รายงานการนำเสนอ
นวตั กรรมถอดบทเรยี น (Best Practice)
ประเภท ผบู้ ริหาร ครู
ช่ือผลงาน : การเสรมิ สร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกบั หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ดว้ ยแผนผงั ความคดิ (Mind Map)
สอดคล้องกบั คณุ ลักษณะ (เลือกไดม้ ากกวา่ 1 ประการ)
ทักษะกระบวนการคิด
ซือ่ สัตยส์ ุจรติ
มีวนิ ยั
อยู่อย่างพอเพยี ง
จิตสาธารณะ
ชือ่ เจา้ ของผลงาน : นายณัฐดนัย โกมาลา
โรงเรยี นวดั นำ้ รอบ (ลานสกา)
สังกดั สำนกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษา นครศรธี รรมราช เขต 1
โทรศพั ท์มอื ถือ 0935786570
E-mail: [email protected]
ผู้บรหิ ารรบั รอง
ลงชื่อ...............................................
(นายสันตต์ ิ เกราะแกว้ )
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนวัดนำ้ รอบ
รายละเอียดการนำเสนอผลงาน/นวัตกรรมถอดบทเรยี น Best Practice
๑. ความสำคญั ของผลงาน/นวัตกรรมถอดบทเรียน Best Practice
๑.๑ เหตุผลที่เกิดจากแรงบันดาลใจ ความจำเป็น ปัญหา หรือ ความต้องการที่จัดทำ
ผลงาน/นวัตกรรม
พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเตมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 22 กล่าวว่าการจัดการศึกษาต้องยึด
หลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรูแ้ ละพฒั นาตนเองได้ และถือวา่ ผู้เรียนมีความสำคญั ท่สี ุด
กระบวนการจัดการศึกษาต้องสง่ เสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
และจากหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 2551 ไดก้ ำหนดสมรรถนะสำคัญของผเู้ รียนในด้าน
ความสามารถในการคิด กล่าวว่า เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเปน็ ระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองคค์ วามรู้
หรอื สารสนเทศเพอื่ การตดั สินใจเกย่ี วกับตนเองและสงั คมได้อย่างเหมาะสม
ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ -
๒๕๖๔) ยุทธศาสตร์ ท่ี ๑ “สรา้ งสังคมท่ีไม่ทนต่อการทจุ ริต” ได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญในกระบวนการ
ปรับสภาพสงั คมให้เกดิ ภาวะที่ “ไม่ทนตอ่ การทจุ ริต” โดยเร่ิมตง้ั แต่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม
ในทุกระดับชว่ งวยั ตง้ั แตป่ ฐมวยั เพือ่ สรา้ งวัฒนธรรมต่อตา้ นการทุจริต และปลกู ฝังความพอเพียง มี
วนิ ัย ซอ่ื สัตยส์ ุจริตยดึ ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์สว่ นตน เปน็ การดำเนินการผ่านสถาบันหรือ
กลุม่ ตวั แทนท่ที ำหนา้ ที่ในการกล่อมเกลาสังคมใหม้ ีความเป็นพลเมืองท่ีดี มจี ติ สาธารณะ เสียสละเพื่อ
ส่วนรวม และเสรมิ สรา้ งใหท้ กุ ภาคส่วนมพี ฤติกรรมที่ไม่ยอมรับและต่อตา้ นการทุจริตในทุกรปู แบบและ
ได้กำหนดกลยุทธ์ ๔ กลยุทธ์ กล่าวคือ กลยุทธ์ที่ ๑ ปรับฐานความคิดทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยให้
สามารถแยกระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนกบั ผลประโยชนส์ ่วนรวม กลยทุ ธ์ที่ ๒ ส่งเสรมิ ให้มีระบบและ
กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเพื่อต้านทจุ รติ กลยทุ ธท์ ่ี ๓ ประยุกต์หลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
เปน็ เครอ่ื งมือตา้ นทจุ ริต และกลยุทธท์ ี่ ๔ เสรมิ พลงั การมีส่วนร่วมของชุมชน(Community) และบรู ณา
การทกุ ภาคส่วนเพื่อต่อต้านการทุจริต
โรงเรียนวดั นำ้ รอบ (ลานสกา) เป็นโรงเรียนขนาดกลาง เปิดสอนตงั้ แต่ระดบั ชั้นอนบุ าลปีท่ี 1
ถึงชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 รวมทั้งหมด 9 ช้นั เรยี น มคี รูผูส้ อนทั้งหมด 11 คน ซง่ึ เป็นครปู ระจำการ 9
คน และเปน็ ครูอัตราจ้าง 2 คน โดยมนี ายสันต์ติ เกราะแก้ว เป็นผอู้ ำนวยการโรงเรียน มีภารกิจใน
การบริหารการศึกษาเป็น 4 ฝ่ายงาน คือ งานบริหารงานวิชาการ งานบริหารงานบุคคล งาน
บรหิ ารงานงบประมาณ และงานบรหิ ารงานท่วั ไป
จากสภาพทตี่ งั้ ของโรงเรยี นและชมุ ชนทีอ่ ย่หู า่ งจากตวั อำเภอ ผู้ปกครองส่วนใหญเ่ ปน็ ชาวสวน
ทางโรงเรยี นจงึ มนี โยบายที่จะส่งเสริมใหน้ กั เรียนและผปู้ กครองมีชวี ติ ความเป็นอย่ทู ีด่ ีข้ึน โดยสนบั สนุน
ใหใ้ ช้ชีวติ อยา่ งพอเพยี งตามแนวปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งในภาคการศกึ ษาน้ัน จะต้องม่งุ พัฒนาท่ีตัวครู
ก่อน เปน็ อนั ดบั แรก เพราะครูถอื ว่าเปน็ ทรัพยากรทีส่ ำคัญในการถา่ ยทอดความรู้ และปลูกฝงั สง่ิ ต่างๆ
ให้แกเ่ ด็ก ดงั น้ันจึงควรสง่ เสรมิ ครูให้มคี วามรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลกั เศรษฐกิจพอเพยี ง อย่างถอ่ งแท้
กอ่ น เพราะเมอ่ื ครเู ข้าใจ ครกู จ็ ะได้เป็นแบบอย่างที่ดีใหแ้ กเ่ ด็กได้ ครจู ะสอนใหเ้ ด็กรู้จักพอ ครูจะต้อง
รู้จักพอก่อน โดยอยู่อยา่ งพอเพียงและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีสตใิ นการ
เลือกรับข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามา รู้จักเลือกรับและรู้จัก ต่อยอดองค์ความรู้ท่ีมีอยู่ หมั่นศึกษา เพิ่มพูน
ความรู้ อยา่ งเปน็ ข้ันเปน็ ตอน ไม่ก้าวกระโดด ในการเลอื กรบั ข้อมลู น้ัน ต้องรจู้ ักพิจารณารับอย่างเป็น
ขน้ั เป็นตอน รู้จักแก้ไขปัญหาอย่างเป็นข้ันเป็นตอน ประเมินความร้แู ละสถานการณ์อยูต่ ลอดเวลา จะ
ได้ร้จู กั และเตรียมพรอ้ มทจ่ี ะรบั มือกบั สภาพและผลจากการเปลย่ี นแปลงในมติตา่ งๆ ได้อย่างรอบคอบ
และระมัดระวัง
เป้าหมายสำคัญของการขับเคลอื่ นหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งน้นั คอื การทำให้เดก็ รู้จัก
ความพอเพียง ปลูกฝัง อบรม บ่มเพาะให้เด็กมีความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และ
วฒั นธรรม โดยสอดแทรกแนวคดิ ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงใหเ้ ข้าเป็นสว่ นหนง่ึ ของหลักสูตร สาระ
เรียนรู้ต่างๆ และเพื่อให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทางโรงเรียนจึง
จำเป็นต้องใหค้ วามรูแ้ กนักเรยี นเกย่ี วกับแนวคิดปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง โดยเพอื่ ให้นักเรียนเกิด
ความรคู้ วามเข้าใจอยา่ งแท้จริง จึงมคี วามจำเปน็ ที่จะตอ้ งหาแนวทางการศึกษาท่ีจะทำให้นักเรียนเกิด
ความรู้ความเขา้ ใจในแนวคิดปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงกอ่ นการนำไปใช้จริง
จากปญั หาดงั กล่าว ผูจ้ ัดทำไดท้ ำการศกึ ษาวิธีการจดั การเรียนการสอนในหลายๆรูปแบบ และ
ได้ข้อสรปุ วา่ การจดั การเรยี นการสอนด้วยวิธีการสร้างแผนผงั ความคดิ (Mind Map) นั้น จะเป็นวธิ ีการ
ทเี่ หมาะสมท่สี ดุ ที่จะช่วยในการแกป้ ัญหานักเรียนขาดทักษะการวิเคราะห์ และการสรุปความคิดจาก
การวเิ คราะหเ์ นอื้ หา
การสรา้ งแผนผงั ความคิด (Mind Map) เปน็ การถา่ ยทอดความคิด หรือขอ้ มลู ตา่ งๆ ทมี่ ีอยู่ใน
สมองลงกระดาษ โดยการใชภ้ าพ สี เสน้ และการโยงใย แทนการจดย่อแบบเดมิ ทเ่ี ป็นบรรทัดๆ เรียง
จากบนลงล่าง ขณะเดียวกันมันก็ช่วยเป็นสื่อนำข้อมูลจากภายนอก เช่น หนังสือ คำบรรยาย การ
ประชมุ สง่ เข้าสมองให้เก็บรกั ษาไว้ไดด้ ีกว่าเดมิ ซำ้ ยังช่วยให้เกิดความคดิ สร้างสรรค์ได้งา่ ยเข้า เน่อื งจะ
เหน็ เป็นภาพรวม และเปิดโอกาสให้สมองให้เชอื่ มโยงตอ่ ขอ้ มลู หรือความคดิ ต่าง ๆ เข้าหากันไดง้ า่ ยกว่า
“ใช้แสดงการเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหว่างความคิดหลัก ความคิด รอง และ
ความคิดยอ่ ยท่ีเกี่ยวข้องสมั พนั ธ์กัน” ผังความคดิ (Mind Map)
สมเกยี รติ ต้งั นโม (2544: 2) กล่าวว่า แผนผงั ความคิดเป็นเคร่ืองมือทีจะชว่ ยให้เราคิดและ
เรียนรู้ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ สามารถช่วยให้เข้าใจและจดจำประเดน็ สำคญั ของการอ่านหนังสอื ได้
และเป็นเครื่องมือสนับสนุนการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และธัญญา ผลอนันต์ (2544: 8) กล่าวว่า
ปญั หาทีสำคญั ทีส่ ุดของมนุษย์ คอื การเห็นแบบแยกส่วน คิดแบบแยกส่วนและทำแบบแยกส่วน การ
ทำแผนผงั ความคดิ เป็นการฝกึ คิดให้ละเอียดถถ่ี ว้ นและเชอ่ื มโยง จะทำใหส้ มองแตกกิง่ กา้ นงอกงาม ทำ
ให้เกดิ พลังสมอง เป็นวิธีการหนึ่งในหลายวธิ ี ทช่ี ว่ ยให้นักเรียนคดิ อยา่ งเปน็ ระบบ ช่วยให้เห็นภาพรวม
และรู้จักใช้ช่องว่าง ประกอบกับส่วนอื่นๆ ทีเป็นความถนัดของสมองซีกขวา คือ จินตนาการ สี สัน
จงั หวะ และภาพ การเรียนการสอนโดยใชแ้ ผนผังความคิดจึงเป็นการนำนวัตกรรมทางการศกึ ษามาใช้
ประกอบการเรียนการสอนเพอ่ื ให้บรรลผุ ลสำเรจ็ ตามสาระการเรยี นรู้ของหลักสูตรได้
จากความเป็นมาและความสำคัญของปญั หาดังที่กลา่ วมา ซง่ึ มีงานวจิ ยั หลายงานวิจัยสรุปไว้
อยา่ งเห็นไดช้ ัดเจนวา่ สามารถนำมาใชใ้ นการพัฒนากระบวนการวิเคราะห์ และการสรปุ ความคิดจาก
การวิเคราะห์เน้อื หาต่างๆ ไดเ้ ป็นอย่างดี ทำให้ผู้วจิ ัยมีความสนใจทจ่ี ะนำ การจัดการเรยี นการสอนโดย
ใช้แผนผงั ความคิด (Mind Map) มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อแก้ปัญหาการขาดทักษะการ
วิเคราะห์ และการสรปุ ความคิดจากการวเิ คราะห์เนอ้ื หาของนักเรียน และเป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน และท่สี ำคัญเพอ่ื ใหน้ กั เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งอยา่ งแท้จรงิ อกี ท้ังเปน็ การตอบสนองยุทธศาสตรช์ าตอิ กี ดว้ ย
๑.๒ แนวคิดหลักการสำคัญทเี่ กี่ยวข้องกับผลงานหรือนวัตกรรม สามารถอ้างถึงแนวคิด
หลกั การทฤษฎรี ปู แบบวธิ กี ารฯลฯท่นี ำ มาใช้ในการออกแบบผลงานหรือนวตั กรรม
1) แนวคิดสำคัญเก่ียวแผนผังความคิด (Mind Map)
1.1 ความหมายของแผนผงั ความคิด (Mind Mapping)
บูซาน (Buzan. 2548) ได้ให้ความหมายของแผนผังความคิดไว้ว่าแผนผังความคิดเป็น
แผนผังหรอื แผนภาพทแ่ี สดงออกของการคิดรอบทิศทาง ซ่ึงเปน็ ลักษณะการทำงานที่ตามธรรมชาติ
ของสมองมนุษย์ และเป็นเทคนิคการแสดงออกดว้ ยภาพทม่ี ีพลังนำไปสู่กุญแจสากลท่ีจะใช้ไขประตู
ไปสศู่ กั ยภาพของสมอง แผนผงั ความคิดนำไปประยุกตใ์ ช้ได้กบั ทุกแง่มุมของชีวิตซ่ึงทำให้การเรียนรู้
ได้รบั การพัฒนาและเกิดความคิดที่ชัดเจนข้ึนจะนำไปสู่การพัฒนาการกระทำต่างๆ ของมนุษย์ และ
นอกจากนีบ้ ูซานยงั ได้กลา่ วถึง คุณลกั ษณะสำคัญของแผนผังความคิดไว้ 4 ประการ ดงั นี้
(1) หัวเรื่องที่สนใจจะถูกสร้างขึน้ ตรงกลางของแผนภาพ
(2) ใจความหลักของหัวเรื่องจะอยูร่ อบหัวข้อซึ่งอยู่ตรงกลางออกไปทกุ ทศิ ทางซ่งึ
เปรยี บเสมอื นกง่ิ กา้ นของตน้ ไมท้ แี่ ตกแขนงออกมา
(3) กง่ิ กา้ นที่แตกแขนงออกมาประกอบด้วยภาพหรือคำสำคัญที่เขียนบนเส้นท่ีโยง
กนั ส่วนของคำอ่นื ๆ ทม่ี คี วามสำคญั รองลงมาจะถูกเขยี นบนกิ่งกา้ นท่ี แตกออกในลำดบั ตอ่ ๆ ไป
(4) ก่ิงก้านจะถูกเชอื่ มโยงกันในลักษณะทีแ่ ตกตา่ งกันตามตำแหนง่ และความสำคัญ
ของประเด็นต่างๆ
อรจรีย์ ณ ตะกั่วทุ่ง (2545) ก็ได้กล่าวถึง ความหมายของแผนผังความคิดไว้ว่า แผนผัง
ความคิดหมายถึง สิ่งที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดของเนื้อหาอยา่ งมีลำดับขั้นโดยมีคำหรอื
ขอ้ ความเปน็ ตัวเชือ่ มแนวคิดเหลา่ น้นั
สุวิทย์ มูลคำ (2547 : 21) ก็ได้กล่าวถึงความหมายของแผนผังความคิดไว้ว่าแผนผัง
ความคดิ หมายถึง การเชอื่ มโยงข้อมลู เก่ียวกับเรื่องใดเร่ืองหนง่ึ ระหว่างความคิดหลัก ความคิดรอง
และความคิดย่อยท่มี คี วามเกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธก์ ันในรูปแบบลายเส้น รูปภาพหรือ รูปทรงเรขาคณติ ตาม
ความตอ้ งการของผ้ทู ำ
ทศิ นา แขมมณี (2553) ได้กลา่ วถึงความหมายของแผนผงั ความคดิ ไว้ว่าแผนผงั ความคิด คือ
แผนผังทแี่ สดงความสมั พนั ธ์ของสาระหรือความคิดต่างๆ ให้เห็นเป็นโครงสร้างในภาพรวม โดยใช้เส้น
คำ ระยะห่างจากจดุ ศูนย์กลาง สี เครอ่ื งหมาย รูปทรงเรขาคณติ และภาพแสดงความหมายและความ
เชอื่ มโยงของความคิดหรือสาระนนั้ ๆ เพื่อเป็นการสรปุ ความรู้
จากความหมายดังกลา่ วข้างตน้ จึงสรุปได้ว่า แผนผังความคิด หรือแผนผังทางปัญญาหรือ
แผนผังความคิดคือเครื่องมอื ท่ีใช้ในการเรียนรู้ที่ช่วยใหผ้ ูเ้ รียนเช่ือมโยงความคิด โดยจำลองมาจาก
เซลลส์ มองของมนุษย์ ทำใหเ้ กิดลักษณะพเิ ศษทสี่ ามารถแสดงเป็น รูปภาพ ลายเสน้ รูปทรงเรขาคณิต
หรอื คำ ท่ใี ช้แสดงความสมั พนั ธ์ระหว่างความคิดหลักกับความคิดรอง ท่ีความสมพันธ์หรือสอดคล้อง
กันตามลำดับ ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ในการสรุปเนื้อหาที่เรียนทำให้ทราบวา่ ผู้เรียนมีความรู้มากน้อย
เพียงใด ซึ่งอาจดไู ดจ้ ากการกระจายของเสน้ ต่างๆ โดยไมร่ ้จู บซง่ึ จะทำใหผ้ ู้เรียนมีความร้คู วามเขา้ ใจใน
เนอื้ หามากยิ่งขนึ้
1.2 ทฤษฎีท่ีเปน็ พื้นฐานของแผนผงั ความคิด
แผนผังความคิดเป็นนวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอนซึ่งในปัจจุบันโดยเฉพาะวงการศึกษามี
ผู้นำไปใช้กันอย่างกว้างขวางในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆเกือบทุกระดับช้ัน ซึ่งถ้าหากวิเคราะห์
แนวคิดท่เี ป็นพืน้ ฐานของแผนผงั ความคิดพบวา่ สอดคล้องกบั ทฤษฎีตา่ งๆ ดงั น้ี
1.2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้อยา่ งมีความหมาย นกั การศกึ ษาหลายท่านได้ศกึ ษา
เก่ียวกบั ทฤษฎีการเรียนร้อู ย่างมีความหมาย ดังนี้
ในความเห็นของ ออซูเบล หมายถึง ความรู้ที่จัดเก็บไว้ในสมองอย่างเป็นระบบ
ระเบียบด้วยการเชื่อมโยงระหว่างมโนทัศน์ย่อยในโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยูแ่ ล้วกับมโนทัศน์ทีม่ ี
ความครอบคลมุ มากกวา่ ดังน้นั โครงสร้างทางปัญญาของแตล่ ะบคุ คลจึงแตกต่างกันตามการจัดลำดับ
ความสมั พันธข์ องมโนทศั นท์ มี่ ีอยใู่ นสมอง
ทฤษฎีการเรยี นรู้อย่างมคี วามหมายตามแนวคิดของออซูเบลน้ัน มจี ดุ เรม่ิ ตน้ ท่ีสำคญั
อยู่ 2 ประการ คอื
(1) ปจั จัยทสี่ ำคญั ทส่ี ุดทีม่ ีอิทธพิ ลตอ่ การเรยี นรคู้ ือ ปริมาณและความชัดเจนรวมท้งั
การจัดระบบระเบยี บของความรทู้ ีผ่ ู้เรียนมอี ยู่ในโครงสรา้ งทางปญั ญาของเขา
(2) ธรรมชาติของสิ่งทจี่ ะเรยี นนน้ั ผู้เรยี นสามารถจะนำไปเชือ่ มโยงกับความรู้ท่เี ขามี
อย่แู ลว้ ไดห้ รอื ไม่
ในทำนองเดียวกัน พรรณี ชูทัย (2550) ก็อธบิ ายถงึ การเรียนรู้อย่างมคี วามหมาย
ไว้ว่า การเรียนรอู้ ย่างมีความหมายจะเกดิ ขน้ึ ไดถ้ ้าในการเรยี นรูส้ งิ่ ใหม่นั้น ผูเ้ รยี นมพี ้ืนฐานความรู้เดิม
ทีส่ ามารถเช่ือมโยงเขา้ กบั ความร้ใู หมไ่ ด้ซึง่ จะทำให้การเรยี นรสู้ ง่ิ ใหม่น้ันมีความหมาย
จากความหมายดงั กลา่ วข้างต้น จงึ สรุปไดว้ า่ การเรียนรอู้ ยา่ งมีความหมายเป็นการ
เรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับความรู้ทีม่ อี ยู่เดิมในโครงสร้างทางปัญญา อย่าง
สมเหตุสมผลและตอ่ เนอ่ื งกนั อย่างเปน็ ระบบ จนเกดิ ความเขา้ ใจ ในสง่ิ ทีเ่ รยี นและมคี วามคงทนในการ
เรียนรู้
จากทฤษฎีการเ รีย นรู้ อย่า งมี คว ามหมายข อง ออ ซูเ บลไ ด้ม ีผู้ นำไป ประย ุก ต์เ ป็ น
แนวทางในการจัดการเรยี นการสอนเพื่อให้เกิดการเรียนรูอ้ ย่างมคี วามหมายโดยการช่วยให้ผู้เรียน
สามารถเชอื่ มโยงมโนทัศนไ์ ดห้ ลายวธิ ี เช่น การจัดการเรยี นสอนโดยใชก้ ารนำเสนอโครงสร้างความคิด
ล่วงหนา้ การสร้างผังมโนทัศน์ การสรา้ งแผนผังรปู ตวั วี และการสรา้ งแผนผงั ความคดิ เปน็ ตน้
1.2.2 ทฤษฎีการสรา้ งความรดู้ ้วยตนเอง
ทฤษฎกี ารสรา้ งความรดู้ ้วยตนเอง ไดเ้ สนอหลักการที่แตกต่างจากทฤษฎีอน่ื ๆ ดังนี้
(1) ความรู้และความเชือ่ เกิดขึ้นภายในตัวผเู้ รยี น
(2) ผเู้ รยี นเปน็ ผ้ใู ห้ความหมายแกป่ ระสบการณห์ รือส่ิงที่เรยี น โดยปกติครูจะเป็นผู้
อธบิ ายความหมายใหก้ ับผเู้ รยี น
(3) กิจกรรมการเรียนรู้ ควรจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าถึงประสบการณ์ ตาม
ความรแู้ ละความเชอ่ื ของตน
(4) การเรียนรเู้ ป็นกจิ กรรมทางสงั คมซ่งึ เกิดขนึ้ โดยการสบื เสาะรว่ มกัน
1.2.3 ทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลขอ้ มูล
ทฤษฎกี ระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมลู เช่อื ว่า กระบวนการเรียนรู้
เกดิ ขึน้ จากองคป์ ระกอบทส่ี ำคัญ 3 สว่ น ไดแ้ ก่
(1) การจำข้อมลู ประกอบดว้ ยความจำในลักษณะต่อไปน้ี
1) ความจำจากการรู้สกึ หรือประสาทสัมผสั (Sensory Memory)
2) ความจำระยะสัน้ (Short - Term Memory)
3) ความจำระยะยาว (Long - Term Memory)
(2) กระบวนการทางปัญญา กระบวนการทางปัญญาของบุคคลใดบคุ ลหนึ่งนั้น
ประกอบด้วย
1) การใสใ่ จ (Attention) 4) การเขา้ รหัส (Encoding)
2) การรบั รู้ (Perception) 5) การเรยี กคืน (Retrieval)
3) การทำซำ้ (Rehearsal)
(3) เมตาคอกนิชัน หมายถึง การควบคุมและประเมินการคิดของตนเองเบเกอร์
และบราวน์ (Baker and Brown. 1984 อ้างถึงใน พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และคณะ. 2544:157 -
158) ไดส้ รุปไว้วา่ เมตาคอกนิชัน แยกไดเ้ ปน็ 2 องคป์ ระกอบ คือ
1) การตระหนกั รู้ (Awareness)
2) ความสามารถในการกำกับตวั เอง (Self-Regulation)
จากหลักการของทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูลอาจสรุปได้วา่
การเรียนร้เู ป็นการสรา้ งความรู้ของบุคคลซึ่งตอ้ งใช้กระบวนการเรยี นรู้อย่างมคี วามหมาย 4 ขั้นตอน
ได้แก่ 1) การเลือกรับข้อมูลที่สัมพันธ์กัน 2) การจัดระเบียบข้อมูลเข้าสู่โครงสร้างทางปัญญา
3) การบรู ณาการขอ้ มูลหรอื ความรู้เดมิ เขา้ กบั ความรู้ใหม่ และ 4) การเขา้ รหัส ขอ้ มูลที่เกิดจากการ
เรยี นร้ใู ห้คงอย่ใู นความจำระยะยาว และสามารถเรยี กคืนไดโ้ ดยงา่ ย ด้วยเหตุน้ใี นการจัดการเรียนการ
สอนครูควรให้ผูเ้ รยี นมโี อกาสเช่ือมโยงความรูใ้ หม่เข้ากับ โครงสร้างความรู้เดิมและนำความรู้ความ
เขา้ ใจมาเข้ารหัสหรือสร้างตัวแทนทางความคิด ท่ีมีความหมายต่อตนเอง การให้ผู้เรยี นเขียนแผ นผัง
ความคิด จดั เป็นวิธกี ารหน่ึงทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพและสอดคล้องกับทฤษฎนี ี้เปน็ อย่างดี
1.3 ลักษณะของแผนผังความคดิ
นักการศึกษาหลายทา่ นได้ทำการศึกษาเกีย่ วกบั ลักษณะของแผนผงั ความคิดและได้กล่าวถึง
ลักษณะของแผนผังความคดิ ไว้ดังนี้
วีคอฟฟ์ (Wycoff. 1991: 43) ได้กล่าวถึง ลักษณะพื้นฐานของแผนผังทางความคิดไว้
ดังต่อไปนี้
(1) ให้เรม่ิ ทจ่ี ดุ กลางหน้ากระดาษ
(2) ให้ความคิดไหลไปอย่างอสิ ระโดยปราศจากการตัดสินหรือการวิพากษ์วจิ ารณ์
(3) ใช้คำสำคญั (Key Words) ในการเสนอความคิดต่างๆ
(4) เขียนคำสำคัญ 1 คำต่อ 1 เส้น
(5) เชื่อมโยงคำสำคัญ กับจดุ กลางโดยใช้เส้น
ในทำนองเดียวกัน บูซาน (Buzan. 2548) ได้ศึกษาและสรุปลักษณะเฉพาะของแผนผัง
ความคิด หรอื แผนผงั ทางปัญญา ได้ 4 ลักษณะ คือ
(1) ประเด็นทีส่ นใจถกู สรา้ งขึ้นภายในตรงกลางภาพ
(2) หัวข้อหลักของประเด็นอยรู่ อบภาพตรงกลางทกุ ทิศทุกทาง เปรียบเสมอื นก่ิง
ก้านของต้นไม้
(3) ก่ิงกา้ นประกอบด้วยภาพหรอื คำสำคญั ทเ่ี ขียนบนเส้นท่โี ยงใยกนั ส่วนคำอื่นท่มี ี
ความสำคญั รองลงมาจะถูกเขียนในกิง่ กา้ นทแ่ี ตกออกในลำดับตอ่ ๆ ไป
(4) กง่ิ กา้ นจะถูกเช่อื มโยงกันในลกั ษณะทแ่ี ตกต่างกัน ตามตำแหน่ง และ
ความสำคญั ของประเด็นต่างๆ
จากความหมายดังกล่าวข้างต้น จงึ สรุปได้วา่ การเขยี นแผนผงั ความคิดเป็นการขยาย
ความคดิ จากคำหลกั ท่ีเขียนไวต้ รงกลางกระดาษด้วยสัญลักษณ์หรือขอ้ ความท่ีชัดเจน จากน้นั จงึ มกี าร
แตกความคดิ จากคำหลักน้ันๆ ดว้ ยกฎเกณฑ์ตา่ งๆ ไมว่ า่ จะเป็นการเน้นดว้ ยสีหรอื เส้นมีการเชอื่ มโยง
และชดั เจนในแต่ละความคดิ ทแ่ี ตกย่อยออกมา ซึง่ แผนผงั ความคิดทด่ี ีน้นั จะต้องมีลักษณะทีพ่ อสรปุ
ได้ดังนี้
(1) เปน็ แผนผังความคิดท่ไี ม่ยุ่งเหยงิ ถึงแมจ้ ะมีการแตกแขนงของความคิดมากแต่
ผู้อา่ นแผนผังความคิดก็สามารถเขา้ ใจถึงความคิด และขน้ั ตอนของความคิดท่ีแสดงในแผนผังความคดิ
นนั้ ได้อยา่ งไมส่ บั สน
(2) รปู ภาพ และคำมีความหมายชดั เจน มคี วามเปน็ รปู ธรรมมาก และสามารถเข้าใจ
ได้ง่ายใช้เวลานอ้ ย
1.4 ขั้นตอนการสรา้ งแผนผงั ความคดิ
นกั การศึกษาหลายทา่ นได้ทำการศึกษาเกย่ี วกบั ข้ันตอนและวธิ กี ารสรา้ งแผนผงั ความคิด ไว้
ต่างๆ ดงั นี้
บูซาน (Buzan. อา้ งถึงใน ธญั ญา ผลอนันต์. 2541: 96 - 97) ไดเ้ สนอกฎของวิธกี ารสร้าง
แผนผงั ความคิด ไวด้ งั น้คี ือ
(1) เริ่มดว้ ยภาพสตี รงกึ่งกลางหน้ากระดาษเปลา่ เป็นภาพความคิดหลัก
(2) ใชภ้ าพให้มากทสี่ ุดในแผนผังความคิดของคณุ ตรงไหนท่ีใช้ภาพไดใ้ ห้ใชภ้ าพให้ใชก้ อ่ นคำ
หรือรหสั เปน็ การช่วยการทำงานของสมอง ดึงดดู สายตาและช่วยในการจำ
(3) ควรเขยี นคำบรรจงตัวใหญๆ่ ถ้าเปน็ ภาษาองั กฤษใหใ้ ชต้ ัวพิมพใ์ หญ่ เพ่ือที่ว่าเมอ่ื
ยอ้ นกลับมาอา่ นใหมจ่ ะให้ภาพที่ชดั เจน สะดดุ ตา อา่ นงา่ ย และก่อผลกระทบต่อความคดิ มากกวา่ การ
ใชเ้ วลาเพิม่ อีกเล็กนอ้ ยในการเขยี นตัวใหใ้ หญ่ อา่ นง่ายชดั เจน
(4) เขียนคำเหนอื เส้น และแต่ละเส้นต้องเชือ่ มโยงต่อกับเสน้ อน่ื ๆ เพื่อให้แผนผังความคิดมี
พน้ื ฐานรองรับ
(5) คำควรมีลกั ษณะเป็น “หนว่ ย” เชน่ คำละเส้น เพราะจะชว่ ยให้คำแต่ละคำเชือ่ มโยงกบั คำ
อ่นื ๆ ไดอ้ ย่างอสิ ระ เปิดทางให้ แผนผงั ความคิด คลอ่ งตัวและยืดหยนุ่ มากข้นึ
(6) ใช้ สี ใหท้ ่วั แผนผังความคดิ เพราะสีจะช่วยยกระดบั ความจำ เพลินตากระตนุ้ สมองซีก
ขวา
ในทำนองเดยี วกนั ไสว ฟกั ขาว (2544 : 161) กไ็ ดเ้ สนอขั้นตอนของการสรา้ งแผนผัง
ความคิดไว้ดังนี้ คอื
ขน้ั ที่ 1 เขียนมโนทัศนห์ ลกั ไวต้ รงกลาง
ขั้นท่ี 2 เขยี นมโนทัศน์รองกระจายไปรอบๆมโนทัศน์หลกั
ขั้นที่ 3 ลากเสน้ เช่อื มโยงระหวา่ งมโนทศั น์หลกั กับมโนทัศน์รอง
ข้ันท่ี 4 เขยี นมโนทศั น์ยอ่ ย กระจายต่อจากมโนทัศนร์ องแตล่ ะอัน
ข้นั ท่ี 5 ตกแตง่ แผนผังความคิดโดยใช้สี สญั ลักษณ์ หรือรูปภาพ เพ่ือให้เกดิ ความสวยงาม
และสือ่ ความหมายท่ดี ียงิ่ ข้ึน
จากที่กล่าวมาพอจะสรุปข้ันตอนในการสรา้ งแผนผงั ความคิด ได้ดังนี้ คือ การสร้างแผนผัง
ความคิด ต้องกำหนดหวั ขอ้ สำคญั หรือหัวขอ้ หลักไว้ตรงกลาง ซึง่ อาจจะเปน็ ตัวหนังสอื หรอื รปู ภาพก็ได้
บางครั้งอาจจะเพ่มิ สีสัน รปู ทรงตา่ งๆ หรือรปู รา่ งทสี่ ือ่ ถึงความหมายของเร่อื งน้ันๆเพอ่ื ความสวยงาม
และง่ายต่อการจดจำมากขึน้ ตัวหนังสือหรือรูปภาพควรอยู่เหนือเส้น และจะมีเส้นโยงใยระหว่าง
ความสัมพันธ์ของข้อความแต่ละข้อความซ่ึงเส้นแต่ละเส้นนี้ อาจจะใช้สีที่แตกต่างกันในแต่ละขอ้
สำคญั ๆ เพือ่ เพิม่ ระดบั ความจำ ซึง่ ถา้ มองดแู ลว้ จะคล้ายกับรากของตน้ ไมท้ ่แี ตกแขนงออกไปอยา่ งไม่มี
ทส่ี นิ้ สุด ซึ่งจะงา่ ยต่อการจดจำเนื้อหาได้เปน็ อยา่ งดี
1.6 ประโยชน์ของแผนผังความคิด
นกั การศึกษาหลายทา่ นได้กลา่ วถงึ ประโยชน์ของแผนผังความคดิ ไวด้ ังนี้
สมศักด์ิ สินธรุ ะเวชญ์ (2542 : 125) ไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชนข์ องแผนผงั ความคิดไวด้ ังนี้
(1) ประหยัดเวลาในการเรยี นรู้ (4) ใชไ้ ด้กบั ผเู้ รียนทกุ ระดับอายุและทุกวิชา
(2) สร้างสมความคดิ สรา้ งสรรค์ (5) ใช้ระดมพลังสมองในการวางแผน
(3) ชว่ ยปรับปรงุ การระลกึ ใหด้ ีขึ้น สรุปทบทวน การจดบันทกึ
ในทำนองเดยี วกัน สุวิทย์ มูลคำ (2547 : 22) ไดก้ ลา่ วถึงประโยชนข์ องแผนผังความคิดไว้
ดงั น้ี
(1) ใช้ในการระดมพลังสมอง (4) ใชจ้ ดั ระบบความคิดหรือชว่ ยให้จำได้ดี
(2) ใชส้ รปุ หรือสร้างองคค์ วามรู้ (5) ใชน้ ำเสนอข้อมลู
(3) ใช้วเิ คราะหเ์ นื้อหาหรอื งานต่างๆ
จากประโยชน์ของแผนผงั ความคิดทีก่ ล่าวมาข้างต้นสรุปไดว้ ่า แผนผังความคดิ มปี ระโยชน์
มากมายหลายประการ สรปุ ได้ดังนี้ คือ
(1) ชว่ ยเรียบเรียงและเพมิ่ ความเข้าใจในเน้อื หาสาระท่ีอา่ นซึง่ จะทำให้จดจำเน้ือหา สาระได้
เป็นระบบมากยง่ิ ขึน้
(2) ส่งเสรมิ ความคดิ รเิ ริม่ สรา้ งสรรค์
(3) มคี วามสขุ และสนกุ เพลิดเพลินกับการเรยี นไม่เกิดการเบอื่ หนา่ ย
(4) เปน็ การระดมพลงั สมอง และทำงานรว่ มกบั กลุม่ ไดเ้ ป็นอย่างดี
(5) ใชไ้ ด้กบั นักเรยี นทุกเพศ ทุกวยั และทกุ กล่มุ สาระการเรยี นรู้
(6) ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และจำเนือ้ หาท่เี รียนได้อย่างเปน็ ระบบและไมซ่ ับสน
๒. จดุ ประสงคแ์ ละเปา้ หมายของผลงาน/นวัตกรรมถอดบทเรยี น Best Practice
๒.๑ จุดประสงค์
1) เพอ่ื ศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรือ่ ง ปรชั ญาของเศรษฐกจิ
พอเพียง ของนกั เรียนกอ่ นและหลังไดร้ บั การจดั การเรียนรโู้ ดยใชแ้ ผนผังความคิด (Mind Map)
2) เพือ่ ปลูกฝงั ให้นกั เรียนดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เสริมสร้าง
ทัศนคตทิ ี่ดี มีคุณลักษณะ 5 ประการของโครงการโรงเรยี นสุจรติ
3) เพอ่ื สง่ เสริมพฤติกรรมหรือคุณลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ตามโครงการโรงเรียนสุจริต
ดว้ ยการใช้แผนผังความคิด (Mind Map)
๒.๒ เป้าหมาย
- เชิงปริมาณ
นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นวัดน้ำรอบ จำนวน 16 คน
- เชิงคุณภาพ
นักเรียนโรงเรียนวัดน้ำรอบเป็นผู้มีความรู้ความสมารถ มีทักษะการ
ดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ชวี ิตบนความพอประมาณ มเี หตผุ ล และสิง่ สำคัญ
ที่สุด คือ มีภูมิคุ้มกันในตัวเองท่ีดี เป็นคนเก่ง คนดี และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เป็นคนดีมี
จิตสำนึกสจุ รติ
๓. กระบวนการผลติ ผลงานหรือข้ันตอนการดำเนินงาน
ขั้นวางแผน (PLAN)
๑) ศึกษาหลักสตู ร และหลักการสร้างแผนผงั ความคดิ (Mind Map)
๒) ประชุม PLC เพื่อนำเสนอแนวทางในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่นักเรียน
เกย่ี วกบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการใช้แผนผงั ความคิด (Mind Map)
๓) เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ และสรา้ งเครื่องมอื ทใี่ ช้ในการศกึ ษา
๔) หาคณุ ภาพของเครื่องมือ
5) กำหนดกลุ่มตัวอย่าง กลมุ่ ตัวอย่างเปน็ นกั เรยี นระดบั ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนวัด
น้ำรอบ ในภาคเรยี นท่ี ๒ ปีการศกึ ษา 2563 จำนวน 16 คน
ขน้ั ดำเนินการ (DO)
1) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรยี นรู้ เรื่อง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ใช้เวลาในการทำกจิ กรรม 1 ช่วั โมง
ขนั้ ประเมินผล (CHECK)
- สรุปผลการประเมินจากแบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามโครงการโรงเรียน
สจุ ริตด้วยการใชแ้ ผนผงั ความคิด (Mind Map) เรื่อง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ขน้ั ปรับปรุงพฒั นา(ACT)
1) ประชุม PLC เพือ่ แลกเปลีย่ นเรยี นรู้การใช้แผนผงั ความคิด (Mind Map)
2) นำผลการประเมินและขอ้ เสนอแนะต่างๆ มาพฒั นา
3) เผยแพรผ่ ลงานในกลมุ่ PLC คณะครูในโรงเรียน เผยแพร่บนเว็บเพจโรงเรยี นวดั นำ้ รอบ
กระบวนการผลติ ผลงานหรอื ข้ันตอนการดำเนนิ งาน (Flow Chart)
การเสรมิ สรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจ เก่ยี วกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ด้วยแผนผงั ความคิด (Mind Map)
ขั้นวางแผน (PLAN)
๑) ศกึ ษาหลกั สูตร และหลักการสรา้ งแผนผงั ความคิด (Mind Map)
๒) ประชุม PLC เพ่ือนำเสนอแนวทางในการเสริมสรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจแก่นักเรียน
เกย่ี วกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ด้วยการใช้แผนผังความคิด (Mind Map)
๓) เขยี นแผนการจัดการเรียนรู้ และสร้างเครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา
๔) หาคณุ ภาพของเครอื่ งมอื
5) กำหนดกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอยา่ งเป็นนักเรยี นระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน
วัดนำ้ รอบ ในภาคเรยี นท่ี ๒ ปกี ารศกึ ษา 2563 จำนวน 16 คน
ขน้ั ดำเนินการ (DO)
1) จดั กิจกรรมการเรียนรตู้ ามแผนการจดั การเรียนรู้ เรื่อง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ใชเ้ วลาในการทำกิจกรรม 1 ชวั่ โมง
ข้ันประเมินผล (CHECK)
- สรุปผลการประเมนิ จากแบบประเมินคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ตามโครงการโรงเรียน
สจุ รติ ดว้ ยการใช้แผนผงั ความคิด (Mind Map) เรื่อง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ข้ันปรับปรงุ พัฒนา(ACT)
1) ประชุม PLC เพอ่ื แลกเปลี่ยนเรยี นรกู้ ารใช้แผนผังความคิด (Mind Map)
2) นำผลการประเมินและขอ้ เสนอแนะต่างๆ มาพัฒนา
3) เผยแพร่ผลงานในกลุ่ม PLC คณะครูในโรงเรียน เผยแพร่บนเว็บเพจโรงเรียน
วดั นำ้ รอบ
๔. ผลการดำเนินการ/ผลสัมฤทธิ/์ ประโยชนท์ ไี่ ด้รบั
ผลการดำเนินการ
ผลจากการปฏิบัติ การเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงด้วยแผนผังความคิด (Mind Map) นักเรียนมีความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น โดยนักเรียนสามารถตอบคำถามและอธิบายเกี่ยวกับหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี งที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และนักเรียนปฏิบัติ
ตามข้อตกลงในการสร้างแผนผังความคิด (Mind Map) ด้วยความสุจริต ส่งงานได้ตรงเวลา
มพี ฤตกิ รรมหรือคณุ ลักษณะทพี่ ึงประสงค์ตามโครงการโรงเรียนสุจริต
ผลสมั ฤทธ์ิ
- จากการศึกษา พบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง หลังเรียนสงู กวา่ ก่อนเรียน และผลจากการประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ตามโครงการ
โรงเรียนสจุ ริตดว้ ยการใช้แผนผงั ความคดิ (Mind Map) จัดอยใู่ นระดับมากทส่ี ุด
ประโยชน์ทไ่ี ด้รับ
1) นกั เรยี นมีความรู้ ความเข้าใจเก่ยี วกบั หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งทกุ คน
2) นักเรยี นเกิดทกั ษะในการสร้างช้นิ งานด้วยแผนผงั ความคิด (Mind Map) ไดค้ รบทุกคน
3) นักเรยี นมีพฤตกิ รรมหรอื คณุ ลักษณะท่พี ึงประสงคต์ ามโครงการโรงเรยี นสจุ ริต
๕. ปัจจยั ความสำเร็จ
1) ผู้บริหารให้ความสำคัญและสนับสนุนการใช้เทคนิคต่างๆ ในการเรียนการสอนเพื่อให้
นกั เรียนเกดิ การเรียนรู้
2) การมีสว่ นรว่ มของบุคลากรทม่ี ีส่วนเกย่ี วขอ้ ง
3) การประยุกตใ์ ช้เทคนคิ และวธิ กี ารท่เี หมาะสม
4) ผู้เชย่ี วชาญใหค้ วามช่วยเหลอื ชแ้ี นะ
๖. บทเรยี นท่ไี ด้รับ (Lesson Learned)
1) ครูและนักเรียนมคี วามสนใจตอ่ การใชแ้ ผนผงั ความคิด (Mind Map) เน่ืองจากจะช่วยให้
สามารถสรปุ ใจความสำคญั ของเน้อื หาทยี่ ากๆ ใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่ายขึ้น สามารถเข้าใจไดอ้ ย่างรวดเรว็
ประหยดั เวลาในการอ่านและท่องจำในแบบเดิม
2) นกั เรียนมีทักษะการสร้างแผนผังความคิด (Mind Map) มากขึน้ มคี วามสามารถในการ
สรุปความรู้ไดด้ ขี ้ึน มารถนำไปใชใ้ นการเรยี นในรายวิชาอื่นๆ ด้วย
๗. การเผยแพร่/การได้รบั การยอมรบั /รางวลั ทีไ่ ดร้ บั
1) เผยแพร่ผลงานผ่านเวบ็ เพจโรงเรียนวัดนำ้ รอบ เว็บไซต์ https://www.facebook.com
/WatnamrobSchool
๘. เงอ่ื นไขความสำเร็จ
- กอ่ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ครูควรอธบิ ายเทคนิคการสร้าแผนผังความคิดในแบบต่างๆ
ใหน้ ักเรียนฟงั กอ่ น เพอ่ื ให้นกั เรยี นเข้าใจถงึ วธิ กี ารสร้างแผนผงั ความคิด
- ควรนำการจัดการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนผังความคิดไปเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้อย่าง
ต่อเนื่อง เพราะเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาท่มี ี
เนื้อหาในภาคทฤษฎีได้ได้ดอี ีกรูปแบบหนงึ่
๙. Best Practice สอดคลอ้ งกับคุณลกั ษณะ 5 ประการของโครงการโรงเรียนสจุ รติ
คณุ ลักษณะ กจิ กรรมทสี่ อดคลอ้ ง เครื่องมือท่ีใช้
๙.๑ ทกั ษะการบวนการคิด - การวเิ คราะห์ใจความสำคัญ - แบบประเมนิ แผนผังความคดิ
ของ เร่อื ง ปรัชญาของ (Mind Map)
เศรษฐกจิ พอเพยี ง ก่อนการ
นำไปทำเปน็ แผนผงั ความคิด
(Mind Map)
๙.๒ ความมวี นิ ยั - การปฏบิ ตั ิตามคำชี้แจงใน - แบบประเมินคณุ ลกั ษณะที่
การสรา้ งแผนผังความคดิ พึงประสงคต์ ามโครงการ
(Mind Map) ด้วยตนเอง โรงเรยี นสจุ ริต
- ความรับผิดชอบในการ
ทำงาน ตรงต่อเวลา
๙.๓ ความซ่ือสัตย์สุจริต - สรา้ งแผนผังความคดิ (Mind - แบบประเมินคณุ ลกั ษณะท่ี
Map) ด้วยตนเอง ไมล่ อก พงึ ประสงค์ตามโครงการ
เพ่ือน โรงเรยี นสจุ รติ
- พดู ความจรงิ หรอื ให้ข้อมลู ท่ี
เป็นจริงแก่ครูและเพ่อื น
๙.๔ อยู่อย่างพอเพียง - เรียนรู้หลักปรชั ญาของ - แบบประเมินคณุ ลกั ษณะที่
เศรษฐกิจพอเพยี งจากการสรุป พงึ ประสงคต์ ามโครงการ
ความรู้ โรงเรียนสุจริต
คณุ ลักษณะ กจิ กรรมทีส่ อดคล้อง เครอื่ งมอื ที่ใช้
๙.๕ จิตสาธารณะ
- ให้การช่วยเหลอื เพ่ือนท่ไี ม่ - การสงั เกตพฤติกรรม
สามารถทำได้โดยครไู มต่ ้องส่งั
๑๐. กจิ กรรมทสี่ อดคลอ้ งกับปฏิญญาโรงเรยี นสจุ ริต ได้แก่
ปฏญิ ญา กจิ กรรมทส่ี อดคลอ้ ง วธิ กี าร
- การสังเกตพฤตกิ รรมของ
๑๐.๑ การปลูกฝงั - การปลูกฝงั ค่านิยมเกยี่ วกับ นักเรยี นระหวา่ งการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้
การทำงานด้วยการปฏิบัติตาม
- สงั เกตพฤติกรรมระหว่างทำ
ระเบียบ ตั้งใจทำชน้ิ งานให้ แผนผงั ความคดิ (Mind Map
- ให้เพ่ือนร่วมชัน้ เรยี นผู้
สำเรจ็ ทันเวลาดว้ ยตนเองอย่าง ประเมนิ พฤตกิ รรมระหวา่ งทำ
แผนผงั ความคดิ (Mind Map
เต็มความสามารถ มคี วาม
รับผิดชอบในการทำงาน มี
ความซ่ือสตั ยใ์ นการทำงาน
ไม่ลอกเพือ่ น การพดู ความจริง
ไมโ่ กหก และทำงานอยา่ ง
รอบคอบ
๑๐.๒ การป้องกัน - ป้องกนั ไมใ่ หเ้ กดิ การทจุ ริตใน
หอ้ งเรยี น
๑๐.๓ การสร้างเครือข่าย - รว่ มแลกเปลี่ยนเรยี นรู้
ปรึกษาหารือกับผูบ้ รหิ าร คณะ
ครู และนกั เรียน
บรรณานกุ รม
ทิศนา แขมณี. (2553). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี
ประสทิ ธิภาพ. พมิ พ์คร้ังท่ี 12. กรุงเทพมหานคร: บรษิ ัทดา่ นสุทธาการพมิ พ์ จำกัด.
บซู าน โทน่ี. (2548). ฉลาดคดิ ดว้ ยสมองทง้ั สองข้าง. แปลโดย นชุ จรี ชลคุบ. กรุงเทพฯ.
พรรณี ชูทยั . (2550). จิตวิทยาการเรียนการสอน. (พมิ พ์ครัง้ ที่ 3). กรงุ เทพ: วราวุฒกิ ารพิมพ.์
พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต.์ (2544). การเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเปน็ สำคัญ : แนวคิด วธิ กี าร เทคนิค
การสอน 2 . กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุป๊ แมเนจเม้นท์ จาํ กด.
พุทธศักราช2551. กรงุ เทพฯ: ชุมชนสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
สมศกั ดิ์ สินธรุ ะเวชญ์. (2542). มงุ่ ส่คู ุณภาพการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ. ไทยพัฒนาพานิช.
สุวิทย์ มลู คาํ . (2547). ครบเครอื่ งองเรื่ององการคิด. พิมพค์ ร้งั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ : ภาพพิมพ.์
ไสว ฟักขาว. (2544). การจัดการเรยี นการสอนทเี่ นน้ ผูเ้ รียนเป็นศนู ย์กลาง. กรงุ เทพฯ : เอมพนั ธ.์
อรจรยี ์ ณ ตะกั่วทงุ่ . (2545). สุดยอดพัฒนาการเรียนการสอน. กรงุ เทพมหานคร: เอ็กซเปอร์เนท็ บุคส.์
ภาคผนวก
(รอ่ งรอย หลกั ฐาน ภาพถา่ ย ช้นิ งาน ฯลฯ)
ภาพที่ 1 บรรยากาศการทำกิจกรรมของนักเรยี น
ภาพที่ 2 บรรยากาศการทำกจิ กรรมของนักเรยี น
ภาพที่ 3 บรรยากาศการทำกิจกรรมของนักเรยี น
ภาพที่ 4 บรรยากาศการทำกิจกรรมของนักเรยี น
ภาพที่ 5 การแลกเปล่ียนเรยี นรู้ กบั ผบู้ ริหาร
ภาพที่ 6 การแลกเปลีย่ นเรียนรู้ กับคณะครูโรงเรยี นวดั น้ำรอบ
แบบประเมินคณุ ลักษณะท่ีพึงประสงคต์ ามโครงการโรงเรยี นสุจรติ
ดว้ ยการใช้แผนผงั ความคิด (Mind Map) เร่อื ง ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ช่อื -สกลุ ....................................................................ช้ัน..............เลขที่……......
คำชี้แจง
1. แบบประเมินฉบับนี้ให้ผู้ประเมินสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนระหว่างการทำแผนผัง
ความคิด (Mind Map) เร่อื ง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แล้วขีด ✓ ลงในชอ่ งว่างท่ีตรงกับระดับ
คะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
รายการ มาก มาก ปาน นอ้ ย น้อย
ทสี่ ดุ (4) กลาง (2) ทส่ี ดุ
(5) (3) (1)
ความมีวินยั
- ปฏบิ ัตติ ามคำชแี้ จงในการสรา้ งแผนผงั ความคิด
(Mind Map) ด้วยตนเอง
ความซอ่ื สัตยส์ ุจริต
- สร้างแผนผังความคดิ (Mind Map) ด้วยตนเอง ไม่
ลอกเพ่อื น พดู ความจรงิ หรอื ให้ขอ้ มลู ท่เี ปน็ จริงแก่ครู
และเพ่ือน
อยู่อยา่ งพอเพยี ง
- เรยี นรู้หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งจากการ
สรปุ ความรู้
จิตสาธารณะ
- ใหก้ ารช่วยเหลือเพือ่ นที่ไม่สามารถทำได้โดยครไู ม่
ต้องสั่ง
.................................................................................
(.............................................................................)
ผู้ประเมนิ
แบบประเมินแผนผงั ความคดิ (Mind Map)
รายละเอียดเกณฑ์การใหค้ ะแนนแบบประเมินผลชิ้นงาน
ประเดน็ ดเี ดน่ เกณฑ์การให้คะแนน ไมด่ ี
การประเมนิ 5 คะแนน ดี พอใช้ ปรบั ปรงุ 1 คะแนน
4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน - มีรปู ภาพ
สอดคลอ้ งกบั
1. รปู แบบ - รูปแบบ - รปู แบบ - มขี นาด - มสี สี ัน เนื้อหา
ช้นิ งาน ถูกต้องตามที่ นา่ สนใจ เหมาะสม สวยงาม
กำหนด - มขี นาด - มีสีสนั - มีรปู ภาพ
- รปู แบบ เหมาะสม สวยงาม สอดคล้องกบั
น่าสนใจ - มีสสี ัน - มีรปู ภาพ เน้ือหา
- มีขนาด สวยงาม สอดคล้องกับ
เหมาะสม - มีรปู ภาพ เนอ้ื หา
- มสี ีสัน สอดคลอ้ งกบั
สวยงาม เนื้อหา
- มีรปู ภาพ
สอดคลอ้ งกบั
เนื้อหา
2. ภาษา - มีการใช้ - ประโยค - สะกดคำ - มีการเวน้ - มกี ารใช้
ภาษาอยา่ ง สอดคลอ้ งกับ ถกู ต้อง วรรคโดยไม่ ภาษาอย่าง
ถูกตอ้ ง เนือ้ หา - มกี ารเวน้ ฉีกคำ สรา้ งสรรค์
- ประโยค - สะกดคำ วรรคโดยไม่ - มีการใช้
สอดคล้องกบั ถูกตอ้ ง ฉกี คำ ภาษาอย่าง
เนือ้ หา - มกี ารเวน้ - มีการใช้ สรา้ งสรรค์
- สะกดคำ วรรคโดยไม่ ภาษาอย่าง
ถกู ต้อง ฉีกคำ สรา้ งสรรค์
- มีการเวน้ - มกี ารใช้
วรรคโดยไม่ฉกี ภาษาอย่าง
คำ สร้างสรรค์
- มีการใช้
ภาษาอยา่ ง
สร้างสรรค์
ประเดน็ ดีเด่น เกณฑก์ ารให้คะแนน ไม่ดี
การประเมิน 5 คะแนน 1 คะแนน
ดี พอใช้ ปรบั ปรุง
4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน
3. เนื้อหา - เนื้อหาเปน็ ไป - เน้อื หา - เนื้อหาตรง - รายละเอยี ด - เนอื้ หา
ตามทก่ี ำหนด ถกู ต้อง ตามหวั ข้อ ครอบคลมุ สอดคลอ้ งกัน
- เนอ้ื หา - เน้อื หาตรง เรอื่ ง - เนื้อหา
ถูกต้อง ตามหวั ข้อ - รายละเอียด สอดคล้องกัน
- เนื้อหาตรง เรอื่ ง ครอบคลมุ
ตามหวั ขอ้ เรอื่ ง - รายละเอยี ด - เนอื้ หา
- รายละเอยี ด ครอบคลมุ สอดคล้องกัน
ครอบคลุม - เนื้อหา
- เนื้อหา สอดคลอ้ งกัน
สอดคลอ้ งกัน