The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บ้านแฮ่ในความทรงจำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kritsanaluck Mangalagiri, 2020-08-16 03:59:47

บ้านแฮ่ในความทรงจำ

บ้านแฮ่ในความทรงจำ

2

3

4

คำ�นำ�

หนังสือเล่มเล็กๆเล่มนี้ เป็นการบันทึกการบอกเล่าของคุณแม่มะลิ
กรรณ ไชยปะและญาติๆในสายสัมพนั ธข์ องครอบครัว แรงบนั ดาลใจ เกดิ
จากความสงสยั ใครร่ ทู้ ผี่ เู้ ขยี นมที กุ ครงั้ ทตี่ งั้ คำ� ถามกบั คณุ แมว่ า่ คนนนั้ คนนค้ี อื
ใคร ค�ำตอบคือ “ญาติเรา” และต่อด้วยการอธิบายสายสัมพันธ์ที่โยงไปมา
ท�ำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกท่ึงและสนุกกับการได้รับรู้และการนับญาติ ท่ีไม่มี
การจบสนิ้ และดเู หมอื นจะครอบคลมุ คนทรี่ จู้ กั เกอื บจะทงั้ จงั หวดั จงึ ไดเ้ รมิ่
บันทึก จัดหมวดหมู่ ก๊กเหล่าของบรรดาญาติๆเอาไว้ และได้น�ำลงพิมพ์
ในหนังสืออนุสรณ์ แจกในงานพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีย์พิเศษของ
คณุ แมม่ ะลิกรรณ ไชยปะ เมอ่ื วันท่ี ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๑ เป็นครงั้ แรก โดยมี
จดุ ประสงคเ์ พอ่ื ใหล้ กู หลานและทายาทรนุ่ หลงั ๆไดร้ จู้ กั รากเหงา้ เหลา่ กอและ
สายสัมพันธ์ของของเครือญาติท่ีสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน และเพื่อให้เกิด
ความภาคภูมิใจ ความรกั สามคั คตี อ่ กนั ให้ยงิ่ ๆขน้ึ ไป
การเผยแพรข่ อ้ มลู ทางวชิ าการเกย่ี วกบั ประวตั เิ มอื งเลย เมอ่ื ประมาณ
ปีพ.ศ. ๒๕๓๗ นั้นเป็นข้อมูลท่ีมีผู้น�ำไปอ้างอิงและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
ท�ำให้เกิดข้อขัดแย้งทางข้อมูลซึ่งก็ยังมิได้มีนักวิชาการหรือนักประวัติศาสตร์
ท่านใดท�ำการศึกษาเพิ่มเติมให้เป็นที่ชัดเจน ผู้เขียนมิใช่นักวิชาการหรือนัก
ประวัติศาสตร์ เป็นเพียงลูกหลานผู้สืบทอดเช้ือสายของครอบครัวใหญ่ที่มี
ความเกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธก์ บั ครอบครวั ทเี่ ปน็ บรรพบรุ ษุ ของตน้ ตระกลู ชมุ ชนบา้ น
แฮด่ ัง้ เดมิ ทกุ ตระกลู จงึ ได้รวบรวมขอ้ มูลจากการบอกเลา่ ของคุณพอ่ คณุ แม่
คนแก่คนเฒา่ และญาตพิ ่ีนอ้ งใกล้ชิด ถงึ ความเป็นมาของครอบครวั ซ่ึงมีความ
เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและเร่ืองราวของชาวบ้านแฮ่ในอดีตต่อเนื่องมาจนถึง
ปจั จบุ นั พบวา่ มหี ลายขอ้ มลู ทไ่ี มต่ รงกบั ในเอกสารทไ่ี ดม้ ผี ตู้ พี มิ พเ์ ผยแพรแ่ ละ
ถกู น�ำไปอา้ งอิงกัน ย่ิงกว่าน้ันยังมีเรือ่ งราวจากประสบการณ์ตรง ทีถ่ า่ ยทอด

กนั ในครอบครวั และเครอื ญาติ ทย่ี งั ไมเ่ คยไดร้ บั การตพี มิ พเ์ ผยแพรม่ ากอ่ นอกี 5
มาก จงึ ได้รวบรวมและบนั ทึกไว้ในหนังสอื เลม่ น้ี เพ่อื เปน็ หลกั ฐานข้อมูลใหผ้ ู้
สนใจได้รับรู้และศึกษาเพ่ิมเติม หากข้อมูลเร่ืองราวใดของครอบครัวจะเป็น
ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ของเมืองเลยได้บ้างก็ถือว่า
สมตามทต่ี ง้ั ใจไวแ้ ละจะถือวา่ เปน็ เกียรติเป็นความยินดยี ่งิ
การน�ำเสนอเนื้อหาแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก “ผู้เฒ่าเล่าเร่ือง”
เป็นการรวบรวมข้อมูลจากการบอกเล่าจากปากของผู้แก่ผู้เฒ่า ที่ท่านเหล่า
นั้นประสบด้วยตัวทา่ นเองมา ทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วนท่ี ๒ “ภาพเก่า
เลา่ เรอ่ื ง” เปน็ การนำ� เสนอเรอื่ งราว ชวี ติ ความเปน็ อยู่ วฒั นธรรมของไทเมอื ง
เลย ย้อนอดีตตง้ั แต่ปพี .ศ. ๒๕๒๐ ข้นึ ไป ซึง่ หาแทบจะไม่พบแลว้ ในปจั จุบัน
เรื่องราวตอนต้นเป็นเร่ืองท่ีเกี่ยวข้องโดยตรงกับตระกูลศรีไชยะและ
เครือญาติจากเมืองหล่ม การเรียกช่ือ และการนับญาติ ผู้เขียนเรียกตามที่
คุณแม่มะลกิ รรณ ไชยปะเรยี กขาน ไมไ่ ดเ้ ปล่ียนแปลงใดๆ เพราะวฒั นธรรม
ทางภาษาท่ีนับญาติด้วยอาวุโส และการเรียกชื่อพ่อแม่ตามช่ือลูกคนแรกจน
บ่อยคร้ังท่ีจ�ำช่ือแท้ๆของพ่อแม่ไม่ได้ ผู้เขียนจึงคงเอาไว้เช่นน้ันด้วยเกรงจะ
สร้างความสบั สนให้กับตัวเอง จึงขออภัยมา ณ ท่ีน ี้
หากหนังสอื เลม่ น้ี เป็นประโยชน์ มีคณุ คา่ แม้เพยี งเลก็ นอ้ ยต่อบ้านแฮ่
ตอ่ เมืองเลย และต่อผทู้ ส่ี นใจ ขออานิสงส์แหง่ ผลบุญท่ไี ดข้ า้ พเจ้าบ�ำเพญ็ ด้วย
จติ อนั บรสิ ทุ ธน์ิ ้ี จงบงั เกดิ แกค่ ณุ พอ่ สมาน - คณุ แมม่ ะลกิ รรณ ไชยปะและญาติ
พ่ีน้องตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านทุกท่านที่ได้ถ่ายทอดเร่ืองราวข้อมูล
ท้ังหมดนี้ให้กับผู้เขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณน้าละออง วิจิตรจันทร์
คณุ พจี่ รี ะพรรณ ทพิ รส และคณุ พกี่ รรณกิ าร์ ศรไี ชยะทเี่ ออ้ื เฟอ้ื ภาพถา่ ย ทำ� ให้
หนังสือมีความน่าสนใจและท�ำให้เรื่องราวชัดเจนสมสมบูรณ์ยิ่งข้ึนอย่างมาก
ขออนุโมทนา

6

สารบญั
ตอนท่ี ๑ “ผู้เฒา่ เล่าเรื่อง” หนา้
๑. ประวตั ิบา้ นแฮโ่ ดยย่อ ๙
๒. ที่มาของชอื่ และความหมาย ๑๓
๓. การเตบิ โตของชุมชนบ้านแฮ่ สู่การเปน็ ศูนย์กลางของจงั หวัดเลย ๑๕
๔. ขอ้ มลู ตอ่ ประเด็น ทา้ วเตือนสขุ เจา้ ฟ้าร่มขาว และเมืองเซไล ๑๖
๕. ข้อมูลต่อประเด็นค�ำถาม ใครสรา้ งวัดศรภี ูมิ และพระมิ่งมงคลเมอื ง ๒๒
๖. ข้อมูลตอ่ ประเดน็ ประวัตคิ วามเป็นมาศาลเจา้ พ่อเมอื งโสม ๒๖
เมืองแสน
๗. ตระกลู ศรีไชยะและเครือญาต ิ ๒๙
๘. เกร็ดของครอบครวั และเกรด็ เมอื งเลย ๓๕
๙. ตระกูลไชยปะและเครือญาต ิ ๔๔
๑๐. เกรด็ ของครอบครวั ไชยปะและบ้านท่าลี ่ ๔๕

ตอนท่ี ๒ “ภาพเกา่ เลา่ เรือ่ ง”
๑. ต้นตระกูลศรไี ชยะ ๔๗
๒. เมืองเลยในอดตี ๔๘
๓. รับเสดจ็ ครัง้ แรก ๕๔
๔. รบั เสดจ็ ครั้งท่ี ๒ ๕๘
๕. วัฒนธรรมและสังคมชาวเลยในอดตี ๖๒
๖. งานราชการ งานประเพณีประจ�ำปี ๗๐
๗. ลกู เสือชาวบ้าน ๘๒
๘. การแพทย์และอนามยั ชนบท ๘๔
๙. การเดนิ ทาง ๙๒
บรรณานุกรม ๑๐๑

7

8

9

“ผเู้ ฒ่าเล่าเรอื่ ง”

๑. ประวตั บิ า้ นแฮโ่ ดยยอ่ ลูกหลานท่ีสืบเชื้อสายมาแต่
จากหลักฐานแผ่นไม้สลัก ดง้ั เดมิ มอี ยู่ ๒ ตระกลู ใหญ่ คอื สวุ รรณ
อักษรปา้ ยวดั ศรภี ูมร์ิ ะบวุ ่า วัดศรีภมู ์ิ สิงห์ (เมืองแสน) และโกมาสถิตย์
สร้าง พ.ศ. ๒๒๒๐ ท�ำให้ทราบว่า (เมอื งโสม) รองลงมาคอื ศรที ดั จนั ทรา
บา้ นแฮน่ นั้ เปน็ ชมุ ชนทม่ี ผี คู้ นอยอู่ ยา่ ง (เมืองจันทร์) และจันทะฟอง
เป็นปึกแผน่ มานานกวา่ ๓๐๐ ปีแลว้ สนั นษิ ฐานวา่ ท้งั ๔ ตระกูลทไ่ี ด้มาตั้ง
และจากบันทึกประวัติการสืบสกุล บ้านเรือนอยู่ตามแนว ๒ ฝั่งห้วย
และสายสัมพันธ์ของครอบครัวและ นำ้� หมานน ี้ ไดร้ ว่ มกนั สรา้ งวัดศรีภูมิ์
เครือญาติซ่ึงรวบรวมและบันทึกร่าง ตามช่อื เดิมของวดั ท่ีบา้ นเกา่
ส า แ ห ร ก เ ค รื อ ญ า ติ โ ด ย น า ย วิ ต่อมาตระกูลศรีไชยะ ซึ่งถือ
สุตร(วิสุทธ์ิ) สุวรรณสิงห์ และจาก กำ� เนดิ จากทา้ วไชยะกมุ าร อปุ ฮาตราช
บันทึกของนายโฮม จันทะฟอง บุตรเจ้าเมืองหล่มและเจ้าย่าบุญทัน
(ที่ระลึกงานฌาปนากิจศพนายโฮม หลานสาวเจ้าเมืองเหง้า พร้อมญาติ
จนั ทะฟอง ๑๓ มถิ นุ ายน ๒๕๔๕) ซงึ่ หลายครอบครวั และบา่ วไพรจ่ ากเมอื ง
บันทึกไว้ว่าบรรพบุรุษท่ีมาตั้งรกราก หล่มมาเสรมิ แต่เน่อื งจาก ๒ ฝั่งห้วย
อยทู่ บ่ี า้ นแฮน่ นั้ เปน็ ๔ พนี่ อ้ ง มาจาก น�้ำหมานทางทิศตะวันออกของ
เมืองโสม เมืองแสนและเมืองจันทน์ วัดศรีภูมิ์ มีตระกูลสุวรรณสิงห์
ตอนใตข้ องแคว้น๑๒ ปันนา ๑๒ จุไท จันทะฟองและโกมาสถิตย์ ตั้งบ้าน
ปัจจุบันอยู่ในเขตปกครองแขวงไชย เรือนอยู่ก่อนแล้ว จึงได้พากันมาลง
บรุ ี ทาง ต. ตกเฉยี งใตข้ องเมอื งหลวง หลักปักฐาน ต่อจากบ้านห้องเจ๊าะ
พระบาง สปป.ลาว ต า ม ล� ำ ห ้ ว ย น้� ำ ห ม า น ข้ึ น ไ ป ท า ง
ทิศตะวนั ตก จนถึงขวั เหนอื

10

หมายเหตุ บ้านห้องเจา๊ ะ เป็นชมุ ชน ของแม่น�้ำ มีศูนย์กลางอยู่ท่ีบ้านแฮ ่
ชาวบา้ นเลก็ ๆไมก่ หี่ ลงั คาเรอื นรมิ หว้ ย ข้ึนกับมณทลอุดร เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๓๙๖
น้�ำหมาน ทางทิศ ต.ตก ติดกับวัดศรี และตอ่ มาได้รับการสถาปนาข้นึ เป็น
ภูมิ์ เป็นชุมชนเก่าแก่มาก คุณแม่ “จงั หวัดเลย” เม่ือวนั ที่ ๔ มกราคม
มะลกิ รรณ ไชยปะ เลา่ แสดงความคดิ พ.ศ. ๒๔๕๐ (‘เมืองเลย’, สำ� นักงาน
เหน็ วา่ ชมุ ชนบ้านห้องเจา๊ ะ เปน็ ชาว จงั หวดั เลย, ๒๕๓๗ น. ๑๖-๑๗)
บ้านธรรมดามีสายสัมพันธ์กับ ครั้งแรกที่กลุ่มผู้อพยพชาว
ไทหล่ม อาจจะอยู่ที่น่ันก่อนการ หล่มเดินทางมาถึงเมืองเลยนั้นได้พา
อพยพมาของกลุ่มชาวลาวท่ีมาจาก กันไปลงหลักปักฐานอยู่ท่ีบ้านเมือง
เมอื งโสม เมอื งแสน เมอื งจนั ทรก์ เ็ ปน็ ใหม่ มีอาณาบริเวณตั้งแต่ถนนเอื้อ
ได้ พวกลาวซึ่งมาทีหลังจึงได้พากัน อารีย์ฝั่งต.ออกมาจนถึงโรงหนังเพชร
ตั้งบ้านเรือนอยู่ต่อจากบ้านห้องเจ๊าะ รามา ปัจจุบันเป็นลานจอดรถตรง
ไปทางทิศตะวันออกเลาะลงไปตาม ข้ามธนาคารกสิกรไทย (เป็นข้อ
ทางน้�ำไหล ตามแนว ๒ ฝั่งห้วยน้�ำ สนั นษิ ฐานวา่ การทมี่ ผี คู้ นจำ� นวนมาก
หมาน ได้มาต้ังบ้านเรือนรวมกันอยู่เป็น
เมื่อตระกูลศรีไชยะจากเมือง ชุมชนใหญ่ ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณ
หลม่ มาลงหลักปกั ฐานอยู่ตามแนว ๒ นั้นวา่ “บ้านเมืองใหม่” ) แต่ไมน่ าน
ฝง่ั หว้ ยนำ�้ หมานตอ่ จากบา้ นหอ้ งเจา๊ ะ เจ้าย่าบุญทันเห็นว่า พ้ืนท่ีตรงน้ันต่อ
ขึ้นไปจนถึงท่าช้างใต้ขัวเหนือในคร้ัง ไปจะคับแคบ ท้ังเห็นว่าบ้านแฮ่มี
นั้น ท�ำให้ชุมชนบ้านแฮ่เติบโตข้ึนอีก ความเจริญมากกว่าประกอบกับมี
มาก มีความเจริญและมีประชากร ห้วยน�้ำหมานที่เป็นได้ทั้งท่ีอยู่และ
หนาแน่นพอทีจะตั้งขึ้นเป็นเมือง จึง แหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ จึงได้
ไดร้ บั การโปรดเกลา้ ฯในสมยั รชั กาลที่ ยา้ ยบา้ นอกี ครงั้ หนง่ึ พรอ้ มกบั ยา่ นอ้ ย
๔ ต้ังขึน้ เป็น “เมืองเลย” ตามชือ่ แม่โซน้ นาคมายงั บา้ นแฮ่

11

12

การต้งั บ้านเรือนของตระกูลศรีไชยะและเครือญาติ

เจ้าย่าบุญทัน อยู่ฝั่งซ้ายของ เจ้าย่าน้อยแม่อาว์กวย อยู่
ล�ำห้วยน้�ำหมานต้ังแต่ท่าช้างลงมา บ้านเมืองใหม่ ปัจจุบันคือถนนเอื้อ
จนถึงขัว(สะพาน)วดั ศรภี ูมิ์ อารีย์ ฝั่งต.ออกตัดกับถนนเจริญรัฐ
เจ้าย่าน้อยแม่โซ้นนาค อยู่ ไปจนถงึ โรงหนงั ศรเี มอื งเลย ฝง่ั ต.ตก
ริมห้วยฝั่งขวาต่อจากบ้านห้องเจ๊าะ จรดบรเิ วณโรงหนงั เพชรรามาปจั จบุ นั
ขน้ึ ไปถงึ ขวั เหนือ (กม.๐) เป็นลานจอดรถ

13

๒. ทมี่ าของขอ่ื และความหมาย จากเสียงกลางแล้วเลื่อนขึ้นสูง ไม่ใช่
“แฮ่” ภาษาถิ่นหมายถึง “แร่” เสยี ง แฮ่ หรอื แห่ ของภาษาไทยกลาง
เนอื่ งจากบรเิ วณโดยรอบบา้ นแฮ่ อดุ ม ความหมายจงึ ไมใ่ ช่ แฮ่ (เสยี งขคู่ ำ� ราม
ไปด้วยแร่เหล็กและทองค�ำ พบมาก ของสนุ ขั ) หรอื แห่ (เคลอ่ื นเปน็ ขบวน)
ตามแนวลำ� ห้วยน�้ำหมาน โดยเฉพาะ แบบภาษาไทยกลาง ภาษาถน่ิ ไทเลย
ช่วงที่ไหลผ่านหมบู่ ้านแหง่ น้ี เหมอื นกบั ภาษาถน่ิ ลาวหลวงพระบาง
‘แฮ่’ ตรงกับค�ำว่า ‘แร่’ของ ไมม่ เี สยี งพยญั ชนะ ‘ร’ และ ‘ช’ หาก
ภาษาไทยกลาง วธิ กี ารออกเสยี ง เรม่ิ จะใช้เสียง ‘ฮ’ แทนเสียง ‘ร’ และ

14 เสยี ง ‘ซ’ แทนเสยี ง ‘ช’ ในภาษาไทย บางวันสามารถหาได้มากขนาด

กลาง เช่น รัก = ฮัก, ร้าน = ฮ้าน, เทา่ กับเขม็ เล่มหน่งึ ทเี ดยี ว
ช้อน = ซ้อน, ชอ่ = ซ่อ ฯลฯ คุณยายละออง วิจิตรจันทร์
จ า ก บั น ทึ ก ข อ ง มู โ อ ห ์ (๒๔๖๗ – ปัจจุบัน) เล่าวา่ ท่ีบา้ นเรา
(Mouhot) นักส�ำรวจชาวฝร่ังเศส ก็มีเตาถลุงเหล็ก มีหลุมเผาอยู่ใต้
ซ่ึงเดินทางมาถึงเมืองเลยเมื่อปี พ.ศ. ตน้ มะขามใหญท่ างลงหว้ ยทา่ ช้าง ....
๒๔๐๔ ได้บันทึกไว้ว่า ท่ีบ้านแฮ่ เหล็กที่ตีได้เน้ือดีมาก พวกที่ไปเรียน
มีการถลุงเหล็ก โดยวิธีขุดหลุมเผา ครูท่ีอุดรมักจะเอามีดเอาพร้าติดไป
ก้อนแร่อย่างง่ายๆ แต่สามารถผลิต ด้วยเพ่ือใช้ในการพัฒนาโรงเรียน
มีดอีโต้ และอุปกรณ์การเกษตรไป (โรงเรียนฝึกหัดครู) มีเพ่ือนๆมา
ขายตามจงั หวดั ใกลเ้ คยี งได ้ (‘จงั หวดั ขอยืมไปใช้แทบไม่ได้ว่างเลย เพราะ
เลย’, ส�ำนักงานจังหวดั เลย, ๒๕๔๘, มดี พรา้ ของเมอื งเลยคมและแขง็ แกรง่
น. ๓๐-๓๑) ไม่เหมือนมดี ที่อน่ื ...
คุณแม่มะลิกรรณ ไชยปะ
(๒๔๕๔-๒๕๔๑) เล่าว่าท่ีนี่เคยมี
โรงถลงุ เหลก็ อยู่ แต่บอกไม่ได้ชไี้ ม่ถกู
แล้วว่าอยู่ท่ีไหน เพราะบ้านเมือง
เปลี่ยนไปมาก จ�ำท่ีเดมิ ไมไ่ ด้ บนพ้ืน
ดินกม็ เี สา้ แร่ (ก้อนหินที่มีแร่ปน ก้อน
ใหญ่ขนาดท�ำเป็นเส้าก่อไฟได้)
อยู่เกลอ่ื นไปหมด พากนั ไปเกบ็ มาใส่
หลุมเผา แทบจะไม่ต้องขุดหากัน
เลย.........ชาวบ้านละแวกน้ีพากันหา
รายได้พิเศษโดยการแลง่ (รอ่ น) ทอง

15

๓. การเติบโตของชุมชนบ้านแฮ่
สู่การเปน็ ศูนย์กลางของจังหวดั เลย

“…ท้าวเตือนสุข ได้ปกครอง นนั ท์ ประวตั จิ งั หวดั เลย และพระธาตุ
เมืองเซไลอยู่พอสมควรก็เกิด ศรสี องรกั เมอื งเลยการพมิ พ์ จงั หวดั
ทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง เลย ๒๕๓๒ )
เน่ืองจากฝนแล้งติดต่อกันมาหลายปี จากขอ้ มลู ทไ่ี ดร้ บั การเผยแพร่
ทงั้ เกดิ โรคระบาดดว้ ย ชาวเมอื งเดอื ด อยา่ งกวา้ งขวางขา้ งตน้ เปน็ ทขี่ ดั แยง้
ร้อนท้าวเตือนสุขและประชาชนเห็น กับการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ซ่ึงสืบ
วา่ จะต้ังเมืองอยู่ ณ ที่เดมิ ไมเ่ หมาะ เชอื้ สายมาจากบรรพชนผมู้ ารว่ มสรา้ ง
จึงได้พร้อมราษฎรอพยพ ไปหาที่อยู่ บ้านแปงเมืองหลายข้อ น�ำมาสู่
ใหม่ โดยพากันเดินทางไปตามแม่น�้ำ ประเด็นที่ต้องสืบค้นเพ่ือเป็นข้อมูล
เซไล คอื แมน่ ำ�้ เลย........จนบรรลถุ งึ ที่ การศกึ ษาทางประวตั ศิ าสตรข์ องบา้ น
ราบกว้างใหญ่แห่งหนึ่งมีล�ำน�้ำสาย แฮต่ ่อไปดังนี้
หนง่ึ ไหลมาบรรจบแมน่ ำ้� เลยดว้ ย เหน็ ประเด็นที่ ๑ ท้าวเตือนสุขได้เคย
ว่าเป็นชัยภูมิเหมาะที่จะตั้งบ้านเมือง อพยพมาอยู่ท่ีบ้านแฮจ่ รงิ หรือไม่
จงึ ตกลงกันสรา้ งบ้านเรอื นขึ้นบริเวณ ประเด็นท่ี ๒ ใครสร้างวัดศรีภูมิ์และ
แห่งน้ี คอื ปจั จุบันเรียกว่าบ้านแฮ.่ .... พระมิง่ มงคลเมอื ง
เม่ือท้าวเตือนสุขจัดบ้านเมือง ประเด็นท่ี ๓ ประวัติทม่ี าของศาลเจ้า
เรยี บรอ้ ยแลว้ จงึ ไดพ้ าราษฎรสรา้ งวดั พ่อเมอื งโสม เมอื งแสน ของบ้านแฮ่
ขนึ้ แห่งหน่งึ เมอื่ พ.ศ. ๒๒๒๐ ใหช้ อ่ื
วา่ วดั ศรีภูมิ์ และไดส้ ร้างพระพุทธรปู
หล่อด้วยแร่ธาตุองค์หนึ่งช่ือ พระมิ่ง
มงคลเมือง....” (สาร สาระทัศนา

16

๔. ข้อมูลตอ่ ประเดน็ ทา้ วเตอื นสุข เจ้าฟ้าร่มขาว และเมืองเซไล

คุณยายละออง วจิ ิตรจันทร ์ (ขณะอายุ ๘๗ ปี ปจั จุบนั ๙๖ ปี)
เกิด ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๖๗

“…เกิดนี่ พ่อแม่ ปู่ย่าตายายก็เกิดน่ี ฮู้จัก มาได้ยินก็จากอาจารย์สารนี่
ใหญ่นี่กนั เบดิ (...เกิดที่น่ี พ่อแม่ ปู่ย่า แหละ มันบ่แหม่น (มันไม่ใช่)…
ตายายเกิดท่ีนี่ โตที่นี่กันท้ังหมด) อาจารยส์ ารก็บแ่ มน่ คนไทบา้ นนี่ เกิด
บ่เคยได้ยินชื่อนี้ บ่เคยได้ยินอิหยัง ด่านซ้ายพู้น(อาจารย์สารไม่ใช่ชาว
เกย่ี วกบั ทา้ วเตอื นสขุ (ไมเ่ คยไดย้ นิ ชอ่ื บา้ นนี้ ทา่ นเกดิ ทดี่ า่ นซา้ ยโนน่ ) มาอยู่
หรืออะไรท่ีเกี่ยวกับท้าวเตือนสุข) เมืองเลยก็ตอนมาท�ำงานศึกษา
เจ้าฟ้าห่มขาวก็บ่เคยได้ยิน เร่ือง นเิ ทศก์นี่ว๊า (นล่ี ะมง๊ั )…. ”
อพยพมาจากเมืองเซไลก็บ่มีบ่เคย

17

คณุ ยายจรี ะพรรณ ทพิ รส ขณะอายุ ๘๓ ปี ปัจจุบนั ๙๒ ป ี
เกิด ๑๓ เมษายน ๒๔๗๑

“…ได้ยินช่ือเซไลครั้งแรกก็ตอนที่เขา “เจ้าย่าเล่าว่าตอนท่ีอพยพมาจาก
ตั้งเป็นช่ือโรงเรียนที่วังสะพุงเม่ือไม่ หล่มน้ันอายุเพียง ๖–๗ ปี ต้องแบก
กี่ปีมาน่ีแหละ … ต้ังแต่ก่อนเจ้าปู่ กระบาย (กระบงุ ปากกวา้ ง) ใสข่ องกนิ
เจ้าย่าจะพากันมา บ้านแฮ่ก็มีชาว อาหารและผลไม้ เทินหัวของใคร
บา้ นชาวเมืองอยู่กันก่อนแล้ว แต่กไ็ ม่ ของเรา เดินเท้ารอนแรมอยู่ในป่าถึง
เคยได้ยนิ ผเู้ ฒ่าผแู้ ก่เล่าเรือ่ งราวอะไร ๖-๗ คืน จงึ มาถึงเมอื งเลย…”
สมยั กอ่ นเกยี่ วกบั ทน่ี ใ่ี หฟ้ งั ทา้ วเตอื น
สขุ ทา้ วอะไรก็ไมร่ จู้ กั .......

18

คุณตาภู ทมุ ศิริ ขณะอายุ ๘๓ ปี ปัจจุบันเสยี ชีวติ แลว้
พ.ศ. ๒๔๗๑ – ๒๕๕๔

“… ตั้งแต่กี้ศาลเจ้าพ่อเมืองแสนปุก ใหญ่ออกไปตง้ั หลายกอ…
(สร้าง) อยู่ใต้ต้นสะพุงใหญ ่ มีอีแฮ้ง … แตก่ กี้ ็มีแต่เจ้าพ่อเมอื งโสมเจา้ พอ่
จับอยู่หลายโต (มีนกแร้งจับอยู่ต้น เมืองแสน กับเจ้าพ่อกุดป่องถ่อน้ัน
สะพุงใหญ่หลายตัว) ลอบๆกเ็ ปน็ ปา่ (แตก่ อ่ นแตไ่ รมา กม็ เี พยี งเจา้ พอ่ เมอื ง
เฮว่ บม่ ไี ผอยากเทยี ว (รอบๆเปน็ ปา่ ชา้ โสมเจ้าพ่อเมืองแสน และเจ้าพ่อกุด
ไม่มีใครอยากเดินทางผ่านไปมา) ปอ่ งเท่าน้นั ) บม่ ผี ้อู นื่ เจ้าฟ้าห่มขาว
ตาไปขอให้คุณยายแม่ครูสายบัวมา ก็บ่มี บ่เคยได้ยิน เวลาวัดเพ่ินเฮ็ด
เฮด็ พธิ ใี ห ้ (คณุ ตาภไู ดไ้ ปขอใหค้ ณุ แม่ บญุ (เวลาวดั ทา่ นทำ� บญุ ) ไทบา้ น(ชาว
ของคุณครสู ายบวั ศิริรัชตพงษ์ มาท�ำ บ้าน)ก็พากันมาเลี้ยงเจ้าบ้าน เฮ็ด
พิธีล้างป่าช้าให้) จ่ังได้มาบุกเฮ็ดสวน พิธ(ี ท�ำพิธี) เชญิ เจา้ บ้านมา แล้วงาน
(จึงมาบุกเบิกท�ำสวนได้) ฟันกอไผ่ บญุ (เสรจ็ งานบุญ) กไ็ ปส่ง...”

19

คณุ ยายบวั รนิ ก่งิ กัลยา ขณะอาย ุ ๗๑ ปี ปัจจบุ ัน ๘๐ ปี
เกดิ ๑๑ ตลุ าคม ๒๔๘๓

“….ก่อนน้ีก็ไปท�ำบุญกับศาลเจ้าพ่อ ท้าวค�ำผาย ท้าวค�ำผง แล้วก็ท้าวบัว
น�ำไทบ้านเพ่ินทุกศีล (เมื่อก่อนก็ไป ทอง มาเทียมยายผาย มาทหี ลงั บม่ ีผู้
ท�ำบุญท่ีศาลเจ้าพ่อร่วมกับชาวบ้าน อนื่ บฮ่ จู้ กั เจา้ ฟา้ หม่ ขาว.... คณุ ตาสาร
คนอ่ืนทกุ วนั พระ).....ก็มีอยู่แตเ่ จา้ พอ่ เพ่นิ จั่งหามา (คุณตาสาร สาระทัศนา
เมืองโสม มาเทียมยายค�ำวันแม่ยาย นนั ท์ ทา่ นเพงิ่ จะมาอยบู่ า้ นแฮ)่ มาซอื้
แปงแม่ของคุณตาจันทร์ ชัชวาลย์นี่ สวนยายเครอื วลั ยต์ อ่ จากนายมาบา้ น
กับยายไซ(ไทร?)เจ้าพ่อเมืองแสน หอ้ งเจา๊ ะ อยฟู่ ากหว้ ยไปนี่ (อยฝู่ ง่ั ตรง
ทีหลังมาก็มีลูกชายเจ้าพ่อเมืองโสม ข้ามห้วยไปน)่ี .....”

20

คณุ ยายหนูเตน็ จิระนารท ขณะอายุ ๙๔ ปี ปัจจบุ ันเสียชีวติ แล้ว
เกิดปวี อก เดอื น ๗

“….พ่อชอื่ นายเตน้ ยุทธมานพ แม่ช่ือ กลับมาบ้านเฮาตอนยายอายุ ๑๐ ปี
นางเป๊ะ (ลูกยา่ น้อยแมโ่ ซน้ นาค) แม่ ย่างมาตั้ง ๖-๗ คนื (เดนิ เทา้ รอนแรม
เป็นคนบ้านแฮ่ ตายายก็เกิดบ้านแฮ่ มาต้งั ๖-๗ คืน) ....
อยู่กันมาเป็นเซ่น (อยู่กันมานานช่ัว ....เจ้าเมืองแต่เก่าก็บ่เคยฮู้จัก
ลูกช่ัวหลาน) ยายเกิดอยู่นครพนม (เจา้ เมอื งสมยั กอ่ นกไ็ มเ่ คยรจู้ กั ) บเ่ คย
พ่อย้ายไปเฮ็ดงานอยู่พู้น (พ่อย้ายไป ได้ยินช่ือท้าวเตือนสุขจักแม่นผู้ใด๋
รบั ราชการอยทู่ นี่ ครพนม) พากนั ยา้ ย ฮู้แม๊ (เป็นใครก็ไม่รูจ้ รงิ ๆ)...”

21

คณุ ยายลาน มาลสี า ขณะอายุ ๘๘ ปี ปจั จุบันเสยี ชวี ติ แล้ว
“…เกิดนี่ ใหญ่นี่ (...เกิดที่น่ี โตท่ีน่ี) (ชว่ ยกจิ กรรมของวดั มาตลอด)...บเ่ คย
ไปวัดท�ำบุญท�ำทานน�ำเพิ่น (“เพ่ิน” ไดย้ นิ ซอ่ื ทา้ วเตอื นสขุ (ไมเ่ คยไดย้ นิ ชอ่ื
ในที่นี้คุณยายหมายถึงคุณพ่อสมาน ท้าวเตือนสุข) บ่ฮู้จัก บ่เห็นมีไผเว้า
และคุณแม่มะลิกรรณ ไชยปะ) กับ หาจกั เทอ่ื (ไม่รูจ้ กั ไม่เห็นมีใครพูดถึง
ผู้เฒ่าผู้แก่มาต้ังแต่เล็กแต่น้อย สักคร้งั ) บม่ ดี ็อก(ไม่มีหรอก) …”
ซ่อยเพิ่นเฮ็ดกับวัดกับวามาตลอด

22

พระเจ้าใหญภ่ ายในอโุ บสถวดั ศรีภมู ์ิ ถ่ายเม่อื ๘ มีนาคม ๒๕๕๔

23

๕. ขอ้ มูลต่อประเดน็ คำ�ถาม ใครสรา้ งวดั ศรภี มู ิ์ และพระมิง่ มงคลเมอื ง
จากค�ำบอกเล่าของคุณแม่ ต่างกนั ๕ ถึง ๖ ร่นุ คือ รุน่ ท่ี ๑ ป่ยู า่
มะลิกรรณ ไชยปะ ซึ่งไดร้ บั การบอก ตายาย, รุน่ ท่ี ๒ พอ่ แม,่ ร่นุ ที่ ๓ ลูก,
เลา่ สบื ตอ่ มาเชน่ กนั วา่ พระพกั ตรข์ อง รุ่นที่ ๔ หลาน, รุ่นท่ี ๕ เหลน, และ
องคพ์ ระเจา้ ใหญใ่ นโบสถว์ ดั ศรภี มู นิ์ น้ั รุ่นท่ี ๖ โหลน หากนางมะลิกรรณ
ชา่ งป้ันได้รปู แบบมาจากใบหน้า ของ ไชยปะเป็นรุ่นที่ ๓ ก็เป็นไปได้ว่า
แม่นางค�ำพุ่ง เมียเจ้าเมืองน้�ำฮุ่ง รุ่นท่ี ๑ – ๒ สมัยนางมะลิกรรณน้ัน
(ปจั จบุ นั เปน็ หมบู่ า้ นหนง่ึ อยทู่ างตอน อาจเปน็ รนุ่ ที่ ๓ – ๔ หรอื กระท่งั ร่นุ ท่ี
ใตเ้ มอื งไชยบรุ ี ใตเ้ มอื งหลวงพระบาง) ๒ ของรุ่นก่อนหนา้ นี้ก็ไดท้ ั้งนั้น ทงั้ น้ี
รูปหน้าแป้นใหญ่ ขาวนวลดัง หากค�ำนวณจากการเกิดข้ึนของวัด
พระจันทร์วันเพ็ญ เป็นค่านิยมทาง ศรภี ูมเ์ิ ม่ือปีพ.ศ. ๒๒๒๐ กม็ ีความ
ความงามของหญิงสาวยุคน้ัน ข้อมูล เป็นไปได้สูงว่า ปู่ย่า ตาทวดของ
นบี้ ง่ ชว้ี า่ วา่ บรรพบรุ ษุ ผบู้ อกเลา่ เรอื่ ง ตระกลู เกา่ แกข่ องบา้ นแฮค่ อื กลมุ่ คน
นี้ คงเปน็ ผทู้ ม่ี ชี วี ติ อยใู่ นชว่ งการสรา้ ง ท่ีรว่ มกนั สรา้ งวัดศรีภมู ์ิ ย่ิงไปกว่า
วัด สร้างพระเจ้าใหญ่ หรืออาจเป็น น้ันช่ือของแม่นางค�ำพุ่ง และเมือง
ผทู้ เี่ กดิ ทนั ไดร้ บั รขู้ อ้ มลู ดงั กลา่ วกเ็ ปน็ น้�ำฮงุ่ นอกจากจะเป็นการยนื ยนั วา่
ได้ ใครเปน็ ผสู้ รา้ งแลว้ ยงั เปน็ ขอ้ บง่ ชวี้ า่
ขอ้ สงั เกตตอ่ ชว่ งเวลา องิ ตาม บรรพชนด้ังเดิมของบ้านแฮ่น้ันมี
ข้อมูลทางสถิติท่ีระบุว่า ประชากร ความผูกพันและมีสายสัมพันธ์ใกล้
ไทยมีอายุโดยเฉล่ียอยู่ระหว่าง ๗๕– ชดิ กบั ชาวลาว จากทางใตข้ องแขวง
๘๐ ปี แต่คนโบราณส่วนมากมีอายุ ไชยบุรี มิใชจ่ ากเมอื งเซไลหรอื บ้าน
ยืนยาวกว่าน้ัน โดยเฉลี่ยจะอยู่ท่ี ทรายขาวแต่อยา่ งใด
๘๐–๙๐ ปี ดงั นน้ั ประชากรท่ีอยรู่ ่วม
กันในสังคมครอบครัว จึงมีวัยท่ีแตก

24 พระครูคัมภีรป์ ัญญาคม (พระอุดม เขมาภริ โต)
อดีตเจา้ อาวาสวัดศรภี มู ิ
ส่วนช่ือ ‘พระม่ิงมงคลเมือง’ น้ันไม่มี
การบันทึกเร่ืองราว การตั้งชื่อเอาไว้ ถา่ ยท่ีบนั ใดศาลาฉนั วัดศรภี ูมิ
จึงไม่ทราบวา่ ใครเปน็ คนตัง้ น่าจะได้
จากมติของท่ีประชุมจากความเห็น
ช อ บ ข อ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร จั ง ห วั ด
หลงั การค้นพบ
เป็นท่ีน่าสังเกตว่า ท้ังวัดศรี
ภูม์ิและพระม่ิงมงคลเมือง มิได้มีการ
บนั ทกึ เรอ่ื งราวหรอื จารกึ ชอ่ื ผสู้ รา้ งแต่
อย่างใด ท้ังน้ีอาจจะเนื่องจากมิได้
สร้างขึ้นมาเพ่ือเสริมบารมีผู้ใดหรือ
มีผู้มีบารมีคนใดด�ำริให้สร้าง หากแต่
เกดิ จากการรว่ มแรงรว่ มใจ รว่ มกำ� ลงั
และศรทั ธาทชี่ าวบา้ นรว่ มกนั สรา้ งขนึ้
เพ่ือเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจและเป็น
ศูนยก์ ลางของชุมชน

25

นายสมาน ไชยปะ
ถา่ ยกับรถแห่เทียนเขา้ พรรษา

หน่วยวดั ศรภี มู ิ

26

๖. ขอ้ มลู ตอ่ ประเดน็ ประวตั คิ วามเปน็ มา ศาลเจา้ พอ่ เมอื งโสม เมอื งแสน

27

ณ ท่ีแห่งน้ี ก่อนน้ีชาวบ้าน (วัฒนธรรมทางภาษาของลาว มักจะ
เรียกว่า “ศาลเจ้าพ่อเมืองโสม-เมือง เรยี กผเู้ ป็นน้อง วา่ “น้อย” เชน่ น้อง
แสน” เป็นท่ีพ�ำนักและเป็นสถานท่ี สาวของยา่ เรียกวา่ “ย่าน้อย” หาก
ประกอบพธิ ีบวงสรวง เลีย้ งบ้านและ เป็นพี่สาวของย่า ก็จะเรียกว่า
เซ่นไหว้เจ้าพ่อ มีความเป็นมาพร้อม “ย่าใหญ”่ )
กับการมาของครอบครัวท้าวไชยะ แม่นางเทียมร่างทรงคน
กุมารอุปฮาตเมืองหล่มและเจ้าย่า สุดท้ายที่เก่ียวข้องเป็นเครือญาติท่ี
บญุ ทันหลานสาวเจ้าเมืองเหงา้ นบั ได้ นางเทียมเจ้าพ่อเมืองโสมคอื
ย้อนไปยังช่วงที่ครอบครัว อาวแ์ ปงลกู ยา่ คำ� วนั และนางเทยี ม
ต้นตระกูลศรีไชยะและเครือญาติ เจา้ พอ่ เมอื งแสนคอื อาวช์ อบลกู อาว์
พรอ้ มบา่ วไพรจ่ ากเมอื งหลม่ ออกเดนิ สวน
ทางมายังเมืองเลยเม่ือประมาณปี เมื่อทางเทศบาลได้จัดระบบ
พ.ศ. ๒๓๙๖ นั้น เน่ืองจากอพยพ การครอบครองท่ีดิน ให้เจ้าของผู้
มากันเป็นจ�ำนวนมากจึงได้อัญเชิญ ครอบครองทด่ี นิ ถอื โฉนดและกำ� หนด
เจ้าพ่อเมืองโสมและเจ้าพ่อเมืองแสน ให้มีบ้านเลขที่ ย่าค�ำวันจึงได้ปักปัน
ให้ติดตามมาคุ้มครองโดยผู้อัญเชิญ เขตบรเิ วณศาล แยกออกมาเปน็ ท่ีอยู่
ทรงมากับย่าน้อยทั้ง ๒ เป็นท่ียึด อาศัย เหลืออาณาเขตที่เห็นปัจจุบัน
เหนยี่ วจติ ใจและสรา้ งขวญั กำ� ลงั ใจให้ ให้เป็นทีส่ ำ� หรบั ประกอบพิธ ี
กับทุกคนในการเดินทางบุกป่าฝ่าดง อาวแ์ ปงรา่ งเทยี มเจา้ พอ่ เมอื ง
เพื่อมาต้ังหลักแหล่งท่ีบ้านใหม่เมือง โสมขณะน้ัน จึงได้ออกไปอยู่กับลูก
ใหม ่ นางเทยี มเจา้ พอ่ เมอื งโสม คอื ยา่ หลาน คุณตาจีน ศรีไชยะ (หลาน)
น้อยแม่อาว์กวย แลนางเทียมเจ้าพ่อ เห็นสมควรแบ่งพ้ืนที่ติดล�ำห้วยท้าย
เมอื งแสนคือย่าน้อยแมโ่ ซ้นนาค น้อง สวน กม. ๐ ติดขัวเหนือ ให้เป็นที่ต้ัง
สาวทั้ง ๒ ของเจ้าย่าบุญทัน ศาลเจา้ พอ่ เมอื งโสมแหง่ ใหม ่ เมอื่ สน้ิ

28 อาว์แปงแล้ว ไม่ปรากฏมีผู้สืบทอด - เจ้าพ่อเมืองโสมเป็นพี่ชายของเจ้า

เปน็ รา่ งทรงตอ่ ศาลเจา้ แหง่ นนั้ จงึ รา้ ง พอ่ เมอื งแสน รา่ งทรงใหม่ของเจ้าพอ่
ไป นางมะลกิ รรณและนายสมาน ไชย เมืองโสมคือนางค�ำวัน ต่อมานางค�ำ
ปะ ผู้สืบทอดมรดกจึงได้ยกท่ีดิน วันเสียชีวติ นางคำ� แปงลกู สาวไดเ้ ปน็
บริเวณนั้นให้เป็นท่ีท�ำกินของนายมี รา่ งทรงใหมแ่ ทน และหลงั นางคำ� แปง
ก่ันบรรเทา ผ้ดู แู ลสวน แตน่ ้นั มา เสยี ชีวติ ยังไม่มรี า่ งทรงต่อ
สว่ นอาวช์ อบ รา่ งเทยี มเจา้ พอ่ - รา่ งทรงของเจา้ พอ่ เมอื งแสนตอ่ จาก
เมืองแสนก็ไปอาศัยอยู่กับลูกหลานท่ี นางชอบลงมาคือนางแกะ นางหม่น
บ้านเมืองใหม่ (ถนนเอ้ืออารีย์ และนางไทร จนกระท่ังนางไทรเสีย
ปจั จบุ นั )เชน่ กนั ศาลเจา้ แหง่ นน้ั จงึ คง ชวี ติ ยงั ไมม่ ีร่างทรงแทน
ช่ือไว้เพียง “ศาลเจ้าพ่อเมืองแสน” - ท้าวค�ำผาย ท้าวค�ำผงและท้าวบัว
แต่นั้นมา และใช้เพื่อประกอบ ทองเป็นลูกชายเจา้ พอ่ เมอื งโสม
พธิ ีกรรมเทา่ น้ัน - รา่ งทรงทา้ วคำ� ผายคอื นางเพยี น ตอ่
ทกุ รายชอื่ ทรี่ ะบแุ ละทด่ี นิ ใน จากนางเพยี นคอื นางสายยน
ครอบครองที่ตกเป็นมรดกตกทอด - ร่างทรงใหม่ของท้าวค�ำผงคือนาง
ของทายาทมาจนถงึ ปจั จบุ นั เปน็ ขอ้ ล้อม ต่อจากนางล้อมยังไม่มีร่างทรง
เท็จจริงท่ีอ้างอิงได้ จึงเป็นร่องรอย แทน
ทางประวัติศาสตร์ท่ีบอกความเป็น - รา่ งทรงใหมท่ า้ วบวั ทองคอื นางทพิ ย์
มาและการเกิดข้ึนของศาลเจ้าพ่อ ร่างทรงปจั จบุ นั คอื นางสอน
เมืองแสน ของชุมชนบ้านแฮ่เป็น - นายจนั พนั เป็นจ้ำ� หลังจากเสียชีวติ
หลกั ฐานที่ประจักษ์ไดใ้ นปัจจุบนั ยังไมม่ คี นแทน
คณุ ยายบัวรนิ กง่ิ กลั ยา เลา่ - นายวันโทมเป็นหมอเสกหมอแคน
ประวัติเจ้าพ่อทุกองค์ท่ีมาประทับท่ี หลังนายวันโทมเสียชีวิต มีนายคูน
ศาลเจา้ แห่งนไี้ ว้ว่า และนายสะอิง้ เป็นแทน

-ยายหนั และยายล้อม เป็นนางแต่ง ตระกูลศรไี ชยะและเครือญาติ 29
ค�ำอธิบาย “จ�้ำ” คือคนสื่อสารกับ
เจ้าพ่อ เป็นพ่ีเลี้ยงคอยดูแล จัดหา เจา้ ปหู่ มอ่ นชอ่ื ท้าวไชยกมุ าร
จดั การ ส่ิงของเครอื่ งใช้ ตามทเี่ จา้ พ่อ เป็นอุปฮาต (ราชบตุ ร) เจ้าเมอื งหลม่
ตอ้ งการ และประสาน สอื่ สารบอกแก่ ชื่อของเจ้าปู่เป็นท่ีมาของสกุล
ชาวบา้ น “ศรไี ชยะ” ต้งั โดยคณุ ตาจนี เดมิ เจ้า
“หมอเสกหมอแคน” เปา่ แคนบรรเลง ย่าบุญทันและเจ้าปู่ใช้นามสกุล
เพ่ือการฟอ้ นร่ายรำ� ในขณะท�ำพธิ ี “จันทะพมิ พะ”
“นางแต่ง” จัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เจ้าย่าหม่อน (เจ้าย่าบุญทัน)
ดอกไมธ้ ปู เทยี น และเครื่องบูชา เปน็ หลานสาวเจ้าเมืองเหงา้ ปจั จุบนั
เป็นเพียงหมู่บ้านหน่ึงอยู่ในเขต
หล่มเก่า
เม่อื ประมาณ ปีพ.ศ. ๒๓๙๖
(ประมาณจากช่วงชีวิตของเจ้าย่า
บุญทัน สิริอายปุ ระมาณ ๙๗ ปี เสีย
ชีวติ เมอ่ื ปีพ.ศ. ๒๔๘๗ ) ครอบครัว
ของเจา้ ยา่ บญุ ทนั และญาตพิ ีน่ อ้ งอีก
หลายครอบครัว ได้อพยพมาต้ัง
รกรากกันอย่ทู ่ีเมืองเลย โดยครัง้ แรก
มาอยู่ท่บี ้านเมอื งใหม่ ( ตรอกไก่ตาย
ปัจจุบันคือถนนเอื้ออารีย์ ฝั่งตะวัน
ออก )

30

ขนุ ราชภกั ดี (บุญชู) สุวรรณสิงห์ นางอนิ ทร์ (ศรไี ชยะ) สวุ รรณสงิ ห์
( ได้รับความอนเุ คราะห์ภาพจาก นางถาวรวรรณ โกมาสถติ ย์ )

“เจ้าย่าเล่าว่าตอนท่ีอพยพมาจาก ทราบแต่เพียงว่า ขึ้นไปอยู่เมือง
หล่มน้ันอายุเพียง ๖–๗ ปี ต้องแบก เชยี งใหม่และสิน้ ชีวิตอยู่ท่นี ่นั
กระบาย (กระบงุ ปากกวา้ ง) ใสข่ องกนิ เจ้าย่ามีสามีใหม่ เป็นชาว
อาหารและผลไม้ เทนิ หวั ของใครของ บา้ นนาออ้ ชอื่ ทา้ วเนตร บญุ ชติ เปน็
เรา เดินเท้ารอนแรมอยู่ในป่าถึง ลุงของอา้ ยจันทา บญุ ชติ (พี่ชายคณุ
๖-๗ คนื จงึ มาถงึ เมอื งเลย…” ยายบัวตอง แม่พี่บานเย็น ภรรยาพ่ี
(จรี ะพรรณ ทิพรส) สนทิ วิจติ รจันทร)์
เจ้าย่ามีลูกเหลืออยู่เพียง
ครอบครวั ใหญท่ เี่ ปน็ หลกั ในการยา้ ย ๒ คน คือ นางอินทร์ และท้าวจีน
ถน่ิ ฐานจากหลม่ มาเมอื งเลยครงั้ นน้ั (คณุ ตาจนี ศรีไชยะ)
มี ๓ ครอบครวั น า ง อิ น ท ร ์ แ ต ่ ง ง า น กั บ
๑. เจา้ ยา่ บญุ ทันแตง่ งานกบั ขนุ ราชภกั ดี (บญุ ช)ู ตน้ สกลุ สวุ รรณ
เจา้ ปไู่ ชยกมุ าร เปน็ ตน้ กำ� เนดิ ตระกลู สิงห์ (ขนุ ราช เปน็ ลูกของเจ้ายา่ บุญชู
ศรไี ชยะ มลี กู ๒ คนคอื นางอนิ ทรแ์ ละ ตระกูลขุนราช อพยพมาจากเมือง
ทา้ วจนี ตอ่ มาเจา้ ปแู่ ยกทางกบั เจา้ ยา่ แก่นทา้ ว หลวงพระบาง)

31

นายจีน ศรไี ชยะ นางแถว ศรีไชยะ
พ.ศ. ๒๔๒๖ - ๒๕๑๑ พ.ศ. ๒๔๒๙ - ๒๔๙๘

ขุนราชฯและนางอินทร์มีลูก ทน่ี ายมา เสรฐิ ศรี เปน็ นายกเทศมนตรี
เหลืออยู่ ๖ คน คือ คุณลุงกองสิน, และท้ายสุดด�ำรงต�ำแหน่งนายก
คุณลุงบัวทอง (สน่ัน), คุณป้าจันทา, เทศมนตรี เทศบาลเมืองเลย จน
คุณลุงทองหนัก, คุณป้าจันแดง, ถงึ แกก่ รรม เมอื่ ปีพ.ศ. ๒๕๑๑
คุณป้าแพงศรี และคุณลุงค�ำปุ่น คุณยายแถว เป็นลูกก�ำพร้า
(วิสทุ ธิ์) ไมร่ จู้ กั แม ่ พอ่ เปน็ กลุ า (ไทใหญ)่ เดนิ
คุณตาจีนเดิมรับราชการเป็น ทางมาขายมีด ดาบ ง้าว และมาปัก
นายตรวจฝิ่น (กรมสรรพสามติ ) เม่ือ หลักอยเู่ มืองเลย ถูกฆา่ ชงิ ทรัพย์ตาย
มีเปล่ียนแปลงการปกครองท้องถ่ิน คณุ ยายเตม็ เลยี้ งคณุ ยายแถว
เปน็ จงั หวดั อำ� เภอและตำ� บล คณุ ตา ลูกกำ� พร้าพ่อก�ำพร้าแม่ มาตงั้ แตเ่ ลก็
จนี ศรไี ชยะไดร้ บั แตง่ ตงั้ ใหเ้ ปน็ กำ� นนั
คนแรกของตำ� บลกดุ ปอ่ ง อำ� เภอเมอื ง
เลย จังหวัดเลย หลังเกษียณอายุ
ร า ช ก า ร ไ ด ้ รั บ ก า ร เ ลื อ ก ตั้ ง เ ป ็ น
เทศมนตรี เทศบาลเมืองเลย ในสมยั

32

นายประสทิ ธ(์ิ บวั รศ) ศรไี ชยะ
พ.ศ. ๒๔๔๘ – พ.ศ. ๒๔๘๙

33

พชี่ ายและนอ้ งสาวทัง้ ๔

คณุ ตาจนี คณุ ยายแถว ศรไี ชยะ มลี กู เหลอื อยู่ 5 คนคอื คณุ ลงุ ประสทิ ธ์ิ
(บัวรศ) ศรไี ชยะ คุณแม่มะลิกรรณ ไชยปะ คุณนา้ กา้ นกอ่ ง ไชยศรสี งคราม,
คณุ น้าสายทอง อิ่มเอิบ, และคุณนา้ ละออง วิจติ รจนั ทร์

34 ๒. เจ้าย่าน้อยแม่อาว์กวย ๓. เจ้าย่าน้อยแม่โซ้นนาค

เป็นน้องสาวเจ้าย่าหม่อนบุญทัน (เจ้าย่าน้อยอีกคนหน่ึง น้องถัดจาก
สร้างบ้านเรือนอยู่บ้านเมืองใหม ่ เจ้าย่าหม่อน) เป็นเมียขุนพินิจ เป็น
บรเิ วณถนนเออื้ อารยี ป์ จั จบุ นั มลี กู ๗ แม่ของย่านาค ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้าน
คนคอื เหนอื บรเิ วณทา่ ชา้ งตดิ กนั กบั บา้ นเจา้
เจ้าอาว์กวย เป็นแม่ของ ย่าบุญทันปัจจุบันคือท่ีตั้งของทีวี
อาว์บวย, อาว์บา (หลวงตาหลุยส์ โฮเตล็
จันทสาโร), และอาว์สุข ยา่ นาค (ลูกสาวคนเดยี วที่เกิดกับขนุ
เจ้าอาวป์ นิ่ (ถงึ แกก่ รรม) พินิจ) มีลูกคือ
เจ้าอาว์ปุ่น แม่ของอาว์มะลิ, อาเบง็ คำ� เมยี อาโฮม เปน็ แม่
อาว์มาลัย ยุกติรัตน์ (อยบู่ า้ นไผ่) อาค�ำปั่น, อาพูนสวัสดิ์ (ลูกเล้ียงเกิด
เจ้าอาว์นวล เป็นแม่ของอาว์ จากอาต)ุ๊
สวิน, อาว์ไสว อาตุ๊ เป็นแม่อาโต๊ะ, อาเติม,
เจ้าอาวส์ วน เปน็ พอ่ ของอาว์ อาพูนสวัสด์ิ บุญยเนตร (ไปเป็นลูก
ชอบ วินณรงค์ (นางเทียมเจ้าพ่อ เล้ยี งอาเบง็ ค�ำ)
เมอื งแสน) และอาว์เสง่ียม อาเตย เป็นเมียครูจันที ไม่มี
เจา้ อาวฟ์ อง ไม่แตง่ งาน ลกู
เจ้าอาว์กอง เป็นแม่ของอาว์ อาสุกัน ไมม่ ลี ูก ไม่มเี มีย
อุดม แมค่ รนู อ้ ย, อ้ายฟอ่ น, อา้ ยทอน อาหนหู ลนั่ (เมยี อาโตะี จนั ทร์
บ้านเมอื งใหม่ แฉ่ง) แม่พ่ีรัญจวน, พี่เจียมจิตต์, พี่
ธีระ, รุ้งลาวลั ย์
ต่อมาย่าน้อยแม่โซ้นนาคมี
สามใี หมค่ อื ขนุ วจิ ติ ร (ตน้ สกลุ วจิ ติ ร
จนั ทร)์ มลี กู คอื ยา่ เพง็ เปน็ แมอ่ ายอย

ปภู่ ู เปน็ พอ่ อา้ ยสมพงษ,์ อา้ ย 35

พร้อม, เอื้อยสมัย (บานชื่น), อ้าย เกร็ดของครอบครัว
ลำ� พูน, เอือ้ ยบญุ ส่ง และเกร็ดเมืองเลย
๑. เจ้าอาว์กวย ได้กับขุน
ปู่สุภีร์ เป็นพ่อเอื้อยทองมี, วาณิชนิกร (มุก สุรสิงห์) ซึ่งตอนน้ัน
อา้ ยหว,ี อา้ ยขาว, เอ้ือยฟอง อยู่บา้ น ขนุ นกิ รแตง่ งานแล้ว มลี ูก 3 คน ยา่
ติ้ว พรหมา เมียหลวงขุนนิกรไม่ยอม(จะ
ย่าค�ำวัน เป็นแม่อาแปง ผกู คอตาย) จงึ ต้องได้เลกิ กนั ขนุ นิกร
(นางเทียมเจ้าพ่อเมืองโสม), จึงได้ยกที่ดินบริเวณบ้านเมืองใหม่
อาจันทร์ ชชั วาลย์ (ตรอกไก่ตาย) ที่ถูกจ�ำนองเอาไว้
ย่าเป๊ะ เป็นแม่เอื้อยละมุน, คืนให้และให้เน้ือที่เพ่ิมยาวมาจนถึง
อ้ายหมุน, เอือ้ ยนอ้ ม, เอื้อยทพิ ย์ โรงหนังศรีเมืองเลย ปัจจุบันคือ
เมื่อลูกๆแต่งงาน ส่วนหน่ึง บริเวณช่วงอาคารพานิชซอยศรีเมือง
แยกครอบครัวไปสร้างบ้านอยู่ตาม เลย ตรงกันข้ามธนาคารกรุงไทย
แนวริมห้วยฝัง่ ตรงกนั ข้าม กับท่าชา้ ง สาขาเลย ถนนเจรญิ รฐั ... เจา้ อาวก์ วย
ตง้ั แตใ่ ตข้ วั เหนอื ลงมาจนถงึ บา้ นหอ้ ง มลี กู กบั ขนุ นิกรคนหนง่ึ คือ อาวบ์ วย
เจา๊ ะ บางคนไปอยบู่ ้านต้วิ สว่ นย่าค�ำ ๒. อาว์บวย แต่งงานกับ
วันนางเทียมเจ้าพ่อเมืองโสมแยก นายอ้วน ปัญญารชุน ไทเมืองหล่ม
ออกมาสร้างบ้านอยู่ติดกับป่าช้า มีลูกสาวคนเดียวคือ ป้าเอื้ออารีย์
ทา้ ยหมบู่ า้ น บรเิ วณศาลเจา้ พอ่ เมอื ง อดุ มสทิ ธิ์ ในสมัยทปี่ ้าเออื้ อารียไ์ ดร้ บั
แสนปจั จบุ นั ครอบคลมุ บรเิ วณหวั มมุ เลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
คีรีรัฐซอย ๓ ตัดกับทางแยกไปน�้ำ จังหวัดเลย ได้พัฒนาตรอกไก่ตาย
สรา้ งหลวง ปรับขยายท�ำให้การเข้าออกสะดวก
ข้ึนและและต้ังชื่อให้เป็นเกียรติว่า
ซอยเอื้ออารีย์ ปัจจุบันคือถนนเอื้อ
อารยี ์

36 ๓. เจ้าอาว์กวยแต่งงานใหม่ นายกล้าและนายเข้มแข็ง) คนท่ี ๒

กบั ทา้ วบญุ ทนั ลกู ชายเจา้ เมอื งแกน่ คอื คณุ ศรนี วลภรรยาของพระเสนห่ า
ท้าว ให้ก�ำเนิดลูกอีก ๒ คนคือ มนตรี สุคนธหงส์ คหบดีเมือง
อาวบ์ า (หลวงตาหลยุ ส์ จันทสาโร) หาดใหญ่ มลี กู ๓ คน (ชาย ๒ หญิง
และอาว์สขุ ๑) ลูกสาวคนเดียวคือ คุณหญิงช่ืน
๔. นายถวลั ย์ นพคณุ มาจาก จิตต์ สขุ มุ ภริยานายเกษม สุขุม
หล่มสักรับราชการ เป็นเสมียนอยู่ ๖. ศาลากลางจังหวัดเลย
หอ้ งธรรมการ (ศึกษาธกิ าร) แต่งงาน กอ่ นนอี้ ยทู่ บี่ รเิ วณกดุ ปอ่ ง ปจั จบุ นั คอื
กบั นางจนั ทรแ์ ดง ลกู สาวคนหนงึ่ ของ ส�ำนักงานการท่องเท่ียวจังหวัดเลย
ขุนราชฯกับนางอินทร์ มีลูกสาวด้วย ตัวอาคารที่ท�ำการได้รับการขึ้น
กนั คนเดยี วคอื นางถาวรวรรณ โกมา ทะเบียนอนุรักษ์เป็นอาคารเก่าทาง
สถิตย์ นางจันทร์แดงเสียชีวิตหลัง ประวัติศาสตร์เมืองเลย ส่วนบริเวณ
คลอดลูก ญาติพี่น้องไม่ต้องการให้ อาคารที่ท�ำงานเทศบาลและสถานี
นายถวลั ยไ์ ปแตง่ งานใหมก่ บั คนอนื่ จงึ วิทยุกระจายเสียงก่อนนั้นเป็นบ้านผู้
ยกนางแพงสี น้องสาวของนางจนั ทร์ พพิ ากษา
แดงให้เป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง เล้ียง เมอื่ ปพี .ศ. ๒๕๑๒ ศาลากลาง
นางถาวรวรรณหลานก�ำพร้าแม่มา จังหวัดเลยได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านน้อย
ตง้ั แตเ่ กดิ นายถวลั ยม์ ลี กู กบั นางแพง สนามบิน บริเวณทุ่งนาน้อยปัจจุบัน
สอี กี ๑๐ คน คือแนวบริเวณต้ังแต่ศาลจังหวัดเลย
๕. นายถวัลย์ นพคุณเป็นลูก และศาลากลางจังหวัดเลย ไปจนถึง
คนสุดท้องในจำ� นวนพ่นี ้อง 3 คน คน สนามโรงเรียนเมืองเลยเป็นพื้นท่ีราบ
แรกคอื คณุ ยายคำ� วนั สตี ะธนี ภรรยา และกว้างยาวมาก เคร่ืองบินท่ีมา
ขุนอักษรสรรค์ ศึกษาธิการจังหวัด เมืองเลยจะต้องมาลงท่ีน่ี รวมท้ัง
อดุ รธานี (มลี กู ชาย ๓ คนคอื นายกลำ้� เครอื่ งบนิ โดยสาร ๖ คนจากอุดรกม็ า

37

38 ลงท่ีน่ีเช่นกัน ทุ่งนาน้อยนี้เป็นของ ม่งน่ีไปเฮ็ดศาลากลาง(ทางราชการ

คุณตา (ก�ำนันจีน ศรีไชยะ) ยกให้ อยากได้ที่ตรงน้ีไปสร้างศาลากลาง)
หลวงเพอื่ ใชส้ รา้ งศาลากลางจงั หวดั มาขอซื้อ คุณตาบ่ให้ขาย (คุณตา
แห่งใหม่โดยไม่ขอรับเงินเวนคืน ก�ำนันจีน ศรีไชยะไม่ให้ขาย) ยกให้
(คณุ แมม่ ะลกิ รรณ ไชยปะเลา่ วา่ ทตี่ รง หลวงเพิ่นซือๆ (ยกให้ทางราชการ
นเี้ ปน็ ทม่ี รดกทคี่ ณุ ตายกให้ เมอื่ หลวง เปล่าๆ) เพิ่นว่าลูกหลานเฮ็ดงานเป็น
ท่านมาขอซื้อที่เพ่ือจะสร้างศาลา ข้าราชการกันซุผู้ซุคน (คุณตาจีน
กลางหลงั ใหม่ คณุ ตาได้บอกใหย้ กให้ กล่าวว่าลูกหลานท�ำงานเป็น
หลวงไปเลย ด้วยเหตุผลว่าลูกๆ ข้าราชการทุกคน) หลวงเพ่ินเลี้ยง
หลานๆต่างรับราชการกินเงินเดือน เฮา(ทางราชการเล้ยี งพวกเรา) บต่ อ้ ง
หลวงกันทุกคนจึงไม่ให้ขาย) ไปเอาน�ำเพ่ิน (ไม่ต้องไปเอาเงิน
๗.เร่ืองเล่าจากปากคุณแม่ ทา่ น).......”
มะลิกรรณ ไชยปะ.... ๘. ท่ีเมืองเลยก็มีทหารญี่ปุ่น
“นาน้อยขี้ดินงาม (นาน้อยดินดี) ได้ ผ่านมาเช่นกัน พวกเขาได้พักนอนที่
ข้าวเทอ่ื ละ ๒๐-๓๐ ทอ (เก็บเกี่ยว วดั ศรภี มู ิ เวลาอาบน�้ำก็จะพากนั ลง
ข้าวไดค้ รง้ั ละ๒๐-๓๐ กระทอ) เกอื บ มาอาบกนั ที่ทา่ วัด อาบแบบญป่ี ุ่นคือ
เข่ิงเล้า (เกือบครึ่งเล้า) เป็นเด่ินดี ลงไปแช่ในน้�ำโดยไม่มีเสื้อผ้าติดกาย
(เป็นลานสวย) เฮือบินมาก็มาลง เลย พอตกเยน็ ชาวบา้ นกจ็ ะพากนั มา
น่ี(เคร่ืองบินมาลงท่ีนี่) ไทบ้านพากัน เต็มขัววัด (สมัยนั้นเป็นสะพานไม้ไผ่
ไปเบ่ิง(ชาวบ้านพากันไปดู) เห็น มดั ท้งั ล�ำใชไ้ ดเ้ ฉพาะหนา้ น้�ำลง) มาดู
เฮอื บนิ ดกุ วา่ เห็นรถยนต์ (เห็นเคร่อื ง ทหารญ่ีปุ่นอาบน้�ำเป็นท่ีขบขันมาก
บินบ่อยกว่าเห็นรถยนต์) ตั้งแต่ก้ีมัน (ผู้เล่า คณุ ยายละออง วจิ ิตรจันทร)์
บ่มีทาง รถมายาก (ก่อนน้ีไม่มีถนน
รถมาล�ำบาก)......หลวงเพ่ินอยากได้

39

“......หลวงเพ่ินอยากไดม้ ง่ น่ีไปเฮ็ดศาลากลาง
(ทางราชการอยากไดท้ ่ีตรงน้ีไปสรา้ งศาลากลาง)

มาขอซอ้ื คณุ ตาบใ่ หข้ าย
(คุณตากำ�นนั จนี ศรไี ชยะไมใ่ ห้ขาย) ยกให้
หลวงเพิน่ ซือๆ (ยกใหท้ างราชการเปลา่ ๆ)
เพน่ิ ว่าลกู หลานเฮด็ งานเปน็ ขา้ ราชการกันซุผซู้ คุ น
(คุณตาจนี กล่าวว่าลูกหลานทำ�งานเปน็ ขา้ ราชการทกุ คน)
หลวงเพน่ิ เลย้ี งเฮา (ทางราชการเล้ียงพวกเรา)
บต่ ้องไปเอานำ�เพน่ิ (ไม่ตอ้ งไปเอาเงนิ ท่าน)......”

40 ๙. สมัยแรกเร่ิมการศึกษา เกิดจากกระแสน�้ำเปล่ียนทิศทางชาว

เมืองเลยมีโรงเรียนระดับประถม บ้านเรียกว่าเลยหลง ปัจจุบันคือ
ศึกษาอยู่ ๓ แห่งคือ วัดศรีสุทธาวาสวรวิหาร พระอาราม
๑). โรงเรียนวัดศรีภูม์ิ สอน หลวง สว่ นโรงเรยี นวดั ศรสี ะอาด ยา้ ย
ระดับ ป.๑ – ป.๒ นายทองหนัก เขา้ มาสรา้ งอาคารเรยี นใหม่ นอกแนว
สุวรรณสิงห์เป็นครใู หญ ่ ก�ำแพงรั้ววัด คือบริเวณที่ต้ังของ
๒). โรงเรียนวัดศรีสะอาด โรงเรยี นศรสี ะอาดปจั จบุ นั กอ่ นนเ้ี ปน็
(เทศบาล ๑) สอนระดับ ป.๑ – ป.๔ บา้ นพกั อยั การ (สมยั นน้ั มอี ยั การท่ี ๑
ครมู า เสรฐิ ศรีเปน็ ครูใหญ่ - ท่ี ๒ และผพู้ พิ ากษาที่ ๑ - ที่ ๒)
๓). โรงเรียนวัฒนดรุณี ๑๑. โรงเรยี นวัดศรีภูม์ิ ปดิ ตวั
(เทศบาล ๒) ครูใหญค่ อื ครูค�ำตา ผา ลง และย้ายนักเรียนไปเรียนต่อช้ัน
โคตร สอนระดบั ป.๑- ป.๔ ป.๓ - ป.๔ ท่ีโรงเรียนวัฒนดรุณี
๑๐. วัดศรีสะอาดตั้งอยู่ริม ตอ่ มาโรงเรยี นวฒั นดรณุ ถี กู ยบุ ไปรวม
ตล่ิงแม่น้�ำเลย (มีแนวเขตก�ำแพงร้ัว กบั โรงเรยี นวดั ศรสี ะอาด (เทศบาล ๑)
วัดเลียบตามหัวมุมถนนเจริญรัฐและ และมกี ารสรา้ งโรงเรยี นระดบั ประถม
ถนนพิพัฒน์มงคลปัจจุบันคือบริเวณ ศึกษาขึ้นใหม่อีกแห่งหน่ึงอยู่เยื้องฝั่ง
เว้ิงคลินิกหมอสุระพล ถูกกระแสน�้ำ ตรงกันข้าม คือโรงเรียนถนนพิพัฒน์
กัดเซาะในฤดูน�้ำหลากทุกปีจนเกือบ มงคล (ปจั จบุ นั เปน็ ทต่ี ง้ั ของสำ� นกั งาน
หมด เจา้ อาวาสวดั ศรสี ะอาดขณะนนั้ เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเลย
คือหลวงปู่ศรีจันทน์ วัณณาโภ เขต ๑ ด้านทิศใต้ของถนนพิพัฒน์
จำ� เปน็ ตอ้ งยา้ ยวดั ทา่ นไดต้ ดั สนิ ใจไป มงคล) ส่วนโรงเรียนวัฒนดรุณี
สรา้ งวัดใหม่ ล่องตามแมน่ ำ�้ เลยลงไป ถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนอนุบาล
ห่างจากวัดศรีสะอาดแห่งเดิมไม่ไกล เลย (ปัจจุบันคือ ส่วนหน่ึงของ
นัก พื้นท่ีเป็นดอนดินบริเวณกว้าง ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถม

41

ศึกษาเลย เขต ๑ ด้านทิศเหนือของ สมัยน้ัน สอนตั้งแต่ช้ันอนุบาลจนถึง
ถนนพิพัฒน์มงคล) ต่อมาโรงเรียน ช้ัน ม.๓ ปัจจุบันเป็นอาคารที่พัก
ถนนพิพัฒน์มงคล เปลี่ยนชื่อเป็น อาศัยข้าราชการของวิทยาลัย
โรงเรียนเมืองเลย พร้อมๆกับการ อาชีวศกึ ษาเลย
เปลี่ยนระบบการศึกษาระดับประถม สว่ นโรงเรยี นหญงิ คอื โรงเรยี น
ศกึ ษา จาก ๔ ปี เปน็ ๗ ปี (ป.๑ – สตรีเลย ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของส�ำนัก
ป.๗) มีครูเล้ียง อิ่มเอิบเป็นครูใหญ่ สง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการ
และเปน็ อาจารยใ์ หญใ่ นเวลาต่อมา ศกึ ษาตาอัธยาศยั (กศน.)
๑๒. การศึกษาสายสามัญ ๑๓. การศึกษาสายอาชีพ
ศึกษาของเมืองเลยสมัยน้ันแยกเป็น แยกเป็นโรงเรียนการช่างสตรี (ช่าง
โรงเรียนชาย และโรงเรียนสตรี เย็บ) ปจั จบุ นั คือวทิ ยาลยั อาชวี ศึกษา
รร.ชายคือโรงเรียนสโมสร (เลย เลย และโรงเรยี นการชา่ งชาย (ชา่ งไม)้
สโมสร) มีครูชวน สุทธิรักษ์ เป็น ทบี่ า้ นติ้ว ปัจจบุ นั คอื วิทยาลยั เทคนคิ
ครูใหญ่ เดิมต้ังอยู่ริมแม่น้�ำเลย เลย
ฝง่ั ตะวนั ออกของถนนเจรญิ รฐั ตอ่ มา
โรงเรียนเลยสโมสร ย้ายไปอยู่ ณ ท่ี
ปัจจุบันคือโรงเรียนเมืองเลยและ
เ ป ลี่ ย น ช่ื อ เ ป ็ น โ ร ง เ รี ย น ส โ ม ส ร
วิทยาลัยเลย มขี นุ เดชกญุ ชร ศกึ ษา
กร เป็นครูใหญ่ ส่วนสถานท่ีเดิมน้ัน
ครูทศ ศิลาสัยได้ขอเช่าท่ีของราช
พัสดุ และปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียน
พิสิษฐ์อนุสรณ์ เป็นโรงเรียนราษฏร์
แหง่ แรกและแหง่ เดยี วของจงั หวดั เลย

42

โรงเรยี นเลยสโมสรและคณะครู
ปัจจุบันเปน็ ท่ตี ้งั ของโรงเรยี นเมืองเลย

โรงเรียนเลยสโมสรและคณะครู
ปจั จุบนั เป็นท่ตี ง้ั ของโรงเรียนเมอื งเลย

43

ขนุ เดชกญุ ชร ศึกษากร
ครใู หญค่ นแรกของโรงเรยี นเลยสโมสร

44

ตระกูลไชยปะและเครือญาติ

ตระกูลไชยปะสืบเชื้อสายมา ๓. ปู่สที า
จากพระมหาณรงค์ (ท้าวค�ำสม) ๔. ปู่ทมุ หรือป่จู ำ� ปา เปน็ ตา
เจ้าเมืองด่านซ้าย เมื่อแก่ตัวลง ของอา้ ยหวาง อา้ ยแล่ม ไทเมืองหลม่
พระมหาณรงค์ได้ให้พระแก้วอาสา ๕. ย่าขุนนรา เป็นยายของ
(ทา้ วกองแสง) ผเู้ ปน็ ลกู ชาย ขนึ้ ครอง อาค�ำพลกิ ไชยอดุ ม
เมืองด่านซ้ายแทน พระแก้วอาสา เจ้าปู่สีทา เป็นผู้ท่ีชาวบ้าน
มีอาคมและเก่งกล้าในการรบมาก ท่าลี่และหมู่บ้านใกล้เคียงให้ความ
เคยน�ำไพร่พลไปร่วมกับเจ้าพระยา เคารพย�ำเกรงมาก มีช่ือเสียงและมี
บดินทร์เดชา สิงห์ สิงหเสนีย์ อาคมเก่งกล้า เคยเดินทางไปค้าขาย
ครง้ั ปราบกบฏจนี ฮอ่ จนไดร้ บั ชยั ชนะ ไกลถงึ เมอื งยา่ กงุ้ ถงึ ๒ ครง้ั เจา้ ปสู่ ที า
ส่วนตัวพระมหาณรงค์เองได้พาผู้คน ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านท่าล่ี
สว่ นหนง่ึ ยา้ ยออกมาตง้ั รกรากใหมอ่ ยู่ จนเกษยี ณอายุ
ท่ีภูคร่ัง ได้เมียใหม่อีกคนหนึ่งท่ีนั่น เจา้ ปสู่ ที า สมรสกบั เจา้ ยา่ บญุ
เป็นที่เลื่องลือวา่ งามมาก มีลูก ๘ คน คือคุณลุงจันที, คุณลุง
ทายาทสืบเช้ือสายจากพระ สอน, คุณป้าอ่อนสี, คุณลุงทองใบ,
มหาณรงค์กับเมียที่ภูครั่ง แยกบ้าน คุณลุงสาตี, คุณลุงพิจารณ์ (วันลี),
ย้ายเรือนลงมาตั้งรกรากท่ีท่าล่ี คุณลุงทุมมี (ลุงหนัก), และคุณพ่อ
เป็นต้นตระกูลไชยปะและเครือญาต ิ สมาน (จนั ดี)
๕ ครอบครวั คือ
๑. ปสู่ น่ั เปน็ ตาทวดของอาว์
สมัคร(โกหล่าน) จาตรุ นตร์ ังษี
๒. ย่าบวั เปน็ แม่ยายของครู
สวาสด์ิ กาษรสวุ รรณ

45

เจา้ ปู่สที า ไชยปะ เจ้าย่าบุญ ไชยปะ

เกรด็ ของครอบครัวไชยปะและบ้านทา่ ลี่
๑. คร้ังท่ีเครือญาติลูกหลาน ๒. ในบรรดาลูกหลานท่ีสืบ
อพยพมาตั้งรกรากอยู่ทีท่ ่าล่ี ได้สร้าง เช้ือสายมาจากพระมหาณรงค์
บ้านเรือน กระจายเป็นแนวไปตลอด (ท้าวค�ำสม) ที่ย้ายถิ่นฐานจากภูครั่ง
เส้นทางกลางหมู่บ้าน ตามแนวถนน มาตั้งรกราก อยู่ที่ท่าล่ี คุณป้าหนัก
ทรงฆะศิริปัจจุบัน เมื่อท่าลี่ถูกยก เลา่ วา่ ปสู่ นั่ และปสู่ ที ามอี าคมแกก่ ลา้
ฐานะข้ึนเป็นอ�ำเภอ ทางการได้ขอ มาก ปู่สั่นนั้นหากวันใดของข้ึน ปู่จะ
แลกท่ีดินท่ีกับเจ้าปู่สีทาเพื่อจะท�ำ ออกจากบ้านหายตัวเข้าไปอยู่ในป่า
เปน็ สถานทร่ี าชการ ใหเ้ ปน็ ทตี่ ง้ั สถานี บางครง้ั กเ็ ขา้ ไปอยใู่ นกอไผห่ รอื เขา้ ไป
ต�ำรวจและที่ว่าการอ�ำเภอ เจ้าปู่มี อยู่กลางกอหนามหนาทึบได้โดยไม่มี
ความยนิ ดี ไดย้ า้ ยบา้ นไปอยฝู่ ง่ั ตรงกนั ขีดข่วนอันตรายใดๆ มีอยู่คร้ังหนึ่ง
ขา้ มตอ่ ลงไปถงึ รมิ นำ้� (ขอ้ มลู พสี่ มพร ปขู่ องขนึ้ เขา้ ไปอยกู่ ลางกอหวายใหญ่
ไชยปะ ลูกคุณลงุ หนัก) บริเวณปา่ หน้าทว่ี ่าการอำ� เภอทา่ ลี่

46 ปัจจุบัน เม่ืออาคมหมดลงปู่ออกมา ได้แกงหน่อไม้ส้มใส่หอยแมลงภู่แห้ง

จากกอหวายไมไ่ ด้ ตอ้ งอาศยั ชาวบา้ น ให้พวกเขากิน เขาบอกว่าอร่อยมาก
กว่าสบิ คนแผว้ ถางเข้าไปน�ำปอู่ อกมา จ�ำได้ว่าพวกเขามีหมาพันธุ์ญี่ปุ่นตัว
ส�ำหรับปู่สีทาน้ันเป็นที่เป็นท่ีเคารพ เลก็ ๆขนฟมู าดว้ ย (คณุ ยายจรี ะพรรณ
ย�ำเกรงของชาวบ้านท่าลี่รวมไปถึง ทพิ รส)
บา้ นละแวกใกลเ้ คยี ง จงึ ไดร้ บั การแตง่ ๔. คุณลุงพิจารณ์ ไชยปะ
ตั้งให้เปน็ ผู้ใหญบ่ า้ นท่าลี่ แตง่ งานกบั คณุ ปา้ จนั ทา สวุ รรณสงิ ห)์
๓. ช่วงสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ มลี ูก ๑๒ คน
คุณพอ่ (ศกึ ษาสมาน ไชยปะ) รักษา ๕. คุณพ่อสมาน ไชยปะ
การนายอ�ำเภอท่าลี่ เคยได้ให้การ แต่งงานกับคุณแม่ มะลิกรรณ
ตอ้ นรับทหารญปี่ ุ่น ๖-๗ นาย ทเี่ ดิน (ศรีไชยะ) มีลกู ๑๒ คน ผเู้ ขยี นเปน็
ทางผ่านท่าล่ีจะไปเพชรบูรณ์ ให้มา ลกู คนสดุ ท้องของครอบครัวนี้
กนิ ขา้ วทบ่ี า้ น ตอนนนั้ อายุ ๑๖-๑๗ ปี

47

ภาพเกา่ เลา่ เร่ือง

ต้นตระกูลศรีไชยะ

(นั่ง) คณุ ยายเต็ม เจ้าย่าบุญทนั คณุ ยายแถว (เด็ก ยืน ๒ คน) คณุ น้าละออง คณุ นา้ สายทอง
(ยนื ) คณุ น้ากา้ นก่อง คณุ ป้าปอ้ ง คุณแมม่ ะลกิ รรณ คณุ ตาจนี คณุ ลงุ ประสิทธ(์ิ บัวรศ)อมุ้ พจ่ี ำ� รสั

48

เมืองเลยในอดตี

ภาพทุง่ นาป่องและโบสถว์ ัดศรีภมู ์ิ ๑๓ กย. ๒๕๑๓ ถ่ายโดย นพ.อุเทอื ง ทพิ รส

ผานกเค้า ประตูสู่เมอื งเลย

49

ทศั นแ์ ม่น้�ำเลยและภูละบดิ หน้าศาลากลางจังหวดั เลย
ในภาพยงั เหน็ หาดทรายแม่น�ำ้ เลยท่ยี าวไปจนถงึ ท่านำ้� ร.ร.สโมสรและท่าบ้านเมอื งใหม่
ผานกเค้า พ.ศ. ๒๔๙๗

50

นำ้� พทุ รี่ .ร.เมอื งเลย ปี ๒๕๐๗ ด้าน
หลังคือทงุ่ นาปอ่ ง

นกั เรียนร.ร.เมอื งเลยเข้าแถวหน้าเสาธงทีส่ นามหนา้ ร.ร. ติดถนนพิพฒั น์มงคล
ปัจจุบนั เป็นทตี่ ้ังอาคารสำ� นกั งานการศกึ ษาพื้นฐาน


Click to View FlipBook Version