ประวตั กิ ษัตริย์ 5 แผน่ ดินของกรุงศรีอยธุ ยาตอนปลาย
สมเด็จพระเจ้าสรุ ิเยนทราธบิ ดี
สมเด็จพระเจา้ สรุ เิ ยนทราธิบดี (คาให้การชาวกรุงเกา่ ) หลวงสรศักดิ์ มีชอื่ เดมิ วา่ เด่ือ ซง่ึ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั ทรงวินิจฉัยพระนามว่าเปน็ สมเด็จพระสรรเพชญ์ท่ี 8[5] เป็น
พระมหากษัตรยิ ์รัชกาลที่ 29 แหง่ อาณาจกั รอยธุ ยา และเป็นพระองค์ที่สองแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ราชวงศ์
สุดท้ายของอาณาจักรอยุธยา ทรงครองราชย์ พ.ศ. 2246 — พ.ศ. 2251
ประชาชนในสมัยพระองค์มักเรียกขานพระองคว์ ่า พระเจา้ เสือ เพ่ือเปรยี บว่าพระองคม์ ีพระอุปนสิ ัย
โหดร้ายดงั เสอื [6] พระองคท์ รงมพี ระปรีชาด้านมวยไทย โดยทรงเป็นผคู้ ดิ ทา่ แม่ไมม้ วยไทย ซ่ึงมหี ลักฐานทาง
ประวัติศาสตรป์ รากฏชัดเจน และได้มกี ารถ่ายทอดเปน็ ตาราให้ชาวไทยรุ่นหลังไดเ้ รียนรูฝ้ ึกฝนจนถงึ ปัจจบุ ัน
สานักงานคณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ ได้ระบุในหนงั สอื ศลิ ปะมวยไทย ถึงพระองคใ์ นการปลอม
พระองคเ์ ป็นชาวบา้ นมาชกมวยกับนกั มวยฝมี ือดีจากเมืองวเิ ศษชยั ชาญ และสามารถชนะนักมวยเอกได้ถึง 3
คน ซง่ึ ได้แก่ นายกลาง หมัดตาย, นายใหญ่ หมัดเหลก็ และนายเล็ก หมดั หนกั [7] ปจั จบุ ัน กระทรวง
วัฒนธรรม ไดก้ าหนดให้วนั ที่ 6 กุมภาพันธ์ ซ่ึงตรงกบั วันท่ีพระองค์ได้ข้นึ ครองราชย์ตามหลักฐานใน
ประวตั ศิ าสตรเ์ ป็นวันมวยไทย[1]
นอกจากนี้ พระองค์ยงั ทรงฝึกเจ้าฟา้ เพชรและเจา้ ฟ้าพรผู้เป็นพระราชโอรส ให้มีความสามารถในด้าน
มวยไทย, กระบี่กระบอง และมวยปล้า[8]
พระราชประวตั ิ[แก]้
พระราชพงศาวดาร ฉบบั พนั จนั ทนุมาศ (เจิม) ระบุวา่ พระเจา้ เสือเป็นสมเด็จพระเจา้ ลูกยาเธอใน
สมเด็จพระเพทราชา[9]
ส่วนพระราชพงศาวดาร ฉบบั สมเดจ็ พระพนรัตน์ วดั พระเชตุพน ฉบบั ตวั เขียน ระบุวา่ เป็นพระราช
โอรสลบั ในสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชกบั พระสนมซ่ึงเป็นพระราชธิดาในพญาแสนหลวง เจา้ เมือง
เชียงใหม[่ 10] โดยคาใหก้ ารขนุ หลวงหาวดั ออกพระนามวา่ พระราชชายาเทวี หรือ เจ้าจอมสมบุญ ส่วนใน
คาใหก้ ารชาวกรุงเก่าเรียกวา่ นางกุสาวดี[11] ตอ่ มาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไดพ้ ระราชทานพระสนม
ดงั กล่าวใหแ้ ก่พระเพทราชา เมื่อคร้ังที่ดารงตาแหน่ง (เจา้ กรมชา้ ง) โดยในคาใหก้ ารขนุ หลวงหาวดั และ
คาใหก้ ารชาวกรุงเก่า มีเน้ือหาสอดคลอ้ งกนั กล่าวคือนางเป็นสนมลบั ของพระนารายณ์แตแ่ ตกต่างกนั เพียง
ชื่อของนาง และเหตุผลในการพระราชทานพระโอรสแก่พระเพทราชา แต่พระราชพงศาวดาร ฉบบั สมเด็จ
พระพนรัตน์ กลบั ใหข้ อ้ มลู เกี่ยวกบั พระชาติกาเนิดแตกต่างไปจากคาใหก้ ารของขุนหลวงหาวดั และ
คาใหก้ ารชาวกรุงเก่า โดยมีเน้ือหาเก่ียวกบั สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทาศึกสงครามกบั เมืองเชียงใหม่
แลว้ ไดร้ าชธิดาเจา้ เมืองเชียงใหมเ่ ป็นสนม แต่นางสนมเกิดต้งั ครรภ์ พระองคไ์ ดล้ ะอายพระทยั ดว้ ยเธอเป็ น
นางลาว พระองคจ์ ึงไดพ้ ระราชทานแก่พระเพทราชา[11] ดงั ความในพระราชพงศาวดารฯ ฉบบั พระพนรัตน์
ความวา่ [12]
"แลว้ เมอื่ พระองค์เสดจ็ พระราชดาเนินมาจากเมืองเชยี งใหมน่ ั้น พระองค์เสด็จทรงสงั วาสดว้ ยพระราช
ธดิ าเจา้ เมืองเชยี งใหม่ และนางนนั้ กท็ รงครรภข์ นึ้ มา ทรงพระกรณุ าละอายพระทัย จึงพระราชทานนางน้นั
ให้แก่พระเพทราชา แล้วดารัสว่านางลาวนี้มีครรภ์ขนึ้ มา เราจะเอาไปเล้ียงไวใ้ นพระราชวงั กค็ ดิ ละอายแก่พระ
สนมทั้งปวง และท่านจงรับเอาไปเลยี้ งไว้ ณ บา้ นเถิด และพระเพทราชากร็ ับพระราชทานเอานางนัน้ ไปเลี้ยงไว้
ณ บ้าน"
แลว้ เมือ่ พระองคเ์ สด็จพระราชดาเนนิ มาจากเมืองเชยี งใหม่น้ัน พระองคเ์ สด็จทรงสงั วาสดว้ ยพระราช
ธิดาเจ้าเมอื งเชยี งใหม่ และนางน้นั ก็ทรงครรภข์ ึน้ มา ทรงพระกรุณาละอายพระทัย จึงพระราชทานนางนั้น
ให้แก่พระเพทราชา แล้วดารัสว่านางลาวน้มี คี รรภ์ขึ้นมา เราจะเอาไปเลี้ยงไว้ในพระราชวงั กค็ ดิ ละอายแก่พระ
สนมทัง้ ปวง และท่านจงรบั เอาไปเลยี้ งไว้ ณ บา้ นเถดิ และพระเพทราชากร็ ับพระราชทานเอานางนั้นไปเล้ียงไว้
ณ บ้าน"
โดยเหตุผลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไดป้ รากฏในคาใหก้ ารชาวกรุงเก่าวา่ พระองคท์ รงเกรงวา่
พระราชโอรสองคน์ ้ีจะคิดกบฏชิงราชสมบตั ิอยา่ งเม่ือคราวพระศรีศิลป์ ส่วนคาใหก้ ารของขนุ หลวงหาวดั วา่
พระองคท์ รงตอ้ งรักษาราชบลั ลงั กใ์ หก้ บั พระราชโอรสท่ีประสูติแต่พระอคั รมเหสีเทา่ น้นั [11]
พระราชพงศาวดาร ฉบบั สมเดจ็ พระพนรัตน์ ระบุวา่ พระนามเดิมของพระองคค์ ือ มะเด่ือ
[12][13] ส่วนในหนงั สือปฐมวงศข์ อง ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียกวา่ ดอกเดื่อ[14] เนื่องจากประสูติใตต้ น้ มะเด่ือ
ในแขวงเมืองพจิ ิตร ขณะพระมารดาเสด็จติดตามออกพระเพทราชาโดยเสดจ็ สมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 3
(สมเดจ็ พระนารายณ์) เสด็จข้ึนไปนมสั การพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ที่เมืองพิษณุโลก
จดหมายเหตุเอนเยลเบิร์ต แกมป์ เฟอร์ (Engelbert Kaempfer) นายแพทยช์ าวเยอรมนั
ประจาคณะทตู ของบริษทั อีสตอ์ ินเดียของฮอลนั ดาท่ีเขา้ มาเจริญพระราชไมตรีราชสานกั สยามในปี พ.ศ.
2233 ไดใ้ หข้ อ้ มูลสาคญั เกี่ยวกบั ปี ประสูติของออกหลวงสรศกั ด์ิวา่ เมื่อ พ.ศ. 2233 พระสรศกั ด์ิ
(Peja Surusak) พระมหาอุปราชมีพระชนม์ 20 พรรษา[15] แสดงวา่ พระองคป์ ระสูติในปี พ.ศ.
2213[11]
ทศั นะ[แก]้
อยา่ งไรก็ตาม สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ มิทรงเชื่อวา่ หลวงสรศกั ด์ิจะ
เป็นพระราชโอรสลบั ในสมเด็จพระนารายณ์ ทรงวนิ ิจฉยั วา่ ในเม่ือหลวงสรศกั ด์ิรู้อยเู่ ตม็ อกวา่ สมเดจ็ พระ
นารายณ์คือพระราชบิดา เหตุไฉนจึงร่วมมือกบั พระเพทราชาบิดาบุญธรรมปราบดาภิเษกชนกแท้ ๆ ของตน
แทนที่จะประจบเอาใจขอราชสมบตั ิกบั พระราชบิดาเมื่อคร้ังยงั ประชวร ส่วนเพญ็ สุภา สุขคตะ ใจอินทร์ วา่
"พระยาแสนหลวง" เจา้ ผคู้ รองเชียงใหมท่ ่ีตกเป็นเชลยมายงั กรุงศรีอยธุ ยาน้นั ก็มิไดม้ ีฐานะต่าตอ้ ยอนั ใด ซ้า
ยงั จะดูมีหนา้ มีตาเพราะสามารถตอ่ โคลงกบั ศรีปราชญ์ กวใี นรัชกาลได้ ถา้ หากพระยาแสนหลวงเป็นพระ
สัสสุระของสมเด็จพระนารายณ์จริง ก็น่าจะเป็ นท่ีความภาคภมู ิมากกวา่ อบั อาย และยงั สามารถใชก้ ารเสก
สมรสดงั กล่าวเป็นเหตุผลทางการเมืองเขา้ ครอบครองลา้ นนาผา่ นพระชายาได[้ 16]
ครองราชย์[แก้]
ในสมยั สมเด็จพระนารายณ์ฯ สมเด็จพระเจ้าเสือได้ถวายตัวเปน็ มหาดเลก็ รับราชการเป็นท่ี โปรดปราน
ของสมเดจ็ พระนารายณฯ์ คร้ังน้นั สมเด็จพระเจ้าเสือ (นายเดือ่ มหาดเล็ก) สามารถบงั คับชา้ งพลายซ่อมตัวหนง่ึ
กาลังตกมนั ไดส้ าเร็จ[17][18] ช้างพลายซ่อม (หรือพลายส่อม) เป็นช้างเพชฌฆาตสาหรับฆ่าคนโทษถงึ ตายรา้ ย
กาจยงิ่ นกั แมค้ รูช้างผใู้ ดขบั ข่ีช้างเข้มแข็มก็มิอาจขช่ี ้างตวั น้ีลงน้าได้ มเี พยี งนายเดื่อมหาดเลก็ สามารถนา
ช้างพลายซ่อมไปลงนา้ แล้วพากลบั ขึ้นมาผูกไว้ ณ โรงที่เดิม กรมช้างก็เอาเหตมุ ากราบทลู สมเดจ็ พระนารายณ์
มหาราชใหท้ รงทราบ ทรงปรีดีโสมนัสเหน็ ว่ามคี วามสามารถในการบังคบั บัญชาชา้ งถือเป็นวชิ าที่สาคญั ต่อ
ความเป็นทหารและความเป็นผนู้ า[19] จึงมีดารสั ให้นายเดื่อมหาดเลก็ เขา้ เฝ้า มีพระราชโองการตรสั ว่า "ตวั เอ็งข่ี
ชา้ งแกล้วกล้าเข้มแขง็ นัก, เอ็งจงเปน็ หลวงสรสกั ดิ์, ไปช่วยราชการบิดาแห่งเอ็งในกรมช้างเถิด"[20] จึงโปรดให้
เป็นหลวงสรศักดิ์ รบั ราชการในกรมพระคชบาล
ในสมัยสมเดจ็ พระเพทราชาได้รับสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคลซงึ่ หวัง
จะได้ข้นึ ครองราชสมบตั ติ ่อจากสมเดจ็ พระเพทราชา แต่สมเด็จพระเพทราชากลบั ทรงโปรดปรานเจา้ พระ
ขวัญ พระราชโอรสของพระองคแ์ ละกรมหลวงโยธาทพิ (บางหลักฐานวา่ กรมหลวงโยธาเทพ) แถมมีผูค้ น
มากมายตา่ งพากนั นบั ถือ ทาใหก้ รมพระราชวงั บวรฯ เกิดความหวาดระแวงวา่ ราชสมบตั ิจะตกไปอยู่กบั เจา้ พระ
ขวญั จึงเกดิ เหตกุ ารณ์นาเจ้าพระขวญั มาสาเร็จโทษด้วยไม้ท่อนจันทร์
เมื่อสมเดจ็ พระเพทราชาซงึ่ ทรงประชวรทรงทราบทรงพระพโิ รธกรมพระราชวงั บวรฯ เปน็ อันมากแล
ตรัสวา่ จะไม่ยกราชสมบตั ิใหแ้ กก่ รมพระราชวังบวรฯ แลว้ ทรงพระกรุณาตรัสเวนราชสมบัติให้ "เจ้าพระพิไชยสุ
รินทร" พระราชนัดดา หลงั จากนน้ั สมเดจ็ พระเพทราชาสวรรคต เจา้ พระพิไชยสุรินทรทรงเกรงกลวั กรม
พระราชวงั บวรฯ จึงไม่กลา้ รบั และนอ้ มถวายราชสมบัตแิ ด่กรมพระราชวงั บวรฯ
เมอื่ กรมพระราชวงั บวรฯ ไดข้ ึ้นครองราชสมบัติในปี พ.ศ. 2246 มีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ เจา้ ฟ้า
เพชร (สมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัวท้ายสระ) และเจา้ ฟ้าพร (สมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั บรมโกศ) มีพระสมญั ญานามว่า
“เสอื ”[4] ตั้งแตส่ มัยทยี่ ังดารงตาแหน่งเป็น หลวงสรศกั ดิ์ในสมยั สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชมาแล้ว[21]
ทรงมีความเด็ดขาดในการมรี บั ส่ังใหผ้ ูท้ ี่ปฏิบัตงิ านใดต้องสาเรจ็ ผลเปน็ อย่างดี หากบกพร่องพระองค์จะ
มีรับส่ังให้ลงโทษ ไม่เฉพาะขา้ ราชบรพิ ารเทา่ นน้ั แม้พระราชโอรสทง้ั สองกเ็ ชน่ กนั อยา่ งเชน่ ในการเสดจ็ ไป
คลอ้ งชา้ งที่เมืองนครสวรรค์ มีรบั สั่งใหเ้ จา้ ฟ้าเพชรและเจา้ ฟ้าพรตดั ถนนข้าม"บงึ หูกวาง" โดยถมบึงส่วนหน่ึงให้
เสรจ็ ภายในหนึง่ คืน พระราชโอรสดาเนินงานเสรจ็ ตามกาหนด แต่เม่อื เสด็จพระราชดาเนิน ช้างทรงตกหลุม
ทรงลงพระราชอาญาเจา้ ฟ้าเพชร แต่ภายหลังก็ไดร้ บั พระราชทานอภยั โทษ[21]
พระอุปนสิ ัย
พระราชพงศาวดาร ฉบบั พนั จันทนมุ าศ (เจิม) ระบุว่า[6]
"สมเด็จพระเจ้าอย่หู วั พอพระทัยเสวยนา้ จัณฑ์ แล้วเสพสังวาสด้วยดรุณอี ิตถสี ตรเี ด็กอายุ 11-12 ปี ถ้า
สตรใี ดเสือกด้นิ โครงไป ให้ขัดเคอื ง จะลงพระราชอาชญาถองยอดอกตายกบั ท่ี ถ้าสตรใี ด ไมด่ น้ิ เสือกโครงน่ิงอยู่
ชอบพระอชั ฌาสัย พระราชทานบาเหนจ็ รางวัล
"ประการหน่ึง ถา้ เสด็จไปประพาสมจั ฉาชาติฉนากฉลามในชลมารคทางทะเลเกาะสชี ังเขาสามมขุ แล
ประเทศที่ใด ย่อมเสวยนา้ จัณฑพ์ ลาง ถ้าหมพู่ ระสนมนิกรนางในแลมหาดเล็ก ชาวที่ทาให้เรือพระทีน่ ่งั โคลงไหว
ไป มไิ ด้มีพระวิจารณะ ปราศจากพระกรุณาญาณ ลุอานาจแกพ่ ระโทโส ดารัสสง่ั ใหเ้ อาผู้นั้นเกี่ยวเบ็ดท้งิ ลงไป
กลางทะเล ให้ปลาฉนากฉลามกินเป็นอาหาร
"ประการหนง่ึ ปราศจากพระเบญจางคกิ ศีล มักพอพระทัยทาอนาจารเสพสังวาสกับภรรยาขุนนาง แต่
น้นั มาพระนามปรากฏเรยี กวา่ พระเจา้ เสือ"
"สมเด็จพระเจา้ อย่หู วั พอพระทัยเสวยน้าจัณฑ์ แล้วเสพสงั วาสด้วยดรณุ ีอิตถีสตรีเด็กอายุ 11-12 ปี ถ้า
สตรีใดเสอื กดน้ิ โครงไป ให้ขดั เคอื ง จะลงพระราชอาชญาถองยอดอกตายกับที่ ถ้าสตรใี ด ไมด่ นิ้ เสือกโครงนง่ิ อยู่
ชอบพระอชั ฌาสัย พระราชทานบาเหน็จรางวลั
"ประการหนงึ่ ถ้าเสดจ็ ไปประพาสมจั ฉาชาติฉนากฉลามในชลมารคทางทะเลเกาะสชี ังเขาสามมขุ แล
ประเทศทใ่ี ด ย่อมเสวยน้าจณั ฑพ์ ลาง ถ้าหมู่พระสนมนิกรนางในแลมหาดเล็ก ชาวท่ที าให้เรือพระท่ีนั่งโคลงไหว
ไป มิได้มีพระวิจารณะ ปราศจากพระกรณุ าญาณ ลุอานาจแกพ่ ระโทโส ดารสั สัง่ ให้เอาผู้นนั้ เก่ยี วเบ็ดทิ้งลงไป
กลางทะเล ใหป้ ลาฉนากฉลามกินเปน็ อาหาร
"ประการหนึ่ง ปราศจากพระเบญจางคิกศีล มกั พอพระทัยทาอนาจารเสพสงั วาสกับภรรยาขนุ นาง แต่
นน้ั มาพระนามปรากฏเรยี กวา่ พระเจ้าเสือ"
ขณะทีพ่ ระราชพงศาวดารกรงุ สยาม จากตน้ ฉบบั ของบริติชมวิ เซียมบนั ทึกไว้ทานองเดียวกนั วา่
"คร้ังน้นั สมเดจ็ พระเจา้ แผ่นดินมพี ระราชหฤทยั กักขฬะ หยาบชา้ ทารณุ รา้ ยกาจ ปราศจากกุศลสจุ ริต
ทรงพระประพฤตผิ ดิ พระราชประเพณี มิได้มหี ริ โิ อตัปปะ และพระทยั หนาไปดว้ ยอกุศลลามก มีวติ กในโทสโม
หมูลเจอื ไปในพระสันดานเป็นนิรันดร์มิไดข้ าด แลพระองคเ์ สวยนา้ จณั ฑ์ขาวอยู่เปน็ นจิ แลว้ มกั ยนิ ดใี นการอนั
สงั วาสด้วยนางกุมารีอันยงั มิไดม้ ีระดู ถา้ และนางใดอตุ สา่ ห์อดทนได้ ก็พระราชทานรางวัลเงินทองผา้ แพรพรรณ
ตา่ ง ๆ แกน่ างน้ันเป็นอันมาก ถ้านางใดอดทนมิได้ไซร้ ทรงพระพโิ รธ และทรงประหารลงท่ปี ระฉิมุราประเทศ
ใหถ้ งึ แก่ความตาย แล้วใหเ้ อาโลงเขา้ มาใส่ศพนางนนั้ ออกไปทางประตูพระราชวงั ข้างท้ายสนมนัน้ เนอื ง ๆ และ
ประตนู ้นั กเ็ รียกว่า ประตูผอี อก มมี าตราบเท่าทุกวนั น้ี
"อยมู่ าครั้งหนง่ึ สมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวเสด็จดว้ ยพระชลพาหนะออกไปประพาส ณ เมืองเพชรบุรี และ
เสดจ็ ไปประทับแรมอยู่ ณ พระราชนเิ วศนต์ าบลโตนดหลวง ใกล้ฝ่ังพระมหาสมทุ ร และที่พระตาหนักน้ีเป็นที่
พระตาหนักเคยประพาสมหาสมทุ รมาแต่กอ่ นคร้งั แผ่นดนิ สมเดจ็ พระนเรศวรบรมราชาธริ าชบพิตรเปน็ เจา้ นั้น
และสมเดจ็ พระเจ้าแผน่ ดินก็เสดจ็ ดว้ ยพระท่ีนง่ั มหานาวาท้ายรถ แล่นไปประพาสในท้องพระมหาสมทุ รตราบ
เท่าถึงตาบลเขาสามร้อยยอด และทรงเบ็ดตกปลาฉลามและปลาอื่นเป็นอนั มาก แลว้ เสดจ็ กลับมา ณ ตาหนัก
โตนดหลวง และเสดจ็ เที่ยวประพาสอย่ดู ังน้ันประมาณ 15 เวร จึ่งเสดจ็ กลับยังกรงุ เทพมหานคร"
"ครงั้ นัน้ สมเด็จพระเจา้ แผน่ ดินมีพระราชหฤทยั กักขฬะ หยาบชา้ ทารณุ รา้ ยกาจ ปราศจากกศุ ลสจุ รติ
ทรงพระประพฤตผิ ดิ พระราชประเพณี มไิ ด้มหี ิริโอตปั ปะ และพระทยั หนาไปด้วยอกุศลลามก มวี ิตกในโทสโม
หมูลเจือไปในพระสันดานเปน็ นริ นั ดรม์ ิไดข้ าด แลพระองคเ์ สวยนา้ จณั ฑ์ขาวอยู่เปน็ นิจ แล้วมกั ยนิ ดีในการอัน
สงั วาสดว้ ยนางกมุ ารอี ันยงั มิไดม้ ีระดู ถ้าและนางใดอุตส่าห์อดทนได้ ก็พระราชทานรางวลั เงนิ ทองผ้าแพรพรรณ
ตา่ ง ๆ แก่นางนนั้ เป็นอนั มาก ถ้านางใดอดทนมิได้ไซร้ ทรงพระพิโรธ และทรงประหารลงทปี่ ระฉิมรุ าประเทศ
ใหถ้ งึ แก่ความตาย แลว้ ให้เอาโลงเขา้ มาใส่ศพนางนั้นออกไปทางประตูพระราชวังขา้ งทา้ ยสนมน้ันเนอื ง ๆ และ
ประตนู ้ันกเ็ รียกว่า ประตูผีออก มมี าตราบเทา่ ทุกวนั นี้
"อย่มู าคร้งั หนงึ่ สมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั เสดจ็ ดว้ ยพระชลพาหนะออกไปประพาส ณ เมืองเพชรบุรี และ
เสดจ็ ไปประทับแรมอยู่ ณ พระราชนิเวศนต์ าบลโตนดหลวง ใกล้ฝ่งั พระมหาสมทุ ร และที่พระตาหนักน้เี ป็นท่ี
พระตาหนักเคยประพาสมหาสมทุ รมาแต่กอ่ นครง้ั แผน่ ดินสมเดจ็ พระนเรศวรบรมราชาธริ าชบพิตรเปน็ เจ้านนั้
และสมเดจ็ พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จด้วยพระทนี่ งั่ มหานาวาท้ายรถ แล่นไปประพาสในท้องพระมหาสมทุ รตราบ
เท่าถึงตาบลเขาสามร้อยยอด และทรงเบ็ดตกปลาฉลามและปลาอนื่ เปน็ อันมาก แล้วเสด็จกลับมา ณ ตาหนัก
โตนดหลวง และเสด็จเที่ยวประพาสอยู่ดงั น้ันประมาณ 15 เวร จงึ่ เสดจ็ กลับยังกรงุ เทพมหานคร"
พระราชกรณียกิจ[แก]้
ด้านศาสนา[แก]้
1. ทรงปฏิสังขรณ์มณฑปสวมรอยพระพทุ ธบาทสระบุรี สร้างมาแตค่ ร้ังสมเด็จพระเจา้ ทรงธรรม ซ่ึงทา
เป็นยอดเดียวชารุด โปรดฯ ใหส้ ร้างใหมเ่ ป็น 5 ยอด รวมท้งั ปฏิสังขรณ์ทว่ั ท้งั อาราม
2. ปี พ.ศ. 2249 เกิดอสั นีบาตตอ้ งยอดมณฑปพระมงคลบพติ ร เครื่องบนมณฑป ทรุดโทรมพงั ลงมา
ตอ้ งพระศอพระมงคลบพิตรหกั โปรดฯ ใหร้ ้ือเคร่ืองบนออก ก่อสร้างใหมแ่ ปลงเป็ นมหาวหิ าร
3. เป็นพระมหากษตั ริยพ์ ระองคแ์ รกท่ีเสดจ็ พระราชดาเนินไปนมสั การพระพทุ ธฉายและสันนิษฐานวา่
คน้ พบในสมยั พระองค์
4. พระราชกรณียกิจท่ีสาคญั อนั เก่ียวเนื่องเมืองพิจิตร เพ่ือเป็ นการราล......าบริเวณวดั กวา้ งขวางใหญ่โต
ใชเ้ วลาสร้าง 2 ปี จึงสาเร็จ เสด็จพระราชดาเนินมาทาการฉลองดว้ ยพระองคเ์ อง มีการฉลอง สามวนั
สามคืน มีมหรสพครึกคร้ืน และมีผคู้ นมากมายมาเฝ้ าทูลละอองธุลีพระบาทและ ดูมหรสพ ฉลอง
เสร็จแลว้ ทรงพระราชอุทิศถวายเลขขา้ พระไวส้ าหรับอุปฐากพระอารามถึง 200 ครัวเรือน นบั วา่
คร้ังน้นั วดั โพธ์ิประทบั ชา้ งเป็ นวดั ท่ีเด่นที่สุดในเมืองพิจิตร
สมเด็จพระเจา้ เสือทรงเล่ือมใสในพระพุทธศาสนา โปรดฯ ให้สมเดจ็ เจา้ แตงโมเป็ นพระอาจารยส์ อน
วชิ าความรู้แก่พระราชโอรสและพระราชนดั ดา
พระองคม์ ีพระราชโอรสดว้ ยพระมเหษีใหญ่ ๓ องค์ องคท์ ่ี ๑ พระนาม สุรินทกมุ าร องคท์ ี่ ๒ พระ
นามวรราชกุมาร องคท์ ี่ ๓ พระนามวา่ อนุชากุมาร ๆ น้ีกลา้ หาญดุร้ายมาก วนั ๑ รับสงั่ ใหพ้ วกมหาดเลก็ เดก็
ๆ ดว้ ยกนั วา่ ยขา้ มแมน่ ้า พวกมหาดเลก็ เกรงอาญาก็พากนั วา่ ยไป ท่ีมีกาลงั นอ้ ยจมตายบา้ งกม็ ี กิติศพั ทท์ ราบ
ถึงพระเจา้ สุริเยนทราธิบดี ๆ ทรงพระพิโรธ รับสัง่ ใหเ้ อาอนุชากุมารไปสาเร็จโทษเสียดงั เด็กที่จมน้าตายน้นั
ซ่ึงคดเค้ียวใหต้ รงและขดุ ลดั คลองออ้ มเกร็ด[4]
1. ทรงใหม้ ีการปรับปรุงเส้นทางทางไปพระพุทธบาทสระบุรี ใหเ้ ดินทางมาสะดวกยงิ่ ข้ึน
สวรรคต[แก]้
พระเจา้ เสืออยใู่ นราชสมบตั ิเม่ือ 6 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2246 – 2251 เป็นเวลา 5 ปี สวรรคต
เม่ือวนั ท่ี 9 กุมภาพนั ธ์ ปี พ.ศ. 2251 พระชนมายุ 47 พรรษา[1]
ศมเดจ็ พระทนี่ ง่ั ทา้ ยสระ
สมเด็จพระทน่ี ่ังท้ายสระ[2] หรือ สมเดจ็ พระสรรเพชญ์ท่ี 9 หรือ พระเจ้าท้ายสระ
[3] หรือ พระเจ้าภูมนิ ทราชา[4] หรือ พระเจ้าบรรยงก์รัตนาสน์ เป็นพระมหากษตั ริยไ์ ทย
รัชกาลที่ 30 แห่งอาณาจกั รอยธุ ยา และเป็นพระองคท์ ่ีสามแห่งราชวงศบ์ า้ นพลูหลวง ราชวงศ์
สุดทา้ ยของอาณาจกั รอยธุ ยา ทรงครองราชยร์ ะหวา่ ง พ.ศ. 2251 - พ.ศ. 2275
พระราชประวตั ิ
สมเดจ็ พระท่ีนง่ั ทา้ ยสระ มีพระนามเดิมวา่ เจา้ ฟ้ าเพชร เป็นพระราชโอรสพระองคใ์ หญ่ใน
สมเดจ็ พระเจา้ สุริเยนทราธิบดี กบั พระอคั รมเหสีพระนามวา่ สมเดจ็ พระพนั วษา[6] มีพระอนุชา
และพระกนิษฐาร่วมพระมารดา 2 พระองค์ คือ เจา้ ฟ้ าพรและเจา้ ฟ้ าหญิงไม่ทราบพระนาม
เม่ือพระราชบิดาสวรรคตในปี พ.ศ. 2251 จึงข้ึนครองราชย์ เฉลิมพระนามวา่ พระเจา้ ภูมิ
นทราชา แต่จารึกชะลอพระพุทธไสยาสนว์ ดั ป่ าโมกขอ์ อกพระนามวา่ พระบาทพระศรี
สรรเพชญสมเดจ็ เอกาทศรุทอิศวรบรมนารถบรมบพติ รพระพทุ ธเจา้ อยหู่ วั [7] แต่ประชาชนมกั
ออกพระนามวา่ พระเจา้ อยหู่ วั ทา้ ยสระ ต่อมาทรงสถาปนาพระบณั ฑูรนอ้ ย เจา้ ฟ้ าพร พระราช
อนุชาเป็นกรมพระราชวงั บวรสถานมงคล
สวรรคต[แก]้
สมเดจ็ พระที่นง่ั ทา้ ยสระ เสดจ็ สวรรคตในปี พ.ศ. 2275 รวมระยะเวลาครองราชย์ 24
ปี
ในขณะท่ีสมเดจ็ พระที่นง่ั ทา้ ยสระ ทรงพระประชวรหนกั น้นั พระองคต์ ดั สินพระทยั ทรง
มอบราชสมบตั ิใหแ้ ก่เจา้ ฟ้ าอภยั แต่กรมพระราชวงั บวรสถานมงคลไม่ทรงยนิ ยอม จึงเกิดเป็น
สงครามแยง่ ชิงราชบลั ลงั ก์ ที่สุดกรมพระราชวงั บวรสถานมงคลเป็นฝ่ ายชนะ ทรงสาเร็จโทษเจา้
ฟ้ าอภยั แลว้ จึงครองราชยเ์ ป็นสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ
พระนาม
สมเดจ็ พระที่นงั่ ทา้ ยสระ มาจากนามพระท่ีนง่ั บรรยงกร์ ัตนาสน์ ซ่ึงพระองคใ์ ชเ้ ป็น
ประทบั อนั อยขู่ า้ งสระน้าทา้ ยพระราชวงั
สมเดจ็ พระท่ีนงั่ บรรยงกร์ ัตนาสน์
สมเดจ็ พระสรรเพชญท์ ่ี 9
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทา้ ยสระ
สมเดจ็ พระภมู ินทราธิราช
ขนุ หลวงทรงปลา
พระราชกรณียกิจ[แก]้
ในรัชสมยั ของพระองค์ มีการขดุ คลองสาคญั อนั เป็นเส้นทางคมนาคม คือ "คลองมหาไชย" และ
"คลองเกร็ดนอ้ ย" มีการแข่งกนั สร้างวดั ระหวา่ งพระองคก์ บั พระอนุชา คือ วดั มเหยงคณ์และวดั กุฎีดาว มี
การเคลื่อนยา้ ยพระนอนองคใ์ หญข่ องวดั ป่ าโมกเพ่ือใหพ้ น้ จากการถูกน้าเซาะตล่ิง เป็นตน้
ในดา้ นการตา่ งประเทศ มีการส่งราชทตู ไปเจริญทางพระราชไมตรีกบั ประเทศจีนถึงส่ีคร้ัง ทาใหก้ าร
คา้ ขายระหวา่ งสยามกบั จีน ขยายตวั เพ่มิ มากข้ึน ในปี พ.ศ. 2244 เกิดความวนุ่ วายในประเทศกมั พชู า อนั
เน่ืองจากการแยง่ ราชสมบตั ิกนั ระหวา่ งนกั เสดจ็ กบั นกั แกว้ ฟ้ าสะจอง นกั เสด็จขอเขา้ มาอยภู่ ายใตพ้ ระบรม
โพธิสมภาร ส่วนพระแกว้ ฟ้ านกั สะจองผเู้ ป็นอนุชาฝักใฝ่ อยกู่ บั ฝ่ ายญวน ซ่ึงพยายามแผอ่ านาจเขา้ ไปในเขมร
พระองคไ์ ดส้ ่งกองทพั กรุงศรีอยธุ ยาเขา้ ไปถึงเมืองอุดงมีชยั ราชธานีของเขมร และไดเ้ กล้ียกล่อมใหน้ กั แกว้
ฟ้ าสะจองกลบั มาออ่ นนอ้ มต่ออยธุ ยา เขมรจึงมีฐานะเป็ นประเทศราชของอาณาจกั รเช่นแตก่ ่อน
ในช่วงรัชสมยั น้ี มิชชนั นารีคาทอลิกคือมุขนายกหลุยส์ ลาโน ไดพ้ ิมพเ์ ผยแพร่หนงั สือชื่อ ―ปุจฉา
วสิ ชั นา‖ มีเน้ือหาเปรียบเทียบศาสนาคริสต์ – ศาสนาพุทธ ช้ีใหเ้ ห็นความเหนือกวา่ ของศาสนาคริสต์ ดู
หม่ินพทุ ธศาสนา ทนั ทีหนงั สือเล่มน้ีถูกเผยแพร่เป็นคร้ังแรกก็สร้างความไมพ่ อใจใหก้ บั ราชการไทย สมเด็จ
พระเจา้ อยหู่ วั ทา้ ยสระทรงเรียกบาทหลวง 3 คนข้ึนศาลไต่สวน ที่สุดมีพระราชโองการหา้ มไม่ใหใ้ ช้
ภาษาไทยในการเผยแพร่ศาสนา หา้ มคนไทย มอญ และลาวเขา้ รีตศาสนาคริสต์ และหา้ มมิใหม้ ิชชนั นารีติ
เตียนศาสนาของคนไทย มิชชนั นารีที่ไม่ปฏิบตั ิตามจะถูกเฆ่ียนแลว้ เนรเทศ[8]
พระราชโอรส-ธิดา[แก]้
สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ทา้ ยสระมีพระราชโอรสธิดารวมกนั 9 พระองค์ เป็ นพระราชโอรส 6 พระองค์
เป็ นพระราชธิดา 3 พระองค์ ดงั น้ี[6]
กรมหลวงราชานุรักษ์
มีพระโอรสธิดา 6 พระองค์ คือ
เจา้ ฟ้ าหญิงเทพ
เจา้ ฟ้ าหญิงประทุม
เจา้ ฟ้ านเรนทร กรมขุนสุเรนทรพิทกั ษ์
เจา้ ฟ้ าอภยั
เจา้ ฟ้ าชายปรเมศร์
เจา้ ฟ้ าชายทบั
พระสนม
มีพระโอรสธิดา 3 พระองค์ คือ
พระองคเ์ จา้ ชายเสฏฐา
พระองคเ์ จา้ ชายปริก
พระองคเ์ จา้ หญิงสมบุญคง
เกร็ดท่ีน่าสนใจ[แก]้
พระองคโ์ ปรดเสวยปลาตะเพยี นมาก โดยออกพระราชกาหนดหา้ มราษฎรจบั หรือรับประทานปลา
ตะเพียน หากผใู้ ดฝ่ าฝื น มีบทลงโทษคือปรับเป็นเงิน 5ตาลึง หรือ 20 บาท
พระราชทานทอ้ งพระโรงแก่สมเดจ็ พระสังฆราชแตงโม (ทอง) ซ่ึงเป็นพระอาจารยข์ องพระองคโ์ ดย
ล่องเรือจากอยธุ ยาไปเพชรบุรีแลว้ ไปสร้างที่วดั ใหญ่สุวรรณาราม (วดั สุวรรณาราม บา้ งกเ็ รียกวดั
ใหญ)่ จึงทาใหค้ งเหลือพระราชวงั ทอ้ งพระโรงที่แสดงถึงศิลปกรรมของอยธุ ยาที่เหลือรอดจากการ
เผาของพม่าเม่ือคราวเสียกรุงศรีอยธุ ยาคร้ังท่ี 2 อยทู่ ่ีจงั หวดั เพชรบุรี
พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ
สมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ[2] หรือ สมเดจ็ พระมหาธรรมราชาท่ี 2 เป็นพระมหากษตั ริยไ์ ทย
รัชกาลที่ 31 แห่งอาณาจกั รอยธุ ยา และเป็นพระองคท์ ี่ 4 ในราชวงศบ์ า้ นพลูหลวง รัชสมยั ของพระองค์
เป็นยคุ รุ่งเรืองยคุ สุดทา้ ยของกรุงศรีอยธุ ยาก่อนที่อาณาจกั รจะล่มสลายหลงั จากพระองคเ์ สดจ็ สวรรคต 9 ปี
[3]:68–69
―25 ปี ในรัชสมยั ของพระองคม์ ีความสาคญั คือ เป็นยคุ สงบสุขยคุ สุดทา้ ยของอยธุ ยาเป็นยคุ ท่ี
วรรณกรรม ศิลปกรรม เฟ่ื องฟู‖
พระราชประวตั ิ[แก]้
ก่อนครองราชย์[แก]้
สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ มีพระนามเดิมวา่ เจ้าฟ้ าพร เป็นพระราชโอรสในสมเดจ็ พระสรรเพชญ์
ท่ี 8 (พระเจา้ เสือ) มีพระเชษฐาคือเจา้ ฟ้ าเพชร พระองคไ์ ดร้ ับการสถาปนาเป็ นพระบณั ฑูรนอ้ ยในรัชสมยั
สมเดจ็ พระสรรเพชญท์ ี่ 8 และเป็นกรมพระราชวงั บวรสถานมงคลในรัชสมยั สมเดจ็ พระสรรเพชญท์ ี่ 9
(พระเจา้ ทา้ ยสระ)
ปราบดาภิเษก[แก]้
ภายหลงั การเสดจ็ สวรรคตของสมเด็จพระสรรเพชญท์ ี่ 9 ไดเ้ กิดการสู้รบกนั ระหวา่ งพระองคก์ บั พระ
ราชโอรสของพระเจา้ ทา้ ยสระคือเจา้ ฟ้ าอภยั และเจา้ ฟ้ าปรเมศร์ อนั เนื่องมาจากพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศใน
ขณะน้นั ทรงดารงพระอิสริยยศที่กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล มีสิทธิท่ีจะข้ึนครองราชสมบตั ิสืบต่อพระ
เชษฐาอยา่ งถูกตอ้ ง แต่เมื่อพระเจา้ ทา้ ยสระใกลส้ วรรคตกลบั ตดั สินพระทยั ยกราชสมบตั ิใหแ้ ก่เจา้ ฟ้ า
นเรนทร พระราชโอรสพระองคใ์ หญ่ แตเ่ จา้ ฟ้ านเรนทรไมร่ ับสืบราชสมบตั ิเพราะเห็นวา่ มีกรมพระราชวงั
บวรฯ ซ่ึงสมควรไดส้ ืบราชสมบตั ิมากกวา่ พระเจา้ ทา้ ยสระจึงยกราชสมบตั ิใหแ้ ก่เจา้ ฟ้ าอภยั (พระราชโอรส
องคร์ อง) เป็ นเหตุใหเ้ กิดการตอ่ สู้แยง่ ชิงราชบลั ลงั กจ์ นกลายเป็นสงครามกลางเมือง กินระยะเวลาไม่ต่ากวา่
1 ปี
คาใหก้ ารชาวกรุงเก่า ระบุวา่ ภายหลงั เหตุการณ์สงบแลว้ กรมพระราชวงั บวรสถานมงคลจึงไดข้ ้ึน
ครองราชยเ์ ฉลิมพระนามวา่ พระมหาธรรมราชา[4] (แตใ่ นบญั ชีพระนามเจา้ นายวา่ พระเจ้าบรมราชา[5])
และสาเร็จโทษเจา้ ฟ้ าอภยั และ เจา้ ฟ้ าปรเมศร์
ในสาสน์สมเดจ็ พุทธศกั ราช 2418 [6]ไดม้ ีกล่าวถึงการออกพระนาม 2 แบบ น้นั คือ
―สมเดจ็ พระตรีภพโลกมกฎุ อุดมบรมมหิศรวรวงศส์ ุริเยนทร์ นเรนทราธิบดินทราโรดม (บรม) ขตั ิ
ยชาติราชวราดุล พบิ ุลคุณคมั ภีร์วีรอนนั ต์ มหนั ตมหาจกั รพรรดิศร บวรราชาธิราช นารถนายกดิลกโลกจุธาน
รามร นิกรอภิวนั ท์ อนนั ตบชู ิตมหิทธิ นารายอนุปัติ ส (หศั ) ทิสาเรกอเนกจตุรงคพล พหลอจลสุริโยทิต อมิต
เดชา เอกาทศรุทธ์อิศวร บรมนารถบรมบพิตร‖ และ
―สมเดจ็ พระบรมธาชาธิราชรามาธิบดี ศรีสรรเพชญ บรมมหาจกั รพรรดิศวร ราชาธิบดี ศรีสุจริต
ทศพิธธรรม์ มหนั ตจกั ร วาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร หิริหรินทรธาดาธิบดี ศรีวบิ ูลยคุณอกนิฐ เมต
จิตต์ รุจีตรีภูวนาทิตย์ ฤทธิพรหมเทวาดิเทพ (นฤบดินทร) ภมู ินทราธิราชรัตนากาศ สมมุติวงศ์ องคเ์ อกาทศ
รุทธ์ วสิ ุทธิสามารถ บรมไตรโลกนาถ อาชชยาวไสย สมุทไทยดโรมนั ต์ อนนั ตคุณ วบิ ูลยส์ ุนทร ธรรม
มิกราชโลก ราชาธิราช ขตั ิยวงศ์ องคร์ ามาธิบดี ตรีภูวนาพิเศษ โลกเชษฐวสิ ุทธ มกุฎรัตน โลกยโมฬี ศรีปทุม
สุริยวงศ์ องคพ์ ุทธางกรู (บรมบพติ ร)‖
พระราชกรณียกิจ[แก]้
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศไดท้ รงทานุบารุงบา้ นเมืองและพระศาสนาจนกล่าวไดว้ า่ กรุงศรีอยธุ ยา
ในสมยั พระองคน์ ้นั เป็ นยคุ ที่บา้ นเมืองดี มีขนุ นางคนสาคญั ที่เติบโตในเวลาต่อมา ในรัชกาลของพระองค์
หลายคน เช่น สมเด็จพระเจา้ กรุงธนบุรี พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราช เป็นตน้ ในทาง
ดา้ นวรรณคดี กม็ ีกวคี นสาคญั เช่น เจา้ ฟ้ าธรรมธิเบศไชยเชษฐส์ ุริยวงศ์ เจา้ ฟ้ ากุณฑล และเจา้ ฟ้ ามงกฎุ ซ่ึง
เป็นพระราชโอรสและพระราชธิดา เป็นตน้
ในปี พ.ศ. 2296 พระเจา้ กีรติสิริราชสิงห์ กษตั ริยล์ งั กา ไดส้ ่งราชทตู มาขอพระมหาเถระ และคณะ
สงฆไ์ ปช่วยฟ้ื นฟพู ระพุทธศาสนาในลงั กา ซ่ึงเสื่อมโทรมลงไป สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ จึงโปรดใหส้ ่ง
คณะสมณทตู ประกอบดว้ ยพระราชาคณะสองรูปคือพระอุบาฬีและพระอริยมุนี พร้อมคณะสงฆอ์ ีก 12 รูป
ไปลงั กา เพื่อประกอบพิธีบรรพชา อุปสมบท ใหก้ บั ชาวลงั กา คณะสงฆค์ ณะน้ีไดไ้ ปต้งั สยามนิกายข้ึนใน
ลงั กา
พระอคั รมเหสีและพระราชโอรสธิดา[แก]้
คาใหก้ ารชาวกรุงเก่า ระบุวา่ สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศมีพระอคั รมเหสี 3 พระองค์ พระนามพระ
ราชโอรสธิดาที่ประสูติจากพระอคั รมเหสีท้งั สามดงั น้ี[7]
กรมหลวงอภยั นุชิต
มีพระราชโอรสธิดาดงั นี ้
1. เจ้าฟ้ าหญิงบรม (ตอ่ มาได้รับการสถาปนาเป็น กรมขุนเสนีนุ
รักษ์)[8]
2. เจ้าฟ้ าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สรุ ิยวงศ์
3. เจ้าฟ้ าหญิงสรุ ิยวงศ์
4. เจ้าฟ้ าหญิงสรุ ิยา
5. เจ้าฟ้ าหญิงธิดา
6. เจ้าฟ้ าหญิงรัศมี
7. เจ้าฟ้ าหญิงอินทสดุ าวดี
กรมหลวงพิพธิ มนตรี
มีพระราชโอรส 2 พระองค์ และพระราชธิดา 6 พระองค์ ตามลาดบั
ดงั นี ้
1. เจ้าฟ้ าหญิงสิริประชา (หรือเจ้าฟ้ าประชาวด)ี
2. เจ้าฟ้ าหญิงสิริประภา (หรือเจ้าฟ้ าประภาวดี)
3. เจ้าฟ้ าหญิงอนิ ทวดี (หรือเจ้าฟ้ าพนิ ทวดี)
4. เจ้าฟ้ าหญิงกษตั รีย์
5. เจ้าฟ้ าชายเอกทศั น์ กรมขนุ อนรุ ักษ์มนตรี (คอื สมเดจ็
พระท่ีนง่ั สรุ ิยาศน์อมรินทร์)
6. เจ้าฟ้ าหญิงบวั จนั (หรือเจ้าฟ้ าจนั ทรวดี)
7. เจ้าฟ้ าหญิงนวน (หรือเจ้าฟ้ านมุ่ ) (ตอ่ มาได้รับการ
สถาปนาเป็น กรมขุนยสิ ารเสนี และได้เป็นพระอคั ร
ชายาใน เจ้าฟ้ าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สรุ ิยวงศ์)
8. เจ้าฟ้ าชายอทุ มุ พรราชกมุ าร กรมขนุ พรพนิ ิต (สมเดจ็
พระเจ้าอทุ มุ พร)
อินทสุชาเทวี
มีพระราชโอรสธิดาดงั นี ้
1. เจ้าฟ้ าหญิงกณุ ฑล
2. เจ้าฟ้ าชายอาภรณ์
3. เจ้าฟ้ าหญิงมงกฎุ
4. เจ้าฟ้ าชายสงั
นอกจากน้นั สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศยงั มีพระราชโอรสธิดาท่ีประสูติแต่
พระสนมอีกรวมท้งั สิ้น 108 พระองค์ เช่น[9]
เจ้าจอมมารดาศรี
1. พระองคเ์ จา้ หญิงผอบ
2. พระองคเ์ จา้ หญิงแมงเมา่ (กรมขนุ วมิ ลพตั ร)
3. พระองคเ์ จา้ ชายสถิต
4. พระองคเ์ จา้ ชายพงศ์
5. พระองคเ์ จา้ ชายแตง
เจ้าจอมมารดาพี
1. พระองคเ์ จา้ ชายอิน
พระสนมไม่ทราบนาม
1. พระองคเ์ จา้ แขกหรือแขกเตา้ [10] (กรมหมื่นเทพพพิ ิธ)
2. พระองคเ์ จา้ หญิงผอ่ งพี
3. พระองคเ์ จา้ ปาน (กรมหมื่นเสพภกั ดี)
พระสนมไม่ปรากฏนาม
1. พระองคเ์ จา้ รถ (กรมหม่ืนสุนทรเทพ)
พระสนมไม่ปรากฏนาม
1. พระองคเ์ จา้ ชายพร
2. พระองคเ์ จา้ ตรุบ
3. พระองคเ์ จา้ ตโร
พระสนมไม่ปรากฏนาม
1. พระองคเ์ จา้ หญิงลาภู
2. พระองคเ์ จา้ ชายนฤมล
พระสนมไม่ปรากฏนาม
1. พระองคเ์ จา้ หญิงกลมั
2. พระองคเ์ จา้ ชายกลู
พระสนมไม่ปรากฏนาม
1. พระองคเ์ จา้ มงั คุด (กรมหม่ืนจิตรสุนทร) พระราชธิดา
พระสนมไม่ปรากฏนาม
1. เจา้ ฟ้ าประมาศน์
1. พระองคเ์ จา้ หญิงศรีขวญั 2. เจา้ ฟ้ าสุรุบล
พระสนมไม่ปรากฏนาม 3. เจา้ ฟ้ าอินทรสุดาวดี
4. เจา้ ฟ้ ามณีคพ
1. พระองคเ์ จา้ หญิงพนั อนั 5. พระองคเ์ จา้ เกษร
2. พระองคเ์ จา้ ชายสุชา 6. พระองคเ์ จา้ ฉอุม่
พระสนมไม่ปรากฏนาม 7. พระองคเ์ จา้ ฉโอด
1. พระองคเ์ จา้ หญิงกล
2. พระองคเ์ จา้ หญิงสุด
พระสนมไม่ปรากฏนาม
1. พระองคเ์ จา้ หญิงริน
2. พระองคเ์ จา้ หญิงเยน็
พระสนมไม่ปรากฏนาม
1. พระองคเ์ จา้ หญิงฟักทอง
วน บญั ชีรายพระนามพระราชวงศ์และข้าราชการสยามที่พม่าว่าจับไป
ได้จากกรุงศรีอยธุ ยา เมื่อกรุงเสียในปี
พ.ศ. 2310 ระบุรายพระนามเจา้ นายวา่ มีพระราชโอรส-ธิดา 24 พระองค์
ในสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศถูกจบั ไปยงั พมา่ ไดแ้ ก่[11]
พระราชโอรส
1. สมเด็จพระอนุชาธิราชสุระปทุมะราชา
2. พระองคเ์ จา้ ชชั วาลยอ์ มรโชติ
3. พระองคเ์ จา้ ตะไล
4. พระองคเ์ จา้ สงั ข์
5. พระองคเ์ จา้ ละมอ่ ม
6. พระองคเ์ จา้ กร
7. พระองคเ์ จา้ จริต
8. พระองคเ์ จา้ ภูนรา 8. พระองคเ์ จา้ ลาภู
9. พระองคเ์ จา้ แสง 9. พระองคเ์ จา้ เผือก
10. พระองคเ์ จา้ กอ้ นเมฆ 10. พระองคเ์ จา้ เจิมตระกลู
11. พระองคเ์ จา้ สุรจนั ทร์ 11. พระองคเ์ จา้ สะอาด
12. พระองคเ์ จา้ ชมเชย
สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร 13. พระองคเ์ จา้ อินทร์
สมเดจ็ พระเจ้าอทุ มุ พร หรือ สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 3 (พระราชพงศาวดารพม่าเรียก สุรประทุม
ราชา)[2] เป็นพระมหากษตั ริยร์ ัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศบ์ า้ นพลูหลวง
เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ และมีพระสมญั ญานามวา่ ขนุ หลวงหาวัด
สมเด็จพระเจา้ อุทุมพรไดท้ รงดารงพระราชอิสริยยศเป็นกรมพระราชวงั บวรสถานมงคล ในปลายรัชกาลสมเด็จ
พระเจา้ อยหู่ ัวบรมโกศ พระองคท์ รงเป็นแม่กองในการบูรณะ
พระมหาธาตุ หลงั พระราชบดิ าสวรรคต เจา้ ฟ้ าอุทุมพรจึงไดท้ รงรับราชสมบตั เิ ป็นระยะเวลาอนั ส้ัน ทรงสร้างวดั
ข้ึนช่ือวา่ วดั อุทมุ พราราม หรือวดั เจา้ ดอกเด่ือ และโปรดให้
ปฏสิ ังขรณห์ ลงั คาพระมณฑปพระพุทธบาท หุ้มทองสองช้นั อยา่ งไรก็ตาม เจา้ ฟ้ าเอกทศั ซ่ึงเป็นพระเชษฐาทรง
ปรารถนาราชสมบตั ิ สมเด็จพระเจา้ อุทมุ พรจงึ ทรงสละราชสมบตั ิ
แลว้ เสด็จออกผนวช จนกระทง่ั เกิดสงครามคราวพระเจา้ อลองพญายกทพั มาตกี รุงศรีอยธุ ยาจึงลาพระผนวชมา
ช่วยศกึ จากน้นั กลบั ทรงพระผนวชอีกคร้ังจนกรุงศรีอยธุ ยาแตก
จงึ ถูกกวาดตอ้ นไปยงั กรุงองั วะพร้อมเชลยกรุงศรีอยธุ ยา เม่ือถึงกรุงองั วะ ทรงพระผนวชและประทบั อยทู่ ว่ี ดั เยตะ
พนั ทางใตก้ รุงองั วะ จนยา้ ยเมืองหลวงไปยงั กรุงอมรปรุ ะ
ใน พ.ศ. 2323 จึงเสดจ็ ไปประทบั ทีก่ รุงอมรปุระ จนกระทงั่ สวรรคต ใน พ.ศ. 2339
นอกจากน้นั เช่ือวา่ พบพระบรมสถูปบริเวณสุสานลา้ นชา้ ง อมรปุระ เมืองมณั ฑะเลย์ ประเทศพม่า ยงั มี
พงศาวดารของพม่าที่จดบนั ทึกจากปากคาของพระองคแ์ ละเชลยไทยในพม่า
พบหนงั สือเล่มน้ีอยใู่ นหอหลวงพระราชวงั มณั ฑะเลย์ มีช่ือวา่ "คาให้การขนุ หลวงหาวดั " ยงั พบหมู่บา้ นท่อี ยรู่ อบ
เมืองมณั ฑะเลย์ ในปัจจบุ นั มีช่ือวา่
"มินตาซุ" แปลวา่ "เยยี่ งเจา้ ชาย"
พระราชประวตั ิ[แก]้
ประสูต[ิ แก]้
สมเดจ็ พระเจา้ อทุ ุมพร มพี ระนามเดิมวา่ เจ้าฟ้ าอทุ มุ พร ราษฎรเรียกวา่ เจา้ ฟ้ าดอกมะเดื่อ[3] เป็นพระราช
โอรสพระองคเ์ ลก็ (ลาดบั ที่ 8) ในสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ อนั ประสูตแิ ตก่ รมหลวงพพิ ธิ มนตรี (พระพนั วสั สา
นอ้ ย) บุตรีของนายทรงบาศซ่ึงเป็นเจา้ พระบาเรอภธู ร เช้ือสายพราหมณ์เมืองเพชรบุรีในรชั กาลสมเดจ็ พระเจา้ เสือแห่ง
กรุงศรีอยธุ ยา[4] ในคาใหก้ ารชาวกรุงเก่า ระบุวา่ พระองคม์ พี ระเชษฐาและพระเชษฐภคินีร่วมพระมารดา 7 พระองค์
ไดแ้ ก่ เจา้ ฟ้ าประชาวดี เจา้ ฟ้ าประภาวดี เจา้ ฟ้ าพินทวดี เจา้ ฟ้ ากษตั รีย์ สมเดจ็ พระท่ีนง่ั สุริยาศน์อมรินทร์ (กรมขนุ
อนุรักษม์ นตรี) เจา้ ฟ้ าจนั ทรวดี และเจา้ ฟ้ านุ่ม[5] สาเหตทุ ่ีพระนามวา่ เจา้ ฟ้ าดอกเด่ือ หรือ เจา้ ฟ้ าอทุ ุมพร เพราะสมเดจ็
พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศทรงสุบินเม่ือก่อนเจา้ ฟ้ าดอกเดื่อจะประสูติวา่ ทรงไดด้ อกมะเดื่อซ่ึงเป็นของที่หายากยง่ิ ในโลก
จึงทรงนาพระสุบินมาพระราชทานเป็นพระนามของ เจา้ ฟ้ าดอกเดื่อ[6]
ก่อนครองราชย์[แก]้
พระปรางคว์ ดั วรโพธ์ิ สมเด็จพระเจา้ อทุ ุมพรทรงเป็ นแมก่ องในการบูรณะ
ครองราชย์และทรงพระผนวช[แก]้
พ.ศ. 2301 สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศทรงพระประชวรหนกั มี
พระราชดารัสตรัสหาพระราชโอรสผใู้ หญ่ซ่ึงประสูติจากพระสนม คือ กรม
หมื่นจิตรสุนทร
กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภกั ดี ตรัสวา่ มอบพระราช
สมบตั ิใหแ้ ก่กรมพระราชวงั บวรฯ และใหพ้ ระเจา้ ลูกเธอท้งั 4 กรมถวายสัตย์
ยอมเป็นขา้ ทลู ละอองธุลีพระบาท
ตอ่ หนา้ พระที่นงั่ ส่วนสมเด็จเจา้ ฟ้ ากรมขนุ อนุรักษม์ นตรีซ่ึงทรงพระ
ผนวชอยกู่ ล็ าผนวชเมื่อไดท้ ราบความวา่ สมเดจ็ พระราชชนกทรงพระประชวร
หนกั [11]
เม่ือสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศสวรรคต กรมหมื่นจิตรสุนทร กรม
หมื่นสุนทรเทพ และกรมหม่ืนเสพภกั ดี ไดเ้ ตรียมกองกาลงั จะก่อกบฏ แต่เม่ือ
พระเจา้ อุทุมพรทรงส่ง
พระราชาคณะ 5 รูป คือ พระเทพมุนี พระพุทธโฆษาจารย์ พระธรรม
อุดม พระธรรมเจดีย์ และพระเทพกวี ไปเกล้ียกล่อมกก็ ลบั พระทยั มาถวายสัตย์
แตห่ ลงั จากอญั เชิญพระบรมศพประดิษฐาน ณ พระท่ีนงั่ บรรยงก์
รัตนาสน์ พระเจา้ อุทุมพรก็ใหว้ างกาลงั ดกั รอท่ีพระตาหนกั ตึก จบั เจา้ สามกรม
ไปสาเร็จโทษดว้ ยทอ่ นจนั ทนใ์ นวนั แรม 13 ค่า เดือน 6 แลว้ ต้งั การ
ปราบดาภิเษก ณ พระท่ีนงั่ สรรเพชญป์ ราสาท ในวนั ข้ึน 6 ค่า เดือน 7 พ.ศ.
2301[14] หลงั จากสมเด็จพระเจา้ อุทุมพรข้ึนครองราชยแ์ ลว้ ทรงไดส้ ร้าง
วดั ข้ึนชื่อวา่ วดั อุทุมพราราม หรือวดั เจา้ ดอกเดื่อ
ต้งั อยนู่ อกเกาะพระนครศรีอยธุ ยา ดา้ นทิศตะวนั ออก ไม่ไกลจากวดั
ประดู่ทรงธรรมและวดั อโยธยา (วดั เดิม) มากนกั [15] และโปรดให้
ปฏิสังขรณ์หลงั คาพระมณฑปพระพุทธบาท
หุม้ ทองสองช้นั สิ้นทอง 244 ชง่ั [16]
ถึงกระน้นั สมเด็จพระเชษฐาธิราชปรารถนาราชสมบตั ิกรุงศรีอยธุ ยา
เช่นเดียวกนั โดยทรงข้ึนไปประทบั ณ พระที่นงั่ สุริยาศน์อมรินทร์ ซ่ึงเป็นท่ี
ประทบั ของพระมหากษตั ริย์
ไม่ยอมเสด็จไปประทบั ที่อื่น สมเดจ็ พระเจา้ อุทุมพรไมท่ รงทราบวา่ จะ
ทาประการใด จึงถวายราชสมบตั ิแก่พระเชษฐา แลว้ เสด็จดว้ ยกระบวนพยหุ ยา
ตราชลมารค
ไปผนวชที่วดั อโยธยา (วดั เดิม) แลว้ เสด็จจาพรรษาที่วดั ประดู่ทรง
ธรรม นอกเกาะเมืองดา้ นทิศตะวนั ออก โดยทรงครองราชยไ์ ดเ้ พยี ง 10 วนั
[17]
อยา่ งไรกด็ ีในพระราชพงศาวดารกรุงสยาม และคาใหก้ ารขนุ หลวงหา
วดั กล่าวระยะเวลาทรงครองราชยแ์ ตกตา่ งกนั คือ 3 เดือน[18]
หลงั จากเจา้ ฟ้ าอุทุมพรเสด็จพระราชดาเนินออกไปทรงผนวชแลว้ เหล่า
ขนุ นางผใู้ หญบ่ างคน อยา่ งเช่น เจา้ พระยาอภยั ราชา และพระยาเพชรบุรีไม่
เห็นดว้ ย
ถา้ ปล่อยใหพ้ ระเจา้ เอกทศั บริหารบา้ นเมือง จะเป็นภยั นาประเทศชาติสู่
ความฉิบหาย[19] จึงไปทูลกรมหม่ืนเทพพิพธิ ใหไ้ ปกราบทูลวา่ จะถอด
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
พระท่ีนงั่ สิริยาศนอ์ มรินทร์ หรือพระเจา้ เอกทศั ออกจากราชสมบตั ิแลว้
ขอใหเ้ จา้ ฟ้ าอุทุมพรซ่ึงลาพระผนวชออกมารับราชสมบตั ิใหม่ เมื่อไดท้ ราบ
ความน้ี เ
จา้ ฟ้ าอุทุมพรจึงเสด็จไปในพระราชวงั แลว้ นาความกราบทูลพระเชษฐา
ดว้ ยเกรงวา่ เมื่อทาการสาเร็จแลว้ ผกู้ ่อการอาจจบั ท้งั พระเชษฐาและพระองค์
สาเร็จโทษ
ข้ึนครองราชยเ์ สียเอง จากน้นั เสด็จกลบั ไปยงั วดั ประดู่ทรงธรรม ต่อมา
กรมหม่ืนเทพพิพิธและเหล่าขนุ นางเหล่าน้นั ถูกลงโทษ[20]
ลาพระผนวชสู้ศึกและขนุ หลวงหาวดั คร้ังท่ี 2[แก]้
ดเู พ่ิมเติมท่ี: สงครามพระเจ้าอลองพญา
พระตาหนกั คาหยาด ที่เจา้ ฟ้ าอุทุมพรทรงประทบั เป็ นเวลาส้ัน ๆ
ในปี พ.ศ. 2297 พระเจา้ อลองพญาสามารถปราบปรามเมืองพมา่
และเมืองมอญไดส้ าเร็จ พระองคจ์ ึงใหเ้ ตรียมกองทพั เพอ่ื ยกทพั มาตีกรุงศรี
อยธุ ยา ในปี พ.ศ. 2302 จนเมื่อพม่ายกทพั เขา้ มาใกลพ้ ระนคร บรรดาขนุ
นางราษฎรท้งั หลายจึงพากนั ไปกราบทลู วงิ วอนสมเด็จพระเจา้ อุทุมพรใหล้ า
พระผนวชออกมาเพ่ือช่วยสมเด็จพระเจา้ เอกทศั ป้ องกนั พระนครศรีอยธุ ยา
โดยสญั ญาวา่ หากรบพมา่ ชนะจะใหพ้ ระเจา้ อุทุมพรกลบั มาเป็นกษตั ริย์
[21] โดยการปรับปรุงการต้งั รับขา้ ศึกจนพมา่ ไมส่ ามารถตีกรุงศรีอยธุ ยาได้
ตอ้ งยอมเลิกทพั กลบั ไป เพราะพระเจา้ อลองพญาทรงประชวรแลว้ สวรรคต
ระหวา่ งทาง[22] ในตอนแรกไทยไม่รู้วา่ พระเจา้ อลองพญาทรงประชวร และ
คิดวา่ อาจเป็นกลอุบายเลิกทพั คร้ันรู้วา่ เลิกทพั กลบั ไปแน่ พระเจา้ อุทุมพรจึงมี
รับสัง่ ใหพ้ ระยายมราชกบั พระยาสีหราชเดโชยกทพั ไปติดตามพมา่ ตามไปถึง
เมืองตากก็ไมท่ นั ขา้ ศึก จึงเห็นวา่ ไม่เป็นประโยชน์อนั ใดก็เลิกตาม[23]
เม่ือพมา่ เลิกทพั ไปจากกรุงศรีอยธุ ยาแลว้ วนั หน่ึงสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั
พระที่นง่ั สุริยาศนอ์ มรินทร์โปรดเกลา้ ฯ ให้เจา้ ฟ้ าอุทุมพรเขา้ เฝ้ าในพระราชวงั
สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั พระที่นงั่ สุริยาศนอ์ มรินทร์ทรงถอดพระแสงดาบพาดไป
บนพระเพลา สมเดจ็ พระเจา้ อุทุมพรทอดพระเนตรเห็นดงั น้นั กเ็ ขา้ พระทยั จึง
เสด็จฯ ออกไปทรงพระผนวชยงั วดั โพธ์ิทองหยาด ปัจจุบนั อยใู่ นจงั หวดั
อา่ งทอง และไปประทบั ที่พระตาหนกั คาหยาด ซ่ึงพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศผู้
เป็นพระราชบิดาสร้างไวเ้ ป็นท่ีประทบั แรมเม่ือเสด็จประพาสเมืองอา่ งทอง
ราษฎรจึงพากนั ขนานพระนามพระองคว์ า่ "ขนุ หลวงหาวดั " จากน้นั เสด็จฯ
กลบั มาประทบั ณ วดั ประดู่ทรงธรรมตามเดิม[24]
สงครามคราวเสียกรุงศรีอยธุ ยาคร้ังท่ี 2[แก]้
ดูเพ่ิมเติมที่: การล้อมอยธุ ยา (2309–2310) และ การเสียกรุงศรีอยธุ ยาครั้งที่สอง
หลงั จากศึกอลองพญา พมา่ เกิดปัญหาสงครามภายในหลายปี
พระนครศรีอยธุ ยาจึงเวน้ วา่ งจากศึกการสงคราม ระหวา่ งน้นั เจา้ ฟ้ าอุทุมพรยงั
ทรงผนวชเร่ือยมา จนกระทง่ั พระเจา้ มงั ระปราบปรามเมืองพมา่ และหวั เมืองท่ี
กระดา้ งกระเดื่องเสร็จ จึงโปรดใหม้ งั มหานรธาและเนเมียวสีหบดี เป็นแมท่ พั
ยกกองมาตีกรุงศรีอยธุ ยา การยกกองมาตีคร้ังน้ีไดเ้ ตรียมพร้อมต้งั แต่ พ.ศ.
2307 และมีการกาหนดเส้นทางการเขา้ ตีมาอยา่ งดี โดยแบง่ เป็น 2
เส้นทาง คือ เส้นทางใต้ และเส้นทางเหนือ เมื่อสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั พระท่ีนงั่
สุริยาศนอ์ มรินทร์ทรงทราบ จึงโปรดเกลา้ ฯให้เกณฑก์ องทพั จากหวั เมืองมา
ช่วยพระนคร แลว้ จึงใหเ้ กณฑก์ องทพั หวั เมืองฝ่ ายเหนือ หวั เมืองฝ่ ายใตจ้ ดั
กองทพั ออกไปรับศึกพมา่ ส่วนกองทพั หวั เมืองนอกจากน้นั ใหเ้ กณฑเ์ ขา้
บรรจบกบั ทหารกรุงศรีอยธุ ยาข้ึนประจารักษาหนา้ ที่เชิงเทินกาแพงเมือง
โดยรอบ และกวาดตอ้ นพลเรือนและเสบียงอาหารเขา้ ไวใ้ นพระนคร[25]
เม่ือกองทพั ของกรุงศรีอยธุ ยาที่สมเด็จพระเจา้ เอกทศั โปรดเกลา้ ฯ ให้
ออกไปรับศึก พา่ ยแพถ้ อยทพั กลบั มายงั กรุงศรีอยธุ ยา กองทพั พม่ากย็ กทพั เขา้
ประชิดพระนคร เวลาน้นั สมเดจ็ พระเจา้ เอกทศั จึงพระราชตรัสใหน้ ิมนต์
พระราชาคณะจากวดั ต่าง ๆ นอกพระนครใหเ้ ขา้ มาอยใู่ นพระนครศรีอยธุ ยา
รวมถึงเจา้ ฟ้ าอุทุมพรซ่ึงทรงพระผนวช จึงไดเ้ สดจ็ ฯ เขา้ มาประทบั ณ วดั ราช
ประดิษฐาน ขุนนางและราษฎรจึงชวนกนั ไปกราบทูลให้ลาพระผนวชมาช่วย
รบพม่า แต่เจา้ ฟ้ าอุทุมพรทรงไมย่ อมลาพระผนวชในคร้ังน้ี แมร้ าษฎรจะเขียน
หนงั สือใส่บาตรจนเตม็ ตอนออกบิณฑบาตรกไ็ มย่ อม[26]
ต่อมามงั มหานรธาแม่ทพั ใหญข่ องพม่าป่ วยตายในค่ายสีกุก เนเมียวสีห
บดีจึงเป็นแมท่ พั ใหญแ่ ทน จากน้นั กใ็ หต้ ้งั คา่ ยลอ้ มพระนครศรีอยธุ ยาและเร่ง
โจมตี โดยต้งั ค่าย ณ วดั กระซา้ ย วดั พลบั พลาชยั วดั เตา่ วดั สุเรนทร์ วดั แดง
ปลูกหอรบข้ึนทุก ๆ ค่าย เอาปื นใหญ่ ปื นนอ้ ยข้ึนระดมยงิ เขา้ มาในกรุงศรี
อยธุ ยา[27] จนเขา้ ตีกรุงศรีอยธุ ยาไดใ้ นวนั ท่ี 7 เมษายน พ.ศ. 2310 พม่า
ไดเ้ ผาทาลายเมืองและกวาดตอ้ นผคู้ นไปยงั คา่ ยพม่า สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั พระ
ที่นงั่ สุริยาศนอ์ มรินทร์สวรรคตระหวา่ งเสด็จพระราชดาเนินหนีออกจากพระ
นคร[28] เจา้ ฟ้ าอุทุมพรซ่ึงทรงพระผนวชอยแู่ ละประทบั อยทู่ ่ีวดั ราช
ประดิษฐานก็น่าจะถูกพมา่ กวาดตอ้ นไปไวท้ ่ีคา่ ยพร้อมกบั พระวงศานุวงศ[์ 29]
เส้ นทางกวาดต้ อนเชลย[แก]้
หลงั การเสียกรุงศรีอยธุ ยาคร้ังที่สอง เจา้ ฟ้ าอุทุมพรไดถ้ ูกกวาดตอ้ นไป
ที่พม่าพร้อมดว้ ยเจา้ นายและเชลยชาวไทยอ่ืน ๆ สาหรับเส้นทางกวาดตอ้ น
เชลยชาวกรุงศรีอยธุ ยาไปยงั รัตนปุระองั วะน้นั มีการกวาดตอ้ น 2 เส้นทาง
คือเส้นทางเมืองอุทยั ธานีกบั เส้นทางเมืองกาญจนบุรี เพื่อไปบรรจบกนั ที่เมือง
เมาะตะมะ สาหรับเจา้ ฟ้ าอุทุมพรซ่ึงทรงพระผนวชอยู่ ถูกกวาดตอ้ นทางเมือง
อุทยั ธานี[30] เนเมียวสีหบดียกทพั ข้ึนไปเมืองอุทยั ธานีทางเรือตามแม่น้า
เจา้ พระยา จากน้นั ข้ึนบกที่ชยั นาทแลว้ เดินไปทางเมืองอุทยั ธานีเก่า ปัจจุบนั
คือ อาเภอหนองฉางจากน้นั ไปทางอาเภอลานสัก ซ่ึงปัจจุบนั คือเขตรักษาพนั ธุ์
สตั วป์ ่ าหว้ ยขาแขง้ ตอ่ กบั เขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ าทุง่ ใหญน่ เรศวร ทางทิศ
ตะวนั ตกเฉียงเหนือ มุ่งไปยงั ด่านหนองหลวง (ตาบลหนองหลวง อาเภออุม้
ผาง จงั หวดั ตาก) และด่านแม่กลอง (ตาบลแม่กลอง อาเภออุม้ ผาง จงั หวดั
ตาก)[31] จากน้นั เนเมียวสีหบดีน่าจะเดินทพั ท่ีมีเจา้ ฟ้ าอุทุมพรเลียบแม่น้าเมย
ข้ึนไปทางเหนือ แลว้ ออกเมืองเมียวดีไปยงั เมืองเมาะตะมะ[32]
เม่ือนาทพั มาบรรจบกนั ที่เมืองเมาะตะมาแลว้ เนเมียวสีหบดีไดก้ วาด
ตอ้ นเชลยซ่ึงเป็นพระราชวงศานุวงศแ์ ละเชลยส่วนหน่ึงของกรุงศรีอยธุ ยาไป
ทางบก ส่วนทางเรือไดน้ าเรือพระท่ีนงั่ ปื นใหญ่ และสิ่งของตา่ ง ๆ ข้ึนไปถวาย
พระเจา้ มงั ระที่กรุงรัตนะปุระองั วะ[33] แต่จากหลกั ฐานในคาใหก้ ารของมหา
โค มหากฤช นายโค เป็นไพร่วยั 27 ปี ที่ถูกล่ามตามเจา้ ฟ้ าอุทุมพร ไดพ้ ลดั
หลงกบั เจา้ ฟ้ าอุทุมพรท่ีเมืองแปร[34][35] แสดงใหเ้ ห็นวา่ ทรงถูกกวาดตอ้ น
ไปทางน้า เนื่องจากเมืองแปรเป็นเมืองที่ต้งั อยรู่ ิมแม่น้าอิรวดีก่อนท่ีจะข้ึนไป
ถึงกรุงองั วะ เจา้ ฟ้ าอุทุมพรและพระราชวงศานุวงศแ์ ละเชลยชาวอยธุ ยาและหวั
เมืองใกลเ้ คียง ไดถ้ ูกกวาดตอ้ นไปยงั กรุงรัตนปุระองั วะ ก่อนถูกส่งไปอยตู่ าม
เมืองตา่ ง ๆ[36]
บ้นั ปลายพระชนมชีพ[แก]้
สิงหาคม พ.ศ. 2310 เม่ือเจา้ ฟ้ าอุทุมพรซ่ึงทรงพระผนวช พระราช
วงศานุวงศก์ รุงศรีอยธุ ยาและเชลย เดินทางไปถึงเมืององั วะ เนเมียวเสนาบดีได้
นาเขา้ เฝ้ าพระเจา้ มงั ระ จากน้นั พระราชวงศานุวงศท์ ่ีประกอบดว้ ย พระมเหสี
พระกนิษฐภคินี พระเชษฐภคินี พระราชธิดา พระราชนดั ดา และพระภาคิไนย
ท่ีเป็นสตรี พระเจา้ กรุงองั วะโปรดใหป้ ระทบั ในเขตพระราชฐาน ส่วนพระ
อนุชา พระราชโอรส พระราชนดั ดา และพระภาคิไนยที่เป็นบุรุษ โปรดให้
ประทบั นอกเขตพระราชฐาน ส่วนขนุ นางกรุงศรีอยธุ ยาและไพร่บา้ นพลเมือง
ก็ไดร้ ับพระราชทานถ่ินท่ีพกั อาศยั [37]
เจา้ ฟ้ าอุทุมพรซ่ึงทรงพระผนวชประทบั อยทู่ ี่กรุงองั วะน้นั ปรากฏ
หลกั ฐานในคาบอกเล่าของชาวพมา่ วา่ ไดป้ ระทบั อยทู่ ี่วดั เยตะพนั (วดั มะเดื่อ)
ทางใตข้ องกรุงองั วะเป็นเวลา 16 ปี ต้งั แต่ พ.ศ. 2310 ถึง 2325 และ
ไดม้ ีการสร้างพระพุทธรูปจากไมม้ ะเด่ือ[38]
ปี พ.ศ. 2326 พระเจา้ ปดุงแห่งราชวงศค์ องบอง ไดย้ า้ ยราชธานีจาก
กรุงรัตนปุระองั วะไปยงั กรุงอมรปุระ ดงั น้นั พระราชวงศข์ องกรุงศรีอยธุ ยาซ่ึง
ประทบั อยใู่ นพระราชวงั จึงไดย้ า้ ยไปยงั พระราชวงั แห่งใหมใ่ นกรุงอมรปุระ
ดว้ ย ส่วนเจา้ ฟ้ าอุทุมพรไปประทบั จาพรรษาที่ ปองเลไต๊ (ตึกปองเล) ปัจจุบนั
คือ วดั ปองเล ในยา่ นตลาดระแหง กรุงอมรปุระ[39][40] ปรากฏหลกั ฐานพมา่
ออกพระนามของพระองคว์ า่ "เจา้ ฟ้ าทอกมหาเถระ"[41]
สวรรคต[แก]้
เจา้ ฟ้ าอุทุมพรท่ีทรงพระผนวชและประทบั อยกู่ รุงอมรปุระจนถึง พ.ศ.
2339 จึงสวรรคตในสมณเพศ[42] ส่วนสถานท่ีสวรรคตและสถานท่ีถวาย
พระเพลิง จากสมุดภาพชื่อ เตวง้ั รุปซุงประบุท แปลวา่ เอกสารการบันทึกราช
สานัก พร้อมด้วยภาพเขียน บนั ทึกโดยราชเลขาราชจอวเ์ ทง ซ่ึงเป็นพระราช
นดั ดาของพระเจา้ ปดุง มีภาพท่ีบรรยายเป็นภาษาพม่า ระบุวา่ พระบรมศพน้นั
ไดถ้ วายพระเพลิงที่ ลินซินกง คือ สุสานลา้ นชา้ ง ซ่ึงเป็นบริเวณที่พระเจา้ มงั ระ
พระราชทานใหเ้ ชลยชาวยวน (เชียงใหม่) และชาวอยธุ ยาอยอู่ าศยั รวมระยะท่ี
ทรงพระผนวชอยใู่ นกรุงรัตนปุระองั วะและกรุงอมรปุระจนสวรรคต เป็ นเวลา
19 ปี [43]
สมเด็จพระที่นง่ั สรุ ิยาศน์อมรินทร์
สมเด็จพระเจ้าเอกทศั หรือ สมเด็จพระบรมราชาท่ี 3 หรือ สมเดจ็
พระทนี่ ่ังสุริยาศน์อมรินทร์ เป็นพระมหากษตั ริยไ์ ทยรัชกาลที่ 6 และเป็น
รัชกาลสุดทา้ ยแห่งราชวงศบ์ า้ นพลูหลวง ทรงครองราชยร์ ะหวา่ ง พ.ศ.
2301 — 7 เมษายน พ.ศ. 2310 มีพระราชสมญั ญานามท่ีสามญั ชน
เรียกกนั อยา่ งลบั วา่ ขุนหลวงขีเ้ รื้อน[3][4][5] เนื่องจากพระฉวี (ผวิ หนงั ) เป็ น
โรคผวิ หนงั โรคเร้ือน หรือโรคกลากเกล้ือน[6][7]
พระราชประวตั ิ[แก]้
ก่อนครองราชย์[แก]้
สมเด็จพระบรมราชา มีพระนามเดิมวา่ เจ้าฟ้ าเอกทศั เป็นพระราช
โอรสในสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ ประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี (พระ
พนั วสั สานอ้ ย) เม่ือพระราชบิดาปราบดาภิเษกในปี พ.ศ. 2275 จึงโปรดให้
ต้งั เป็ นกรมขนุ อนุรักษ์มนตรี[8]
หน่ึงปี ก่อนพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศสวรรคต พระองคท์ รงแตง่ ต้งั เจา้ ฟ้ า
กรมขนุ พรพินิต พระอนุชาของเจา้ ฟ้ าเอกทศั ใหเ้ ป็ นกรมพระราชวงั บวรสถาน
มงคล แตเ่ จา้ ฟ้ ากรมขนุ พรพินิตทูลวา่ เจา้ ฟ้ ากรมขนุ อนุรักษม์ นตรี พระเชษฐา
ยงั คงอยขู่ อพระราชทานใหเ้ ป็นกรมพระราชวงั บวรสถานมงคลน่าจะสมควร
กวา่ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศจึงตรัสวา่ กรมขนุ อนุรักษ์มนตรีนั้น เป็นวิสัย
พระทัยปราศจากความเพียร ถ้าจะให้ดารงฐานานุศกั ด์ิอุปราชสาเร็จราชกิจก่ึง
หนึ่ง กจ็ ะเกิดวิบัติฉิบหายเสีย เห็นแต่กรมขนุ พรพินิจ กอปรด้วยสติปัญญา
ฉลาดเฉลียว ควรจะดารงเศวตฉัตรรักษาแผ่นดินได้[9] แลว้ รับสัง่ กบั กรมขนุ
อนุรักษม์ นตรีวา่ "จงไปบวชเสีย อย่าอย่ใู ห้กีดขวาง" กรมขนุ อนุรักษม์ นตรี
เกรงพระราชอาญาจึงจาพระทยั ทลู ลาผนวชไปประทบั ณ วดั ละมุดปากจน่ั
ส่วนเจา้ ฟ้ ากรมขนุ พรพนิ ิตไดร้ ับอุปราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวงั บวรสถาน
มงคลแทน[10]
การเสดจ็ ขึน้ ครองราชย์[แก]้
เม่ือพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศเสดจ็ สวรรคตในปี พ.ศ. 2301 พระเจา้
อุทุมพรเสด็จข้ึนครองราชย์ ระหวา่ งน้นั กรมขนุ อนุรักษม์ นตรีเสด็จมาประทบั
ณ พระที่นง่ั สุริยาศน์อมรินทร์[11] ราว 2 เดือนตอ่ มา พระเจา้ อุทุมพรเสด็จ
ไปถวายราชสมบตั ิแก่กรมขนุ อนุรักษม์ นตรีแลว้ เสด็จออกผนวช ประทบั
ณ วดั ประดู่ทรงธรรม กรมขนุ อนุรักษม์ นตรีจึงเสดจ็ ข้ึนราชาภิเษก ณ พระท่ี
นงั่ สรรเพชญปราสาท ทรงพระนามวา่ สมเดจ็ พระบรมราชามหาอดิศร บวร
สุจริต ทศพิธธรรมธเรศ เชษฐโลกานายกอุดม บรมนาถบรมบพิตร
พระพุทธเจ้าอย่หู ัว[12]
สงครามคราวเสียกรุงคร้ังทสี่ อง[แก]้
ในระหวา่ งท่ีพระองคค์ รองราชย์ พระเจา้ อลองพญาไดย้ กกองทพั เขา้
มาตีกรุงศรีอยธุ ยาเม่ือปี พ.ศ. 2303 พระเจา้ เอกทศั ไดท้ รงขอใหพ้ ระเจา้
อุทุมพรลาผนวชมาช่วยบญั ชาการรบ แต่พระเจา้ อลองพญาประชวรสวรรคต
เสียก่อน
ตอ่ มาใน พ.ศ. 2307 พระเจา้ มงั ระ โอรสของพระเจา้ อลองพญา ได้
เป็นพระเจา้ องั วะและส่งกองทพั มาตีกรุงศรีอยธุ ยาอีก ใหเ้ กณฑก์ องทพั กวา่
70,000 นาย ยกเขา้ ตีเมืองสยาม 2 ทาง ทางทิศใตเ้ ขา้ ตีเขา้ ทางเมืองมะริด
ส่วนทางตอนเหนือตีลงมาจากแควน้ ลา้ นนา และบรรจบกนั ท่ีกรุงศรีอยธุ ยา
เป็นศึกขนานกนั สองขา้ งโดยไดล้ อ้ มกรุงศรีอยธุ ยานาน 1 ปี 2 เดือน ก็เขา้
พระนครได้ เมื่อวนั ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310
ในพงศาวดารฉบบั หอแกว้ และคองบองของพม่า ไดบ้ รรยายใหเ้ ห็นวา่
ในสงครามคร้ังน้ี ผปู้ กครองกรุงศรีอยธุ ยาเองกไ็ ดเ้ ตรียมการและกระทาการรบ
อยา่ งเขม้ แขง็ มิไดเ้ หลวไหลออ่ นแอ [13]
การสวรรคต[แก]้
สาเหตุการเสด็จสวรรคตของพระเจา้ เอกทศั มีสันนิษฐานไวห้ ลายขอ้
ในหลกั ฐานของไทยส่วนใหญ่บนั ทึกไวว้ า่ พระองคเ์ สด็จสวรรคตจากการอด
พระกระยาหารเป็ นเวลานานกวา่ 10 วนั หลงั จากที่เสด็จหนีไปซ่อนตวั ที่ป่ า
บา้ นจิก ใกลก้ บั วดั สังฆาวาส[14] ทหารพม่าเชิญเสดจ็ ไปท่ีคา่ ยโพธ์ิสาม
ตน้ เมื่อเสดจ็ สวรรคต นายทองสุกไดน้ าพระบรมศพไปฝังไวท้ ่ีโคกพระเมรุ
ตรงหนา้ พระวหิ ารพระมงคลบพติ ร[15] ตอ่ มา สมเด็จพระเจา้ กรุงธนบุรีได้
ทรงอญั เชิญพระบรมศพข้ึนถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณี[16][17]
ฝ่ ายพงศาวดารพมา่ ระบุวา่ เกิดความสบั สนระหวา่ งการหลบหนีใน
เหตุการณ์กรุงแตก จึงถูกปื นยงิ สวรรคตที่ประตทู า้ ยวงั
ส่วนคาใหก้ ารของแอนโทนี โกยาตนั ตาแหน่ง หัวหน้าฝร่ังต่าง
ด้าว (Head of the foreign Europeans) เม่ือวนั ท่ี 26
เมษายน พ.ศ. 2311 มีวา่ "กษตั ริยอ์ งคท์ ่ีสูงวยั [พระเจา้ เอกทศั ] ถูกลอบปลง
พระชนมโ์ ดยชาวสยามเช่นเดียวกนั " หรือไมพ่ ระองคก์ ท็ รงวางยาพษิ ตนเอง
[18]
พระราชกรณียกิจ[แก]้
ในทศั นะของสุเนตร ชุตินธรานนท์ มีความเห็นวา่ ผชู้ าระพงศาวดาร
ไทยไม่ไดร้ ะบุพระราชกรณียกิจของพระเจา้ เอกทศั ซ้ายงั กล่าวพาดพิงในแง่
ร้ายอยบู่ ่อยคร้ัง หากแต่ในหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์อ่ืน ๆ กลบั มีการ
กล่าวถึงพระมหากษตั ริยพ์ ระองคน์ ้ีอยา่ งช่ืนชม
คาให้การชาวกรุงเก่า ปรากฏความวา่ "[พระมหากษตั ริย์พระองค์นี]้
ทรงพระกรุณากบั อาณาประชาราษฎร์ท้ังปวง แผ่เมตตาไปท่ัวสารพัดสัตว์ท้ัง
ปวง"
ใน คาให้การขนุ หลวงวดั ประดู่ทรงธรรม ปรากฏความวา่ "พระองค์
ตงั้ อย่ใู นธรรมสุจริต บพิตรเสดจ็ ไปถวายนมสั การพระศรีสรรเพชทุกเพลามิได้
ขาด พระบาทจงกรมอย่เู ป็นนิจ บพิตรตั้งอย่ใู นทศพิธสิบประการ แล้ว
ครอบครองกรุงขนั ธสีมา ทั้งสมณพราหมณ์กช็ ่ืนชมยินดีปรีเปนศขุ นิราชทุกข
ไภย ด้วยเมตตาบารมีท้ังฝนกด็ ีบริบูรณภูลความศุกมิได้ดาล ท้ังข้าวปลาอาหาร
และผลไม้มีรสโอชา ฝงู อาณาประชาราษฎร์ และชาวนิคมชนบทกอ็ ย่เู ยนเกษม
สานต์ มีแต่จะชักชวนกนั ทาบญุ ให้ทาน และการมโหรสพต่าง ๆ ท้ังนักปราชผู้
ยากผ้ดู ีมีแต่ความศุกที่ทุกขอบขนั ธสีมา"
นอกจากน้ี จากหลกั ฐานท้งั สอง ยงั ไดก้ ล่าวถึงพระราชกรณียกิจที่
สาคญั ของพระเจา้ เอกทศั เช่น ทรงออกพระราชบญั ญตั ิเคร่ืองชง่ั ตวง วดั ตา่ ง
ๆ, มาตราเงินบาท สลึง เฟ้ื องใหเ้ ที่ยงตรง และโปรดใหย้ กเลิกภาษีอากรต่าง ๆ
เป็นเวลา 3 ปี รวมท้งั "ทรงทานบุ ารุงพระพทุ ธศาสนา บ้านเมืองสงบ การค้า
ขายเจริญ ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ให้แก่คนยากจนจานวนมาก"[19]
พระราชกรณียกิจดา้ นการศาสนา ทรงทานุบารุงพระพทุ ธศาสนา โปรด
ใหห้ ล่อพระพทุ ธรูปขนาดเท่าพระองค์ และบริจาคทรัพยท์ าการเฉลิมฉลอง
พระพุทธรูปแลว้ อญั เชิญพระพทุ ธรูปพระองคน์ ้นั ไปยงั วดั วหิ ารหลวงวดั พระ
ศรีสรรเพชญ์ ในช่วงตน้ รัชกาล ทรงบริจาคพระราชทรัพยเ์ พ่ือสร้างพระ
อารามข้ึนมา 2 แห่ง คือ วดั ละมุด และวดั ครุฑธาราม และยงั พระราชดาเนิน
ไปนมสั การพระพุทธบาทสระบุรีเป็นประจาทุกปี อีกดว้ ย และเม่ือยามสงบสุข
พระองคโ์ ปรดทาบุญบริจาคทรัพยใ์ หแ้ ก่ผยู้ ากไร้เป็นประจาเช่นกนั [20]
พระราชโอรสธิดา[แก]้
บญั ชีพระนามเจ้านาย ในคาใหก้ ารชาวกรุงเก่า ระบุวา่ พระเจา้ เอกทศั มี
พระราชโอรสธิดา 5 พระองค[์ 2]
ประสูติแตก่ รมขนุ วมิ ลพตั ร พระอคั รมเหสี คือ
1. เจา้ ฟ้ าหญิงสิริจนั ทรเทวี (ศรีจนั ทเทว)ี
ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเพง็ พระสนมเอก มี 2 พระองค์ คือ
1. พระองคเ์ จา้ หญิงสตนั สรินทร์ (ประพาลสุริยวงศ)์
2. พระองคเ์ จา้ ชายประเวศกุมาร (ประไพกุมาร)
ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแม้น พระสนมเอก มี 2 พระองค์ คือ
1. พระองคเ์ จา้ หญิงสูรา (รุจจาเทว)ี
2. พระองคเ์ จา้ ชายสุทศั น์ (กุมารา)
ส่วน บัญชีรายพระนามพระราชวงศ์และข้าราชการสยามท่ีพม่าว่าจับ
ไปได้จากกรุงศรีอยธุ ยา เมื่อกรุงเสียในปี พ.ศ. 2310 ระบุรายพระนาม
เจา้ นายวา่ มีพระราชชายา 4 พระองค์ และมีพระราชโอรส-ธิดา 7 พระองค์
ในสมเดจ็ พระที่นงั่ สุริยาศน์อมั รินทร์ถูกจบั ไปยงั พมา่ ไดแ้ ก่[21]
พระราชชายา
1. พระนางเมาฬี (หรือเม้า)
2. หมอ่ มมิ่ง
3. หมอ่ มศรี
4. หมอ่ มสิลา
พระราชบุตร
1. พระองคเ์ จา้ ชายประเภท
2. พระองคเ์ จา้ ชายสุรเดช
3. พระองคเ์ จา้ ชายเศรษฐ์
4. พระองคเ์ จา้ หญิงประพมิ พ์
5. พระองคเ์ จา้ หญิงนอ้ ย
6. พระองคเ์ จา้ หญิงดอกมะเดื่อ
7. พระองคเ์ จา้ หญิงเลิศะตรา
ทศั นะ[แก]้
ฝ่ ายซ่ึงเห็นวา่ พระองคม์ ีพระราชประวตั ิความประพฤติไม่ดีก็วา่ ราษฎร
ไม่เลื่อมใสศรัทธาเพราะพระมหากษตั ริยท์ รงประพฤติตนไมเ่ หมาะสม
บา้ นเมืองเกิดความระส่าระสาย มีขา้ ราชการลาออกจากราชการอยบู่ า้ ง สงั คม
สมยั น้นั มีการกดข่ีรีดไถ ขม่ เหงรังแกราษฎรอยา่ งไม่เป็ นธรรม เม่ือขุนนางช้นั
ผนู้ อ้ ยเห็นขนุ นางช้นั ผใู้ หญ่ทาก็เลียนแบบ ราษฎรและขา้ ราชการท้งั หลายหมด
ที่พ่งึ จึงแตกความสามคั คี ดงั ท่ีบาทหลวงฝร่ังเศสไดเ้ ขียนจดหมายเหตุบนั ทึก
ไวว้ า่ : "... บ้านเมืองแปรปรวน เพราะฝ่ ายใน [พระราชชายา] ได้มีอานาจ
เท่ากับพระเจ้าแผ่นดินผ้มู ีความผิดฐานกบฏ ฆ่าคนตายเอาไฟเผาบ้านเรือน
จะต้องได้รับโทษถึงประหารชีวิต แต่ความโลภของฝ่ ายในให้เปล่ียนเป็นริบ
ทรัพย์สิน ริบได้กต็ กเป็ นของฝ่ ายในทั้งสิ้น พวกข้าราชการเห็นความโลภของ
ฝ่ ายใน กแ็ สวงหาผลประโยชน์กบั ผ้ตู ้องหาคดีให้ได้มากท่ีสุดท่ีจะหาได้ จะได้
แบ่งเอาบ้าง ความเดือดร้อนลาเคญ็ กย็ ่ิงทับถมราษฎรมากขึน้ ...
"[22]
ในประวตั ิศาสตร์ไทย พระเจา้ เอกทศั เป็นพระมหากษตั ริยท์ ่ีถูกกล่าวถึง
ในแง่ร้ายเร่ือยมา และถูกจดจาในฐานะ "บคุ คลที่ไม่มีใครอยากจะตกอย่ใู น
ฐานะเดียวกนั " เหตุเพราะไม่สามารถป้ องกนั กรุงศรีอยธุ ยาใหพ้ น้ จากขา้ ศึก
ท้งั น้ี คนไทยท่ีเหลือรอดมาถึงสมยั ธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนตน้ ถือเอาวา่
พระองคค์ วรรับผิดชอบการเสียกรุงคร้ังท่ีสองร่วมกบั พระเจา้ อุทุมพร[23]
คร้ัง พ.ศ. 2436 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ประชวร
หนกั เหตุเพราะช้าพระราชหฤทยั ท่ีสยามยกดินแดนใหฝ้ ร่ังเศสไป
(วกิ ฤตการณ์ ร.ศ. 112) โดยทรงพระราชนิพนธ์บทกวีราพนั ความทุกขร์ ้อน
และทอ้ พระทยั วา่ จะถูกนินทาไปตลอดกาล ดงั เช่นสองพระมหากษตั ริย์ (พระ
เจา้ อุทุมพรและพระเจา้ เอกทศั ) ผไู้ ม่อาจปกป้ องกรุงศรีอยธุ ยาจากศตั รู ในช่วง
น้นั กท็ รงพระราชนิพนธ์บทกวรี าพึงถึงความกลดั กลุม้ ทุกขร์ ้อน ท้งั กลวั วา่ จะ
ถูกติฉินนินทาไมร่ ู้จบสิ้น เหมือนสองกษตั ริยผ์ ไู้ มส่ ามารถจะปกป้ องกรุงศรี
อยธุ ยาเอาไวไ้ ดจ้ ากขา้ ศึกศตั รู ความดงั น้ี[23]
"เจ็บนานนึกหน่ายนติ ย์ มะนะเรื่องบารงุ กาย
ส่วนจิตบ่มีสบาย ศริ ะกลุ้มอรุ าตรึง
จะลาบากฤทัยพึง
แม้หายก็พลนั ยาก อรุ ะรัดและอัตรา
ตรแิ ตจ่ ะถูกรึง บต่ รปิ ้องอยธุ ยา
บล่ ะเวน้ ฤๅว่างวาย
กลวั เป็นทวริ าช
เสยี เมืองจงึ นนิ ทา
"เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์ มะนะเรื่องบารุงกาย
ส่วนจิตบ่มีสบาย ศิระกลมุ้ อรุ าตรึง
จะลาบากฤทยั พึง
แมห้ ายก็พลนั ยาก อรุ ะรัดและอตั รา
ตริแต่จะถูกรึง บ่ตริป้ องอยธุ ยา
บ่ละเวน้ ฤๅว่างวาย
กลวั เป็นทวิราช
เสียเมืองจึงนินทา
ในวฒั นธรรมสมยั ใหม่[แก]้
มีนกั แสดงผรู้ ับบท สมเดจ็ พระที่นง่ั สุริยาศน์อมรินทร์ ไดแ้ ก่
ตอ้ ย แอคเน่อร์ จากละครเรื่อง นิราศสองภพ (2545)
ศตวรรษ ดุลยวจิ ิตร จากละครเร่ือง ฟ้ าใหม่ (2547)
วทิ ยา วสุไกรไพศาล จากละครเรื่อง บางระจนั (2558)
นพชยั ชยั นาม จากละครเร่ือง ศรีอโยธยา (2560)
ธิตินนั ท์ สุวรรณศกั ด์ิ จากละครเรื่อง สายโลหิต (2561)
สารบญั หน้าที่
สมเดจ็ พระสรุ ิเยนทราธิบดี 1-8
สมเดจ็ พระที่นง่ั ท้ายสระ 8-11
สมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั บรมโกศ 11-16
สมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั อทุ มุ พร 16-23
สมเดจ็ พระที่นง่ั สรุ ิยาศน์อมรินทร์ 23-29