรวม และวงกลบี รวมจะงอพับ มีกลีบเลีย้ งสีเขียวหุ้ม ปลาย
ผลมกี ้านเกสรตวั เมียคล้ายเสน้ ด้ายตดิ อยู่ ก้านผลยาว 7-27 มิลลิเมตร เมล็ดกลม กว้าง 4-5 มลิ ลิเมตร
สีขาวแกมเทา พบตามที่ลุ่ม ป่าเบญจพรรณทั่วไป และป่าละเมาะ ออกดอกช่วงเดือนเมษายนถึง
พฤษภาคม เสน้ ใยใชท้ ำกระดาษขอ่ ย

~3~

สรรพคุณ
ตำรายาไทย ใช้ กงิ่ สด ขนาดเล็กนำมาทบุ ใชส้ ีฟนั ทำให้เหงือกและฟันทน เปลอื กตน้ รส

เมาฝาดขม นำมาต้มใส่เกลือให้เค็มใช้รักษาโรครำมะนาด แก้โรคฟัน รักษาฟันให้แข็งแรง แก้ปวดฟัน
ดบั พิษในกระดูกในเส้น แก้พยาธิผิวหนัง เร้ือน มะเร็ง ดับพิษท้ังปวง หุงเป็นน้ำมันทาหัวรดิ สีดวง ปรุง
เป็นยาแก้ท้องร่วง เปลือกใช้มวนสูบรกั ษาริดสีดวงจมกู เปลือกตน้ ต้มกบั น้ำใชช้ ะล้างบาดแผล และโรค
ผิวหนัง ราก รสเมาฝาดขม ปรุงเป็นยารักษาแผลเร้ือรัง แก้โรคคอตบี เป็นส่วนผสมในยารักษากระดูก
ปวดเส้นประสาทและปวดเอว ฆ่าพยาธิ เปลือกราก รสเมาขมบำรุงหัวใจ พบมีสารบำรุงหัวใจ ใบ รส
เมาเฝ่ือน น้ำต้มแก้โรคบิด ใบข่อยค่ัวชงน้ำด่ืมก่อนมีประจำเดือน สำหรับสตรีที่มักมีอาการปวดท้อง
ขณะมีประจำเดือน จะบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ใบคั่วกินแก้โรคไต ขับน้ำนม แก้บิด ใช้
ภายนอกแก้โรคริดสดี วงทวาร ตำผสมข้าวสารคน้ั เอานำ้ ดื่มครึ่งถว้ ยชา ทำใหอ้ าเจยี นถอนพิษยาเบ่อื ยา
เมา หรืออาหารแสลง ชงกับน้ำรอ้ นดื่มระบายท้อง แก้ปวดท้องขณะมีประจำเดอื น แกป้ วดเมอ่ื ย บำรุง
ธาตุ ยาระบายอ่อนๆ ขับผายลม แกท้ ้องอืดเฟ้อ ทั้งต้น ต้มใส่เกลือ แก้ฟันผุ กระพ้ี รสเมาฝาดขม แก้
พยาธิ แก้มะเร็ง ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้ผื่นคน เย่ือหุ้มกระพี้ รสเมาฝาดเย็น ขูดเอามาใช้ทำยาสูบแก้
ริดสีดวงจมูก ผล รสเมาหวานร้อน บำรุงธาตุ แก้ลม แก้กระษัย ขับลมจุกเสียด เป็นยาอายุวัฒนะ
เมลด็ รสเมามันร้อน เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุเจริญอาหาร ขับผายลม แกท้ ้องอืดเฟอ้ แกโ้ ลหติ และ
ลม ขับลมในลำไส้

ตำรายานครราชสีมา ใช้ ใบ แก้ท้องเสียโดยนำใบ 1 กำมือ ตำให้แหลกผสมกับน้ำประมาณ
คร่ึงแก้วดื่ม เปลือกต้น แก้รำมะนาด โดยนำเปลือกผสมกับเกลือทะเลอย่างละเท่าๆกัน ต้มให้เกลือ
ละลาย อมเชา้ -เยน็ หลงั อาหารและก่อนนอน

ตำราเภสชั กรรมล้านนา ใช้ ใบ เปลือก ราก และเมล็ด รักษาอาการไอ ขบั เสมหะ แกเ้ จ็บคอ
รักษาเหงอื ก แก้ปวดฟนั

ประเทศพม่า ใช้ เปลือกต้นแก้ท้องร่วง แก้ปวดฟัน ช่วยให้ฟันแข็งแรง ต้มน้ำกินแก้ไข้ แก้
บิด แกท้ อ้ งเสีย และแกม้ ะเรง็ เปน็ ยาอายวุ ฒั นะ
องค์ประกอบทางเคมี

ราก พบสารท่ีมีฤทธิ์ต่อหัวใจ Cardiac glycoside มากกว่า 30ชนิด เช่น asperoside,
strebloside, glucostreblolide

เกลอื
เป็นแร่ธาตุส่วนใหญ่ประกอบด้วยโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) สารประกอบในระดับสูงกว่าเกลือ
ชนิดต่าง ๆ เกลือในธรรมชาติก่อตัวเป็นแรผ่ ลกึ รจู้ ักกันวา่ เกลือหิน หรือแฮไลต์ เกลือพบได้ในปรมิ าณ
มหาศาลในทะเลซ่ึงเป็นองค์ประกอบของแร่ที่สำคัญ ในมหาสมุทรมีแรธ่ าตุ 35 กรัมต่อลติ ร ความเค็ม

~4~

3.5% เกลือเป็นส่ิงจำเป็นต่อชีวติ สตั ว์ ความเค็มเปน็ รสชาติพื้นฐานของมนุษย์ เนอื้ เย่ือสัตว์บรรจเุ กลือ
ปริมาณมากกว่าเนื้อเย่ือพืช ดังน้ันอาหารของชนเผ่าเร่ร่อนท่ีดำรงชีวิตในฝูงต้องการเกลือเพียง
เล็กน้อย หรือไม่ต้องการเกลือเลย ขณะอาหารประเภทซีเรียลจำเป็นต้องเพิ่มเกลือ เกลือเป็นหน่ึงใน
เคร่ืองปรุงรสที่เก่าแก่ท่ีสุดและหาได้ง่ายท่ีสุด และการดองเค็มก็เป็นวิธีการถนอมอาหารที่สำคัญวิธี
หนึง่

หลักฐานการทำเกลือยุคแรกท่ีสุดย้อนไปถึง 6,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช เม่ือคนท่ีอาศัยใน
ประเทศโรมาเนยี ต้มนำ้ เพอื่ สกดั เกลอื การทำนาเกลอื ในจีนกเ็ กิดข้ึนในเวลาไลเ่ ลย่ี กนั เกลือถูกชาวฮีบรู
กรีก โรมัน ไบแซนไทน์ ฮิไทต์ และอียิปต์ ตีราคาสูง เกลือกลายเป็นวัตถุสำคัญและขนส่งทางเรอื ผ่าน
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านทางทางเกลือที่สร้างขนึ้ เฉพาะ และผ่านทะเลทรายซาฮาราในคาราวานอูฐ
ความขาดแคลนและความต้องการเกลือทั่วโลกนำไปสูส่ งครามชงิ เกลือ และใช้เกลอื เพ่อื เพิ่มภาษีเงนิ ได้
เกลอื ยงั ถกู ใชใ้ นพิธที างศาสนา และวัฒนธรรมต่าง ๆ ด้วย

เกลือผลติ จากเหมืองเกลือ หรือจากการระเหยน้ำทะเล หรือน้ำซับท่ีอุดมไปด้วยแร่ธาตุในบ่อ
ตื้น ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหลักของเกลือคือโซดาไฟ และคลอรีน และใช้ในกระบวนการทาง
อุตสาหกรรมและในการผลิตโพลีไวนิลคลอไรด์ พลาสติก เยื่อกระดาษ และผลิตภัณฑ์อ่ืน ๆ จากการ
ผลิตเกลือปริมาณสองล้านตันต่อปี มเี พียง 6% ทใ่ี ห้มนุษย์บรโิ ภค ส่วนอ่ืน ๆ ใช้ในการปรับสภาวะของ
น้ำ กำจัดน้ำแข็งบนถนน และใช้ในการเกษตร เกลือที่กินได้มีขายในหลายรูปแบบ เช่น เกลือสมุทร
และเกลือโต๊ะปกติจะบรรจุสารป้องกันการรวมตัวเป็นก้อน และอาจเสริมไอโอดีนเพื่อป้องกันภาวะ
พร่องไอโอดีน นอกจากจะใช้ปรุงอาหารและวางบนโต๊ะแล้ว เกลือยังพบได้ในอาหารแปรรูปจำนวน
มาก อาหารท่ีมีโซเดียมมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตสูง และอาจเพ่ิมความเส่ียงของกล้ามเนื้อหัวใจ
ตายเหตุขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าผู้ใหญ่ควรบริโภคโซเดียม
น้อยกวา่ 2,000 มลิ ลิกรมั หรือเทียบเท่ากับเกลอื 5 กรัมตอ่ วัน[1]

การบรู (Camphor tree)

ชอ่ื เครอื่ งยา การบูร

ชื่ออนื่ ๆของเครอ่ื งยาได้จาก การกล่ันลำต้น ราก หรอื ใบของการบูร

ชื่อพืชทีใ่ ห้เครื่องยา การบรู

ชอ่ื อนื่ (ของพชื ท่ใี หเ้ ครอ่ื งยา) อบเชยญวน พรมเส็ง

ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.

ชื่อพ้อง Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii

Lukman., Camphora hippocratei Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora

vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw., Cinnamomum camphoriferum St.-Lag.,

~5~

Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale (Hats. & Hayata)
Hayata, Cinnamomum officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L., Persea
camphora

ช่อื วงศ์ Lauraceae
ลักษณะภายนอกของเคร่ืองยา:

เป็นผลึกที่แทรกอยู่ในเนื้อไม้ของต้นการบูร ท่ีเกิดอยู่ทั่วไปทัง้ ต้น มักจะอยู่ตามรอยแตกของ
เนื้อไม้ มีมากท่ีสุดในแก่นของรากรองลงมาที่แก่นของต้น ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่า
ส่วนท่ีอยู่สูงข้ึนมา ในใบและยอดอ่อนมีการบูรอยู่น้อย ในใบอ่อนจะมีน้อยกว่าใบแก่ ผงการบูรเป็น
เกลด็ กลมเล็ก ๆ สีขาวแห้ง อาจจับกันเป็นก้อนร่วน ๆ แตกง่าย ทิ้งไว้ในอากาศ จะระเหิดไปหมด
มีรสร้อนปรา่ เมา
สรรพคณุ :

ตำรายาไทย: “การบูร” มีรสร้อนปร่าเมา ใช้ทาถูนวดแก้ปวด แก้เคล็ดบวม ขัดยอก แพลง
แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย และโรคผิวหนัง
เร้ือรัง เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ แก้ไข้หวัด และขับลม บำรุงธาตุ
บำรุงกำหนัด ยากระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ ใช้เป็นส่วนผสมในยาหอมต่างๆ เช่น ยาหอมเทพจิตร เป็น
ยาชาเฉพาะท่ี เป็นยาระงับประสาท แก้อาการชักบางประเภท ใช้การบูร 1-2 เกรน แก้ปวดขัดตาม
เส้นประสาท ข้อบวมเป็นพษิ แก้เคล็ดบวม เส้นสะด้งุ กระตุก ขัดยอกแพลง แก้ปวดทอ้ ง ท้องร่วง ขับ
น้ำเหลอื ง แกเ้ ลือดลม บำรงุ กำหนัด ขับเหงือ่ ขับเสมะหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจายลม ขับผายลม
นำมาผสมเป็นข้ีผ้ึง เป็นยาร้อน ใช้ทาแก้เพื่อถอนพิษอักเสบเร้ือรัง ปวดยอกตามกล้ามเนื้อ สะบักจม
ทรวงอก ปวดร้าวตามเส้นเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในช่วงฤดูหนาว แกพ้ ิษสัตวก์ ัดต่อย วางใน
หอ้ งหรือตเู้ สอ้ื ผา้ ไล่ยงุ และแมลง

บญั ชียาจากสมนุ ไพร: ที่มีการใช้ตามองคค์ วามรดู้ ั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบ
ยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้การบูร ร่วมกับสมุนไพรชนิดอ่ืนๆในตำรับ ในยา
รักษาหลายกลุ่มอาการ ได้แก่ “ยาธาตุบรรจบ” มีสรรพคุณของตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ
และอาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียที่ไม่ติดเชื้อ เป็นต้น , ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มี
ส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับในการบรรเทา
อาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของ
การบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับในการรักษาระดูมาไม่สม่ำเสมอหรือ
มาน้อยกว่าปกติ บรรเทาอาการปวดประจำเดือน และขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอดบุตร ตำรับ
"ยาเลือดงาม" มีส่วนประกอบของการบูร ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทา
อาการปวดประจำเดือน ช่วยใหป้ ระจำเดือนมาเปน็ ปกติ แก้มุตกิด

~6~

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ฤทธิแ์ กไ้ อ

ทำการศึกษาในหนูตะเภา ท่ีเหนี่ยวนำให้เกิดการไอด้วย citric acid และให้การบูร (camphor)
ขนาดความเข้มข้น 50, 133 และ 500 mg/L ในรูปไอระเหยแก่หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการไอ ผล
การทดลองพบวา่ การบูรขนาดความเข้มข้น 500 mg/L มีผลลดการไอมากถึง 33 % และมีการศกึ ษา
ทีพ่ บวา่ camphor สามารถลดความถี่ในการไอได้ด้วย (Chen, et al., 2013)
ฤทธยิ์ บั ย้งั เช้อื แบคทีเรีย

การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเช้ือแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus
aureus (เชื้อ E. coli เป็นเช้ือที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร เช้ือ S. aureus ทำให้เกิดแผลติดเช้ือ ฝี
หนอง และโรคอีกหลายระบบในร่างกาย) ทดสอบโดยใช้สาร camphor ที่สกดั ได้จากต้นการบูร และ
เป็นองค์ประกอบหลักของ essential oil จากต้นการบูร ทดสอบด้วยวิธี agar disk diffusion วัดผล
ดว้ ยการวัดค่า inhibition zone พบว่า camphor ในขนาดความเข้มข้น 2% สามารถยบั ย้ังการเจริญ
ของเช้ือ S. aureus ได้ แตไ่ มม่ ีผลยบั ย้งั เชือ้ E.coli (Gupta and Saxena, 2010)
ผลตอ่ การเคลื่อนท่ี และการมชี ีวติ รอดของสเปริ ม์

การทดสอบการเคล่ือนท่ี และการมีชีวิตรอดของสเปิร์ม โดยใช้สารการบูร ที่ได้จากต้นการบูร
ทำการศกึ ษาในหลอดทดลอง ตรวจสอบโดยการวัดจำนวนสเปริ ์ม เกบ็ ตัวอย่างอสุจิสดจากผบู้ ริจาคทีม่ ี
สุขภาพดี ทดสอบโดยผสมน้ำอสุจิจำนวน 10 µl กับสารละลาย camphor จำนวน 10 µl คิดเป็น
ความเข้มข้นของ camphor 1, 2.5, 5 และ 10% สังเกตการเคล่ือนที่ของสเปิร์มทันทีหลังผสมกับ
การบรู และบนั ทึกผลทุก 30 วินาที จนครบ 150 วินาที ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ผลการทดสอบพบว่า
ความเข้นข้นของสารละลาย camphor ที่เพม่ิ ขึ้นทำใหก้ ารเคลื่อนที่ของสเปิร์มลดลง การเคลอ่ื นท่ีของ
สเปิร์มที่เวลา 0 และ 150 วินาที ของกลุ่มควบคุมเท่ากับ 79±1.3 และ 77±2.0% ตามลำดับ กลุ่มท่ี
ได้รับการบูร ขนาด 1, 2.5 และ 5% มีการเคล่ือนท่ีของสเปิร์มท่ีเวลา 150 วินาที เท่ากับ 19±1.4,
12±1.7 และ 6±1.4% ตามลำดับ camphor 10% มีการเคล่ือนท่ีของสเปิร์มท่ีเวลา 120 วินาที
เท่ากับ 4±1.3% การทดสอบการมีชีวิตรอดของสเปิร์ม ใช้น้ำอสุจิ 1 หยด ผสมกับ eosin y stain 1
หยด (ย้อมสี) และเติมสารละลายการบูรที่ความเข้มข้นต่าง ๆ จากน้ัน 1-2 นาที นำมาศึกษาภายใต้
กล้องจุลทรรศน์ บันทึกการตายของสเปริ์ม ดูผลทุก 30 วินาที จนครบ 150 วินาที การทดสอบพบว่า
ความเข้นข้นของสารละลายการบูรที่เพ่ิมข้ึนทำให้การมีชีวิตรอดของสเปิร์มลดลง การมีชีวิตรอดของ
สเปิร์มในกลุ่มควบคุมที่เวลา 0 และ 150 วินาที เท่ากับ 80±1.5 และ 75±2.4% ตามลำดับ กลุ่มที่
ได้รับการบูรขนาด 1, 2.5 และ 5% มีการเคล่ือนท่ีของสเปิร์มที่เวลา 150 วินาที เท่ากับ 17±1.4,
9±1.9 และ 4±1.9 % ตามลำดับ การบูรขนาด 10% มีการเคลื่อนท่ีของสเปิร์มที่เวลา 120 วินาที
เท่ากับ 5±1.6% โดยสรุปการบูรมีผลต่อเคลื่อนไหว และการมีชีวิตรอดของสเปิร์มท่ีความเข้มข้น

~7~

ต่างๆ จึงอาจนำไปพัฒนายาที่ใชใ้ นการคุมกำเนดิ สำหรับเพศชาย โดยต้องมกี ารศึกษาต่อไป (Jadhav,
et al., 2010)
การศึกษาทางพษิ วทิ ยา:

การทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันของการบูร (edible camphor) ทำการศึกษาในหนูขาวเพศ
ผู้ สายพันธุ์วิสตาร์ พบว่าค่าความเข้มข้นท่ีทำให้หนูตายร้อยละ 50 (LD50) เมื่อให้โดยการกินเท่ากับ
9487 mg/kg เม่ือป้อนการบูรให้หนูในขนาด 1, 2, 4 และ 6 g/kg เป็นเวลา 7 วัน แล้วจึงแยกอวัยวะ
ออกมาวิเคราะห์ และเก็บตัวอย่างเลือด เปรียบเทียบผลกับกลุ่มควบคุม พบว่าหนูท่ีได้รับการบูรใน
ขนาด 4 และ 6 g/kg ทำให้ระดับ lactate dehydrogenase (LDH) ในซีรัมเพิ่มข้ึนอย่างมีนัยสำคัญ
ในไต และตับ (p <0.05) ตามลำดับ (LDH เป็นเอนไซม์ที่บ่งบอกว่าเน้ือเย่ือได้รับบาดเจ็บหรือ
อันตราย) ระดับสารมาลอนไดอัลดีไฮด์ (ตัวบ่งชี้การเกิด lipidperoxidation) เพ่ิมขึ้นในปอด (การบูร
ขนาด 2 g/kg), ไต (การบูร 4 g/kg) และ ตับและไต (การบูร 6 g/kg)(p <0.05) สารทดสอบทุก
ขนาดทำให้ระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ catalase (CAT) ลดลงท้ังในตับ ไต และอัณฑะ ระดับ
เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ superoxide dismutase (SOD) เพิ่มขึ้นในตับ และปอด แต่ลดลงในไต
(การบูรขนาด 2, 4 และ 6 g/kg) แต่ในอัณฑะไม่เปลี่ยนแปลง (p <0.05) ระดับเอนไซม์ต้านอนุมูล
อิสระ reduced glutathione (GSH) ลดลงในปอด (การบูรขนาด 1, 2, 3, 4, 5 g/kg) เพ่ิมข้ึนใน
อณั ฑะ (การบูรขนาด 2 g/kg) แตไ่ ม่เปล่ียนแปลงในตับ และไต (p < 0.05) ผลการตรวจสอบเนื้อเยื่อ
พบว่าเนื้อเย่ือตับ ไต และปอด มีการเปล่ียนแปลงในระดับปานกลางถึงรุนแรง แต่เน้ือเย่ืออัณฑะไม่
พบการเปล่ียนแปลงที่สำคัญ โดยสรุปการได้รับการบูรในขนาดสูงกว่าปกติ จะนำไปสู่ภาวะเครียด
ออกซิเดชัน (oxdative stress) ทำใหร้ ะดบั เอนไซม์ต้านอนมุ ูลอสิ ระลดลง และเกดิ การทำลายเน้ือเย่ือ
ตับ และไตได้ (Somade, et al., 2017)

มีรายงานว่าการรับประทานการบูร ขนาด 3.5 กรัม ทำให้เสียชีวิตได้ และหากรับประทาน
เกินครั้งละ 2 กรัม จะทำให้หมดสติ และเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต และสมอง อาการแสดง
เม่ือได้รับพิษ คือ คล่ืนไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ กล้ามเนื้อส่ัน กระตุก เกิดการชัก สมอง
ทำงานบกพร่อง เกิดภาวะสับสน ท้ังนี้ข้ึนกับขนาดที่ได้รับ ปกติแล้วร่างกายมีการกำจัดการบูรเม่ือ
รับประทานเข้าไป ผ่านการเมทาบอลิซึมที่ตับ โดยการบูรจะถูกเปลี่ยนเป็นสารกลุ่มแอลกอฮอล์ โดย
การเติมออกซเิ จนในโมเลกุล เกิดเป็นสาร campherolแล้วจะจับตัวกับ glucuronic acid ในตับ เกิด
เป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ และถูกขับออกทางปัสสาวะ แต่หากได้รับในปริมาณสูงเกินไป ก็จะ
เกดิ การตกค้างจนก่อใหเ้ กิดอนั ตรายต่อตับ และไตได้ (Chen, et al., 2013)

การสูดดมการบูร ที่มีความเข้มข้นในอากาศมากกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2
mg/m3) จะทำให้เกิดอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ได้แก่ การระคายเคืองต่อจมูก ตา และลำคอ
ขนาดที่ทำให้เกิดพิษรุนแรงต่อชีวิต และสุขภาพคือ 200 mg/m3 ความเป็นพิษของการบูรที่เกิดจาก

~8~

การรับประทาน ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ ชัก หมดสติ หรืออาจเป็นอันตรายถึง
ชีวิตจากภาวะระบบการหายใจล้มเหลว โดยขนาดของการบรู ท่ีทำให้เกดิ อาการพิษท่ีรนุ แรง (ชัก หมด
สติ) ในผ้ใู หญ่ คอื 34 mg/kg (Manoguerra, et al, 2006)

มีรายงานว่าการกินน้ำมันการบูรในขนาด 3-5 mL ที่มีความเข้มข้น 20% หรือมากกว่า 30
mg/Kg จะทำให้เสียชีวิตได้ มีรายงาน case report ระบุไว้ว่า มีเด็กหญิงอายุ 3 ปีคร่ึง ทานการบูร
เข้าไป โดยไม่ทราบขนาดที่รับประทาน ปรากฏว่ามีอาการชักแบบกล้ามเนื้อเกร็งท้ังตัวโดยไม่มีการ
กระตุก (generalised tonic seizures) นาน 20-30 นาที ก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบาล ผลการตรวจ
ทางหอ้ งปฏิบตั ิการพบวา่ ระดับนำ้ ตาล ระดบั electrolytes และระดบั แคลเซียม มีคา่ ปกติ การตรวจ
คล่ืนไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography (EEG) พบว่ามีค่าปกติ และมีอาการอาเจียน 1 ครั้ง
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล พบสารสขี าว และมีกลิ่นการบรู รุนแรงจากการอาเจียน (Narayan and Singh,
2012)

กานพลู

ชือ่ เคร่ืองยา กานพลู

ชื่ออื่นๆของเคร่ืองยาได้จาก ดอกตมู (ดอกท่โี ตเต็มท่ี แตย่ งั ไมบ่ าน)

ชอ่ื พชื ที่ให้เครือ่ งยา กานพลู (Clove)

ชื่ออื่น(ของพชื ทใ่ี หเ้ ครื่องยา) จันจี่ (เหนือ) ดอกจนั ทร์

ช่ือวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L.M.Perry)

ช่อื พ้อง Caryophyllus aromaticus L., Caryophyllus hortensis Noronha,

Caryophyllus silvestris Teijsm. ex Hassk., Eugenia caryophyllata Thunb., Eugenia

caryophyllus (Spreng.) Bullock & S.G.Harrison, Jambosa caryophyllus (Thunb.) Nied.,

Myrtus caryophyllus

ช่ือวงศ์ Myrtaceae

ลักษณะภายนอกของเครอ่ื งยา:

ดอกตูม ความยาว 1-2 เซนติเมตร สีน้ำตาลแดงถึงน้ำตาลดำ ส่วนล่างของดอก

(hypantium) มีลักษณะแข็ง ทรงกระบอก ท่ีมีความแบนท้ัง 4 ด้าน มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 4 อัน รูป

สามเหลี่ยม อยู่สลับหว่างกับกลีบดอก 4 กลีบ ลักษณะเป็นแผ่นบางรวมอยู่ตรงกลาง ข้างในดอก

ประกอบด้วยเกสรตัวผู้จำนวนมาก และเกสรตัวเมีย 1 อัน ผงยามีสีน้ำตาลเข้ม กล่ินเฉพาะ หอม

แรง เป็นยาร้อน มรี สเผ็ดร้อน ฝาด ทำใหล้ ิน้ ชา

ลกั ษณะทางกายภาพและเคมที ่ีดี:

~9~

ข้อมลู จาก WHO กำหนดปรมิ าณความช้ืนไม่เกนิ 12% w/w ปรมิ าณสิ่งแปลกปลอมในดอก
ท่ีบานแล้ว ผลและก้านดอก ไม่เกิน 4% w/w และดอกตูมท่ีเสียแล้วไม่เกิน 2% w/w ปริมาณส่ิง
แปลกปลอมอ่ืนๆ ไม่เกิน 0.5% w/w ปริมาณเถ้ารวมไม่เกิน 7% w/w ปริมาณเถ้าท่ีไม่ละลายใน
กรด ไม่เกิน 0.5% w/w ปริมาณน้ำมันระเหยง่าย (volatile oil) ไม่น้อยกว่า 15% w/w เภสัช
ตำรับอินเดีย ระบุว่าปริมาณสารสกัดเอทานอล ไม่น้อยกว่า 3% w/w ปริมาณสารสกัดด้วยน้ำ ไม่
น้อยกว่า 9% w/w เภสัชตำรับของญี่ปุ่นกำหนดให้มีปริมาณสาร eugenol ไม่น้อยกว่า 12.8 %
w/w
สรรพคณุ :

ตำรายาไทย ดอก รสเผ็ด กระจายเสมหะ แก้เสมหะเหนียว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวด
ฟัน ดับกลิ่นปาก แก้หืด เป็นยาทำให้ร้อนเมื่อถูกผิวหนังทำให้ชา เป็นยาฆ่าเช้ือ แก้ปวดฟั น แก้
รำมะนาด แกป้ วดทอ้ ง มวนในลำไส้ แกล้ ม แก้เหน็บชา แก้พิษโลหิต พิษน้ำเหลือง ขบั น้ำคาวปลา ทำ
อุจจาระให้ปกติ แก้ธาตุทั้ง 4 พิการ แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย คล่ืนไส้อาเจียน แก้จุก
เสียด แก้ท้องเสีย ขับผายลม กดลมให้ลงสู่เบ้ืองต่ำ แก้สะอึก แก้ซางต่างๆ ขับระดู น้ำมันกานพลู
(Clove oil) เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้ปวดฟัน โดยใช้สำสีชุบนำมาอุดท่ีฟัน ระงบั การกระตุก ตะคริว ขับ
ผายลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืด ผสมยากลั้วคอ แต่งกล่ินอาหาร แต่กลิ่นสบู่ ยาสีฟัน ดับกลิ่นปาก ดับ
กลิ่นเหลา้ ไล่ยงุ

ตำรายาไทย: มีการใช้กานพลูในหลายตำรับ ตัวอย่างเช่น ใน ”พิกัดตรีพิษจักร” คือการ
จำกัดจำนวนตัวยาที่มีรสซึมซาบไวดังกงจักร 3 อย่าง มี ผลผักชีล้อม ผลจันทน์เทศ และกานพลู
สรรพคณุ แกล้ ม แกพ้ ิษเลอื ด แก้ธาตพุ ิการ บำรงุ โลหิต ”พิกดั ตรีคันธวาต” คือการจำกดั จำนวนตัวยาท่ี
มีกลิ่นหอมแก้ลม 3 อย่าง มี ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ และกานพลู มีสรรพคุณ แก้ธาตุพิการ แก้ไข้
อนั เกิดแต่ดี แก้จุกเสยี ด

บญั ชียาจากสมุนไพร: ท่ีมกี ารใช้ตามองค์ความรูด้ ั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแหง่ ชาติ
ด้านยา มีการใช้กานพลู ในยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏในตำรับ”ยา
หอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” โดยมีสว่ นประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ
ในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คล่ืนเหียน อาเจียน แก้ลม
จุกแน่นในท้อง ตำรับยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร ประกอบด้วย “ยาธาตุบรรจบ” มี
ส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ
และอาการท้องเสียท่ีไม่เกิดจากการติดเชื้อ ตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีกานพลูเป็นองค์ประกอบ
หลัก และมีสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจาก
อาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ ตำรับ "ยาเลือดงาม" มีส่วนประกอบของดอกกานพลู ร่วมกับ

~ 10 ~

สมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็น
ปกติ แก้มุตกิด
รูปแบบและขนาดวธิ ีใช้ยา:

1. แก้อาการ ท้องอดื เฟ้อ ขบั ลม
ในผใู้ หญ่- ดอกตูม 4-6 ดอกใชท้ ุบให้ชำ้ ชงน้ำดมื่ คร้งั ละครึง่ ถว้ ยแก้ว หรือใช้ดอกแห้ง

5-8 ดอก ต้มน้ำพอเดือด ดม่ื แตน่ ้ำ ถ้าบดเป็นผง 0.12-0.6 กรมั ชงนำ้ สกุ ดม่ื
เด็กอ่อน- ใช้ดอกแห้ง 1 ดอก ทุบแช่ไว้ในน้ำเดือด 1 กระติก (ความจุราวคร่ึงลิตร)

สำหรบั ชงนมใส่ขวดให้เดก็ ดดู แก้ท้องอืด
2. แกป้ วดฟัน
ใช้น้ำมันท่ีได้จากการกลั่นดอกตูมของดอกกานพลู 4-5 หยด ใช้สำลีพันปลายไม้ จุ่ม

น้ำมันจ้ิมลงในรูท่ีปวดฟัน และใช้แก้โรครำมะนาด หรือใช้ทั้งดอกเค้ียว แล้วอมไว้ตรงบริเวณที่ปวด
ฟันเพ่ือระงบั อาการปวด หรือใช้ดอกกานพลูตำพอแหลกผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กนอ้ ยพอแฉะใช้จ้ิม
หรืออดุ ท่ีปวดฟนั

3. ระงับกลิน่ ปาก
ใชด้ อกตมู 2-3 ดอก อมไวใ้ นปาก จะชว่ ยทำใหร้ ะงับกลิ่นลง

องค์ประกอบทางเคม:ี
กานพลูมีน้ำมันระเหยง่ายร้อยละ 14-23 ของน้ำหนักแห้ง มีองค์ประกอบหลักเป็นสารชื่อ

“ยูจนี อล” (eugenol) ปัจจบุ ันนำมาใชท้ างทนั ตกรรม และใชแ้ ก้ปวดฟนั
น้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วยสาร eugenol (60-95%), eugenol acetate (2-27%),

alpha- แ ล ะ beta-caryophyllene (5-10%), caryophyllene epoxide, benzyl alcohol,
benzaldehyde, 1,8-cineol, humulene, humulene epoxide, carvacrol, thymol,
cinnamaldehyde, trans-isoeugenol, eugenol, dehydrodieugenol และ trans-coniferyl
aldehyde ส า ร ก ลุ่ ม flavonoids: quercetin, kaempferol, biflorin, rhamnocitrin,
myricetin, rhamnetin, eugeniin สารกลุ่ม tannins: gallotannic acid 13%, gallic acid,
ellagic acid, protocatechuic acid สารกลุ่ม terpenoids: oleanolic acid, crategolic
acid ส า ร อ่ื น ๆ : polysaccharides, 5,7-dihydroxy-2-methylchromone 8-O- beta-D-
glucopyranoside, vanillin, chromone ช่อื eugenin
การศกึ ษาทางเภสชั วิทยา:
ฤทธ์ิระงับปวด

ศึกษาฤทธ์ริ ะงับอาการปวดของสารสกัดเอทานอลจากดอกกานพลู โดยฉีดสารสกัดเอทาในขนาด
ความเข้มข้น 50, 100 และ 200 mg/kg เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร สายพันธุ์ Swiss albino ท้ัง

~ 11 ~

เพศผู้และเพศเมยี หลังจากนัน้ 30 นาที ฉีดกรดอะซิติกเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการหดเกร็งของกลา้ มเน้ือ
บริเวณช่องท้อง (writhing) ซ่ึงแสดงถึงอาการเจ็บปวด ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเอทานอลจาก
ดอกกานพลู สามารถระงับอาการปวดได้ร้อยละ 75, 66 และ 65 ตามลำดับ (p<0.05 เมื่อ
เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม) สารมาตรฐาน piroxicam เม่ือฉีดให้หนูในขนาด 20 mg/kg ระงับ
อาการปวดได้ ร้อยละ 74 จากผลการศึกษาสรุปได้ว่าสารสกัดเอทานอลของดอกกานพลูในขนาด
ความเข้มข้น 50 mg/kg มฤี ทธร์ิ ะงบั อาการปวดได้ดที สี่ ดุ (Tanko, et al., 2008)

การศึกษาฤทธิ์ระงับปวดของ eugenol ในดอกกานพลู ทำการทดลองโดยให้ eugenol ขนาด
50, 75, 100 มก./กก. แก่หนูถีบจักร ท่ีถูกเหน่ียวนำให้ปวดด้วยกรดอะซีติก พบว่าสามารถลดอาการ
ปวด (writhing) ของหนูได้ นอกจากน้ียังมีการศกึ ษาฤทธ์ิระงับปวดโดยป้อน eugenol ท่ีความเขม้ ขัน
1-10 มก./กก. แกห่ นู พบว่าการระงับปวดจะขนึ้ อยู่กับขนาดยาที่ได้รบั และมีฤทธ์ริ ะงับปวดอย่างน้อย
30 นาที และการศึกษาพบว่าฤทธ์ิระงับปวดที่เกิดข้ึนน้ันเน่ืองมาจาก eugenol มีฤทธิ์ในการยับย้ัง
transient receptor potential vanilloid 1 (TRPV1) receptorsแ ล ะ voltage-activated Na+
and Ca2+channels ซ่งึ ท้งั สองชนิดเกยี่ วขอ้ งกับอาการปวดที่เกดิ ข้นึ (Kamatou, et al., 2012)
ฤทธิบ์ รรเทาอาการปวดไมเกรน

ทดสอบฤทธ์ิบรรเทาอาการปวดไมเกรน ของน้ำมันท่ีได้จากการกล่ันดอกกานพลูแห้ง และสาร
สกัดเอทานอลจากดอกกานพลู ในสัตว์ทดลอง ฤทธิ์บรรเทาปวดทดสอบด้วยวิธี Tail flick test และ
Hot plate test ฤทธ์ิในการทำให้นอนหลับ และผ่อนคลายทดสอบด้วยวิธี Sleeping time และ
Muscle relaxant activity ทดสอบฤทธ์ิต้านการอักเสบด้วยวิธีลดการบวมของใบหูหนู (EPP-
induced rat ear edema) และการลดการบวมของอุ้งเท้าหนู ด้วยวิธี Carrageenan-induced rat
paw edema ผลการทดลองพบว่าน้ำมันดอกกานพลูขนาด 5% w/wใน Gel base และสารสกัด
ดอกกานพลูขนาด 500 mg/kg มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดได้ เม่ือทดสอบด้วยวิธี Tail flick test (นำ
หางหนูวางบนแผ่นรวมแสง แล้วจับเวลาเพื่อดูการยกหางหนีจากความร้อน) และ Hot plate (นำหนู
ใส่ในบีกเกอร์ แล้ววางลงใน water bath ที่มีความร้อน สังเกตการยกเท้าขึ้นจากความร้อนของหนู)
โดยใช้สาร serotonin และ capsaicin ในการเหน่ียวนำใหเ้ กดิ ความเจ็บปวดจากความร้อนท่มี ากกว่า
ปกติ โดยให้ serotonin ในขนาดความเข้มข้น 0.1 nmol/µl ในการเหนี่ยวนำ พบว่าสารสกัดดอก
กานพลูขนาด 500 mg/kg มีฤทธ์ิบรรเทาอาการปวดได้เช่นเดียวกับยา sumatriptan (ยารักษาไม
เกรนกลุ่ม 5-HT agonist) ขนาด 100 mg/kg และเมื่อนำเซรั่มของสัตว์ทดลองมาวิเคราะห์หาระดับ
ของสารสื่อประสาท serotonin (สารท่ีทำให้หลอดเลือดขยายตัวและอักเสบ เกิดอาการไมเกรน
ตามมา) โดยวิธี ELISA พบว่าสารสกัดดอกกานพลูขนาด 500 และ 750 mg/kg สามารถลดระดบั ของ
สารส่อื ประสาท serotonin ท่บี รเิ วณระบบประสาทส่วนปลายได้ เช่นเดียวกบั ยา sumatriptan สว่ น
การใช้ capsaicin ในการเหน่ียวนำ พบว่าสารสกัดดอกกานพลูขนาด 500 mg/kg สามารถออกฤทธ์ิ

~ 12 ~

บรรเทาอาการปวดได้เช่นเดียวกับยา iIbuprofen ขนาด 100 mg/kg โดยท่ียา sumatriptan ไม่
สามารถออกฤทธ์ิบรรเทาอาการปวดท่ีเกิดจาก capsaicin ได้ ซ่ึงอาจบอกได้ว่ากลไกของ
sumatriptan และ capsaicin ไม่มคี วามเก่ียวข้องกนั น้ำมันดอกกานพลูทุกความเข้มข้น (1%, 7.5%
และ 15% v/v) มีฤทธิต์ ้านการอักเสบ โดยสามารถลดการบวมของใบหูของหนูได้ เม่ือทดสอบด้วยวิธี
EPP-induced rat ear edema ในขณะท่ีสารสกัดจากดอกกานพลูขนาด 250, 500 และ 750
mg/kg มีฤทธ์ิต้านการอักเสบโดยสามารถลดการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ เม่ือทดสอบด้วยวิ ธี
carrageenan-induced rat paw edema นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการง่วง หลับ และคลาย
กล้ามเน้ือ เม่ือทำการทดสอบด้วยวิธี Sleeping time และ Muscle relaxant activity โดยสรุป
น้ำมันหอมระเหย และสารสกัดจากดอกกานพลูมีฤทธิ์ลดปวด ลดการอักเสบ และลดสารส่ือประสาท
ที่เก่ียวข้องกับอาการปวดไมเกรน และอาการข้างเคียง ซึ่งมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาเพ่ือ
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นการรกั ษาในทางคลินกิ ได้ (กนั ยารตั น์, 2557)
ฤทธติ์ า้ นการอักเสบ

ศึกษาฤทธ์ิต้านการอักเสบของสารสกัดเอทานอลจากดอกกานพลู โดยฉีดสารสกัดเอทาในขนาด
ความเข้มข้น 50, 100 และ 200 mg/kg เข้าทางช่องท้องของหนูขาวสายพันธ์ุวิสตาร์ ทั้งเพศผู้และ
เพศเมีย หลังจากน้ัน 30 นาที ฉีดฟอร์มาลีน เพ่ือเหนี่ยวนำอาการบวมท่ีอุ้งเท้าหนู ผลการทดสอบ
พบว่าสารสกัดเอทานอลจากดอกกานพลู สามารถยับยั้งการบวมท่ีอุ้งเท้าหนูได้ร้อยละ 42, 45 และ
52 ตามลำดับ (p<0.05 เม่ือเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม) สารมาตรฐาน diclofenacขนาด 25
mg/kg ลดการบวมได้ร้อยละ 11 จากผลการศึกษาสรุปได้ว่าสารสกัดเอทานอลของดอกกานพลูใน
ขนาดความเข้มขน้ 200 mg/kg มีฤทธติ์ ้านการอกั เสบดีท่ีสดุ (Tanko, et al., 2008)
ฤทธ์ิต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

การศึกษาฤทธิ์ในการต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ของสาร eugenol จากดอกกานพลู
ทำการทดลองโดยให้ eugenol ขนาด 100 มก./กก. ทางปากแก่หนูแรท ก่อนได้รับยา
indomethacin (ยาที่ใช้เหน่ียวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร) เป็นเวลา 60 นาที ซ่ึงจากการ
ทดลองพบว่ากลุ่มที่ได้รับ eugenol ในขนาด 100 มก./กก. ไม่พบการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
(Kamatou, et al., 2012)

การทดสอบฤทธ์ิของกานพลูต่อระบบทางเดินอาหาร โดยสกัดสารจากดอกกานพลูด้วยการต้ม
ให้สารสกัดความเข้มข้น 300 และ 700 มก./กก. แก่หนูที่ถูกเหน่ียวนำให้เกิดแผลที่กระเพาะอาหาร
ด้วย ethanol (1 ml/rat), indomethacin (30 mg/kg) และ 70% ethanol in 150 mM HCl (1
ml/rat) ใช้ omeprazole 20 มก./กก., cimetidine มก./กก. และ misoprostol 0.2 มก./กก. เป็น
สารมาตรฐาน ผลการทดลองพบวา่ สารสกดั กานพลู สามารถลดจำนวนแผล และความกว้างของขนาด
แผลในหนูทดลองที่ได้รับ ethanol (1 ml/rat) และ 70% ethanol ใน150 mM HCl (1 ml/rat) มี

~ 13 ~

ค่าดัชนีเท่ากับ 2.80 ± 3.51 และ 11.4 ± 3.79 ส่วนหนูทดลองท่ีได้รับ indomethacin (30 มก./
กก.) พบว่าสารสกัดกานพลูขนาด 700 มก./กก. ลดจำนวนแผล และความกว้างของขนาดแผล มีค่า
ดชั นีเท่ากับ 0.20 ± 0.11 นอกจากน้ียังมีการทดสอบฤทธใ์ิ นการกระตุ้นการทำงานของลำไส้ในหลอด
ทดลอง โดยใช้ลำไส้กระต่าย เทียบกับ acetylcholine 5.5 x 10(-5) M ซึ่งสารสกัดกานพลูด้วยการ
ต้ม ความเข้มข้น 200-6400 μg/ml มีฤทธ์ิกระตุ้นการทำงานของลำไส้ได้น้อยกว่า acetylcholine
และเม่ือมีการให้สารสกัดกานพลูร่วมกับ atropine sulphate พบว่าจะมีฤทธ์ิในกระตุ้นการ
เคลื่อนไหวของลำไส้ได้ลดลง (Perry LM, 2011)
ฤทธ์ิต้านการบบี ตวั ของลำไส้

การทดสอบฤทธ์ิต้านการบีบตัวของลำไส้สัตว์ทดลองของน้ำมันกานพลู ทำในหลอดทดลอง
ลำไส้ถูกเหน่ียวนำให้เกิดการบีบตัวโดยใช้สารหลายชนิด ได้แก่ acetylcholine (ใช้ลำไส้หนูแรทส่วน
duodenum), barium chloride, histamine (ใช้ลำไส้ส่วน ileum ของหนูตะเภา) และ nicotine
(ใช้ลำไส้กระต่ายส่วน jejunum)ซึ่งสามารถยับยั้งการบีบตัวของสำไส้ได้ 20-40%, 40-60%, >60%
และ >60% ตามลำดับ (Perry LM, 2011)
ฤทธิต์ ้านเช้ือแบคทีเรีย

การทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของกานพลู โดยการสกัดดอกกานพลูด้วยตัวทำละลาย 3
ชนิด ได้แก่ น้ำ, petroleum ether และ diethyl ether ศึกษาผลการต้านเช้ือแบคทีเรียก่อโรค 4
ช นิ ด คื อ Escherichia coli, Staphylococcus aureus, Pseudomonas aeruginosa แ ล ะ
Proteus vulgaris ซึ่งทำให้เกิดโรคเก่ียวกับระบบทางเดินอาหาร แผลฝีหนอง และโรคติดเช้ือหลาย
ระบบในร่างกาย ทดสอบด้วยวิธี agar diffusion โดยใช้ paper disk และใช้ trypticase soy agar
เป็นอาหาร จากการทดลองพบว่า สารสกัดน้ำ ไม่มีผลในการยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียทั้ง 4 ชนิด
ทนี่ ำมาทดสอบ สารสกัด petroleum ether สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียทุกชนดิ สารสกัด
diethyl ether สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียได้ท้ัง 4 ชนิด เช่นเดียวกัน นอกจากน้ียังพบว่า
สารสกัด diethyl ether จากกานพลู เม่ือใช้เป็นตัวทำละลายมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญ
ของแบคทเี รยี สูงกวา่ เม่อื ใชต้ ัวทำละลายอ่ืนๆ (ไชยวุฒิ, 1981)
ฤทธิต์ า้ นเชอ้ื รา

การศึกษาความสามารถในการยับย้ังการเจริญ และการสร้างสารอะฟลาทอกซินของเชื้อรา
Aspergillus flavus โดยการทดสอบน้ำคั้นจากดอกกานพลู ผสมในอาหารแข็ง PDA ให้ได้ความ
เข้มข้นของน้ำคั้นสมุนไพร 2, 4, 6, 8, 10, 15, 20 และ 30% และในอาหารเหลว YES ให้ได้ความ
เข้มข้นของน้ำค้ันสมุนไพร 2, 10 และ 30% ทดสอบความสามารถในการยับยั้งการเจริญของเช้ือรา
จากขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของโคโลนี เม่ือเล้ียงเช้ือบนอาหารแข็ง และน้ำหนักแห้งของเส้นใยเม่ือ
เลีย้ งเชือ้ ในอาหารเหลว ผลการทดลองพบวา่ ทุกความเข้มขน้ ทที่ ดสอบสามารถยบั ย้ังการเจริญของเชื้อ

~ 14 ~

ราได้ และเม่ือความเข้มข้นมากข้ึนจะสามารถยับย้ังได้ดีขึ้น โดยท่ีน้ำค้ันจากกานพลูท่ีความเข้มข้น
30% มีผลยับยั้งการเจริญของเชื้อราได้ดีที่สุด เม่ือเล้ียงเช้ือด้วยอาหารทดสอบท้ังในอาหารแข็ง และ
อาหารเหลว โดยมีเปอร์เซ็นต์การยับย้งั เท่ากับ 99.29% เม่ือทดสอบการยบั ยั้งการสรา้ งอะฟลาทอกซิ
นของเชื้อรา พบว่าสามารถยับย้ังการงอกของสปอร์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ความเข้มข้นของสารสกัด
2% ประสิทธิภาพการยับย้ังการเจริญของเช้ือรา เท่ากับ 99.61% และมีปริมาณอะฟลาทอกซินที่
ตรวจพบเท่ากับ 14.31 ไมโครกรัมต่อมลิ ลิลิตร เม่ือใช้ความเข้มข้นของสารสกัด 20% ซ่ึงปริมาณอะฟ
ลาทอกซินที่วัดได้จะน้อยกว่าชุดควบคุมประมาณ 5.5 เท่า หรือมีเปอร์เซ็นต์การยับย้ังการสร้างอะฟ
ลาทอกซินไดเ้ ท่ากับ 81.65% (สธุ ัญญา, 2002)

การศึกษาฤทธ์ิยับยั้งเช้ือราของสารสกัดกานพลูด้วยเอทานอล ตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมี
ด้วยวิธี TLC องค์ประกอบหลักคือสาร eugenol และเมื่อนำสารสกัดไปทดสอบประสิทธิภาพในการ
ยับย้ังการเจริญของเช้ือยีสต์ Candida albicans ท้ังหมด 28สายพันธุ์ และ C. neoformans ทงั้ หมด
25 สายพันธุ์ โดยวิธี Broth microdilution method เปรียบเทียบกับสาร eugenol และยา
มาตรฐาน amphotericin B (AMB) พบว่าค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับย้ังเช้ือ (MIC) ของสารสกัด
จากกานพลู, eugenol และ AMB ต่อเช้ือ C. albicans เท่ากับ 17.41±8.64 mg/ml, 12.16±4.53
mg/ml และ 0.23±0.1mcg/ml ตามลำดับ ค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการฆ่าเช้ือ (MFC) เท่ากับ
67.5±15.39 mg/ml, 15.4±6.47 mg/ml และ 0.47±0.21 mcg/ml ตามลำดับ และผลการยับยั้ง
การเจริญของเช้ือ C. neoformans ของสารสกัดกานพลู, eugenol และ AMB เท่ากับ 2.43±0.95
mg/ml, 6.28±3.4 mg/ml และ 0.28±0.15 mcg/ml ตามลำดับ ค่า MFC เท่ากับ 22.22±12.71
mg/ml, 10.06±4.9 mg/ml และ 0.51±0.25 mcg/ml ตามลำดับ ซึ่งผลดังกล่าวแสดงว่าสารสกัด
จากกานพลูมีฤทธ์ิในการยับย้ังเชื้อ C.neoformans ได้ดีกว่าสาร eugenol อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(p< 0.005) แต่มีฤทธิ์ยับย้ังเช้ือ C.albicans ได้น้อยกว่าสาร eugenol อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(p<0.005) AMB เป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคจากการติดเช้ือยีสต์ ท่ีมีฤทธิ์ดี ซึ่ง AMB และ
eugenol พบวา่ ออกฤทธิ์ฆา่ เชื้อรา ส่วนสารสกดั จากกานพลูมีฤทธิ์ยับย้ังเชอื้ รา (โศภิต, 2000)
ฤทธ์ริ ะงบั ความร้สู กึ

ทดสอบฤทธิ์ระงับความรสู้ กึ ของสารสกดั เอทานอลจากดอก และใบกานพลู ที่ระดบั ความเขม้ ข้น
ทแ่ี ตกต่างกัน คือ 50 100 150 และ 200 มิลลิกรัมต่อลิตร เปรยี บเทียบกับสารมาตราฐานยูจีนอล 50
มิลลิกรัมต่อลิตร ใช้ปลาดุกอุยเทศที่มีความยาว 7-10 เซนติเมตร น้ำหนัก 8-12 กรัม โดยศึกษา
พฤติกรรมการเคล่ือนไหวของปลาดุกอุยเทศ บันทึกระยะเวลาที่แสดงอาการในการเคล่ือนไหวช้า น่ิง
สลบ และทำการฟ้ืนปลาให้ว่ายน้ำปกติ ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดดอกกานพลู 4 ขนาด และยู
จีนอล มีฤทธ์ิต่อการสงบน่ิงปลาดุกอุยเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยใช้เวลา 20.17 ±
0.970 นาที 13.33 ± 0.516 นาที 4.67 ± 0.516 นาที 3.33 ± 0.258 นาที และ 2.12 ± 0.576 นาที

~ 15 ~

ตามลำดับ การฟื้นปลาใช้ระยะเวลา 67.50 ± 0.880 นาที 48.67 ± 0.931 นาที 67.50 ± 1.696
นาที 112.50 ± 1.754 นาที และ 3.16 ± 0.685 นาที ตามลำดับ สารสกัดใบกานพลู 4 ขนาด และยู
จีนอล มีฤทธิ์ต่อการสงบนิ่งปลาดุกอุยเทศใช้เวลา 37.83 ± 0.585 นาที 22.33 ± 0.931 นาที 20.83
± 0.585 นาที 17.17 ± 0.585 นาที และ 2.12 ± 0.576 นาที ตามลำดับ และสามารถฟื้นปลาได้ใน
เวลา 2.806 ± 1.204 นาที 3.557 ± 0.914 นาที 56.33 ± 1.125 นาที 70.83 ± 0.917 นาที และ
3.16 ± 0.685 นาที ตามลำดับ สารสกัดกานพลูที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ระงับความรู้สึกปลาดุกอุย
เทศ คือสารสกัดจากดอกที่ระดับความเข้มข้น 50 มิลลิกรัมต่อลิตร ซ่ึงใช้ระยะเวลา 20.17 ± 0.970
นาที ส่วนสารสกัดจากใบท่ีระดับความเข้มข้น 100 มิลลิกรัมต่อลิตร ใช้ระยะเวลา 22.33 ± 0.931
นาที โดยสรปุ การหาความเขม้ ข้นท่เี หมาะสมในการระงับความรู้สึกของปลาด้วยสารสกัดจากดอกและ
ใบกานพลู ซ่ึงเป็นประโยชน์ต่อการพักปลาในระหว่างที่ปลาเข้าสู่อาการสงบน่ิง (sedation) เพ่ือ
ประโยชน์ในการป้องกันการเกิดแผล และความเครียดของปลาระหว่างการขนส่ง หรือนำไปพัฒนา
งานวิจัยดา้ นอน่ื ๆ ไดต้ อ่ ไป (สรุ ิยเมธินท์, 2560)
การศึกษาทางคลนิ กิ :
ฤทธท์ิ ำให้ผวิ หนังชา

การศึกษาฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชาของสารสกัดของกานพลูเทียบกับยาชา benzocaine ใน
อาสาสมัคร 73 คน โดยอาสาสมัครกลุ่มท่ี 1ได้รับเจลท่มี ีส่วนผสมของสารสกดั กานพลู ปรมิ าณ 2 กรัม
(40% ผงกานพลูผสมกับ 60% glycerine) กลุ่มท่ี 2 ได้รับเจลท่ีมีส่วนผสมของ 20% benzocaine
ปริมาณ 2 กรัม ทาบนเยื่อบุกระพุ้งแก้ม กลุ่มที่ 3 ได้รับยาหลอก เม่ือเวลาผ่านไป 5 นาที จึงทำการ
ทดสอบฤทธิ์ โดยการแทงเข็มบริเวณท่ีทา แล้ววัดระดับความปวด (pain score) ผลการเปรียบเทียบ
ระหว่างสารสกัดกานพลู และ benzocaine พบวา่ สามารถลดการปวดได้อย่างมีนยั สำคัญ (p=0.005)
และให้ผลไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้พบว่า สารสกัดกานพลูสามารถเพ่ิมความเสี่ยงในการเกิดภาวะ
เลือดออกได้ ขณะใช้ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด และอาจเพ่ิมระดับของยากันชัก phenytoin ในเลือด
ได้ (Perry LM, 2011)
การศึกษาทางพษิ วิทยา:

การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดดอกด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10
กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 16,667 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) ตรวจไม่พบ
อาการเป็นพิษ แต่เม่ือให้โดยการฉีดเขา้ ใตผ้ ิวหนังหนู พบว่าขนาดท่ีทำให้สัตวท์ ดลองตายคร่ึงหนึ่งคือ
6.184 กรัมตอ่ นำ้ หนกั ตัว 1 กิโลกรมั (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, 2546)

การศึกษาการเกิดพิษเฉียบพลนั ของสาร eugenol จากดอกกานพลู ทำการศกึ ษาในหนแู รท
สายพันธุ์ Sprague-Dawley แบ่งหนูทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่ม 1,2,3 ได้รับสาร eugenol ความ
เข้มข้น 2.58, 1.37, 0.77 มก./ล. ตามลำดับ กลุ่มที่ 4 คือกลุ่มควบคุม ทำการทดลองโดยการพ่น

~ 16 ~

สารทดสอบให้หนูทดลองสูดดมเป็นเวลา 4 ชั่วโมง แล้วติดตามอาการของหนูเป็นเวลา 14 วัน ผล
การทดสอบไม่พบการตายของหนู ส่วนอาการ และพฤติกรรม พบว่าหนูทดลองมีน้ำลายไหลระดับ
ปานกลาง มีอาการกระวนกระวาย และหายใจลำบาก แต่อาการเหล่าน้ีหายเองได้ภายในเวลา 1 วัน
แต่เม่ือให้สารน้ีทางหลอดเลือดดำแก่หนูแรท ในขนาดเข้มข้น 6.25 โมล/ลิตร พบว่าหนูทดลองมี
อาการหายใจลม้ เหลวเฉียบพลัน น้ำท่วมปอด และเลือดออกท่ปี อด (Kamatou, et al., 2012)
ขอ้ ควรระวัง:

ไม่ควรใช้ดอกกานพลูในหญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้ป่วยโรคตับไต และผู้ป่วย
เบาหวาน
ปฏิกริ ยิ าระหว่างยา:

กานพลูในปริมาณมากทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง ต้องระวังการใช้ร่วมกับยาท่ีมีฤทธ์ิต้านการ
แข็งตัวของเลือด เช่น warfarin, aspirin, heparin เป็นต้น ระวังการใช้ร่วมกับยาต้านการอักเสบ
ชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs; เช่น ibuprofen), ระวังการใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาที่ทำให้เกล็ด
เลือดตำ่ และยาลดนำ้ ตาลในเลือด (insulin, metformin) (นพมาศ และนงลกั ษณ์, 2551)

สารสม้
สารส้ม หรือ อะลัม (อังกฤษ: alum แอลัม) คือสารประกอบ ไฮเดรตเต็ดโพแทสเซียม
อะลูมิเนียมซัลเฟต (โพแทสเซียมอะลัม) สูตรเคมีว่า KAl(SO4)2.12H2O หรือหมายถึงกลุ่มของ
สารประกอบอนื่ ๆ ในสูตร AB(SO4)2.12H2O ซง่ึ ถูกเรียกวา่ สารส้มเชน่ กนั
การใชง้ าน

1. สารส้มใชแ้ กวง่ ในบอ่ เก็บน้ำเพอื่ ใหส้ ิ่งสกปรกตกตะกอน
2. สามารถใช้ในการกำจดั กลิ่นตวั โดยเฉพาะใตว้ งแขน ดับกล่ินได้ 90% และนานถึง 24

ช่วั โมง และสามารถใชก้ ำจดั กล่ินเท้าได้
3. ทำใหอ้ าหารกรอบ นยิ มใช้กบั การดองผกั เพื่อใหผ้ ักดองมคี วามกรอบ
4. ช่วยให้พริกขี้หนูดูสดใส เก็บไว้ได้หลายวัน โดยการนำพริกข้ีหนูแช่ในน้ำสารส้มสัก

พกั แลว้ นำมาผง่ึ ไว้ กอ่ นทานกค็ วรล้างพรกิ เสียก่อน
5. ช่วยให้ข้าวเหนียวมีเมล็ดสวย โดยใช้สารส้มแกว่งในน้ำแช่ข้าวเหนียว แล้วแช่ไว้

สักครู่ เปลี่ยนน้ำแช่ใหม่ เวลานง่ึ แล้วขา้ วจะมีเมล็ดสวย
สารส้ม เป็นสารประกอบท่ีใช้ในอุตสาหกรรมทำสีย้อม เน่ืองจากเป็นสารประกอบที่มีไอออน
ของอะลูมิเนียม สามารถเกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อนกับสูตรโครงสร้างทางเคมีของสีและเส้นใยของ
พืช ทำให้สีติดเสน้ ใยได้ดีขึ้น สจี งึ เขม้ ข้ึน

~ 17 ~

ปริมาณอะลูมิเนียมในน้ำให้มีปริมาณท่ีปลอดภัยต่อการบริโภค ซึ่งตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขฉบับท่ี 135 (พ.ศ. 2534) เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิ ท กำหนดให้มี
อะลูมเิ นียมไดไ้ มเ่ กิน 0.2 มิลลิกรัมตอ่ น้ำบริโภค 1 ลิตร
อนั ตรายของสารส้ม

1. สารส้มมีพษิ ในการกินค่อนขา้ งน้อยมาก อาการ คือ คล่ืนไส้ อาเจียน ปวดหัว ซึม แต่
ต้องกินในปรมิ าณสงู มากจึงเกดิ อาการดงั กล่าว

2. พิษท่ีเกิดจากสารสม้ และพบได้บ่อย คอื การสูดฝุ่นสารส้มในโรงงานอตุ สาหกรรม ซึ่ง
จะทำให้เกดิ อาการหอบหดื ได้

3. บริโภคน้ำที่มีอะลูมิเนียม อะลูมิเนียมท่ีเข้าสู่ร่างกายประมาณร้อยละ 3 ถูกดูดซึม
แพร่กระจายผ่านทางระบบเลือดไปยังปอด ตับ กระดูก และสมอง และถูกขับออก
จากรา่ งกายทางปัสสาวะผ่านไต ซงึ่ อาจทำให้ไตเสอื่ มได้

4. ผปู้ ว่ ยท่ีเป็นโรคไตวาย หรอื ไตบกพรอ่ ง มีความเส่ียงตอ่ พษิ ของอะลูมิเนยี มสูงกว่าคน
ปกติ หากบรโิ ภคน้ำท่ีมีอะลมู ิเนียม

สารสม้ ปนเป้ือนอยู่ในนำ้ ดม่ื ปริมาณที่สงู อาจทำให้เกิดอาการอาเจยี น ท้องร่วง เกิดผ่นื คันเป็น
แผลร้อนในได้ และท่ีสำคัญท่ีสุด คือ เกิดภาวะสมองเสื่อม และเป็นโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจาก
อะลูมิเนยี มเป็นโลหะที่มปี ระสทิ ธิภาพในการทำลายเนอื้ เยื่อประสาท
ประเภท

• โพแทสเซยี มอะลัม หรอื โพแทชอะลัม หรอื โพแทสเซียมอะลูมเิ นียมซัลเฟต
• โซเดียมอะลัม หรอื โซดาอะลมั หรือ โซเดยี มอะลูมิเนียมซลั เฟต
• แอมโมเนียมอะลมั หรือ แอมโมเนียมอะลูมิเนยี มซลั เฟต
• โครมอะลัม หรือ โครเมียม(III)โพแทสเซยี มซลั เฟต
• อะลูมิเนยี มซลั เฟต หรือ สารสม้ ฟอกขาว
คุณสมบัตขิ องสารส้ม
1. ไม่มีสีและกลิ่น เหมาะสำหรับผู้ชอบใช้น้ำหอมเพราะจะไม่มีกลิ่นไปรบกวนหรือหักล้างกลิ่น
น้ำหอมที่ใช้
2. ไมเ่ ป้อื นเสื้อผา้ เพราะไม่มสี ว่ นผสมของครีมและน้ำมนั
3. ปลอดภัยต่อร่างกาย คือไม่อุดตันรูขุมขน ไม่ซึมเข้าร่างกาย เพราะสารส้มทำให้เกิดประจุลบ
จึงไม่สามารถผ่านผนงั เซลล์ได้ ไมเ่ ป็นพิษตอ่ สง่ิ แวดลอ้ มและไม่ทำลายโอโซน
4. ไมเ่ สื่อมสภาพ มคี วามคงทนตอ่ สภาพแวดลอ้ ม จงึ ไมเ่ สื่อมสภาวะท่อี ุณหภูมิห้อง

~ 18 ~

บทที่ 3
วิธีการดำเนินงานโครงงาน

ตารางปฏบิ ตั กิ จิ กรรมโครงงาน 9 – 13 กุมภาพนั ธ์ 2565

สัปดาห์ที่ กจิ กรรมท่ปี ฏิบตั ิ สถานทท่ี ำกิจกรรม ผู้รบั ผิดชอบ
1 - เลอื กหวั ขอ้ การทำโครงงานและ กศน.ตำบลเกาะเปาะ สมาชกิ ในกลมุ่

9 กุมภาพนั ธ์ 2565 นำเสนอครู พร้อมท้ังเหตุผลในการทำ กศน.ตำบลเกาะเปาะ ครูท่ปี รึกษา
- ศกึ ษาข้อมูลเกี่ยวกบั เอกสารจาก กศน.ตำบลเกาะเปาะ
2 หอ้ งสมุดและอนิ เตอรเ์ นต็ สมาชิกในกลุ่ม
10 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 - ทำรายงานเพ่ือขอเบกิ อุปกรณ์ กศน.ตำบลเกาะเปาะ ครูที่ปรึกษา
กศน.ตำบลเกาะเปาะ สมาชกิ ในกล่มุ
3 และแบง่ หน้าทรี่ บั ผิดชอบ ครูทป่ี รกึ ษา
11 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 - ลงมือปฏบิ ตั ิทำยาสีฟนั
- ให้คุณครู และเพอ่ื นร่วมประเมนิ ผล สมาชิกในกลมุ่
4 งาน ครูที่ปรึกษา
12 กมุ ภาพันธ์ 2565 - เขียนรายงานโครงงานจัดทำรูปเล่ม สมาชกิ ในกล่มุ
ครูทปี่ รึกษา
5 และสรุปผลการปฏิบัติกจิ กรรม
13 กมุ ภาพันธ์ 2565 - นำเสนอการทำยาสีฟันสมุนไพรแบบ
โบราณและ

รายงานผลการปฏบิ ตั งิ าน

เคร่อื งมอื และวัสดุอปุ กรณ์ทีใ่ ช้ในการศกึ ษา

~ 19 ~

3.1 วัสดอุ ปุ กรณที่ใช้

1. เปลอื กข่อย (บดเป็นผง) สเี หลือง 1/2 ถ้วย

2. เกลือ (เกลอื ป่น ผสมไอโอดีน) สขี าว 1/4 ถ้วย

3. สารส้ม (บดเปน็ ผง เลอื กสีขาวใส) สีขาว 1/2 ถ้วย

4. การบรู (ผง) สขี าว 1/3 ถ้วย

5. กานพลู (บดเปน็ ผง) สนี ้ำตาล 1/2 ถ้วย

6. ครก

7. ขวด

8. ช้อน

9. ถว้ ย

10. เครอ่ื งปัน่

3.2 วธิ กี ารศึกษา
ขั้นตอนการทำ

1. เตรียมวัสดอุ ปุ กรณ์การทำยาสฟี นั สมนุ ไพรสูตรโบราณไว้ให้พรอ้ ม
2. ขน้ั ตอนการทำยาสีฟนั สมนุ ไพรสตู รโบราณ
3. นำวัสดุแต่ละอย่างมาบดให้ละเอยี ด แยกไวเ้ ป็นถว้ ย ๆ
4. นำสว่ นผสมทั้งหมด มาผสมกันในถว้ ย จนเป็นเน้ือเดยี วกนั
5. บรรจุใส่ซองให้เรียบรอ้ ย ระวงั อยา่ ใหส้ ว่ นผสมชน้ื ถ้าชนื้ ให้นำไปตากแดดจนแห้งสนิท

บทที่ 4

~ 20 ~

ผลการศึกษา

จากการศึกษาพบว่า

เปลือกข่อย แก้อาการปวดฟัน

เกลอื แก้อาการปวดฟัน ทำให้ฟันสะอาด รักษาฟนั

สารสม้ แก้อาการฟันโยกคลอน ทำให้ฟันแนน่

การบรู ทำให้ปากหอมสดชื่น

กานพลู แก้อาการปวดฟัน และรกั ษาฟนั

ซ่งึ เมอ่ื นำมาผสมกันกจ็ ะให้ประโยชนใ์ นการดแู ลรักษาฟนั ทำใหส้ ุขภาพฟันแข็งแรง และทำ

ให้ลมหายใจสดชนื่

บทท่ี 5

~ 21 ~

สรุปผลการศึกษา

สรุปผลการศึกษา
จากผลการทดลอง จะสรุปได้ว่าการนำสมุนไพรตามท้องถิ่นท่ีมีอยู่ท่ัวไปมาทำเป็นผลิตภัณฑ์

ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ ได้ผลิตภัณฑ์ตามที่ต้องการและผลิตภัณฑ์ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ ท่ี
ไดม้ ีประสทิ ธภิ าพในการชว่ ยให้ความสะอาดปาก และฟันให้ลมหายใจสดชน่ื ลดแบคทเี รยี ในปาก และ
ทำให้ฟันแขง็ แรง เป็นต้น นอกจากนี้ สามารถทำเป็นรายได้เสริม สร้างงาน สรา้ งเงิน ให้แก่ตนเองหรือ
ครอบครัวได้
ประโยชน์ของโครงงาน

1. ช่วยประหยัดคา่ ใช้จา่ ย
2. สามารถใช้เวลาว่างใหเ้ กิดประโยชน์
3. ได้ยาสีฟันสมุนไพรสูตรโบราณ ที่ปราศจากสารเคมีสุขภาพฟันแข็งแรง ลมหายใจหอมสด
ชน่ื และลดอาการปวดฟนั หรอื ฟันผุ
ขอ้ เสนอแนะ
1. เราอาจนำการทดลองนี้ไปใช้กับสมุนไพรชนิดอ่ืน ๆ ตามทอ้ งถ่ินทมี่ ีอยู่ทว่ั ไปได้
2. เราอาจนำสมุนไพรไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อ่ืน ๆ ได้ เช่น ยาสระผม น้ำยาบ้วนปาก
เป็นต้น

บรรณานกุ รม

~ 22 ~

http://bannthai.tripod.com/page1.htm
http://www.muslimthai.com/main/1428/content.php
http://th.wikipedia.org/wiki
http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php

~ 23 ~

ภาคผนวก

~ 24 ~

ภาพประกอบวัสดุในการทำ

สมุนไพรท้ังหมดทใี่ ช้ในการทำ


Click to View FlipBook Version