รายงานผลการด าเนินงาน โครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ โรงเรียนบ้านเนินจ าปา นางสาวกุลรดา โชติคณภัทร์ ปีการศึกษา 2565 โดย ต าแหน่ง ครู ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
ก คำนำ การที่จะพัฒนาการเรียนการสอนให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ ได้นั้น แหล่งการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ปฏิบัติ จริง และเกิดความใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้ในปัจจุบันหากใช้กระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียนเพียง อย่างเดียวจะไม่สามารถพัฒนากรอบแนวคิดได้เท่าที่ควร โครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ จึงเป็นการจัดกิจกรรมให้แก่นักเรียน ซึ่งให้ สอดคล้องและสนองนโยบายการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่จะส่งเสริมให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ นอกห้องเรียน เกิดทักษะจาก ประสบการณ์จริง สามารถนำประสบการณ์มา วิเคราะห์และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมและมี ความสุข
ข สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1 บทนำ 1 ▪ ที่มาและความสำคัญ 1 ▪ วัตถุประสงค์ 1 ▪ เป้าหมาย 1 ▪ ผลที่คาดว่าจะได้รับในการจัดกิจกรรม 2 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 3 บทที่ 3 ขั้นตอนการดำเนินการ 9 บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน 10 บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ 12 ภาคผนวก 13
บทที่ 1 บทนำ 1. ที่มาและความสำคัญ การจัดการศึกษาพัฒนาการเรียนในปัจจุบันที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดทักษะ ประสบการณ์ และส่งเสริมพัฒนาด้านสติปัญญา เจตคติ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจน กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ ผู้เรียนจึงเกิดการเรียนรู้ หูตากว้างไกล มีวิสัยทัศน์ ก้าวทันเทคโนโลยีที่สมัยใหม่ โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในกิจกรรมพัฒนา คุณภาพผู้เรียนที่กำหนดให้สถานศึกษาจัด ในส่วนที่เป็นกิจกรรมทัศนศึกษานั้น เป็นกิจกรรมศึกษาตามแหล่ง เรียนรู้ต่างๆ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ตรงให้กับนักเรียนที่เรียนเพิ่มเติมจากการเรียนในห้องเรียน และ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้และประสบการณ์อย่างกว้างขวาง จึงมีการกำหนดให้ดำเนินการจัดกิจกรรมทัศน ศึกษาขึ้น จากวิกฤติสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-๑๙) เป็นปัจจัย สำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการจัดการเรียนการเรียนในรูปแบบปกติ โรงเรียนบ้านเนินจำปา ได้ ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเห็นว่าการส่งเสริมความรู้ตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัด การศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่จะ ช่วยในการพัฒนาองค์วามรู้ที่นอกเหนือจากในห้องเรียน ทั้งนี้การดำเนินการยังคงอยู่ภายใต้มาตรการการ ควบคุมโรคในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคำนึงถึงการพัฒนานักเรียนให้มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม เกิดทักษะ ประสบการณ์การเรียนรู้โดยตรง อย่างเต็มตามศักยภาพ สร้างความเชื่อมั่นใน การอยู่ร่วมกันในสังคมได้จะพัฒนาตนไปสู่การดำรงชีวิตในสังคมได้ 2. วัตถุประสงค์ ๒.๑ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ตรงให้กับนักเรียนได้เรียนรู้นอกสถานที่จากสภาพแวดล้อมของจริง ๒.๒ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด กล้า ตัดสินใจ แก้ไขปัญหาได้ถูกต้องเหมาะสม ๒.๓ เพื่อให้นักเรียนสามารถนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการทัศนศึกษามาใช้ในการเรียน และการดำเนินชีวิตประจำวัน 3. เป้าหมาย ๓.๑ เชิงปริมาณ ๑. นักเรียนระดับชั้นอนุบาล ๒ ของโรงเรียนบ้านเนินจำปาทุกคน ๒. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ของโรงเรียนบ้านเนินจำปาทุกคน ๓. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ของโรงเรียนบ้านเนินจำปาทุกคน ๔. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ของโรงเรียนบ้านเนินจำปาทุกคน
2 ๓.๒ เชิงคุณภาพ ๑. ร้อยละ ๑๐๐ ของนักเรียนระดับชั้นระดับชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านเนินจำปา ได้นำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการทัศนศึกษามาใช้ในการเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข ๒. ร้อยละ ๑๐๐ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านเนินจำปา ได้นำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการทัศนศึกษามาใช้ในการเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข ๓. ร้อยละ ๑๐๐ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านเนินจำปา ได้นำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการทัศนศึกษามาใช้ในการเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข ๔. ร้อยละ ๑๐๐ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านเนินจำปา ได้นำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการทัศนศึกษามาใช้ในการเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข 3.3 สถานที่ในการจัดกิจกรรม ดังนี้ 3.3.1 ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โอเอซิสและศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน 3.3.2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โอเอซิสและศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน 3.3.3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติและสวนสนุกดรีมเวิร์ล จังหวัดปทุมธานี 3.3.4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติและสวนสนุกดรีมเวิร์ล จังหวัดปทุมธานี 3.4 ระยะเวลาที่ใช้ในจัดกิจกรรม 3.4.1 ชั้นอนุบาลปีที่ 3 วันที่ 1 ธันวาคม 2566 3.4.2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 วันที่ 1 ธันวาคม 2566 3.4.3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วันที่ 2 ธันวาคม 2566 3.4.4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วันที่ 2 ธันวาคม 2566 4. ผลที่คาดว่าจะได้รับในการจัดกิจกรรม 4.๑ นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากเรียนรู้นอกสถานที่และสภาพแวดล้อมของจริง 4.๒ นักเรียนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด กล้า ตัดสินใจ แก้ไขปัญหาได้ถูกต้องเหมาะสม 4.๓ นักเรียนสามารถนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการทัศนศึกษามาใช้ในการเรียนและการ ดำเนินชีวิตประจำวัน
3 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง โรงเรียนบ้านเนินจำปา ได้กำหนดโครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้เพื่อให้ นักเรียนได้เปลี่ยนบรรยากาศในการเรียนรู้ สร้างเสริมประสบการณ์ตรงจากแหล่งเรียนรู้ภายในท้องถิ่นและ ในประเทศ ซึ่งเอกสารที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ 1. นโยบายการสนับสนุนค่าใช้จ่าย ในการจัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2555 กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่สถานศึกษาจัดขึ้น ประกอบไปด้วย 1. กิจกรรมวิชาการ 2. กิจกรรมคุณธรรม/ลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด 3. ทัศนศึกษา 4. การบริการสารสนเทศ/ICT 1.1 กิจกรรมทัศนศึกษา เป็นกิจกรรมศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ตรง ให้กับนักเรียนที่เพิ่มเติมจากการเรียนในห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนมีความรู้และประสบการณ์อย่างกว้างขวาง โดยกำหนดให้ดำเนินการกิจกรรมดังกล่าว ปีละ 1 ครั้ง 2. แหล่งเรียนรู้ 2.1 ความหมายของแหล่งเรียนรู้ หน่วยศึกษานิเทศก์กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2544) ให้ความหมายของ แหล่งเรียนรู้หมายถึง แหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ แหล่งความรู้ทางวิทยาการ และประสบการณ์ที่ สนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้เรียนใฝ่เรียน ใฝ่รู้แสวงหาความรู้และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัยอย่างกว้างขวาง และต่อเนื่องจากแหล่งต่างๆ เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ กรมวิชาการ (2545) ให้ความหมายแหล่งเรียนรู้ว่า หมายถึง แหล่งข้อมูล ข่าวสารสารสนเทศ และประสบการณ์ที่สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนใฝ่เรียนแสวงหาความรู้และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัย อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการการเรียนรู้และเป็นบุคคลแห่ง การเรียนรู้ นิคม ชมพูหลง (2545) ให้ความหมายแหล่งเรียนรู้ในชุมชนว่า หมายถึง แหล่งความรู้ต่างๆ ใน ชุมชนที่สถานศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ตั้งอยู่ อาจเป็นชุมชนในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่และเป็นของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ความ เป็นมาของชนชาติ สภาพภูมิประเทศ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้ง แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของชุมชน ปรีชา มาละวรรณโณ (2545) ให้ความหมายของแหล่งเรียนรู้ว่า หมายถึง แหล่งที่มีข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ที่เข้าไปศึกษาความรู้ ความเข้าใจ และความชำนาญ จากความหมายของแหล่งเรียนรู้ซึ่งมี ชื่อเรียกต่างๆ กัน ดังกล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่านักการศึกษาส่วนใหญ่จะใช้คำว่า แหล่งความรู้ในชุมชน หรือแหล่งวิทยาการในชุมชน หรือแหล่งทรัพยากรในชุมชน เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาหรือแม้แต่ปัจจุบัน
4 การจัดแหล่งเรียนรู้มีวัตถุประสงค์ใช้กับการจัดการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาผู้ใหญ่ เพื่อให้ประชาชนใน ท้องถิ่นหรือชุมชนต่างๆ ที่ไม่มีโอกาสเข้าศึกษาในระบบโรงเรียนได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองจาก แหล่งความรู้ต่างๆ ในชุมชน สรุปได้ว่า แหล่งเรียนรู้หรือแหล่งความรู้ในชุมชน หรือแหล่งวิทยาการในชุมชน หรือแหล่ง ทรัพยากรในชุมชน ต่างก็มีความหมายเหมือนกันเพียงแต่ใช้ชื่อเรียกต่างกัน ซึ่งหมายถึง แหล่งวิชาการหรือ แหล่งทรัพยากร ที่สามารถใช้เป็นที่ศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งสิ่งที่เป็น ธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นได้ทั้งบุคคล สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตได้แก่ บุคคล สถานที่ต่างๆ แหล่ง วิทยาการ ธรรมชาติสภาพสังคมเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ที่ เสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยประสบการณ์ตรง เพื่อให้สามารถนําไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจําวันได้ 2.2 ความสําคัญของแหล่งเรียนรู้ ความก้าวหน้าทางวิทยาการของโลกปัจจุบัน เป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว การศึกษาหรือ การเรียนรู้จะหยุดอยู่เพียงการศึกษาในรั้วโรงเรียนเท่านั้นคงไม่เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของบุคคล ทั้งด้านความรู้ ทักษะ ทัศนคติค่านิยม โดยส่งเสริมการศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่องต่อไปตลอดชีวิต การ จัดแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย มุ่งให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ และแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง มีผู้กล่าวถึง ความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ไว้มากมาย ในส่วนหนึ่งมีดังต่อไปนี้ หน่วยศึกษานิเทศก์กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2544) ได้ให้ความสําคัญ แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายมุ่งให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้และแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองมีความสําคัญคือ 1. เป็นแหล่งการศึกษาตามอัธยาศัย 2. เป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3. เป็นแหล่งปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน การศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง 4. เป็นแหล่งเสริมประสบการณ์ภาคปฏิบัติ 5. เป็นแหล่งเสริมความรู้ความคิด วิทยาการและประสบการณ์ ศิริกาญจน์ โกสุมภ์ และ ดารณี คำวัจนัง (2545) กล่าวถึงความสำคัญของแหล่งการเรียนรู้ใน ชุมชนดังนี้ 1. เป็นแหล่งที่มีความรู้หลากหลาย พร้อมที่จะให้ผู้เรียนเข้าไปศึกษาค้นคว้าด้วยกระบวนการ จัดการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน 2. เป็นแหล่งเชื่อมโยงการเรียนรู้ของโรงเรียนและชุมชนเข้าด้วยกัน 3. เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขตามหลักการปฏิรูป การเรียนรู้ ผู้เรียนสำคัญที่สุด ผู้เรียนต้องเรียนรู้จากการได้คิดเอง ปฏิบัติเอง และสร้างความรู้ด้วยตนเองใน เรื่องที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตจากแหล่งเรียนรู้รอบตัว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2547) กล่าวไว้ว่า แหล่งเรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจัยหนึ่งในการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพราะแหล่งเรียนรู้จะเป็นสื่อในการกระตุ้นให้ ผู้เรียนเกิดความสนใจใคร่รู้และเกิดการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการหรือกิจกรรม การใช้แหล่งเรียนรู้ให้ บังเกิดผลต้องเกิดจากการสนับสนุนของผู้บริหาร ครูนักเรียนและความร่วมมือของทุกฝ่าย
5 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2550) ได้ให้ความสำคัญของ การจัดการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ดังนี้ การใช้แหล่งการเรียนรู้มีความสำคัญในกระบวนการจัดการเรียนรู้ สำหรับผู้เรียนเพราะผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากสภาพจริง การจัดการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้จะเกี่ยวกับบุคคล สถานที่ ธรรมชาติ หน่วยงาน องค์กร สถานประกอบการ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งผู้เรียน ผู้สอน สามารถศึกษาค้นคว้าหาความรู้หรือเรื่องที่สนใจได้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งที่เป็นธรรมชาติ และมนุษย์สร้างขึ้น ชุมชนและธรรมชาติเป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่เราสามารถค้นพบความรู้ได้ไม่รู้จบ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ลักษณะเด่นของการจัดการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้มีดังนี้ 1. ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง 2. ผู้เรียนได้ฝึกทำงานเป็นกลุ่ม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิด 3. การเรียนรู้ และทักษะกระบวนต่างๆ 4. ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการสังเกตการณ์เก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การตีความและ การสรุปความ คิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ 5. ผู้เรียนได้ประเมินผลการทำงานด้วยตนเอง 6. ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้และเผยแพร่ความรู้ได้ 7. ผู้สอนเป็นที่ปรึกษา ให้ความรู้ ให้คำแนะนำ ให้การสนับสนุน สรุปได้ว่า ความสําคัญของแหล่งเรียนรู้มีความหลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการของ แต่ละบุคคลในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เพราะบุคคลมีความต้องการแตกต่างกันไปตามความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความพร้อมที่จะเรียนรู้ หากสามารถดําเนินการจัดแหล่งความรู้ได้เพียงพอและมี ประสิทธิภาพ ก็สามารถส่งเสริมให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ทั่วทุกแห่ง 2.3 ประเภทของแหล่งเรียนรู้ หน่วยศึกษานิเทศก์กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 5 (2542 ข) แหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์ ทุกคนได้สัมผัสก็คือ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ได้แก่ ธรรมชาติป่าไม้ภูเขา แม่น้ำ ดวงอาทิตย์ นก ฯลฯ การเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยตนเองเพื่อความอยู่รอดและการมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้การเรียนรู้จึงช่วยพัฒนา ร่างกายและจิตใจให้มีคุณภาพมากขึ้นในปัจจุบัน ด้วยความเจริญด้านเทคโนโลยีมนุษย์สร้างแหล่งเรียนรู้ที่ ช่วยให้สามารถเรียนรู้ได้ตามความต้องการทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานที่ เช่น วิทยุโทรทัศน์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะ เป็นผู้ถ่ายทอดให้ผู้เรียนมีทักษะในการพัฒนาชีวิตต่อไป เนื่องจากแหล่งเรียนรู้หรือแหล่งความรู้หรือแหล่งความรู้ในชุมชน หรือแหล่งวิทยาการในชุมชน มีความหมายกว้างมาก จึงมีนักการศึกษาจําแนกประเภทไว้แตกต่างกันไปดังต่อไปนี้ ศรีสุดา จริยากูล (2546) ได้จำแนกแหล่งเรียนรู้ในชุมชนไว้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. จำแนกตามลักษณะ ได้แก่ 1.1 ลักษณะนามธรรม เช่น ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม ศิลปะ ความชำนาญ 1.2 ลักษณะรูปธรรม เช่น คน สัตว์สิ่งของ และธรรมชาติ 2. จำแนกตามแหล่งกำเนิด ได้แก่ 2.1แหล่งกำเนิดธรรมชาติคือ สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมนุษย์นำมาใช้ใน การดำรงชีวิต เช่น อาหาร น้ำ อากาศ ดิน หิน แร่ธาตุและป่าไม้ 2.2 แหล่งกำเนิดเกิดขึ้นจากการสร้างขึ้นและเกิดจากสังคม ได้แก่
6 2.2.1 แหล่งการศึกษาและการเรียนรู้เช่น สถานศึกษา แหล่งเฉพาะบุคคล 2.2.2 แหล่งเรียนรู้ที่ไม่มุ่งการเรียนรู้เช่น บ้าน ที่ทำงาน เพื่อน สถานที่ ท่องเที่ยว สุวิทย์มูลคำและอรทัย มูลคำ (2545) จัดประเภทของแหล่งเรียนรู้เป็น 5 ประเภทดังนี้ 1. สถาบันชุมชนที่มีอยู่แล้วในวิถีชีวิตและการทำมาหากินในชุมชน เช่น วัด โบสถ์วิหาร ซึ่ง เป็นสถานที่ทำบุญตามประเพณีตลาด ร้านขายของชำ โรงงานขนาดเล็ก ในหมู่บ้าน ป่า ห้วย หนอง คลอง บึง 2. สถานที่หรือสถาบันที่รัฐและประชาชนจัดตั้งขึ้น เช่น อุทยานการศึกษา อุทยาน ประวัติศาสตร์อุทยานแห่งชาติทางทะเล อุทยานแห่งชาติในท้องถิ่น ศูนย์วัฒนธรรม ห้องสมุด 3. สื่อเทคโนโลยีที่มีในโรงเรียนและชุมชน เช่น วีดีทัศน์โปรแกรมสำเร็จรูป ภาพยนตร์ ภาพสไลด์หุ่นจำลอง หรือของจริง 4. สื่อเอกสารสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโรงเรียนและชุมชน เช่น หนังสือวารสาร สารานุกรม ตำรายาพื้นบ้าน ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภาพถ่าย 5. บุคลากรที่มีความรู้ด้านต่าง ๆ ในชุมชน เช่น ผู้นำทางศาสนา เกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้าน หมอพื้นบ้าน สรุปได้ว่า แหล่งเรียนรู้ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ทางวิทยาการ ที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถ จําแนกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้ 1. แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ชุมชน นอกชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ ได้แก่ บุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครองนักเรียน ผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่น บุคลากรใน ชุมชน กรรมการสถานศึกษา เป็นต้น 2. แหล่งเรียนรู้ที่เป็นแหล่งวิทยาการ หมายถึง อาคารสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งรวมข้อมูลแหล่ง ความรู้ต่างๆ แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ คือ แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน แหล่งเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน ได้แก่ ห้องสมุด ห้องพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ศูนย์วิชาการ สวนพฤกษศาสตร์ห้องปฏิบัติการ อุทยาน สวนสาธารณะ สถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม สถานที่ราชการ เป็นต้น 3. แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติได้แก่แหล่งนํ้าต่าง ๆ สัตว์ต่างๆ อุทยานแห่งชาติภูเขา ป่าไม้ต้นไม้ใบไม้เป็นต้น 4. แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสื่อสารสนเทศ หมายถึง สื่อนวัตกรรม รวมทั้งเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ได้แก่ หนังสือ ตำรา สิ่งพิมพ์ ป้ายโฆษณา รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ เป็นต้น กล่าวโดยสรุป แหล่งเรียนรู้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติแหล่งเรียนรู้ที่ เป็นบุคคล แหล่งเรียนรู้ที่เป็นอาคารสถานที่แหล่งเรียนรู้ที่เป็นเทคโนโลยี
7 3. แหล่งเรียนนอกสถานที่ที่ศึกษา 3.1 โอเอซิส ซีเวิร์ล 3.2 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
8 3.3 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ 3.4 สวนสนุกดรีมเวิร์ล
9 บทที่ 3 ขั้นตอนการดำเนินการ โครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้โรงเรียนบ้านเนินจำปา ได้ดำเนินการจัด กิจกรรมทัศนศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 , ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 , ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ประชุมเพื่อวางแผนงาน กรอบแนวทางการดำเนินและกำหนดสถานที่ในการทัศนศึกษา 2. จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไปทัศนศึกษาพัฒนาศักยภาพผู้เรียน 2. สำรวจนักเรียนที่ไปทัศนศึกษาในแต่ละระดับชั้น(กลุ่มเป้าหมาย) 3. บันทึกเสนอข้อความขออนุญาตนำนักเรียนไปทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ โดยไม่ค้างคืน โดยมีเอกสารแนบบันทึกเสนอ ประกอบด้วย 3.1 แบบขออนุญาตนำนักเรียนไปทัศนศึกษานอกสถานศึกษาแบบไม่ค้างคืน 3.2 รายชื่อนักเรียน – ครูผู้ควบคุม 3.3 กำหนดการ 3.4 แผนผังเส้นทาง 3.5 หนังสือขออนุญาตผู้ปกครอง 5.1แบบบันทึกขอจัดซื้อ-จัดจ้าง (ขอรับที่กลุ่มงานแผนงานฯ) 1. เสนอเอกสารเพื่อตรวจสอบและเสนอขอใช้เงินตามกิจกรรม 2. เสนอล่วงหน้า 15 วัน ก่อนนำนักเรียนไปทัศนศึกษานอกสถานศึกษา 3. เก็บรวบรวมหนังสือของอนุญาตผู้ปกครอง 4. ดำเนินการกิจกรรมทัศนศึกษาตามกำหนดการ 5. ครูผู้รับผิดชอบรายงานผลตามรูปแบบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการพานักเรียน นักศึกษาไปนอกสถานศึกษา พ.ศ.2548 และมาตรการในการพานักเรียน นักศึกษาไปนอกสถานศึกษา รายงานผลต่อผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมแนบรูปภาพประกอบ 6. จัดทำรายงานสรุผลการดำเนินงานโครงการ
10 บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน โครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้จัดเพื่อให้นักเรียนได้เปลี่ยนบรรยากาศใน การเรียนรู้ สร้างเสริมประสบการณ์ตรงจากแหล่งเรียนรู้ภายในท้องถิ่นและในประเทศ ผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อโครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ การแปลความหมายของข้อมูลพิจารณาจากค่าเฉลี่ย (X) ดังนี้ 3.01 – 4.00 หมายถึง มีความพึงพอใจมากที่สุด 2.01 – 3.00 หมายถึง มีความพึงพอใจมาก 1.01 – 2.00 หมายถึง มีความพึงพอใจปานกลาง 0 – 1.00 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อย จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 122 คน ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป 1. เพศ ชาย ร้อยละ 33.6 หญิง ร้อยละ 66.4 2. สถานภาพ 2.1 ครู ร้อยละ 5 2.2 นักเรียน ร้อยละ 59.8 2.3 ผู้ปกครอง ร้อยละ 35.2 ตอนที่ 2 ความพึงพอใจเกี่ยวการดำเนินงานและการจัดกิจกรรมต่างๆ ระดับความพึงพอใจ 4 = มากที่สุด 3 = มาก 2 = ปานกลางและ 1 = น้อย รายละเอียดการดำเนินงาน จำนวนนักเรียน (คน) ค่าเฉลี่ย การแปลผล 4 3 2 1 1.ความเหมาะสมของวัน/เวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรม 88 24 10 0 3.64 มากที่สุด 2.ความเหมาะสมของสถานที่ 108 12 2 0 3.87 มากที่สุด 3.การประชาสัมพันธ์การเดินทางไปทัศนศึกษา 71 42 9 0 3.51 มากที่สุด 4.ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ 100 14 8 3.75 มากที่สุด 5.ความปลอดภัยและความเหมาะสมของยานพาหนะ 80 37 4 1 3.61 มากที่สุด 6.การดูแลเอาใจใส่ของครูผู้ควบคุม 105 13 4 0 3.83 มากที่สุด 7.ความประทับใจในการไปทัศนศึกษาในครั้งนี้ 107 12 3 0 3.85 มากที่สุด รวมเฉลี่ย 94 22 6 0 3.72 มากที่สุด
11 หมายเหตุ ค่าร้อยละ = จำนวนคนตอบแบบสอบถาม จำนวนนวนคนทั้งหมด ค่าเฉลี่ย = (จน.นร.เลือกข้อ4*4)+(จน.นร.เลือกข้อ3*3)+(จน.นร.เลือกข้อ2*2)+(จน.นร.เลือกข้อ1*1) จำนวนนักเรียนทั้งหมด สรุปผลการประเมินการดำเนินงานและการจัดกิจกรรมต่างๆ จากตารางแสดงผลความพึงพอใจต่อโครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2565 พบว่า ความพึงพอใจเฉลี่ยเท่ากับ 3.72 มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด รายการที่มี ความพึงพอใจอันดับหนึ่ง คือ ความเหมาะสมของสถานที่ ส่วนรายการที่มีความพึงพอใจอันดับต่ำสุด คือ การ ประชาสัมพันธ์การเดินทางไปทัศนศึกษา โดยภาพรวมจึงสรุปได้ว่า การจัดโครงการโครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประจำปี การศึกษา 2565 มีความพึงพอใจมากที่สุด และบรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ ▪ อยากให้มีครูผู้ควบคุมนักเรียนให้เพียงพอกับนักเรียนระดับชั้นอนุบาลเพื่อการดูแลได้อย่างทั่วถึง ▪ กำหนดการเช้าเกินไปสำหรับเด็กเล็ก ▪ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมควรตรงต่อเวลา ▪ ควรเพิ่มเวลาในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์มากกว่านี้
12 บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ โรงเรียนบ้านเนินจำปา ได้กำหนดโครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้เพื่อให้ นักเรียนได้เปลี่ยนบรรยากาศในการเรียนรู้ สร้างเสริมประสบการณ์ตรงจากแหล่งเรียนรู้ภายในท้องถิ่นและ ในประเทศ พบว่า 1. สรุปผล 1.1 เป้าหมายด้านปริมาณ 1.1.1 นักเรียน ที่เข้าร่วมโครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ จำนวน คน 1.1.2 ครูผู้ควบคุม ที่เข้าร่วมโครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ จำนวน คน 1.2 เป้าหมายด้านคุณภาพ จากการประเมินความพึงพอใจโดยใช้แบบสอบถาม พบว่า 1.2.1 โครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ ประจำปี2565 พบว่า ความพึงพอใจเฉลี่ยเท่ากับ 3.72 มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด 1.2.2 นักเรียนระดับชั้นระดับชั้นอนุบาล, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเนินจำปา ได้นำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการทัศนศึกษามาใช้ใน การเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข 2. ข้อเสนอแนะ (ได้จากข้อเสนอแนะแบบประเมิน) 2.1 อยากให้มีครูผู้ควบคุมนักเรียนให้เพียงพอกับนักเรียนระดับชั้นอนุบาลเพื่อการดูแลได้อย่างทั่วถึง 2.2 กำหนดการเช้าเกินไปสำหรับเด็กเล็ก 2.3 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมควรตรงต่อเวลา 2.4 ควรเพิ่มเวลาในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์มากกว่านี้
โครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ประจ าปีการศึกษา 2565 ภาคผนวก
โรงเรียนบ้านเนินจ าปา โครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ประจ าปีการศึกษา 2565 ธันวาคม - พ.ศ. 2565 - 1 ชั้นอนุบาลปีที่ 3
โรงเรียนบ้านเนินจ าปา โครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ประจ าปีการศึกษา 2565 ธันวาคม - พ.ศ. 2565 - 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนบ้านเนินจ าปา โครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ประจ าปีการศึกษา 2565 ธันวาคม - พ.ศ. 2565 - 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนบ้านเนินจ าปา โครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ประจ าปีการศึกษา 2565 ธันวาคม - พ.ศ. 2565 - 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
รายงานผลการด าเนินงาน โครงการปรับกระบวนทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ โรงเรียนบ้านเนินจ าปา ปีการศึกษา 2565 ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ