The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยส่ง5บท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 63040111123, 2024-02-01 01:06:55

วิจัยส่ง5บท

43 อังคณา สายยศ. ๒๕๓๘ : ๒๐๘ ผลที่ได้คือ ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบวัดมโนมติทาง วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบหายใจ มีค่าระหว่าง ๐.๖๐ -๑.๐๐ 3. แบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมีขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพ ดังต่อไปนี้ 3.1 ศึกษากระบวนการการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเกมมิสและแม็ค-ทาค คาร์ท 3.2 สร้างแบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ โดยกำหนดหัวข้อในการสะท้อน กระบวนการวิจัยเชิง ปฏิบัติการดังต่อไปนี้ 3.2.1 ผลของการจัดการเรียนรู้ 3.2.2ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนรู้ 3.2.3แนวทางการปรับปรุงแก้ไขในการจัดการเรียนรู้ 3.3 เสนอแบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย และครูพี่เลี้ยง พิจารณาความถูกต้องและเหมาะสมเกี่ยวกับหัวข้อในการสะท้อนผลการวิจัยเชิง ปฏิบัติการ 3.4 เสนอแบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นให้กับผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ความถูกต้องและ เหมาะสม การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง แบบทดสอบความเข้าใจมโมติวิทยาศาสตร์ เพื่อนำ คะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็น ฐาน (Problem – based Learning) จํานวน 4 แผน รวม 12 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์ 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ท่าการทดลองหลังเรียน โดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบ ความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ และแบบประเมินความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ ชุดเดิมกับทดสอบ ก่อนเรียน เพื่อน่าคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ ก่อนเรียนและ หลังเรียน มา คิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) แล้วนำคะแนนทั้งสอง มา เปรียบเทียบโดยใช้สถิติ t-test Dependent


44 สถิติใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 1.1 หาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ การจัดการเรียนรู้แบบ ใช้ ปัญหาเป็นฐาน จากสูตร IOC = ∑ เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องข้อคำถามกับลักษณะพฤติกรรม ∑ แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 1.2 หาค่าความยากง่าย (P) ของแบบแบบวัดมโนมติก่อนเรียน-หลังเรียน เรื่อง ระบบหายใจ จาก สูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, ๒๕๓๘ ) P = เมื่อ P แทน ค่าความยากง่าย R แทน จำนวนนักเรียนที่ทำข้อนี้ถูก N แทน จำนวนนักเรียนที่ทำข้อนั้นทั้งหมด 1.3 ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบวัดมโนมติก่อนเรียน-หลังเรียน เรื่อง ระบบหายใจ จากสูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, ๒๕๓๘ ) r = − 2 โดยเมื่อ r แทน ค่าอำนาจจำแนก Ru แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มเก่ง RL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มอ่อน N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มเก่งและกลุ่มอ่อน


45 2. สถิติพื้นฐาน 2.1 สูตรหาค่าเฉลี่ย (mean) x̅ = ∑ เมื่อ x̅ แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ คูณ คะแนน N แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ซึ่งมีค่าเท่ากับจำนวนข้อมูลทั้งหมด 2.2 สูตรหาค่าร้อยละ P = F × 100 n เมื่อ P แทน ร้อยละ F แทน ความถี่ที่ต้องการแปลค่าให้เป็นร้อยละ n แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.3 สูตรหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = √ ∑ 2 − (∑ ) 2 ( − 1) เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน n แทน จำนวนคู่ทั้งหมด X แทน คะแนนแต่ละตัวในกลุ่มข้อมูล ∑ แทน ผลรวมของความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการพัฒนามโนมติทางวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ แบบวัดมโนมติก่อนเรียน-หลังเรียน


46 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติทาง วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบหายใจโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูล มี รายละเอียดดังต่อไปนี้ ผลการพัฒนามโนมติทางวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยได้ใช้แบบวัดมโนมติ วิชา ชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจก่อนเรียน กับนักเรียนจำนวน ๓๘ คน และใช้แบบวัดมโนมติวิชา ชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ ชุดเดียวกันมาทดสอบหลังเรียน โดยแบบ วัดมโนมติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบปรนัย ๔ ตัวเลือก มีการให้เหตุผลประกอบ จำนวน ๑๒ ข้อ ผู้วิจัย ได้ศึกษามโนมติจำนวน ๑๒ มโนมติ พบว่าก่อนเรียน นักเรียนมีมโนมติคลาดเคลื่อน และหลังเรียน นักเรียนมีมโนมติทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น แสดงว่าการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ โดยใช้รูปแบบ ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) สามารถช่วยให้นักเรียนมีการพัฒนามโนมติทาง วิทยาศาสตร์ในวิชาชีววิทยาให้ถูกต้องยิ่งขึ้น ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ผลการพัฒนามโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบหายใจ จำนวน 12 มโนมติ ดังตารางนี้


ตารางที่ 2 ผลสรุปร้อยละของระดับความเข้าใจมโนมติแต่ละมโนมติ ก่อนและหลังเรีเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) มโนมติ ข้อที่ มโนมติทางวิทยาศาสตร์(จำนวนคน) CU PU ก่อนเรียน ร้อยละ หลังเรียน ร้อยละ ก่อนเรียน ร้อยละ หลังเรียน ร้อยละ 1. การแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ 1 0 0 25 65.78 0 0 10 26.31 2. การแลกเปลี่ยนแก๊สของนก 2 0 0 22 57.89 0 0 12 31.57 3. อัตราการหายใจของสัตว์ 3 0 0 28 73.68 0 0 8 21.05 4. โครงสร้างการแลกเปลี่ยนแก๊ส 4 0 0 22 57.89 0 0 6 15.78 5. การวัดอัตราการหายใจของสัตว์ 5 0 0 15 39.47 5 13.15 5 13.15 6. โครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน แก๊สของมนุษย์ 6 0 0 13 34.21 6 15.78 4 10.52 7. กระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊สของ มนุษย์ 7 0 0 26 68.42 9 23.68 6 15.78 8. การลำเลียงแก๊ส 8 0 0 27 71.05 7 18.42 6 15.78 9. อวัยวะที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ของสัตว์ 9 0 0 25 65.78 10 26.31 8 21.05 10. การควบคุมการหายใจ 10 0 0 25 65.78 3 7.89 11 28.94 11. กลไกการหายใจ 11 0 0 31 81.57 13 34.21 3 7.89 12. การ ค วบ คุ ม การ ห าย ใจแ ล ะ กระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊ส 12 0 0 22 57.89 5 13.15 8 21.05


47 รียน เรื่อง ระบบหายใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการ มโนมติคลาดเคลื่อน (จำนวนคน) PS AC NUก่อนเรียน ร้อยละ หลังเรียน ร้อยละ ก่อนเรียน ร้อยละ หลังเรียน ร้อยละ ก่อนเรียน ร้อยละ หลังเรียน ร้อยละ 5 13.15 2 5.26 20 52.63 1 2.63 13 34.21 0 0 7 18.42 3 7.89 25 65.78 1 2.63 6 15.78 0 0 10 26.31 0 0 13 34.21 2 5.26 15 39.47 0 0 26 68.42 2 5.26 10 26.31 7 18.42 2 5.26 0 0 12 31.57 6 15.78 17 44.73 12 31.57 4 10.52 0 0 18 47.38 10 26.31 12 31.57 11 28.94 2 5.26 0 0 11 28.94 6 15.78 16 42.10 0 0 2 5.26 0 0 21 55.26 6 15.78 7 18.42 0 0 3 7.89 0 0 12 31.57 5 13.15 10 26.31 0 0 6 15.78 0 0 2 5.26 1 2.63 17 44.73 1 2.63 16 42.10 0 0 18 47.36 4 10.52 7 18.42 0 0 0 0 0 0 2 5.26 4 10.52 19 50 3 7.89 12 31.57 0 0


48 จากตารางที่ 2 พบว่า ระดับความเข้าใจมโนมติ เรื่อง ระบบหายใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เปรียบเทียบก่อนและหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) มีระดับความเข้าใจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ก่อนเรียนนักเรียนมีระดับความ เข้าใจมโนมติหลายระดับ มีตั้งแต่ที่ไม่เข้าใจมโนมติ ไปจนถึง ระดับที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง หลังเรียน มีมโนมติที่คลาดเคลื่อนลดลง และมีความเข้าใจในระดับที่ถูกต้องมากขึ้น


49 บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ การวิจัย การศึกษาและเปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบหายใจ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลสามารถสรุปผล อภิปรายผล และให้ข้อเสนอแนะ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อพัฒนาความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ โดยการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning)เรื่อง ระบบหายใจ ให้ผ่านเกณฑ์มโนมติทางวิทยาศาสตร์ สมมติฐานของการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีการพัฒนาทางมโนมติทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน ขอบเขตของงานวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 266 คน จากห้องเรียน 7 ห้อง 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 38 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบหายใจ 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ใช้เนื้อหาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว30244 ชีววิทยา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สาระชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ ประกอบด้วยเนื้อหาย่อยดังนี้ 3.1 การแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ 3.2 อวัยวะและโครงสร้างในระบบหายใจของมนุษย์


50 3.3 การแลกเปลี่ยนแก๊สและการลำเลียงแก๊ส 3.4 การหายใจ 4. ระยะเวลาการทำวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้เวลา ทดลอง 12 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) เรื่อง ระบบหายใจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 จำนวน 4 แผนการเรียนรู้ รวม 12 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบมโนมติทางวิทยาศาสตร์เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ แต่ละข้อ ประกอบด้วยคำถาม 2 ตอน ตอนที่ 1 คำถามให้นักเรียนเลือกตอบ ตอนที่ 2 การให้เหตุผลประกอบ ตอนที่ 1 โดยจะมีทั้งหมด 1 ฉบับ จำนวน 12 ข้อ ใช้เวลา 60 นาที 3. แบบสะท้อนผลการเรียนรู้ การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบความเข้าใจมโนติวิทยาศาสตร์ เพื่อ นำคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็น ฐาน (Problem – based Learning)จำนวน 4 แผน รวม 12 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์ 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ทำการทดลองหลังเรียน โดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบ ความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์และแบบประเมินความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ชุดเดิมกับทดสอบ ก่อนเรียน เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา เรื่องระบบหายใจ ก่อนเรียนและหลังเรียน มาคิด คะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วนำคะแนนทั้งสองมาเปรียบเทียบ โดยใช้สถิติ t-test Dependent


51 สรุปผลการวิจัย ผลการศึกษาและเปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์เรื่อง ระบบหายใจโดยการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนมีมโนมติก่อนเรียนสูงกว่าหลังเรียน โดยเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด อภิปรายผล จากการศึกษาและเปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบหายใจ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลว่าจับพบว่านักเรียนมีมโนมติก่อนเรียน เรื่อง ระบบหายใจ ส่วนมากอยู่ในประเภทไม่เข้าใจมโนมติเชิงวิทยาศาสตร์ เนื่องจากนักเรียนไม่ตอบคำถามและนักเรียน บางส่วนไม่ได้อธิบายเหตุผลในการตอบคำถาม มีนักเรียนบางส่วนที่อธิบายเหตุผลในการตอบคำถาม แต่ไม่สื่อความหมาย แต่หลังจากนักเรียนได้เรียนรู้จากการเรียนสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) จะเห็นว่านักเรียนมีการพัฒนามโนมติที่เป็นลักษณะความเข้าใจมโนมติทาง วิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่งพิจารณาจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นรายข้อของแบบวัดมโนมติเรื่อง ระบบหายใจ โดยผลวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำแบบทดสอบแบบวัดมโนมติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาวิเคราะห์ ผลการวิจัย 5 กลุ่มดังนี้ 1. ความเข้าใจมโนมติในระดับที่สมบูรณ์ (Complete Understanding: CU) คำตอบ ถูกและการให้เหตุผลถูกต้องสมบูรณ์ ครบองค์ประกอบที่สำคัญของแต่ละแนวความคิด ซึ่งก่อนเรียน นักเรียนมีระดับความเข้าใจมโนมติหลายระดับ มีตั้งแต่ที่ไม่เข้าใจมโนมติ ไปจนถึง ระดับที่มีความ เข้าใจที่ถูกต้อง หลังเรียนมีมโนมติที่คลาดเคลื่อนลดลง และมีความเข้าใจในระดับที่ถูกต้องมากขึ้น ภาพที่ 5.1 ตัวอย่างคำตอบและการให้เหตุผลถูกต้องสมบูรณ์ 2. ความเข้าใจมโนมติในระดับที่ถูกต้องแต่ ไม่สมบูรณ์ (Partial Understanding: PU) คำตอบถูกและการให้เหตุผลถูกแต่ขาดองค์ประกอบที่สำคัญบางส่วนซึ่งก่อนเรียนนักเรียนมีระดับ ความเข้าใจมโนมติหลายระดับ มีตั้งแต่ที่ไม่เข้าใจมโนมติ ไปจนถึง ระดับที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง หลัง เรียนมีมโนมติที่คลาดเคลื่อนลดลง และมีความเข้าใจในระดับที่ถูกต้องมากขึ้น


52 ภาพที่ 5.2 ตัวอย่างคำตอบและการให้เหตุผลถูกแต่ขาดองค์ประกอบที่สำคัญบางส่วน 3) ความเข้าใจมโนมติในระดับที่คลาดเคลื่อนบางส่วน (Partial Understanding with Specific Alternative Conception: PS) คำตอบถูกบางส่วน แต่บางส่วนแสดงถึงความเข้าใจที่ คลาดเคลื่อน หรือ เลือกคำตอบถูกแต่ไม่อธิบายคำตอบ ซึ่งก่อนเรียนนักเรียนมีระดับความเข้าใจมโน มติหลายระดับ มีตั้งแต่ที่ไม่เข้าใจมโนมติ ไปจนถึง ระดับที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง หลังเรียนมีมโนมติที่ คลาดเคลื่อนลดลง และมีความเข้าใจในระดับที่ถูกต้องมากขึ้น ภาพที่ 5.3 ตัวอย่างคำตอบบางส่วน แต่บางส่วนแสดงถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน 4) ความเข้าใจมโนมติในระดับที่คลาดเคลื่อน (Alternative Conception: AC) คำตอบแสดงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทั้งหมด ซึ่งก่อนเรียนนักเรียนมีระดับความเข้าใจมโนมติหลาย ระดับ มีตั้งแต่ที่ไม่เข้าใจมโนมติ ไปจนถึง ระดับที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง หลังเรียนมีมโนมติที่ คลาดเคลื่อนลดลง และมีความเข้าใจในระดับที่ถูกต้องมากขึ้น ภาพที่ 5.4 ตัวอย่างคำตอบแสดงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทั้งหมด


53 5) ความไม่เข้าใจ (No Understanding: NU คำตอบไม่ตรงคำถาม หรือไม่ตอบ คำถาม ซึ่งก่อนเรียนนักเรียนมีระดับความเข้าใจมโนมติหลายระดับ มีตั้งแต่ที่ไม่เข้าใจมโนมติ ไปจนถึง ระดับที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง หลังเรียนมีมโนมติที่คลาดเคลื่อนลดลง และมีความเข้าใจในระดับที่ ถูกต้องมากขึ้น ภาพที่ 5.5 ตัวอย่างคำตอบแสดงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทั้งหมด หลังจากที่ได้มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) มีการพัฒนา มโนมติที่เป็นลักษณะความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่งพิจารณาจากผลการวิเคราะห์ ข้อมูลเป็นรายข้อของแบบวัดมโนมติวิทยาศาสตร์จะเห็นได้ว่านักเรียนมีมโนมติเชิงวิทยาศาสตร์มาก ขึ้นทุกมโนมติ โดยมโนมติที่นักเรียนมีการพัฒนาขึ้นมากที่สุดคือ กลไกการหายใจ และมโนมติต่างๆที่ จะช่วยให้ผู้เรียน ค้นพบคำตอบของปัญหาด้วยตนเอง ในการทำกิจกรรมต่างๆครูผู้สอนควรมีการ จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ที่สนับสนุนกิจกรรมที่หลากหลายที่ทำให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วย ตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับ ครุณี ภัทรโภดิน (2560) ที่พบว่า นักเรียนมีมโนมติที่ถูกต้องมากขึ้นหลังจากที่ นักเรียนได้เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ จากผลวิจัยพบว่า การพัฒนาความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่องระบบหายใจ ที่สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของเมธา สีหานาท (2546) ที่พบว่า ก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนส่วน ใหญ่มีความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ในระดับที่คลาดเคลื่อนทุกมโนมติ และไม่มีมโนมติใดที่ นักเรียนเข้าใจในระดับที่สมบูรณ์ หลังการจัดกิจกรรม พบว่า นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจ มโนมติจำนวนนักเรียนที่มีความเข้าใจในระดับที่คลาดเคลื่อนลดลง และนักเรียนส่วนใหญ่มีความ เข้าใจในระดับที่สมบูรณ์ และระดับที่ถูกต้อง แต่ไม่สมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เป็นเหตุผลมาจากการ จัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) เป็นวิธีการสอนที่นำตัวอย่าง ปัญหามาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดแนวคิดการแก้ไขทำให้เกินเป็นความเข้าใจมโนมติ ทางวิทยาศาสตร์ได้ โดยใช้ปัญหาในชีวิตประจำวันมาช่วยเสริมต่อการเรียนรู้ และส่งเสริมกระบวนการ คิดของนักเรียนให้เกิดการขยายความรู้ เป็นกระบวนการที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา ด้วยเหตุผลระหว่างมีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง สามารถปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างหลากหลาย เป็น


54 ระบบ ส่งผลให้นักเรียนมีความเข้าใจในมโนมติ เรื่อง ระบบหายใจ ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่ง สอดคล้องกับแนวคิดของ (Harison and Treagust, 1993) และ (Glynn, 1991) นอกจากนี้ยัง สอดคล้องกับงานวิจัยของอรวรรณ หอมพรมมา (2562) ได้ศึกษาเกี่ยวกับผลการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้วิชาชีววิทยาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องระบบหายใจ โดยใช้การสอนแบบใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) ผลการวิจัยพบว่า หลังเรียนนักเรียนมีมโนมติเรื่อง กลไกลการหายใจของมนุษย์สอดคล้องกับมโนมติวิทยาศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 63.83, 76.60,72.34 และ 61.09 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของเกรียงไกร อภัยวงศ์ (2562) ที่พบว่า นักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) มี คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์และคะแนนเฉลี่ยมโนมติชีววิทยา หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กล่าวโดยสรุป การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) เรื่องระบบหายใจ สามารถทำให้นักเรียนมีมโนมติทางวิทยาศาสตร์และมีความสามารถในการให้ เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) เป็นวิธีการสอนที่เน้นให้นักเรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ ทำความเข้าใจกับความรู้ จากการคิด การลงมือปฏิบัติ สามารถพัฒนาความเข้าใจและความรู้ของ นักเรียน จนทำให้นักเรียนมีมโนมติทางวิทยาศาสตร์และมีความสามารถในการให้เหตุผลเชิง วิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ 1. ควรปรับกิจกรรมให้เหมาะกับเวลา โดยคำนึงถึงความสามารถของนักเรียน 2. ควรส่งเสริมและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นแสดงออกอย่างเต็มที่ กระตุ้น ให้นักเรียน กล้าแสดงออก เพื่อนำไปสู่การอภิปรายและสรุปผลอย่างถูกต้อง ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษาตัวแปรด้านอื่นๆ เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดอย่างมีเหตุผลของ นักเรียนที่ได้เรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเปรียบเทียบ เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการคิดอย่างมีเหตุผลในอนาคต 2. ควรมีการทดสอบความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์หลังสิ้นสุดวงจรไปแล้ว 1 สัปดาห์ เพื่อทดสอบความทนทางการเรียน


55 เอกสารอ้างอิง (กระทรวงศึกษาธิการ.๒๕๕๑). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑. กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. (กรมวิชาการ, ๒๕๔๕). เป้าหมายการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ณพงศพล เครื่องพาที. (๒๕๕๙). ความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์และวิถีทางมโนมติทาง วิทยาศาสตร์โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น(7E) ร่วมกับแผนผัง มโนมติ. รายงานสืบเนื่องการประชุมสัมมนาวิชาการ (Proceedings)การนำเสนอผลงานวิจัย ระดับชาติ เครือข่ายบัณฑิตศึกษา.มหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ ครั้งที่ 17. ทศินา แขมมณี .(๒๕๕๖). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 7.กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. ๒๕๕๗ : ๑) ทศินา แขมมณี. (๒๕๔๕).รูปแบบการเรียนการสอน : ทางเลือกที่หลากหลาย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธีระชัย. (๒๕๔๐). ศึกษาธรรมชาติของวิทยาศาสตร์. ผดุงยศ ดวงมาลา (๒๕๒๓ : ๑) ความสำคัญของวิทยาศาสตร์. ล้วน สายยศ และองคณา สายยศ. (๒๕๓๘). หลักการทางการวิจัยการศึกษา (พิมพ์ครังที่ ๒) กรุงเทพฯ : ศึกษาพร. ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน. (๒๕๖๒), ใช้ปัญหาเป็นฐาน สู่ห้องเรียนในศตวรรษที่ ๒๑. สืบค้นจาก https://www.educathai.com/events/๒๐๑๙/๑๓ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. (๒๕๔๑). ผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ Singhal, T. (2020). A Review of Coronavirus Disease-2019 (COVID-19). Indian J. Pediatr. 87(4), 281–286. Zhu, N., Zhang, D., Wang, W., Li, X., Yang, B., Song, J., et al. (2020). A Novel Coronavirusfrom Patients with Pneumonia in China, 2019. The New England JournalofMedicine,382,727–733.


56 เอกสารอ้างอิง (ต่อ) ทศินา แขมมณี .(2556). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 7.กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2557 : 1) ทศินา แขมมณี. (2545).รูปแบบการเรียนการสอน : ทางเลือกที่หลากหลาย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธีระชัย. (2540). ศึกษาธรรมชาติของวิทยาศาสตร์. ผดุงยศ ดวงมาลา (2523 : 1) ความสำคัญของวิทยาศาสตร์. ล้วน สายยศ และองคณา สายยศ. (2538). หลักการทางการวิจัยการศึกษา (พิมพ์ครังที่ 2) กรุงเทพฯ : ศึกษาพร.


57 ภาคผนวก


58 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินเครื่องมือวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน


59 รายชื่อผู้เชียวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้เชียวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ ที่ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้และแบบประเมินค่าความสอดระหว่าง ข้อสอบกับจุดประสงค์ 1. นางสุพรรณี นาคพันธ์ ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. นางจันทรสุดา วรรณพราหมณ์ ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. นางอุไรวรรณ พาชื่อ ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


60 แบบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 12 ข้อ ใช้เวลา 60 นาที คำชี้แจง 1. แบบวัดมโนมติวิทยาศาสตร์ชุดนี้เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก 2. ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย X หน้าข้อที่คิดว่าถูกต้อง พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบ 1. ปัจจัยในข้อใดมีผลต่อการแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ ก. อุณหภูมิของน้ำ ข. ทิศทางการไหลของน้ำ ค. ปริมาณแก๊สออกซิเจนในน้ำ ง. พื้นที่ผิวในการแลกเปลี่ยนแก๊ส เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. ถ้านกที่บินได้มีปอดลักษณะเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมนกยังสามารถบินได้หรือไม่ อย่างไร ก. ไม่สามารถบินได้ เพราะไม่มีถุงลม ข. ไม่สามารถบินได้ เพราะถุงลมมีขนาดเล็กกว่าปกติ ค. สามารถบินได้ แต่ไม่นาน เพราะไม่มีถุงลมแลกเปลี่ยนแก๊ส ง. สามารถบินได้ แต่ไม่นาน เพราะไม่มีถุงลมสำหรับสำรองอากาศ เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................


61 3. สัตว์ชนิดใดมีอัตราการหายใจสูงที่สุด ก. กบ ข. เหยี่ยว ค. นกฮัมมิง ง. ดอกไม้ทะเล เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 4. อวัยวะที่ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์คู่ใดที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกันมากที่สุด ก. ตั๊กแตนกับงูดิน ข. ปลาไหลกับม้าน้ำ ค. พลานาเรียกับไส้เดือนดิน ง. แมลงสาบกับไส้เดือนดิน เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 5. เพราะเหตุใดจึงต้องใส่โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ลงในขวดโหลในการทำกิจกรรมการวัดอัตราการหายใจ ของสัตว์ ก. เร่งอัตราการหายใจของสัตว์ ข. ดูดไอน้ำที่เกิดจากการหายใจของสัตว์ ค. ดูดความร้อนที่เกิดจากการหายใจของสัตว์ ง. ดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ที่สัตว์ปล่อยออกมา เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................


62 6. บริเวณใดของร่างกายมีความหนาแน่นของแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด ตามอันดับ ก. เลือดและถุงลม ข. ท่อลมและปอด ค. ปอดและเนื้อเยื่อ ง. ท่อลมและเนื้อเยื่อ เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................... 7. การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในข้อใดมีผลต่อการหายใจของมนุษย์มากที่สุด ก. ความเป็นกรด-เบส ข. ปริมาณไฮโดรเจนไอออนในเลือด ค. ความดันของแก๊สออกซิเจนในเลือด ง. ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................


63 8. แก๊สออกซิเจนถูกขนส่งไปยังเซลล์ต่างๆ ของร่างกายได้อย่างไร ก. ละลายในพลาสมา ข. จับกับเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง ค. จับกับฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดง ง. ละลายในไซโทพลาสซึมของเซลล์เม็ดเลือดแดง เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................... 9. อวัยวะใดที่ไม่สามารถทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สได้โดยตรง ก. ท่อลม ข. เหงือกปลา ค. ผิวหนังกบ ง. ถุงลมปอดของนก เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 10. ในสภาวะปกติ การหายใจถูกควบคุมจากสมองส่วนใด ก. ไฮโพทาลามัสและเมดัลลาออบลองกาตา ข. พอนส์และมัลดัลลาออบลองกาตา ค. เซรีบรัมและไฮโพทาลามัส ง. เมดัลลาออบลองกาตา เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................


64 11. กะบังลมหดตัวอย่างเป็นจังหวะและมีการดันอากาศลงสู่ปอดทันทีทำให้สายเสียงสั่น เป็นความผิดปกติของ การหายใจแบบใด ก. กรน ข. สะอึก ค. จาม ง. หาวนอน เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................... 12. นักเรียนคิดจะกลั้นหายใจให้ตาย นักเรียนสามารถทำได้จริงหรือไม่ เพราะเหตุใด ก. ได้ เพราะแก๊สออกซิเจนจากบรรยากาศไม่สามารถผ่านเข้าสู่ปอดได้ ข. ได้ เพราะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายเพิ่มสูงมากจนเป็นพิษ ค. ไม่ได้ เพราะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นจะไปกระตุ้นเมดัลลาออบลองกาตา ง. ไม่ได้ เพราะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงจะไปกระตุ้นเมดัลลาออบลองกาตา เหตุผล ……………………………………………………………………................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................


65 เฉลยแบบวัดมโนมติทางวิทยาศาสตร์ 1. ปัจจัยในข้อใดมีผลต่อการแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ ก. อุณหภูมิของน้ำ ข. ทิศทางการไหลของน้ำ ค. ปริมาณแก๊สออกซิเจนในน้ำ ง. พื้นที่ผิวในการแลกเปลี่ยนแก๊ส มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือข้อ ค ปริมาณแก๊สออกซิเจนในน้ำเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแก๊สของ สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ เนื่องจากในน้ำมีแก๊สออกซิเจนอยู่เพียงร้อยละ 0.5 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอากาศมีแก๊ส ออกซิเจนถึงร้อยละ 21 2. ถ้านกที่บินได้มีปอดลักษณะเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมนกยังสามารถบินได้หรือไม่ อย่างไร ก. ไม่สามารถบินได้ เพราะไม่มีถุงลม ข. ไม่สามารถบินได้ เพราะถุงลมมีขนาดเล็กกว่าปกติ ค. สามารถบินได้ แต่ไม่นาน เพราะไม่มีถุงลมแลกเปลี่ยนแก๊ส ง. สามารถบินได้ แต่ไม่นาน เพราะไม่มีถุงลมสำหรับสำรองอากาศ มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือ ง หากนกมีปอดลักษณะเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม นกจะสามารถบินได้ แต่ ไม่นาน เนื่องจากนกเป็นสัตว์ที่มีเมแทบอลิซึมสูง โดยเฉพาะขณะบินนกต้องการใช้แก๊สออกซิเจนสูง จึงต้องมีถุง ลมจำนวนมากเพื่อใช้สำรองอากาศให้ปอดในการแลกเปลี่ยนแก๊ส 3. บริเวณใดของร่างกายมีความหนาแน่นของแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์สูงสุด ตามอันดับ ก.เลือดและถุงลม ข. ท่อลมและปอด ค. ปอดและเนื้อเยื่อ ง. ท่อลมและเนื้อเยื่อ มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือข้อ ง บริเวณท่อลมเป็นบริเวณที่มีสัดส่วนของแก๊สออกซิเจนสูงที่สุด เพราะเป็น บริเวณแรกที่รับอากาศจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย ส่วนบริเวณเนื้อเยื่อเป็นบริเวณที่มีสัดส่วนของแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุด เพราะเป็นบริเวณที่มีการหายใจของเซลล์ จึงเกิดคาร์บอนไดออกไซด์มาก


66 4. กะบังลมหดตัวอย่างเป็นจังหวะและมีการดันอากาศลงสู่ปอดทันทีทำให้สายเสียงสั่น เป็นความผิดปกติของ การหายใจแบบใด ก. กรน ข. สะอึก ค. จาม ง. หาวนอน มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือข้อ ข การสะอึกเกิดจากการหดตัวของกะบังลมอย่างเป็นจังหวะ ซึ่งในขณะหดตัว อากาศจะถูกดันลงสู่ปอดทันที ทำให้สายเสียงสั่นและเกิดเสียงขึ้น 5. การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในข้อใดมีผลต่อการหายใจของมนุษย์มากที่สุด ก. ความเป็นกรด-เบส ข. ปริมาณไฮโดรเจนไอออนในเลือด ค. ความดันของแก๊สออกซิเจนในเลือด ง. ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือข้อ ง ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มีบทบาทต่อการควบคุมการหายใจมากที่สุด เนื่องจากปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลต่อความเป็นกรดของเลือด หากมีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออก ไซต์มาก เลือดจะมีความเป็นกรดสูงร่างกายจึงเพิ่มอัตราการหายใจ เพื่อกำจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 6. สัตว์ชนิดใดมีอัตราการหายใจสูงที่สุด ก. กบ ข. เหยี่ยว ค. นกฮัมมิง ง. ดอกไม้ทะเล มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือข้อ ค นกฮัมมิงเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กจึงต้องใช้พลังงานมากในการบินเพือหาอาหาร และกินอาหาร จึงมีอัตราการหายใจสูงมาก 7. ในสภาวะปกติ การหายใจถูกควบคุมจากสมองส่วนใด ก. ไฮโพทาลามัสและเมดัลลาออบลองกาตา ข. พอนส์และมัลดัลลาออบลองกาตา ค. เซรีบรัมและไฮโพทาลามัส


67 ง. เมดัลลาออบลองกาตา มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือข้อ ข การหายใจในสภาวะปกติเป็นการควบคุมแบบอัตโนวัติ ไม่สามารถบังคับการ หายใจได้ ถูกควบคุมจากสมองส่วนพอนส์และเมดัลลาออบลองกาตา 8. แก๊สออกซิเจนถูกขนส่งไปยังเซลล์ต่างๆ ของร่างกายได้อย่างไร ก. ละลายในพลาสมา ข. จับกับเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง ค. จับกับฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดง ง. ละลายในไซโทพลาสซึมของเซลล์เม็ดเลือดแดง มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือข้อ ค แก๊สออกซิเจนที่แพร่จากถุงลมเข้าสู่หลอดเลือดฝอยเข้าจับกับเฮโมโกลบิน ของเซลล์เม็ดเลือดแดงกลายเป็นออกซีฮีโมโกลบิน (Hb + O2 HbO2 ) แล้วขนส่งไปยังเซลล์ต่างๆทั่ว ร่างกาย 9. อวัยวะใดที่ไม่สามารถทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สได้โดยตรง ก. จมูก ข. ผิวหนังกบ ค. เหงือกปลา ง. ถุงลมเล็กๆภายในปอด มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือ ก จมูกทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศเข้าสู่ปอด ไม่ได้ทำหน้าที่ในการ แลกเปลี่ยนแก๊สได้โดยตรง 10. เพราะเหตุใดจึงต้องใส่โซเดียมไอโรอกไซด์ (NaOH) ลงในขวดโหลในการทำกิจกรรมการวัดอัตราการ หายใจของสัตว์ ก. เร่งอัตราการหายใจของสัตว์ ข. ดูดไอน้ำที่เกิดจากการหายใจของสัตว์ ค. ดูดความร้อนที่เกิดจากการหายใจของสัตว์ ง. ดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่สัตว์ปล่อยออกมา มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือ ง โซเดียมไฮดรอกไซด์ทำหน้าที่ดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากการหายใจ ของสัตว์


68 11. นักเรียนคิดจะกลั้นหายใจให้ตาย นักเรียนสามารถทำได้จริงหรือไม่ เพราะเหตุใด ก. ได้ เพราะแก๊สออกซิเจนจากบรรยากาศไม่สามารถผ่านเข้าสู่ปอดได้ ข. ได้ เพราะแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ในร่างกายเพิ่มสูงมากจนเป็นพิษ ค. ไม่ได้ เพราะแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ที่เพิ่มขึ้นจะไปกระตุ้นเมดัลลาออบลองกาตา ง. ไม่ได้ เพราะแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ที่ลดลงจะไปกระตุ้นเมดัลลาออบลองกาตา มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือ ค เพราะกายหายใจถูกควบคุมโดยศูนย์การหายใจที่อยู่บริเวณสมอ ส่วนท้ายตรงเมดัลลาออบลองกาตา และ พอนส์ ซึ่งไวต่อการเปลี่ยนแปลงของ CO2 ในเลือดมาก และการควบคุมจะเป็นไปอย่างอัตโนวัติ นอกเหนืออำนาจจิตใจ ดังนั้นึงกลั้นหายใจตายไม่ได้ 12. อวัยวะที่ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์คู่ใดที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกันมากที่สุด ก. ตั๊กแตนกับงูดิน ข. ปลาไหลกับม้าน้ำ ค. พลานาเรียกับไส้เดือนดิน ง. แมลงสาบกับไส้เดือนดิน มโนมติทางวิทยาศาสตร์ คือ ข เพราะม้าน้ำจัดเป็นปลาจำพวกหนึ่ง ปลาไหลก็เป็นปลาด้วย และต่างก็เป็นสัตว์ มีกระดุกสันหลัง สัตว์ทั้งสองมีการหายใจด้วยเหงือก ซึ่งเป็นอวัยวะในการแลกเปลี่ยนแก๊สที่มีโครงสร้าง คล้ายคลึงกันมาก


69 ภาคผนวก ข เครื่องมือในการวิจัย การศึกษาและเปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบหายใจ โดยการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ด้วยรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning)


70 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ว30244 ภาคเรียนที่ 2/2566 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 ระบบหายใจ เวลา 12 ชั่วโมง เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊สของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์ เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาววรกมล บุราณเดช ปฏิบัติการสอน วันที่ เดือน พ.ศ. 2566 1. สาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ สาระชีววิทยา 4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส การลำเลียงสาร และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับ การรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ 1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้างที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้ำ ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดือนดิน แมลง ปลา กบ และนก 2. สังเกต และอธิบายโครงสร้างของปอดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม 2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด สิ่งมีชีวิตต้องการพลังงานจากการสลายสารอาหารเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่ง การสลายสารอาหารส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้แก๊สออกซิเจน ดังนั้นสิ่งมีชีวิตจึงต้องมีการหายใจเพื่อแลกเปลี่ยน แก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดร์ออกไซด์กับสิ่งแวดล้อม 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1. นักเรียนสามารถอธิบายโครงสร้างที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและของ สัตว์ได้ 2. นักเรียนสามารถอธิบายโครงสร้างของปอดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมได้ 3. นักเรียนสามารถเปรียบเทียบโครงสร้างที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ต่าง ๆ ได้ 3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการคิด (P) 1. นักเรียนสามารถใช้เครื่องมือผ่าตัดในกิจกรรมได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย


71 3.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. นักเรียนมีรับผิดชอบต่อหน้าที่และงานที่ได้รับมอบหมาย 4. สาระการเรียนรู้ ไส้เดือนดินมีการแลกเปลี่ยนแก๊สผ่านเซลล์บริเวณผิวหนังที่เปียกชื้น แมลงมีการแลกเปลี่ยนแก๊สโดย ผ่านทางท่อลมซึ่งแตกแขนงเป็นท่อลมฝอยปลาเป็นสัตว์น้ำมีการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ละลายอยู่ในน้ำผ่านเหงือก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกใช้ปอดและผิวหนังในการแลกเปลี่ยนแก๊สสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก และสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยน้ำนมอาศัยปอดในการแลกเปลี่ยนแก๊ส 5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร 5.2 ความสามารถในการคิด 5.2.1 ทักษะการสำรวจ 5.2.2 ทักษะการสังเกต 5.2.3 ทักษะการจัดกลุ่ม 5.2.4 ทักษะการเปรียบเทียบ 5.5.5 ทักษะการจำแนกประเภท 5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มีวินัย 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 6.3 มุ่งมั่นในการทำงาน 7. กิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหา 1.1 ครูนำเข้าสู่บทเรียนเรื่องการแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว โดยการตั้งปัญหา ให้นักเรียนได้คิดหาคำตอบ ดังนี้ - การแลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้ำ ไฮดรา พลานาเรีย และไส้เดือนดิน เหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร


72 (เหมือนกัน คือ โครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สมีลักษณะบางและขึ้นทำให้แลกเปลี่ยน แก๊สได้ดี แตกต่างกัน คือ ฟองน้ำ ไฮดรา พลานาเรียเป็นสัตว์ขนาดเล็ก มีเยื่อหุ้มเซลล์ที่สัมผัสกับ สิ่งแวดล้อม และสามารถแลกเปลี่ยนแก๊สกับสิ่งแวดล้อมได้โดยตรง ส่วนไส้เดือนดินมีเนื้อเยื่อ หลายชั้น มีการแลกเปลี่ยน แก๊สผ่านทางผิวหนัง และมีระบบหมุนเวียนเลือดช่วยในการลำเลียง แก๊สไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่ง บางส่วนไม่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม) - สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันจะมีโครงสร้างในการแลกเปลี่ยนแก๊สเหมือนหรือ แตกต่างกัน (แตกต่างกัน เนื่องจากสภาพแวดล้อมมีผลต่อปริมาณแก๊สออกซิเจนซึ่งจำเป็นต่อการ ดำรงชีวิต โครงสร้างที่ใช้แลกเปลี่ยนแก๊สของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจึงแตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมต่อปริมาณ แก๊สออกซิเจนที่ได้รับ) ขั้นที่ 2 ขั้นทำความเข้าใจกับปัญหา 2.1 แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละเท่าๆกัน เพื่อศึกษาโครงสร้างในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ของสัตว์และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ในหนังสือเรียนชีววิทยา และทำกิจกรรมการศึกษาโครงสร้างของปอดหมู 2.2 นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ ทำความเข้าใจกับปัญหาคำถามที่ครูได้ตั้งไว้ ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา โครงสร้างในการแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ขั้นที่ 3 ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า 3.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างและการแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์หรือ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว โดยมีประเด็นคำถามดังนี้ - สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ไส้เดือนดิน แมลง ปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีโครงสร้างในการแลกเปลี่ยนแก๊สและกระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊สอย่างไร - โครงสร้างที่ใช้แลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์น้ำเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตอย่างไร ( ในน้ำมีแก๊สออกซิเจนที่ละลายอยู่ปริมาณน้อยมากและมีการแพร่ช้ามาเมื่อเทียบกับอากาศ สัตว์ที่อยู่ในน้ำจึงมีโครงสร้างสำหรับแลกเปลี่ยนแก๊สคือ เหงือก ซึ่งมีลักษณะเป็นซี่ๆเรียงกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวที่ สัมผัสกับแก๊สออกซิเจนในน้ำและมีการไหลเวียนของน้ำ ) - ลักษณะสำคัญของโครงสร้างหรืออวัยวะที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สของสิ่งมีชีวิตควรมีลักษณะ อย่างไร (โครงสร้างหรืออวัยวะที่ใช้แลกเปลี่ยนแก๊สของสิ่งมีชีวิตต้องมีพื้นที่ผิวมาก มีความชุ่มชื้นและ บางพอสำหรับการแลกเปลี่ยนแก๊สได้อย่างมีประสทธิภาพ)


73 3.1 ครูให้นักเรียน ทำกิจกรรมการทดลองเพื่อศึกษาโครงสร้างของปอดหมู จากนั้นตั้งคำถามเพื่อ นำไปสู่การศึกษาค้นคว้า ดังนี้ - ปอดที่ศึกษามีลักษณะอย่างไร มีสีอะไร เพราะเหตุใดจึงมีสีนั้น ( ปอดมีสีแดง เพราะบริเวณถุงลมมีหลอดเลือดฝอยล้อมรอบ) - เมื่อใช้นิ้วมือบีบท่อลมแล้วปล่อย ท่อลมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (เมื่อบีบท่อลมจะแฟบ เมื่อปล่อยท่อลมจะกลับคืนสีรูปเดิม) - เมื่อสูบลมเข้าไปในปอด ปอดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (ปอดขยายตัว ทำให้มีปริมาตรเพิ่มขึ้น) - การจัดเรียงตัวของกระดูกอ่อนในท่อลม และลีกษณะของถุงลมมีความเหมาะสมต่อการทำ หน้าที่อย่างไร (bท่อลมมีกระดูกอ่อนเป็นวงเรียงตัวกันทำให้ท่อลมไม่ตีบแบนและปลายกระดูกอ่อน แต่ละชิ้นไม่ชนกันมีกล้ามเนื้อเชื่อมระหว่างปลาย จึงมีลักษณะเหมือนตัวอักษร C มีความยืดหยุ่นและสามารถ ขยายตัวได้เล็กน้อย จึงมีประโยชน์ทำให้อากาศเข้าและออกจากปอดได้สะดวก ) ขั้นที่ 4 ขั้นสังเคราะห์ความรู้ 4.1 นักเรียนแต่ละกลุ่ม นำข้อมูลที่ได้จากการทำกิจกรรม มาสังเคราะห์ร่วมกัน ทำความเข้าใจเพื่อ หาคำตอบจากที่ได้ทำกิจกรรมการทดลอง และสรุปผลกิจกิจกรรมการทดลอง ขั้นที่ 5 ขั้นสรุปและประเมินค่าของคำตอบ 5.1 นักเรียนนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับโครงสร้างและการแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ตามประเด็นคำถามที่ตั้งไว้ มาออกแบบเพื่อนำเสนอโดยเขียนอธิบายลงในกระดาษ ชาร์จ 5.2 นักเรียนนความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า และจากการทำกิจกรรมมาสรุป ตอบปัญหาตามกรอบ ปัญหาที่กำหนดไว้ และออกแบบการนำเสนอการทำกิจกรรมศึกษาโครงสร้างของปอดหมู ลงในกระดาษชาร์จ ขั้นที่ 6 ขั้นนำเสนอและประเมินผลงาน 6.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอสรุปการเปรียบเทียบเกี่ยวกับโครงสร้างและการแลกเปลี่ยนแก๊สของ สัตว์หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว 6.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอ กิจกรรมการทดลองเพื่อศึกษาโครงสร้างของปอดหมู 6.3 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย เพื่อสรุป เกี่ยวกับโครงสร้างและการแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว


74 8. สื่อ/อุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. สื่อ PPT เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊ส 3. ใบงาน เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊ส 4. กระดาษชาร์จ 9. การวัดและประเมินผล รายการวัด วิธีการ เกณฑ์การประเมิน 1. ด้านความรู้ (K) 1. นักเรียนสามารถอธิบาย โครงสร้างที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยน แก๊สของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและของ สัตว์ได้ 2. นักเรียนสามารถอธิบาย โครงสร้างของปอดในสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยน้ำนมได้ 3. นักเรียนสามารถ เปรียบเทียบโครงสร้างที่ทำหน้าที่ แลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ต่าง ๆ ได้ - ตรวจใบงาน เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊ส - การตอบคำถาม ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75 2. ด้านทักษะ/กระบวนการคิด (P) 1. นักเรียนสามารถใช้เครื่องมือ ผ่าตัดในกิจกรรมได้อย่างถูกต้องและ ปลอดภัย - ตรวจจากสรุปผลของ การศึกษาการแลกเปลี่ยนแก๊ส ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75 1. นักเรียนมีความสามารถในการ ทำงานกลุ่มและการนำเสนองานหน้า ชั้นเรียน (A) - การนำเสนอหน้าชั้น เรียน ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75


75


76 แผนการจัดการเรียนรู้2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ว30244 ภาคเรียนที่ 2/2566 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 ระบบหายใจ เวลา 12 ชั่วโมง เรื่อง การหายใจ เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาววรกมล บุราณเดช ปฏิบัติการสอน วันที่ เดือน พ.ศ. 2566 1. สาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ สาระชีววิทยา 4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส การลำเลียง สารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับ การรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ อธิบายการทำงานของปอด และทดลองวัดปริมาตรของอากาศในการหายใจของมนุษย์ได้ 2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด กลไกการหายใจ (Breathing) เป็นการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงและ กล้ามเนื้อกะบังลม โดยประกอบด้วยการหายใจเข้าและการหายใจออก 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1. นักเรียนสามารถอธิบายกลไกการหายใจเข้าและหายใจออกได้ 2. นักเรียนสามารถเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของกะบังลมและกระดูกซี่โครงในการหายใจเข้า และหายใจออกได้ 3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการคิด (P) 1. นักเรียนสามารถวัดปริมาตรของอากาศในการหายใจของมนุษย์ได้ 2. นักเรียนสามารถจำลองการทำงานของกล้ามเนื้อกะบังลมได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และงานที่ได้รับมอบหมาย 4. สาระการเรียนรู้


77 4.1 ทางเดินหายใจของมนุษย์ประกอบด้วย ช่องจมูก โพรงจมูก คอหอย กล่องเสียง ท่อลม หลอดลม และถุงลมปอด 5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร 5.2 ความสามารถในการคิด 5.2.1 ทักษะการสำรวจ 5.2.2 ทักษะการสังเกต 5.2.3 ทักษะการจัดกลุ่ม 5.2.4 ทักษะการเปรียบเทียบ 5.5.5 ทักษะการจำแนกประเภท 5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มีวินัย 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 6.3 มุ่งมั่นในการทำงาน 7. กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ขั้นที่ 1 ขั้นกำหนดปัญหา 1.1 ครูให้นักเรียนลองสูดลมหายใจเข้าและออก แล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลงของช่องอกที่เกิดขึ้น จากการหายใจเข้าและออก 1.2 ครูตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียน โดยมีแนวคิด ดังนี้ - เมื่อหายใจเข้าและออก นักเรียนคิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะใดบ้าง และ เปลี่ยนแปลงอย่างไร (นักเรียนจะสังเกตว่าขณะที่หายใจเข้ากระดูกซี่โครงยกสูงขึ้น และขณะหายใจออก กระดูกซี่โครงจะลดต่ำลง ) 1.3 ครูยกตัวอย่างสถาณการณ์เกี่ยวกับกลไกลการหายใจ โดยให้นักเรียนสังเกตการเปลี่ยนแปลงของ ปริมาตรกับการเคลื่อนที่ของอากาศจากกิจกรรมง่ายๆ ดังนี้ ใช้มืออังเหนือปากขวด แล้วใช้มืออีกข้างบีบขวด พลาสติก สังเกตการเปลี่ยนแปลงของอากาศเหนือปากขวด จากนั้นปล่อยมือที่บีบขวดออกสังเกตการ เปลี่ยนแปลง


78 (นักเรียนร่วมกันอภิปรายว่าอากาศเคลื่อนที่ออกจากขวดได้อย่างไร นักเรียนควรสรุปได้ว่า การเคลื่อนที่ของอากาศเกิดจากความแตกต่างของความดันของอากาศ ภายในขวดและ ภายนอกขวด เมื่อบีบขวดเปรียบเทียบได้กับขณะที่หายใจออก ซึ่งปริมาตรลดลง อากาศ ภายในมีความดันเพิ่มขึ้น อากาศจะไหลออกมาสู่ภายนอก เมื่อปล่อยมือเปรียบเทียบได้กับ การหายใจเข้า ซึ่งปริมาตรเพิ่มขึ้น ความดันลดลง อากาศภายนอกจะไหลเข้าสู่ปอด) ขั้นที่ 2 ขั้นทำความเข้าใจกับปัญหา 2.1 นักเรียนศึกษากลไกการหายใจเข้าและออกจากร่างกาย จากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต หรือ หนังสือเรียนชีววิทยา เรื่อง กลไกการหายใจ 2.2. ครูเปิดวีดิทัศน์ หัวข้อเรื่อง กลไกการหายใจเข้าและออกจากร่างกาย โดยมีตัวอย่างวิดิทัศน์ ดังนี้ - 3D Medical Mechanics of breathing Lv 10 - Breathing Mechanism Animation 2.3. นักเรียนศึกษาปริมาณอากาศที่หายใจเข้าและหายใจออก และความจุของปอด จากหนังสือ เรียนชีววิทยา ขั้นที่ 3 ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า 3.1 นักเรียนแบ่งกลุ่มออกป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละเท่าๆกัน เพื่อทำกิจกรรมการจำลองการทำงานของ กล้ามเนื้อกะบังลม โดยมีรายละเอียด ดังนี้ - สมาชิกคนที่ 1 : ทำหน้าที่เตรียมวัสดุอุปกรณ์การจำลองการทำงานของกล้ามเนื้อกะบังลม - สมาชิกคนที่ 2 : ทำหน้าที่อ่านวิธีการทำกิจกรรม และนำมาอธิบายให้สมาชิกภายในกลุ่มฟัง - สมาชิกคนที่ 3 : ทำหน้าที่บันทึกผลการทำกิจกรรม - สมาชิกคนที่ 4-5 : ทำหน้าที่นำเสนอผลที่ได้จากการทำกิจกรรม


79 3.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรมปริมาตรของอากาศในการหายใจออกโดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษา เพื่อตรวจสอบปริมาตรของอากาศในการหายใจออก จากหนังสือเรียนชีววิทยา โดยมีรายละเอียดดังนี้ - สมาชิกคนที่ 1 : ทำหน้าที่เตรียมวัสดุอุปกรณ์กิจกรรมปริมาตรของอากาศในการหายใจออก - สมาชิกคนที่ 2 : ทำหน้าที่อ่านวิธีการทำกิจกรรม และนำมาอธิบายให้สมาชิกภายในกลุ่มฟัง - สมาชิกคนที่ 3 : ทำหน้าที่บันทึกผลการทำกิจกรรม - สมาชิกคนที่ 4-5 : ทำหน้าที่นำเสนอผลที่ได้จากการทำกิจกรรม ขั้นที่ 4 ขั้นสังเคราะห์ความรู้ 4.1 นักเรียนนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาการทำกิจกรรมมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ร่วมกันภายใน กลุ่มของตน 4.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันสังเคราะห์ความรู้จากข้อมูลที่ได้ศึกษาในกิจกรรม จากนั้นครูตั้งคำถาม เพื่อทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยมีแนวคำถาม ดังนี้ กิจกรรมการจำลองการทำงานของกล้ามเนื้อกะบังลม - ลูกโป่งและลูกสูบเปรียบได้กับโครงสร้างใดในการแลกเปลี่ยนแก๊ส (ลูกโป่งเปรียบได้กับปอด ลูกสูบเปรียบได้กับกะบังลม) - ผลการทดลองในครั้งแรกและในครั้งที่สองแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร (แตกต่างกัน เพราะ ผลการทดลองครั้งที่ 2 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศ ภายในหลอด เนื่องจากอากาศออกมาทางรูเล็ก ทำให้ขนาดของลูกโปร่งไม่เปลี่ยนแปลง) กิจกรรมปริมาตรของอากาศในการหายใจออก - ปริมาตรอากาศที่หายใจออกเต็มที่แต่ละครั้งเท่ากันหรือไม่ (คำตอบอาจมีได้หลากหลายขึ้นอยู่กับผลการทำกิจกรรมของนักเรียน เช่น นักเรียนอาจตอบ ว่าปริมาตรของอากาศมีค่าประมาณ 4,500 mL ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกันในทุกครั้ง หรือนักเรียน อาจตอบว่ามีค่าไม่ เท่ากัน เนื่องจากการเป่าลมหายใจแต่ละครั้งอาจเป่าลมไม่เต็มที่แตกต่าง จากครั้งอื่นๆ) - นักเรียนสามารถออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบว่าอายุ เพศ ขนาดของร่างกาย และ กิจกรรมที่ทำมี ผลต่อปริมาตรอากาศที่หายใจออกหรือไม่ อย่างไร (ทำกิจกรรมเช่นเดียวกน แต่กำหนดตัวแปรที่แตกต่างกัน เช่นกิจกรรมที่ทำมีผลต่อปริมาตร อากาศที่หายใจออกอย่างไร โดยกำหนตัวแปรต้น คือ คนที่ทำกิจกรรมต่างกัน ตัวแปรตามคือ ปริมาตรของ อากาศในการหายใจออกและตัวแปรควบคุม คือ อายุ เพศ น้ำหนัก และสภาพอากาศ)


80 ขั้นที่ 5 ขั้นสรุปและประเมินค่าของคำตอบ 5.1 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายกิจกรรม โดยมีประเด็นดังนี้ “การจำลองการทำงานของ กล้ามเนื้อกะบังลม เมื่อปิดรูที่เจาะไว้ ข้างหลอดฉีดยา อากาศที่อยู่ภายในหลอดจะมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งเมื่อดัน ลูกสูบไปด้านหน้าของหลอดจะทำให้ปริมาตรอากาศภายในหลอดลดลงและความดันอากาศเพิ่มขึ้น จึงดันให้ ลูกโป่งหดตัว ซึ่งเป็นการบีบให้อากาศภายในลูกโป่งออกไป และเมื่อดึงลูกสูบกลับด้านหลังเช่นเดิม จะทำให้ อากาศภายในหลอดเพิ่มขึ้นและความดันอากาศลดลง อากาศภายนอกที่มีความดันสูงกว่าจึงไหลเข้าสู่ลูกโป่ง ลูกโป่งจึงพองออก” 5.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายกิจกรรม โดยมีประเด็นดังนี้“ปริมาตรของอากาศในการหายใจ ออก ซึ่งปริมาตรของอากาศ ที่หายใจออกเต็มที่ในแต่ละครั้งจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายในขณะนั้น อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับอายุ เพศ ขนาดของร่างกาย และกิจกรรมที่ทำ” 5.3 นักเรียนแต่ละกลุ่มนักเรียนทำใบงาน เรื่อง กลไกการหายใจ ขั้นที่ 6 ขั้นนำเสนอและประเมินผลงาน 6.1 นักเรียนแต่ละกลุ่ม ออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรม คำถามท้ายกิจกรรม การจำลองการทำงาน ของกล้ามเนื้อกะบังลม 6.2 นักเรียนแต่ละกลุ่ม ออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรม คำถามท้ายกิจกรรม ปริมาตรของอากาศใน การหายใจออก 6.3 นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอใบงาน เรื่อง กลไกการหายใจ 6.5 ครูและนักเรียนอภิปรายสรุปเพิ่มเติมร่วมกันในเรื่องของความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบหายใจ 8. สื่อ/อุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. วีดิทัศน์ หัวข้อเรื่อง กลไกการหายใจเข้าและออกจากร่างกาย 3. ใบงาน เรื่อง กลไกการหายใจ 4. อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง


81 9. การวัดและประเมินผล รายการวัด วิธีการ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนสามารถอธิบายกลไก การหายใจเข้าและหายใจออกได้ (K) 2. นักเรียนสามารถเปรียบเทียบการ เปลี่ยนแปลงของกะบังลมและ กระดูกซี่โครงในการหายใจเข้าและ หายใจออกได้(K) - ตรวจใบงาน เรื่อง กลไก ลการหายใจ - น ำ เส น อ ผ ล ก า ร ท ำ กิจกรรม การจำลองการ ทำงานของ กล้ามเนื้อ กะบังลม ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75 1. นักเรียนสามารถวัดปริมาตร ของอากาศในการหายใจของมนุษย์ ได้(P) 2. นักเรียนสามารถจำลองการ ทำงานของกล้ามเนื้อกะบังลมได้(P) - การตอบคำถาม - ตรวจกิจกรรมการทำงาน ของกะบังลม ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75 1. นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อ หน้าที่และงานที่ได้รับมอบหมาย - การสังเกต ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75


82


83 แผนการจัดการเรียนรู้3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ว30244 ภาคเรียนที่ 2/2566 ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 ระบบหายใจ เวลา 12 ชั่วโมง เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊สของมนุษย์ เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาววรกมล บุราณเดช ปฏิบัติการสอน วันที่ เดือน พ.ศ. 2566 11. สาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ สาระชีววิทยา 4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส การลำเลียง สารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับ การรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส และกระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊ส ของมนุษย์ 2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เมื่อหายใจนำอากาศเข้าสู่ร่างกาย อากาศจะเดินทางเข้าสู่ปอด ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนแก๊สเพื่อนำ แก๊สออกซิเจนไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของเซลล์ และนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการเม แทบอลิซึมต่าง ๆ ออกจากร่างกายสู่สิ่งแวดล้อมผ่านการหายใจเข้าออก ซึ่งร่างกายจะมีกลไกควบคุมการ หายใจให้อยู่ในภาวะสมดุล 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1. นักเรียนสามารถอธิบายโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สของมนุษย์ได้ 2. นักเรียนสามารถอธิบายการแลกเปลี่ยนแก๊สบริเวณปอดและบริเวณเซลล์ต่าง ๆ ได้ 3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการคิด (P) 1. นักเรียนสามารถเขียนการเคลื่อนที่ของอากาศเข้าและออกจากร่างกายได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. นักเรียนมีความสามารถในการทำงานกลุ่มและการนำเสนองานหน้าชั้นเรียน


84 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 ปอดเป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่าง ถุงลมกับหลอดเลือดฝอย และบริเวณเซลล์ของ เนื้อเยื่อต่างๆ มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยการ แพร่ผ่านหลอดเลือดฝอยเช่นกัน 5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร 5.2 ความสามารถในการคิด 5.2.1 ทักษะการสำรวจ 5.2.2 ทักษะการสังเกต 5.2.3 ทักษะการจัดกลุ่ม 5.2.4 ทักษะการเปรียบเทียบ 5.5.5 ทักษะการจำแนกประเภท 5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มีวินัย 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 6.3 มุ่งมั่นในการทำงาน 7. กิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหา 1.1 นักเรียนร่วมกันตั้งปัญหา โดยมีคำถาม ดังนี้ - การแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดขึ้นที่ใดบ้าง (การแลกเปลี่ยนแก๊สของมนุษย์เกิดขึ้น 2 บริเวณ คือ บริเวณปอดและบริเวณเซลล์ต่างๆ) - อากาศที่นักเรียนหายใจเข้ามี O2 สูง เมื่อเข้าสู่ถุงลม O2 เหล่านี้จะเข้าสู่เลือดได้อย่างไร (O2 จากถุงลมจะแพร่เข้าสู่หลอดเลือดฝอยรอบๆ ถุงลม ) ขั้นที่ 2 ทำความเข้าใจกับปัญหา 2.1 แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละเท่าๆกัน เพื่อศึกษารูปภาพความดันย่อยของ O2 และ CO2 ในบรรยากาศและในส่วนต่างๆของร่างกาย ในหนังสือเรียนชีววิทยา


85 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันตอบคำถามเกี่ยวกับความดันย่อยของ O2 และ CO2 ในบรรยากาศ โดยมีคำถามดังนี้ - บริเวณใดของร่างกายมีความดันย่อยของ O2 สูงที่สุดและต่ำที่สุด เพราะเหตุใด ( บริเวณที่มีความดันย่อยของ O2 สูงที่สุดคือบริเวณทางเดินหายใจส่วนที่รับอากาศจาก ภายนอกเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากอากาศที่หายใจเข้ามี O2 เป็นส่วนประกอบในปริมาณมาก ส่วนบริเวณที่มี ความดันย่อยของ O2 ต่ำที่สุดคือเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย เนื่องจากเนื้อเยื่อใช้ O2 ในปฏิกิริยาต่างๆ ของเม แทบอลิซึม) - บริเวณใดของร่างกายมีความกันย่อยของ CO2 สูงที่สุด และต่ำที่สุด เพราะเหตุใด ( บริเวณที่มีความดันย่อยของ CO2 สูงที่สุดคือบริเวณเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เนื่องจาก เซลล์ต่างๆ มีการหายใจระดับเซลล์และเกิด CO2 ส่วนบริเวณที่มีความดันย่อยของ CO2 ต่ำที่สุดคือบริเวณ ทางเดินหายใจส่วนที่รับอากาศจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากอากาศที่หายใจเข้ามี CO2 เป็น ส่วนประกอบในปริมาณน้อย ) - เซลล์ของเนื้อเยื่อปอดต้องการ O2 หรือไม่ เพราะเหตุใด ( เซลลล์ของเนื้อเยื่อปอดต้องการ O2 เพราะเนื้อเยื่อปอดต้องการพลังงานในการทำกิจกรรม ในเซลล์เช่นเดียวกับเซลล์อื่นๆของร่างกาย ) 2.3 ครูถามคำถามนักเรียนเพื่อนำเข้าสู่ความรู้ใหม่ โดยถามว่า มนุษย์มีการลำเลียง O2 จากปอด ไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อใช้ในการหายใจระกับเซลล์ได้อย่างไรและลำเลียง CO2 จากเนื้อเยื่อในบริเวณต่างๆไป ยังปอดได้อย่างไร ขั้นที่ 3 ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า 3.1 นักเรียนสรุปผล จากการศึกษารูปภาพความดันย่อยของ O2 cและ CO2 ในบรรยากาศและใน ส่วนต่างๆของร่างกาย ในหนังสือเรียนชีววิทยา โดยการวาดภาพพร้อมคำอธิบายลงในกระดาษชาร์จ 3.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มทำความเข้าใจและออกแบบการนำเสนอเกี่ยวกับความดันย่อยของ O2 c และ CO2 ในบรรยากาศและในส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อเตรียมนำเสนอหน้าชั้นเรียน 3.3 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษารูปภาพการรวมและแยกของฮีโมโกลบินกับแก๊สออกซิเจน ขั้นที่ 4 ขั้นสังเคราะห์ความรู้ 4.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอสรุปผลจากการศึกษารูปภาพเกี่ยวกับความดันย่อยของ O2 cและ CO2 ในบรรยากาศและในส่วนต่างๆของร่างกาย 4.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับความดันย่อยของ O2 และ CO2 ในบรรยากาศและใน ส่วนต่างๆของร่างกาย


86 ขั้นที่ 5 ขั้นสรุปและประเมินค่าของคำตอบ 5.1 ครูสรุปความดันย่อยของ O2 และ CO2 ในบรรยากาศและในส่วนต่างๆของร่างกาย 5.2 นักเรียนแต่ละกลุ่ม ทำใบงาน เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊สของมนุษย์ เตรียมนำเสนอหน้าชั้นเรียน ขั้นที่ 6 ขั้นนำเสนอและประเมินผลงาน 6.1 สุ่มนักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอ ใบงาน เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊สของมนุษย์ 6.2 นักเรียนและครูร่วมกันเขียนแผนผังการแลกเปลี่ยนแก๊ส จากนั้นครูสุ่มเลือกนักเรียน อย่างน้อย 5 กลุ่ม ออกมาอธิบายแผนผังการแลกเปลี่ยนแก๊ส 8. สื่อ/อุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. สื่อ PPT เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊ส 3. ใบงาน เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊ส 4. กระดาษชาร์จ 9. การวัดและประเมินผล รายการวัด วิธีการ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนสามารถอธิบาย โครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ของมนุษย์ได้(K) 2. นักเรียนสามารถอธิบายการ แลกเปลี่ยนแก๊สบริเวณปอดและ บริเวณเซลล์ต่าง ๆ ได้(K) - ตรวจใบงาน เรื่อง การ แลกเปลี่ยนแก๊ส - การตอบคำถาม ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75 1. นักเรียนสามารถเขียนการ เคลื่อนที่ของอากาศเข้าและออกจาก ร่างกายได้(P) - ตรวจจากสรุปผลของ การศึกษาการแลกเปลี่ยนแก๊ส ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75 1. นักเรียนมีความสามารถในการ ทำงานกลุ่มและการนำเสนองานหน้า ชั้นเรียน (A) - การนำเสนอหน้าชั้นเรียน ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75


87 แผนการจัดการเรียนรู้4 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ว30244 ภาคเรียนที่ 2/2566 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 ระบบหายใจ เวลา 12 ชั่วโมง เรื่อง อวัยวะและโครงสร้างในระบบหายใจของมนุษย์ เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาววรกมล บุราณเดช ปฏิบัติการสอน วันที่ เดือน พ.ศ. 2566 1. สาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ สาระชีววิทยา 4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส การลำเลียง สารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับ การรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส และกระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊ส ของมนุษย์ 2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เมื่อหายใจนำอากาศเข้าสู่ร่างกาย อากาศจะเดินทางเข้าสู่ปอด ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนแก๊สเพื่อนำ แก๊สออกซิเจนไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของเซลล์ และนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการเม แทบอลิซึมต่าง ๆ ออกจากร่างกายสู่สิ่งแวดล้อมผ่านการหายใจเข้าออก ซึ่งร่างกายจะมีกลไกควบคุมการ หายใจให้อยู่ในภาวะสมดุล 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1. นักเรียนสามารถอธิบายโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ได้ 2. นักเรียนสามารถอธิบายการแลกเปลี่ยนแก๊สบริเวณปอดและบริเวณเซลล์ต่าง ๆ ได้ 3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการคิด (P) 1. นักเรียนสามารถเขียนการเคลื่อนที่ของอากาศเข้าและออกจากร่างกายได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. นักเรียนมีความสามารถในการทำงานกลุ่มและการนำเสนองานหน้าชั้นเรียน


88 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 ปอดเป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่าง ถุงลมกับหลอดเลือดฝอย และบริเวณเซลล์ของ เนื้อเยื่อต่างๆ มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยการ แพร่ผ่านหลอดเลือดฝอยเช่นกัน 5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร 5.2 ความสามารถในการคิด 5.2.1 ทักษะการสำรวจ 5.2.2 ทักษะการสังเกต 5.2.3 ทักษะการจัดกลุ่ม 5.2.4 ทักษะการเปรียบเทียบ 5.5.5 ทักษะการจำแนกประเภท 5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มีวินัย 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 6.3 มุ่งมั่นในการทำงาน 7. กิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหา 1.1 ครูนำเข้าสู่บทเรียนในเรื่องอวัยวะและโครงสร้างในระบบหายใจของมนุษย์ ของโดยการตั้งปัญหาคำถาม ดังนี้ - เมื่อนักเรียนสูดอากาศเข้าทางจมูก อากาศจะผ่านอวัยวะใดบ้าง ( รูจมูก-โพรงจมูก-คอหอย-กล่องเสียง-ท่อลม-หลอดลม-หลอดลมฝอย-ถุงลม ) - โครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สของมนุษย์มีลักษณะสำคัญอย่างไรที่เหมาะสมต่อการ แพร่และการลำเลียงแก๊ส (ถุงลมในปอดเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการแกเปลี่ยนแก๊สที่ผนังบาง มีความชื้นสูง มีพื้นที่ผิว มากและมีร่างแหของหลอดเลือดฝอยห่อหุ้มอยู่โดยรอบสำหรับแลกเปลี่ยนแก๊สและลำเลียง แก๊ส)


89 ขั้นที่ 2 ขั้นทำความเข้าใจกับปัญหา 2.1 แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละเท่าๆกัน เพื่อร่วมกันคิดวิเคราะห์ ปัญหาคำถามที่ได้ ตั้งไว้ 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันตอบคำถามเพิ่มเติมลงในกระดาษชาร์จ - ร่างกายมนุษย์มีวิธการรักษาความชื้นของโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สได้อย่างไร (ร่างกายมีการรักษาความชื้นของโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สโดยปอดมีตำแหน่งอยู่ ภายในช่องอก และมีเยื่อหุ้มปอดที่ช่อยรักษาความชื้นให้ปอดอยู่เสมอ รวมทั้งภายในถุงลมมีความชื้น สูง) ขั้นที่ 3 ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า 3.1 ให้นักเรียนศึกษาสืบค้นข้อมูลโครงสร้างอวัยวะของระบบหายใจมนุษย์ ในหนังสือเรียน ชีววิทยา เพื่อใช้ในการตอบคำถามลงในกระดาษชาร์จ ขั้นที่ 4 ขั้นสังเคราะห์ความรู้ 4.1 นักเรียนนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่มของตน 4.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันสังเคราะห์ความรู้จากข้อมูลที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับอวัยวะและโครงสร้าง ในระบบหายใจของมนุษย์จากนั้นครูจะตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การให้ได้นักเรียนได้ร่วมตอบคำถามลงในกระดาษ ชาร์จ - ในผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ผนังของถุงลมอาจถูกทำลายทะลุถึงกันเกิดเป็นถุงลมขนาด ใหญ่ขึ้น ดังรูปตัดตามขวางของถุงลมในปอด โครงสร้างของถุงลมที่เปลี่ยนแปลงไปจะส่งผล ต่อการแลกเปลี่ยนแก๊สอย่างไร (ผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองจะมีการแลกเปลี่ยนแก๊สลดลง เนื่องจากอัตราส่วนของพื้นที่ ผิวต่อปริมาตรต่ำกว่าถุงลมปกติ มีผลต่อการแพร่เข้าออกของแก๊สจากถุงลม ทำให้ ประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนแก๊สลดลง) - โครงสร้างของถุงลมและหลอดเลือดฝอยมีลักษณะเหมาะสมกับการแลกเปลี่ยนแก๊สอย่างไร


90 (มีผนังบางมาก ทำให้ชื้น และมีพื้นที่ผิวมาก ทำให้แก๊ส สารมารถแพร่ผ่านระหว่างถุงลม และหลอดเลือดฝอยได้ดี) ขั้นที่ 5 ขั้นสรุปและประเมินค่าของคำตอบ 5.1 นักเรียนนำความรู้ที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาสรุปโดยการวาดภาพและเขียนอธิบายโครงสร้างอวัยวะ ที่เกี่ยวข้องกับระบบหายใจของมนุษย์ลงในกระดาษชาร์จ เพื่อเตรียมนำเสนอหน้าชั้นเรียน ขั้นที่ 6 ขั้นนำเสนอและประเมินผลงาน 6.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอ คำตอบของปัญหาคำถามในประเด็นต่างๆที่ได้เขียนคำตอบลงใน กระดาษชาร์จ 6.2นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอการเขียนสรุปโดยการวาดภาพและอธิบายโครงสร้างอวัยวะที่ เกี่ยวข้องกับระบบหายใจของมนุษย์ 6.3 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุปเพิ่มเติม เกี่ยวกับอวัยวะโครงสร้างในระบบหายใจของมนุษย์ 8. สื่อ/อุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. สื่อ PPT เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊ส 3. ใบงาน เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊ส 4. กระดาษชาร์จ


91 9. การวัดและประเมินผล รายการวัด วิธีการ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนสามารถอธิบาย โครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ของมนุษย์ได้(K) 2. นักเรียนสามารถอธิบายการ แลกเปลี่ยนแก๊สบริเวณปอดและ บริเวณเซลล์ต่าง ๆ ได้(K) - ตรวจใบงาน เรื่อง การ แลกเปลี่ยนแก๊ส - การตอบคำถาม ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75 1. นักเรียนสามารถเขียนการ เคลื่อนที่ของอากาศเข้าและออกจาก ร่างกายได้(P) - ตรวจจากสรุปผลของ การศึกษาการแลกเปลี่ยนแก๊ส ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75 1. นักเรียนมีความสามารถในการ ทำงานกลุ่มและการนำเสนองานหน้า ชั้นเรียน (A) - การนำเสนอหน้าชั้นเรียน ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75


Click to View FlipBook Version