The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pppan08022551, 2023-09-27 20:56:30

คลื่นเเม่เหล็กไฟฟ้ากำเนิกขึ้นได้อย่างไร

EC MAG NET I E L T R O C W AV ES


ก สารบัญ เรื่อง หน้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคืออะไร บุคคลสำ คัญเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การนำ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ สารบัญ ก 1 3 7 reference 19


Electromagnetic waves คลื่นเเม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า ออกไปในลักษณะที่เป็นคลื่น โดย นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ คือ James Clark Maxwell ได้เสนอแนวคิดในรูปทฤษฎี ใน พ.ศ. 2414 หลังจากนั้นอีก 17 ปี นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน คือ Heinrich Rudolf Hertz สามารถพิสูจน์เเนวคิดของแมกซ์เวลล์ว่าถูกต้องโดยการทดลองใช ้ ขดลวด 2 ขดพันรอบแกนเหล็กรูปวงแหวน ด้านหนึ่งต่อเข้ากับเเหล่งกำ เนิดไฟฟ้ากระแสตรง โดยมีสวิตช์ปิด-เปิด ส่วนอีกด้าน หนึ่งนำ ปลายของขดลวดวางห่างกัน 1


การแผ่ผ่ผ่กผ่ระจายของคลื่ลื่ ลื่ น ลื่ นแม่ม่ม่เม่หล็ล็ ล็ ก ล็ กไฟฟ้ฟ้ฟ้าฟ้จากสายอากาศ เมื่อประจุเคลื่อนที่ขึ้นลงด้วยความเร่งหรือความหน่วงจะแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ออกมาทุกทิศทาง ยกเว้นเหนือเสาอากาศที่จุด A และ B 2


แสงคือรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในช่วงสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถมองเห็นได้ คืออยู่ในย่านความถี่ 380 THz (3.8x10 เฮิรตซ์) ถึง 789 THz (7.5x10 เฮิรตซ์) จากความสัมพันธ์ระหว่าง ความเร็ว ความถี่ และ ความยาวคลื่นของแสง: และความเร็วของแสงในสุญญากาศมีค่าคงที่ ดังนั้นเราจึงสามารถแยกแยะแสงโดยใช้ตามความยาวคลื่นได้ โดยแสงที่เรามอง เห็นได้จะมีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 400 nm และ 800 nm (ในสุญญากาศ) การมองเห็นของมนุษย์นั้นเป็นผลมาจากภาวะอนุภาคของแสงโดยเฉพาะ เกิดจากการที่ก้อนพลังงาน (อนุภาคโฟตอน) แสง ไปกระตุ้น เซลล์รูปแท่งในจอตา (rod cell) และ เซลล์รูปกรวยในจอตา (cone cell) ที่จอตา (retina) ให้ทำ การสร้าง สัญญาณไฟฟ้าบนเส้นประสาท และส่งผ่านเส้นประสาทตาไปยังสมอง ทำ ให้เกิดการรับรู้มองเห็น เเบ่งออกเป็น 2 ชนิด 1.Visible Light คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่นัยน์ตาของคนสามารถจะรับรู้ได้ จะอยู่ในช่วงความถี่ 3.8 x 10 - 7.5 x 10 Hz ซึ่งก็คือ แสง 14 14 Spectrum of Electromagnetic waves สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือ แถบแสดงความถี่หรือความยาวคลื่นต่าง ๆ ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เรียงตามลำ ดับ ความถี่ เรียงจากความถี่น้อยที่สุดถึงความถี่มากที่สุด คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึงเป็นคลื่นที่มีความถี่ตั้งแต่หลายสิบกิโลเฮิร์ตซ์ จนกระทั่งถึงรังสีเอ็กซ์หรือรังสีแกมมาที่มี ความถี่สูงมากๆ เมื่อความถี่เปลี่ยนไปคุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นๆ ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยแต่ก็ยังมี คุณสมบัติร่วมกันอยู่คือมีอัตราเร็วเท่ากับ 3x10 เมตร/วินาที 8 เเสง 14 14 3


ประโยชน์ คลื่นวิทยุ(Radio wave) คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่นัยน์ตาของคนไม่สามารถรับความรู้สึกได้จะมีทั้งที่ความถี่สูงกว่าแสงและต่ำ กว่าแสงที่เรามองเห็น 2.Unvisible Light คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงความถี่วิทยุบนเส้นสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นวิทยุไม่ต้องอาศัย ตัวกลางในการเคลื่อนที่ ถูกนำ ไปใช้ในการสื่อสารทางไกลหรือโทรคมนาคม ระบบเอเอ็ม (Amplitude Modulation) คือ การสื่อสารโดย ใช้คลื่นเสียงร่วมไปกับคลื่นวิทยุหรือที่เรียกว่าคลื่นพาหะ โดย แอมพลิจูดของคลื่นพาหะจะเปลี่ยนแปลงไปตามสัญญาณคลื่น เสียง แบ่งออกเป็น 2 ระบบ ระบบเอฟเอ็ม (Frequency Modulation: F.M.) คือ ระบบการ สื่อสารที่มีการส่งสัญญาณเสียงไปกับคลื่นพาหะเช่นเดียวกัน แต่ ในขณะที่ความถี่ของคลื่นพาหะเปลี่ยนแปลงตามสัญญาณเสียง แอมพลิจูดของคลื่นในระบบนี้จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงตามไป ด้วย 4


ประโยชน์ ประโยชน์ คือ พลังงานรังสีชนิดหนึ่งที่ตามนุษย์มองไม่เห็น แต่เรารู้สึกได้ว่าเป็นความร้อน วัตถุทั้งหมดในจักรวาลปล่อยรังสี ออกมาในระดับหนึ่ง คลื่นไมโครเวฟ(Microwave) คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ความถี่สูงชนิดหนึ่งที่สายตาไม่สามารถมองเห็นได้ แต่สามารถวัดได้โดยใช้เครื่องมือเฉพาะ เท่านั้น - ใช้ในอุปกรณ์หรือระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม - ใช้ไมโครเวฟในกระบวนการแปรรูปอาหาร - ใช้ในระบบตรวจจับวัตถุทางอากาศ การนำ ร่องทางการบิน การเดินเรือ และยุทโธปกณ์เคลื่อนที่เรดาร์ รังสีอินฟราเรด (infrared) - ใช้ในการประกอบอาหาร ทำ ให้อาหารสุก รังสีอินฟาเรดทำ ให้เกิดความร้อน - ช่วยในการทำ ให้แห้ง - ช่วยในการนวดกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลาย หรือทำ ให้อาการบวมยุบลง - การถ่ายภาพด้วยฟิล์มที่ไวต่องแสงอินฟาเรด 5


ประโยชน์ - เป็นแบล็กไลต์ (black light) เพื่อตรวจเอกสารสำ คัญ - ใช้ในการวิเคราะห์แร่ต่างๆได้ - นำ รังสีอัลตราไวโอเลตมาประยุกต์ใช้ในทางการเกษตรได้ - ใช้ในการฆ่าเชื้อโรคภายในน้ำ ดื่ม อาหาร หรือเครื่องมือต่างๆ ประโยชน์ ประโยชน์ รังสีอัลตราไวโอเลต(Ultraviolet Rays) คือ รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มีความยาวคลื่นในช่วง 100 - 400 นาโนเมตร ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า - สามารถนำ รังสีอัลตราไวโอเลตไปรักษาโรคกระดูกและโรคผิวหนังบางชนิดได้ เช่น โรคด่างขาว โรคสะเก็ดเงิน โรคกระดูก อ่อนในเด็ก ฯลฯ รังสีเอกซ์ (X-Rays) คือ รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มีความยาวคลื่น ในช่วง 10 ถึง 0.01 นาโนเมตร ตรงกับ ความถี่ ในช่วง 30 ถึง 30,000 เพตะเฮิรตซ์ ใช้ในทางการแพทย์ รังสีแกมมา คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุดใน สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยมีย่านความยาวคลื่น ประมาณ 0.1 nm ถึงน้อยกว่า 10-5 nm - ใช้ในด้านอุตสาหกรรม - ใช้ในทางการแพทย์ 6


Hans Christian Ørsted ชีวประวัติ เขาสนใจวิชาวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก เขาเป็น ผู้ช่วยร้านเภสัชของพ่อ ในปี 1797 เขาได้รับรางวัล สำ หรับงานด้านสุนทรียศาสตร์ และการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน สองปีถัดมาเขาได้ รับรางวัลสำ หรับการแสดงความคิดเห็นเรื่องปรัชญา ของคานท์ การค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตอนที่เขาเป็นศาสตราจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ ประจำ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เออร์สเตดค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างไฟฟ้ากับสนามแม่เหล็กด้วยความ บังเอิญ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2363 ขณะบรรยายวิชาฟิสิกส์ในหัวข้อ คุณสมบัติของกระแส ไฟฟ้า (Electricity, Galvanism and Magnetism) โดยมีอุปกรณ์ในการทำ การทดลอง ประกอบการบรรยาย คือ แบตเตอรี่ สายไฟ และเข็มทิศ เออร์สเตดได้ทำ การทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เข็มทิศจะเบนเมื่อมีฝนตกหนัก และฟ้าแลบ เพื่อลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเข็มทิศ ถ้าผ่านกระแสไฟเข้าไปในลวดตัวนำ เขานำ ลวดตัวนำ ตั้งฉากกับเข็มทิศและพบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หลังจากการบรรยายสิ้นสุด เออร์สเตดลองวางลวดตัวนำ ขนานกับเข็มทิศ และผ่านกระแสไฟฟ้าไปในลวดตัวนำ กลับพบว่าเข็มทิศกระดิกและเริ่มเบน การค้นพบนี้ทำ ให้เออร์สเตดเป็นบุคคลแรกที่ค้นพบ ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับแม่เหล็กหรือนำ ไปสู่ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างแม่ เหล็กกับไฟฟ้า (Electro Magnetism Theory) ต่อมาในวันที่ 11 กันยายน ปีเดียวกันนั้นเอง การค้นพบของเออร์สเตดได้รับการนำ เสนอ ที่ราชสมาคมฝรั่งเศสโดยดอมีนิก ฟร็องซัว ฌ็อง อาราโก เขาระบุว่าการค้นพบนี้สำ คัญไม่ น้อยไปกว่าการค้นพบไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและชาวอังกฤษอีก หลายคนที่พยายามแข่งขันเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เออร์สเตดค้นพบ โดยเฉพาะนักทดลอง ชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ ฌ็อง-บาติสต์ บีโย และเฟลิกซ์ ซาวาร์ เป็นนักฟิสิกส์คนแรก ๆ ที่สามารถ อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างละเอียด เกิด 14 สิงหาคม พ.ศ. 2320 ที่ลังก์เอลันด์ เดนมาร์ก เสียชีวิต 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2405 ปารีส ฝรั่งเศส 7


Jean-Baptiste Biot ฌ็อง-บาติสต์ บีโย (Jean-Baptiste Biot) เกิด 21 เมษายน พ.ศ. 2317 , ปารีส ฝรั่งเศส เสียชีวิต 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2405 , ปารีส ฝรั่งเศส เป็นนักฟิสิกส์ นักดาราศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาได้ศึกษาถึงทิศทางของแสงเมื่อเดินทางผ่านสารเคมีใดสารเคมีหนึ่ง บีโยเป็นคนแรก ๆ ที่ได้พบถึง คุณสมบัติของแสงของแร่ไมกา และเพราะฉะนั้นสสารที่อยู่ในไมกาก็ใช้ชื่อแทนเขาคือไบโอไทต์ Félix Savart เฟลิกซ์ ซาวาร์ (Felix Savart) เกิด 30 มิถุนายน 1791, Mezieres ฝรั่งเศส เสียชีวิต 16 มีนาคม 1841, ปารีส ฝรั่งเศส เป็นนักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ บุตรชายของเจอราร์ด ซาวาร์ต วิศวกรของโรงเรียนทหาร เมตซ์ ซาวาร์ตศึกษาด้านการแพทย์และหลังจากนั้นเขาก็ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยสตราสบูร์กซึ่ง เขาได้รับปริญญาทางการแพทย์ในปี พ.ศ. 2359 ซาวาร์ตเป็นศาสตราจารย์ ที่วิทยาลัยเดอฟรองซ์ ในปี พ.ศ. 2363 8


เกิดการความร่วมมือกันของฌ็อง-บาติสต์ บีโย และเฟลิกซ์ ซาวาร์ เป็นสมการสำ หรับอธิบายสนามแม่เหล็ก ณ จุดใด ๆ ที่ห่างออกไประยะหนึ่งจากบริเวณที่มีการไหล ของกระแสไฟฟ้า หรือมีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่อยู่ ไม่จำ กัดว่าจะไหลผ่านโลหะหรือพลาสมา ทั้งนี้การไหลของกระแสไฟฟ้านั้นจะต้องคงตัวไม่แปรปรวน จึงจะสามารถใช้สมการดังต่อไปนี้ได้ กฎของบีโย–ซาวาร์ แทน กระแสไฟฟ้า มีหน่วยเป็นแอมแปร์ แทน เวกเตอร์ทิศทางที่ที่มีขนาดสั้นมาก ๆ (ในทางแคลคูลัส) มีทิศทางเดียวกับการไหลของกระแสไฟฟ้าในตัวนำ นั้น ๆ แทน สนามแม่เหล็กย่อย แทน เป็นสภาพให้ซึมผ่านได้ของสุญญากาศ แทน เวกเตอร์ชี้จากจุดกำ เนิดสนามแม่เหล็ก (คือตัวนำ ) ไปยังจุดที่ต้องการจะคำ นวณ แทน ระยะทางจากจุดกำ เนิดสนามแม่เหล็กไปยังจุดที่ต้องการคำ นวณ กล่าวให้ง่ายก็คือขนาดของเวกเตอร์ r นั่นเอง แทน ตัวดำ เนินการผลคูณเชิงเวกเตอร์ 9


1820 เดือนกันยายน แอมแปร์สร้างเครื่องวัดแม่เหล็กไฟฟ้าแท่งโลหะรูปตัว U (เมื่อพัฒนาต่อมาจะเรียกว่า เครื่อง วัดกระแสไฟฟ้า) ซึ่งเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ นำ มาวางแขวนไว้ใกล้โลหะนำ ไฟฟ้า เขาพบว่าโลหะทั้งสองจะดึงดูด เข้าหากันเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านในทิศเดียวกัน แต่ถ้ากระแสไฟฟ้าไหลผ่านสวนทางกันโลหะทั้งสองจะผลักกัน ดังนั้นเขาจึงสงสัยว่ากระแสไฟฟ้าก่อให้เกิดสนามแม่เหล็กรอบๆโลหะนำ ไฟฟ้า ทิศทางของสนามแม่เหล็กที่เกิด รอบๆโลหะที่มีไฟฟ้าไหลผ่าน เป็นไปตามหลักที่เรียกว่า กฎงอมือขวา 1826 ผลงานการค้นคว้าและชื่อเสียงของแอมแปร์ ทำ ให้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ที่ College de France 1827 สถาบันวิทยาศาสตร์ได้ให้เงินจำ นวน 1000 ฟรังก์ เพื่อค้นคว้าเพิ่มเติม แต่แอมแปร์ซึ่งเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่ วัยเด็กได้ปลีกตัวจากสังคม เขาอุทิศตนเองให้กับการศึกษาคณิตศาสตร์และปรัชญาแต่ก็ไม่เป็นที่รู้จักนัก 1836 วันที่ 10 มิถุนายน ในวัย 61 ปี อังเดร-มารี แอมแปร์ เสียชีวิตขณะเดินทางไปทำ งานที่เมืองมาร์กเซย เขาถูก ฝังในสุสานของตระกูลที่สุสานมงมาร์ตในปารีส 1881 ได้มีการจัดประชุมสภาไฟฟ้าที่ Palais de l'Industrie ในปารีส มีการหารือเพื่อกำ หนดมาตรฐานหน่วยวัด ไฟฟ้า แฮร์มัน ฟ็อน เฮ็ล์มฮ็อลทซ์ ได้เสนอให้เรียกหน่วยวัดกระแสไฟฟ้าว่า แอมแปร์ เพื่อเป็นการระลึกถึงความ สำ เร็จของอังเดร-มารี แอมแปร์ Andre Marie Ampere ชีวประวัติ อังเดร-มารี แอมแปร์ เกิดที่เมืองโพลีมีเยอร์ในฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 22 มกราคม 1775 เป็นบุตรของพ่อค้าผ้าไหม แอมแปร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี เขาหาความรู้ด้วยตนเองโดยการอ่านสารานุกรมความรู้ซึ่งรวบรวม โดย ดีเดอโร และฌอง ดาลองแบร์ ทั้งหมด 20 เล่ม เนื่องจากสารานุกรมชุดนี้รวบรวมความรู้ ทุกแขนงที่มีในยุคนั้น จึงเรียกได้ว่าแอมแปร์ได้รับการศึกษาอย่างดีแม้เขาจะไม่เคยเข้า โรงเรียน ในเวลานั้นเองบิดาของเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้หนุนหลังราชวงศ์ในช่วงปฏิวัติ ฝรั่งเศสจึงถูกประหารชีวิต แอมแปร์ตกอยู่ในความโศกเศร้าและละทิ้งการเรียนไปเป็น เวลาถึง 18 เดือน อีกปัจจัยนึงก็คือแอมแปร์กลายเป็นคนยากไร้เพราะทรัพย์สมบัติของ ตระกูลถูกยึดไปทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เขาต้องทำ งานเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ตามบ้าน 1802 เขาตีพิมพ์บทความว่าด้วยทฤษฎีการเล่นไพ่พนัน บทความชื่อว่า Considerations sur la theorie mathematique du jeu แอมแปร์พิสูจน์ได้ว่านักเล่นไพ่มักจะพ่ายแพ้ต่อคู่ต่อสู้ที่มีไพ่ที่เหนือกว่าเสมอ บทความนี้ ส่งผลให้เขามีชื่อเสียงในหมู่นักวิทยาศาสตร์แห่งปารีส แอมแปร์จึงได้เข้ารับตำ แหน่งอาจารย์คณิตศาสตร์ที่โรงเรียน ในเมืองลียง 1814 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งกรุงปารีส อังเดร-มารี แอมแปร์ ถือเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำ คัญในต้นศตวรรษที่ 19 ผู้รอบรู้ทุกด้าน แม้ว่าเขาจะศึกษาเกี่ยว กับไฟฟ้าเพียง 3 ปีเท่านั้น แต่ก็ก่อให้เกิดความสำ เร็จครั้งสำ คัญ นั่นก็คือการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างไฟฟ้า กับแม่เหล็ก ซึ่งนั่นเป็นรากฐานสำ คัญในการพัฒนาสาขาพลศาสตร์ไฟฟ้า ผลงาน 10


1819 เออร์สเตดต้องการสาธิตการเพิ่มความร้อนในแท่งโลหะ โดยใช้กระแสไฟฟ้าและสาธิตการทดลอง อื่นเกี่ยวกับแม่เหล็ก เขาจึงวางเข็มทิศบนแท่นไม้ขณะที่สาธิตการทดลองกระแสไฟฟ้า เออร์สเตดพบว่าทุกครั้ง ที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านโลหะนำ ไฟฟ้าซึ่งวางใกล้กับเข็มทิศเข็มทิศนั้นจะกระดิก จากการทดลองนี้เออร์สเตด แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าไฟฟ้ากับแม่เหล็กมีความเกี่ยวข้องกัน เมื่อแอมแปร์ได้ยินเกี่ยวกับการทดลองนี้ ในเดือนกันยายน ปี 1820 เขาเกิดความสนใจอย่างมาก จนกระทั่งหยุดงานวิจัยอื่นๆ แล้วหันมาทุ่มเทค้นคว้า ปรากฏการณ์ไฟฟ้านี้ เขาคิดว่าปรากฏการณ์นี้อาจเกิดได้โดยไม่ต้องใช้แม่เหล็ก หากแต่เป็นเพราะแท่งโลหะ ต้องมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านจึงจะมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดแรงนี้ เขาจำ เป็นต้องมีเครื่องวัด ดังนั้น แอมแปร์จึงได้สร้างเครื่องวัดแม่เหล็กไฟฟ้าแท่งโลหะรูปตัว u การทดลองนี้มีจุดประสงค์เพื่อทดสอบทฤษฎีของ แอมแปร์ 1 สัปดาห์ต่อมาเขาทำ การทดลองโดยใช้เครื่องวัดแม่เหล็กไฟฟ้า มันทำ ให้เห็นปฏิกิริยาระหว่าง โลหะนำ ไฟฟ้าสองแท่งที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน แอมแปร์พบว่าโลหะทั้งสองจะดึงดูดเข้าหากันเมื่อมีกระแส ไฟฟ้าไหลผ่านในทิศเดียวกัน แต่ถ้ากระแสไฟฟ้าไหลผ่านสวนทางกันโลหะทั้งสองจะผลักกัน ดังนั้น เขาจึง สงสัยว่ากระแสไฟฟ้าก่อให้เกิดสนามแม่เหล็กรอบๆโลหะนำ ไฟฟ้า ถ้ากระแสไฟฟ้าในโลหะทั้งสองแท่งไหล ไปในทิศทางเดียวกัน โลหะทั้งสองก็จะดึงดูดกันเหมือนแม่เหล็ก แต่ถ้ากระแสไฟฟ้าไหลสวนทางกันโลหะทั้ง สองก็จะเกิดแรงผลักซึ่งกันและกัน ทิศทางของสนามแม่เหล็กที่เกิดรอบๆโลหะที่มีไฟฟ้าไหลผ่าน เป็นไปตาม หลักที่เรียกว่า กฎงอมือขวา นั่นก็คือหากเทียบกับการงอมือขวา นิ้วโป้งจะชี้ทิศการไหลของไฟฟ้า ส่วนนิ้วที่ เหลือก็คือตำ แหน่งสนามแม่เหล็ก ในการทดลองต่อมาแอมแปร์พบว่าถ้านำ โลหะไฟฟ้ามาขดเป็นวง มันจะมีปฏิกิริยาเหมือนแท่งแม่เหล็ก เขาใช้โวลเตอิค-ไพล์ เป็นแหล่งกำ เนิดพลังงาน เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดก็จะเกิดขั้วลบและขั้วบวก ถ้าแขวนขดลวดไว้ มันจะวางตัวตามทิศเหนือใต้เหมือนเข็มทิศ แอมแปร์รวบรวมข้อสังเกตและผลการทดลอง ของเขา ซึ่งได้กลายเป็นพื้นฐานทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ว่าด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้า แอมแปร์สรุปได้ว่าแม่เหล็ก และไฟฟ้ามีความสัมพันธ์กันภายใต้กฎธรรมชาติ 1 ข้อ นั่นคือแรงแม่เหล็กจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีกระแสไฟฟ้า ไหลเวียนในวงจรปิด และถ้ากระแสไฟฟ้ามีความเข้มข้นหรือมีปริมาณกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แรงแม่เหล็กก็จะ เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพื่อหาหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีของเขา แอมแปร์ได้พัฒนาเครื่องวัดที่แสดงค่ากระแสไฟฟ้า โดยใช้แม่เหล็กเป็นเข็มวัด เมื่อพัฒนาต่อมาจะเรียกว่าเครื่องวัดกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำ คัญที่สุดใน ทางวิศวกรรมไฟฟ้า แต่แอมแปร์ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เขาสันนิษฐานว่าในแต่ละอะตอมมีอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ อยู่รอบๆ เกิดเป็นวงจรไฟฟ้าขนาดจิ๋ว แต่ละอะตอมจะมีพฤติกรรมเหมือนแท่งแม่เหล็กเล็กๆ ทำ ให้เกิดสนาม แม่เหล็กโดยรอบ ในแท่งแม่เหล็กถาวรอะตอมจะเรียงตัวไปในทิศเดียวกัน แต่ในวัตถุอื่นอะตอมจะเรียงตัว ทิศทางต่างๆกันซึ่งทำ ให้พลังแม่เหล็กหายไปทำ ให้วัตถุนั้นมีค่าเป็นกลาง Andre Marie Ampere 11


Michael Faraday เขาเกิดเมื่อ 22 กันยายน ค.ศ. 1791 เขาเป็นลูกชายช่างเหล็ก ครอบครัวมีฐานะยากจนจึงทำ ให้ฟาราเดย์ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เท่านั้น เมื่ออายุได้ 14 ปี เขาออกมาเป็นพนักงานเย็บหนังสือใช้ชีวิต อยู่กับอาชีพนี้ถึง 7 ปี ชีวประวัติ Michael Faraday “ไมเคิล ฟาราเดย์”เป็นอีกหนึ่งชื่อที่มี บทบาทไม่แพ้นักวิทย์ชื่อก้องโลกรายอื่น เขาเป็นนักเคมีและนักฟิสิกส์ ชาวอังกฤษผู้ค้นพบการเหนี่ยวนำ แม่เหล็กไฟฟ้าและประดิษฐ์ “ไดนาโม” ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของ เครื่องกำ เนิดไฟฟ้า ในปัจจุบัน ฟาราเดย์ถูกรับเชิญให้เข้าฟังการบรรยายทางวิทยาศาสตร์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการบรรยายเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า ไฟฟ้าเคมี และกลศาสตร์ ฟาราเดย์ถูกรับเชิญเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1812 ซึ่งเป็นการบรรยายโดย เซอร์ ฮัมฟรีย์ เดวี (1778-1829) ราชบัณฑิตในเรื่องเคมี ฟาราเดย์ได้จดบันทึกการบรรยายของเดวีอย่างประณีต และยกย่องเดวีว่าเป็น วีรบุรุษของเขา ใน ค.ศ. 1820 หลังจากที่มีข่าวการค้นพบของเออร์สเตดว่ากระแสไฟฟ้าสร้างสนามแม่เหล็กได้ ฟารา เดย์ได้หันมาทำ งานด้านกระแสไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก ด้านการทำ งานเเละการค้นพบคลื่นเเม่เหล็กไฟฟ้า ผลงาน 1. การเหนี่ยวนำ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ปี 1831 ฟาราเดย์พบว่า เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลในวงจรวงหนึ่ง กระแสนี้จะเหนี่ยวนำ ให้มีไฟฟ้าไหลในอีกวงจร หนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กันได้ หรือเมื่อเคลื่อนแท่งแม่เหล็กผ่านเข้าออกในบริเวณตรงกลางของขดลวด จะมีกระแสไฟฟ้าไหลใน ขดลวดนั้น ทั้งๆ ที่ขดลวดกับแม่เหล็กไม่มีวัสดุใดเชื่อมต่อถึงกันเลย โดยเราเรียกการค้นพบนี้ว่า “การเหนี่ยวนำ แม่เหล็ก ไฟฟ้า” (Electromagnetic Induction) ซึ่งเป็นหลักการที่อยู่เบื้องหลัง หม้อแปลงไฟฟ้า และ เครื่องกำ เนิดไฟฟ้า การค้นพบวิธีผลิตกระแสไฟฟ้าโดยการเหนี่ยวนำ นี้นับว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของ “ไมเคิล ฟาราเดย์” 12


3. ไดนาโม ฟาราเดย์ได้ทดลองใช้ลวดขดเป็นวงหลายรอบแบบที่เราเรียกว่าคอยด์ โดยต่อปลายทั้งสองของขดลวดเข้ากับกัลวา นอมิเตอร์ และทดลองสอดแท่งแม่เหล็กเข้าไปในระหว่างขดลวด พบว่า กัลวานอมิเตอร์กระดิกไปข้างหนึ่ง และพอแม่ เหล็กหยุดนิ่ง เข็มก็เบนกลับที่เดิม พอเขาดึงแท่งแม่เหล็กออก เข็มก็เบนไปอีกทางหนึ่ง ตรงข้ามกับตอนแรก แล้วหยุดนิ่ง เขาพบว่า ไฟฟ้าเกิดจากการที่เส้นแรงแม่เหล็กตัดกับขดลวด เขาจึงเรียกกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นว่า กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (Induced current) ซึ่งเขาพบว่ากระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ จะเกิดก็ต่อเมื่อมีการเคลื่อนที่ตัดกันของสนามแม่เหล็กกับขด ลวดเท่านั้น ถ้าหยุดเคลื่อนที่กระแสไฟฟ้าก็หายไป เขาจึงมีแนวคิดที่จะให้กระแสไฟฟ้าไหลอยู่ตลอดเวลา จึงหมุนขดลวด ตัดกับสนามแม่เหล็กตลอดเวลา เกิดสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าไดนาโมในเวลาต่อมา ที่ถือว่าเป็นเครื่องแรกของโลกที่ไม่ต้อง ใช้ปฏิกิริยาทางเคมีเหมือนเดิม 2. หม้อแปลง เขาเริ่มสนใจเกี่ยวกับเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้า เขาทดลองเรื่อง อำ นาจแม่เหล็กให้เป็นพลังงานไฟฟ้าอยู่หลายครั้ง จน การทดลองหนึ่ง เขาพันขดลวด 2 ขดในวงแหวนอันเดียวกัน โดยต่อปลายทั้งสองของขดลวดหนึ่งเข้ากับ กัลวานอมิเตอร์ และต่อขดลวดที่เหลือกับแหล่งจ่ายไฟและปิดเปิดสวิตซ์ให้กระแสไฟฟ้าผ่านเข้าในขดลวด เขาสังเกตเห็นว่า กัลวานอ มิเตอร์ ที่ต่อกับอีกขดหนึ่งนั้นขยับ แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าไหลในขดที่ 2 ทั้งที่ไม่ได้จ่ายไฟเข้าขดนั้นเลย จากการทดลอง นี้เขาพัฒนาเป็นหม้อแปลงไฟฟ้าในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ฟาราเดย์ยังมีส่วนร่วมในการคิดคำ ศัพท์เกี่ยวกับไฟฟ้าที่เราคุ้นเคย เช่น electrode, electrolyte, cation, cathode, anion ทั้งนี้ ผลงานของเขายังมีอีกมากแต่ไม่โด่งดังเท่ากับผลงานด้านเคมีไฟฟ้า เช่น การพบ เบนซินเมื่อเขาอายุได้ 34 ปี เสียชีวิต เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1840 สุขภาพของเขาแย่ลง จึงทำ วิจัยได้น้อยลงตามไปด้วย กระทั่งวันที่ 25 สิงหาคม 1867 “ไมเคิล ฟาราเดย์”เสียชีวิตลงในวัย 75 ปี ศพของเขาถูกนำ ไปฝังที่ไฮเกตทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน หม้อแปลงระบบวงแหวนของไมเคิลฟาลาเด 13


ในกลางศตวรรษที่ 19 นักฟิสิกส์ชาวสกอตชื่อ เจมส์ คลาร์ก แมกซ์เวลล์ ได้ศึกษาสภาวะไฟฟ้าและแม่เหล็กรวม ไปถึงการพัฒนาทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นการรวมปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าและแม่เหล็กเป็นทฤษฎีหนึ่งเดียว ผล งานของแมกซ์เวลล์อาจกล่าวได้ว่าเป็นการค้นพบทางฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 19 นั่นคือ การค้นพบคลื่นแม่ เหล็ก ไฟฟ้า (electromagnetic wave) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 มีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้ศึกษาและพัฒนา ทฤษฎีต่าง ๆ ทางด้านไฟฟ้าและแม่เหล็ก แต่ก็ยังไม่ได้ใช้ทั่วไป จนกระทั่งแมกซ์เวลล์ได้แสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ ทางไฟฟ้าและแม่เหล็กทั้งหมดสามารถอธิบายได้ด้วยสมการเพียง 4 สมการที่อยู่ในรูปของสนามไฟฟ้าและสนามแม่ เหล็ก สมการชุดนี้เรียกว่า สมการแมกซ์เวลล์ แมกซ์เวลล์ได้เสนอแนวคิดที่อยู่บนหลักการความสมมาตรของธรรมชาติว่า สนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนตามเวลาจะทำ ให้เกิดสนามแม่เหล็ก สมมติฐานของแมกซ์เวลล์เป็นจริง ดังนั้นไม่ว่าสนามไฟฟ้า หรือสนามแม่เหล็กจะเปลี่ยนตามเวลา สนามอีกประเภทหนึ่งจะถูกเหนี่ยวนำ ให้เกิดขึ้นในบริเวณติดกันด้วย แมกซ์เวลล์พบว่า โดยสุทธิแล้วผลของสนามที่เหนี่ยวนำ ซึ่งกันและกันนี้จะทำ ให้เกิดคลื่นของสนามไฟฟ้า และสนามแม่ เหล็กที่แผ่ผ่านปริภูมิจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งได้ แม้ว่าจะไม่มีสสารอยู่ในบริเวณนั้น เรียกการแผ่เช่นนี้ว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นอกจากนั้นยังพบอีกว่าคลื่นที่แผ่ออกไปมีอัตราเร็วเท่ากับอัตราเร็วของแสง แมกซ์เวลล์จึงสรุปว่า แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หลังจากนั้นเป็นเวลาไม่นาน แนวคิดของแมกซ์เวลล์ก็ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป คำ ทำ นายเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้รับการยืนยันจากการทดลองโดยนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันชื่อ ไฮน์ริช รูดอล์ฟ แฮทซ์ ชุดการทดลองของแฮทซ์ทำ ให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ประมาณ 109 Hz แฮทซ์ตรวจวัดคลื่นที่เกิดขึ้นที่ระยะ ห่างออกไปด้วยห่วงเส้นลวด แฮทซ์สร้างคลื่นนิ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากนั้นวัดระยะห่างระหว่างบัพที่ติดกัน ทำ ให้ หาความยาวคลื่นได้ เนื่องจากทราบความถี่ที่ใช้สร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ดังนั้นจึงคำ นวณหาอัตราเร็วของคลื่นได้จาก สมการ อัตราเร็ว = (ความยาวคลื่น)(ความถี่) ด้วยวิธีนี้แฮทซ์จึงยืนยันได้ว่าอัตราเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีค่าเท่ากับ อัตราเร็วแสง นี่เป็นการยืนยันคำ ทำ นายทางทฤษฎีของแมกซ์เวลล์ สมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตามทฤษฎีของแมกซ์เวลล์ 1. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกชนิดต้องมีความเร็วเท่ากับแสง 2.คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกตัวมีพลังงาน 3.ถ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถูกดูดกลืน จะทำ ให้วัตถุที่รับคลื่นนั้นร้อนขึ้น 4.คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใดก็ตามเมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องมีวิธีการที่ส่งพลังงานต่อไป หลักสำ คัญของแมกซ์เวลล์ แมกซ์เวลล์ให้หลักว่า เมื่อประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ด้วยความเร่งหรือความหน่วงจะแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ โดยการ เคลื่อนที่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นเกิดจากการเหนี่ยวนำ ระหว่างสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กในสามมิติและเมื่อ พิจารณาการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าจะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงพร้อมกัน กล่าวคือสนามทั้ง สองจะมีค่าสูงสุดพร้อมกันและต่ำ สุดพร้อมกัน นั่นคือทั้งสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กมีเฟสตรงกัน โดยทิศของสนาม ไฟฟ้าจะตั้งฉากกับทิศของสนามแม่เหล็ก และสนามทั้งสองมีทิศตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของคลื่น ชีวประวัติ 14


-ในช่วงมัธยมเขาเคยศึกษาอยู่ที่โรงเรียน Gelehrtenschule des Johanneums -ขณะที่เขาเรียนอยู่ที่ University of Hamburg เขามีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และทางด้านภาษา ทั้งภาษาอารบิกและ สันสกฤต -ต่อมาเขาได้เข้าศึกษาที่วิทยาลัยในเบอร์ลินซึ่งมี Helmholtz เป็นผู้สนับสนุน เเละมีทำ การวิจัยวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ปรากฏว่า เขาได้คะแนนดีและเป็นที่น่าพอใจ เฮิรตซ์ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยของ Helmholtz ช่วยวิจัยและค้นคว้าต่างๆ ซึ่งระหว่างนั้น James Clerk Maxwell ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ขึ้นมาแต่ยังไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัด เขาเกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1857 ที่เมืองฮัมบูร์ก (Hamburg) เป็นบุตรคนโตในพี่น้องทั้ง 5 คนของ Gustav Ferdinand Hertz บิดาของเขาซึ่งเป็นนักกฎหมาย ซึ่งต่อมาพ่อของเขาได้กลายเป็นสมาชิกวุฒิสภา และ Anna Elisabeth Pfefferkorn มารดาซึ่งเป็นบุตรสาวของแพทย์ใน กองทัพ Heinrich Rudolf Hertz (ไฮน์ริช เฮิรตซ์) นักฟิสิกส์ผู้โด่ง ดังชาวเยอรมัน เป็นผู้คิดค้นคลื่นวิทยุ “Hertzian Wave” Heinrich Hertz ชีวประวัติ การศึกษา ด้านการทำ งานเเละการค้นพบคลื่นเเม่เหล็กไฟฟ้า ในปี 1883 Heinrich Rudolf Hertz ได้เป็นอาจารย์สอนด้านทฤษฎีฟิสิกส์ ที่ University of Kiel และในปี ค.ศ.1885 รับ ตำ แหน่งศาสตราจารย์ ที่ University of Karlsruhe และที่นี่ทำ ให้เขาค้นพบ “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” จนกระทั่งในปี ค.ศ.1887 เฮิรตซ์ ได้ออกแบบการทดลองแพร่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ คลื่นวิทยุ โดยใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ ความถี่สูง และสามารถวัด ความยาวคลื่นและความถี่ได้ตรงตามการคำ นวณด้วยสมการของ Maxwell ต่อมา ในปี ค.ศ.1888 เฮิรตซ์ ได้สร้างเครื่องมือเพื่อใช้ใน การทดลองขึ้นประกอบด้วย คอยล์ 2 ขด คือ ขดปฐมภูมิและทุติยภูมิ ให้จำ นวนรอบของขดทุติยภูมิมากกว่าขดปฐมภูมิหลายเท่า ระหว่าง ขดทุติยภูมินั้น ให้ปลายของเส้นลวดทั้งสองห่างกันเล็กน้อย เมื่อเขาเปิด-ปิด วงจรในขดปฐมภูมิ พบว่า เกิดประกายไฟที่ช่องว่างของขด ทุติยภูมิ และพบว่าลวดที่ทำ เป็นรูปวงแหวนมีปลาย ทั้งสองห่างกันเล็กน้อยที่มุมห้อง เกิดประกายไฟด้วยสามารถมองเห็นได้ชัดเจนใน ที่มืด ดังนั้น เขาเลยตั้งชื่อว่า “Hertzian Wave” ซึ่งปัจจุบันคลื่นชนิดนี้ คือ “คลื่นวิทยุ” 15


ผลงาน - เขาได้เขียนหนังสือ Gesammelte Werke (ค.ศ.1885) และ Uber Die Beziehungen Swischen Lich Und Electricitat (ค.ศ.1890) ซึ่งเป็นภาษาเยอรมัน -ในปี ค.ศ.1930 สถาบัน IEC ได้ยกย่องเขา โดยนำ ชื่อ Hertz (Hz) ไปตั้งเป็นหน่วยของความถี่ในระบบ SI เป็นการวัดจำ นวนครั้งที่เกิด ขึ้นต่อหนึ่งหน่วยเวลา เสียชีวิต Heinrich Rudolf Hertz ได้เสียชีวิตด้วยโรคโลหิตเป็นพิษเรื้อรัง เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1894 ที่เมืองบอนน์ (Bonn) ประเทศ เยอรมัน (Germany) ด้วยอายุ 36 ปี การทดลองของ Heinrich Hertz 16


Guglielmo Marconi ชีวประวัติ Guglielmo Marconi (กูลเยลโม มาร์โกนี) วิศวกรไฟฟ้าชาว อิตาลี เป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงจากผลงาน“การพัฒนาระบบโทรเลขไร้สาย“ มาร์โกนี เกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ.1874 ใกล้กับเมือง โบ โลญญา ประเทศอิตาลี เป็นบุตรคนที่สองของครอบครัว บิดาคือ จูเซปเป มาร์โกนี เป็นนักค้าที่ดินชาวอิตาลี และมารดาคือ แอนนี เจมสัน มีเชื้อ สายไอริช การศึกษา - มาร์โกนีเข้าศึกษาในเมือง ฟลอเรนซ์ - เข้าเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัย Technical Institute ในเมือง Livorno เพราะรู้สึกสนใจเรื่อง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ Heinrich Hertz พบในปี 1894 มาก ด้านการทำ งานและการประดิษฐ์โทรเลขไร้สาย เขาได้พยายามศึกษาปรากฏการณ์ของ Hertz ด้วยตนเอง โดยฝึกด้านทดลองที่คฤหาสน์ของบิดาในหมู่บ้าน Pintecchio นอกเมือง Bologna โดยใช้อุปกรณ์ที่พอจะหามาได้ เมื่อถึงเดือนกันยายน ปี 1895 มาร์โกนีก็ประสบ ความสำ เร็จในการส่งสัญญาณที่เป็นข้อความสั้นๆ ถึงน้องชายที่อยู่อีกทางฟากหนึ่งของเมืองได้ หลังจากนั้นเขาได้ พยายามพัฒนาอุปกรณ์ให้สามารถส่งข้อความได้ระยะทางไกลยิ่งขึ้น และพบว่า ถ้าเขาวางสายอากาศในแนวดิ่ง สัญญาณจะสามารถไปได้ไกลหลายกิโลเมตร และเมื่อได้ติดตั้งจานสะท้อนคลื่นที่เสาส่งเพื่อโฟกัสคลื่น เขาก็คิดว่า สัญญาณก็ยิ่งเดินทางไปได้ไกลขึ้นอีก แต่ในอิตาลีแทบไม่มีใครให้ความสนใจ เดือนธันวาคม ค.ศ.1896 เขาจึงเดิน ทางไปลอนดอน เพื่อพบปะกับ William Preece ซึ่งเป็นหัวหน้าวิศวกรประจำ กรมไปรษณีย์ของอังกฤษ และ Preece ก็ได้ให้การสนับสนุนมาร์โกนีเป็นอย่างดี ภายในเวลาไม่นานเขาก็ได้พัฒนาเครื่องรับ-ส่งวิทยุให้มี ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นมาก %’’:;#*;^ 17


ผลงาน - ในปี 1898 มาร์โกนีได้จัดตั้งสถานีวิทยุขึ้นที่ South Foreland ในอังกฤษ - มาร์โกนีจัดตั้งบริษัท Marconi Wireless Telegraph Company ขึ้นในปี 1900 เพื่อทำ ธุรกิจวิทยุ - เขาร่วมมือกับรัฐบาลสร้างสถานีวิทยุโทรเลขและติดตั้งวิทยุรับส่งให้แก่กองทัพ เรืออิตาลี - ปี 1918 เขาสามารถส่งคลื่นวิทยุจากอังกฤษถึงออสเตรเลียได้ - เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ.1909 และเหรียญเกียรติยศจาก ประเทศต่างๆ อีกมากมาย เสียชีวิต วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ.1937 จากโลกไปในวัย 63 ปี ด้วยโรคหัวใจวาย ที่โรม ในพิธีศพของ Marconi นายก รัฐมนตรีของอิตาลีคือจอมเผด็จการ Benito Mussolini ได้จัดวงดนตรีทหารมาบรรเลง และ Adolf Hitler ได้ส่ง พวกหรีดขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งทำ เป็นรูปสวัสดิกะมาประดับเป็นเกียรติ พิธีศพได้เริ่มเมื่อถึงเวลา 6 โมงเย็นตรง ของวัน ที่ 21 กรกฎาคม โดยสถานีวิทยุทุกแห่งในอิตาลี อังกฤษ สหรัฐฯ แคนาดา จีน ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และอีกหลาย ประเทศในยุโรปได้หยุดทำ งานเป็นเวลา 2 นาที เพื่อไว้อาลัยแก่บุรุษผู้ไม่เคยมีความมั่นใจในความสำ เร็จของ ตนเองว่า สิ่งที่เขาประดิษฐ์สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ 18


References Electromagnetic waves http://www.bspc.ac.th/files/210609088184255_2303230885447.pdf? fbclid=IwAR0x8wCDI8swUwtygaa2T3ar4raIYJrdfUw9dcuvGKCsHELMMBsykmLF5G4 กูลเยลโม มาร์โกนี https://imagesse-ed.com/ws/Storage/Pdf/552284/018/5522840187352PDF.pdf https://scoop.mthai.com/google_news/4009.html https://nationalmaglab.org/magnet-academy/historyofelectricitymagnetism/pioneers/heinrich-hertz/ https://www.trueplookpanya.com/blogdiary/7811 https://www.thoughtco.com/heinrich-hertz-4181970 Heinrich Rudolf Hertz James Clerk Maxwell https://www.scimath.org/lesson-physics/item/11529-2020-05-01-03-02-13 Andre Marie Ampere https://fb.watch/nhi-MinqRj/ 19 Michael Faraday https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=kie&month=05- 2006&date=31&group=1&gblog=6 https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=kie&month=05- 2006&date=31&group=1&gblog=6 https://www.ipst.ac.th/knowledge/knowledge-calendar/5301/michaelfaraday.html


Click to View FlipBook Version