รายงาน
เร่ือง ดักลาส แมคเกรเกอร์ (DouglasMurrayMcGregor)
จดั ทาโดย
นางสาว ภูมริ ัตน์ อตั ภูมิ
รหัสนักศึกษา 6510409004
เสนอ
ดร.รอง ปัญสังกา
รายงานเล่มนี้ เป็ นส่วนหน่ึง ของรายวชิ า
ED201 จิตตวทิ ยา สาหรับครู
คณะศึกษาศาสตร์สาขาภาษาไทย
ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565
วทิ ยาลยั สันตพล อดุ รธานี
คานา
รายงานเร่ืองน้ี เป็นส่วนหน่ึงของรายวชิ า ED201 จิตวทิ ยาสาหรับครู โดยมี
จุดประสงคใ์ นการศึกษาท่ีทฤษฎี X และ Y ของแมคเกเกอร์
เรียนรู้เกี่ยวกบั ชีวประวตั ิของแมคเกรเกอร์
ท้งั น้ีเน้ือหาท้งั หมดสืบคน้ ตามแหล่งขอ้ มลู บนอินเทอร์เนต็ บทความเกี่ยวกบั X
และ Y ในการจดั ทารายงานเลม่ น้ีหวงั วา่ มีขอ้ มลู จะเป็นประโยชน์ต่อผทู้ ่ีสนใจไม่มากก็
นอ้ ยหากผิดพลาดประการใด
ขออภยั มา ณ ที่น้ีดว้ ย
นางสาว ภูมิรัตน์ อตั ภมู ิ
6510409004
ประวตั ิ
เกิด : 6 กนั ยายน 2449
เสียชีวติ : 1 ตลุ าคม 2507
อายุ : 58 ปี
แมคเกรเกอร์ (McGregor, 1960) ไดช้ ้ีใหเ้ ห็นถึงแบบของการบริหาร 2 แบบ
คือ ทฤษฎี X ซ่ึงมีลกั ษณะเป็นเผดจ็ การ และทฤษฎี Y หรือการมีส่วนร่วม แตล่ ะ
แบบเก่ียวขอ้ งกบั สมมุติฐานท่ีมีตอ่ ลกั ษณะของมนุษย์
แนวคดิ สาคญั
แมคเกรเกอร์ (Douglas McGregor) เป็นผคู้ ิดคน้ ทฤษฎี X และทฤษฎี Y โดยได้
ศึกษาวธิ ีการที่ผบู้ ริหารมองตวั เองสมั พนั ธ์ กบั บคุ คลอื่น ทศั นะนต้ี อ้ งการความคิดใน
การรับรู้ธรรมชาติของ มนุษย์ เป็นเครื่องมือทชี่ ่วยจดั การทศั นะทางสังคม และศึกษาถึง
แนวทางในการบริหารบุคคลภายในองคก์ ร โดยไดเ้ รียกร้องให้ ผบู้ ริหารเปล่ยี นแปลง
มุมมองมนุษยจ์ ากมุมมองตามทฤษฎี X ไปเป็นมมุ มองตามทฤษฎี Y
ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ของแมคเกรเกอร์
แมคเกรเกอร์ (MeGregor, 1960) ไดช้ ้ีใหเ้ ห็นถึงแบบของการบริหาร 2 แบบ คือ
ทฤษฎีถึง x ซ่ึงมีลกั มณะเป็นเผดจ็ การซ่ึงทฤษฎีง x คือคนประเภทเกียจคร้าน ในการ
บริหารจึงควรใชม้ าตรการบงั คบั มีระเบียบกฎเกณฑค์ อยกากบั มีการควบคุมการทางาน
อยา่ งใกลช้ ิด และมีการลงโทษเป็นหลกั ส่วนทฤษฎี หรือการมีส่วนร่วม ซ่ึงทฤษฎี คือคน
ประเภทขยนั ควรมีการกาหนดหนา้ ที่การงานท่ีเหมาะสมทท้ ายความสามารถสร้างแรงจูงใจ
ในการปฏิบตั ิงานเชิงบวกและควรเปิ ดโอกาสใหม้ ีส่วนร่วมในการบริหารงานแตล่ ะแบบ
เก่ียวขอ้ งกบั สมมุติฐานที่มีต่อลกั มณะซ่ึงสามารถแยกแยะแต่ละทฤษฎีในการกระทาของ
มนุษยไ์ ดด้ งั น้ี
1.มนุษยโ์ ดยทวั่ ไปไม่ชอบการทางาน และพยายามหลีกเส่ียงงานก็สามารถทาได้ ซ่ึง
มนุษยม์ ีสญั ชาตญาณที่จะหลีกเดี่ยงงานทุกอยา่ งเทา่ ท่ีจะทาได้
2.เนื่องจากการไม่ชอบทางานของมนุษย์ มนุษยจ์ ึงถูกควบคุม บงั คบั หรือขม่ ข่ใู หท้ างาน
ชอบใหส้ ่งั การ
และใชว้ ธิ ีการลงโทษ เพื่อใหใ้ ชค้ วามพยายามไดเ้ พียงพอ และบรรจุวตั ถุประสงคข์ อง
องคก์ ารเน่ืองจากไม่ชอบ
ทางานจึงตอ้ งมีการใชอ้ านาจบงั คบั ควบคุม แนะนา ข่จู ะลงโทษ
3. มนุษยโ์ ดยทว่ั ไปพอใจกบั การช้ีแนะส่งั การหรือการถกู บงั ดบั ตอ้ งการหลีกเส่ียงความ
รับผดิ ชอบ มีความทะเยอทะยานนอ้ ย และตอ้ งการความมนั่ คงมากที่สุด ผบู้ ริหารตาม
ทฤษฎี X จึงตอ้ งสร้างแรงจูงใจโดยการข่มขู่ และลงโทษ โดยการแนะนาช้ีแนวทางในการ
ทางานหลีกเส่ียงความรับผดิ ขอบ และตอ้ งการความปลอดภยั มากกวา่ สิ่งอ่ืนเพอ่ื ทาใหถ้ ูก
นอ้ งใชค้ วามพยายามให้บรรจุความสาเร็จตามเป้าหมายขององคก์ ารนน่ั คือทฤษฎี x มี
สมมติฐานวา่ ตอ้ งบงั คบั ใหม้ นุษยท์ างานเพราะมนุษยเ์ กียจคร้าน และไม่ค่อยรับผิดชอบ ผล
คือผบู้ ริหารจะควบคุมผูใ้ ดบ้ งั กบั บญั ชาอยา่ งใกลช้ ิด และจูงใจคนดว้ ยการใหเ้ งิน หรือ
ผลประโยชน์ แต่ถา้ ทาผิดก็จะมีการคาดโทษกนั ส่วนผไู้ ดบ้ งั คบั บญั ชาอาจจะทาตามสงั่ ไม่
สนใจปรับปรุงงานเน้นั เร่ืองเงินเป็นหลกั ทฤมฎีน้ีจึงเหมาะใชใ้ นท่ีท่ีขาดคนงานและมี
มาตรฐานการครองชีพ
แบบทฤษฎี x มคี วามเช่ือว่า
มนุษยโ์ ดยทวั่ ไปไม่ชอบการทางาน และพยายามหลีกเส่ียงงานถ้าสามารถทาได้
มนุษยม์ ีสญั ชาตญาณท่ีจะหลีกเล่ียงงานทุกอยา่ งเทา่ ที่จะทาได้
2.เน่ืองจากการไม่ชอบทางานของมนุษย์ มนุษยจ์ ึงถกู ควบคุม บงั คบั หรือขม่ ข่ใู หท้ างาน
ชอบใหส้ ั่งการและใชว้ ธิ ีการลงโทษ เพื่อใหใ้ ชค้ วามพยายามไดเ้ พียงพอ และบรรลุ
วตั ถปุ ระสงคข์ ององคก์ ารเนื่องจากไม่ชอบทางานจึงตอ้ งมีการใชอ้ านาจบงั คบั ควบคุม
แนะนา ขจู่ ะลงโทษ
3. มนุษยโ์ ดยทวั่ ไปพอใจกบั การช้ีแนะส่งั การหรือการถูกบงั คบั ตอ้ งการหลีกเส่ียงความ
รับผดิ ชอบ มีความทะเยอทะยานนอ้ ย และตอ้ งการความมนั่ คงมากที่สุด ผบู้ ริหารตาม
ทฤษฎี x จึงตอ้ งสร้างDouglas McGregorแรงจูงใจโดยการข่มขู่ และลงโทษ โคยการ
แนะนาช้ีแนวทางในการทางานหลีกเล่ียงความรับผดิ ชอบ และตอ้ งการความปลอดภยั
มากกวา่ ส่ิงอื่นเพื่อทาใหล้ ูกนอ้ งใชค้ วามพยายามใหบ้ รรลุความสาเร็จตามเป้าหมายของ
องคก์ ารนนั่ คือทฤษฎี x มีสมมติฐานวา่ ตอ้ งบงั กบั ใหม้ นุษยท์ างานเพราะมนุษขเ์ กียจคร้าน
และไมค่ ่อยรับผดิ ชอบ ผลคือผบู้ ริหาร จะควบคุมผถู้ ูกบงั คบั บญั ชาอยา่ งใกลช้ ิด และจูงใจ
คนดว้ ยการใหเ้ งิน หรือผลประโยชน์ แต่ถา้ ทาผิดกจ็ ะมีการคาคโทยกนั ส่วนผใู้ ดบ้ งั กบั
บญั ชาอาจจะทาตามส่งั ไม่สนใจปรับปรุงงานเนน้ เร่ืองเงินเป็นหลกั กฤษฎีน้ีจึงเหมาะใชใ้ น
ที่ท่ีขาดคนงานและมีมาตรฐานการครองชีพ ต่า Mcgrcgr กลา่ ววา่ ถา้ คนไดต้ ามท่ีตอ้ งการท้งั
กายและใจทฤษฎีน้ีคงใชไ้ ม่ไดผ้ ล
แบบทฤษฎี Y มคี วามเช่ือว่า
1.การทางานเป็นการตอบสนองความพอใจ ซ่ึงความพยายามของมนุษยท์ างกาลงั กาย
กาลงั ใจต่องาน มีมากเท่ากบั การเลน่ และการพกั ผอ่ น
2.การข่มขดู่ ว้ ยวิธีการลงไทษไม่ไดเ้ ป็น วิธีการที่ดีท่ีสุดในการดูงใจใหค้ นทางาน บคุ คลที่
ผกู พนั กบั การบรรลุถึงความสาเร็จตามเป้าหมายขององคก์ าร จะมีแรงจูงใจดว้ ยตนเองและ
ควบคุมตนเอง การควบคุมและการบงั คบั จากภายนอกไม่ใช่วิธีเดียวท่ีจะใหก้ ารงานบรรอุ
วตั ถปุ ระสงคเ์ พราะคนยอ่ มท่ีจะทางานดว้ ยความเป็นตวั ของตวั เอง
3.ความผกู พนั ของบคุ คลที่มีต่อเป้าหมายข้ึนอยกู่ บั รางวลั และผลตอบแทนที่พวกเขา
คาดหวงั วา่ จะไดร้ ับเม่ือเป้าหมายบรรถถึงความสาเร็จ ซ่ึงมนุษยม์ ีความพอใจที่จะทางานให้
สาเร็จดว้ ยความต้งั ใจ
4.ภายใตส้ ภาพแวดลอ้ มที่เหมาะสมในการทางาน เป็นการจูงใจใหบ้ ุคคลยอมรับและ
แสวงหาความรับผดิ ชอบ มีความคิดสร้างสรรคใ์ นการทางาน ซ่ึงคนเราไมเ่ พียงเรียนแต่
เพยี งการขอมรับผดิ ชอบเท่าน้นั ยงั แสวงหาความรับผิดชอบเพ่มิ ข้ึนอีกดว้ ย
5.ความสามารถในการใชค้ วามคิดจินตนาการความเฉลียวฉลาดและความคิดริเริ่มแกป้ ัญหา
ต่างๆท่ีประสบเป็นสิ่งที่มีอยใู่ นทกุ ตวั คน
6.ในสงั คมปัจจุบนั มนุษยแ์ ต่ละคนมี โอกาสแสดงความสามารถเพียงส่วนหน่ึงเท่าน้นั นน่ั
คือตามทฤษฎี y เชื่อวา่ มนุษยม์ ีความคิดริเริ่ม ความขขนั ความรับผิดชอบ อยากใหม้ ีความ
ร่วมมือ เพียงแต่ผบู้ ริหารจะพฒั นาคน หรือจูงใจคนเหลา่ น้ีอยา่ งถูกตอ้ งไดแ้ ค่นน เพยี งไร
วธิ ีการคือตอ้ งจดั หรือสร้างสภาพแวดลอ้ มให้
ผใู้ ดบ้ งั คบั บญั ชาไดส้ มดงั หวงั และองคก์ ารก็จะไดต้ ามเป้าหมาย โดยไม่ตอ้ งควบคุมอยา่ ง
เขม้ งวดแตใ่ นทางตรงกนั ขา้ ม ผบู้ งั คบั บญั ชาจะส่งเสริมใหผ้ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาควบคุมตวั เอง
หากอยากไดร้ ับการยกยอ่ งมีตาแหน่งมีความกา้ วหนา้ งานจึงเสมือนการเลน่ หรือการ
พกั ผอ่ น ถา้ สภาพแวดลอ้ มมีความเหมาะสม นนั่ กค็ ือคนจะสนุกกบั
งาน มีแรงจูงใจทางานอยา่ งเป็นสุข จะทางานดว้ ยความกระตือรือร้นหรือทามากกวา่ ท่ี
มอบหมาย หรือพยายามเสนอแนะการปรับปรุงงานท่ีมีอยใู่ หม้ ีประสิทธิภาพมากข้ึนยอม
ทมุ่ เทเวลาให้อยา่ งเต็มท่ีเพื่อจะไดเ้ ป็นที่ยอมรับ
แนวความคิด คือ ทาใหเ้ ราเห็นถึงภาพลกั ษณ์ของคน วา่ แต่ละคนมีท้งั ดว้ นท่ีดีและดา้ น
ที่ไม่ดี ดงั น้นั เราจึงควรคนท้งั สองคา้ นไมค่ วรมองเพียงดา้ นใคดา้ นหน่ึง เพราะเราจะไม่รู้วา่
คนน้นั เป็นคนดีหรือไม่ดี ยกตวั อยา่ ง เช่น เวลาตารวจตรวจจบั หมวกกนั น็อค ถา้ เรามองใน
แง่ลบเรากค็ ิดวา่ ตารวจรีดไถประชาชน หาเงินเขา้ กระเป๋ า
ตวั เอง แต่ถา้ มองในแง่บวก กจ็ ะเห็นไดว้ ติ ารวจน้นั เป็นผรู้ ักษากฎหมาย เมื่อเห็นประชาชน
ไมป่ ฏิบตั ิตามกฎหมายตารวจก็ตอ้ งจบั เพ่อื ในคร้ังต่อไปประชาชนจะไดไ้ มท่ าผิดกฎหมาย
อีกและคนท่ีขบั ขี่ยานพาหนะกจ็ ะไดป้ ลอดภยั
รูป Donglas Mc Gregor เห็นวา่ คนมี 2 ประเภท และการบริหารคนท้งั 2 ประเภท ตอ้ งใช้
วิธีการบริหารแตกตา่ งกนั ซ่ึงแมคเกรเกอร์ช้ีใหเ้ ห็นวา่ ในการจูงใจใหท้ างานน้นั ผบู้ ริหาร
จะตอ้ งใชท้ ฤษฎี y และเขาตอ้ งมองคนในแง่ดี เปิ ดโอกาสใหผ้ ใู้ ดบ้ งั คบั บญั ชาใช้
ความสามารถของตนอยา่ งเตม็ ที่ การใชท้ ฤษฎี y จูงใจคนไดม้ ากกวา่
การใชท้ ฤษฎีX แต่ท้งั น้ีมิไดม้ ีความหมายวา่ จะละเลยตอ่ การควบคุมเสียโดยสิ้นเชิง
นอกจากน้ีไดก้ ล่าวถึงสิ่งที่
บรรณานุกรม
http://file.siam2web.com/cmmba/mc_gregor.pdf