ป.4 การเรียนรู้แบบบูรณาการคุณธรรม ตามคุณค่าพระวรสาร
การปลูกฝังคุณค่าพระวรสารในโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย อัตลักษณ์โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย โรงเรียนหัวหินวิทยาลัยจัดการศึกษาที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ตัวบุคคลของนักเรียนแต่ละคน พร้อม กับความต้องการจำเป็นทั้งด้านวัตถุและด้านจิตวิญญานของเขา โรงเรียนของเรามุ่งมั่นที่จะ พัฒนา “ปริบุคคล” หรือบุคคลทั้งครบ ให้เจริญตามศักยภาพของตนในทุกมิติของชีวิต อันได้แก่ กาย สติปัญญา จิตใจ และจิตวิญญาณ หรือที่เรียกว่า การศึกษาแบบองค์รวม หลักการที่โรงเรียนใช้ในการพัฒนานักเรียนจึงเป็นหลักการของการบริรูปหล่อหลอมนักเรียนให้ เป็นบุคคลผู้เปี่ยมคุณธรรมตามคุณค่าพระวรสาร ดังนั้น โรงเรียนจึงสอนองค์ความรู้ มิใช่ใน ฐานะที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายในตัวมันเอง แต่ในฐานะที่เป็นเครื่องมือให้นักเรียนใช้พิจารณา พินิจพิเคราะห์ ไตร่ตรอง จนกระทั่งนักเรียนเข้าใจและโอบรับ “คุณค่า” ต่าง ๆ ที่เขาสามารถ บูรณาการกลายเป็นจุดยืน เป็นมุมมอง เป็นกรอบคิด เป็นความเชื่อมั่น และเป็นเข็มทิศชีวิตของ ตนเอง และนำไปปฏิบัติในชีวิต ทั้งในมิติชีวิตด้านนอกและชีวิตด้านใน เมื่อ “คุณค่า” ถูกนำไป ปฏิบัติ ก็กลับเป็น “คุณธรรม” ประจำใจของผู้ปฏิบัติ เขาปฏิบัติซ้ และพัฒนาจนกลับเป็นวิถีชีวิต เป็นผู้เปี่ยมคุณธรรม นี่เป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงและสูงส่งของการศึกษาคาทอลิก คุณธรรมตามคุณค่าพระวรสาร (Gospel Values) คุณค่าพระวรสาร คือคุณธรรมสากล หรือคุณค่าที่พระเยซูเจริญชีวิตและสั่งสอน ดังที่มีบันทึกใน พระคัมภีร์ตอนที่มีชื่อว่า “พระวรสาร” ซึ่งแปลว่า “ข่าวดี” ค ข่าวดี หมายถึงข่าวดีแห่งความ รอดพ้นของมนุษย์จากความหลงผิด ความทุกข์ และบาป ข่าวดีแห่งความรักของพระเจ้าผู้รัก มนุษย์จนกระทั่งประทานพระบุตรของพระองค์มาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อแสดงพระธรรมแก่มนุษย์ และทำการกอบกู้มนุษย์ให้รอดพ้นจากบาป ได้รับชีวิตนิรันดร คุณค่าพระวรสารที่สำคัญได้แก่กลุ่มคุณค่า 21 ประการดังต่อไปนี้ กลุ่มต้น (1-11) เป็นคุณค่าที่ เป็นหน้าที่ต่อพระเจ้าและต่อตนเอง กลุ่มปลาย (11-21) เป็นคุณค่าที่เป็นหน้าที่ต่อผู้อื่นและต่อสิ่ง สร้าง 1. ความเชื่อ (faith) ความเชื่อหมายถึง ความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า ความเชื่อศรัทธาในโลกุตระ หรือความจริงเหนือ ธรรมชาติ ความเชื่อในความเป็นจริงที่อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่เราจับต้องมองเห็น ความเชื่อใน ความเป็นจริงของจิตวิญญาณ และในมิติทางศาสนาของชีวิต พระเยซูสอนว่า หากเรามีความ เชื่อศรัทธา อัศจรรย์จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา หากเรามีความเชื่อศรัทธา เราจะได้รับความ รอดพ้นจากความหลงผิด ความทุกข์ และบาป เราต้องมีความเชื่อศรัธทาเมื่อเราภาวนา และเมื่อ เราอยู่ในวิกฤต ความเชื่อศรัทธาเป็นพื้นฐานของคุณค่าพระวรสารอื่น ๆ ทั้งหมด
2. ความจริง (truth) พระเยซูตรัสว่าพระองค์คือ “หนทาง ความจริง และชีวิต” ชีวิตของเราเป็นการแสวงหาความจริง ความจริงของโลก ความจริงของชีวิต และความจริงของมนุษย์ พระองค์สอนเราว่า ความจริง ทำให้เราเป็นไท บุคคลที่ไม่ซื่อตรงคือบุตรแห่งปีศาจผู้มีแต่ความเท็จ 3. การไตร่ตรอง / ภาวนา (reflection / prayer) พระเยซูสอนให้เราไตร่ตรองอยู่เสมอ พระองค์สอนให้เรารู้คุณค่าของความสงบและการ ไตร่ตรอง เพื่อหาความหมายที่ลึกซึ้งของปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต การไตร่ตรองน ไปสู่การเข้าใจ การยอมรับ และการปฏิบัติคุณค่าที่เรียนรู้ จนเกิดผลมากมาย พระเยซูสอนเรา ให้ภาวนาอยู่เป็นนิจ เราภาวนาเป็นพิเศษเมื่อประกอบภารกิจสำคัญ เมื่อมีการประจญ และเมื่อมี วิกฤติของชีวิต 4. มโนธรรม / วิจารณญาณ / ความกล้าหาญเชิงศีลธรรม (conscience / discernment / moral courage) พระเยซูสอนให้เรามีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวในการรักษาศีลธรรม มีมโนธรรมเที่ยงตรง วิจารณญาณแยกแยะชั่วดี รู้จักตัดสินใจเลือกทางแห่งความดีงาม และยีดมั่นในทางแห่งความดี แม้ในสถานการณ์ที่เราถูกคุกคาม 5. อิสรภาพ (freedom) พระเยซูสอนว่า “ความจริงทำให้ท่านเป็นอิสระ” ซึ่งหมายถึง ความเป็นอิสระจากการเป็นทาส ของบาปและกิเลสตัณหา เราปฏิบัติหน้าที่ของเราด้วยความเชื่อมั่น ด้วยความรัก มิใช่ด้วยความ กลัว 6. ความยินดี (joy) ความยินดีเป็นผลของประสพการณ์การสัมผัสความรักของพระเจ้า พระเยซูสอนให้เรามีใจเบิก บานอยู่เสมอ โดยตระหนักว่าชื่อของเราถูกจารึกไว้ในสวรรค์แล้ว ไม่มีสิ่งใดทำให้เราหวั่นไหว หรือหวาดกลัว เพราะพระเจ้ารักเรา และปกป้องเราดั่งแก้วตาของพระองค์ 7. ความเคารพ / ศักดิ์ศรี (respect / dignity) มนุษย์ถูกสร้างตามพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้า มนุษย์เป็นลูกของพระเจ้า ดังนั้น ชีวิตมนุษย์จึงมี ความศักดิ์สิทธิ์ พระเยซูสอนให้เราเคารพศักดิ์ศรีของตนเอง และศักดิ์ศรีของผู้อื่น เราแต่ละคนมี ค่ามากในสายพระเนตรของพระเจ้า 8. ความสุภาพถ่อมตน (humility) พระเยซูเชื้อเชิญให้เราเลียนแบบพระองค์ “เรียนจากเราเพราะเรามีใจอ่อนโยนและสุภาพ” ค สอนที่พระเยซูเน้นย้ำบ่อยครั้งคือ ผู้ใดถ่อมตัวลง ผู้นั้นจะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น ผู้ใดมีใจ
สุภาพอ่อนโยน ผู้นั้นย่อมเป็นสุข ผู้ใดมีใจสุภาพเหมือนเด็กเล็ก ๆ ผู้นั้นจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในพระ อาณาจักรสวรรค์ 9. ความซื่อตรง (honesty) พระเยซูคาดหวังให้เราเป็น “มนุษย์ใหม่” มนุษย์ที่ซื่อตรง ชอบธรรม ประพฤติชอบในสาย พระเนตรของพระเจ้า ดำรงตนอยู่ในศีลธรรม ไม่หน้าซื่อใจคด ไม่คดโกงหรือเบียดเบียนผู้อื่น ผู้ซื่อตรงต้องเริ่มจากการซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย ผู้ที่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อย ก็จะซื่อสัตย์ในเรื่อง ใหญ่ด้วย ผู้ซื่อตรงจะเกิดผลมากมาย 10. ความเรียบง่าย / ความพอเพียง (simplicity / sufficiency) พระเยซูเจริญชีวิตที่เรียบง่าย ทุกคนเข้าหาพระองค์ได้ แม้แต่เด็ก ๆ พระองค์สอนเรามิให้กังวล ใจในเครื่องแต่งกาย ในอาหารการกิน เพราะพระเจ้าดูแลชีวิตของเราทุกคน สุนัขจิ้งจอกยังมี โพรง และนกในอากาศยังมีรัง แต่พระองค์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ 11. ความรัก (love) พระเยซูสอนให้เรามีความรักแท้ ความรักที่สูงส่งกว่าความรักใคร่ ความรักที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ หวังสิ่งตอบแทน ความรักที่มอบแก่ทุกคน ความรักที่เอาชนะอารมณ์ความรู้สึกของตน จนกระทั่ง สามารถรักแม้แต่คนที่เป็นอริกับเรา หลักปฏิบัติพื้นฐานของการแสดงความรักคือ “ปฏิบัติต่อผู้ อื่นดังที่เราอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา” หลักปฏิบัติขั้นสูงของการแสดงความรักคือ “รักกันและ กันเหมือนที่พระเจ้าทรงรักเรา” ความรักเป็นคุณค่าที่สำคัญที่สุด เป็นจุดมุ่งหมายของคุณค่าพระ วรสารอื่น ๆ ทั้งหมด 12. เมตตา (compassion) พระเยซูเจริญชีวิตที่เป็นแบบอย่างของความเมตตา พระองค์เมตตาต่อทุกคน คนเจ็บป่วย คนตก ทุกข์ได้ยาก และคนด้อยโอกาส พระองค์ร่วมทุกข์กับคนที่มีความทุกข์ เข้าถึงความรู้สึกและ ความต้องการของผู้อื่น พระองค์สอนเราให้รู้จักพระเจ้า พระบิดาผู้เมตตา และสอนให้เราเป็นผู้ เมตตา ดังที่พระบิดาทรงเป็นผู้เมตตา พระองค์เล่านิทานเปรียบเทียบเรื่องชาวสะมาเรียผู้เมตตา เรื่องนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในโลก จนกระทั่งค “ชาวสะมาเรีย” (Samaritan) ถูกใช้ใน ความหมายของ ลักษณะของผู้เมตตา 13. ความกตัญญูรู้คุณ (gratitude) พระเยซูตรัสชมเชยผู้ที่พระองค์ทรงทำอัศจรรย์บำบัดรักษาจากโรค แล้วได้กลับมาขอบพระคุณ พระองค์ พระเยซูขอบพระคุณพระเจ้าในทุกขณะจิต พระองค์กำชับให้เรากตัญญูรู้คุณต่อพระเจ้า และต่อบิดามารดา ต่อครูบาอาจารย์ และต่อทุกคนที่มีพระคุณต่อเรา
14. การงาน / หน้าที่ (work / duty) พระเยซูสอนให้เราเห็นคุณค่าของการทำงาน ผู้ที่ทำงานก็สมควรได้รับค่าตอบแทน พระองค์จะ ประทานรางวัลแก่ทุกคนตามการทำงานของแต่ละคน พระองค์ทำงานอยู่เสมอเหมือนพระบิดา ทำงานอยู่เสมอ การทำงานเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า เราไม่เพียงทำงานเพื่อหาอาหาร เลี้ยงชีพ แต่เราต้องทำงานเพื่ออาหารที่คงอยู่เป็นชีวิตนิรันดร์ “จงทำงานหนักเพื่อเข้าประตูแคบ สู่พระอาณาจักรสวรรค์” 15. การรับใช้ (service) พระเยซูเสด็จมาในโลกเพื่อมารับใช้ มิใช่มาเพื่อได้รับการรับใช้ พระองค์สอนสานุศิษย์ว่า พระองค์ผู้เป็นพระเจ้ายังรับใช้พวกเขา ดังนั้นพวกเขาต้องรับใช้ผู้อื่นเช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่กว่าจะ ต้องรับใช้ผู้น้อยกว่า 16. ความยุติธรรม (justice) พระเยซูสอนให้เราแสวงหาความยุติธรรมให้กับผู้อื่นก่อนให้กับตนเอง ความยุติธรรมเรียกร้อง ให้เราเปิดใจกว้างต่อความต้องการของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ด้อยกว่าเรา 17. สันติ / การคืนดี (peace / reconciliation) พระเยซูตรัสว่า พระองค์มอบสันติของพระองค์แก่เรา สันติเป็นผลมาจากความยุติธรรม เรา สามารถนำสันติสู่สังคมที่เราอยู่โดยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและกัน มีใจที่ปล่อยวาง หลุดพ้น จากความว้าวุ่นใจ หลีกเลี่ยงความรุนแรงทุกชนิด และเมื่อมีความขัดแย้ง เราต้องพร้อมที่จะคืนดี เสมอ การคืนดีเป็นผลจากการเคารพซึ่งกันและกัน และใจเปิดต่อการเสวนา 18. อภัย (forgiveness) พระเยซูสอนศิษย์ให้ภาวนาต่อพระบิดาเสมอ ๆ ว่า “โปรดอภัยแก่ข้าพเจ้า เหมือนที่ข้าพเจ้าอภัย ให้ผู้อื่นที่ทำผิดต่อข้าพเจ้า” พระเยซูเล่านิทานเปรียบเทียบของบิดาผู้ใจดีที่ให้อภัยแก่ลูกที่ล้าง ผลาญทรัพย์สมบัติของบิดา พระเยซูกล่าวให้อภัยแก่ผู้ที่ตรึงพระองค์บนกางเขน การรู้จักให้อภัย ผู้อื่นเกิดขึ้นได้เมื่อเรารู้จักเอาชนะความโกรธเคือง ความอาฆาตมาดร้ายทุกชนิด การให้อภัย ของเราต้องไม่มีขอบเขตเหมือนที่พระเจ้าให้อภัยแก่เราอย่างไม่มีขอบเขต 19. ความเป็นหนึ่ง / ความเป็นชุมชน (unity / community) พระเยซูสอนว่า มนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกัน ทุกคนมีพระเจ้าเป็นพระบิดาองค์เดียวกัน ดังนั้น มนุษย์จึงต้องสร้างสังคมมนุษย์ให้น่าอยู่ มีความเป็นพี่เป็นน้องกัน มีสายใยยึดเหนี่ยวกันอย่าง มั่นคง ไม่ว่าเราจะอยู่ในหน่วยใดของสังคม ทั้งบ้าน โรงเรียน และท้องถิ่น เราต้องแสดงความ เป็นเจ้าของ และการมีส่วนร่วมในชีวิตของชุมชนนั้น ๆ
20. ความมหัศจรรย์ใจ / รักษ์ธรรมชาติ (wonder / conservation) พระเยซูสอนให้เรามองดูความสวยงามของธรรมชาติ ดวงดาวบนท้องฟ้า นกที่บินในอากาศ ดอกไม้ในทุ่งหญ้า แล้วมองเห็นความยิ่งใหญ่ของพระผู้สร้างธรรมชาติ มองเห็นความน่า มหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ถูกสร้างมาเพื่อให้มนุษย์เอาใจใส่ดูแล เราจึงต้องหวงแหนธรรมชาติ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พิทักษ์โลกของเราให้อนุชนรุ่นหลัง 21. ความหวัง (hope) ความหวังมีพื้นฐานอยู่บนคำสัญญาของพระเยซูว่า พระองค์มาเพื่อกอบกู้มนุษย์ทุกคนให้ได้ ความรอดพ้นจากบาป และมีชีวิตนิรันดร์ ความหวังทำให้เรามีความอดทน พากเพียร และมั่นคง ในความดี ความหวังยังทำให้เราคิดบวก มองโลกในแง่ดี เรามิได้หวังในวัตถุ แต่เราหวังใน พระเจ้า ในบุญกุศลที่เราพากเพียรประกอบ ความหวังเป็นแรงบันดาลใจให้เรายึดมั่นในคุณค่า พระวรสารอื่น ๆ ทั้งหมด การปลูกฝังคุณค่าพระวรสาร โรงเรียนหัวหินวิทยาลัยปลูกฝังคุณค่าพระวรสาร ด้วยกระบวนการบริรูปหล่อหลอมนักเรียนแบบ คาทอลิกใน 3 มิติ ได้แก่ มิติของครูผู้สอน ครูในอุดมคติดำเนินชีวิตเป็นบุคคลต้นแบบ เอาใจใส่ ในการสอนแบบมืออาชีพ มีศาสตร์และศิลป์ในการบูรณาการคุณค่าพระวรสารในการจัดการ เรียนการสอน เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อนักเรียนด้วยใจรัก มิติที่สองคือมิติของนักเรียน ซึ่งให้ความ ร่วมมือ ตอบสนองด้วยใจอิสระ เขาเรียนรู้แลกเปลี่ยนความนึกคิดกับครูและเพื่อน ๆ เขา ออกแรงพยายามที่จะบรรลุถึงระดับสูงสุดของการบริรูปหล่อหลอมตนเอง พัฒนาลักษณะพึง ประสงค์ตามคุณค่าพระวรสาร เจริญก้าวหน้า เติบโตในคุณธรรมจากภายในด้วยความเชื่อมั่น อย่างไรก็ดี มิติสำคัญที่ขาดเสียมิได้คือมิติของความช่วยเหลือจากเบื้องบน หรือมิติของพระ หรรษทาน (grace) ซึ่งเป็นพระคุณที่พระเจ้าประทานด้วยพระทัยรักและอิสระ อวยพรการทำงาน ของครูด้วยใจรักและการร่วมมือของนักเรียนด้วยใจอิสระให้บังเกิดผล มิติที่สามนี้เป็นมิติแห่ง พระหรรษทาน มิติแห่งจิตวิญญาณ มิติแห่งโลกุตระ มิติแห่งอานิสงส์ ดังนั้นโรงเรียนหัวหินวิทยาลัยจึงเป็นชุมชนการศึกษาที่มีบรรยากาศพิเศษ อันเปี่ยมด้วยจิตตา รมณ์พระวรสาร: จิตตารมณ์แห่งความรักและอิสรภาพ ซึ่งสะท้อนอยู่ในในวิธีคิด ทัศนคติ แนว ปฏิบัติ และวิถีชีวิตในโรงเรียน บรรยากาศของชุมชนทางการศึกษานี้เป็นผลจากปฎิสัมพันธ์และ การร่วมมือกันขององคาพยพต่าง ๆ ได้แก่ นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และผู้บริหาร ที่โรงเรียนหัวหินวิทยาลัยแห่งนี้ เราทุกคนเห็นพ้องกันในเป้าหมายทางการศึกษาร่วมกัน ให้ ความร่วมมือตามบทบาทของตนในการทำให้บรรลุผล เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล บนพื้นฐานของความรักและอิสรภาพ และเจริญชีวิตเป็นประจักษ์พยานถึงคุณธรรมตามคุณค่า พระวรสารในชีวิตประจำวัน
มัดย้อม มัดใจ คุณครูวงเดือน สวัสดิ์ใช้ (การงานอาชีพ ป.4) คุณค่าพระวรสาร:ความมหัศจรรย์ใจ/ความรักษ์ธรรมชาติ --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ประวัติความเป็ นมา/ทุนทางวัฒนธรรม ผ้ามัดย้อม เกิดจากการน า "คราม" สีจากพืชจากธรรมชาติ โดยภูมิปัญญาชาวบ้าน น ามาผานการบีบ ่ผาน่ การคั้น ผานความตั ่้งใจ ผานการนวด ความทุ่ ่มเท การเรียนรู้ ใส่ความคิด ความสร้างสรรค์ เกรงวาภูมิ ่ ปัญญากา ลัง จะหายไป จึงได้มีการอนุรักษ์ด้วยการท าผ้ามัดย้อม โดยใช้ครามเป็ นวัสดุในการท าสีผ้า จุดเด่นของ ผลิตภัณฑ์มี ลวดลายผ้าที่หลากหลาย ครูได้สอนให้นักเรียนได้รู้จักกับ สีธรรมชาติได้จากต้นไม้ ได้แก่ ราก แก่น เปลือก ต้น ผล ดอก เมล็ด ใบ เป็ นต้น หรือสีที่ได้จากการ สกด ซึ่งต้นไม้แต ั ่ละชนิดให้โทนสีต่างกน ขึ ั้นอยูก่ บคุณสมบั ั ติของต้นไม้นั้น ๆ ๒) ผ้าฝ้ายหรือผ้าทอธรรมชาติขนาดตามต้องการ ขึ้นอยูก่ บวัตถุประสงค์ในการใช้ ั ๓) ตัวท าปฏิกิริยา คือ วัตถุดิบที่จะมาช่วยเพิ่มและเปลี่ยน สีสันให้ได้สีที่หลากหลายขึ้น จากเดิม ๔) หม้อ เตา ๕) เชือก หนังยาง
ชั่วโมงต่อไปครูได้ให้นักเรียนปฎิบัติการท าผ้ามัดย้อม ขั้นตอนการท าผ้ามัดย้อม ๑. เตรียมวัตถุดิบให้สี ที่ต้องการมา จ านวนพอประมาณ ซึ่งขึ้นอยูก่ บจ า ั นวนผ้าที่ต้องการย้อม ๒. เตรียมผ้าฝ้ายขนาดตามต้องการ ๓. หนังยาง เชือก ฟาง หรือ เข็มกบด้าย เพื่อเอาไว้มัดลวดลาย ั ๔. ผสมสีในกะละมังหรือหม้อขนาดใหญ่เพื่อเอาไว้ต้มสีย้อมผ้าจากธรรมชาติ ๕. การท าลวดลายผ้าตรั้งนี้ เราใช้ยางวงขนาดต่างๆ เพื่อให้เกิดลายตาม จินตนาการตัวอยาง่ ลายผ้ามัดย้อม แบบต่างๆ ๖. ย้อมผ้าลงในกะละมัง ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วน ้าไปล้างในน ้าสะอาด ๗. น ้าผ้าที่ล้างสีออกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งเมื่อชิ้นงานหรือโปรเจคต่าง ๆ ได้เสร็จแล้วนั้น นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง เป็ นอยาง่มากการเรียนรู้เช่นนี้นอกจากจะเป็ นการฝึ กทักษะต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังเป็ นการฝึ ก ความร่วมมือและการท างานร่วมกบผู้อื่น ั อีกด้วย
ครูสอิ้ง จิระประทีป วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 คุณค่าพระวรสาร : ความหวัง ความมหัศจรรย์ใจ จากผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่องการคูณ และการหาร ในปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่1ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย ผลการ ประเมินอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ และนักเรียนบางคนยังท่องสูตรคูณไม่คล่อง ผู้รายงานในฐานะครูประจ าชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงหาแนวทางที่จะพัฒนาปรับปรุงแก้ไขด้านการจัดการ เรียนรู้เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ดังนั้น วิธีหนึ่งที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการ สอน คือ การหาสื่อหรือกิจกรรมเสริม มาประกอบการเรียนการสอน เพื่อกระตุ้นความสนใจและการเรียนรู้ของ นักเรียน ในเรื่องของการท่องสูตรคูณ ถ้าจะให้นักเรียนหาเวลาว่างมาท่องสูตรคูณกับครูทีละคน จนครบทุกคน เป็นไปได้ยาก ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้รายงานจึงมีความคิดที่จะน าเกมบิงโกมาประยุกต์ใช้กับนักเรียนในการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ โดยได้ท าการสร้าง “เกมบิงโกสูตรคูณ” เพื่อพัฒนาความรู้ แก้ปัญหาการท่องสูตรคูณไม่คล่อง และฝึกทักษะการคูณ และการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อให้นักเรียนใช้ฝึกได้ทั้งในเวลาเรียน และนอกเวลาเรียน โดยมุ่งหวังว่าเมื่อน าเกมมาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนแล้วจะช่วยแก้ปัญหาการท่อง สูตรคูณไม่คล่อง และพัฒนาความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการคูณ และการหาร ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานในการเรียน ชั้นสูงต่อไป รวมทั้งเพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน เกิดเจตคติที่ดีเกี่ยวกับการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ เป็นการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตลอดจนท าให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้นด้วย
ในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ และการหาร ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่4 ครูจะให้นักเรียนตีตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัส16ช่อง หรือขนาด 4×4 =16ช่องตาราง ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่ ยากส าหรับนักเรียน เพราะสมุดของนักเรียนจะเป็นตารางอยู่แล้ว จากนั้นครูก าหนดช่วงของตัวเลข เพื่อให้นักเรียนน าไปเขียนในตารางของตัวเอง เช่น เขียนตัวเลข 20 – 40 นักเรียนแต่ละคนก็จะเลือก ตัวเลขมาเขียนลงในตาราง 16 ตัวเลข จากนั้นครูจะเป็นผู้ก าหนดข้อและตั้งค าถามเป็นสูตรคูณเพื่อให้นักเรียน คิดและใช้สีไม้ระบายลงในช่องตารางของตัวเองที่ตรงกับผลคูณของสูตรคูณที่ครูให้หา นักเรียนก็จะเกิดความ สนุกสนานและรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ตัวเลขในตารางของตัวเองตรงกับผลคูณที่ครูให้หา ในแต่ละชั่วโมงก่อนการเรียนการสอนเรื่องการคูณและการหาร นักเรียนจะเตรียมตารางบิงโกสูตรคูณไว้ ก่อนที่ครูจะเข้าสอนเสมอ แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นในการเรียนของนักเรียน และก่อนที่จะเริ่ม เล่นเกมบิงโก นักเรียนทุกคนจะท่องสูตรคูณพร้อมกัน นักเรียนจะเต็มใจในการท่องสูตรคูณ
เพราะในขณะที่เล่นเกมบิงโกสูตรคูณอยู่นั้น ครูจะไม่อนุญาตให้นักเรียนเปิดสูตรคูณดู ครูพูด เน้นย ้ากับนักเรียนอยู่เสมอ ๆ ว่า นักเรียนทุกคนต้องท่องจ าสูตรคูณให้ได้ การท่องสูตรคูณทุกวัน เป็นประจ าสม ่าเสมอจะท าให้นักเรียนจ าและน าสูตรคูณไปใช้ได้ตลอด เพราะเรื่องการคูณ การหาร ต้องได้น าไปใช้ในชีวิตประจ าวันอย่างแน่นอน จากผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่องการคูณ และการหาร ใน ปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่ 2 ของนักเรียนโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย ผลการประเมินอยู่ในระดับที่ดีขึ้น นักเรียนส่วนใหญ่ท าคะแนนได้เพิ่มขึ้น เป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นเกมบิงโกสูตรคูณสามารถน าไปใช้ในการเรียน การสอน เพื่อพัฒนาการท่องสูตรคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในรุ่นต่อ ๆ ไปได้และจะน าไปเผยแพร่เพื่อให้ได้ใช้ในการเรียนการสอนในระดับชั้นต่าง ๆ ต่อไป
ING… English is fun!! คุณครูณัฐินีแก้วเม้า วิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปี ที่4 คุณค่าพระวรสาร : ความเป็นหนึ่ง / ความซื่อตรง Grammar เมื่อพูดถึงคำคำนี้ นักเรียนส่วนใหญ่ก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยาก ไม่ชอบ ทำให้ไม่อยาก เรียนวิชาภาษาอังกฤษแต่ Grammar เป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในสาระการเรียนรู้ของวิชาภาษาอังกฤษทุกระดับชั้นต้อง เรียน Grammar ที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่จะต้องเรียนรู้Grammar ในเรื่อง ของ Present Continuous Tense เช่นกัน Present Continuous Tense เป็นเรื่องที่บ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น กำลังทำอะไร โดยที่มี โครงสร้าง Subject (ประธาน) + Verb to be (is, am, are) + Verb ing (คำกริยาเติม ing) + ส่วนขยาย แต่การ เติม ing จะมีกฎในการเติม เราไม่สามารถจะเติม ing เข้าไปหลังคำกริยาทุกคำได้ เมื่อลองค้นหาดูคลิปที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ Present Continuous Tense อย่างเช่น https://youtu.be/50kDbNGJ3Jg จะเห็นว่าคลิปของเรื่อง Present Continuous Tense เป็นการบอก ความหมาย อธิบายโครงสร้าง บอกส่วนประกอบโครงสร้างว่ามีอะไรบ้าง หากคุณครูได้นำคลิปนี้ไปสอน เด็ก นักเรียนก็จะได้รับความรู้เพียงความหมายของ Present Continuous Tense โครงสร้างของประโยค ว่ามี ส่วนประกอบมีอะไรบ้าง แต่สิ่งที่น่าสนใจของคลิปนี้ คือ มีการยกตัวอย่างประโยคในรูปของประธานเอกพจน์ ประธานพหูพจน์ให้ดู ครั้นดูในตำรา หรือหาเว็ปไซต์อย่างเช่นเว็ป ทรูปลูกปัญญาเว็ปนี้ rueplookpanya.com/knowledge/content/68559/-blo-laneng-lan ก็จะอธิบายว่า Present Continuous Tense เกี่ยวกับลักษณะการใช้ รูปประโยค โครงสร้าง และวิธีการใช้และกฎการเติม ing ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ประธาน He, She, It ให้ใช้is แต่ถ้าประธานเป็น I ให้ใช้ am และถ้าประธานเป็น You, We, They ให้ใช้ are ตามด้วยคำกริยาที่ ing และกฎการเติม ing ต่าง ๆ คำกริยาทั่วไปเติม ing ได้เลย แต่ถ้าคำกริยาที่ลงท้าย ด้วย e ให้ตัด e ทิ้งแล้วเติม ing ส่วนคำกริยาที่อ่านออกเสียงพยางค์เดียว มีสระตัวเดียว มีตัวสะกดตัวเดียวให้เพิ่ม ตัวสะกดเข้าไปอีกหนึ่งตัวแล้วเติม ing
ครูคิดว่าการสอนแบบท่องจำหรือแค่ดูจากคลิปวีดีโอ น่าจะเป็นวิธีการสอนที่ทำให้เด็กนักเรียนเบื่อ ไม่ค่อย เข้าใจและทำให้ไม่อยากเรียน Present Continuous Tense แต่ถ้านักเรียนเรียนแบบสนุกสนาน เฮฮา ได้มีส่วน ร่วมในกิจกรรม ได้คิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองน่าจะทำให้นักเรียนเข้าใจ Present Continuous Tense ได้มากขึ้น จึง ได้นำเกมเข้ามาใช้ประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ คำว่า “เกม” เมื่อไหร่ที่เด็ก ๆ ได้ยินคำนี้ก็จะเริ่มมีความรู้สึกตื่นเต้น อยากเรียนอยากรู้ขึ้นมาทันที ดังนั้น คุณครูจึงได้นำ เกมการแต่งประโยคจากภาพ มาใช้ประกอบการเรียนการสอนเรื่อง Present Continuous Tense เกมการแต่งประโยคจากภาพ เป็นเกมที่คุณครูได้จัดทำขึ้นเองโดยใช้เป็นบัตรคำภาษาอังกฤษต่าง ๆ มีหลากหลาย หมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นคำที่อยู่ในรูปของประธาน, รูปของ Verb to be, รูปของคำกริยาที่เติม ing และคำนามทั่ว ๆ ไป จำนวน 5 ชุด ในหนึ่งชุดจะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่ 40 คำ จากนั้นให้นักเรียนจับกลุ่มกันเองตามใจชอบ เมื่อ ได้กลุ่มเรียบร้อย คุณครูเริ่มอธิบายการเล่น กฎกติกาต่าง ๆ พร้อมมีรางวัลสำหรับกลุ่มผู้ชนะ นักเรียนเริ่มตื่นเต้น เริ่มมีความสนใจในการเรียนโดยการเล่นเกมการแต่งประโยคจากภาพ ครูให้นักเรียนดู ภาพและฟังคำถามจากครู
หลังจากคำถามจบนักเรียนในกลุ่มช่วยกันหาบัตรคำภาษาอังกฤษแล้วนำบัตรคำเหล่านั้นมาเรียงให้เป็น ประโยคตามโครงสร้าง Subject (ประธาน) + Verb to be (is, am, are) + Verb ing (คำกริยาเติม ing) + ส่วน ขยาย กลุ่มไหนเสร็จให้ยกมือ แต่ละกลุ่มเริ่มมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เริ่มรู้จักแบ่งหน้าที่ และทำงานเป็นทีม ครูชวนเด็ก ๆ ดูภาพและอ่านออกเสียงประโยคคำถามและคำตอบที่เด็กๆ ได้ช่วยกันเรียงประโยค พร้อม ช่วยกันอธิบายโครงสร้างของ Present Continuous Tense และกฎการเติม ing
“เกม” จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่นำมาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนของวิชาภาษาอังกฤษ เป็นกิจกรรมที่ ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนมีความกล้าแสดงออก ได้ฝึกทักษะการ คิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกับผู้อื่นและการเคารพกฎกติกาหรือผลแพ้ชนะอย่างมีเหตุผลและมีความซื่อสัตย์ใน ตัวเอง ในขณะเดียวกันผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระสำคัญและได้ฝึกทักษะต่างๆ ที่สอดแทรกอยู่ในเกมทำให้ผู้เรียน สามารถใช้ภาษาได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
ครูเกศริน จิตรีชา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษไทย คุณค่าพระวรสาร : ความเรียบง่าย / ความพอเพียง ความเมตตา เป็นสิ่งที่หาได้ยากเพราะในปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะอยากเห็นตัวเราเองมีความสุข แต่การมี ความเมตตานั้นก็คือการที่เรานั้นอยากให้คนอื่นมีความสุข หรือ ประสบผลส าเร็จในความหวังต่าง ๆ การมีความ เมตตาเป็นสิ่งที่สวยงามมาก หากเราท าได้นั้น ถือเป็นผลดีต่อชีวิต คนเราส่วนใหญ่ต้องการที่จะเป็นคนที่ดีกว่า โดด เด่นกว่า เก่งกว่า สวยกว่า ประสบความส าเร็จในชีวิตเยอะกว่า น้อยคนนักที่อยากจะให้คนอื่นนั้นดีกว่าตัวเรา คนเราจึงมักจะพยายามแข่งขันทั้งกับตนเองและคนอื่นเพื่อให้ได้อยู่เหนือกว่า อยากชนะ แต่หากเราท าได้เท่ากับว่า เรานั้นได้หักห้ามใจตนเองได้ ชนะใจตนเองได้ ปล่อยวางได้นั่นเอง การมีความเมตตาไม่จ าเป็นต้องมีกับแค่เพื่อน มนุษย์ด้วยกัน แต่เราสามารถมีเมตตากับสัตว์โลก ต้นไม้ ได้อีกด้วย การที่เราจะเป็นคนที่มีความเมตตา เราสามารถเริ่มได้จากคนใกล้ตัว โดยจะเริ่มฝึกให้เป็นคนมีความ เมตตาต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียน คนในครอบครัว เพื่อนในที่ท างาน ล้วนท าได้เสมอ โดยครูนั้นจะเป็นผู้ฝึกและให้ นักเรียนได้เข้าใจในการมีความเมตตาได้ โดยครูได้ยกตัวอย่างเรื่องที่มีคามเมตตาที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ เรื่อง อานิสงส์เมตตา (อุรคชาดก) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ มีเรื่องเล่าว่า อดีตกาล นานมาเเล้ว พญาครุฑเจ้าเเห่งปักษาเป็น ศัตรูคู่แค้นกับพญานาคราชแห่งนครบาดาลพบกันเมื่อใดครุฑจะจับนาคกินเป็นอาหาร อันโอชะทุกที ครั้งหนึ่งในกรุงพาราณสี มีงานเฉลิมฉลองการขึ้นครอง ราชสมบัติของพระเจ้าพรหมทัต เหล่าเทพเทวา พญานาค และพญาครุฑ ได้แปลงร่างเป็น มนุษย์มาร่วมชมมหรสพเช่นเดียวกับประชาชนทั้งหลาย ขณะมหรสพอยู่นั่น เกิด
การเบียดเสียดกระทบไหล่กันไปมา พญาครุฑสังเกตกิริยาท่าทางก็รู้ว่าเป็นพญานาค เช่นเดียวกับพญานาคก็รู้ตัวว่า ภัยอันตรายจะเกิดขึ้นจึงหนีออกจากพระนครไปทางท่าน้ า ซึ่งขณะนั้นพระดาบสโพธิสัตว์ได้ลงสรงน้ าและวางผ้า เปลือกไม้ไว้บนฝั่ง พญานาคจึงแปลงกายเป็นก้อนแก้วมณีและเข้าไปหลบอยู่ใต้ผ้าเปลือกไม้ พญาครุฑซึ่งติดตามมา หวังจะจับพญานาคเป็นอาหารให้ได้ เมื่อเห็นดังนั้นจึงไม่กล้าเข้าไปแตะต้องผ้าเปลือกไม้ด้วยความเคารพพระดาบส โพธิสัตว์ จงกล่าวเพื่อให้รู้ตนนั้นหิว ต้องการนาคมาเป็นอาหาร ขอให้พระดาบสโพธิสัตว์นั้นออกไป พญาครุฑกล่าว อย่างนอบน้อม เมื่อพระดาบสโพธิสัตว์ขึ้นมาบนฝั่งแล้วมีความเมตตาต่อสัตว์ทั้งสอง ฝ่ายหนึ่งก็หิวโหย ฝ่ายหนึ่งก็ กลัวภัยอันตราย และเห็นว่าพญาครุฑเป็นผู้มีคุณธรรมสูง ไม่ล่วงเกินผู้ทรงศีล แม้จะหิวโหย จึงขอให้พญาครุฑมี ความสุข ความเจริญ จงดลบันดาลให้ท่านนั้นอิ่มทิพย์ ไม่มีความหิวโหยไม่กระหายตลอดไป และพระดาบสโพธิสัตว์ ได้น าสัตว์ทั้งสองไปที่อาศรม สั่งสอนให้เจริญ ท าให้ทั้งคู่สามัคคีปรองดองอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยเรื่องเล่านี้ได้ให้ข้อคิดคือ คนเราควรมีความเมตตาต่อกัน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=1aCYnEWMt-A เมื่อเล่านิทานเรื่องนี้เสร็จแล้วครูน าเอาความเมตตาที่สามารถเห็นได้ในชีวิตประจ าวันเพื่อยกตัวอย่างให้ นักเรียนได้เข้าใจ เช่น การให้เพื่อนยืมอุปกรณ์การเรียน การช่วยเหลือในการสอนการบ้านเพื่อนที่ไม่เข้าใจ การ ช่วยเหลือลูกนกที่ตกจากรัง การน าอาหารมาให้สุนัขจรจัด การช่วยเหลือคนที่เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ หรือ การให้เงินคนพิการ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเรียนสามารถท าได้ทุกคนหากมีโอกาสในการช่วยเหลือ มีเมตตาต่อคน มีเมตตา ต่อสัตว์เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นได้มีความสุขในการใช้ชีวิต
ซึ่งการมีความเมตตานั้นเป็น เราทุกคนควรมีความเมตตาอยู่ในหัวใจของเรา เราอาจจะไม่ชนะผู้อื่นแต่เรา สามารถชนะใจตนเองได้เพื่อได้มองเห็นผู้คนที่ต้องการความเมตตานั้น ได้รับความเมตตากลับ ชีวิตจะเป็นสุข ทั้ง ผู้ให้และผู้รับ ตรงกับคุณค่าพระวรสารในเรืองของความเมตตา (Compassion) พระเยซูเจริญชีวิตที่เป็นแบบอย่าง ของความเมตตา พระองค์เมตตาต่อทุกคน คนเจ็บป่วยคนตกทุกข์ได้ยาก และคนด้อยโอกาส พระองค์ร่วมทุกข์กับ คนที่มีความทุกข์ เข้าถึงความรู้สึกและความต้องการของผู้อื้นพระองค์สอนเราให้รู้จักพระเจ้าผู้เป็น พระบิดาผู้ เมตตาและสอนให้เราเป็นผู้เมตตา เหมือนพระบิดาทรงเป็นผู้เมตตา พระองค์เล่านิทานเปรียบเทียบที่น่าฟังเรื่อง ชาวสะมาเรียผู้ใเมตตา
คุณครูเจฎสลา พวงพี วิชาวิทยาศาสตร ชั้น ป.4 คุณคาพระวรสาร : ความเชื่อ / ความจริง ดาวตกกับผีพุงไตเหมือนกัน คือ สิ่งที่ปรากฏเปนแสงวาบพุงไปบนทองฟา หากสะเก็ดดาวที่ทำใหเกิดแสง นั้นเผาไหมในชั้นบรรยากาศไมหมดและเหลือบางสวนตกลงมาถึงพื้นโลก วัตถุนั้นก็จะเรียกวา อุกกาบาต ระบบสุริยะประกอบดวย ดวงอาทิตยมีอุณหภูมิประมาณ ๕,๕๐๐ องศาเซลเซียส แตบริเวณใจกลางรอน มากกวา สามารถสรางพลังงานไดดวยตัวเอง พลังงานจากดวงอาทิตยใหความรอน แสงสวาง และความอบอุนแก โลกของเรา ดาวพุธเปนดาวที่ไดรับความรอนจากดวงอาทิตยมากที่สุด ไมมีชั้นบรรยากาศหอหุมพื้นผิว จึงรอนและ แหงแลง อุณหภูมิของดานสวางและดานมืดแตกตางกันมากจึงทำใหเราเรียกดาวพุธวา“เตาไฟแชแข็ง”ดาวศุกรมี ขนาดเล็กกวาโลกเล็กนอย จึงไดชื่อวาเปนฝาแฝดของโลก อุณหภูมิสูงที่สุดเพราะบรรยากาศปกคลุมไปดวยแกส คารบอนไดออกไซดที่หนาทึบจึงเก็บความรอนเอาไว พื้นผิวมีลักษณะเปนภูเขา หุบเขา และหลุมบอ ดาวศุกรสวาง รองจากดวงอาทิตยและดวงจันทร ถาเห็นทางทิศตะวันตกในเวลาค่ำ เรียกวา ดาวประจำเมือง ถาเห็นทางทิศ ตะวันออกในเวลากอนรุงอรุณ เรียกวา ดาวประกายพรึก โดยเวลาที่เห็น คือ กอนดวงอาทิตยขึ้นหรือหลังดวง อาทิตยลับขอบฟาไปแลวไมเกิน ๓ ชั่วโมง โลกหมุนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก หรือหมุนทวนเข็มนาิกา แกนของโลกเอียงเปนมุมประมาณ ๒๓ องศากับแนวตั้งฉากของระนาบวงโคจร จึงทำใหเกิดฤดูกาลตาง ๆ ขึ้นบน โลก โลกเปนดาวเคราะหที่มีลักษณะพิเศษ เพราะบนโลกมีอากาศและน้ำซึ่งจำเปนสำหรับการดำรงชีวิตของ สิ่งมีชีวิต และเปนดาวเคราะหดวงเดียวที่พื้นผิวสวนใหญปกคลุมไปดวยน้ำ โลกมีดวงจันทรเปนบริวาร ๑ ดวง จะ หมุนรอบโลกและหมุนรอบตัวเอง ๑ รอบ ใชเวลา ๒๗ วัน ๗ ชั่วโมง ๔๓ นาที เนื่องจากดวงจันทรหมุนรอบเร็วคน บนโลกจึงเห็นดวงจันทรเพียงดานเดียวตลอดเวลา ดาวอังคาร มีแกนเอียงเชนเดียวกับโลก จึงทำใหบนดาวอังคาร มีฤดูกาลคลายกับบนโลก มีดาวบริวาร ๒ ดวง ชื่อ โฟบอสและไดมอส ทั้ง ๒ ดวงไมมีบรรยากาศหอหุม ดาวอังคาร ถือเปนเทพเจาแหงสงคราม และมักถูกเรียกวา ดาวแดง เพราะมีพื้นผิวสีแดง ดาวพฤหัสบดี ดาวพฤหัสบดีเปนดาว เคราะหแกสที่ใหญที่สุดในระบบ ๔ ดวง เรียงกันอยูในแนวเสนศูนยสูตรของดาวพฤหัสบดี มีชื่อวา ไอโอ ยูโรปา แก
นิมีด และคัลลิสโต ดาวเสาร มีลักษณะคลายดาวพฤหัสบดี คือ มีพื้นผิวสีเหลืองซึ่งเปนแกสที่เบามาก มีความ หนาแนนนอยกวาดาวเคราะหดวงอื่น มีดาวบริวารมากกวา ๓๐ ดวง ดวงที่มีขนาดใหญที่สุดมีชื่อวา ไตตัน ดาวยูเรนัสหรือดาวมฤตยูมีการคนพบวา ดาวยูเรนัสมีวงแหวนลอมรอบคลายดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร วงแหวน ประกอบดวยชิ้นน้ำแข็งมืดที่เคลื่อนไหว ดาวเนปจูน ดาวสมุทร หรือดาวเกตุ ดาวเนปจูนเปนดาวเคราะหแกสดวง ที่ ๔ โคจรรอบดวงอาทิตย ๑ รอบ จึงใชเวลาถึง ๑๖๕ ปดาวเคราะหนอย เปนเศษหินหรือสวนผสมของหินกับ โลหะชิ้นใหญ ๆ มีจำนวนมากในระบบสุริยะ เปนบริวารของดวงอาทิตย มีแถบการโคจรอยูระหวางดาวอังคารและ ดาวพฤหัสบดีซึ่งเรียกวา แถบดาวเคราะหนอย ดาวหาง เปนกอนน้ำแข็ง สกปรกที่ไมมีแสงสวางในตัวเอง มีวงโคจรรอบดวงอาทิตยเปนวงรีมาก รูปรางและความสวางจะแตกตางกันไปตาม ระยะทางที่อยูหางจากดวงอาทิตย ขณะอยูไกลจากดวงอาทิตยจะไมมีหางและแสงสวาง เมื่อเขาใกลดวงอาทิตยจะ ขยายขนาดใหญขึ้นและสวางมากขึ้น ประกอบดวยสวนสำคัญ ๓ สวน คือ ๑. สวนแกนกลาง ประกอบดวยอนุภาคน้ำแข็ง ไอน้ำ และแกสที่เย็นจัด เปนสวนที่สวางที่สุด ๒. สวนหัว เปนกลุมไอน้ำ ฝุน และแกสที่ระเหยออกมาจากแกนกลางแลวหุมแกนกลางอยูโดยรอบ ๓. สวนหาง แบงเปน ๒ ชนิด คือ หางแกส เปนทางตรงสีน้ำเงินถูกผลักออกโดยสนามแมเหล็กในลมสุริยะ ทำใหมีทิศตรงกันขามกับดวงอาทิตยหางฝุน ประกอบดวยฝุนหรืออนุภาคอื่น ๆ สะทอนแสงใหเห็นเปนสีเหลือง ขาวเปนหางโคงออกจากทางโคจรของดาวหาง อุกกาบาต เปนกอนหินหรือวัตถุนอกโลกที่โคจรอยูทั่วไปในระบบ สุริยะ โดยมักอยูเปนแถบ โคจรรอบดวงอาทิตย เรียกวา แกนอุกกาบาต เมื่อเขามาอยูในบรรยากาศของโลกดวย ความเร็วประมาณ ๑๒–๗๒ กิโลเมตร/วินาที ที่ความสูงประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร มันจะเสียดสีกับอากาศ ทำให กอนอุกกาบาตรอนมากจนลุกสวาง และเมื่อลงมาถึงความสูง ๖๐ กิโลเมตร อุกกาบาตสวนใหญจะไหมจนหมดทำ ใหเกิดแสงเรืองเปนทางสวางในทองฟา ชาวบานเรียกวา ดาวตกหรือผีพุงไต แตถาอุกกาบาตมีขนาดใหญมากเหลือ จากการเสียดสีกับบรรยากาศก็จะตกลงมาบนโลกเกิดเปนลูกอุกกาบาตและหลุมอุกกาบาตขึ้น
ความเชื่อของคนโบราณ คนไทยสมัยกอนเชื่อกันวาแสงนั้นหรือผีพุงไตคือวิญญาณของผูมีบุญที่ลงมาเกิด ยังโลกมนุษย หากแสงไปตกที่บานหลังใด จะเปนการบอกเหตุวาอีกไมนานภรรยาเจาของบานหลังนั้นจะทอง และ ใครก็ตามที่เห็นผีพุงไต หามทักหรือชี้เด็ดขาด เพราะเชื่อกันวาอาจทำใหวิญญาณของผูมีบุญไปจุติหรือเกิดในครรภ สัตวเดรัจฉานแทน https://youtu.be/Sa_xXZ2bDIA
ร ำวงเริงใจ………สำยใยผูกพันธ์ คุณครูสุภัชชา คีรีนิล (นาฏศิลป์ ป.4) คุณค่าพระวรสาร :,ความเคารพ,ความสุภาพถ่อมตน,ความเรียบง่าย,เมตตา,หน้าที่,ความเป็นหนึ่ง,วามหวัง,ความยินดี จากการจัดการเรียนการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ ในปีการศึกษา2565 ที่ผ่านมา นักเรียนได้เรียนเพลงรำ วงมาตรฐาน ซึ่งเป็นเพลงที่มีที่มาจากการละเล่น “รำโทน” ซึ่งกรมศิลปากรได้รวบรวมไว้ทั้งสิ้น 10 เพลง และ มีท่ารำ 16 ท่ารำ ซึ่งเด็กๆได้เรียนรู้ที่มา เนื้อเพลง จังหวะดนตรีและท่ารำของเพลงรำวงมาตรฐาน ซึ่งครูได้ให้ นักเรียนศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ตในส่วนของเนื้อเพลง และท่ารำ นักเรียนรู้จักมารยาทในความเชื่อของคนที่เรียนนาฏศิลป์ในการเคารพพ่อแก่ พระพิฆเนศ พระพิราพ ทำให้เด็กๆ ปฏิบัติตนเป็นผู้ที่มีความเรียบร้อย อ่อนน้อม ต่อครูบาอาจารย์ มีมารยาทในการไหว้และมีความ เคารพต่อทุกคน หลังจากที่เด็กๆได้เรียนจนเกิดความชำนาญแล้ว ครูจึงคัดเลือกเด็กๆที่มีความสามารถโดดเด่น เพื่อเข้าร่วม การแข่งขันในกิจกรรมแข่งขันประกวดรำวงมาตรฐานของสภาวัฒนธรรม และเริ่มการฝึกซ้อมแบบเข้มข้นโดย เพิ่มเวลาซ้อมเพื่อดูความพร้อม ความสวยงาม ความถูกต้องของท่ารำ จังหวะและองค์ประกอบต่างๆเพื่อให้ พร้อมในการแข่งขัน เด็กๆมีความมานะอดทนในการซ้อมรำที่ยาวนานมากขึ้น การที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นและรับฟังความคิดเห็น ของผู้อื่น โดยครูคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และในฝึกในเรื่องของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการแข่งขันเพื่อชัย ชนะของทุกๆคน สุดท้ายหลังจากที่ทุกคนพยายามอย่างเต็มที่ก็ส่งผลให้เด็กๆสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้อย่างมั่นใจ และ ได้รู้คำว่า “รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย”
https://www.youtube.com/watch?v=OOwfEXW7FPE
คุณค่าพระวรสาร เมตตา ( ครูมนต์ชัย ช่อเกตุ _____________________________________________________________________________________ กีฬาเป็ นยาวิเศษทางด้านจิตใจ กีฬาเป็นบริบทที่ดีส าหรับการเรียนการสอนเพื่อบ าบัดทางด้านจิตใจ เพราะมันมีเรื่องของความพ่ายแพ้ เข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อแพ้แล้วเราจะไปต่อได้ยังไง ก็จะเป็นโอกาสให้เด็กได้ใช้ทักษะต่างๆ คือ ถ้าแพ้แล้วอารมณ์มา ท้อแท้ เศร้า เสียใจ เราก็ต้องดึงทักษะการจัดการกับอารมณ์ออกมาใช้ หรือทักษะตั้งเป้าหมาย ในการเล่นกีฬา เช่น ต้องการจะไปถึงจุดไหน อยากท าเวลาได้เท่าไหร่ ท าได้กี่ครั้ง มันก็จะมีทั้งเป้าหมายระยะสั้น เป้าหมายระยะกลาง เป้าหมายระยะยาว ตั้งแต่เรื่องราวของการแพ้ชนะ น้ าใจนักกีฬา หรือการอดทนฝึกฝน ไม่ว่าจะเล่นเพื่อความสนุก เพื่อลงแข่งในสนามมือสมัครเล่น หรือเพื่อไต่ระดับไปเรื่อยๆ “กีฬาสอนอะไรเราหลายอย่างมาก สอนในเรื่องของน้ าใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย รู้จักเมตตา ซึ่ง กันและกัน ครูสอนพลไม่ได้พูดเพียงการเล่นกีฬาท าให้เรารู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย แต่เสริมสร้างทักษะในการรู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัยซึ่งก็คือ ที่ครูพลได้น ามาเข้าแทรกในการศึกษาด้วย กีฬานั้นเป็นพื้นที่หนึ่งที่ เปิดโอกาสให้เรารู้แพ้อย่างแน่นอน แต่เมื่อแพ้แล้วเราก็ต้องรู้ที่จะให้อภัยด้วย เพื่อที่เราจะฟื้นขึ้นมาจากตรงนั้นและ พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อที่จะรู้ชนะ
จากตัวอย่าง เรื่อง “ทักษะการฝึกใจให้แข็งแกร่ง เป็นทักษะที่ค่อยๆ สร้างขึ้นมา ฝึกได้ตั้งแต่เด็กๆและเป็นทักษะที่ ใช้ร่วมได้กับหลายอย่าง ไม่ว่าจะมีบาดแผลทางใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งในค าว่ามันประกอบไปด้วยหลายๆ มิติ”ไม่ใช่ ทักษะเดี่ยวๆ ที่ปลูกฝังหรือสอนลูกได้แบบเป็นเอกเทศ แต่ทักษะการฝึกใจให้แข็งแกร่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัย ความพร้อมในการพัฒนา ด้านอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วยและสามารถน าไปเสริมสร้างทักษะให้นักเรียนได้ 6 องค์ประกอบที่ว่านั้นได้แก่ วิสัยทัศน์ ( ภาวะอารมณ์ ( การใช้เหตุผล ( สุขภาพ ( การยืนหยัด ( และการร่วมมือกัน (