The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้ เรื่องการอ่านทำนองเสนาะ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Adisa, 2022-05-22 17:33:40

การอ่านทำนองเสนาะ

ใบความรู้ เรื่องการอ่านทำนองเสนาะ

ใบความรู้ เรอ่ื งการอา่ นทานองเสนาะ
๑. ความหมายของ “การอ่านทานองเสนาะ”

การอ่านทานองเสนาะคือวิธีการอ่านออกเสียงอย่างไพเราะตามลีลาของบทร้อยกรองประเภท โคลงฉันท์
กาพย์ กลอน ( พจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หนา้ ๓๙๘ )

บางคนให้ความหมายว่า การอ่านทานองเสนาะคือ การอ่านตามทานอง ( ทานอง = ระบบเสียงสูงต่า
ซงึ่ มีจังหวะส้ันยาว ) เพอ่ื ให้เกดิ ความเสนาะ ( เสนาะ , น่าฟัง , เพราะ , วังเวงใจ )

๒. วัตถุประสงคใ์ นการอา่ นทานองเสนาะ
การอ่านทานองเสนาะเป็นการอ่านให้คนอื่นฟัง ฉะนั้นทานองเสนาะต้องอ่านออกเสียง เสียงทาให้เกิด

ความรู้สึก - ทาให้เห็นความงาม - เห็นความไพเราะ - เห็นภาพพจน์ ผู้ฟังสัมผัสด้วยเสียงจึงจะเข้าถึงรสและความ
งามของบทร้อยกรอง ที่เรียกว่าอ่านแล้วฟังพริ้ง – เพราะเสนาะโสด การอ่านทานองเสนาะจึงมุ่งให้ผู้ฟังเข้าถึงรส
และเหน็ ความงามของบทร้อยกรอง

๓. ท่ีมาของการอ่านทานองเสนาะ
เข้าใจว่า การอ่านทานองเสนาะมีมานานแลว้ แต่คร้งั กรุงสโุ ขทยั เท่าที่ปรากฎหลักฐานในศลิ าจารึกพอ่ ขุน

รามคาแหง พุทธศักราช ๑๘๓๕ หลักที่หนึ่ง บรรทัดท่ี ๑๘ - ๒๐ ดังความว่า “ ……….. ด้วยเสียงพาเสียงพิณ
เสียงเลื้อน เสียงขับ ใครจักมักเล่นเล่น ใครจักมักหัว – หัว ใครมักจักเลื้อน เลื้อน ……………..”จากข้อความ
ดังกล่าว ฉันทิชย์ กระแสสินธ์ุ กล่าวว่า เสียงเลื้อนเสียงขับ คือ การร้องเพลงทานองเสนาะ ส่วน ทองสืบ
ศุภะมารค ชี้แจงว่า “ เลื้อน ” ตรงกับภาษาไทยถิ่นว่า “ เลิ่น ” หมายถึง การอ่านหนังสือเอื้อนเป็นทานอง ซึ่ง
คล้ายกับที่ประเสริฐ ณ นคร อธิบายว่า เลื้อน เป็นภาษาถิ่น แปลว่า อ่านทานองเสนาะ โดยอ้างอิง บรรจบ
พันธุเมธา กล่าวว่า คานี้เป็นภาษาถิ่นของไทยในพม่า คือไทยในรัฐฉานหรือไทยใหญ่นั่นเอง จากความคิดเห็น
ของผู้รู้ ประกอบกับหลักฐานพ่อขุนรามคาแหงดังกล่าว ทาให้เชื่อว่า การอ่านทานองเสนาะของไทยมีมานาน
หลายรอ้ ยปแี ลว้ โดยเรยี กเปน็ ภาษาถิน่ ว่า “ เลอื้ น ”

ที่มาของต้นเคา้ ของการอ่านทานองเสนาะพอจะสันนษิ ฐานไดว้ ่า น่าจะมีบอ่ เกิดจากการดาเนินวิถีชีวิตของ
คนไทยสมัยก่อนที่มีความเกี่ยวพันกับการร้องเพลงทานองต่าง ๆ ตลอดมา ทั้งนี้จากเหตุผลที่ว่า คนไทยมีนิสัยชอบ
พูดคาคล้องจองให้มีจังหวะด้วยลักษณะสัมผัสเสมอ ประกอบกับคาภาษาไทยที่มีวรรณยุกต์กากับจึงทาให้คามี
ระดบั เสียงสงู ตา่ เหมือนเสียงดนตรี เมื่อประดษิ ฐท์ านองงา่ ย ๆ ใสเ่ ข้าไปกท็ าให้สามารถสร้างบทเพลงร้องขึ้นมาได้
แล้ว ดังนัน้ คนไทยจงึ มโี อกาสได้ฟังและชืน่ ชมกบั การร้องเพลงทานองตา่ ง ๆ ตัง้ แต่เกดิ จนตายทีเดียว
ศิลปะการอา่ นทานองเสนาะจึงขนึ้ อยู่กบั ความสามารถของผอู้ า่ น และความไพเราะของบทประพนั ธแ์ ตล่ ะประเภท
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่านทานองเสนาะจึงต้องศึกษาวิธีการอ่านให้ไพเราะและต้องหมั่นฝึกฝนการอ่านจนเกิดความ
ชานาญ

อนึ่งศิลปะการอ่านทานองเสนาะอยู่ที่ตัวผู้อ่านต้องรู้จัก วิธีการอ่านทอดเสียง โดยผ่อนจังหวะให้ช้าลง

การเอื้อนเสียง โดยการลากเสียงช้า ๆ เพ่ือให้เข้าจงั หวะและใหห้ างเสียงให้ไพเราะ การครัน่ เสียง โดยทาเสียง

สะดุดสะเทือนเพื่อความไพเราะเหมาะสมกับบทกวีบางตอน การหลบเสียง โดยการหักเหให้พลิกกลับจากเสียง

สูงลงมาเป็นต่า หรือจากเสียงต่าขึ้นไปเป็นเสียงสูง เนื่องจากผู้อ่านไม่สามารถที่จะดาเนินตามทานองต่อไปได้

เป็นการหลบหนีจากเสียงที่เกินความสามารถ จึงต้องหักเหทานองพลิกกลับเข้ามาดาเนินทานองในเขตเสียงของ

ตน และ การกระแทกเสียง โดยการอ่านกระชากเสียงให้ดังผิดปกติในโอกาสที่แสดงความโกรธหรือความไม่

พอใจหรือเมือ่ ตอ้ งการเนน้ เสียง ( มนตรี ตราโมท ๒๕๒๗ : ๕๐ )

๔. รสท่ีใชใ้ นการอา่ นทานองเสนาะ

๔.๑ รสถ้อย ( คาพดู ) แตล่ ะคามรี สในคาของตนเอง ผอู้ ่านจะตอ้ งอ่านให้เกิดรสถอ้ ย

ตวั อย่าง

สักวาหวานอนื่ มีหมืน่ แสน ไม่เหมอื นแมน้ พจมานท่หี วานหอม

กลน่ิ ประเทยี บเปรยี บดวงพวงพะยอม อาจจะนอ้ มจติ โนม้ ดว้ ยโลมลม

แมน้ ล้อลามหยามหยาบไมป่ ลาบปลืม้ ดังดูดดืม่ บอระเพ็ดตอ้ งเขด็ ขม

ผู้ดีไพรไ่ มป่ ระกอบชอบอารมณ์ ใครฟงั ลมเมนิ หน้าระอาเอย

( พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอกรมหลวงบดินทรไ์ พศาลโสภณ )

๔.๒ รสความ (เรื่องราวที่อ่าน) ข้อความที่อ่านมีเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร เช่น โศกเศร้า สนุกสนาน

ตื่นเต้น โกรธ รัก เวลาอ่านต้องอา่ นให้มีลลี าไปตามลกั ษณะของเน้ือเรอ่ื งนัน้ ๆ

ตวั อยา่ ง : บทโศกตอนทนี่ างวันทองไปสง่ พลายงามใหไ้ ปหายา่ ทองประศรที ่สี ุพรรณบรุ ี

ลกู ก็แลดูแม่แมด่ ูลกู ตา่ งพันผกู เพยี งว่าเลือดตาไหล

สะอื้นรา่ อาลาดว้ ยอาลัย แล้วแขง็ ใจจากนางตามทางมา

เหลยี วหลังยังเห็นแมแ่ ลเขม้น แม่ก็เห็นลกู นอ้ ยละหอ้ ยหา

แต่เหลยี วเหลียวเล้ยี วลับวบั วิญญาณ์ โอเ้ ปล่าตาต่างสะอนื้ ยืนตะลึง

( เสภาขนุ ชา้ งขุนแผน ตอนกาเนิดพลายงาม : สนุ ทรภู่ )

ตัวอย่าง : บทสนกุ สนาน ในนริ าศพระบาท ขณะมีมวยปล้า

ละครหยดุ อตุ ลุดดว้ ยมวยปล้า ยนื ประจาหมายสูเ้ ป็นคูข่ นั

มงคลใส่สวมหวั ไมก่ ลวั กัน ตง้ั ประจันจดจบั ขยบั มอื

ตเี ขา้ ปับรบั โปกสองมือปิด ประจบตดิ เตะผางหมอ้ ขวา้ งหวือ

กระหวัดหวิดหวิวผวาเสียงฮาฮือ คนดูออ้ เออกันสนน่ั องึ

๔.๓ รสทานอง (ระบบสูงต่าซึ่งมีจังหวะสั้นยาว) ในบทร้อยกรองไทยจะประกอบด้วยทานองต่าง ๆ

เช่น ทานองโคลง ทานองฉันท์ ทานองกาพย์ ทานองกลอน และทานองร่าย เป็นต้น ผู้อ่านจะต้องอ่าน

ให้ถกู ต้องตามทานองของร้อยกรองน้ัน เชน่ โคลงสีส่ ุภาพ

สตั ว์ พวกหนงึ่ นีช้ ่ือ พหบุ า ทาแฮ

มี อเนกสมญา ยอกย้อน

เทา้ เกดิ ยิง่ จัตวา ควรนบั เขานอ

มาก จวบหมน่ื แสนซอ้ น สดุ พน้ ประมาณ ฯ

๔.๔ รสคล้องจอง ในบทร้องกรองต้องมีคาคล้องจองในคาคล้องจองนั้นต้องให้ออกเสียงต่อเนื่องกัน

โดยเนน้ เสยี งสัมผัสนอกเปน็ สาคัญ เช่น

ถงึ โรงเหล้าเตากลน่ั ควนั โขมง มีคันโพงผกู สายไวป้ ลายเสา

โอบ้ าปกรรมน้านรกเจียวอกเรา ใหม้ ัวเมาเหมือนหนึ่งบา้ เป็นน่าอาย

ทาบุญบวชกรวดน้าขอสาเรจ็ พระสรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย

ถึงสรุ าพารอดไม่วอดตาม ไม่ใกล้กรายแกลง้ เมนิ ก็เกนิ ไป

ไมเ่ มาหลา้ แต่เรายังเมารกั สดุ จะหกั หา้ มจติ คิดไฉน

ถงึ เมาเหลา้ เชา้ สายกห็ ายไป แตม่ าใจน้ีประจาทกุ คา่ คนื

( นริ าศภูเขาทอง : สนุ ทรภู่ )

๔.๕ รสภาพ เสียงทาให้เกิดภาพ ในแตล่ ะคาจะแฝงไปดว้ ยภาพ ในการอ่านใหเ้ หน็ ภาพตอ้ งใชเ้ สียง สูง

– ต่า ดัง – ค่อย แล้วแตจ่ ะใหเ้ กดิ ภาพอย่างไร เชน่

“ มดเอย๋ มดแดง เลก็ เล็กเรยี่ วแรงแขง็ ขยัน ”

“ สุพรรณหงส์ทรงพหู่ ้อย งามชดชอ้ ยลอยหลังสินธ์ุ ”

“ อยุธยายศลม่ แลว้ ลอยสวรรค์ ลงฤา ”

๕. หลกั การอ่านทานองเสนาะ มดี งั น้ี

๕.๑ ก่อนอ่านทานองเสนาะให้แบ่งคาแบ่งวรรคให้ถูกต้องตามหลักคาประพันธ์เสียก่อน โดยต้องระวังใน

เรื่องความหมายของคาดว้ ย เพราะคาบางคาอ่านแยกคากนั ไมไ่ ด้ เชน่

“ สร้อยคอขนมยรุ ะ ยงู งาม ”

( ขน – มยุระ , ขนม – ยรุ ะ )

“ หวนห่วงมว่ งหมอนทอง อีกอกรอ่ งรสโอชา ”

( อกี – อก – ร่อง , อี – กอ – กร่อง )

“ ดเุ หวา่ จับเต่าร้างรอ้ ง เหมือนจากหอ้ งมาหยารศั มี ”

( เหมอื น – มด , เหมอื น – มด – อด )

๕.๒ อา่ นออกเสียงธรรมดาใหค้ ล่องกอ่ น

๕.๓ อา่ นให้ชัดเจน โดยเฉพาะออกเสียง ร ล และคาควบกล้าใหถ้ กู ตอ้ ง เชน่

“ เกดิ เปน็ ชายชาตรอี ย่าขข้ี ลาด บรรยากาศปลอดโปรง่ โล่งสมอง

หยิบน้าปลาตราสบั ปะรดให้ทดลอง ไหนเล่านอ้ งครีมนวดหน้าทาให้ที

เน้ือนัน้ มีโปรตีนกินเขา้ ไว้ คนเคราะหร์ า้ ยคลุ้มคล่งั เร่อื งหนงั ผี

ใช้นา้ คลองกรองเสียกอ่ นจงึ จะดี เห็นมาลคี ล่ีบานหน้าบ้านเอย ”

๕.๔ อา่ นใหเ้ อ้อื สมั ผสั เรียกว่า คาแปรเสียง เพื่อใหเ้ กดิ เสียงที่ไพเราะ เช่น

พระสมุทรสดุ ลกึ ลน้ คณนา

( อ่านว่า พระ – สะ – หมดุ – สดุ – ลึก – ลน้ คน – นะ – นา )

ขา้ ขอเคารพอภิวาท ในพระบาทบพิตรอดสิ ร

( ข้า – ขอ – เคา – รบ – อบ – พิ – วาด ใน – พระ – บาด – บอ – พดิ – อะ – ดดิ – สอน )

ขอสมหวังตั้งประโยชนโ์ พธิญาณ

( อา่ นว่า ขอ – สม – หวัง – ตงั้ – ประ – โหยด – โพด – ทิ – ยาน )

๕.๕ ระวงั ๓ ต อยา่ ให้ ตกหล่น อย่าตอ่ เตมิ และอย่าตตู่ วั

๕.๖ อ่านให้ถูกจังหวะ คาประพันธ์แต่ละประเภทจะมีจังหวะแตกต่างกัน ต้องอ่านให้ถูกวรรคตอนตาม

แบบแผนของคาประพันธน์ ้ัน ๆ เชน่

มุทิงคนาฉันท์ ( ๒ - ๒ - ๓ )

“ ป๊ะโทน่ / ป๊ะโทน / ป๊ะโท่นโทน บรุ ษุ / สิโอน / สะเอวไหว

อนงค์ / นาเคลื่อน / เขยื้อนไป สะบดั / สไป / วิไลตา ”

๕.๗ อา่ นใหถ้ ูกทานองของคาประพนั ธ์นั้น ๆ ( รสทานอง )

๕.๘ ผู้อ่านต้องใสอ่ ารมณ์ตามรสความของบทประพนั ธ์น้ัน ๆ รสรัก โศก ตื่นเต้น ขบขัน โกรธ แล้วใส่

นา้ เสียงใหส้ อดคล้องกบั รสหรอื อารมณ์ตา่ ง ๆ เหล่าน้ัน

๕.๙ อ่านใหเ้ สยี งดัง ( พอที่จะได้ยินกันทั่วถงึ ) ไมใ่ ชต่ ะโกน

๕.๑๐ ถา้ เปน็ ฉนั ท์ ต้องอ่านให้ถูกต้องตามบังคบั ของครุ - ลหุ ของฉนั ท์นนั้ ๆ

ลหุ คือ ท่ผี สมด้วยสระเสียงส้ัน และไม่มตี ัวสะกด เชน่ เตะ บุ และ เถอะ ผวั ะ ยกเว้น ก็ บอ่ นอกจาก

น้ีถือเปน็ คาครุ ( คะ – รุ ) ทัง้ หมด

ลหุ ให้เครื่องหมาย ( ุุ ) แทนในการเขียน

ครุ ใช้เคร่อื งหมาย ( ุั ) แทนในการเขียน

ตัวอยา่ ง : วสนั ตดลิ กฉนั ท์ ๑๔ มีครุ - ลหุ ดงั น้ี

ุุั ัุุั ุั ัุั ุั ุั ุุ ุั ุุ ุุ ุุ ุั

ุุ ุุ ุั ุุ ุั ุั

ุั ุั ุุ ุั ุุ ุุ ุุ ุั ุุ ุุ ุั ุุ ุั ุั

อา้ เพศกเ็ พศนชุ อนงค์ อรองค์กบ็ อบบาง

( อา่ นวา่ อ้า – เพด – ก็ – เพด – นุ – ชะ – อะ – นง อะ – ระ – อง – กอ้ – บอบ – บาง )

ควรแต่ผดงุ สิริสะอาง ศภุ ลกั ษณ์ประโลมใจ

( อา่ นว่า ควน – แต่ – ผะ – ดุง – สิ – หริ – สะ – อาง สุ – พะ – ลัก – ประ – โลม – ใจ )

๕.๑๑ เวลาอ่านอา่ นอย่าใหเ้ สียงขาดเปน็ ชว่ ง ๆ ตอ้ งให้เสียงติดตอ่ กนั ตลอด เช่น

“ วันนน้ั จนั ทร มีดารากร เปน็ บริวาร

เห็นส้ินดนิ ฟา้ ในปา่ ทา่ ธาร มาลีคลบี่ าน ใบก้านอรชร ”

๕.๑๒ เวลาจบใหท้ อดเสยี งช้า ๆ

๖. ประโยชนท์ ี่ไดร้ ับจากการอ่านทานองเสนาะ
๖.๑ ช่วยให้ผู้ฟงั เข้าถึงถงึ รสและเหน็ ความงามของบทร้อยกรองที่อ่าน
๖.๒ ชว่ ยใหผ้ ู้ฟังไดร้ ับความไพเราะและเกิดความซาบซึง้ ( อาการรู้สกึ จบั ใจ อย่างลกึ ซ้ึง )
๖.๓ ชว่ ยใหเ้ กดิ ความสนกุ สนาน ความเพลิดเพลนิ
๖.๔ ช่วยให้จาบทรอ้ ยกรองได้รวดเร็วและแม่นยา
๖.๕ ชว่ ยกล่อมเกลาจิตใจใหเ้ ปน็ คนออ่ นโยนและเยอื นเย็น
๖.๖ ช่วยสบื ทอดวฒั นธรรม ในการอ่านทานองเสนาะไว้เป็นมรดกต่อไป


Click to View FlipBook Version