The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดการเรียนการสอน แบบ Storyline Method

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by กาลีมา บากา, 2020-09-03 09:43:10

การจัดการเรียนการสอน แบบ Storyline Method

การจัดการเรียนการสอน แบบ Storyline Method

วธกี ารสอน

การจัดการเรยนการสอน
แบบ Storyline Method

นางสาวกาลีมา บากา
สาขาวชาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวทยาลยั สงขลานครนทร์ วทยาเขตปตตานี



คํานาํ

หนงั สอื อิเล็กทรอนกิ สเ ลม นี้ เปนสวนหน่ึงของรายวิชา 266-411
Educational Innovations for Elementary School Teachers I
จัดทาํ ข้นึ เพอื่ รวบรวมขอ มลู ตา ง ๆ ทเ่ี ก่ียวกับวิธีการสอนแบบ Storyline
Method ไดแ ก ความหมาย ประวัติความเปน มา แนวคดิ /หลักการ
ลักษณะเดน องคป ระกอบทส่ี ําคัญ ข้นั ตอนการสอน การวดั และประเมินผล
บทบาทของครูผูสอน บทบาทของผูเรยี น ประโยชน และขอด-ี ขอ จาํ กดั ของ
วิธกี ารสอนแบบ Storyline Method

ผูจัดทําหวงั เปนอยา งยิง่ วาหนังสอื อิเล็กทรอนกิ สเลม นี้ จะเปน
ประโยชนส าํ หรบั ผูอ านไมมากก็นอ ย หากหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกสเ ลม นม้ี ี
ขอผิดพลาประการใด กข็ ออภยั มา ณ ทน่ี ้ีดวย

กาลีมา บากา
ผจู ดั ทํา

สารบัญ

เร่อื ง หนา

ความหมายของวิธีการสอนแบบ Storyline Method 1
ประวัตคิ วามเปนมาของวธิ กี ารสอนแบบ Storyline Method 2
แนวคดิ /หลักการของวธิ สี อนแบบ Storyline 3
ลักษณะเดนของวธิ สี อนแบบ Storyline 4
องคป ระกอบทีส่ าํ คัญของ Storyline 7
ขั้นตอนการสอนแบบ Storyline 8
การวัดและประเมินผล 9
บทบาทของครูผสู อน 10
บทบาทของผูเรียน 12
ประโยชนของการสอนแบบ Storyline 14
ขอดี-ขอ จํากัด 16
บรรณานุกรม 17

ความSหtมoาryยlขinอeงวMิธีกeาtรhสoอdนแบบ 1

การจัดการเรียนรูแบบ Storyline เปนการเรียนรูแบบ
บูรณาการที่นาํ เอาสาระการเรียนรูหลาย ๆ สาระมาเชื่อมโยง
กัน โดยจัดการเรียนรูภายในหัวขอเร่ือง (Theme) เดียวกัน 
มีการผูกเร่ืองเปนตอน ๆ (Episode) แตละตอนจะมีลาํ ดับ
เหตุการณ (Sequence) หรือ “เสนทางการเดินเร่ือง”
(Topic line) และใชคําถามหลัก (Key question) เปนตัวนํา
ไปสูกิจกรรมการเรียนรู ท่ีหลากหลาย ซึ่งกิจกรรมเหลานี้
จะสงเสริมใหผูเรียนมีการเรียนรูตามสภาพจริง ลงมือปฏิบัติ
จริง เนนทักษะ กระบวนการคิด การวิเคราะห การตัดสินใจ
กระบวนการกลุม ตลอดจนการสรางความรูดวยตนเอง
การเรียนรูแบบ Storyline จึงเปนการบูรณาการเน้ือหาสาระ
พรอมทักษะกระบวนการตาง ๆ เขาดวยกัน
(สุวิทย มูลคํา และอรทัย มูลคํา. 2545 ก : 198)

2

ประวัติควSาtoมrเyปlน inมeาขMอeงtกhาoรdสอนแบบ

Storyline มาจากคําวา story และ line หมายถงึ
เสน ทางของเรื่องราว หรือแนวทางของเร่อื ง เปนการดาํ เนนิ
เร่ืองราวเรียงตดิ ตอ กันเปน ลําดบั การเรยี นรแู บบ
บูรณาการดวย Storyline Approach เปนวธิ ีการท่ีไดร ับ
การคิดคน และพฒั นาขนึ้ ในประเทศสก็อตแลนด โดย
สตีฟ เบล (Steve Bell) และแซลล่ี ฮารก เนส
(Sallie Harkness) ซ่ึงทั้งสองทา นเรยี กไดว าเปนผใู หกําเนิด
การเรยี นรูในรูปแบบน้ีนน่ั เอง

แนวคิด/หลกั การ 3
ของวิธสี อนแบบ Storyline

1. เนน ผเู รยี นเปนสําคัญ (Child Centred) แนวคิดของ
จอหน ดวิ อ้ี ( John Dewey ) เชือ่ วา เดก็ ตองมสี วนเก่ียวของ
โดยตรงกับการเรียนรดู วยตนเองการเรียนรแู บบบรู ณาการดว ย
Storyline Approach ผสู อนตองตระหนกั วาผูเรียนทุกคน
ตอ งมีประสบการณและทักษะเดมิ ของตนเองซ่ึงจะเปน พ้นื ฐาน
สําคัญในการสรา งความรูห รอื ประสบการณใ หมข องผูเรียนและ
ผูเรยี นเปนผูแสวงหาติดตามการเรียนรูดว ยตนเอง

2. เนน การปฏบิ ตั ิและการเสรมิ แรงการเรยี นรูแ บบ
บูรณาการ ดว ย Storyline Approach ถอื วาเปน
Constructivist way of working นัน้ คอื ใหผ ูเรียนลงมอื กระทํา
หรือปฏิบตั ิดว ยตนเอง เปน เรื่องการตดั สินใจ และการแกปญ หา
เปน การเรยี นรแู บบ Active learning ซึง่ เปน กระบวนการที่
จะชว ยพัฒนาทางดา นสตปิ ญญา ทกั ษะ และทัศนคตแิ กผเู รยี น
ผูเรยี นทเี่ รยี นดวย Storyline Approach จะไดประสบการณ
การทํางานซง่ึ เปนการเสริมแรงโดยผูสอนใหค วามสาํ คัญในการ
ทาํ งานเพอ่ื ใหเ กิดการเรียนรูอยา งมีคุณคา และมคี วามหมาย

ลักษณะเดนของ 4
วธิ สี อนแบบ Storyline

1. กําหนดเสน ทางการเดนิ เรือ่ ง (Storyline) และจัดเรยี งเปน
ตอน ๆ (Episode) ดวยการใชคาํ ถามหลกั (Key Questions)
เปนตัวกําหนดกิจกรรมเพอื่ การเรียนรู

2. เนนการใชกิจกรรม (Activity Based Approach)
ใหสอดคลองกับคาํ ถามหลักและเนอ้ื หาการผกู เร่ือง ซึ่งมดี งั น้ี
1) ยึดผเู รียนเปน ศนู ยกลางใหมีสวนรวมในกิจกรรมการเรยี น
มากท่สี ดุ
2) ยึดกลุมเปน แหลง ความรเู พอื่ แลกเปลีย่ นประสบการณกัน
3) ใหผูเ รยี นสรา งความรดู วยตนเองโดยเนนกระบวนการ
ควบคกู ับความรู
4) เนน การนําความรไู ปใชในชวี ิตประจาํ วัน

ลักษณะเดน ของ 5
วิธีสอนแบบ Storyline (ตอ)

3. เนน ใหผ ูเรียนสรา ง (Construct) ความรูด ว ยตนเองโดยมี
สว นรวมในการทํากิจกรรมอยา งกระฉบั กระเฉง
เกดิ การเรียนรอู ยา งมคี วามหมาย สามารถพฒั นาผเู รียน
ท้งั ดานสตปิ ญ ญา (Head) ดา นอารมณ เจตคติ (Heart) และ
ดา นทักษะปฏิบัติ (Hands) เปน วิธสี อนท่ีใหอํานาจแกผเู รียน
(Learner Empowerment) คือใหโอกาสสรางความรหู รือ
ปรบั แตง โครงสรา งความรดู ว ยตนเองอยา งเปนอสิ ระ และ
แสดงถึงกระบวนการในการไดม าซึง่ ความรูน้นั ๆ รบั ผิดชอบ
ตอความรูทสี่ รา งขน้ึ ซ่ึงจะนาํ ไปสกู ารเรยี นรูตลอดชวี ิต
(Long Life Learning)

4. เปนการเรยี นตามสภาพจรงิ (Authentic Learning)
มีการบูรณาการระหวา งวชิ า (Integration)

ลกั ษณะเดนของ 6
วิธสี อนแบบ Storyline (ตอ )

5. มีเหตุการณ (Incidents) เกดิ ข้นึ เพอื่ ใหผูเรียนไดแกไ ข
ปญหาและเรียนรู

6. แตละเร่ืองหรือแตละเหตุการณที่กําหนด ตองมีการระบุ
ส่งิ ตอ ไปน้ี หรือมีองคป ระกอบตอ ไปน้ี
     1) กาํ หนดฉาก โดยระบสุ ถานทแ่ี ละเวลาโดยเฉพาะ
     2) ตัวละครอาจเปน คนหรือเปน สัตว
     3) วิถกี ารดาํ เนินชวี ิตเพอื่ ใชศึกษา
     4) ปญหาท่ีรอการแกไข

องคประกอบทีส่ าํ คญั ของ Storyline 7

การสรา งเรื่องใน Storyline เปนการดาํ เนินเรอ่ื งท่ีตอ เนอื่ ง
ประดจุ เสนเชอื ก โดยมคี าํ ถามหลกั เปน ตัวดาํ เนินการ

องคป ระกอบทสี่ าํ คัญในการสอนแบบ Storyline คือ
1. ตัวละคร หมายถงึ บคุ คลหรือสง่ิ ของท่ีเก่ียวขอ งกับเร่อื งราว
ที่ผูกขน้ึ มา
2. ฉาก หมายถึง การระบลุ กั ษณะของสถานทแี่ ละสิ่งแวดลอม
ทีป่ รากฏ ตามหัวเร่อื ง
3. การดําเนินชวี ติ หมายถึงการดําเนินชวี ติ ของตัวละคร วา
ใครทาํ อะไรบา ง
4. เหตุการณห รอื ปญหาทเี่ กิดขึ้น หมายถึง เหตกุ ารท่ดี าํ เนิน
ชีวติ ของละคร เชน เหตกุ ารณอ ะไรทเี่ ปน ปกติ เหตกุ ารณอ ะไร
ทตี่ องแกไ ข เหตกุ ารณอะไรทต่ี องดใี จ หรอื แสดงความยนิ ดี

ขัน้ ตอนการสอนแบบ Storyline 8

วิเคราะหหลักสตู ร
โดยรวมของทกุ สาขาวชิ าทเ่ี กย่ี วของเพื่อกาํ หนดหวั ขอทจี่ ะนํา
มาบูรณาการ
กําหนดเสนทางเดินเร่ือง
โดยเรียงลําดบั หัวขอแบง ออกเปน ตอน ๆ ซึง่ ตอ งคาํ นึงถึงองค
ประกอบสาํ คัญทง้ั 4 ประการไดแ ก ฉาก ตัวละคร การดาํ เนนิ
ชีวิต และเหตุการณส ําคญั ในสว นรายละเอียดน้นั เปนหนา ท่ี
ของผเู รยี นในการเตมิ เต็มเรอื่ งราวตา ง ๆ
กาํ หนดคําถามหลกั
เพอื่ ใชในการเปดประเดน็ นาํ เขา สูกิจกรรมและเช่ือมโยงเรื่อง
ราวและกิจกรรมในแตล ะสวนเขา ดวยกัน วางรปู แบบกิจกรรม
ยอย ๆ โดยเนนการจัดกจิ กรรมที่จะกระตุนใหผูเรยี นมีสว นรว ม
คิดปฏบิ ตั ิเพอ่ื หาคาํ ตอบสําหรับคําถามหลกั นน้ั ๆ
จัดเตรยี มสือ่ การเรยี นรู
ท่สี อดคลองกบั ลกั ษณะของกิจกรรมและลักษณะการจัดชนั้ เรียน

กําหนดแนวทางการประเมินผล
ควรเนนการประเมนิ ตามสภาพจริงใหม ากที่สุด

การวัดและประเมนิ ผล 9

การวัดและประเมนิ ผลในกจิ กรรมการเรียนการสอนแบบ
Storyline   เปน การประเมินจากการสงั เกตหรือ ประเมนิ จาก
ผลงาน หรอื ชิ้นงานของนกั เรยี น ผูสอนตอ งเก็บขอ มลู แลวแปล
ออกมาเปน คณุ ภาพ เชน การประเมินจากการจดั นทิ รรศการ
และผลงานที่รวบรวมในแฟม สะสมผลงาน อาจใหนักเรียน
เลอื กผลงานท่นี กั เรียนพอใจ พรอ มอธิบายเหตผุ ลท่ีเลือกผล
งานช้ินนัน้ มาประเมิน ความกาวหนาของพัฒนาการเด็ก โดยมี
ขอ คิดในการประเมิน ดังนี้

1. ประเมินเปนระยะ
2. ครคู วรมองการประเมินผลของเด็กในเชิงบวก
3. ใหเ ด็กมีโอกาสในการแสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกบั ชิ้นงาน
ที่นักเรียน ชอบ ไมช อบ หรือช้นิ งานที่เขาภูมิใจ
4. ไมค วรเปรียบเทียบผลงานเด็กกับเพ่อื นๆ

บทบาทของครผู ูสอน 10

เปนผเู ตรยี มการในเร่อื งตาง ๆ ไดแก
    1) กรอบแนวคิดของเรื่องที่จะสอนโดยเขยี นเสนทางการ
เดนิ เร่ือง (Storyline) และกําหนดเร่ืองเปนตอนๆ (Episode)
โดยแตล ะหัวขอ เรอ่ื งในแตละตอนไดจ ากการบูรณาการ
      2) เตรยี มคาํ ถามสาํ คัญหรือคําถามหลักเพื่อใชกระตุนให
ผูเรียนคิด วเิ คราะหและลงมอื ปฏิบตั ิ

เปนผอู ํานวยความสะดวกระหวา งการเรยี นการสอน เชน
     1) เปน ผูนําเสนอ (Presenter)
     2) เปนผสู งั เกต (Observer)
     3) เปนผใู หก ระตนุ (Motivator)
     4) เปนผใู หการเสรมิ แรง (Reinforcer)
     5) เปน ผแู นะนาํ (Director)
     6) เปนผูจัดบรรยากาศ (Atmosphere Organizor)
     7) เปน ผใู หขอ มูลยอนกลับ (Reflector)
     8) เปนผปู ระเมิน (Evaluator)

บทบาทของครูผูสอน (ตอ) 11

ใหผ ูเ รยี นใชกระบวนการ (Process Oriented) มากกวา
เนอื้ เรือ่ งหรือเนอ้ื หาสาระ (Content Oriented)

บรู ณาการระหวา งวิชา (Integration) หรือผสมผสานระหวาง
วชิ าในหลกั สูตร (Interdisciplinary)

เปน แหลงขอมูลหรอื แหลงความรแู หลงหนึ่งทใ่ี หผ เู รยี นซกั
ถามปรึกษาเพ่อื คนควาหาความรู

เปน ผูริเริม่ ประเด็นปญ หา เหตุการณในเรือ่ งราวทจ่ี ะสอนและ
ตอ งจัดกจิ กรรมเพอ่ื จบลงดวยความต่นื เตน ความพอใจ ทัง้ ครู
ผเู รียนและผเู ก่ยี วขอ งอน่ื ๆ เชน ผูบรหิ าร ผูปกครอง และ
คนในชมุ นุม เปน ตน

บทบาทของผเู รียน 12

เปน ผูศกึ ษาคน ควาปฏิบัติดว ยตนเองในทกุ เร่อื งตามที่ครู
กําหนดเพื่อใหเ กิดการเรียนรู
มีสว นรว มในการเรียนทง้ั รา งกาย จิตใจและการคดิ ในทกุ
สถานการณทคี่ รกู าํ หนดขนึ้ อยา งเปน ธรรมชาติเหมอื น
สถานการณใ นชวี ติ จรงิ
เรียนทั้งในหอ งเรยี น (Class) และในสถานการณจ ริง
(Reality) เพอื่ พฒั นาทกั ษะทางสงั คม

ตอบคาํ ถามสาํ คัญ หรอื คาํ ถามหลกั (Key Questions) ท่ี
ครูกาํ หนดจากประสบการณข องตนเอง หรือประสบการณ
ในชีวติ จรงิ
มีความกระฉับกระเฉง วอ งไวในการมสี วนรวมอยา ง
แทจ รงิ เชน สามารถจํา พจิ ารณา ทาํ ตามคาํ แนะนําของ
ครไู ดอ ยา งดี

บทบาทของผเู รยี น (ตอ ) 13

ทาํ งานดวยความรวมมอื รวมใจ อาจจะทาํ งานเด่ียว เปนคู
เปน กลุม ไดดวยความเตม็ ใจและดว ยเจตคติที่ดตี อ กนั
มคี วามสามารถในการสื่อสาร เชน ฟง พดู อา น เขียน
มีทกั ษะสังคม รวมทง้ั มมี นุษยสัมพันธทีด่ รี ะหวา งเพอ่ื นใน
กลุม เพื่อนในกลุม อน่ื ๆและกับครู
เปนผมู ีความสามารถแกปญ หาคดิ รเิ รมิ่ ส่งิ ใหมทเี่ ปน
ประโยชน
เปน ผูส ามารถสรางความรู (Construct) ดวยตนเอง และ
เปนการเรยี นรูอยา งมีความหมายท่ีสามารถนําไปใชในชวี ิต
ประจําวนั ได

14

ประโยชนของการสอนแบบ Storyline

1. เปนการสอนท่สี นองตามตองการ 4 ประการของผูเรยี น ไดแ ก
1.1 การส่ือสาร (Communication) เดก็ ทกุ คนตองการพูดและ

การรบั ฟง Storyline เนนการปรกึ ษาหารือ พดู คยุ รว มกันวางแผน
รบั ฟง ซ่งึ กันและกนั และเสนอความคิดเห็น

1.2 การสรางหรือการลงมอื ทาํ ดว ยตนเอง (Building/
Construction) โดยธรรมชาติเด็กทุกคนตอ งการสรา งส่ิงตา ง ๆ
ตองการใชม ือของตนเองหรอื สรา งดวยปญ ญา การสราง
(Construct) เปนการใชจ ินตนาการการวางแผน จดั หาขอ มูลสราง
ความรูใหมด วยตนเอง เปนการผลิตงานท่ไี ดจากความสามารถโดย
มิไดเ นนที่การจาํ ขอ มลู

1.3 การคดิ และการลงมือปฏิบตั ิ (Thought and Action) โดย
ธรรมชาติเด็กทกุ คน รูจกั ถามคาํ ถามและตองการรบั ฟง คาํ ตอบใน
ส่ิงทีต่ นอยากทราบ เทคนิควธิ ี Story line เปดโอกาสใหผูเ รียน
ไดกระทาํ ไดค ิดอยางอิสระทกุ ข้ันตอนเปนการเปดโอกาสใหผ เู รยี น
แตล ะคนไดค น พบสบื คน ทาทายใหค ดิ สํารวจ และสรางจนิ ตนา
การผูเรยี นจะไดฝก การแกปญหาและการตัดสนิ ใจ

1.4 ความตอ งการทยี่ อมรบั วา ตนเองมีคา สามารถแสดงความ
รูส ึกได (Self-expression) โดยธรรมชาติเดก็ ทกุ คนตองการมี
ความรูสึกวาตนเองมีคา ไดร ับการยกยองเกยี่ วกับงาน หรือความคดิ
เหน็ ของตน

15

ประโยชนข องการสอนแบบ Storyline (ตอ)

2. เปน การสอนท่เี ปน แบบกระตอื รือรน ใฝร ู (Active learning)
ผูเรยี นสามารถนาํ ไปใชในชวี ติ ประจาํ วนั ไดโ ดยผเู รยี นเปนผลู ง
มอื กระทําศึกษา คดิ และปฏบิ ตั ิเปน กระบวนการเรียนรูท ท่ี า ทาย
ความรคู วามสามารถของผเู รยี น ผูเรียนไดเหน็ ผลงานของตนเอง
ทาํ ใหการเรียนรูมีคณุ คาสาํ หรับผูเรียน
3. ผูเ รยี นไดพ ฒั นาศักยภาพของตนเอง ไมวา จะเปนเรอ่ื งความ
คดิ วเิ คราะหค วามคดิ สรา งสรรคก ารแกป ญ หา การตัดสินใจ
หรือการสรางองคความรดู ว ยตนเอง

16

ขอ ดี

การเรยี นรูเชน น้ี ทงั้ ผเู รยี นและผูสอนเหมอื นเปน หุน
สวนกัน ครูวางโครงเรื่อง ผูเรียนลงรายละเอียดท่มี าจาก
ประสบการณช ีวิตแลว สรา งการเรียนรูใหมท่ีเชอื่ มตอจาก
ความรูเดมิ มกี ารแลกเปลีย่ นความคดิ และเคารพในความ
คิดเหน็ ของกันและกัน ผเู รียนมีความรูสึกเปน เจา ของใน
ผลงานท่ีสรา ง และกลายเปนแรงผลกั ดนั ใหม ีการแกป ญ หา
หากมีเหตุการณเ ลวรา ยเกิดขน้ึ นอกจากนี้ครยู ังสามารถ
บรู ณาการทุกวชิ าไดใ นทกุ ขน้ั ตอนขณะเดยี วกันนกั เรยี นก็ได
เรียนรูในสิ่งทใี่ กลเ คยี งกบั ชีวติ จรงิ รสู กึ อบอุนและปลอดภัย
เมื่อผูเรยี นมีความสุข จดุ หมายของการเรยี นรูก ็นับไดว า
ประสบความสําเร็จแลว นกั เรียนจะเกดิ ความรูค วามเขาใจ
ในเรอื่ งที่เรยี น ในระดบั ที่สามารถวิเคราะหแ ละสังเคราะห
ได รวมทง้ั ไดพ ัฒนาทกั ษะกระบวนการตาง ๆ

ขอจาํ กัด

- กิจกรรมนี้อาจเหมาะกบั เดก็ เล็กมากกวาเดก็ โต
- คอ นขา งใชเวลาในการเรียนรู

17

บรรณานุกรม

จนั ทรชลี มาพุทธ. (2553). การเรยี นรแู บบบูรณาการดว ย Storyline
Approach. คน จาก https://www.pharmacy.cmu.ac.th/
unit/unit_files/files_download/2011-06-226-53-storyline.pdf

เจษฎาวฒุ ิ อทุ ธา. (2554). วธิ ีการสอนแบบ Storyline.
คนจาก https://nursemoobin.wordpress.com

ทศิ นา แขมมณ.ี (2552). รูปแบบการเรียนการสอน : ทางเลือกทีห่ ลากหลาย
(พิมพค ร้งั ที่ 6). กรงุ เทพฯ: สํานักพิมพแหงจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย.

ประภัสรา โคตะขนุ . (2562). การจดั การเรียนการสอนแบบ Storyline.
คนจาก https://sites.google.com/site/prapasara

สวุ ทิ ย มลู คํา, และอรทยั มลู คาํ . (2550). 19 วธิ จี ดั การเรยี นรู : เพอ่ื พฒั นา
ความรูและทักษะ (พมิ พค ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ: โรงพิมพภ าพพมิ พ.


Click to View FlipBook Version