The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ธวัชชัย แก่นจักร์, 2023-07-09 16:47:09

ฟิสิกส์ บทที่ 14 แสงและทัศน์อุปกรณ์

ฟิสิกส์ Pec9 1 - 20-432-473

53 ฟสิกส บทที่ 14 แส งและทัศนอุปกรณ ตอนที่ 1 การเคลื่อนที่ของแสง แสงเปนคลื่นตามขวางชนิดหนึ่ง แสงจะเดินทางเปน เสนตรง ทิศทางของแสงเราอาจใชเสนตรงแทนได เรียก เสนตรงนี้วา รังสีของแสง ความเร็วแสงในบรรยากาศเทา กับ 3x108 เมตรตอวินาที แตในตัวกลางตางชนิดกัน ความเร็วของแสงอาจมีคาไมเทากันได 1. กําหนดความเร็วแสงในสุญญากาศมีคาเทากับ 3x108 เมตรตอวินาที ดังนั้นในเวลา 1 ป แสงจะเคลื่อนที่ไดระยะทางกี่เมตร ( 9.46x1015เมตร ) วิธีทํา 2. กําหนดความเร็วแสงในสุญญากาศมีคาเทากับ 3x108 เมตรตอวินาที ดังนั้นในเวลา 1 นาที แสงจะเคลื่อนที่ไดระยะทางกี่เมตร ( 1.8 x 1010 ) วิธีทํา ⌫⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌦ ตอนที่ 2 การสะทอนแสง 2.1 กฏการสะทอนของแสง เมื่อยิงแสงไปตกกระทบผิววัตถุใดๆ แสงมักสะทอนออกจากวัตถุนั้นได กฎการสะทอน มีดังนี้ 1. รังสีตกกระทบ รังสีสะทอน เสนปกติอยูในระนาบเดียวกัน 2. มุมตกกระทบเทากับมุมสะทอน ″1 ″2 รังสีตกกระทบ รังสีสะทอน เสนปกติ มุมตก มุมสะทอน


54 ขอควรรูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสะทอนแสง 1. ถารังสีตกกระทบตั้งฉากกับผิววัตถุ รังสีสะทอนจะสะทอนยอนแนวเดิมออกมาโดยตลอด 2. หากรังสีสะทอนอยางนอย 2 เสน มาตัดกัน จะเกิด ภาพของวัตถุตนกําเนิดแสงขึ้น ณ จุดตัดนั้น ระยะจากวัตถุสูจุดสะทอน เรียก ระยะวัตถุ (S) ระยะจากภาพสูจุดสะทอน เรียก ระยะภาพ (Sℑ) และ กําลังขยาย (m) = Y Y S S ℑ ℑ ∴ เมื่อ Yℑ = ขนาดภาพ Y = ขนาดวัตถุ 3. จงเติมคําลงในชองวางใหถูกตอง ภาพของวัตถุตนกําเนิดแสงจะเกิดเมื่อ ................................ ระยะวัตถุ (S) คือ .............................................................. ระยะภาพ (Sℑ) คือ ............................................................ กําลังขยาย (m) หาคาไดจาก ............................................. 2.2 กระจก โดยทั่วไปมี 2 ชนิด 1. กระจกราบ 2. กระจกโคง ไดแก โคงเวา และโคงนูน แสงสะทอน แสงตกกระทบ ระยะภาพ Sℑ ระยะวัตถุ S กระจกเวา กระจกนูน หลัง 4 นา กระจกราบ


55 การสะทอนกระจกผิวราบ รังสีที่สะทอนออกมาจากกระจกราบนั้น จะไมตัดกันจึงไมเกิดภาพจริงขึ้น แตถาเรา ตอแนวรังสีถอยออกไปขางหลังกระจก จะ พบวาเสนสมมติที่ตอออกไปนี้ จะไปตัด กันไดที่จุดจุดหนึ่ง การตัดกันของเสน สมมตินี้จะทําใหเกิดภาพหลังกระจก เรียก ภาพนี้วา ภาพเสมือน และสําหรับกรณีนี้ S = Sℑ และ y = yℑ เสมอ ดังนั้น m = S Sℑ = 1 4. ภาพที่เกิดจากกระจกราบ จะเปนภาพ ............. เสมอ ขนาดภาพ กับขนาดวัตถุจะมีขนาด ............. และระยะภาพ กับระยะวัตถุจะมีคา ......... กําลังขยายจะมีคาเทากับ ................... กระจกโคง จากรูป จุด C เรียก จุดศูนยกลางความโคง จุด O เรียก จุดใจกลางบนผิวโคง เสนตรง CO เรียก เสนแกนมุขสําคัญ ระยะ CO เรียก รัศมีความโคง (R) ถาเราใหรังสีที่ขนานกับเสนแกนมุขสําคัญ มาตกกระทบ กระจกเวา จะพบวา รังสีสะทอนจะตัดกันที่จุดกึ่งกลาง ระหวาง C กับ O เสมอ จุดตัดนี้เรียกจุดโฟกัส (F) ระยะหางจาก O ถึง F เรียกวา ความยาวโฟกัส (f) แตกระจกนูนจะเปนกระจกกระจายแสง เมื่อยิงแสงขนาน กับเสนแกนมุขสําคัญไปตกกระทบกระจกนูน แสงสะทอน จะกระจายออก ตองลากเสนสมมติตอไปขางหลังกระจก จึงจะไดจุดโฟกัส และความยาวโฟกัส ที่สําคัญ f = 2 R เสมอ R O C กระจกเวา R C O กระจกนูน


56 5. จากรูป จุด C เรียก ............................. จุด O เรียก ............................. เสนตรง CO เรียก ............................. ระยะ CO เรียก …………………. 6. หากเราฉายแสงที่มีรังสีขนานกับเสนแกนมุข สําคัญมาตกกระทบกระเวา แสงสะทอนของ รังสีขนานเหลานั้น จะไปตัดกันที่จุด.............. ระยะหางจากใจกลางกระจกถึงจุด F เรียกวา ....................................... 7. กระจกนูนเปนกระจกกระจายแสง แสงสะทอน ของรังสีขนานจะไมตัดกัน จุดโฟกัสของกระจกนูน จะเกิดจาก ............................................................ 8. จุดโฟกัสจะอยูกึ่งกลางระหวางจุดใจกลางกระจก กับจุดศูนยกลางความโคงเสมอ ดังนั้น f = …… 9. รังสีของแสงจากดวงอาทิตยถือเปนรังสีขนาน ดังนั้น หากเรานํากระจกเวามารองรับแสง อาทิตย เมื่อแสงสะทอนมาตัดกัน จะทําใหเกิดภาพของดวงอาทิตยที่จุด .................. ของ กระจกเวานั้น 10. ถาใชกระจกเวารัศมีความโคง 100 เซนติเมตร รับแสงจากดาวดวงหนึ่ง จะไดภาพหาง จากกระจกเซนติเมตร ก. 200 ข. 100 ค. 50 ง. 25 (ขอ ค) วิธีทํา 11. ถากําหนดให R คือรัศมีความโคงของกระจกเวา ถาตองการใหเกิดลําแสงขนานสงออกไป จากกระจกเวานี้ ควรจะวางหลอดไฟฟาไวที่ตําแหนงใดบนเสนแกนมุขสําคัญของกระจกนี้ 1. 2R 2. R 3. 2 R 4. 4 R (ขอ 3) วิธีทํา R O C กระจกเวา R C O กระจกนูน


57 การเกิดภาพโดยกระจกโคง กระจกเวา สรุป กระจกเวาสวนมากจะสรางภาพจริงหัวกลับ ยกเวนเมื่อวัตถุอยูตรงจุดโฟกัส จะไมเกิดภาพ ถาวัตถุอยูใกลกวาจุดโฟกัส จะสรางภาพเสมือนหัวตั้งขนาด ภาพใหญกวาวัตถุ กระจกนูน สรุป กระจกนูนจะสรางแตภาพเสมือนหัวตั้ง ขนาดภาพเล็กกวาขนาดวัตถุ และระยะภาพสั้นกวา ระยะวัตถุเสมอ


58 12. ใหเขียนการเกิดภาพโดยกระจกเวา และกระจกนูนตามกรณีตอไปนี้ใหสมบูรณ กระจกเวา สรุป กระจกนูน ชวนสังเกตุ ถาม กระจกอะไรสรางภาพจริงได ถาม กระจกอะไรสรางภาพเสมือนได ก. เวา ข. ราบ ค. นูน ง. ถูกทุกขอ ก. เวา ข. ราบ ค. นูน ง. ถูกทุกขอ ลักษณะของภาพจริงที่เกิดจากการสะทอน ลักษณะของภาพเสมือนที่เกิดจากการสะทอน 1. หัวกลับ 1. หัวตั้ง 2. เกิดหนากระจก 2. เกิดหลังกระจก 3. เอาฉากมาตั้งรับได 3. เอาฉากมารับไมได แตเห็นไดดวยตาเปลา สรุป 1. 2. 3. 4. 5.


59 13(มช 35) คํากลาวตอไปนี้ขอใดเปนจริง ก. ภาพของวัตถุจริงที่เกิดจากกระจกเวาจะเปนภาพจริงเสมอ ข. ภาพของวัตถุจริงที่เกิดจากกระจกเวาจะมีขนาดโตกวาวัตถุเสมอ ค. ภาพของวัตถุจริงที่เกิดจากกระจกนูน จะเปนภาพเสมือนเสมอ ง. ภาพเสมือนที่เกิดจากกระจกนูน จะมีขนาดโตกวาวัตถุเสมอ (ขอ ค) 14. ขอใดไมถูกตอง ก. ภาพจริงหัวกลับ ภาพเสมือนหัวตั้ง ข. ภาพจริงตองใชฉากรับ ค. ภาพเสมือนโตเทาวัตถุเสมอ ง. ภาพเสมือนไมตองใชฉากรับ (ขอ ค) 15. กระจกในขอใดสามารถใหภาพเสมือนที่มีขนาดใหญกวาวัตถุ ก. กระจกเงาราบ ข. กระจกนูน ค. กระจกเวา ง. ขอ ข, ค ถูก (ขอ ค) 16. จะตองวางวัตถุหางจากกระจกเวาอยางไร เราจึงมองเห็นภาพที่เกิดจากกระจกเวาไดเลย โดยไมตองใชฉากรับภาพ ก. วัตถุอยูหางจากกระจกนอยกวาความยาวโฟกัส ข. วัตถุอยูหางจากกระจกเทากับความยาวโฟกัส ค. วัตถุอยูระหวางศูนยกลางความโคงกับโฟกัส ง. วัตถุอยูที่จุดศูนยกลางความโคง (ขอก) 17. ถาวางวัตถุไวที่จุดศูนยกลางความโคงของกระจกเวา ภาพที่เกิดขึ้นเปนอยางไร ก. ภาพเสมือนขนาดเทาวัตถุ ข. ภาพจริงขนาดเทาวัตถุ ค. ภาพจริงขนาดเล็กกวาวัตถุ ง. ภาพจริงขนาดโตกวาวัตถุ (ขอ ข) 18(En 43/1) ถาวางวัตถุไวหนาทัศนอุปกรณอยางงายชนิดหนึ่ง จะไดภาพจริงหัวกลับขนาด ขยายใหญกวาวัตถุดังรูป ทัศนอุปกรณอยางงายคือ (ขอ 2) 1. กระจกนูน 2. กระจกเวา 3. เลนสนูน 4. เลนสเวา ทั ศ น – อุปกรณ วัต ถุ ภาพ


60 สูตรที่ใชคํานวณการเกิดภาพโดยกระจกเวา และ กระจกนูน S 1 S 1 f 1 ℵ Ι[ m = Y Y S S ℵ ℵ [ m = s f f Κ f = 2 R เงื่อนไขการใชสมการ 1) หากเปนกระจกเวา ตองใช f มีคาเปน + หากเปนกระจกนูน ตองใช f มีคาเปน – 2) หากภาพที่เกิดเปนภาพจริง ตองใช S , y , m มีคาเปน + หากภาพที่เกิดเปนภาพเสมือน ตองใช S , y , m มีคาเปน – 19. วางวัตถุไวหนากระจกเวาอันมีความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร ปรากฏวาเกิดภาพจริงขึ้นที่ ระยะหางจากกระจก 10 เซนติเมตร จงหาวาวัตถุอยูหางกระจกกี่เซนติเมตร ( 10 cm) วิธีทํา 20. วางวัตถุไวหนากระจกนูนอันมีความยาวโฟกัส 10 เซนติเมตร ปรากฏวาเกิดภาพขึ้นที่ระยะ หางจากกระจก 5 เซนติเมตร จงหาวาวัตถุอยูหางกระจกกี่เซนติเมตร ( 10 cm ) วิธีทํา เมื่อ f = ความยาวโฟกัส S = ระยะวัตถุ S = ระยะภาพ y = ขนาดวัตถุ y = ขนาดภาพ m = กําลังขยาย R = รัศมีความโคงกระจก


61 21. วางวัตถุหนากระจกเวาเปนระยะ 10 เซนติเมตร เกิดภาพจริงหนากระจกที่ระยะ 15 เซนติเมตร กระจกมีรัศมีความโคงเทาไร (12 cm) วิธีทํา 22. วางวัตถุหนากระจกโคงความยาวโฟกัส 40 เซนติเมตร ปรากฏวาใชฉากรับภาพไดที่ระยะ 120 เซนติเมตร หนากระจก จงหาวาวัตถุอยูหางจากกระจกเทาใด และไดขนาดภาพเปนกี่ เทาของขนาดวัตถุ (60 cm , 2 เทา) วิธีทํา 23. ถาจะใหเกิดภาพหลังจากกระจกนูน 20 เซนติเมตร กระจกนูนมีรัศมีความโคง 60 เซนติ- เมตร จะตองวางวัตถุหางจากกระจกนูนเทาไร (60 cm) วิธีทํา


62 24. วางวัตถุไวหนากระจกโคง หางกระจก 8 เซนติเมตร เกิดภาพเสมือนหางกระจก 4 เซนติ- เมตร จงหาความยาวโฟกัส และชนิดของกระจก (–8 cm) วิธีทํา 25. วัตถุสูง 5 เซนติเมตร อยูหาง 10 เซนติเมตร จากกระจกเวาซึ่งมีรัศมีความโคง 50 เซนติ- เมตร จงหาขนาดของภาพ ( 3 25 cm) วิธีทํา 26(มช 32) ถาวางวัตถุที่มีความสูง 10 เซนติเมตร ไวหนากระจกนูนซึ่งมีรัศมีความโคง 50 เซนติเมตร โดยวางใหหางจากกระจกเปนระยะ 100 เซนติเมตร จงหาความสูงของ ภาพวามีขนาดกี่เซนติเมตร ( –2 cm) วิธีทํา


63 27. วางวัตถุสูง 5 เซนติเมตร ไวหนากระจกโคงเปนระยะ 5 เซนติเมตร ไดภาพเสมือน ขนาดสูง 3 เซนติเมตร จงหาชนิดของกระจก (กระจกนูน f = 7.5 cm) วิธีทํา 28. ทันตแพทยถือกระจกเวารัศมีความโคง 4.0 เซนติเมตร หางจากฟนที่ตองการอุดเปนระยะ 1.0 เซนติเมตร ทันตแพทยจะเห็นฟนในกระจกขยายเปนกี่เทา 1. 2 เทา 2. 3 เทา 3. 4 เทา 4. 5 เทา (ขอ1) วิธีทํา 29. กระจกเวา 2 บาน ความยาวโฟกัสแผนละ10 Cm วางหันหนาเขาหากันหางกัน 30 Cm นํา วัตถุวางหางกระจกบานหนึ่งระยะ 5 Cm ตําแหนงและชนิดของภาพที่เกิดจากการสะทอน แสงระหวางกระจกทั้งสอง ใหสะทอนจากบานใกลวัตถุกอน วิธีทํา (ภาพจริงอยูหนากระจกบาน 2 = 13.33 cm)


64 30. วัตถุสูง 5 เซนติเมตรวางหางจากกระจกนูน 15 เซนติเมตรกระจกนูนมีรัศมีความโคง 20 เซนติเมตรกระจกราบบานหนึ่งวางหันหนาเขาหากระจกนูน หางจากกระจกนูน 20 เซนติเมตร จงหาตําแหนงของภาพซึ่งเกิดจากรังสีของแสง ซึ่งสะทอนที่กระจกนูนกอน จากนั้นสะทอน ที่กระจกราบ (หลังกระจกราบ 26 cm) วิธีทํา 31. วางหลอดไฟฟาที่โฟกัสของกระจกเวา ดังรูป ถานํากระจกเวาอีกบานหนึ่งมารับแสงจากกระจก บานแรก ภาพของหลอดไฟฟานี้จะเกิดขึ้น ณ. ตําแหนงใด และเปนภาพจริงหรือภาพเสมือน วิธีทํา ⌫⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌦ ตอนที่ 3 การหักเหของแสง กฎของสเนลล 2 sin 1 sin ⊗ ⊗ = 2v 1 v = 2 1 ↵ ↵ = n21 = 1 n 2n เมื่อ n1 คือ ดัชนีหักเหตัวกลางที่ 1 เทียบกับอากาศ เรียกสั้นๆ ดัชนีหักเหของตัวกลางที่ 1 n2 คือ ดัชนีหักเหตัวกลางที่ 2 เทียบกับอากาศ เรียกสั้นๆ ดัชนีหักเหของตัวกลางที่ 2 ** หมายเหตุ : 1. n21 ¬ n2 หรือ n1 2. nอากาศ = 1 F วัตถุ


65 32. แสงชนิดหนึ่งมีความยาวคลื่น 450 นาโนเมตร ความเร็ว 3x108 เมตร/วินาที ในอากาศ เมื่อยิงแสงทะลุลงไปในของเหลวชนิดหนึ่ง ปรากฎวาความยาวคลื่นเปลี่ยนเปน 300 นาโน– เมตร ความเร็วแสงในของเหลวชนิดนี้มีคาเทาใด (2x108 m/s) วิธีทํา 33.แสงสีหนึ่งมีความยาวคลื่น 600 นาโนเมตรในอากาศและมีอัตราเร็ว 3x108 เมตร/วินาที ถาดัชนีหักเหของแกวเทียบหับอากาศเปน 2 3 จงหาอัตราเร็วแสงในแกว ( 2x108 m/s) วิธีทํา 34. จากขอที่ผานมา จงหาความยาวคลื่นของแสงในแกว (4x10–7m) วิธีทํา 35. ดัชนีหักเหของตัวกลาง A = 3 และ ดัชนีหักเหของตัวกลาง B = 6 จงหาดัชนีหักเหของ ตัวกลาง A เทียบกับ B (0.5) วิธีทํา


66 36. จากขอที่ผานมา หากความเร็วแสงในตัวกลาง B มีคาเทากับ 1.2x108 เมตร/วินาที แลว ความเร็วแสงในตัวกลาง A จะมีคาเทาใด (2.4x108) วิธีทํา 37. ถาดัชนีหักเหของน้ํามีคา 3 4 และดัชนีหักเหของน้ํามัน 3 2 อัตราสวนระหวางอัตราเร็ว ของแสงในน้ํามันและน้ําเปนเทาใด (8/9) วิธีทํา 38(En 41/2)แสงความยาวคลื่นในอากาศ 525 นาโนเมตร เมื่อเคลื่อนที่ผานไปในแกวที่มีดัชนี หักเห 1.50 จงหาความยาวคลื่นแสงในแกว ( ใหดัชนีหักเหของแสงในอากาศ = 1 ) (350 nm) วิธีทํา 39. ดรรชนีหักเหของแสงในตัวกลางหนึ่งมีคา 1.5 ดังนั้นอัตราเร็วของแสงในตัวกลางนั้นมีคา เทาไร (กําหนด ดัชนีหักเหของแสงในอากาศ = 1) ก. 4.5x107 m/s ข. 1.5x108 m/s ค. 2x108 m/s ง. 2.5x108 m/s (ขอ ค) วิธีทํา


67 40. แสงเคลื่อนที่ผานตัวกลางดวยอัตราเร็ว 2.25x108 เมตร/วินาที อยากทราบวาตัวกลางนี้มี คาดัชนีหักเหเทาใด (1.33) วิธีทํา 41. แสงเคลื่อนจากของเหลวผานแทงแกวไปสูอากาศ ดังรูป จงหาดรรชนีหักเหของของเหลว ( 2 ) วิธีทํา 42. จากรูป แสงเดินทางจากตัวกลางที่ 1 ผานตัวกลาง ที่ 2 ตัวกลางที่ 3 ไปสูตัวกลางที่ 4 โดยผานรอยตอ ตัวกลาง A , B , C ซึ่งขนานกัน จงหาดัชนีหักเห ของของตัวกลางที่ 1 เทียบกับตัวกลางที่ 4 ( 4 3 ) วิธีทํา ⌫⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌦ 30oของเหลว แกว × อากาศ 53o 53o C B A (4) (3) (2) (1)


68 ตอนที่ 4 ปรากฏการณที่เกี่ยวกับแสง 4.1 การสะทอนกลับหมด หากยิงแสงจากตัวกลางที่มีความหนาแนนมากกวา ไปสูตัวกลางที่มีความหนาแนนนอย กวา เชน ยิงแสงจากพลาสติกไปสูอากาศ จะเกิดการหักเหซึ่ง มุมหักเห จะโตกวามุมตก กระทบเสมอ ดังรูป และสําหรับมุมตกกระทบที่ทําใหมุมหักเหเปนมุม 90o พอดี มุมตก กระทบนี้จะเรียก มุมวิกฤติ และหากมุมตกกระทบมีขนาดโตกวามุมวิกฤตินี้ จะทําใหแสงเกิดการสะทอนกลับเขามา ภายในตัวกลางที่ 1 ทั้งหมด ไมมีการหักเหออกไปอีก เราเรียกปรากฎการณนี้วา การสะทอน กลับหมด 43. เมื่อแสงเดินทางจากตัวกลางที่มีความหนาแนนมากกวาสูตัวกลางที่มีความหนาแนนนอยกวา มุมตกกระทบกับมุมหักเห มุมที่มีขนาดโตกวาคือ ........................... 44. มุมวิกฤติ คือ ............................................................................................................... 45. หากมุมตกกระทบโตกวามุมวิกฤติ จะเกิดปรากฏการณ ............................................ 46.ถามุมตกกระทบในของเหลวชนิดหนึ่งเทากับมุมวิกฤติมุมของหักเหของแสงจะเปนเทาไร(90o) 47(En 37) มุมวิกฤติ δ∉Cε ของแสงที่เดินทางจากแกวซึ่งมีคาดรรชนีหักเห 1.5 ไปยังน้ําซึ่ง มีคาดรรชนีหักเห 1.3 มีคาเทากับเทาใด (ขอ 3) 1. sin–1(0.65) 2. sin–1(0.76) 3. sin–1(0.87) 4. sin–1(0.92) วิธีทํา 80o 30o อากาศ พลาสติก 90o 45o อากาศ พลาสติก 50o อากาศ พลาสติก


69 48.ผลึกใสชนิดหนึ่งมีคาดัชนีหักเห 2 และของเหลวชนิดหนึ่งมีคาดัชนีหักเห 3 4 จงหามุม วิกฤตระหวางผลึกใสและของเหลวนี้ (sin–1 3 2 ) วิธีทํา 49(En 38) มุมวิกฤติสําหรับสารโปรงใสชนิดหนึ่งในอากาศ มีคาเทากับ 45 องศา ความเร็ว แสงในสารโปรงใสนี้มีคาเทาใด ( ให ความเร็วแสงในอากาศ = 3.0x108 m/s ) 1. 2.1x108 m/s 2. 2.4x108 m/s 3. 2.7x108 m/s 4. 3.0x108 m/s (ขอ1) วิธีทํา 50. มุมวิกฤติสําหรับสารโปรงใสชนิดหนึ่งในอากาศมีคาเทากับ 30 องศา ดัชนีหักเหของแสง ในสารโปรงใสนี้มีคาเทาใด ( ให ดัชนีหักเหแสงในอากาศ = 1) ( 2 ) วิธีทํา 51(En 42/2) มุมวิกฤติตอแสงในของเหลวชนิดหนึ่งมีคาเทากับ 60 องศา ความยาวคลื่นของ แสงนั้นในของเหลวจะเปนกี่เทาของความยาวคลื่นในอากาศ 1. 2 2 2. 2 3 3. 2 4. 2 1 (ขอ 2) วิธีทํา


70 52. แผนตัวกลางโปรงใสสามชนิด ดัชนีหักเห n1 , n2 และ n3 วางซอนกันดังรูป ใหแสงตก กระทบในแผนแรกที่มีดัชนีหักเห n1 แลวผานตอไปยังแผนที่สองและสามไดถาตองการให การสะทอนกลับหมดเกิดขึ้นไดเฉพาะที่ผิว CD ดังรูป เทานั้น ดัชนีหักเหทั้งสามคาจะมี ความสัมพันธดังขอใด (ขอ 4) 1. n1> n2 > n3 2. n1< n2 < n3 3. n1> n2 < n3 4. n1< n2 > n3 วิธีทํา 4.2 ความลึกปรากฎ ลึกจริง ลึกปรากฏ = 2n 1 n เมื่อ n1 คือ ดัชนีหักเหของตัวกลางที่ 1 ที่แสงอยู n2 คือ ดัชนีหักเหของตัวกลางที่ 2 ที่แสงอยู ถาเรามองวัตถุที่อยูในน้ํา เราจะเห็นวัตถุนั้นอยูตื้น กวาความเปนจริง ทั้งนี้เพราะเมื่อแสงสะทอนจากตัวปลา แลวเดินทางออกจากน้ํามาเขาตาเราซึ่งอยูในอากาศแสงจะ เกิดการหักเห แตเนื่องจากวาสายตาของคนเราจะมองตรง เสมอ เราจึงมองเห็นปลาอยูตื้นกวาที่เปนจริง และหากเรามองวัตถุตรง ๆ (มองตั้งฉากกับผิวน้ํา) เราสามารถคํานวณหาความลึกปรากฎไดจาก หากเรามองเอียงทํามุมกับผิวหักเห ใชสมการ ลึกจริง ลึกปรากฏ = 2 cos 2n 1 cos 1 n ± ± เมื่อ ±1 คือ มุมตกกระทบในตัวกลางที่ 1 ±2 คือ มุมหักเหในตัวกลางที่ 2 วัตถุ ตา ลึกปรากฎ ภาพ ลึกจริง


71 53(มช 38) วัตถุอยูในน้ํามีความลึกจริงเปน 4 เมตร เราจะมองเห็นภาพวัตถุนั้นอยูลึกกี่เมตร (กําหนด ดัชนีหักเหของน้ํา = 4/3) ก. 4 ข. 3 ค. 2.67 ง. 2 (ขอ ข) วิธีทํา 54. นายเอนกยืนอยูบนสะพานเห็นปลาตัวหนึ่งอยูลึก 2 เมตร ถามวาตัวจริงของปลาอยูลึกกี่เมตร (กําหนด ดัชนีหักเหของน้ํา = 4/3) ( 2.67 ) วิธีทํา 55(มช 31) นกตัวหนึ่งบินอยูในอากาศสูงจากผิวน้ํา 3 เมตร คนที่ดําอยูใตน้ําและมองดูนกตัวนี้ ในแนวเสนปกติจะมองเห็นนกไกลหรือใกลกวาความจริงเทาใด ในหนวยของเมตร กําหนด n ของน้ํา = 4 3 (ขอ ข) ก. ใกลเขามามากกวาความจริง 1.00 ข. ไกลออกไปมากกวาความจริง 1.00 ค. ใกลเขามากกวาความจริง 2.25 ง. ไกลออกไปมากกวาความจริง 2.25 วิธีทํา


72 56.แทงแกวสี่เหลี่ยมหนา 6 เซนติเมตร มีคาดัชนีหักเห 1.5 วางทับกระดาษ อยากทราบวาถา มองผานแทงแกวนี้ลงไปตรงๆ จะเห็นตัวอักษรบนกระดาษลอยสูงจากกระดาษขึ้นมาเทาไร วิธีทํา (2 cm) 57(มช 38) มองผานกลองจุลทรรศนเห็นจุดเล็ก ๆ บนโตะชัดเจน แตเมื่อนําแผนวัตถุใสหนา 1.00 cm มาวางทับจุดดังกลาว ตองปรับเลื่อนกลองใหหางโตะจากตําแหนงเดิมไปเปน ระยะ 0.40 cm โดยที่โฟกัสของกลองจุลทรรศนยังคงเดิม ดัชนีหักเหของแผนวัตถุนี้เปนเทาใด 1. 1.24 2. 1.40 3. 1.66 4. 2.50 (ขอ 3) วิธีทํา 4.3 มิราจ ในบางครั้งคนซึ่งเดินทางในทะเลทราย จะ มองเห็นตนไมเปนสองตนพรอมกัน โดยตนไม ตนหนึ่งคือตนไมปกติ แตอีกตนหนึ่งจะเปน ภาพหัวกลับยอดชี้ลงใตพื้นทราย ปรากฏการณ นี้เรียก มิราจ ปรากฏการณนี้เกิดขึ้นเนื่องจากพื้น ทรายถูกแดดจัดเผา ทําใหอากาศบริเวณใกลพื้น ทรายมีอุณหภูมิสูงและมีความหนาแนนต่ําแตจุด ซึ่งสูงกวาพื้นทรายขึ้นมาเล็กนอย อุณหภูมิจะลดลงอยางมาก ทําใหความหนาแนนอากาศ บริเวณนี้สูงขึ้น จึงเกิดความแตกตางของความหนาแนนของชั้นอากาศบริเวณนั้น


73 และเมื่อแสงอาทิตยสะทอนออกจากยอดไม แสงบางสวนจะพุงตรงเขาตา ทําใหเห็นยอด ไมชี้ขึ้นบนอากาศเปนปกติ แตแสงบางสวนจะพุงลงขางลางแลวเกิดการหักเหตามชั้นอากาศ ซึ่งมีความหนาแนนตางกันอยูแลวยอนขึ้นมาเขาตา และเมื่อสายตามองตรงลงไป จะทําใหเห็น ยอดไมชี้ลงไปใตพื้นทราย นอกจากตัวอยางนี้แลว ยังมีปรากฏการมิราจใหเห็นไดอีก เชน การเห็นน้ําปรากฏบน พื้นผิวถนนที่รอนทั้งๆ ที่ถนนแหง หรือ เห็นเรือลอยคว่ําอยูในอากาศเหนือทองทะเลเปนตน 58. จงวาดภาพเพื่ออธิบายปรากฏการณมิราจที่เกิดกับเรือลอยลําอยูกลางทองทะเล 4.4 การกระจายของแสง แสงขาวของดวงอาทิตยนั้น จริง ๆ แลว ประกอบดวยแสงสีตาง ๆ 7 สี คือ มวง คราม น้ําเงิน เขียว เหลือง แสด และ แดง เมื่อใหแสงขาวเดินทางผานปริซึม สีแตละสี จะเกิดการหักเหไดไมเทากัน สีแดง มีความยาวคลื่นมากที่สุดจะเกิดการหักเหนอยที่สุด สีมวง มีความยาวคลื่นนอยที่สุดจะเกิดการหักเหมากที่สุด สวนสีอื่น ๆ ซึ่งมีความยาวคลื่นไมเทากัน ก็จะเกิดการหักเหไดไมเทากันดวย ลักษณะนี้จะ ทําใหแสงแตละสีเกิดการแยกออกจากกัน เรียกปรากฎการณนี้วา การกระจายของแสง 59. ทําไมเมื่อใหแสงสีขาวเชนแสงอาทิตยผานปริซึมแสงสีขาวนั้นถูกกระจายออกเปนสีตาง ๆ กัน ก. เพราะแสงเดินเปนแสงตรง ข. เพราะสีภายในวัตถุที่ใชทําปริซึม ค. เพราะแสงถูกปริซึมดูดคลื่นและปลอยออกมาบางสวน ง. เพราะแสงแตละสีหักเหไมเทากัน (ของ)


74 60. เมื่อแสงสีขาวผานปริซึมแสงสีใดมีการเบี่ยงเบนไดมากที่สุด ก. สีน้ําเงิน ข. สีเหลือง ค. สีมวง ง. สีแดง (ขอ ค) 61. มุมเบี่ยงเบนของแสงสีใดมีคานอยที่สุด ก. สีแดง ข. สีมวง ค. สีน้ําเงิน ง. สีเขียว (ขอก) 62. ปรากฎการณใดไมสามารถเกิดขึ้นไดกับแสงสีเดี่ยว (ของ) ก. การหักเห ข. การเลี้ยวเบน ค. การแทรกสอด ง. การกระจาย 4.5 รุงกินน้ํา รุงกินน้ํามักจะเกิดหลังฝนตก และเกิดใน ทิศซึ่งตรงกันขามกับพระอาทิตย ทั้งนี้เพราะ หลังฝนตกในอากาศจะมีละอองน้ําอยูมาก เมื่อ แสงตกกระทบเขาไปในละอองน้ํานี้ จะเกิดการ สะทอนกลับหมด และหักเหออกมา ทําใหสี ทั้ง 7 สีของแสงขาวเกิดการกระจายออกจากัน รุงกินน้ํามี 2 ชนิด คือ 1) รุงทุติยภูมิ รุงแบบนี้จะเกิดดานบน จริงๆ แลว แสงสีแดงจะหักเหอยูดานบนสีมวง แตสีที่มาเขาตาเรากลับเปนสีมวงอยูบนสีแดง ? 2) รุงปฐมภูมิ รุงแบบนี้จะเกิดดานลาง จริงๆ แลว แสงสีมวงจะหักเหอยูดานบนสีแดง แตสีที่มาเขาตาเรากลับเปนสีแดงอยูบนสีมวง ? ปกติแลว มักจะเกิดรุงทั้งสองชนิดซอนกันอยูใน เวลาเดียวกัน


75 ตอนที่ 5 เลนส เลนสมีอยู 2 ชนิด คือ เลนสนูน และ เลนสเวา จุด C , Cℵ = จุดศูนยกลางความโคงของเลนส จุด O = จุดกลางเลนส ระยะจาก O ถึง C = รัศมีความโคง (R) 63. จากรูป จุด C , Cℵ เรียก .................................. จุด O เรียก .................................. ระยะจาก O ถึง C เรียก .................................. 64. จุดโฟกัสของเลนสนูน คือ .................................................................................................... 65. จุดโฟกัสของเลนสเวา คือ .................................................................................................... C O C/ R R ถาเราใหรังสีที่ขนานกับเสนแกนมุขสําคัญ มา ตกกระทบเลนสนูน จะพบวา แสงหักเหไปตัดกัน ที่จุดกึ่งกลางระหวาง C กับ O ฝงตรงขามเสมอ จุดตัดนี้เรียกจุดโฟกัส (F) ระยะหางจาก O ถึง F เรียกวาความยาวโฟกัส (f ) แตเลนสเวา จะเปนเลนสกระจายแสง เมื่อยิง แสงขนานกับเสนแกนมุขสําคัญไปตกกระทบเลนส เวา แสงหักเหจะกระจายออก ตองลากเสนสมมุติ ยอนถอยออกมา จึงจะไดจุดโฟกัส และ ความยาว โฟกัส ที่สําคัญ f = 2 R เสมอ C O C/ C O C/ R R C O C/


76 การเกิดภาพโดยเลนสบาง เลนสนูน สรุป เลนสนูน สวนมากจะสรางภาพจริงหัวกลับ ยกเวนเมื่อวัตถุอยูตรงจุดโฟกัส จะไมเกิดภาพ ถาวัตถุอยูใกลกวาจุดโฟกัส จะสรางภาพเสมือนหัวตั้ง ขนาดภาพใหญกวาวัตถุ เลนสเวา สรุป เลนสเวาจะสรางแตภาพเสมือนหัวตั้งขนาดภาพเล็กกวาขนาดวัตถุ และระยะภาพสั้นกวา ระยะวัตถุเสมอ


77 66. จงเขียนการเกิดภาพโดยเลนสเวาและเลนสนูน ตามกรณีตอไปนี้ใหสมบูรณ เลนสนูน สรุป เลนสเวา ชวนสังเกตุ ลักษณะของภาพจริงที่เกิดจากการหักเห ลักษณะของภาพเสมือนที่เกิดจากการสะทอน 1. หัวกลับ 1. หัวตั้ง 2. เกิดหลังเลนส 2. เกิดหนาเลนส 3. เอาฉากมาตั้งรับได 3. เอาฉากมารับไมได แตเห็นไดดวยตาเปลา สรุป 1. 2. 3. 4. 5.


78 68. ลําแสงสีเดียวสองผานเลนส 2 อัน และรังสีเดินทางดังรูป เลนส I และเลนส II เปนเลนสอะไร ก. เปนเลนสนูนทั้งคู ข. I เปนเลนสนูน II เปนเลนสเวา ค. I เปนเลนสเวา II เปนเลนสนูน ง. เปนเลนสเวาทั้งคู (ขอ ข) 69. รังสีของแสงเบนเขาหากันที่จุด A ถานําเลนสไปวางไว ที่จุด B รังสีของแสงนี้จะเบนไปพบกันที่จุด C เลนสที่นําไปวางเปนเลนสชนิดใด อธิบาย 70. ภาพที่เกิดจากเลนสนูนจะมีขนาดเทาวัตถุเมื่อ ก. วางวัตถุไวที่จุดศูนยกลางความโคง ข. วางวัตถุไวที่จุดโฟกัส ค. วางวัตถุไวชิดขอบเลนส ง. วางวัตถุไวที่ระยะไกลมาก ๆ (ขอก) 71. ถาวัตถุเคลื่อนที่จาก 2F ไป F ทางดาน A เมื่อ F ในรูปเปนจุดโฟกัสของเลนส ภาพที่ เกิดขึ้นบนดาน R จะเคลื่อนที่จากที่ใดไปที่ใด (ขอ ข) ก. 2F ไป F ข. 2F ไประยะอนันต ค. F ไป 2F ง. F ไปเลนส 72(มช 31) เมื่อตองการดูของที่มีขนาดเล็ก เรามักจะใช “แวนขยาย” ซึ่งทําดวยเลนสนูน เพราะภาพที่เกิดจากการวางวัตถุไวหนาเลนสนูนนั้น ก. มีขนาดใหญกวาวัตถุเสมอ ข. เปนภาพเสมือนเสมอ ค. เปนภาพจริงหรือ ภาพเสมือนและมีขนาดใหญกวาวัตถุเสมอ ง. เปนภาพเสมือน ขนาดใหญกวาวัตถุที่ระยะวัตถุชวงหนึ่ง (ของ) 73(มช 35) ถาให o เปนจุดกึ่งกลางความหนาของเลนส c เปนจุดศูนยกลางของผิวโคง F เปนจุดโฟกัส U เปนวัตถุ และ I เปนภาพ อยากทราบวาการเกิดภาพจากเลนส ในรูปขางลางนี้รูปไหนถูก (ขอ ข) I II B A C 2F F F 2F A


79 สูตรที่ใชคํานวณการเกิดภาพโดยเลนสเวา และ เลนสนูน s 1 s 1 f 1 ℵ Ι[ m = y y s s ℑ ℑ ∴ m = - s f f f = 2 R เงื่อนไขการใชสมการ 1) หากเปนเลนสนูน ตองใช f มีคาเปน + หากเปนเลนสเวา ตองใช f มีคาเปน – 2) หากภาพที่เกิดเปนภาพจริง ตองใช sℑ , yℑ , m มีคาเปน + 3) หากภาพที่เกิดเปนภาพเสมือน ตองใช sℑ , yℑ , m มีคาเปน – 74. วางวัตถุไวหนาเลนสนูนอันมีความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร ปรากฏวาเกิดภาพจริงขึ้นที่ ระยะหางจากเลนส 10 เซนติเมตร จงหาวาวัตถุอยูหางเลนสกี่เซนติเมตร ( 10 cm ) วิธีทํา เมื่อ f = ความยาวโฟกัส s = ระยะวัตถุ sℑ = ระยะภาพ y = ระยะวัตถุ yℑ = ระยะภาพ m = กําลังขยาย R = รัศมีความโคง


80 75. วางวัตถุไวหนาเลนสเวาอันมีความยาวโฟกัส 10 เซนติเมตร ปรากฏวาเกิดภาพขึ้นที่ระยะ หางจากกระจก 5 เซนติเมตร จงหาวาวัตถุอยูหางเลนสเวากี่เซนติเมตร ( 10 cm ) วิธีทํา 76. วางวัตถุหางเลนสนูน 12 cm ทางยาวโฟกัสเลนสนูน 18 cm จงหาตําแหนงและชนิด ของภาพที่เกิด (ภาพเสมือนหางเลนส 36 cm) วิธีทํา 77(มช 45) วัตถุสูง 9.0 เซนติเมตร อยูหางจากเลนสเวา 27.0 เซนติเมตร ถาเลนสมีความยาว โฟกัส 18.0 เซนติเมตร ขนาดของภาพมีความสูงกี่เซนติเมตร (–3.6 cm) วิธีทํา 78. วางวัตถุหางจากเลนส A เปนระยะทาง 15 เซนติเมตรไดภาพเสมือนขนาดใหญกวาวัตถุ 4 เทา เลนส A ควรจะเปนเลนสชนิดใด มีความยาวโฟกัสเทาไร ( เลนสนูน f = 20 cm ) วิธีทํา


81 79. เลนสอันหนึ่งใหภาพเสมือนขนาด 3/4 เทาของวัตถุในขณะที่วัตถุอยูหนาเลนส 10 cm. จงหาวาเลนสนี้เปนเลนสชนิดใด มีความยาวโฟกัสเทาไร ( เลนสเวา f = 30 cm ) วิธีทํา 80. จากรูป จงหาตําแหนงภาพ ถาความยาวโฟกัสเลนสนูน = 30 cm. ของเลนสเวา 50 cm. วิธีทํา (33 cm ทางซายเลนสเวา) 81(En 29) วัตถุอยูทางดานซายมือของเลนสนูน (ความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร) ระยะทาง 10 เซนติเมตรและมีเลนสเวา (ความยาวโฟกัส 10 เซนติเมตร) ทางดานขวามือของเลนสนูนนั้น ระยะทาง 5 เซนติเมตร ภาพที่เกิดเปนดังดานขาง วัตถุ 10cm 5cm 20 cm. 40 cm.


82 ก. ภาพเสมือนอยูทางดานซายมือของเลนสเวาเปนระยะทาง 3.33 เซนติเมตร ข. ภาพจริงอยูทางดานขวามือของเลนสเวาเปนระยะทาง 10 เซนติเมตร ค. ภาพเสมือนอยูทางดานขวามือของเลนสเวาเปนระยะทาง 10 เซนติเมตร ง. ภาพจริงอยูทางดานซายมือของเลนสเวาเปนระยะทาง 10 เซนติเมตร (ขอ ข) วิธีทํา โดยทั่วไปแลว สายตาของคนปกตินั้นจะมองเห็นวัตถุไดชัดเจนที่สุดเมื่อวัตถุอยูในระยะใกล ที่สุดคือ 25 เซนติเมตร และไกลที่สุดคือที่ระยะอนันต ( Infinite ) จากตา แตสําหรับคนสายตายาว หากวัตถุอยูที่ระยะ 25 เซนติเมตร เขาจะเห็น ไมชัด ( แตอาจมอง เห็นชัดที่ระยะไกลกวานี้ เชน เห็นชัดเมื่อวัตถุอยูหาง 1เมตร เปนตน ) ดังนั้นตองใชแวนตา เลนสนูน เพื่อนําวัตถุซึ่งอยูที่ระยะ 25 เซนติเมตรนั้น ไปสรางเปนภาพเสมือน ตรงจุดใกลที่สุดที่เขามองเห็นไดชัด และสําหรับคนสายตาสั้น หากวัตถุ อยูไกลๆ เขาจะเห็นไดไมชัด ( แตหาก วัตถุอยูใกลๆ เชน 5 เมตรอาจเห็นชัด ) ดังนั้นตองใชแวนตาเลนสเวา เพื่อนํา วัตถุที่อยูไกลๆ นั้น มาสรางเปนภาพ เสมือนตรงจุดไกลสุดที่เขายังสามารถ เห็นไดชัดเจน ดังแสดงในรูป


83 82(En 36) เลนสแวนตาสําหรับคนตายาวทําหนาที่ตอผูใสแวนนั้นอยางไร 1. ยายวัตถุที่ระยะ 25 cm จากตาไปไวที่ระยะใกลสุดที่ตาเปลามองเห็นชัด 2. ยายวัตถุที่ระยะ 25 cm จากตาไปไวที่อนันต 3. ยายวัตถุที่ระยะอนันตมาไวที่ระยะใกลสุดที่ตาเปลามองเห็นชัด 4. ยายวัตถุที่ระยะอนันตมาไวที่ระยะไกลสุดที่ตาเปลามองเห็นชัด (ขอ1) ตอบ 83(มช 34) ชายผูหนึ่งสามารถอานหนังสือไดชัดเมื่อหนังสืออยูหางจากเขาไมนอยกวา 90 เซนติเมตร ดังนั้นเขาจะตองสวมแวนตาความยาวโฟกัสกี่ cm ก. 15 ข. 20 ค. 35 ง. 40 (ขอ ค) วิธีทํา 84. เลนสแวนตาสําหรับคนตาสั้นทําหนาที่ตอผูใสแวนนั้นอยางไร 1. ยายวัตถุที่ระยะ 25 cm จากตาไปไวที่ระยะใกลสุดที่ตาเปลามองเห็นชัด 2. ยายวัตถุที่ระยะ 25 cm จากตาไปไวที่อนันต 3. ยายวัตถุที่ระยะอนันตมาไวที่ระยะใกลสุดที่ตาเปลามองเห็นชัด 4. ยายวัตถุที่ระยะอนันตมาไวที่ระยะไกลสุดที่ตาเปลามองเห็นชัด (ขอ 4 ) ตอบ 85. ชายสายตาสั้นผูหนึ่งสามารถมองเห็นไดชัดเจนในระยะไกลสุดเพียง 5 เมตร เทานั้น ดังนั้นเขาจะตองสวมแวนตาความยาวโฟกัสกี่ cm ก. 150 ข. 200 ค. 400 ง. 500 (ขอ ง ) วิธีทํา


84 ตอนที่ 6 ทัศนอุปกรณ 6.1 เครื่องฉายภาพนิ่ง หลักการทํางานของเครื่องฉายภาพนิ่ง เปนเปนตามที่แสดงในแผนภาพตอไปนี้ เนื่องจากภาพที่เกิดบนฉาก จะเปนภาพจริงหัวกลับ ดังนั้นเวลาใสฟลมจึงตองกลับหัว ฟลมลงเสมอ 86. เหตุใดเวลาใสฟลมเครื่องฉายภาพนิ่งตองกลับหัวฟลมเสมอ ................................................ 6.2 กลองถายรูป หลักการทํางานของกลองถายรูป เปนเปนตามที่แสดงในแผนภาพตอไปนี้ นอกจากนี้ในกลองถายรูปจะมี อุปกรณเสริมดังนี้ วงแหวนปรับความชัด ใชปรับ เลื่อนเลนสเพื่อปรับความ คมชัดของภาพ ไดอะแฟรม เปนชองกลมปรับ ยอขยายขนาดได เพื่อปรับแตงปริมาณแสงใหเขามากนอยตามความพอดี ชัตเตอร เปนแผนทึบแสงคอบกั้นแสงและปดเปดเมื่อตองการถายรูป หากปริมาณแสงมีมาก ตองปรับความเร็วชัตเตอรใหปดเปดอยางรวดเร็ว หากปริมาณแสงมีนอย ตองปรับความเร็วชัตเตอรใหปดเปดอยางชาๆ 87. ภาพที่เกิดบนฟลมถายรูปจะเปนภาพ ............................................. 88. จงบอกประโยชนของ วงแหวนปรับความชัด ..................................................................... ไดอะแฟรม .......................................................ชัตเตอร ..........................................................


85 6.3 กลองจุลทรรศน หลักการทํางานของกลองจุลทรรศน เปนเปนตามที่แสดงในแผนภาพตอไปนี้ ภาพแรกที่เกิดในกลองจุลทรรศนจะเปนภาพจริงหัวกลับ สวนภาพที่เกิดที่เรามองเห็น จะเปนภาพเสมือนของภาพแรกนั้น ภาพที่เรามองเห็นจึงเปนภาพหัวกลับเมื่อเทียบกับวัตถุ เริ่มตน และภาพสุดทายนี้ควรเกิดหางจากตาไมนอยกวา 25 Cm เพื่อใหมองสบายตา 89. ภาพที่เกิดในกลองจุลทรรศนจะเปนภาพ .......................................... 90. ภาพที่มองเห็นจากกลองจุลทรรศนจะเปนภาพ ............... ของภาพที่เกิดตอนแรก 6.4 กลองโทรทัศน หลักการทํางานของกลองโทรทัศน เปนเปนตามที่แสดงในแผนภาพตอไปนี้ ภาพที่เกิดจากเลนสใกลวัตถุจะเปนภาพจริงหัวกลับเกิดที่จุดโฟกัสของเลนสใกลวัตถุนั้น และเมื่อใหภาพนี้อยูใกลจุดโฟกัสเลนสใกลตา จะเกิดภาพเสมือนของภาพแรกนี้ แลวเราจะมอง ดูภาพเสมือนที่เกิดนี้ ดังนั้นภาพที่เห็นจึงเปนภาพหัวกลับเมื่อเทียบกับวัตถุเริ่มตน


86 ความยาวของกลองโทรทัศนจะมีคาประมาณ ความยาวโฟกัสของเลนสทั้งสองรวมกัน ปจจุบันเราสามารถทําใหภาพเสมือนที่มองเห็นเปนภาพหัวตั้ง โดยไสเลนสนูนตัวที่ 3 แทรกไวระหวางเลนสใกลวัตถุกับเลนสใกลตาดังรูป เนื่องจากกลองโทรทัศนจะมีขนาดที่ยาวมาก แตหากเราใชปริซึมเขาชวยจะสามารถลดความยาว ของกลองไดดังรูป วิธีการเชนนี้จะใชกับกลองสอง ทางไกล 91. เลนสไกลวัตถุของกลองโทรทรรศนทําหนาที่ ..................................................................... 92. เลนสใกลตาจะสรางภาพ..............ของภาพที่เกิดตอนแรก 93. ความยาวกลองจุลทรรศนจะเทากับ................. ................. ................. ................. .............. 94. เลนสตัวที่ 3 ที่ใสแทรกเขาไปในกลองโทรทรรศน ทําหนาที่ ........................................... 95. ปริซึมที่ใสแทรกเขาไปในกลองโทรทรรศน ทําหนาที่ ........................................................ ⌫⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌦ ตอนที่ 7 ความสวาง ความสวางบนพื้นผิวใด ๆ สามารถคํานวณหาคาได จากสมการ E = A F หรือ E = R2 I เมื่อ E คือ ความสวาง (ลูเมน/m2 . Lux) F คือ อัตราการใหพลังงานแสง หรือ ฟลักซสองสวาง (ลูเมน) [ ปริมาณพลังงานแสงที่สองออกมาจากแหลงกําเนิดตอหนึ่งหนวยเวลา ] A คือ พื้นที่รับแสง (m2)


87 I คือ ความเขมแหงการสองสวาง (แคนเดลลา) [ ความสามารถในการเปลงแสงออกจากแหลงกําเนิด ] R คือ ระยะจากแหลงกําเนิดแสง วัดมาตั้งฉากกับพื้นที่ (m) 96. หลอดฟลูออเรสเซนต 1 หลอด ใหอัตราพลังงานแสงได 2700 ลูเมน จงหาความสวาง บนโตะพื้นที่ 5 ตารางเมตร จากหลอดไฟ 2 หลอดเปนเทาไร ก. 1080 ลักซ ข. 880 ลักซ ค. 640 ลักซ ง. 540 ลักซ (ขอก) วิธีทํา 97(En 37) พลังงานแสงเทากับ 1,000 ลูเมน เมื่อใชไประยะหนึ่งประสิทธิภาพของหลอดใน การใหพลังงานแสงเหลือเพียง 80% ถาตองการฉายภาพใหมีความสวางเฉลี่ยบนจอ 250 ลักซ ภาพที่ฉายจะมีขนาดใหญมากที่สุดไดกี่ตารางเมตร 1. 2.8 2. 3.2 3. 3.6 4. 4.0 (ขอ 2) วิธีทํา 98(มช 36) หลอดไฟ 64 วัตต มีความเขมแหงการสองสวาง 36 แคนเดลา ถาตองการความ สวางบนโตะอานหนังสือ 144 ลักซ จะตองแขวนหลอดไฟสูงจากโตะเปนระยะกี่เมตร ก. 0.5 ข. 0.67 ค. 1.5 ง. 2.25 (ขอก) วิธีทํา


88 99(En 41) เครื่องฉายภาพยนตรเครื่องหนึ่งใหความสวางเฉลี่ยบนจอ 500 ลักซ เมื่อฉายที่ ระยะหางจากจอ 10 เมตร ถาเลื่อนเครื่องฉายไปเปน 1.5 เทาของระยะเดิม ความสวาง บนจอจะเปนเทาใด 1. 200 lx 2. 220 lx 3. 250 lx 4. 280 lx (ขอ 2) วิธีทํา ⌫⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌦ ตอนที่ 8 เงามืด เงามัว


89 100. แหลงกําเนิดแสงเปนดวงไฟกลมรัศมี 5 ซม. อยูหางจากวัตถุทึบทรงกลมรัศมี 3 ซม. เปนระยะ 2 เมตรจงหาเสนผานศูนยกลางของเงามืดและเงามัวที่ปรากฎบนฉากที่อยูหาง จากวัตถุออกไป 1 เมตร (4 cm, 14 cm) วิธีทํา 101. แหลงกําเนิดแสงเปนดวงไฟกลมเสนผานศูนยกลาง 6 เซนติเมตร เมื่อนําวัตถุทึบแสง ทรงกลมที่มีเสนผานศูนยกลาง 4 เซนติเมตร มากั้นแสงที่ระยะหางจากดวงไฟเปนระยะ 3.5 เมตร จงหาระยะที่จะวางจอไวดานหลังทรงกลมเปนระยะหางอยางนอยเทาไร จึงจะ ทําใหเกิดเงามัวบนจออยางเดียวและหาขนาดเสนผานศูนยกลางของเงามัวนั้น วิธีทํา (7 m, 24 cm ) ⌫⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌦


90 แบบฝกหัด ฟสิกส บทที่ 14 แส งและทัศนอุปกรณ การสะทอนแสงและกระจก 1. กระจกเวาบานหนึ่งมีรัศมีความโคง 40 เซนติเมตรจงหาตําแหนงชนิดและกําลังขยายของ ภาพเมื่อวางวัตถุไวณ ตําแหนงที่หางจากกระจก ก) ไกลมากๆ ข) 60 ซม. ค.) 40 ซม. ง) 30 ซม. จ) 10 ซม. ฉ) 20 ซม. ( ก. 20 cm , m = 0 ข. 30 cm , m = 0.5 ค. 40 cm , m = 1 ง. 60 cm, m = 2 จ. –20 cm , m = –2 ฉ. ϒ , m = ϒ ) 2. กระจกนูนบานหนึ่งมีรัศมีความโคง 20 เซนติเมตร จงหาชนิด ตําแหนงและกําลังขยายของ ภาพเมื่อวางวัตถุไวณ ตําแหนงที่หางจากกระจก ก. ไกลมากๆ ข. 40 ซม. ค. 10 ซม. ( ก. –10 cm , m = 0 ข. –8 cm , m = –0.2 ค. –5 cm , m = –0.5 ) 3. ถาจะใหเกิดภาพหลังจากกระจกนูน 40 เซนติเมตร กระจกนูนมีรัศมีความโคง120 เซนติ- เมตร จะตองวางวัตถุหางจากกระจกนูนเทาไร (120 cm) 4. วางวัตถุไวหนากระจกโคงหางกระจก 4 เซนติเมตร เกิดภาพเสมือนหางกระจก 2 เซนติ- เมตร จงหาความยาวโฟกัส และชนิดของกระจก (–4 cm เปนกระจกนูน) 5. วัตถุสูง 10 เซนติเมตร อยูหาง 10 เซนติเมตร จากกระจกเวาซึ่งมีรัศมีความโคง 40 เซนติ- เมตร จงหาขนาดของภาพ ( 20 cm) 6. เมื่อวางวัตถุหนากระจกโคงหาง 25 เซนติเมตร ปรากฎวาไดภาพจริงขนาด 2 เทาของวัตถุ บนฉากจงหาชนิดและรัศมีความโคงของกระจก (กระจกเวา R = 100/3 cm) 7. จงหาชนิดและความยาวโฟกัสของกระจกโคงที่ใหภาพขนาด 4 1 เทาของวัตถุเมื่อวัตถุวาง หางกระจก 40 เซนติเมตร (กระจกเวา f = 8 cm) 8. กระจกเวา 2 บาน มีรัศมีความโคงบานละ 20 เซนติเมตรวางหันหนาเขาหากันหางกัน 30 เซนติเมตร นําวัตถุสูง 10 เซนติเมตรวางหางกระจกบานแรกเปนระยะ 5 เซนติเมตร จงหาตําแหนงชนิดและขนาดของภาพที่เกิดจากการสะทอนของแสงระหวางกระจก 2 บาน ใหสะทอนบานใกลวัตถุกอน (หนากระจกบานที่สอง 3 40 cm , ขนาด 3 20 cm)


91 9. วัตถุสูง 5 เซนติเมตรวางหางจากกระจกนูน 15 เซนติเมตรกระจกนูนมีรัศมีความโคง 20 เซนติเมตรกระจกราบบานหนึ่งวางหันหนาเขาหากระจกนูน หางจากกระจกนูน 20 เซนติเมตร จงหาตําแหนงของภาพซึ่งเกิดจากรังสีของแสง ซึ่งสะทอนที่กระจกนูนกอน จากนั้นสะทอน ที่กระจกราบ (หลังกระจกราบ 26 cm) การหักเหของแสง และปรากฏการณที่เกี่ยวกับการสะทอนแสง 10.แสงเคลื่อนที่จากตัวกลาง A ไปยังตัวกลาง B มีมุมตกกระทบ 30o และมีมุมหักเหเปน 37o จงหาดัชนีหักเหของตัวกลาง B เทียบกับตัวกลาง A (6 5 ) 11.ถาดัชนีหักเหของน้ําและแกวเปน 3 4 และ 2 3 ตามลําดับ จงหาดัชนีหักเหของน้ําเทียบ กับแกวมีคาเทาใด (9 8 ) 12.แสงเคลื่อนที่จากตัวกลาง (1) ซึ่งมีดัชนีหักเห 2 3 ไปยังตัวกลาง (2) ซึ่งมีดัชนีหักเห 5 6 ดวยมุมตกกระทบ 30o จงหามุมหักเหในตัวกลาง (2) (sin–1 8 5 ) 13.แสงสีหนึ่งมีความยาวคลื่น 600 นาโนเมตรในอากาศและมีอัตราเร็ว 3x108 เมตร/วินาที ถาดัชนีหักเหของแกวเปน 2 3 จงหาความถี่อัตราเร็วและความยาวคลื่นของแสงในแกว (2x108 m/s , 4x10–7m) 14. แสงเคลื่อนที่ผานตัวกลางดวยอัตราเร็ว 2.25 x 108 เมตร/วินาที อยากทราบวาตัวกลางนี้มี คาดัชนีหักเหเทาใด (1.33) 15. ดัชนีหักเหของแกวมีคา 1.5 จงหาอัตราเร็วของแสงในแกวเปนเทาใด (2x108 m/s ) 16.ถาเพชรมีดัชนีหักเห 2.42 มุมวิกฤตของเพชรจะมีคาเทาใด (sin–10.413) 17.ผลึกใสชนิดหนึ่งมีคาดัชนีหักเห 2 และของเหลวชนิดหนึ่งมีคาดัชนีหักเห 3 4 จงหามุม วิกฤตระหวางผลึกใสและของเหลวนี้ (sin–1 3 2 ) 18. เมื่อแสงเคลื่อนที่จากแกวดัชนีหักเห 2 3 สูอากาศ จงหามุมตกกระทบที่ทําใหแสงเกิดการ สะทอนกลับหมดในแกว (sin–1 3 2 )


92 19. จากรูป แสงเคลื่อนที่จากผลึกใสไปสูของเหลว แลวเคลื่อนที่ตอไปยังอากาศ ทําใหเกิดมุมวิกฤต จงหาดัชนีหักเหของผลึกใส ( 2 ) 20. จากรูป แสงเดินทางจากตัวกลางที่ 1 ผานตัวกลาง ที่ 2 ตัวกลางที่ 3 ไปสูตัวกลางที่ 4 โดยผานรอย ตอตัวกลาง A, B, C ซึ่งขนานกัน จงหาดัชนีหักเห ของตัวกลางที่ 1 เทียบกับตัวกลางที่ 4 ( 4 3 ) 21. ปลาตัวหนึ่งวายอยูในน้ําลึก 1 เมตรและมีแมลงวันอีกตัวหนึ่งบินอยูเหนือน้ํา หาง 1 เมตร เชนกัน ถาแมลงวันบินอยูเหนือตัวปลาพอดีอยากทราบวาแมลงวันมองเห็นปลาอยูลึกจากผิว น้ําเทาไรและปลามองเห็นแมลงวันอยูหางจากผิวน้ําเทาไรถาดัชนีหักเหของน้ําเทากับ ( 4 3 , 3 4 เมตร) 22. ชายคนหนึ่งอยูบนเรือ มองลงตรงๆ ในน้ําเห็นปลาอยูลึกจากผิวน้ํา 27 เซนติเมตร ซึ่งพบวา ผิดความจริงไป 9 เซนติเมตรจงหาดัชนีหักเหของน้ํา ( 3 4 ) 23. แทงแกวสี่เหลี่ยมหนา 6 เซนติเมตร มีคาดัชนีหักเห 1.5 วางทับกระดาษ อยากทราบวาถา มองผานแทงแกวนี้ลงไปตรงๆ จะเห็นตัวอักษรบนกระดาษลอยสูงจากกระดาษขึ้นมาเทาไร (2 cm) เลนส 24. เลนสนูนความยาวโฟกัส 10 เซนติเมตรเมื่อวางวัตถุสูง 5 เซนติเมตรไวหางจากเลนส 15 เซนติเมตรจงหาชนิดตําแหนงและขนาดของภาพ (ภาพจริงอยูหลังเลนส 30 cm,สูง10 cm) 25. เลนสเวามีความยาวโฟกัส 20 ซม. จะตองวางวัตถุไวที่ตําแหนงใดจึงจะใหภาพมีขนาด 4 1 เทาของวัตถุ (60 cm) 26.วางวัตถุไวหนาเลนสเวาหางจากเลนส 15 เซนติเมตร เกิดภาพหางจากเลนส 10 เซนติเมตร จงหาความยาวโฟกัสของเลนสเวา (30 cm) อากาศ ของเหลว ผลึกใส 60o 30o 53o 53o C B A (4) (3) (2) (1)


93 27. เลนสนูน 2 อัน ความยาวโฟกัสอันละ 10 เซนติเมตรวางหางกัน 35 เซนติเมตรอยูบน แกนมุขสําคัญเดียวกัน วัตถุสูง 5 เซนติเมตรวางอยูหนาเลนสทั้งสองและอยูหางจากเลนส อันใกล 15 เซนติเมตรจงหาตําแหนงชนิดและขนาดของภาพที่เกิดจากแสงหักเหผานเลนส ทั้งสองแลว (ภาพเสมือนสูง 10 cm อยูหนาเลนส L2 หาง 10 cm) 28. เลนสนูนและเลนสเวาความยาวโฟกัสเทากัน 20 เซนติเมตรวางอยูในแนวแกนมุขสําคัญ เดียวกันและหางกัน 30 เซนติเมตรวัตถุวางอยูหนาเลนสนูนหาง 40 เซนติเมตรจงหาชนิด ตําแหนงและกําลังขยายของภาพ (ภาพจริงขยาย 2 เทา หลังเลนสเวา 20 cm) ทัศนอุปกรณ 29. กลองสองพระอันหนึ่งมีความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร ตองการสองดูพระสมเด็จใหเห็น ภาพชัดที่สุดตองวางพระหางจากเลนสของกลองสองเทาไรและจะเห็นภาพมีกําลังขยายกี่เทา (6 เทา) 30. เครื่องฉายสไลดขนาด 2.5 x 3.5 เซนติเมตรใหภาพปรากฏชัดเจนบนจอภาพซึ่งหางออกไป 5 เมตรโดยเลนสฉายภาพ มีความยาวโฟกัส 25 เซนติเมตรจะไดภาพมีขนาดขยายเทาไร และภาพมีพื้นที่เทาไร (ขยาย19 เทา, พื้นที่ = 3158.75 cm2) ความสวาง 31. หลอดฟลูออเรสเซนต 1 หลอด ใหอัตราพลังงานแสงได 2500 ลูเมน จงหาความสวาง บนโตะพื้นที่ 5 ตารางเมตร จากหลอดไฟ 4 หลอดเปนเทาไร (2000 ลักซ) 32. พลังงานแสงเทากับ 1000 ลูเมน เมื่อใชไประยะหนึ่งประสิทธิภาพของหลอดในการใหพลัง งานแสงเหลือเพียง 60% ถาตองการฉายภาพใหมีความสวางเฉลี่ยบนจอ 300 ลักซ ภาพที่ ฉายจะมีขนาดใหญมากที่สุดไดกี่ตารางเมตร (2 ) 33. หลอดไฟ 64 วัตต มีความเขมแหงการสองสวาง 36 แคนเดลา ถาตองการความสวางบน โตะอานหนังสือ 144 ลักซ จะตองแขวนหลอดไฟสูงจากโตะเปนระยะกี่เมตร ก. 0.5 ข. 0.67 ค. 1.5 ง. 2.25 (ขอก) 34. เครื่องฉายภาพยนตรเครื่องหนึ่งใหความสวางเฉลี่ยบนจอ 300 ลักซ เมื่อฉายที่ระยะหาง จากจอ 5 เมตร ถาเลื่อนเครื่องฉายไปเปน 2 เทาของระยะเดิม ความสวางบนจอจะเปน เทาใด ( 75 ลักซ) ⌫⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌦


94 เฉลยแบบฝกหัด ฟสิกส บทที่ 14 แสงและทัศนอุปกรณ (บางขอ) 29. ตอบ 6 เทา วิธีทํา เมื่อเห็นภาพชัดที่สุดแสดงวาระยะภาพ (sℵ) = –25 cm (ภาพเสมือน) โจทยตองการหาระยะวัตถุ (s) จาก f 1 = s 1 + s 1 ℵ s 1 = f 1 – s 1 ℵ s 1 = 5 1 + 25 1 s = 6 25 = 4.17 cm และ m = s sℵ = 4.17 25 = 6 เทา ดังนั้น ตองวางพระหางจากเลนส 4.17 ซม. และเห็นภาพมีกําลังขยาย 6 เทา ⌫⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌦ 30. ตอบ 19 เทา , พื้นที่ 3158.75 ตารางเซนติเมตร วิธีทํา ตองการหากําลังขยาย (m) ตองรู sℵ , s จากโจทยรู sℵ = 5 m. ตองหา s กอน จาก f 1 = s 1 + s 1 ℵ s 1 = f 1 – s 1 ℵ s 1 = 25 1 – 500 1 s 1 = 500 20 Κ1 s = 19 500 จาก m = s sℵ กําลังขยาย = 500 500 x 19 = 19 เทา พื้นที่ภาพที่ปรากฎบนจอ = (2.5 x 19) x (3.5 x 19) = 3158.75 cm2 ดังนั้น ภาพมีขนาดขยาย 19 เทาและภาพมีพื้นที่ 3158.75 ตารางเซนติเมตร ⌫⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌫⌦⌦


Click to View FlipBook Version