วารสาร
วั ฒนธรรมจี น
中国文化CUNTURE OF CHINA
บทความ
วัฒนธรรมด้านเทศกาลจีน
นางสาวจรรยา ศรีสุวรรณ
วัฒนธรรมด้านดนตรี
นางสาวปณัฐดา เรืองเต็ม
วัฒนธรรมด้านอาหาร
นางสาวธนัชพร ศรีธนูมาศ
วัฒนธรรมด้านการแต่งกาย
นางสาวภคนันท์ ขุนจันทร์
วัฒนธรรมด้านสถาปัตยกรรม
นางสาวสุดารัตน์ มากสังข์
ปี1 ฉบับที่ 1 สิงหาคม-กรกฎาคม 2565
วารสารวัฒนธรรมจีน
ISSN 19013023 (Print)
ISSN 23618324 (Online)
วัตถุประสงค์
1.เพื่อใหไดเรียนรูเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน
2.เพื่อใหสามารถฟง ดู พูด อานและเขียนภาษาจีนตามสถานการณตาง ๆ ในชีวิตประจําวัน
3.เพื่อเปนแหลงเรียนรู แรงจูงใจในการไปใชช ีวิตที่ประเทศจีน
บรรณาธิการที่ปรึกษา นายสุวิทย แสนสิน ประธานสมาคมวัฒนธรรมจีน
บรรณาธิการอํานวยการ นายจิรายุตั้งมั่น รองประธานสมาคมวัฒนธรรมจีน
บรรณาธิการบริหาร
นางสาวบัณฑิตา จองวิ่ง หัวหนา ฝายบริหารสมาคมวัฒนธรรมจีน
นายประวิทย โชคดี รองหัวหนา ฝา ยบริหารสมาคมวัฒนธรรมจีน
ผูชว ยบรรณาธิการ นางสาววิภามล จันทรดี เลขานุการสมาคมภาษาและวัฒนธรรมจีน
กองบรรณาธิการ
วัฒนธรรมด้านเทศกาลอื่น นางสาวจรรยา ศรีสุวรรณ
วัฒนธรรมด้านดนตรี นางสาวปณัฐดา เรืองเต็ม
วัฒนธรรมด้านอาหาร นางสาวธนัชพร ศรีธนูมาศ
วัฒนธรรมด้านการแต่งกาย นางสาวภคนันท์ ขุนจันทร์
วัฒนธรรมด้านสถาปัตยกรรม นางสาวสุดารัตน์ มากสังข์
ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ
นายประยุกต์ จันทร์อังคาร กระทรวงต่างประเทศ
นายชบาแก้ว แสงสุดท้าย กระทรวงต่างประเทศ
นางสาวพัชราภา สุดสวาท กรมองค์การระหว่างประเทศ
นางพรทิพย์ พุ่มหญ้า เจ้าหน้ าที่อาวุโสสมาคมวัฒนธรรมจีน
นางปรางค์ทิพย์ มีชัย เจ้าหน้ าที่อาวุโสสมาคมวัฒนธรรมจีน
กำหนดตีพิมพ์ ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม
ฝ่ ายประสานงาน นางสาว ชุติมา คำสาเหล่า และ นางสาว ลำไย ไหทองเงิน
ผู้จัดทำ สมาคมวัฒนธรรมจีน 4 4/1-4/2 ถนน พระรามที่ 6 แขวง ปทุมวัน เขตปทุมวัน
กรุงเทพมหานคร 10330 Email : [email protected]
พิมพ์ที่ 345/1 ซอยงามวงศ์วาน 47 แยก 42 (ชินเขต 2/40 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่
กรุงเทพมหานคร
บทความที่ตีพิมพ์ทุกเรื่องได้รับความถูกต้องตามหลักวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ อนึ่ง ทัศนะ และ
ข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารปาริชาต เป็ นความคิดเห็นของผู้เขียน และไม่ถือเป็ นทัศนะ
และความ รับผิดชอบของคณะบรรณาธิการ
บทบรรณาธิการ
วารสารวัฒนธรรมจีนฉบับนี้ เปนฉบับประจําปท ี่ 3 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2564
เนื้อหาของบทความยังคงเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนดา นสถาปต ยกรรมการออกแบบ
กอสรางสิ่งตางๆรวมไปถึง วรรณกรรมจีนในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบานในรูปแบบ
บทความวิชาการ ประกอบดวยบทความวิชาการจํานวน 6 เรื่อง ไดแ ก การเผยแพรส ถาปตยกรรม
วัฒนธรรมวรรณกรรม ดนตรีและนาฏศิลป อาหาร สื่อสารมวลชล และวัฒนธรรมวันหยุด
ดิฉันขอขอบคุณทุกทานที่ติดตามอานวารสารวัฒนธรรมจีนมาอยางตอ เนื่องขอขอบคุณ
ผูเขียน บทความดานวัฒนธรรมจีนจนกลั่นกรองมาเปน บทความที่มีคุณภาพสามารถเผยแพร
ความรูใ หก ับผูอา นทุกทา น ขอขอบคุณบรรณาธิการ และผูทรงคุณวุฒิ ทุกทา นที่ไดก รุณา
ตรวจสอบคุณภาพบทความเปนอยา งดีเพื่อใหว ารสารวัฒนธรรมจีนมีมาตรฐานเนื้อหาที่ถูกตอ งตาม
หลักวิชาการทางวารสารกําลังวางแผนเพื่อที่จะพัฒนาวารสารใหก า วไปสูส ากลมากยิ่งขึ้น จึงหวัง
เปน อยา งยิ่งวา วารสารฉบับนี้จะเกิดประโยชนสําหรับผูอานทุกทา นและทุกฝา ย
นางสาวลดาวงศ เพชรคง
บรรณาธิการอํานวยการ
สารบัญ 1
บทบรรณาธิการ
3
วัฒนธรรมด้านเทศกาลอื่น
นางสาวจรรยา ศรีสุวรรณ
วัฒนธรรมด้านดนตรี 5
นางสาวปณัฐดา เรืองเต็ม
วัฒนธรรมด้านอาหาร 7
นางสาวธนัชพร ศรีธนูมาศ
วัฒนธรรมด้านการแต่งกาย
นางสาวภคนันท์ ขุนจันทร์ 11
วัฒนธรรมด้านสถาปั ตยกรรม
นางสาวสุดารัตน์ มากสังข์
วัฒนธรรมด้านเทศกาลจีน
จรรยา ศรีสุวรรณ
บทนำ
ชาวจีนให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอย่างมาก ดังนั้นงานเทศกาลในจีนจึงไม่ใช่เพื่อเฉลิม
ฉลองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ชาวจีนจะถือโอกาสวันหยุดในช่วงเทศกาลต่างๆกลับไปพบปะกับ
ครอบครัวหลังจาก ที่ต้องเหินห่างเนื่องด้วยเหตุผลเรื่องงานหรือการแยกครอบครัวออกมา
1 เทศกาลตรุษจีน (Chinese New Year)
1.1 ที่มาของวันตรุษจีน เกิดจากการจัดขึ้น เพื่อตั้งใจที่จะฉลองฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากช่วง
ก่อนเทศกาลตรุษจีนนั้น ประเทศจีนปกคลุมไปด้วยหิมะ จึงไม่สามารถทำการเกษตรได้ เมื่อเข้าถึงฤดู
ใบไม้ผลิ จึงจะสามารถเพาะปลูกพืนผักได้ตามปกติ ชาวจีนจึงกำหนดให้วันแรกของฤดูใบไม้ผลิตใน
แต่ละปีเป็นวันสำคัญที่เรียกว่า "วันตรุษจีน"
1.2 อาหารวันตรุษจีน ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร
ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมี
ความหมายต่างๆกัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรืองและความสุข เป๋ าฮื้อแห้ง
หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้
จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร
1.3อาหารไหว้เจ้าวันตรุษจีน
ในวันฉลองตรุษจีน อาหารจะถูกรับประทานมากกว่าวันอื่นๆในปี อาหารชนิดต่างๆที่ปฏิบัติกันจน
เป็นประเพณี จะถูกจัดเตรียมเพื่อญาติพี่น้ องและเพื่อนฝูง รวมไปถึงคนรู้จักที่ได้เสียไปแล้ว ในวันตรุษ
ครอบครัวชาวจีนจะทานผักที่เรียกว่า ไช่ ถึงแม้ผักชนิดต่างๆที่นำมาปรุง จะเป็นเพียงรากหรือผักที่มี
ลักษณะเป็นเส้นใยหลายคนก็เชื่อว่าผักต่างๆมีความหมายที่เป็น มงคลในตัวของมัน
เม็ดบัว - มีความหมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย
เกาลัด - มีความหมายถึง เงิน
สาหร่ายดำ - คำของมันออกเสียงคล้าย ความร่ำรวย
เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง - คำของมันออกเสียงคล้าย เต็มไปด้วยความร่ำรวย และ ความสุข
หน่อไม้ - คำของมันออกเสียงคล้าย คำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข เต้าหู้ที่ทำจากถั่วสดนั้น
จะไม่นำมารวมกับอาหารในวันนี้เนื่องจากสีขาวซึ่งเป็นสีแห่งโชคร้าย สำหรับปีใหม่และหมายถึงการไว้
ทุกข์
ปลาทั้งตัว - เป็นตัวแทนแห่งการอยู่ร่วมกันและความอุดม-สมบรูณ์
ไก่ - สำหรับความเจริญก้าวหน้ า ซึ่งไก่นั้นจะต้องยังมีหัว หางและเท้าอยู่ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึง
ความสมบูรณ์
เส้นหมี่ - ไม่ควรตัดเนื่องจากหมายถึงชีวิตที่ยืนยาว
2 ประวัติของวันไหว้พระจันทร์
เทศกาลไหว้พระจันทร์ของทุกปี (วันที่ 15 เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน) ทุกๆ ครัว
เรือนจะซื้อขนมไหว้พระจันทร์มาไหว้พระจันทร์ พร้อมกับการชมพระจันทร์จนกลายเป็น
ประเพณีของจีนตลอดมา สำหรับประเพณีรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ในวันไหว้พระจันทร์
นั้น เกิดขึ้นเมื่อสมัยมองโกลเข้ามาปกครองแผ่นดินจีน เมื่อชาวมองโกลกดขี่ข่มเหงและทำร้าย
ชาวจีนอย่างโหดเหี้ยม และเพื่อควบคุมดูแลชาวจีนอย่างใกล้ชิด ชาวมองโกลจึงส่งทหารของ
ตนไปประจำอยู่ในบ้านของชาวจีนครอบครัวละ 1 คน เป็นอันว่าชาวจีนทุกๆ ครัวเรือนต่างต้อง
เลี้ยงดูทหารมองโกล 1 คน ทหารมองโกลเหล่านี้ยังก่อกรรมทำชั่วไปหมด
ทำให้ชาวจีนขุ่นเคืองใจเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาท่านหลิวปั๋วเวิน คิดได้วิธีหนึ่ง คือ ให้นำกระดาษ
เขียนข้อความ แล้วสอดไส้ไว้ในขนม เรียกร้องให้ชาวจีนทุกคนลงมือสังหารทหารมองโกลที่
ประจำอยู่ในบ้านของตน อย่างพร้อมเพรียงกันในวันเพ็ญเดือนแปด ทั้งนี้เพื่อให้ชาวจีนที่ไปซื้อ
ขนมมารับประทานกัน ต่างได้อ่านข้อความดังกล่าวและช่วยกันกระจายข่าวนี้ออกไป เพื่อ
ก่อการปฏิวัติโดยพร้อมเพรียงกัน ณ วันเพ็ญเดือนแปด ทำให้สามารถโค่นล้มอำนาจการ
ปกครองของมองโกลในที่สุด
เพื่อเป็นการฉลอง และรำลึกการกอบกู้แผ่นดินที่ประสบความสำเร็จ ประเพณีรับประทาน
ขนมไหว้พระจันทร์ในวันเทศกาลดังกล่าวจึงมีการสืบทอดกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าแห่ง
หนใดที่มีชาวจีนเดินทางไปถึงก็จะพาประเพณีรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ ไปด้วย สำหรับ
ขนมไหว้พระจันทร์ที่แพร่หลายในไทยนั้น เป็นแบบของกวางตุ้งโดยส่วนใหญ่ หลายปีที่ผ่านมา
ขนมไหว้พระจันทร์ที่ผลิตในไทย ไม่ว่าด้านคุณภาพ รสชาติ และการบรรจุล้วนมีระดับที่สูงขึ้น
สรุป
เทศกาลของจีน เช่นวันตรุษจีนหรือวันปีใหม่ของจีน วันไหว้พระจันทร์ และยังมีเทศกาล
ของจีนอีกมากมาย จะมีลักษณะที่แตกต่างการออกไป เช่นวันตรุษจีนจะมีของไหว้เจ้า ส่วนวัน
ไหว้พระจันทร์จะมีขนมไหว้พระจันทร์เป็นจุดเด่น ไม่ว่าจะเทศกาลใดใดก็จะมีการรวมตัวของ
คนในครอบครัวเพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้ าพร้อมตา
บรรณานุกรม
Sanook. (2565,สิงหาคม “วันไหว้พระจันทร์ 2565 ประวัติเทศกาลไหว้พระจันทร์” สืบค้นวัน
ที่ 18 กันยายน 2565 จาก https://www.sanook.com/horoscope/69721/
angsutorn tunma (2555,ธันวาคม “ ประวัติวันตรุษจีน” สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2565
จากhttps://sites.google.com/site/angsutorntunma/prawati-wan-trus-cin
วัฒนธรรมด้านอาหารจีน
ธนัชพร ศรีธนูมาศ
บทนำ
อาหารจีน เป็นอาหารที่มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมและการเป็นอยู่มาช้านาน ในสมัย
ก่อนคนจีนที่เป็นชาวบ้านคนธรรมดาจะนิยมรับประทานผักเป็นอาหารหลัก จนพวกเนื้อสัตว์จะเป็น
อาหารของคนชั้นสูงในวังหรือราชสำนักเท่านั้น แต่ต่อมาโลกได้เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันชาวจีนนิยมรับ
ประทานทั้งผักและเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลักพอ ๆ กัน ส่วนอาหารประเภทข้าวแป้ งก็จะออกมาในรูป
ของซาลาเปา หรือหม่านโถว ( ซาลาเปาไม่มีไส้) ที่ใช้กินคู่กับเนื้อสัตว์ แทนข้าวของคนไทย
อาหารจีน
อาหารที่ประกอบขึ้นตามวัฒนธรรมของชาวจีน รวมทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวันและ ฮ่องกง มี
หลายชนิดตามท้องถิ่น โดยนิยมรับประทานอาหารจานผักและธัญพืชเป็นหลัก นอกจากในราชสำนักที่
จะมีอาหารประเภทเนื้อ อาหารที่รู้จักกัน เช่น ก๋วยเตี๋ยว ติ่มซำหูฉลาม กระเพาะปลา วัฒนธรรมการ
กินเป็นการกินร่วมกันโดยอุปกรณ์การกินหลัก คือตะเกียบ มีอุปกรณ์การทำหลักๆเพียงสี่อย่างคือ มีด
เขียง กระทะก้นกลม และตะหลิว มีอาหารจีน 2 ตระกูลใหญ่ คือ อาหารเมืองเหนือ และเมืองใต้ และ
ได้มีการแบ่งอาหารเป็น 8ตระกูลใหญ่ ได้แก่
鲁菜1.อาหารซันตง ( -หลู่ไช่)
苏菜2.อาหารเจียงซู ( -ซูไช่)
粤菜3.อาหารกวางตุ้ง (
川菜4.อาหารเสฉวน ( -เย่ว์ไช่)
徽菜5.อาหารอันฮุย ( -ชวนไช่)
闽菜6.อาหารฮกเกี้ยน ( -ฮุยไช่)
湘菜7.อาหารหูหนัน (
浙菜8.อาหารเจ้อเจียง ( -หมิ่นไช่)
-เซียงไช่)
-เจ้อไช่)
ข้อมูลและประวัติความเป็ นมาของอาหารจีน
จีนเป็นชนชาติที่ผูกพันอยู่กับอาหารการกินอย่างแนบแน่น ปัญหาทุพภิกขภัยในช่วงหลาย
ศตวรรษ ที่ผ่านมาได้บีบบังคับให้ชาวจีนต้องคิดหาวิธีถนอมอาหาร ที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อให้เกิด
ประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ชนชั้นสูงยังนิยม ใช้อาหารเป็นเครื่องแสดงออกซึ่งความมั่งคั่ง และ
สถานภาพอันสูงส่งของตนด้วย ในเมื่อจีนมีภูมิประเทศที่หลากหลายอย่างยิ่ง พืชพันธุ์ธัญญาหารก็ย่อม
ต้องมีหลากหลายต่างกันไปเป็ นธรรมดา
ความใส่ใจในเรื่องอาหารของชาวจีนสะท้อนออกมาทางปรัชญาและวรรณคดี เพราะนักปราชญ์ผู้
สร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้ มักเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารด้วย เหลาจื่อกล่าวว่า" จงรับมือกับประ
เทศใหญ่ๆ ด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวลเสมือนหนึ่งท่านกำลังทำปลาตัวเล็กๆ" จวงจื่อเคยแต่งโคลง
แนะนำการคัดสรรพ่อครัวให้จักรพรรดิ ความว่า " พ่อครัวชั้นดี จะเปลี่ยนมีดใหม่เพียงปีละครั้ง
เพราะเขาหั่น พ่อครัวชั้นเลว จะเปลี่ยนมีดใหม่ทุกเดือน เพราะเขาสับ "
ส่วนประกอบในการทำอาหารจีน
อาหารจีนประกอบไปด้วย รสชาติและสีสัน ส่วนประกอบต่างๆกลืนเข้ากันได้เป็นอย่างดี ทั้ง
ซีอิ๊ว ขิง กระเทียม น้ำส้ม น้ำมันงา เต้าเจี้ยว และหอมแดง ข้าวนับว่าเป็นอาหารหลักของชาวจีน
แต่ผู้คนทางเหนือจะทาน อาหารที่ทำจากแป้ ง อาทิเช่น ก๋วยเตี๋ยว ซาลาเปา หมั่นโถ เกี๊ยว
ปาท่องโก๋ ฯลฯ ส่วนเต้าหู้นั้นก็มีทั้งแบบแห้งและสด เป็นแผ่นและก้อน จัดเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ
ยิ่ง ของประเทศที่ใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ทำการกสิกรรมมากกว่าการเลี้ยงสัตว์
ชาวจีนนิยมการเลี้ยงหมูและ เป็ด ไก่ เพราะเป็นการใช้เนื้อที่ในการเลี้ยงน้ อย เนื้อหมูจึงจัดเป็น
อาหารหลักอย่างหนึ่ง ส่วนปลาก็เป็นอาหารที่พิเศษสด ยอดที่ต้องปรุงกันอย่างพิถีพิถันกว่าปกติ
พืชผักเองก็มีความสำคัญมาก แต่คนจีนไม่นิยมกินผักดิบเพราะใช้อุจาระคนเป็นปุ๋ยสำหรับรดน้ำผัก
ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขอนามัยได้ พืชผักที่เพราะปลูกมีหลากหลายชนิด เขตภาคใต้ที่มี
อากาศแบบอบอุุ่นนั้น ไม่เพียงแต่จะมีผักปลูกกันในประเทศตะวันตกเท่านั้นยังปลูกหน่อไม้ แห้ว
รากบัว และผักใบเขียวนานาชนิดอีกด้วย
สรุป
อาหารจีนมีทั้งมีหลายชนิดตามท้องถิ่น มีอาหารจีน2ตระกูลใหญ่ เมืองเหนือ และ เมืองใต้ ส่วน
ประวัติความเป็นมาของอาหารจีน จีนเป็นชนชาติที่ผูกพันอยู่กับอาหารการกินอย่างแนบแน่น ปัญหา
ทุพภิกขภัยในช่วงหลายศตวรรษ ที่ผ่านมาได้บีบบังคับให้ชาวจีนต้องคิดหาวิธีถนอมอาหาร ที่มีอยู่
อย่างจำกัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
บรรณานุกรรม
sou-dai.(2565) “อาหารจีน” อาหารแห่งวัฒนธรรมการกินที่จะนิยมรับประทานผักเป็นอาหารหลัก
สืบค้นวันที่ 16 กันยายน 2565
จากhttps://sou-dai.com/2020/12/22/อาหารจีน-อาหารแห่งวัฒนธ/
nissawarablog.(2565) “วัฒนธรรมประเทศจีน ด้านอาหาร” สืบค้นวันที่ 16 กันยายน 2565
จากhttps://nissawarablog.wordpress.com/2016/08/24/วัฒนธรรมประเทศจีน-ด้านอ/
sites(2565) “ข้อมูลและประวัติความเป็นมาของอาหารจีน” สืบค้นวันที่ 16 กันยายน 2565
จาก https://sites.google.com/site/chennaphaa/run-samsung
วัฒนธรรมดนตรีจีน
นางสาวปณัฐดา เรืองเต็ม
บทนำ
ประเทศจีนเป็ นประเทศที่มีอารยธรรมสูงและมีวัฒนธรรมเก่าแก่ย้อนหลัง
ไปกว่า 4,000 ปี มีดนตรีหลายชนิดที่มีความแตกต่างกันอย่างชัด
แจ้ง มีลักษณะการใช้ทำนองเพลงที่แตกต่างกัน ทางตะวันตกเฉียงเหนือ
นิยมใช้ลักษณะทำนองคล้ายเสียงในบันไดเสียงไมเนอร์ (minor) ทาง
ตะวันออกเฉียงเหนือใช้บันไดเสียง 7 เสียง และใช้การดำเนินทำนองใน
ลักษณะกระโดด และใช้คู่
จีนเป็ นประเทศในเอเซียตะวันออกที่มีพื้ นที่กว้างใหญ่มากทำให้ภาษา
พูดวัฒนธรรม และดนตรีมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ดนตรีในแต่ละ
ภูมิภาคจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น ใช้บันไดเสียงที่มี
โครงสร้างต่างกัน บางพื้นที่ใช้แบบ 5 เสียง บางพื้นที่ใช้ 7 เสียง การ
ดำเนินทำนองบางพื้นที่นิยมแบบก้าวกระโดด และใช้คู่เสียงกว้าง เช่น คู่
4 คู่ 5 คู่ 8 แต่บางพื้นที่นิยมแบบราบเรียบไม่กระโดด อัตราจังหวะก็มี
ความนิยมใช้แตกต่างกันไป
เสียงดนตรีของจีนคิดขึ้นมาอย่างมีระบบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์
สอดคล้องกับธรรมชาติและปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง
เสียงดนตรีของจีนเกิดขึ้นมาจากเสียงพื้นฐานเพียง 1 เสียง เรียกว่า
huang chung เกิดจากการเป่าลมผ่านท่อไม้ไผ่ 1 ฟอน (ใบ) เสียงอื่น ๆ
ที่เกิดขึ้น มาจากการตัดไม้ไผ่ด้วยความยาวต่าง ๆ กัน โดยใช้ระบบการวัด
ที่มีอัตราส่วนแน่นอนเหมือนกับสูตรทางคณิตศาสตร์ จากเสียงพื้นฐาน
เพียง 1 เสียง จะนำไปสร้างให้เกิดเสียงต่าง ๆ อีกจนครบ 12 เสียง หรือ
12 ใบ นักวิชาการทางดนตรีเชื่อว่า เสียงทั้ง 12 เสียงของจีนที่เกิดขึ้นมา
นั้น มีความเกี่ยวพันกับราศี 12 ราศี เดือน 12 เดือน ชั่วโมงของเวลา
กลางวันและกลางคืน รวมทั้งการแบ่งเพศชายและหญิงด้วย ระบบเสียง 5
เสียง ที่พบในดนตรีจีนถือสารเลือกเสียง 12 เสียงที่เกิดขึ้น นำไปจัดรูป
แบบใหม่ให้เป็นบันไดเสียงที่ต้องการเพื่อนำไปใช้สร้างเพลงต่าง ๆ ต่อไป
เครื่องดนตรีจีน
ชาวจีนแบ่งประเภทของเครื่องดนตรีตามลักษณะของวัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรีนั้น ๆ
แบ่งออกเป็น 8 พวก ดังนี้ 1. ไม้ (Mu) 2. หนัง (Ko) 3. ไม้ไผ่ (Chu) 4. โลหะ
(Kin) 5. น้ำเต้า (Po) 6. หิน (Che) 7. ดิน (tu) 8. เส้นไหม (hien)
เครื่องดนตรีจำพวกโลหะ ได้แก่ ระฆัง และฆ้องชนิดต่าง ๆ เครื่องดนตรีจำพวกหิน
ได้แก่ ระฆังราว เครื่องดนตรีจำพวกเส้นไหม ได้แก่ Ch’in เป็นเครื่องดนตรีที่มีสาย
7 สายใช้มือดีด Ch’in เป็นเครื่องดนตรีชั้นสูง ใช้เฉพาะพวกขุนนาง และผู้มีการ
ศึกษาสูง สามารถเพิ่มได้ทั้งแบบเดี่ยวและคลอประกอบการขับร้อง เครื่องดนตรี
จำพวกไม้ไผ่ ได้แก่ ขลุ่ยชนิดต่าง ๆ ปี่แพนไพท์ (Panpine) เครื่องดนตรีเป็นก้อน
จำพวกดิน ได้แก่ เครื่องเป่าเสียงเหมือนขลุ่ยที่สร้างมาจากดินเหนียว ขนาดพอดีกับ
ฝ่ามือ ภายในเจาะให้เป็นโพรง เจาะรูปิด-เปิด ด้วยนิ้วมือเพื่อให้เกิดระดับเสียง
ดนตรี เครื่องดนตรีพวกน้ำเต้า ได้แก่ Sheng เป็นเครื่องดนตรีสำคัญในวงดนตรีจีน
Sheng ประกอบด้วย ท่อไม้ 7 ท่อ ติดตั้งอยู่ในผลน้ำเต้าแห้ง ซึ่งจะใช้เป็นที่พักลม
แต่ละท่อจะมีลิ้นฝังอยู่ พร้อมทั้งเจาะรูปิด-เปิดแต่ละท่อด้วย เวลาเล่นจะต้องเป่าลม
ผ่านผลน้ำเต้าแล้วให้ลมเปลี่ยนทิศทางด้วยท่อทั้ง 7 ท่อ เสียงของ Sheng จะคล้าย
เสียงออร์แกนลมของดนตรีตะวันตก
สรุป
- ลักษณะดนตรีจีนเป็น Composed music คือ เป็นดนตรีที่มาจากการประพันธ์แต่
ไม่มี
การเขียนโน้ ตชัดเจน มีการบันทึกพอเป็นแนวทำนอง ส่วนผู้เล่นเล่นโดยอาศัยการ
ถ่ายทอดปากเปล่า
- ดนตรีพื้นบ้านของจีนไม่มีรูปแบบที่แน่นอน
- นักดนตรีจีนหวงวิชา นักดนตรีไม่สนใจทฤษฎีดนตรี สนใจแต่เพียงการเล่น
บรรณานุกรรม
sites.(2565)วัฒนธรรมดนตรีของจีน สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2565
จากhttps://sites.google.com/site/mrjisclassroom/non---western-music/dntri-
cin-music-of-china
วัฒนธรรมด้านการแต่งกายของจีน
ภคนันท์ ขุนจันทร์
บทนำ
旗袍ประเทศจีนเป็ นประเทศที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนานนับ
พันปี“กี่เพ้า” หรือ “ฉี ผาว” ( ) เป็นเสมือนชุดประจำชาติของสุภาพสตรีจีน
ทั้งในและต่างประเทศ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ อย่างหนึ่งของจีน แสดง
ถึงสัญลักษณ์ของความเป็นคนจีน ในปัจจุบันนับวันจะมีคนเห็นสำคัญของชุดกี่
เพ้าและมี ผู้คนนิยมสวมใส่มากขึ้น กี่เพ้าจึงค่อยๆ เข้าสู่วิถีการดำเนินชีวิตของ
ผู้คนจนกระทั่งเข้าสู่เวทีระดับโลก ในสายตา ของชาวต่างชาติ กี่เพ้าเป็นชุด
ประจำชาติของชาวจีนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและเป็ นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก
ชุดกี่เพ้าได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากนักออกแบบเสื้อผ้าและช่าง
ตัดเย็บส่วนใหญ่นิยมประยุกต์ชุดกี่เพ้าให้เข้ากับแฟชั่นแต่ละยุคสมัยและปรับให้
เข้ากับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา จึงก่อเกิดวัฒนธรรมการ สวม
ชุดกี่เพ้าในงานพิธีการหรือวาระสำคัญต่างๆเช่น มงคลสมรส งานราตรี และ
เทศกาลสำคัญต่าง ๆ ของจีน
ความเป็ นมาของชุดกี่เพ้ากับวิวัฒนาการการแต่งกายของชาวจีน
ความเป็นมาของชุดกี่เพ้ากำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911)
ตั้งแต่สมัยที่แมนจูปกครองประเทศจีน คนแมนจู จึงกลายเป็นชนชั้นสูงในสังคม
长袍ชุดที่หญิงแมนจูสวมใส่แต่เดิมเป็นชุดเสื้อยาวชิ้นเดียว คล้ายกับกี่เพ้า เรียกว่า “ฉาง
ผาว” ( ) กี่เพ้าเป็นเครื่องแต่งกายของสตรีจีนเกิดจากการแต่งกายเลียนแบบ
กันไปมาระหว่างสตรีชาวฮั่นและ ชาวแมนจู ลักษณะของชุดเป็นเสื้อคลุมยาวคลุม
ถึงข้อเท้า จนมาถึงยุคราชวงศ์ชิงได้ออกกฎหมายบังคับให้สตรีทุกคนรวมถึงชาวฮั่น
แต่งกายด้วยชุดกี่เพ้า ทำให้เกิดการผสมผสานวัฒนธรรมการแต่งกายระหว่างชาว
ฮั่นและชาวแมนจู เกิดเป็นชุดกี่เพ้า
ต่อมาได้รับการยอมรับว่าเป็ นวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวจีนที่มีความ
สำคัญยิ่ง กี่เพ้าเข้ามามีบทบาทอย่างมากในเซี่ยงไฮ้ยุคปี ค.ศ. 1920 ถือว่าเป็น
แฟชั่นสำหรับสังคมชั้นสูง เพราะต้องความอาศัยความละเอียดพิถีพิถันทุกขั้นตอน
ทั้งเนื้อผ้าและฝีมือการตัดเย็บล้วนต้องประณีต ตั้งแต่ยุคต้นของราชวงศ์ชิง
(ประมาณปี ค.ศ. 1645) มีการออกกฎให้ชาวฮั่นทุกคนสวมใส่ชุดกี่เพ้า
วิวัฒนาการของชุดกี่เพ้าในยุค 20 (ค.ศ. 1920-1929) ชุดกี่เพ้าของแมนจูใน
สมัยราชวงศ์ชิง มีลักษณะเด่นคือ มีรูปแบบหลวมใหญ่ ทรงตรงขุดยาวถึงเท้า
ส่วนใหญ่ใช้วัสดุผ้าต่วน ตัวเสื้อปักลวดลายดอกไม้และสัตว์มงคลชนิดต่างๆ
กุ้นขอบคอเสื้อ ปลายแขนเสื้อและช่วงหน้ าอก เริ่มเป็นที่นิยมของประชาชน
รูปแบบชุดกี่เพ้าคือส่วนเอวกว้าง แขนเสื้อใหญ่ ชุดค่อนข้างยาว
ต่อมาสตรีชาวฮั่นเริ่มนิยมสวมใส่ชุดกี่เพ้าเช่นกัน ชุดกี่เพ้าจึงได้มีการเปลี่ยน
มาหลายต่อหลายครั้ง จากปลายแขนเสื้อใหญ่และยาวค่อยๆ เปลี่ยนแคบและ
สั้นลง กุ้นปลายแขนเสื้อไม่ได้ใหญ่เหมือนตอนแรก เนื่องจากได้รับอิทธิมา
จากตะวันตก รูปแบบของชุดกี่เพ้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเช่น ระดับ
ความยาวของตัว เสื้อลดสั้นลง ตัวเสื้อตัดเข้ารูปกระชับเรือนร่างมากยิ่งขึ้น
ช่วงปี1930 เป็นช่วงที่รุ่งเรืองของชุดกี่เพ้าดั้งเดิม ได้ผสมผสานกับทางตะวัน
ตกชุดกี่เพ้าได้ตัดส่วนเกิน ของช่วงใต้รักแร้ออก
ช่วงปี1940 ชุดกี่เพ้ามีความยาวที่สั้นลงจนถึงส่วนกลางของน่อง หากยาวจะ
ยาวจนถึงแค่หัวเข่า ตัดส่วน ของแขนเสื้อ คอปกสั้นลง ใส่สบายมากขึ้น
ช่วงปี1950 – 2021 ชุดกี่เพ้าได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ช่วงเอวจะเข้ารูป
จนถึงฟิตรัดสรีระผู้สวมใส่ ผ่าข้างสูงขึ้น ชุดสั้นเหนือเข่าจนถึงสั้นมาก เปิด
ช่วงอก หรือหลัง มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกี่เพ้าจากแบบเดิม แต่ก็ยังรักษา
ลักษณะเด่นของกี่เพ้าเอาไว้ กล่าวคือ พยายามทำให้กี่เพ้าเป็นรูปแบบสากล
มากขึ้น
กำเนิดกี่เพ้า 4 รูปแบบ
แหล่งกำเนิดของกี่เพ้าอยู่ในปักกิ่ง แต่ยังมีอีก เมืองหนึ่งที่เป็นเสมือนเมืองหลวง
盛京 沈阳เก่าของกี่เพ้า นั่นคือเมืองเซิ่งจิง ( ) หรือเมืองเสิ่นหยาง ( ) มณฑล เหลี
辽宁ยวหนิง ( ) กี่เพ้าภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมในภูมิภาคที่แตกต่างกัน
ทำให้กี่เพ้าของแต่ละภูมิภาคมีสีสันและแบบที่แตกต่างกันออกไป การ
พัฒนาการของกี่เพ้าผ่านมาถึง 3 ยุคสมัย สมัยราชวงศ์ชิง สมัยสาธารณรัฐจีน
และสมัยจีนใหม่ กี่เพ้าสามารถแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ คือ กี่เพ้ารูปแบบปักกิ่ง
กี่เพ้ารูปแบบเซี่ยงไฮ้ กี่เพ้ารูปแบบซูโจว และกี่เพ้ารูปแบบกวางตุ้ง ทั้งหมด 4
รูปแบบซึ่งกี่เพ้าปั กกิ่งได้รับการยกย่องให้เป็ นต้นแบบของชุดกี่เพ้าในยุคต่อๆมา
1. กี่เพ้ารูปแบบปักกิ่ง
การตัดชุดกี่เพ้ารูปแบบปักกิ่งส่วนใหญ่จะเป็นแบบทรงตรง ส่วนอกไหล่เอวและ
สะโพกจะเป็นทรงตรง มีการนำ ศิลปวัฒนธรรมจีนมาไว้บนเนื้อผ้าด้วยการปัก
ลวดลาย ส่วนลวดลายบนชุดกี่เพ้านั้นได้รวบรวมเอาศิลปะหลายแขนง เอาไว้
ด้วยกัน มีความละเอียดประณีต ทั้งภาพดอกไม้ นก หงส์ มังกร หรือภาพอื่น ๆ
ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์และ วัฒนธรรมของจีน ส่วนรูปแบบลวดลายจะมีการ
เลือกดอกโบตั๋น ดอกเหมย ดอกบัว ฯลฯ ในด้านของสีสันก็เป็นสีที่เรียบและ ดู
สง่างาม ไม่ใช้สีสว่างเกินไป กี่เพ้ารูปแบบปักกิ่งมีความสง่างามเป็นเอกลักษณ์
แฝงอยู่ในตัว ก่อให้เกิดเสน่ห์ที่สร้างความคุ้นชินแก่ผู้ที่พบเห็น
กี่เพ้ารูปแบบปั กกิ่งส่วนใหญ่ทำจากผ้าซาตินไหมแบบดั้งเดิมที่หนาและมีน้ำหนัก
มากเป็นหลัก การตกแต่งของชุดกี่เพ้ารูปแบบปักกิ่งนั้นสร้างความสวยงามด้วย
ลวดลายของลายปักที่ซับซ้อนและ ประณีตหรือจากลายผ้าที่ทอ ล้วนแต่แสดง
ให้เห็นถึงเสน่ห์อันงดงามของชุดกี่เพ้า สะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรม
ดั้งเดิมของจีนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามปัจจุบันกี่เพ้ารูปแบบปักกิ่งมักถูกมอง
ว่าเป็นรูปแบบเฉพาะของ ชนชั้นระดับสูงที่จะต้องสั่งตัดโดยเฉพาะ
2. กี่เพ้ารูปแบบเซี่ยงไฮ้
กี่เพ้ารูปแบบเซี่ยงไฮ้รับความนิยมสูงสุดในช่วงทศวรรษที่ 1930 กี่เพ้ารูปแบบ
เซี่ยงไฮ้เน้ นสรีระของสตรีอีก ทั้งยังเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงรสนิยมของผู้
สวมมากกว่าจะเป็นเพียงเสื้อผ้าที่ใส่อยู่บนเรือนร่าง ชุดกี่เพ้ารูปแบบเซี่ยงไฮ้มา
จากการผสมผสาน ระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและวัฒนธรรมตะวันตกเข้า
ด้วยกัน เป็นการออกแบบชุดที่เน้ นสรีระของผู้สวมใส่ แสดงให้เห็นถึงความ
งดงามในสัดส่วนของสตรี
ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของกี่เพ้ารูปแบบเซี่ยงไฮ้คือการผสมผสานระหว่างรูป
แบบจีนดั้งเดิมกับชุดแบบตะวันตก เนื่องจากการแต่งกายของตะวันตกเริ่มเข้า
มามีบทบาทสำคัญกับประเทศจีนทำให้ชุดกี่เพ้าถูกดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับยุค
สมัยตามแบบของชุดตะวันตก กี่เพ้ารูปแบบเซี่ยงไฮ้ผู้สวมใส่จะต้องสั่งตัดโดย
เฉพาะเพื่อให้เข้ากับรูปร่าง ส่วนการตัดเย็บยังต้องอาศัยความละเอียดพิถีพิถัน
ทุกขั้นตอนทั้งเนื้ อผ้าและฝี มือการตัดเย็บล้วนต้องประณีต
3. กี่เพ้ารูปแบบซูโจว
ซูโจวนอกจากเป็ นเมืองของหญิงงามแล้วยังเป็ นต้นกำเนิดของผ้าปั กซูโจวและ
แหล่งผลิตผ้าไหมที่สำคัญ ตั้งแต่ยุคราชวงศ์หยวน ราชสำนักได้จัดตั้งสำนักทอ
ผ้าในเมืองซูโจวขึ้น เพื่อผลิตเครื่องแต่งกายของราชสำนัก สำหรับราชวงศ์ การ
ปักผ้าและการทอผ้าที่ผลิตในซูโจวล้วนมีความประณีตสวยงาม หลังจากการก่อ
ตั้งราชวงศ์ชิง มี การผสมผสานระหว่างชาวแมนจูและชาวฮั่น ชุดกี่เพ้าก็ค่อยๆ
เพิ่มความประณีตมากยิ่งขึ้น ผ้าส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นผ้าซาติน เนื้อนุ่มคุณภาพสูง
และผ้าเครปซาตินธรรมดา และลวดลายปักที่มีความหลากหลายเป็นพิเศษ อาทิ
ลายดอกพลัม ดอกกล้วยไม้ไม้ไผ่ดอกเบญจมาศ ดอกโบตั๋น และดอกกุหลาบ
ด้วยการปักเย็บที่มีชีวิตชีวาละเอียดอ่อนและสีสันที่ สวยงามหรูหรามีราคา
จากการสืบทอดวิธีการตัดเย็บชุดกี่เพ้ารูปแบบซูโจวแบบดั่งเดิมยังมีนวัตกรรม
ใหม่เกิดขึ้นอีก อย่างหนึ่งคือเสน่ห์อันเกิดจากความงามของกระดุมเสื้อ คือ แบบ
กระดุมแถวเดียว กระดุมสองแถว กระดุมเฉียง กระดุมผ้าและแบบไม่มีกระดุม
เป็ นต้น
4. กี่เพ้ารูปแบบกวางตุ้ง
เป็นกี่เพ้าอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นที่นิยมของสตรีที่อาศัยอยู่ตามมณฑลแถบชายฝั่ง
ทะเลของประเทศจีน รูปแบบได้รับอิทธิพลจากตะวันตก คล้ายๆ กับกี่เพ้ารูป
แบบเซี่ยงไฮ้แต่นิยมสีและแบบจะโดดเด่นสะดุดตา กี่เพ้า รูปแบบกวางตุ้งนี้จะ
长衫พบเห็นได้มากที่กว่างโจวและฮ่องกง ดังนั้นจึงออกเสียงเรียกเป็นภาษากวางตุ้ง
ว่า “ฉางซำ ( )” หรือในภาษาอังกฤษจะเรียกว่า “Cheongsam”
บทสรุป
กี่เพ้านับว่าเป็ นการแสดงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านเครื่ องแต่งกายได้
เป็นอย่างดีนับตั้งแต่ยุคทศวรรษ ที่ 20 ของศตวรรษที่แล้ว กี่เพ้าก็มี
พัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รุ่งเรืองถึงขีดสุดจนกระทั่งถึงยุคที่เสื่อมถอย
จนกระทั่งกลับมาได้ความนิยมอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน กี่เพ้าถือว่าเป็นเครื่อง
แต่งกายของสตรีจีนซึ่งสามารถทำให้หวน ระลึกถึงอดีตของชาติจีนได้ จน
กลายมาเป็ นเครื่ องแต่งกายที่สำคัญมีลักษณะโดดเด่นของสตรีชาวจีน
ความนิยม สวมใส่กี่เพ้ามาจากเหตุผลใหญ่สองประการ หนึ่งคือความเรียบ
ง่าย สองคือความงดงามและมีเสน่ห์แบบตะวันออก ซึ่งทั่วโลกได้ให้การ
ยอมรับ และประจักษ์ถึงความงดงามของกี่เพ้าที่สวยไม่แพ้เครื่องแต่งกาย
ประจำชาติใดในโลก ชุดกี่เพ้าถือว่าเป็นมรดกการ แต่งกายที่ล้ำค่าอย่างหนึ่ง
ของชาวจีนซึ่งได้ประยุกต์ศิลปะหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างดีเยี่ยม
ชุดกี่เพ้ายังคงความมีเสน่ห์สร้างความ สง่างามให้กับผู้สวมใส่ ไม่ว่าสตรีจะ
ย่างเข้าสู่ช่วงวัยใดก็ยังสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็น
ด้วยดี เสมอมา ภายใต้ความนึกคิดของผู้คนในยุคปัจจุบัน ชุดกี่เพ้าไม่ได้
เป็นเพียงเครื่องแต่งกายที่ดูเรียบง่ายธรรมดาที่ ปรากฎให้เห็นความงดงาม
บนเรือนร่างของสตรีผู้สวมใส่เท่านั้น หากยังเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่แสดงถึง
ความงดงาม อันเป็นเอกลักษณ์ของจีนและสามารถกล่าวได้อีกว่าชุดกี่เพ้าก็
คือ “การส่งเสริมวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนและสืบ สานจิตวิญญาณแห่งงาน
ฝี มือของมนุษย์”
บรรณานุกรม
วารสารวิชาการภาษาและวัฒนธรรมจีน “ ความเป็นมาของชุดก่ีเพ้ากับ
วิวัฒนาการการแต่งกายของชาวจีน “ สืบค้นวันที่ 14 กันยายน 2565
จาก https://so02.tci-
thaijo.org/index.php/clcjn/article/download/248437/168954/901538
วารสารวิชาการภาษาและวัฒนธรรมจีน “ การกำเนิดของกี่เพ้า 4 รูป
แบบ “ สืบค้นวันที่ 14 กันยายน 2565 จาก https://so02.tci-
thaijo.org/index.php/clcjn/article/download/248437/168954/901538
กี่เพ้าเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจีน “รูปภาพวิวัฒนาการของชุดกี่เพ้า
“ สืบค้นวันที่ 14 กันยายน 2565 จาก https://minimore.com/b/NNvSb/2
วัฒนธรรมด้านสถาปั ตยกรรมจีน
นางสาวสุดารัตน์ มากสังข์
บทนำ
สถาปัตยกรรมจีน เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่พัฒนามานับพันปี ก่อนที่จะมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมใน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งแต่มีความชัดเจนในรูปแบบในช่วงต้นของราชวงศ์ องค์ประกอบที่สำคัญของ
สถาปัตยกรรมยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมีเพียงรายละเอียดการตกแต่ง โดยเริ่มตั้งแต่ราชวงศ์
ถัง สถาปัตยกรรมจีนมีอิทธิพลโดยตรงต่อรูปแบบสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น เกาหลี มองโกล และเวียดนาม รวมถึงมี
อิทธิพลบางส่วนกับสถาปัตยกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ ศรีลังกา ไทย ลาว
กัมพูชา และฟิลิปปินส์
สถาปั ตยกรรมจีน
สถาปัตยกรรมของจีนมีความเก่าแก่พอๆ กับอารยธรรมจีน จากแหล่งข้อมูลทุกแหล่ง ทั้งวรรณกรรม ภาพ
กราฟิก และแบบอย่าง มีหลักฐานชัดเจนที่ยืนยันว่าชาวจีนชอบระบบการก่อสร้างของชนพื้นเมืองมาโดยตลอด ซึ่ง
ยังคงไว้ซึ่งลักษณะเด่นของตนตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปั จจุบัน ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ตั้งแต่จีน
Turkistan ไปจนถึงญี่ปุ่น ตั้งแต่แมนจูเรียไปจนถึงครึ่งทางเหนือของอินโดจีนของฝรั่งเศส ระบบการก่อสร้างแบบ
เดียวกันนี้แพร่หลายไปทั่ว และนี่คือพื้นที่ของอิทธิพลวัฒนธรรมจีน การที่ระบบการก่อสร้างนี้สามารถดำรงอยู่ได้
นานกว่าสี่พันปีบนอาณาเขตอันกว้างใหญ่เช่นนี้ และยังคงเป็นสถาปัตยกรรมที่มีชีวิต โดยยังคงคุณลักษณะหลักไว้
แม้ว่าจะมีการรุกรานจากต่างประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งด้านการทหาร สติปัญญา และจิตวิญญาณ เป็นปรากฏการณ์ที่
เทียบได้กับ ความต่อเนื่องของอารยธรรมที่เป็นส่วนสำคัญ
ประวัติศาสตร์
ยุคหินใหม่และยุคแรกเริ่ม
วัฒนธรรมอารยธรรมจีนพัฒนาขึ้นในที่ราบริมแม่น้ำหลายสายที่ไหลลงสู่อ่าวโป๋ ไห่และหงโจว แม่น้ำที่โดดเด่น
ที่สุดของแม่น้ำเหล่านี้คือแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำแยงซีเป็ นที่ตั้งของหมู่บ้านที่ซับซ้อน สภาพอากาศอบอุ่นและชื้น
มากกว่าในปัจจุบัน ทำให้สามารถปลูกข้าวฟ่างในภาคเหนือและปลูกข้าวในภาคใต้ได้ อย่างไรก็ตามไม่มี "ต้นกำเนิด"
เดียวของอารยธรรมจีน แต่กลับมีการพัฒนานิวเคลียร์พหุนิวเคลียร์ทีละน้ อยระหว่างปี 4,000 ถึง 2000 ปีก่อน
คริสตกาล ตั้งแต่ชุมชนหมู่บ้านไปจนถึงสิ่งที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่าวัฒนธรรมจนถึงรัฐขนาดเล็ก
คุณสมบัติ
Sancai (สามสี) คฤหาสน์เซรามิกจาก ราชวงศ์ถัง (618-907) ขุดขึ้นมาจากหลุมฝังศพยุคถังที่หมู่บ้าน
Zhongbu ในเขตชานเมืองทางตะวันตกของซีอานสารประกอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่แสดงด้านบนมีลานสองส่วน อาคาร
ต่างๆ บนแนวแกน ได้แก่ ทางเข้ากลาง ศาลาสี่แฉก ห้องโถงด้านหน้ ารูปภูเขา ภูเขาและสระน้ำเทียม ศาลาแปดแฉก
และบ้านพักรูปทรงภูเขา เพลากลางทั้งสองด้านถูกจัดวางด้วยห้องทางเดินแบบสมมาตร
ในสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิม อาคารหรืออาคารที่ซับซ้อนมักใช้พื้นที่ทั้งหมด แต่ปิดล้อมพื้นที่เปิดโล่งไว้ภายในตัว
มันเอง พื้นที่ปิดเหล่านี้มาในสองรูปแบบ
院ลาน ( ) : การใช้สนามหญ้าแบบเปิดเป็นลักษณะทั่วไปในสถาปัตยกรรมจีนหลายประเภท นี่คือตัวอย่างที่ดีที่สุด
ในSiheyuanซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ว่างที่ล้อมรอบด้วยอาคารที่เชื่อมต่อกันโดยตรงหรือผ่านเฉลียง
天 井"บ่อน้ำลอยฟ้ า" ( ) : แม้ว่าลานโล่งขนาดใหญ่จะไม่ค่อยพบเห็นในสถาปัตยกรรมทางตอนใต้ของจีน แต่
แนวคิดของ "พื้นที่เปิดโล่ง" ที่รายล้อมไปด้วยอาคารต่างๆ ซึ่งพบเห็นได้ในอาคารลานทางตอนเหนือ สามารถมอง
เห็นได้ในโครงสร้างอาคารทางตอนใต้ที่รู้จัก เป็น "ท้องฟ้ าดี" โครงสร้างนี้โดยพื้นฐานแล้วเป็นลานภายในที่ค่อน
ข้างปิด ซึ่งเกิดจากทางแยกของอาคารที่เว้นระยะห่างอย่างใกล้ชิด และมีช่องเปิดเล็กๆ สู่ท้องฟ้ าผ่านพื้นที่หลังคา
จากพื้นขึ้นไป
สรุป
สถาปัตยกรรมจีนมีลักษณะเด่นๆ เช่น สมมาตรทวิภาคี การใช้พื้นที่เปิดปิด การรวมแนวความคิดเกี่ยว
กับฮวงจุ้ยเช่น ลำดับชั้นของทิศทาง การเน้ นแนวนอน และการพาดพิงถึงจักรวาลวิทยา ตำนาน หรือสัญลักษณ์
อื่นๆ สถาปัตยกรรมจีนตามประเพณีแบ่งโครงสร้างตามประเภท ตั้งแต่เจดีย์ไปจนถึงพระราชวัง ส่วนหนึ่ง
เนื่องจากการเน้ นที่การใช้ไม้ เป็นวัสดุที่ค่อนข้างเน่าเสียง่าย เนื่องจากการไม่เน้ นที่โครงสร้างขนาดใหญ่ที่สร้าง
จากวัสดุออร์แกนิกน้ อยแต่มีความคงทนมากกว่า
บรรณาณุกรม
1.อรรถเป็น บี แอล. คาร์ริงตัน กูดริช (2007) ประวัติโดยย่อของคนจีน . สเตอร์กิสกด ISBN 978-1406769760.
2.^ กัว, ชิงหัว. "สถาปัตยกรรมสุสานของราชวงศ์จีน: คำถามเก่าและใหม่"ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม (เล่มที่ 47,
2547): 1–24 หน้ า 12.
3.^ Suhadolnik, Nataša Vampelj (2011) Han Mural Tombs: ภาพสะท้อนของจักรวาลวิทยาที่สัมพันธ์กันผ่าน
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ( https://revije.ff.uni-lj.si/as/article/view/2870 Archived 2 ธันวาคม 2017 ที่ Wayback
Machine ) ใบอนุญาต Creative Commons Attribution Share-Alike 4.0