วิจัยในชนั้ เรยี น
การใช้แบบฝึกทกั ษะเรื่อง กฎการนับเบ้ืองต้น เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 5
ผวู้ จิ ยั
นางสาวอภยั รัตน์ คงวัชระ
นางสาวปูชติ า ธรรมวงศ์
โรงเรยี นธิดาแมพ่ ระ
อำเภอเมือง จังหวัดสรุ าษฎร์ธานี
ก
คาํ นํา
รายงานการวิจัยในชั้นเรียน การใชแบบฝกทักษะเร่ือง กฎการนับเบ้ืองตน เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนคณิตศาสตร สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 จัดทําขึ้นเพ่ือเพื่อเปนแนวทางในการ
พัฒนาการเรียนการสอนใหมปี ระสทิ ธิภาพมากยิ่งขึน้ โดยมวี ัตถุประสงคเ พื่อพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ า
คณิตศาสตรเรอื่ ง กฎการนบั เบอื้ งตน
ผูวิจัยหวังเปนอยางยิ่งวา รายงานฉบับน้ีจะเปนประโยชนตอครูผูสอนท่ีสนใจไมมากก็นอย หากมี
ขอผดิ พลาดประการใดขออภยั มา ณ ท่ีนีด้ วย
คณะผจู ัดทํา
สารบัญ ข
คานา หนา้
สารบญั ก
บทที่ 1 บทนา ข
1
ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา 1
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั 2
สมมติฐานการวจิ ยั 2
ขอบเขตการวิจยั 2
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 3
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง 4
เอกสารการจดั การเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 5
แบบฝึกทกั ษะ 9
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน 15
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ 25
งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง 28
บทที่ 3 วธิ ีดาเนินการวจิ ยั 31
ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 31
เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั 31
การสร้างเครื่องมือวจิ ยั 31
แบบแผนการวจิ ยั 32
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 32
สถิติท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 33
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 34
ตารางตอนท่ี 1 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง กฎการนบั เบ้ืองตน้ 34
บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ 36
สรุปผลการวจิ ยั 38
อภิปรายผล 38
ขอ้ เสนอแนะ 38
บรรณานุกรม 39
ภาคผนวก
1
บทที่ 1
บทนา
ความสาคัญและที่มา
คณิตศาสตร์มบี ทบาทสาคญั ยง่ิ ต่อการพฒั นาความคดิ มนุษย์ทาให้มนษุ ย์มีความคิดสร้างสรรค์
คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ ระเบียบแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและ สถานการณ์ได้อย่างถ่ี
ถ้วน รอบคอบ ทาให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
คณติ ศาสตร์จงึ เป็นเครอื่ งมือในการศกึ ษาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อื่นๆท่ีเก่ียวข้อง
คณิตศาสตร์จงึ มีประโยชนต์ ่อการดารงชีวติ และชว่ ยพัฒนาคณุ ภาพชีวิตให้ดีขึ้นนอกจากนี้คณิตศาสตร์
ยังช่วยพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ มีความสมดุลทั้งทางร่างกาย จิตใจสติปัญญา และอารมณ์
สามารถคิดเป็น ทาเป็น แก้ปัญหาเป็น และสามารถอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2544) จากข้อความดังกล่าว วิชาคณิตศาสตร์จึงได้รับการกาหนดเป็นกลุ่มสาระ
หน่ึงในหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544 โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ
ในเนื้อหาสาระคณิตศาสตร์ มีทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์มีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์
ตระหนักในคุณค่าของคณิตศาสตร์ และสามารถนาความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตลอดจนนาความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปเป็นเคร่ืองมือในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และเป็นพ้ืนฐานใน
การศึกษาในระดับที่สูงขึ้นซ่ึงสอดคล้องกับ ยุพิน พิพิธกุล (2539,หน้า 22) กล่าวว่า “จุดประสงค์ใน
การสอนวิชาคณิตศาสตร์ ต้องการให้นักเรยี นมีความรู้ความเขา้ ใจในวิชาคณิตศาสตร์มีเหตุผล มีทักษะ
การคิดคานวณ สามารถนาความรู้ความเข้าใจและทักษะทางคณิตศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจาวันและ
เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อไป” จากจุดประสงค์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การสอนคณิตศาสตร์นั้น
จาเป็นอยา่ งย่งิ ทีจ่ ะสอนใหผ้ เู้ รยี นเกิดความรู้ความเข้าใจในเน้ือหานั้น
ปัจจุบันพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ประสบผลสาเร็จในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เท่าที่ควรซึ่ง
สาเหตุที่ทาให้นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ประสบผลสาเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์เท่าท่ีควรน้ัน อัน
เน่ืองมาจากปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง เช่น ลักษณะของธรรมชาติวิชาที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม ซ่ึง
ประกอบด้วยสัญลักษณ์อาศัยการคิดที่เป็นแบบแผนมีข้ันตอนและมีเหตุผล (สิริพร ทิพย์คง. 2544 :
1) สาหรบั นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปญั หาที่พบคือ การการแก้โจทย์ปัญหาต่าง ๆ ในเร่ืองของกฎ
การนบั เบ้อื งตน้ ท้งั นอ้ี าจเป็นเพราะเน้อื หาท่ียาก ซงึ่ เนื้อหาเร่ืองน้ีเป็นเร่ืองสาคัญ ถ้านักเรียนเข้าใจใน
เร่ืองนี้เป็นอย่างดีจะทาให้การเรียนในม.6 และระดับอุดมศึกษา ได้ง่ายข้ึน จากประสบการณ์การสอน
ท่ีผู้วิจัยได้ปฏิบัติหน้าท่ีการสอนมาพบปัญหาคือ ผู้เรียนขาดความรู้ และวิธีการนาทฤษฎีบทไปใช้แก้
โจทยป์ ัญหา
จากการสอนนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่ามีนักเรียนบางส่วนไม่สนใจในการเรียน
เพราะขาดส่ิงเร้าท่ีกระตุ้นให้นักเรียนสนใจ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ในวิชา
คณิตศาสตร์ ในด้านการเรียน เร่ือง กฎเบื้องต้นเก่ียวกับการนับ ผู้ท่ีจะแก้ปัญหาได้ จาเป็นต้องมี
ความรู้ความสามารถและ มีประสบการณ์ ผู้วิจัยพบว่าการสอนคณิตศาสตร์เกี่ยวกับกฎเบ้ืองต้น
เกย่ี วกับการนบั เป็นเร่อื งทส่ี อนใหน้ ักเรียนเขา้ ใจยาก เกิดความสบั สนในการดาเนินการแก้โจทย์
2
จากปญั หาดงั กล่าวขา้ งตน้ ทาให้ผวู้ จิ ยั ตระหนักถึงปัญหาจึงมคี วามสนใจท่ีจะจัดการเรียนการ
สอน เรื่อง กฎเบอ้ื งตน้ เกีย่ วกับการนบั โดยใชช้ ดุ พัฒนาแบบฝกึ ทักษะเรื่องกฎเบ้ืองต้นเก่ียวกับการนับ
เพือ่ พฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นคณิตศาสตร์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนธิดาแม่
พระ เพ่อื ให้การจัดการเรยี นการสอนไดบ้ รรลุจุดประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถวัดประเมิน
ได้ตามสภาพจริง ดังนั้น เร่ือง กฎเบื้องต้นเก่ียวกับการนับ จึงเป็นปัญหาสาคัญ ที่จะนามาศึกษา
ค้นคว้าเพ่อื หาสาเหตุและหาแนวทางแกไ้ ขเพื่อพัฒนาใหน้ ักเรยี นเกดิ การเรียนร้ไู ด้มากยิง่ ขนึ้
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
เพอ่ื เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรือ่ ง กฎเบื้องต้นเกี่ยวกับการนับ ก่อนและหลังเรียน โดยใช้
แบบฝกึ ทกั ษะ ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรยี นธิดาแมพ่ ระ จงั หวัดสุราษฎร์ธานี
สมมุติฐานของการวจิ ัย
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กฎเบื้องต้นเก่ียวกับการนับ ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนธิดาแม่พระ อาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังเรียนด้วย
แบบฝกึ ทกั ษะสูงกว่าก่อนเรียน
ขอบเขตของการวจิ ัย
1. ขอบเขตของประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง
ประชากร นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 5 โรงเรียนธิดาแม่พระ จังหวดั สุราษฎรธ์ านี จานวน 163 คน
กลมุ่ ตัวอย่าง นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 โรงเรียนธิดาแมพ่ ระ จานวน 121 คน ปีการศึกษา 2564
โดยการเลือกแบบเจาะจง
2. ขอบเขตเนื้อ
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เร่ือง หลักการนบั ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา
2564
3. ขอบเขตของตัวแปร
ตวั แปรอสิ ระ ไดแ้ ก่ แบบฝกึ ทกั ษะ เรือ่ ง กฎการนบั เบ้อื งตน้
ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่
- ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนจากการใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง กฎการนบั เบอื้ งต้น
3
4. คานิยามศัพทเ์ ฉพาะ
1. แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนสาหรับให้นักเรียนได้ทบทวนและฝึกฝนทักษะเร่ือง
เลขยกกาลัง หลังจากท่ีได้เรียนในบทเรียนไปแล้ว โดยใช้ฝึกควบคู่ไปกับการเรียนการสอน อีกท้ังใน
แบบฝึกทักษะ เร่ือง กฎการนับเบ้ืองต้น ยกยกตัวอย่างปัญหาที่ครอบคลุมเนื้อหาความรู้ต่างๆ ท่ีเรียน
แล้วและผเู้ รียนสามารถนาไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง ผลที่แสดงถึงความสามารถในการเรียนรู้ของ
นักเรียน จากการเรียนการสอน การฝึกทักษะ เรื่อง กฎการนับเบื้องต้น หรือ ประสบการณ์ต่างๆ ใน
ด้านต่างๆของนักเรียน เช่น ความรู้ความจา ความเข้าใจ การนาไปใช้ และการวิเคราะห์ ซ่ึงวัดได้จาก
แบบทดสอบ วัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนคณติ ศาสตร์
4
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ท่เี กี่ยวข้อง
ในการวิจัยเรื่องการใช้แบบฝึกทักษะเร่ือง กฎการนับเบื้องต้น เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
คณิตศาสตร์ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนธิดาแม่พระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้วิจัยได้
ศึกษาคน้ ควา้ เอกสารและงานเอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ียวข้องตามลาดบั ดงั นี้
1. เอกสารท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การจดั การเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทกั ษะ
2.1 ความหมายของแบบฝกึ ทักษะ
2.2 ความสาคญั ของแบบฝกึ ทักษะ
2.3 ลกั ษณะของแบบฝึกทักษะท่ดี ี
2.4 หลกั การสร้างแบบฝึกทกั ษะ
2.5 ประโยชนข์ องแบบฝึกทกั ษะ
3. เอกสารที่เกี่ยวขอ้ งกับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
3.2 ความหมายของการวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
3.3 ความหมายของแบบทดสอบผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
3.4 หลกั เกณฑใ์ นการสร้างแบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
3.5 องคป์ ระกอบทีม่ ีอทิ ธพิ ลตอ่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
3.6 ชนิดของแบบทดสอบการวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
4. เอกสารทเี่ กีย่ วข้องกับผลสัมฤทธิท์ างการเรียนคณิตศาสตร์
4.1 ความหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นคณติ ศาสตร์
4.2 สาเหตทุ ท่ี าให้เกดิ ปัญหาตอ่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนคณิตศาสตร์
4.3 การวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นคณติ ศาสตร์
4.4 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นคณติ ศาสตร์
5. งานวิจัยที่เก่ยี วขอ้ ง
5.1 งานวจิ ยั ในประเทศ
5.2 งานวจิ ัยต่างประเทศ
5
1. ความรูเ้ ก่ยี วกับการจดั การเรยี นการสอนกลมุ่ สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์
ภเู ชน คุนาพรหม. (2553 )การจัดกระบวนการเรียนรู้สาหรับวิชาคณิตศาสตร์ มีดังน้ี จัดกระบวนการ
เรยี นร้ใู ห้สอดคล้องกบั ความสนใจ และความถนัดของผู้เรยี น โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
รวมท้ังวฒุ ภิ าวะของนกั เรยี นทั้งนเ้ี พอ่ื ใหน้ กั เรียนมีทักษะการคดิ คานวณพื้นฐาน มีความสามารถในการ
คิดในใจ ตลอดจนพฒั นานักเรียนใหม้ คี วามรู้ ความสามารถทางคณติ ศาสตร์ได้อย่างเต็มศักยภาพ
การจัดสาระทางคณิตศาสตร์ คานึงถึงความยากง่าย ความต่อเนื่อง และลาดับขั้นตอน
ของเน้ือหา และการจัดการเรียนการสอนได้คานึงถึงลาดับข้ันการเรียนรู้ โดยจัดกิจกรรมการเรียนเรียนรู้
ท่ีมุ่งเน้นให้นักเรียนเรียนรู้โดยการปฏิบัติเรียนรู้จากประสบการณ์จริง รวมท้ังปลูกฝังให้นักเรียน
มีนิสัยรกั เรียนคณติ ศาสตรแ์ ละแสวงหาความรทู้ างคณิตศาสตร์อย่างต่อเนือ่ ง
การจัดกระบวนการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยจัดประสบการณ์ให้นักเรียนเกิดการเรียนที่สมดุล
ท้งั 3 ด้านคือ ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ ดา้ นคณุ ธรรม
ด้านความรู้ ประกอบด้วยสาระการเรียนรู้ 5 สาระ คือ
1. จานวนและการดาเนนิ การ
2. การวัด
3. เรขาคณิต
4. พชี คณติ
5. การวิเคราะห์ข้อมลู และความน่าจะเป็น
ดา้ นทกั ษะ / กระบวนการ ประกอบด้วย 5 ทักษะกระบวนการ ดังน้ี
1. การแก้ปัญหา
2. การเหตุผล
3. การสื่อสาร การสอื่ ความหมาย และการนาเสนอ
4. การเชอื่ มโยง
5. ความคดิ ริเรม่ิ สรา้ งสรรค์
ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม และค่านยิ ม ได้แก่
1. ตระหนกั ในคณุ ค่าและมเี จตคตทิ ด่ี ตี อ่ คณิตศาสตร์
2. สามารถทางานอยา่ งมีระบบมีระเบยี บวนิ ัยรอบคอบมคี วามรับผดิ ชอบ
มีวิจารณญาณและมีความเช่ือมั่นในตนเองกล่าวคือให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาสาระ
คณติ ศาสตร์ มีทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์มีเจตคติท่ีดีต่อคณิตศาสตร์ตระหนักในคุณค่าของ
คณิตศาสตร์และสามารถพัฒนานาความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปพัฒนาชีวิตให้มีคุณค่าตลอดจนเป็น
เครื่องมอื ในการเรยี นรสู้ งิ่ ตา่ งๆ เป็นพ้นื ฐานในการศกึ ษาต่อระดบั สูง
การประเมินผลการเรยี นรู้
6
การประเมินผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เป็นกระบวนการท่ีช่วยให้ได้
ข้อมลู สารสนเทศซ่ึงแสดงถงึ พัฒนาการและความก้าวหน้าในการเรยี นรดู้ า้ นต่าง ๆ คือ
1. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ จานวนและการดาเนินการ การวัด เรขาคณิต พีชคณิต
การวิเคราะหข์ อ้ มลู และความนา่ จะเปน็ รวมท้งั การนาความรูด้ งั กลา่ วไปประยุกต์
2. ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยความสามารถใน การแก้ปัญหา
กา ร ใ ห้ เ ห ตุ ผล ก า ร สื่ อ สา ร ก า ร ส่ื อค ว า ม ห ม า ยท า ง ค ณิ ต ศ าส ต ร์ แ ล ะ กา ร น า เ ส น อ
การเชื่อมโยงและการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ข้อมูลสารสนเทศเหล่าน้ีส่งเสริมให้ผู้สอนและผู้เรียนทราบ
จดุ เด่น จุดดอ้ ย ดา้ นการสอนและการเรียนรู้ และเกิดแรงจงู ใจทจ่ี ะพฒั นาตน
หลกั การของการประเมินผลการเรยี นรู้
การประเมนิ ผลกลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ยดึ หลกั การสาคัญ ดงั นี้
1. การประเมินผลต้องกระทาอย่างต่อเน่ือง และควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอนผู้สอนควรใช้
งานหรือกจิ กรรมคณิตศาสตร์เป็นสงิ่ เรา้ ให้ผเู้ รยี นเข้าไปมสี ว่ นร่วมในการเรียนรู้ และใช้การถามคาตอบ
นอกจากการถามเพื่อตรวจสอบและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเนื้อห าแล้วควรถามคาถามเพื่อ
ตรวจสอบและส่งเสริมทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรด์ ว้ ย
2. การประเมินผลต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์และเป้าหมายการเรียนรู้ จุดประสงค์และเป้าหมาย
การเรียนรู้ในท่ีนี้เป็นจุดประสงค์และเป้าหมายที่กาหนดไว้ในระดับช้ันเรียน ระดับสถานศึกษา และ
ระดบั ชาติในลักษณะของสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ท่ีประกาศไว้ในหลักสูตรเป็นหน้าท่ีของผู้สอน
ท่ีต้องประเมินผลตามจุดประสงค์และเป้าหมายการเรียนรู้เหล่านี้ เพื่อให้สามารถบอกได้ว่าผู้เรียน
บรรลุผลการเรยี นรูต้ ามมาตรฐานทกี่ าหนดหรือไม่
ผู้สอนต้องแจ้งจุดประสงค์และเป้าหมายการเรียนรู้ในแต่ละเร่ือง ให้ผู้เรียนทราบ เพื่อให้ผู้เรียน
เตรียมพร้อมและปฏิบัติตนให้บรรลุเป้าหมายที่กาหนด การประเมินผล ทักษะ/กระบวนการทาง
คณิตศาสตร์มีความสาคัญเท่าเทียมกับการวัดความรู้ความเข้าใจเน้ือหา ทักษะ/กระบวนการทาง
คณิตศาสตร์ ได้แก่ การแก้ปัญหา การให้เหตุผล การสื่อสาร การส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์และ
การนาเสนอ การเชือ่ มโยง และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์เป็นส่ิงท่ี
ต้องปลูกฝังให้เกิดกับผู้เรียน เพ่ือการเป็นพลเมืองท่ีมีคุณภาพรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเองปรับตัว
และดารงชวี ติ อย่างมีความสขุ
ผู้สอนต้องออกแบบงานหรือกิจกรรมซึ่งส่งเสริมให้เกิดทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์ อาจใช้
วธิ ีการสังเกต สมั ภาษณ์ หรอื ตรวจสอบคณุ ภาพผลงานเพื่อประเมินความสามารถของผู้เรียน งานหรือ
กิจกรรมการเรียนบางกิจกรรมอาจครอบคลุมทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์หลาย ด้านงาน
หรอื กิจกรรมจงึ ควรมีลักษณะตอ่ ไปนี้
- สาระในงานหรือกิจกรรมอาศยั การเชอ่ื มโยงความร้หู ลายเรอื่ ง
7
- ทางเลือกในการดาเนนิ งานหรือแก้ปัญหามีได้หลายวิธี
- เง่ือนไขหรือสถานการณ์ปัญหามีลักษณะเป็นปัญหาปลายเปิดท่ีผู้เรียนมีความสามารถต่างกันมี
โอกาสแสดงกระบวนการคดิ ตามความสามารถของตน
- งานหรอื กจิ กรรมต้องเอ้อื อานวยใหผ้ ู้เรียนไดใ้ ชก้ ระบวนการสื่อสาร สือ่ ความหมาย ทางคณิตศาสตร์
และนาเสนอในรูปการพดู การเขยี น การวาดรปู เป็นต้น
- งานหรือกจิ กรรมทีใ่ กล้เคียงสภาพจริงหรือสถานการณ์ที่เกิดข้ึนจริง เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักในคุณค่า
ของคณิตศาสตร์
3. การประเมินผลการเรียนรู้ต้องนาไปสู่ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับ ผู้เรียนรอบด้าน
การประเมินผลการเรียนรู้มิใช่เป็นเพียงการให้นักเรียนทาแบบทดสอบในช่วงเวลาที่กาหนดเท่าน้ัน
แต่ควรใช้เครื่องมือวัดและวิธีการที่หลากหลาย เช่น การทดสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์
การมอบหมายงานใหท้ าเป็นการบ้าน การทาโครงงาน การเขียนบนั ทึกโดยผู้เรียน การให้ผู้เรียนจัดทา
แฟ้มสะสมผลงานของตนเอง หรือให้ผู้เรียนประเมินตนเอง การใช้เครื่องมือวัดและวิธีการ
ทห่ี ลากหลายจะทาให้ผู้สอนมีข้อมูล รอบด้านเกี่ยวกับผู้เรียน เพื่อนาไปตรวจสอบกับจุดประสงค์และ
เป้าหมายการเรียนรู้ที่กาหนดไว้ เป็นหน้าที่ของผู้สอนที่ต้องเลือกและใช้เคร่ืองมือวัดและวิธีการ
ที่เหมาะสมในการตรวจสอบการเรียนรู้
4. การประเมินผลการเรยี นรตู้ อ้ งเปน็ กระบวนการท่ีช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ความกระตือรือร้นในการ
ปรับปรงุ ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของตนการประเมินผลท่ีดี โดยเฉพาะการประเมินผลระหว่าง
เรียนต้องทาให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นคิดปรับปรุงข้อบกพร่อง และพัฒนาความสามารถด้าน
คณิตศาสตร์ของตนให้สูงข้ึนเป็นหน้าที่ของผู้สอนที่ต้องสร้างเคร่ืองมือวัดหรือวิธีการท่ีท้าทาย และ
ส่งเสรมิ กาลังใจแกผ่ ู้เรยี นในการขวนขวายเรยี นรูเ้ พมิ่ ขนึ้
การเปดิ โอกาสให้ผเู้ รยี นมีส่วนร่วมในการประเมินตนเอง ด้วยการสร้างงานหรือกิจกรรม การเรียนรู้
ที่ส่งเสริมบรรยากาศให้เกิดการไต่ตรองถึงความสาเร็จหรือความล้มเหลวในการทางาน ของตนได้
อย่างอิสระเป็นวิธีการหนึ่งท่ีช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการปรับปรุงและพัฒนา
ความสามารถดา้ นคณิตศาสตร์ของตน
ขั้นตอนการประเมินผลการเรยี นรกู้ ลุ่มสาระการเรยี นรูค้ ณิตศาสตร์ อาจดาเนินการ ดงั น้ี
1. วางแผนการประเมินผลการเรียนรู้ผู้สอนและผู้ที่เก่ียวข้อง เช่น ผู้บริหาร ควรร่วมกันพิจารณา
กาหนดรูปแบบและช่วงเวลาการประเมินผลให้เหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์และเป้าหมาย
ของการประเมิน
2. สรา้ งคาถามหรืองานและเกณฑ์การให้คะแนนให้สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และ ผลการเรียนรู้
ท่คี าดหวัง ถา้ ผลการเรยี นรู้ท่ีคาดหวังเน้นความรู้ความเข้าใจ การประยุกต์ความรู้ไปใช้ในสถานการณ์
ใหม่ วิธีการประเมินอาจกระทาได้ในรูปการเขียนตอบ รูปแบบของคาถาม อาจเป็นคาถามให้ค้นหา
8
คาตอบ ให้พิสูจน์ หรือแสดงเหตุผล ให้สร้างหรือตอบคาถามปลายเปิดท่ีเน้นการคิดแก้ปัญหาและ
เชือ่ มโยงความรหู้ ลายเร่อื งเขา้ ดว้ ยกนั
ถ้าต้องการประเมินทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์และการตระหนักในคุณค่าของ
คณิตศาสตร์วิธีการประเมินอาจทาได้ในรูปการให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง ผู้สอนสังเกตกระบวนการทางาน
การพูดแสดงความคิดของผู้เรียนดูร่องรอยการชานาญและความสามารถจากผลงานท่ีปรากฏคาถาม
หรืองานอาจอยู่ในรูปสถานการณ์หรือปัญหา ปัญหาปลายเปิดหรือโครงงานที่ผู้เรียนคิดข้ึนเอง
นอกจากนีอ้ าจใช้วธิ ใี หผ้ เู้ รียนประเมนิ ตนเองหรือประเมนิ โดยกล่มุ เพ่ือน
การกาหนดเกณฑ์การให้คะแนนมี 2 แบบ คือ กาหนดเกณฑ์การให้คะแนนแบบAnalytic Scaleและแบบ
Holistic Scoring Scale เกณฑ์การให้คะแนนแบบแรกอยู่บนพ้ืนฐาน การวิเคราะห์งานออกเป็น
องค์ประกอบย่อยและกาหนดคะแนนสาหรับองค์ประกอบย่อย ซึ่งการให้คะแนนแบบน้ีทาให้เห็น
จุดเด่นและจุดด้อยของผู้เรียนในแต่ละองค์ประกอบ สาหรับเกณฑ์การให้คะแนนแบบท่ีสองเป็นการ
กาหนดคณุ ภาพในองคร์ วมหรอื ภาพรวมของงานทง้ั หมด
1. จัดระบบข้อมูลจากการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ ถ้าข้อมูลเป็นผลจากการทา
แบบทดสอบหรือเขียนตอบก็ควรเก็บรวบรวมในรูปคะแนน ถ้าข้อมูลอยู่ในรูปพฤติกรรมที่สังเกตได้ก็
ควรมีระบบการบันทึก แบบฟอร์ม การบันทึกควรประกอบด้วย ส่วนนา คือ การระบุ วัน เวลา
สถานท่ี ช่ือผู้เรียน และผู้สังเกต เร่ืองท่ีเรียนและผลการเรียนท่ีคาดหวัง ส่วนเน้ือหา คือ การบันทึก
รายละเอียดของงานและพฤติกรรมต่างๆของผู้เรียนที่ปรากฏจริง ส่วนสรุป คือ การตีความเบื้องต้น
ของผ้สู งั เกตพรอ้ มท้ังระบุปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดข้ึน การรวบรวมสารสนเทศเกี่ยวกับผลการเรียนรู้
ของผ้เู รยี นตอ้ งกระทาหลายครง้ั และใชข้ ้อมูลจากหลายดา้ น
2. นาข้อมูลจากการวัดผลและประเมินผลมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพ่ือให้ได้ข้อสรุปเก่ียวกับการ
เรียนรขู้ องผเู้ รยี น โดยอาจจาแนกเป็นรายบคุ คล รายกลมุ่ รายประเภท (ความคิดรวบยอด กระบวนการ
เจตคติ ฯลฯ) และรายมาตรฐานการเรียนรู้ เมื่อได้ข้อสรุปเก่ียวกับการเรียนรู้ของผู้เรียนแล้ว ผู้สอนควรมี
ระบบการบันทกึ ข้อมูลของผู้เรยี นแต่ละคน เพือ่ การศึกษาติดตามพฒั นาการต้ังแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา
จนสาเรจ็ การศกึ ษาการรายงานผลการประเมินผลการเรียนรู้ การรายงานผลถือเป็นส่วนหนึ่งของการ
ประเมินผลการเรียนรู้ เป็นหน้าท่ีของผู้ประเมินที่จะต้องรายงานผลการประเมินในขอบเขตที่กาหนด
ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้เรียน ผู้ปกครอง ผู้สอน และผู้บริหารได้ทราบถึงพัฒนาการ ความก้าวหน้า
ข้อบกพรอ่ งต่างๆ ในการเรียน การสอน
รูปแบบการรายงานควรชัดเจน เข้าใจง่าย มีเกณฑ์การอภิปรายความหมายประกอบเพ่ือให้
ผู้อ่านรายงานทกุ คนเข้าใจตรงกนั ถงึ ความหมายที่ต้องการสอื่
9
2. ความรู้เก่ียวกบั แบบฝกึ ทักษะ
2.1 ความหมายของแบบฝกึ ทกั ษะ
วรรณ แก้วแพรก (2526) ได้ให้ความหมายแบบฝึกทักษะ คือ แบบฝึกหัดท่ีครูจัดให้ผู้เรียน
เพื่อให้นักเรียนได้มีทักษะเพิ่มข้ึน โดยการทากิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความสนใจและพอใจ
หลังจากนักเรียนได้เรียนรู้เร่ืองนั้นๆมาบ้างแล้ว ถ้านักเรียนได้ทาแบบฝึกทักษะหลายครั้งหลายหน
พฤติกรรมของนักเรียนจะเปลย่ี นไป 3 ประการคอื
1. คล่องแคล่ววอ่ งไวข้นึ
2. ถกู ตอ้ งแมน่ ยาขน้ึ
3. ทาได้อย่างเป็นอัตโนมัติ
ลกั ษณะ 3 ประการนี้ คอื องค์ประกอบการคิด การพูด และการกระทาท่ีเป็นทักษะ
สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2537) ได้กล่าวถึงแบบฝึกทักษะว่าเป็น
สอ่ื การเรียนประเภทหนง่ึ สาหรับให้นักเรียนฝึกปฏบิ ัตเิ พ่ือให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และทักษะเพิ่มข้ึน
สว่ นใหญ่หนงั สอื เรยี นจะมแี บบฝกึ หัดอยทู่ ้ายบทเรยี น ในบางวิชาแบบฝกึ หัดจะมลี ักษณะเป็นแบบฝกึ ปฏิบตั ิ
ชาญชัย อาจิณสมาจาร (2540) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกว่าเป็นส่วนหน่ึงของบทเรียนที่
จะให้นักเรียนทาอะไร ทาให้สาเร็จแล้ว ผลท่ีได้เป็นอย่างไร ในอดีตแบบฝึกถูกมองว่าเป็นการบ้าน
ปจั จุบนั เป็นงานที่ทาในชนั้ เรียนหรือท่ีบ้านเป็นบทเรียนท่ีต้องฝึกละเรียนรู้ เป็นโครงการที่ต้องทาให้สาเร็จ
เป็นคาถามท่ีต้องตอบหรือทบทวนการเรยี นทีผ่ ่านมากิจกรรมเหล่าน้ีเป็นหนึ่งของวงจร การเรียนการสอน
แบบฝึกทักษะ หมายถึง ชุดเสริมการเรียนรู้ที่ครูสร้างขึ้นเพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ทบทวน
เน้ือหาท่ีเรียนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาบทเรียนท่ีได้เรียนรู้มาแล้ว ซ่ึงเป็นการฝึกทักษะ
และเสริมความชานาญและฝกึ กระบวนการคดิ มากขนึ้
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2528 , หน้า 123) ได้กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกไว้ สรุปได้ว่า
หมายถึง สิ่งที่นักเรียนต้องใช้ควบคู่กับการเรียน เป็นแบบฝึกหัดครอบคลุมกิจกรรมที่นักเรียนพึงกระทา
อาจจะกาหนดแยกเปน็ หนว่ ย หรืออาจรวมเลม่ ก็ได้
เตือนใจ ตรีเนตร (2544, หน้า 10) ได้กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกว่า แบบฝึก หมายถึง
โจทย์ปัญหาหรือตัวอย่างที่ยกมาจากหนังสือ เพ่ือนามาสอนหรือให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะต่างๆให้ดีขึ้น
หลงั จากท่เี รียนบทเรียน
สรุปไว้ว่าแบบฝกึ เปน็ ส่อื ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซ่ึงช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง ได้ฝึกทักษะเพ่ิมเติมจากเน้ือหา จนปฏิบัติได้อย่างชานาญและให้
ผูเ้ รยี นสามารถนาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ได้
แบบฝึก หมายถึง แบบฝึกหัดที่เป็นแบบอย่าง ปัญหาหรือคาสั่งท่ีตั้งขึ้นเพ่ือให้นักเรียนฝึก
ตอบ (ราชบัณฑติ ยสถาน , 2546 , หน้า 641)
10
อังศมาลิน เพิ่มผล (2542 , หน้า 8) ได้สรุปไว้ว่าแบบฝึก หมายถึงงาน กิจกรรมหรือ
ประสบการณ์ที่ครูจัดให้นักเรียนได้ฝึกหัดกระทาเพื่อทบทวนฝึกฝนเน้ือหาความรู้ต่างๆ ท่ีได้เรียนไปแล้ว
จนสามารถปฏบิ ัติไดด้ ้วยความชานาญและให้ผ้เู รียนสามารถนาไปใช้ในชีวติ ประจาวนั ได้
มานิต มานิตเจริญ (2547 , หน้า 480) ได้กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกว่า หมายถึง
แบบฝกึ หัดทเ่ี ป็นตวั อยา่ งหรือบทเรียนทีใ่ ชฝ้ ึกทาใหเ้ กดิ ความชานาญ
แบบฝึก หมายถึง แบบฝึกหัดที่เป็นแบบอย่าง ปัญหาหรือคาสั่งท่ีตั้งข้ึนเพื่อให้นักเรียนฝึก
ตอบ (ราชบณั ฑิตยสถาน , 2546 , หนา้ 641)
จากความหมายของแบบฝึกทกั ษะขา้ งต้นสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นส่ือการเรียนสาหรับให้
นักเรียนได้ทบทวนและฝึกฝนทักษะ หลังจากที่ได้เรียนในบทเรียนไปแล้ว โดยใช้ฝึกควบคู่ไปกับการเรียน
ยกตัวอย่างปัญหาที่ครอบคลุมเน้ือหาความรู้ต่างๆ ท่ีเรียนแล้วและผู้เรียนสามารถนาไปใช้ใน
ชีวิตประจาวนั ได้
2.2 ความสาคญั ของแบบฝกึ ทกั ษะ
ชาญชัย อาจิณสมาจาร (2540) กล่าวถึงแบบฝึกที่เป็นวิถีทางท่ีสาคัญในการกระตุ้นและนา
กจิ กรรมการเรยี นรู้ภายในหรอื ภายนอกชั้นเรียน ช่วยสร้างเจตคติที่ดีสู่งานที่จะทาให้นักเรียนภูมิใจใน
ความสาเรจ็ สามารถกระตุ้นให้นักเรียนทาให้ดีกว่าและพฒั นาอุปนสิ ยั การเรียนการสอนแบบเป็นเอกเทศ
มะลิ อาจวิลัย (2540) ได้ให้ทรรศนะประโยชน์และความสาคัญของแบบฝึกทักษะที่ดี
มีประสิทธิภาพช่วยให้นักเรียนประสบผลสาเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี แบบฝึกทักษะท่ีดี
เปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สาคัญของครู ทาให้ครูลดภาระการสอนลงได้ ทาให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้
อย่างเต็มท่ี และเพ่มิ ความเข้าใจในการเรียนได้เปน็ อย่างดี
อดุลย์ บุญปล้ืม (2539) ได้กล่าวถึงความสาคัญและประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกช่วยให้
ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนดีขึ้น ช่วยให้การเรียนรู้เกิดความสนุกสนาน คงทน ผู้เรียนสามารถรู้ข้อบกพร่องและ
ความก้าวหน้าของตนเอง สามารถนาแบบฝึกหัดมาทบทวนเนื้อหาเดิมตัวเองหลังจากที่ได้เรียนมาแล้ว
นอกจากนยี้ งั ชว่ ยประหยัดเวลาในการสอนของครูอีกด้วย
2.3 ลกั ษณะของแบบฝกึ ทักษะทีด่ ี
ในการสร้างแบบฝึกหัดสาหรับเด็กมีองค์ประกอบหลายประการซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้ให้
ข้อเสนอแนะเกย่ี วกบั ลักษณะแบบฝกึ หัดที่ดีไว้ดงั นี้
วลี สมุ มพิ นั ธ์ (2530: 189–190) ได้กลา่ วถึงลกั ษณะของแบบฝึกหัดท่ีดไี ว้ว่า แบบฝึกที่ดี
ตอ้ งมคี ณุ สมบัติและลกั ษณะ ดงั นี้
1. เก่ยี วข้องกับบทเรยี นมาแลว้
2. เหมาะสมกับระดับวยั และระดับความสามารถของเดก็
3. มีคาช้ีแจงสัน้ ๆทจ่ี ะทาให้เดก็ เขา้ ใจวธิ ีทาไดง้ ่าย ๆ คาชี้แจงหรือคาส่งั ตอ้ งกะทัดรดั
11
4. ใชเ้ วลาเหมาะสมคือไม่ใช้เวลานานหรือเร็วเกินไป เป็นท่ีน่าสนใจและท้ายทายให้
แสดงความสามารถ
วิชัย เพ็ชรเรือง (2531 , หน้า 73 อา้ งใน อรณุ ศรี ดาบรรณ์, 2528 หน้า 12) ได้เสนอแนวคิด
เกี่ยวกับลกั ษณะทดี่ ีของแบบฝึกทีด่ ีว่า
1. แบบฝึกแต่ละแบบฝึกควรใช้จิตวิทยาเข้ามาช่วย เช่น มีการสร้างแรงจูงใจให้กับ
นักเรียน เกดิ ความอยากรู้อยากเห็น และกระตือรือร้น ที่อยากจะกระทากิจกรรมน้ันๆและเมื่อจบการ
ฝึกแต่ละคร้ังควรมีการเสริมแรงให้นักเรียนทุกครั้ง เพื่อท่ีนักเรียนจะได้อยากทากิจกรรมต่อๆไป
เมอ่ื ตนเองประสบผลสาเรจ็
2. การสร้างแบบฝกึ แตล่ ะครง้ั ควรให้นกั เรยี นมีส่วนร่วมด้วยเพ่ือจะได้เกิดความรู้สึก
ภมู ใิ จทีเ่ ป็นเจ้าของกิจกรรมและเต็มใจทจี่ ะทากิจกรรมนนั้ ๆใหบ้ รรลุเปา้ หมาย
3. สานวนภาษา ไม่ควรใช้คายากเกินไป เพราะจะเกิดความถ้อทอยและไม่ง่ายจน
เกดิ ความเบ่ือหน่าย
4. แบบฝึกควรให้ฝึกในส่ิงท่ีเก่ียวข้องใกล้ชิดกับตัวผู้เรียนมีความหมายต่อผู้เรียน
เพื่อจะไดน้ าไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้ และนกั เรยี นจะสามารถปรบั เข้าสู่โครงสร้างทางความคิดของตน
ได้ง่าย
5. คาสั่ง หรือตัวอยา่ งไม่ควรยาวเกินไป เพราะจะทาให้เข้าใจยากท้ังนี้ เพ่ือนักเรียน
จะได้ศกึ ษาดว้ ยตนเองไดต้ ามต้องการ
ศศิธร วิสุทธิแพทย์ (2518:72) ได้ศึกษาพบว่าแบบฝึกหัดที่นักเรียนสนใจและกระตือรือร้นท่ี
จะทาเปน็ แบบฝึกหัดมีลักษณะดังนี้
1. ใช้หลกั จติ วทิ ยา
2. สานวนภาษาง่าย ๆ
3. ใหค้ วามหมายต่อชวี ิต
4. คดิ ให้เร็วและสนุก
5. ปลกุ ความสนใจ
6. เหมาะกบั วัยและความสามารถ
7. อาจศกึ ษาด้วยตนเองได้
กุศยา แสงเดช (2545,หนา้ 6) ไดก้ ลา่ วถงึ ลักษณะของแบบฝกึ ท่ีดี ต้องมีลักษณะดงั นี้
1) เก่ยี วขอ้ งกับเร่ืองที่เรยี นมาแล้ว
2) เหมาะสมกบั ระดับชน้ั หรอื วัยของผเู้ รียน
3) มีคาชี้แจงสัน้ ๆ เพอ่ื ให้เขา้ ใจงา่ ย
4) ใช้เวลาที่เหมาะสม
12
5) มีสิง่ ทีน่ า่ สนใจและทา้ ทายให้แสดงความสามารถ
6) ควรมีข้อแนะนาการใช้
7) มเี ลือกตอบอย่างจากัดและตอบอย่างเสรี
9) ถา้ เปน็ แบบฝกึ หัดทีต่ ้องการใหผ้ ู้เรียนศึกษาดว้ ยตนเองแบบฝกึ หดั ควรมหี ลายรปู แบบ
10) ควรใช้สานวนภาษางา่ ยๆฝึกใหค้ ิดและสนกุ สนาน
จากลักษณะของแบบฝึกทักษะท่ีดีดังที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะควรมีความ
เหมาะสมกับระดับวัยและความสามารถของผู้เรียน อีกท้ังควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน
บทเรียนทีเ่ รยี น ซึ่งแบบฝกึ ทักษะควรมคี าแนะนาทีช่ ัดเจน ใช้ภาษาเข้าใจง่าย เน้ือหาฝึกจากง่ายไปหา
ยาก มีรูปแบบทีห่ ลากหลายนา่ สนใจ ทา้ ทายความสามารถ และสามารถนาไปใช้ในชีวติ ประจาวันได้
2.4 หลกั การสรา้ งแบบฝกึ ทักษะ
บัทส์ (Butts ,1974 , p.85อ้างใน ชาญวทิ ย์ เทยี มบญุ ประเสรฐิ , 2539 , หน้า 29-30)
เสนอหลกั การสร้างแบบฝกึ ไว้ดงั นี้
1. ก่อนทีจ่ ะสร้างแบบฝึกจะต้องกาหนดโครงร่างไวค้ ร่าวๆก่อนว่าจะเขยี นแบบฝกึ
เกยี่ วกบั เรื่องอะไร มีวัตถปุ ระสงคอ์ ย่างไร
2. ศกึ ษางานและเอกสารทีเ่ ก่ียวข้องกบั เรื่องท่ีจะฝกึ
3. เขียนวตั ถุประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมและเนอื้ หาให้สอดคลอ้ งกัน
4. แจงวัตถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมออกเปน็ กิจกรรมยอ่ ย โดยคานึงถึงความเหมาะสม
ของผเู้ รยี น
5. กาหนดอุปกรณท์ ีจ่ ะใช้ในกจิ กรรมแต่ละตอนให้เหมาะสมกับแบบฝกึ
6. กาหนดเวลาที่ใช้ในแบบฝกึ แตล่ ะตอนให้เหมาะสม
7. กาหนดวิธกี ารประเมนิ ผลว่าจะประเมินผลก่อนเรียนหรอื หลังเรยี น
ฮาเรส (Haress ,n.d ,pp. 93-94 อ้างใน อังศุมาลิน เพิ่มผล , 2542 , หน้า 14)
ไดก้ ล่าวถงึ หลักการสรา้ งแบบฝึกวา่ แบบฝึกจะต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมกับนักเรียนและควรสร้างโดย
อาศยั หลกั จิตวิทยาในการแก้ปัญหา และการตอบสนองไว้ดังน้ี
1. สร้างแบบฝกึ ไว้หลายๆชนิด เพื่อเร้าให้นักเรียนเกดิ ความสนใจ
2. แบบฝึกทีส่ ร้างข้ึนนนั้ จะต้องใหน้ ักเรียนสามารถพิจารณาไดว้ ่าต้องการใหน้ ักเรียนทาอะไร
3. ให้นกั เรยี นได้นาส่งิ ที่เรยี นร้จู ากการเรยี นมาตอบในแบบฝึกให้ตรงตามเป้าหมาย
4. ใหน้ กั เรยี นตอบสนองส่ิงเร้าด้วยการแสดงความสามารถและความเข้าใจในการฝกึ
5. กาหนดให้ชัดเจนว่าจะให้นักเรียนตอบแบบฝึกแต่ละชนิด แต่ละรูปแบบด้วย
วิธีการตอบอย่างไร
นภิ า เลก็ บารงุ (2518 ,หน้า 14-15 อา้ งใน กศุ ยา แสงเดช ,2545 , หน้า 13-14)
13
การสร้างแบบฝึกเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน เน้นส่ือการสอนในลักษณะเอกสารแบบฝึกเป็น
ส่วนสาคัญ การสร้างแบบฝึกควรให้มีความสมบูรณ์ท่ีสุด ทั้งในด้านเนื้อหา รูปแบบและกลวิธีในการ
นาไปใช้ เป็นเทคนคิ ของแต่ละคน ดงั นี้
1. ระลกึ เสมอว่าผู้เรยี นต้องศกึ ษาเนอ้ื หากอ่ นใช้แบบฝึก
2. ในแต่ละแบบฝกึ อาจมีเนื้อหาสรุปย่อหรือหลักเกณฑ์ใหผ้ ู้เรียนได้ศึกษาทบทวนก่อน
3. ควรสร้างแบบฝึกให้ครอบคลุมเนื้อหาและจดุ ประสงคท์ ตี่ ้องการ ไม่ยากและง่ายจนเกนิ ไป
4.คานึงถึงหลักจติ วทิ ยาการเรยี นรูข้ องนักเรียนให้เหมาะสมกบั วุฒภิ าวะและความแตกต่างของผ้เู รยี น
5. ควรศึกษาแนวทางการสร้างแบบฝึกให้เข้าใจก่อนการสร้างแบบฝึก อาจนาหลักการของผู้อื่น
นาทฤษฏีการเรยี นรู้ของนักการศึกษาหรือนักจติ วิทยามาประยุกต์ใช้ใหเ้ หมาะสมกับเนอ้ื หา
6. ควรมคี ูม่ ือการใชแ้ บบฝึก เพอื่ ให้ผู้สอนคนอื่นนาไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง หากไม่มี
ค่มู อื ควรมคี าชี้แจงขน้ั ตอนการใช้ทช่ี ดั เจน แนบในแบบฝกึ ด้วย
7. การสร้างแบบฝึก ควรพิจารณารปู แบบทเ่ี หมาะสมกบั ธรรมชาตขิ องแตล่ ะ
เนอ้ื หาวิชารปู แบบต่างกันตามสภาพการณ์
8. การออกแบบแบบฝึกควรมีความหลากหลาย ไม่ซ้าซาก ไม่มีรูปแบบเดียวเพราะ
จะทาให้ผู้เรียนเบ่ือหน่าย ควรมีแบบฝึกหลายๆ แบบเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะอย่างกว้างขวางและ
ส่งเสริมความคดิ สรา้ งสรรค์
9. การใชภ้ าพประกอบเป็นส่ิงสาคัญชว่ ยใหแ้ บบฝึกน่าสนใจ และมกี ารพักสายตาผูเ้ รียนอีกดว้ ย
10. การสรา้ งแบบฝกึ หากให้สมบูรณ์ครบถว้ นสร้างในลกั ษณะของเอกสารประกอบการสอน
11. แบบฝึกตอ้ งมีความถูกตอ้ งอยา่ ให้มีข้อผิดพลาด
12. คาสั่งในแบบฝึกเป็นสิ่งสาคัญท่ีจะทาความเข้าใจของผู้เรียนไปสู่ความสาเร็จ
คาสั่งตอ้ งสัน้ กะทดั รัด ชดั เจน และเขา้ ใจง่าย ไม่ทาใหผ้ เู้ รยี นสับสน
13. การกาหนดเวลาในการใช้แบบฝึกในแต่ละชุดควรให้เหมาะสมกับเน้ือหา และ
ความสนใจของผ้เู รยี น
14. กระดาษท่ใี ช้ ควรมีคุณภาพเหมาะสม มีความเหนียวและทนทาน ไม่เปราะบาง
หรอื ขาดง่ายเกนิ ไป
จากหลักการสร้างแบบฝึกทักษะทก่ี ลา่ วมา สรปุ ได้วา่ หลกั สาคญั ในการสรา้ งแบบฝกึ ดงั น้ี
1. กาหนดวตั ถปุ ระสงคท์ ่ีจะฝึก
2. จดั เนอ้ื หาใหส้ อดคล้องกบั วัตถปุ ระสงค์
3. สร้างแบบฝกึ ให้เหมาะสมกับวยั และระดับความสามารถของผู้เรยี น
4. ชุดการฝกึ ควรมีหลายรูปแบบ พร้อมท้ังเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นได้
อย่างกว้างขวาง
14
2.5 ประโยชน์ของแบบฝึกทกั ษะ
มะลิ อาจวิชัย (2540) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะว่า แบบฝึกทักษะท่ีดีและมี
ประสิทธิภาพ ช่วยให้นักเรียนประสบผลสาเร็จในการฝึกทักษะได้อย่างดี แบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือน
ผู้ช่วยท่ีดีสาหรับครู ทาให้ลดภาระการสอนลงได้ทาให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มที่และเพิ่ม
ความมั่นใจในการเรยี นได้เป็นอยา่ งดี
ประโยชนข์ องแบบฝกึ ทกั ษะ
1. เป็นส่วนเพม่ิ เติมหรอื เสริมหนังสอื เรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนท่ี
ชว่ ยลดภาระครูไดม้ าก เพราะแบบฝกึ เป็นสง่ิ ทจี่ ัดทาขนึ้ อยา่ งเปน็ ระบบและมรี ะเบยี บ
2. ช่วยเสริมทักษะ แบบฝึกหัดเป็นเคร่ืองมือที่ช่วยเด็กในการฝึกทักษะ แต่ทั้งน้ีต้อง
อาศยั การสง่ เสรมิ และความเอาใจใส่จากครูผสู้ อนดว้ ย
3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษา
แตกต่างกันการทาให้เด็กทาแบบฝึกหัดท่ีเหมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบ
ความสาเร็จมนด้านจิตใจมากข้ึน ดังน้ันแบบฝึกหัดจึงไม่ใช่สมุดฝึกที่ครูจะให้แก่เด็กบทต่อบท
หรือหน้าต่อหน้า แต่เป็นแหล่งประสบการณ์เฉพาะสาหรับเด็กท่ีต้องการความช่วยเหลือพิเศษ
และเปน็ เครือ่ งมอื ชว่ ยทม่ี คี ่าของครทู จ่ี ะสนองความต้องการเปน็ รายบคุ คลในชน้ั
4. แบบฝกึ หัดชว่ ยเสรมิ ใหท้ กั ษะคงทน ลกั ษณะการฝึกเพื่อช่วยให้เกิดผลดังกล่าว ได้แก่
1) ฝึกทนั ทหี ลงั จากท่เี ดก็ ไดเ้ รียนรู้ในเรือ่ งนน้ั ๆ
2) ฝึกซา้ หลายๆครั้ง
3) เนน้ เฉพาะในเรอ่ื งที่ผิด
5. แบบฝกึ หดั ที่ใชจ้ ะเป็นเครือ่ งมือวดั ผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแตล่ ะคร้ัง
6. แบบฝึกหัดท่ีจัดทาข้ึนเป็นรูปเล่มเด็กสามารถเก็บรักษาไว้ใช้เป็นแนวทางเพื่อ
ทบทวนดว้ ยตนเองได้ตอ่ ไป
7. การให้เด็กทาแบบฝึกหัดช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆ ของเด็กได้
ชัดเจนซ่ึงจะช่วยให้ครูดาเนนิ การปรับปรงุ แกไ้ ขปญั หานั้นๆได้ทันทว่ งที
8. แบบฝกึ ท่จี ดั นอกเหนือจากที่มีอยใู่ นหนังสือเรียนจะชว่ ยให้เดก็ ได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่
9. แบบฝึกท่ีจัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะช่วยทาให้ครูประหยัดท้ังแรงงานและเวลา
ในการทีจ่ ะตอ้ งเตรยี มสรา้ งแบบฝกึ อยูเ่ สมอ ในดา้ นผู้เรียนกไ็ ม่ตอ้ งเสียเวลาในการลอกแบบฝึกหัดจาก
ตาราเรียนหรือกระดานดาทาให้เสียเวลาและโอกาสได้ฝึกทักษะตา่ งๆมากขึ้น
10. แบบฝึกช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการพิมพ์ขึ้นเป็นรูปเล่มที่แน่นอน ย่อม
ลงทุนต่ากว่าการท่ีจะใช้วิธีพิมพ์ลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการที่ผู้เรียน
สามารถบนั ทึกและมองเห็นความกา้ วหน้าของตนเองได้อย่างมรี ะบบเป็นระเบยี บ
15
3. เอกสารที่เกยี่ วข้องกบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
3.1 ความหมายของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2545:11) กล่าววา่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เป็นความสาเร็จหรือความสามารถ
ในการกระทาใดๆท่ีจะตอ้ งอาศยั ทักษะหรอื มิฉนน้ั ก็ต้องอาศัยความรอบรใู้ นวชิ าใดวชิ าหน่งึ โดยเฉพาะ
ไพศาล หวังพานิช (2536 : 89 ) ได้ใหความหมายผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวา คุณลักษณะและ
ความสามารถของบคุ คลอนั เกิดจากการเรียนการสอน เปนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบกา
รณการเรียนที่เกิดข้ึนจากการฝึกอบรมหรือการสอบจึงเป นการตรวจสอบระดับความสามารถของ
บุคคลวาเรียนแลวมีความรูเทาใด สามารถวัดไดโดยการใช้แบบทดสอบต่างๆ เชน ใช้ข้อสอบวัดผล
สมั ฤทธิ์ ขอสอบวดั ภาคปฏิบัติ เปนต้น
กู๊ด (Good. 1973: 103) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรูท่ีไดรับหรือ
ทักษะที่พัฒนามาจากการเรียนในสถานศึกษาโดยปกติวัดจากคะแนนท่ีครูเป นผูให้หรือจาก
แบบทดสอบหรืออาจรวมทั้งคะแนนท่ีครูเปนผูใหและคะแนนที่ไดจากการทดสอบ
เมหเรน (Mehren. 1976: 73) ใหความหมายของผลสมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรูทักษะ
สมรรถภาพทางสมองดานต่างๆของผูเรียนแตละวิชาซึ่งสามารถวัดได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น
อนาตาซี (ปริยทิพย์ บุญคง.2546:7,อ้างอิง Anastasi.1970:107)กล่าวสรุปไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบด้านสติปัญญา และองค์ประกอบด้านท่ีไม่ใช่สติปัญญา ได้แก่
องค์ประกอบด้านเศรษฐกจิ สังคม แรงจงู ใจ และองคป์ ระกอบทไ่ี ม่ใชส่ ตปิ ญั ญาดา้ นอื่น
ชนินทร์ชัย อินทิราภรณ์ และสุวิทย์ หิรัณยการณฑ์(2548:5) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ หมายถึง
ความสาเร็จท่ีได้รับจากความสามารถความรู้หรือทักษะ หรือหมายถึงผลของการเรียนการสอนหรือ
ผลงานท่เี ดก็ ได้จากการประกอบกจิ กรรมสว่ นนน้ั ๆ
สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลท่ีเกิดข้ึนจากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรือ
ประสบการณ์ต่างๆซึ่งแสดงให้เห็นด้วยคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนซ่ึง
ผลสัมฤทธ์ิครงั้ นว้ี ัดไดจ้ ากคะแนนในการทาข้อสอบการเรยี น
3.2 ความหมายของการวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
สุรชัย ขวัญเมือง(2522:232) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึงการตรวจสอบดูว่า
ผู้เรียนได้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายทางการศึกษาตามท่ีหลักสูตรกาหนดไว้แล้ว ยกเว้นในทางด้านอารมณ์
สังคม และการปรับตวั นอกจากนีแ้ ลว้ ยังหมายรวมไปถึงการประเมินผลความสาเรจ็ ตา่ งๆทั้งที่เป็นการ
วดั โดยใชแ้ บบทดสอบ แบบใหป้ ฏิบัติการ และแบบทไี่ มใ่ ชแ่ บบทดสอบดว้ ย
16
เสรมิ ศักดิ์ วิศาลาภรณ์ และเอนกกุล กรแี สง (2522:22) ให้ความหมายการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ว่า เป็นกระบวนการวัดปริมาณของผลการศึกษาเล่าเรียนว่าเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด คานึงถึงเฉพาะ
การทดสอบเทา่ นนั้
ไพศาล หวังพานิช (2526:89) กล่าวไว้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะและ
ความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ
ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีเกิดจากการฝึกฝน อบรม หรือจากการสอน ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนจึงเป็น
การตรวจสอบระดับความสามารถ หรือถามผลสมั ฤทธิ์ของบุคคลว่าเรียนแลว้ รู้เท่าใด
สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง กระบวนการวัดผลการศึกษาเล่าเรียนว่าผู้เรียน
เกดิ การเรียนรู้มากน้องเพยี งใดหลงั จากเรยี นในเรือ่ งนัน้ ๆ
3.2 ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
สุรชัย ขวัญเมือง (2522:233) ได้กล่าวว้าว่า แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง
แบบทดสอบท่ีวัดความรู้ ทักษะและสมรรถภาพสมองต่างๆที่เด็กได้รับจากประสบการณ์ท้ังปวงจาก
ทางโรงเรียนและจากบ้าน ยกเว้นการวัดทางร่างกาย ความถนัดและทางบุคคล สังคม ได้แก่ อารมณ์
และการปรับตัว เปน็ ต้น
ภัทรา นิคมานนท์ (2534:23) ได้กล่าวไว้ว่า แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง
แบบทดสอบท่ีใช้วัดปริมาณความรู้ ความสามารถ ทักษะเกี่ยวกับด้านวิชาการท่ีเด็กได้เรียนรู้มาใน
อดีต ว่าไดร้ ับรู้มามากนอ้ ยเพียงใด โดยทว่ั ไปแล้วมักใช้หลังจากทากิจกรรมเรยี บร้อยแล้ว เพ่ือประเมิน
การเรยี นการสอนว่าไดผ้ ลมากนอ้ ยเพียงใด
ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ (2538:218) และพวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2547:96) ได้กล่าวถึง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในทานองเดียวกันว่า หมายถึง แบบทดสอบท่ีวัดความรู้ของ
นกั เรยี นท่ีเรยี นไปแล้ว ซง่ึ เปน็ ข้อคาถามให้นักเรียนตอบด้วยกระดาษและดินสอกับให้นักเรียนปฏิบตั ิจริง
บุญชม ศรีสะอาด (2545:53) ได้กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(Achievement
Test) หมายถึงแบบทดสอบท่ีใช้วัดความรู้ความสามารถของบุคคลในด้านวิชาการซึ่งเป็นผลจากการ
เรียนรู้ในเนือ้ หาสาระและตามจุดประสงคข์ องวิชา หรือเนื้อหาที่สอบน้ัน โดยทั่วไปจะวัดผลสัมฤทธิ์ใน
วิชาต่างๆที่เรียนในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาต่างๆอาจจาแนกออกได้
เป็น 2 ประเภท คือ
1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์(Criterion Referenced Test ) หมายถึง แบบทดสอบท่ีสร้างข้ึน
ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑ์สาหรับใช้ตัดสินว่า ผู้สอบมีความรู้
ตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้หรือไม่ การวัดตรงตามจุดประสงค์เป็นหัวใจสาคัญของข้อสอบในแบบทดสอบ
ประเภทน้ี
17
2. แบบทดสอบองิ กลุ่ม (Norm Referenced Test) หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุ่งสร้าง เพื่อวัด
ให้ครอบคลุมหลักสูตร จึงสร้างตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร ความสามารถในการจาแนก ผู้สอบตาม
ความเก่งอ่อนไดด้ ีเป็นหัวใจสาคัญของขอ้ สอบในแบบทดสอบประเภทนี้ การรายงานผลการสอบอาศัย
คะแนนมาตรฐานซง่ึ เป็นคะแนนที่สามารถให้ความหมายแสดงถึงสถานภาพ ความสามารถของบุคคล
นัน้ เม่อื เปรยี บเทยี บกับบคุ คลอ่นื ๆทใี่ ชเ้ ปน็ กลุม่ เปรยี บเทียบ
เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี(2553:20-26) ได้จาแนกประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ตามมิติ
ต่างๆได้ดงั นี้
มติ ิท่ีหน่งึ จาแนกตามขอบข่ายของเน้ือหาวิชาท่ีวัด เช่น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิบางประเภทจะวัด
เนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ หรือการสะกดคา ฯลฯ ขอบข่าย เนื้อหาวิชาของแบบทอ
สอบวัดผลสัมฤทธ์ิน้ัน อาจกาหนดให้กว้างได้ หรือจากัดให้แคบได้ ตามปกติแล้วยังไม่มีมาตรฐาน
อ้างอิงสากลทจ่ี ะนาไปใช้ในการกาหนดเนือ้ หาวิชาสาหรบั แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ผู้ใช้แบบทดสอบ
เท่านั้นที่ต้องกาหนดเนื้อหาวิชาเอง โดยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการสอบ ผู้สร้าง
แบบทดสอบสามารถที่จะพัฒนาแบบทดสอบให้มีเนื้อหาได้ตามขอบข่ายท่ีต้องการ สาหรับ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นมาตรฐานซึ่งจัดพิมพ์ในต่างประเทศจานวนมากมักจะรวบรวมแบบ
สอบฉบับต่างๆไว้เป็นชุด(Batteries)และแต่ละชุดจะครอบคลุมเนื้อหาวิชาสาหรับระดับชั้นเรียนที่
ต่างๆกัน ท้ังนี้ก็เพ่ือให้โรงเรียนทั้งหลายสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนได้อย่างต่อเนื่องตามความ
เจริญงอกงามทางวชิ าการในแตล่ ะยุคแตล่ ะสมัย
มิติทีส่ อง จาแนกตามลกั ษณะหนา้ ที่ท่วั ไปของแบบทดสอบ โดยแบ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ออกได้
3 ลักษณะ คือ (1) แบบทดสอบเพื่อการสารวจผลสัมฤทธ์ิ (2) แบบทดสอบเพื่อวินิจฉัยผลสัมฤทธิ์ (3)
แบบทดสอบเพือ่ วกั ความพร้อม
แบบทดสอบเพื่อการสารวจผลสมั ฤทธ์ิ (Survey Tests) เป็นแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิท่ีทาหน้าที่ในการ
สารวจความสามารถทั่วๆไปของนักเรยี น โดยประเมินความรู้ในเน้ือหาวิชาหรือทักษะต่างๆ เพ่ือแสดง
ระดับความสามารถของนกั เรียน ดังนัน้ แบบทดสอบเพอื่ การสารวจผลสัมฤทธ์ิจึงมักครอบคลุมเนื้อหา
ทั้งในระดับกว้างและระดับทั่วไป และถือคะแนนรวมได้จากแบบทดสอบเป็นตัวชี้ถึงระดับ
ความสามารถที่วดั ได้
แบบทดสอบเพื่อวินิจฉยั ผลสมั ฤทธ์ิ (Diagnostic Tests) เป็นแบบทดสอบผลสัมฤทธทิ์ ่ที าหน้าที่ในการ
วินิจฉัยเก่ียวกับจุดเด่นจุดด้อยขององค์ประกอบสาคัญทางด้านทักษะต่างๆของนักเรียน จึงสามารถ
แบง่ ออกเปน็ แบบทดสอบย่อยๆได้อกี นอกจากน้นั คะแนนจากแบบทดสอบยังแยกตามองค์ประกอบที่
สาคญั ของแตล่ ะองค์ประกอบ ตัวอย่างเช่น แบบทดสอบเพื่อวินิจฉัยผลสัมฤทธิ์ด้านภาษา อาจจะรวม
แบบสอบย่อยหลายชุด ซ่ึงครอบคลุมเนื้อหาเก่ียวกับการรู้จักใช้คา ความเข้าใจเก่ียวกับถ้อยคาต่างๆ
รวมทั้งคาศัพท์ ตลอดจนอัตราการอ่าน ความเข้าใจในเร่ืองท่ีอ่าน การจาแนกเสียง และการจาแนก
18
พยางค์ ฯลฯ คะแนนที่ได้จากแต่ละองค์ประกอบของแบบทดสอบ วินิจฉัยดังกล่าว จะช่วยให้
นักจิตวิทยาหรือครูสามารถท่ีจะตัดสินได้ว่า อะไรคือจุดบกพร่องของผู้สอบซึ่งจะช่วยให้สามารถสอน
ซ่อมเสริมในสว่ นของเนื้อหาวชิ าหรือทกั ษะท่ยี งั ขาดอยู่ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
แบบทดสอบเพ่ือวัดความพร้อม (Readiness Tests) เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิซ่ึงทาหน้าที่ใน
การวัดทกั ษะท่จี าเป็นสาหรบั การเรยี นในชั้นทส่ี ูงข้ึน แบบทดสอบเพื่อวัดความพร้อมใช้สาหรับทานาย
การกระทาในอนาคต จึงทาหน้าที่เป็นเคร่ืองมือในการวัดความถนัดไปในตัวด้วย ตัวอย่างท่ัวๆไปของ
แบบทดสอบเพ่ือวัดความพร้อม เช่น แบบทดสอบวัดความพร้อมในการอ่าน ซ่ึงจะใช้สอบเม่ือเด็กจบ
อนุบาล หรือช้ันประถมศึกษาปที ี่ 1 เพื่อตัดสินว่าเด็กเหล่าน้ันได้เรียนรู้ทักษะท่ีจาเป็นสาหรับการอ่าน
เพ่ือเตรียมพร้อมจะเข้าเรียนต่อไปในช้ันเรียนปกติของการศึกษาในระบบได้อย่างเหมาะสมหรือไม่
เพียงใด
มติ ทิ ี่สาม จาแนกตามคาตอบท่ใี ช้ โดยท่วั ไปแล้ว แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธส์ิ ่วนใหญ่ที่ใช้กันมักจะเป็น
แบบทดสอบประเภทข้อเขียน และท่ีใช้กันค่อนข้างมากได้แก่ แบบทดสอบภาคปฏิบัติ
(Performance Test) ซ่ึงเป็นแบบทดสอบที่ต้องการให้นักเรียนหรือผู้เข้าสอบได้สาธิตทักษะของเขา
เอง เป็นต้นให้แสดงทักษะในการแก้ไขเครื่องยนต์กลไกที่ไม่ทางาน หรือให้แสดงทักษะในการเล่น
ดนตรี ฯลฯ
สาหรับแบบทดสอบประเภทข้อเขียนนั้น ยังแยกออกได้อย่างกว้างๆอีก 2 ระดับ คือ (1) ระดับของ
การเลอื กคาตอบจากท่กี าหนดไวแ้ ลว้ (Recognition) และ (2) ระดับของการเขียนคาตอบจากความรู้
หรือความทรงจาท่ีมีอยู่เดิม (Recall) ในแบบสอบระดับที่ 1 แต่ละข้อจะมีคาตอบท่ีตายตัว และจะ
ประกอบด้วยตวั เลือกหลายๆตัวที่เป็นไปได้รวมอย่ใู นคาถามทเี่ กยี่ วข้องผู้เข้าสอบจะต้องตัดสินใจเลือก
คาตอบอย่างรอบคอบและถูกต้องให้สอดคล้องกับชนิดของคาถามที่ระบุไว้ ตัวอย่างของแบบทดสอบ
ระดับน้ีได้แก่ แบบทดสอบประเภทหลายตัวเลือก (Multiple Choice) แบบทดสอบประเภทถูก-ผิด
(True-False) และแบบทดสอบประเภทจับคู่ (Matching)
ส่วนแบบทดสอบระดับท่ี 2 ซึ่งต้องใช้ความรู้ความทรงจาท่ีมีอยู่เดิมมาเขียนตอบนั้นลักษณะของ
คาตอบอาจจะไม่ตายตัวข้ึนอยู่กับเหตุผลและความถูกต้องในเชิงวิชาการผสมผสานกับความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์ของผู้เข้าสอบเป็นสาคัญแบบสอบระดับนี้ได้แก่ แบบทดสอบประเภทเติมคาหรือข้อความ
ในชอ่ งวา่ ง(Completion) แบบทดสอบประเภทตอบส้ัน (Short Answer) และ แบบทดสอบประเภท
ความเรยี ง (Esssay) ดรู ายละเอยี ดเพ่มิ เตมิ ในเรอ่ื งนจี้ ากบทที่ว่าด้วยประเภทของแบบทดสอบ
นอกจากการจาแนกประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิดังท่ีกล่าวมาแล้วแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์
โดยทั่วไปยังอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิมาตรฐาน และ
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ที่ครสู รา้ งขึน้ เพ่อื ใชใ้ นชัน้ เรียน
19
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์มาตรฐาน เป็นแบบทดสอบทส่ี ร้างขึ้นโดยกลมุ่ ผเู้ ชยี วชาญมากกวา่ ท่ีจะสร้าง
ขึ้น โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงบุคคลเดียวเท่านั้นตามปกติแล้วผู้สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
มาตรฐานมกั จะประกอบดว้ ยผู้เช่ยี วชาญในสาขาวชิ านั้นๆตลอดจนครูในโรงเรียนต่างๆซึ่งมีบทบาทใน
การกาหนดขอบข่าย เนื้อหาวิชาที่ต้องการทดสอบให้เหมาะสม แบบสอบผลสัมฤทธ์ิมาตรฐานไม่
จาเป็นต้องครอบคลุมเน้ือหาและทักษะท่ีมีในหลักสูตร เน้ือหาและทักษะของแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ
มาตรฐานส่วนมากมักจะได้จากตาราเรียนและความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตร เน้ือหา
โดยทว่ั ไปจะเปน็ ความรู้และทักษะในระดับกว้างๆเพื่อให้สามารถนาไปใช้กับนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ
ได้ สาหรับข้ันตอนในการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิมาตรฐาน จะต้องวางแผนการสร้างอย่างมี
ระบบ คือ การระบุหลกั การและเหตุผลของการสร้างแบบทดสอบ มีการกาหนดวัตถุประสงค์ของการ
สรา้ งทีช่ ัดเจน มีการทดลองใช้แบบทดสอบทส่ี รา้ งขนึ้ เพ่ือตรวจสอบความเป็นมาตรฐาน โดยวิเคราะห์
ระดับความยากง่ายและอานาจจาแนกของข้อกระทงมีการหาค่าความตรง(Validity)และความเที่ยง
(Reliability)ของแบบทดสอบพร้อมทั้งพัฒนาตารางปกติวิสัย(Norm Table)เพื่อใช้ในการ
เปรียบเทียบ มกี ารกาหนดเวลาของการทดสอบ และวธิ ดี าเนินการสอบ ตลอดจนคู่มือประกอบการใช้
แบบทดสอบซงึ่ จะระบุความมงุ่ หมายของแบบทดสอบ ประสทิ ธภิ าพของแบบทดสอบรวมท้ังวิธีการใช้
แบบทดสอบ และวิธีการตรวจหรือวิธีการใหค้ ะแนน พร้อมทั้งตารางปกตวิ ิสยั ของกลมุ่
ส่วนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิที่ครูสร้างข้ึนเพื่อใช้ในชั้นเรียน เป็นแบบทดสอบซ่ึงใช้เป็นเครื่องมือ
สาหรับการเรียนการสอนโดยเฉพาะ คือใช้สาหรับการวัดความก้าวหน้าเกี่ยวกับผลการเรียนของ
นักเรียน และค้นหาข้อบกพร่องของระบบการเรียนการสอน ทั้งน้ีเพื่อจะได้จัดหน่วยการสอนซ่ึงใช้
ซ่อมเสริมข้อบกพร่องในการเรียนให้กับนักเรียนได้ตรงตามความต้องการอย่างเหมาะสมและท่ีสาคัญ
คือ ใช้ในการตัดสินเป้าหมายของหลักสูตรในแต่ละหน่วยการเรียนการสอนว่า ได้บรรลุผลตามท่ี
คาดหวังไวห้ รอื ไม่ เพยี งใด รวมทงั้ การใหค้ ะแนนหรอื ระดับผลการเรยี นแกน่ ักเรยี นดว้ ย
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ครูสร้างขึ้น ถือว่าเป็นแบบทดสอบท่ีมีคุณค่าในการวัดหรือตรวจสอบ
ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนได้เหมาะสมกว่าแบบทดสอบประเภทอ่ืนๆทั้งนี้เพราะถ้าพิจารณาตามบทบาท
แล้ว ครูยอมจะเป็นผู้ท่ีทราบความสามารถของนักเรียนที่ตนสอนได้เป็นอย่างดี จึงสามารถท่ีจะสร้าง
ขอ้ กระทงของแบบทดสอบให้เหมาะสมกับระดับการเรยี นตามวตั ถุประสงค์
สรุปได้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบท่ีวัดความรู้ของนักเรียนไปแล้ว
โดยมีความรอบคลุมด้านทักษะ/กระบวนการและด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ซึ่งแบ่ง
ออกเปน็ 2 ประเภท คือ แบบทดสอบแบบอิงเกณฑแ์ ละแบบทดสอบแบบองิ กลุ่ม
3.4 หลักเกณฑ์ในการสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เยาวดี วิบูลย์ศรี ( 2528 : 82 )
และวญั ญา วศิ าลาภรณ์ ( 2522 : 11 ) กลา่ วถึงหลักเกณฑไ์ วส้ อดคลอ้ งกัน ดังน้ี
20
1. เนอ้ื หาหรอื ทกั ษะทีค่ รอบคลุมในแบบทดสอบน้ัน จะตอ้ งเป็นพฤติกรรมที่สามารถ
วัดผลสมั ฤทธ์ไิ ด้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีใช้แบบทดสอบวัดนั้น ถ้านาไปเปรียบเทียบกันจะต้อง
ให้ทกุ คนมโี อกาสเรียนรูใ้ นส่ิงต่าง ๆ เหลา่ นน้ั ได้ครอบคลุมและเท่าเทยี มกัน
3. วัดให้ตรงกับจุดประสงค์ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ควร
จะวดั ตามวัตถุประสงค์ทกุ อยา่ งของการสอน และจะต้องม่นั ใจว่าไดว้ ัดสิง่ ทตี่ ้องการจะวัดไดจ้ ริง
4. การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เป็นการวัดความเจริญงอกงามของนักเรียนการ
เปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าไปสวู่ ตั ถปุ ระสงค์ท่ีวางไว้ ดังน้ัน ครูควรจะทราบว่าก่อนเรียน นักเรียน
มีความรู้ความสามารถอย่างไร เมื่อเรียนเสร็จแล้วมีความรู้แตกต่างจากเดิมหรือไม่ โดยการทดสอบ
กอ่ นเรยี นและทดสอบหลงั เรียน
5. การวัดผลเป็นการวัดผลทางอ้อม เป็นการยากที่จะใช้ข้อสอบแบบเขียนตอบวัด
พฤติกรรมตรง ๆ ของบุคคลได้ ส่ิงที่วัดได้ คือ การตอบสนองต่อข้อสอบ ดังนั้น การเปล่ียน
วตั ถุประสงค์ใหเ้ ปน็ พฤติกรรมท่จี ะสอบ จะตอ้ งทาอย่างรอบคอบและถูกต้อง
6. การวัดการเรียนรู้ เป็นการยากที่จะวัดทุกส่ิงทุกอย่างที่สอนได้ภายในเวลาจากัด
ส่ิงท่ีวัดได้เป็นเพียงตัวแทนของพฤติกรรมทั้งหมดเท่านั้น ดังน้ัน ต้องมั่นใจว่าสิ่งท่ีวัดนั้นเป็นตัวแทน
แท้จริงได้
7. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเคร่ืองช่วยพัฒนาการสอนของครู และเป็น
เครอ่ื งช่วยในการเรยี นของเดก็
8. ในการศึกษาที่สมบูรณ์นั้น ส่ิงสาคัญไม่ได้อยู่ท่ีการทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวการ
ทบทวนการสอนของครกู ็เป็นสงิ่ สาคญั ยง่ิ
9. การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ควรจะเน้นในการวัดความสามารถในการใช้
ความรูใ้ หเ้ ปน็ ประโยชน์ หรือการนาความรู้ไปใชใ้ นสถานการณใ์ หม่ ๆ
10. ควรใชค้ าถามใหส้ อดคล้องกบั เนอ้ื หาวชิ าและวัตถุประสงค์ที่วดั
11. ให้ข้อสอบมีความเหมาะสมกับนักเรียนในด้านต่าง ๆ เช่น ความยากง่าย
พอเหมาะมเี วลาพอสาหรบั นักเรยี นในการทาข้อสอบ
จากท่ีกลา่ วขา้ งต้น สรปุ ไดว้ ่า ในการสรา้ งแบบทดสอบให้มีคุณภาพ วิธีการสร้างแบบทดสอบ
ที่เป็นคาถาม เพ่ือวัดเนื้อหาและพฤติกรรมที่สอนไปแล้วต้องต้ังคาถามท่ีสามารถวัดพฤติกรรมการ
เรียนการสอนได้อย่างครอบคลมุ และตรงตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.5 องค์ประกอบทม่ี ีอทิ ธพิ ลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
21
เพรสคอตต์ (Prescott. 1961 : 14-16) ได้ศึกษาเก่ียวกับการเรียนของนักเรียนที่มีอิทธิพลต่อ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท้ังในและนอกสถานที่ ผลการศึกษาพบว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อพล
สัมฤทธทิ์ างการเรียนของนกั เรยี นท้งั ในและนอกหอ้ งเรยี น มดี ังนี้
1. องค์ประกอบทางด้านร่างกาย ได้แก่ อัตราการเจริญเติบโตของร่างกาย สุขภาพ
ดา้ นรา่ งกาย ขอ้ บกพรอ่ งด้านรา่ งกาย และบคุ ลกิ ทา่ ทาง
2. องคป์ ระกอบทางความรกั ไดแ้ ก่ ความสัมพันธ์ของบิดามารดา ความสัมพันธ์ของ
บิดากับลกู ความสัมพนั ธ์ระหว่างลกู ๆ ด้วยกนั และความสัมพันธ์ระหวา่ งสมาชกิ ท้ังหมดในครอบครัว
3. องค์ประกอบทางวัฒนธรรมและสังคม ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความ
เป็นอยขู่ องครอบครัวสภาพแวดล้อมทางบ้าน การอบรมทางบ้านและฐานะทางบ้าน
4. องค์ประกอบทางความสัมพันธ์ของเพ่ือนในวัยเดียวกัน ได้แก่ ความสัมพันธ์ของ
นกั เรียนกบั เพอ่ื นวยั เดียวกันทง้ั ทบ่ี ้านและทีโ่ รงเรียน
5. องคป์ ระกอบทางการพฒั นาตน ได้แก่ สตปิ ญั ญา ความสนใจ เจตคตขิ องนักเรยี น
6. องคป์ ระกอบทางการปรับตัว ไดแ้ ก่ ปญั หาการปรบั ตัว การแสดงออกทางอารมณ์
3.6 ชนิดของแบบทดสอบการวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
นักการศึกษาหลายท่าสนได้แบง่ ชนิดของแบบทดสอบ ไว้ดงั น้ี
ชวาล แพรัตกุล (2516 :112-115) แบง่ แบบทดสอบออกเป็น 2 ชนดิ ใหญ่ คือ
1. แบบทดสอบทผี่ ้สู อนสรา้ งขน้ึ เอง (teacher – made test) เป็นแบบทดสอบ
ผลสัมฤทธิ์ในวิชาต่าง ๆ โดยแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ แบบให้ตอบเสรีและแบบจากัดคาตอบ ซ่ึง
คณุ ประโยชน์ของแบบทดสอบชนิดน้ีอยทู่ ่สี ามารถพลิกแพลงใหเ้ หมาะสมกบั สภาพและเหตุการณ์ได้
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (standard test) แบบทดสอบมาตรฐานเป็นตัวอย่างของ
การกระทาหรือความรู้ของบุคคลแต่ละคนของกลุ่มใดกลุ่มหน่ึง ซ่ึงรับมาภายใต้สภาพการณ์ที่กาหนด
การให้คะแนนเป็นไปตามกฎเกณฑ์และการตีความหมายก็เป็นไปตามตารางเกณฑ์ปกติ แบบทดสอบ
มาตรฐานผสุ้ อนใชว้ ดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของผ้เู รยี นเป็นรายบุคคลหรือรายห้องได้อย่างม่ันใจและ
ประหยดั ถกู ต้องตามหลกั วชิ ามากกวา่ การวดั ดว้ ยวธิ อี ่นื ๆ ใชส้ าหรับวัดพิสัยความรู้ของผู้เรียนของแต่
ละชั้นและแต่ละกลุ่มว่ามีระดับความรู้ทัดเทียมกัน หรือแตกต่างกัน เพื่อได้ปรับปรุงการสอนให้
เหมาะสมกบั สภาพการณน์ ัน้ ๆ ได้ ช้าหรบั แยกประเภทผเู้ รียนเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามความสามารถของ
เขา เพ่ือจะได้เรยี นอยา่ งมคี วามสุข ใชใ้ นการวินิจฉันสมรรถภาพว่าแต่ละคนเก่ง – อ่อน ในวิชาใดบ้าง
มากน้อยเพียงใดและเพราะสามาเหตุใดใชส้ าหรับเปรยี บเทียบความงอกงามของผู้เรียนแต่ละคนแต่ละ
ห้องว่า มีพัฒนาการขึ้นจากเดิมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆมากน้อยเพียงใด ใช้ตรวจประสิทธิภาพของ
การเรียน ใช้พยากรณค์ วามสาเร็จในการศึกษาว่ามีโอกาสจะประสบความสาเร็จในทางใดระดับใด ใช้
ในการแนะแนวโดยพิจารณาผลสอบจากแบบทดสอบมาตรฐานหลายฉบับว่า เขามีสมรรถภาพทาง
22
สมองหรือหัวโน้มเอียงหรือมีความถนัดในด้านใด เพ่ือจะได้แนะแนวอาชีพที่เหมาะสม ใช้ในการ
ประเมินการศึกษา ใช้ในการวิจัยในฐานะที่เป็นแบบทดสอบมาตรฐานมีประสิทธิภาพในการวัดสูงมาก
การสารวจค้นควา้ และการวิจยั ตา่ ง ๆ จงึ ต้องอาศัยแบบทดสอบชนิดนีเ้ ปน็ เครือ่ งมือสาคัญ สาหรับการ
เก็บข้อมูลในการทดสอบชนิดน้ีเป็นเคร่ืองมือสาคัญ สาหรับการเก็บข้อมูลในการทดลอง และ
เปรยี บเทยี บความสามารถ
สมบุญ ภู่นวล (2525: 17-22) แบ่งแบบทดสอบออกเปน็ 6 ชนิด ดงั น้ี
1. แบบทดสอบรายบุคคลและสอบเป็นกลุ่ม เป็นแบบทดสอบที่ให้นักเรียนตอบคร้ัง
ละคน เช่นต้องการให้นักเรียนตอบปากเปล่า ผู้สอบถามตามแบบทดสอบ เม่ือนักเรียนตอบก็ให้
คะแนนทีละข้อคาถามทันที การสอบเป็นรายบุคคลนี้โดยทั่ว ๆ ๆไปผู้สอบต้องได้รับการฝึกหัดและมี
ประสบการณ์มาก แบบทดสอบเป็นกลุ่มโดยท่ัว ๆ ไปครูทุกคนเคยมีประสบการณ์มาแล้วในชั้นเรียน
ผู้กากับการสอบได้รับการฝึกหัดเพียงเล็กน้อยก็ดาเนินการสอบได้ อย่างไรก็ตามการดาเนินการสอบ
ต้องมที ักษะและความรูใ้ นการดาเนนิ การสอบมากดว้ ย
2. แบบทดสอบปรนัยและอัตนัย ข้อสอบปรนัยเป็นข้อสอบที่ไม่ต้องใช้ความคิดเห็น
ของผู้ตรวจ แต่ให้ตามแบบหรือกุญแจท่ีผู้ออกข้อสอบกาหนดไว้ คะกนนของแบบทดสอบปรนัยมี
ประโยชน์และจาเป็นมากในการวัดผลการศึกษา ข้อทดสอบที่มีโอกาสเป็นปรนัยได้ดี คือ ข้อสอบ
เลือกตอบถูก-ผิดและจบั คู่ เพราะการให้คะแนนเป็นไปตามกุญแจได้พิจารณาไว้ก่อนแล้วแบบทดสอบ
อตั นัย ไดแ้ ก่ แบบทดสอบท่ีใหต้ อบยาว ๆ หรือแบบความเรียง ยากทจ่ี ะให้คะแนนได้ชัดเจน เที่ยงตรง
และเท่ียงธรรม ผู้ตรวจมีอิสระในการให้คะแนน อย่างไรก็ตามการให้คะแนนโดยวิธีจัดอันดับคุณภาพ
จะช่วยให้การให้คะแนนมีความเที่ยงธรรมดีข้ึนได้ในเน้ือหาวชิ า จดหมาย เรียงความ แต่งความ เปน็ ต้น
3. แบบทดสอบไม่จากัดเวลาและจากัดเวลา แบบทดสอบไม่จากัดเวลา ให้เวลาทา
ข้อสอบมากเพื่อว่านักเรียนส่วนมากจะสามารถทาได้หมดทุกข้อ ซ่ึงค่อนข้างยากหรือมีความยามวาก
นกั เรยี นทาไปจนหมดแรงแลว้ กห็ ยดุ ทาเอง ในทางตรงกันข้ามแบบทดสอบจากัดเวลา กาหนดเวลาให้
นอ้ ยแตข่ อ้ สอบค่อนขา้ งงา่ ยนักเรียนคนส่วนน้อยจะทาผิด และเด็กเก่ง ๆ เท่านั้นจะทาได้ทันตามเวลา
ท่ีกาหนด แบบทดสอบไม่จากัดเวลาต้องการทราบว่า นักเรียนแต่ละคนมีความรู้มากน้อยเพียงใด
แบบทดสอบจากัดเวลาต้องการทราบว่า นักเรียนสามารถทาได้ทันตามเวลาที่กาหนดให้น้อย ๆ เช่น
แบบทดสอบวัดการเปน็ เสมียน จึงเน้นถึงความสามารถในการทางานได้รวดเร็วเพียงใด เช่นการเขียน
หนงั สอื หรอื การพมิ พด์ ดี
4. แบบทดสอบตวั หนังสอื ไม่เป็นตัวหนงั สอื และไมใ่ ช่ภาษา แบบทดสอบตัวหนังสือ
เน้นการอ่านการเขียน ใช้กันโดยทั่ว ๆ ไป เป็นส่วนมาก แบบทดสอบไม่เป็นตัวหนังสือ เน้นบทบาท
ของภาษาโดยใช้ภาพภาพร่าง หรือ สัญลักษณ์ของสิ่งต่าง ๆ เช่น ให้นักเรียนเลือกภาพร่างหลายๆ
ภาพทเี่ หมอื นกบั ตัวอย่าง หรือให้นักเรียนคานวณการบอกจานวนจากภาพ โดยทั่ว ๆ ไปแบบทดสอบ
23
นี้ใช้กับผู้อื่นที่อ่านหนังสือไม่ได้หรือเด็กอนุบาล แบบทดสอบนี้อาจใช้วัดปัญหาของเด็ก ได้ เช่น ให้
นักเรียนบอกลักษณ์ของส่ิงต่าง ๆ จากภาพ เช่นภาพนกบิน ภาพนกหลับ นกคุยกัน ให้นักเรียนดู
รปู ภาพแลว้ ตอบการกระทาของนก เปน็ ต้นแบบทดสอบที่ไม่เป็นตัวหนังสือ ครูจะต้องอ่านคาชี้แจงให้
นักเรียนฟังทีละข้อ เมื่อนักเรียนทาเสร็จหมดทุกคน จึงอ่านคาชี้แจงข้อต่อไป คาชี้แจงควรเขียนไว้ใน
แบบทดสอบทกุ ตอนหรือทกุ ข้อ เพ่อื วา่ ผกู้ ากบั การสอบจะสามารถให้ข้อความแก่นักเรียนได้ตรงกันใน
กรณีท่ีสอบหลาย ๆห้องหรือหลาย ๆโรงเรียน โดยใช้แบบทดสอบฉบับเดียวกันแบบทดสอบไม่ใช้
ภาษา ผูก้ ากบั การสอบจะไมส่ ่อื ความหมายกับผู้สอบโดยใช้การเขียน การอ่านหรือการพูดใด ๆ ท้ังสิ้น
แตจ่ ะใชก้ ารเหคลืน่ ไหวของร่างกายและภาษาใบ้เป็นการบอกให้ทราบ นักเรียนตอบโดยการช้ีหรือทา
ด้วยมอื ขอ้ สอบจะเป็นวัตถุทรงเหล่ยี มรปู ภาพ หรอื การเคลื่อนไหวที่เป็นปริศนา ข้อสอบน้ีใช้กับคนใบ้
หูหนวก หรอื ไม่อาจสื่อด้วยภาษาธรรมดาได้
5. แบบทดสอบการปฏิบัติจริง และข้อเขียน แบบทดสอบแบบปฏิบัติจริง เป็นการ
สอบท่ีผู้สอบทางานแทนการตอบคาถาม อาจจะสอบทีละคนหรือเป็นกลุ่มก็ได้ เช่น การอสบปฏิบัติ
ร้องเพลง เล่นดนตรี พลศึกษา อาจสอบทีละคน สอบเขียนภาพ ทางานหัตถะ อาจสอบเป็นกลุ่มก็ได้
เป็นต้น ผู้ตรวจจะนับจานวนท่ีผิดหรือพิจารณาดูคุณภาพท้ังหมดเป็นส่วนรวม แล้วนามาจัดอันดับ
คุณภาพและสามารถวัดเวลาที่ผู้สอบใช้ในการปฏิบัติงานจนเสร็จแบบทดสอบการปฏิบัติจริงมีหลาย
ชนิดหลายแบบ เน้ือหาวิชาแผนที่อาจชี้ให้เห็นตาแหน่งของเมืองแหล่งทรัพยากร ใครจะชี้ได้ถูกและ
รวดเร็ว วิชาประวัติศาสตร์อาจให้เรียงภาพผู้นาของประเทศตามลาพังก่อนหลัง ให้ช้ีส่วนที่หายไปใน
ภาพ ให้เขียนเรียงความ จดหมายเป็นต้น ลักษณะท่ัวไปของแบบทดสอบปฏิบัติจริง เป็นการเน้น
ความสามารถในเนื้อหาวิชาให้สามารถปฏิบัติได้จริง ๆ มากกว่าตอบคาถามแบบทดสอบข้อเขียน
สว่ นมากจะถามเน้ือหาวิชา ใหน้ กั เรยี นตอบในกระดาษ สามารถตอบไดค้ รงั้ ละหลาย ๆ คน ข้อสอบจะ
เป็นตัวหนงั สือ หรอื รปู ภาพ สญั ลกั ษณ์กไ็ ด้
6. แบบทดสอบท่ีครสู ร้างขึ้นเอง และแบบทดสอบมาตรฐาน แบบทดสอบท่ีครูสร้าง
ขึ้นเองใช้สาหรับทดสอบนักเรียนที่ครูสอนเอง แบบทดสอบจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับครูมีความรู้ในการ
สร้างจ้อทดสอบหรือไม่และมีทักษะเพียงใด แบบทดสอบมาตรฐานสร้างขึ้นโดยผู้เช่ียวชาญในการ
ทดสอบรว่ มกบั ผชู้ านาญการหลักสูตรและครู แบบทดสอบนี้จะต้องมีมาตรฐานในการดาเนินการสอบ
คะแนนเป็นมาตรฐาน เป็นการทดสอบที่มีแบบแผนและสามารถนาแบบทดสอบน้ีไปใช้กับนักเรียน
ตา่ งห้องตา่ งโรงเรียนได้
อานวย เลิศชยันตี (2533:88-91) แบ่งแบบทดสอบออกเป็น 18 ชนดิ ดังนี้
1. แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ แบบทดสอบชนิดนี้มีลักษณะประกอบด้วยคาถาม 1
คาถาม มีตวั เลือก 4-5 ตวั เลือก
24
2. แบบทดสอบถูก – ผิด แบบทดสอบชนิดจัดว่าเป็นแบบเลือกตอบอีกอย่างหน่ึง
แต่มเี พียงถกู หรอื ผิด หรือมีสองตัวเลือก
3. แบบทดสอบแบบจบั คู่ ลักษณะของแบบทดสอบจัดว่าเป็นแบบเลือกตอบอีกชนิด
หน่ึง แต่มีตัวเลือกจานวนคงที่และภายหลังการคัดเลือกตัวเลือกท่ีถูกไปแล้วจานวนตัวเลือกนี้จะลด
นอ้ ยลงไปเรื่อย ๆ
4. แบบทดสอบให้เขียนตอบ แบบทดสอบชนิดน้ีมีหลายลักษณะ เช่น ให้เป็นแบบ
เติมคาหรือเตมิ ขอ้ ความสั้น ๆ หรอื ใหเ้ ขยี นบรรยายแสดงความคิดเหน็
5. แบบทดสอบความเร็วในการคิด ลักษณะของแบบทดสอบความเร็วจะ
ประกอบดว้ ยขอ้ คาถามง่าย ๆ แต่มขี อ้ คาถามจานวนมากๆ ให้เวลาในการทาข้อสอบน้อยมาก คะแนน
ทไ่ี ดจ้ ะเป็นตัวเลข ทช่ี ้ีให้เห็นถงึ ความเร็วในการคิด การทาข้อสอบ
6. แบบทดสอบแบบไม่จากัดเวลา แบบทดสอบชนิดนี้ ประกอบด้วย ข้อคาถามที่
ค่อนข้างยาก ต้องใช้เวลาในการคิดทาข้อสอบเป็นเวลานาน ดังนั้นจะไม่จากัดเวลาในการทาข้อสอบ
ใหผ้ สู้ อบคดิ จนว่าจะเสรจ็
7. แบบทดสอบทว่ี ัดความสามารถขน้ั สงู สดุ แบบทดสอบลักษณะน้ีมีจุดมุ่งหมายเพื่อ
วดั ความสามารถข้ึนสูงสุดของผู้สอน ผสู้ อนตอ้ งพยายามทาข้อสอบให้คะแนนมากที่สุด คะแนนจะเป็น
ตัวช้ีวัดถึงความสามารถข้ันสูงสุด เช่น การสอบวัดทางด้านสติปัญญา หรือการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน
8. แบบทดสอบท่ีวัดคุณลักษณะเฉพาะอย่าง แบบทดสอบน้ีมีจุดหมายวัด
ความสามารถบางอย่างบางประการ หรือคุณลักษณะที่ต้องการวัดเพียงบงลักษณะเท่านั้น เช่น
แบบทดสอบวัดความสนใจในวิชาชพี หรือแบบวดั บคุ ลิกภาพ เปน็ ต้น
9. แบบทดสอบแบบปรนยั เป็นแบบทดสอบทป่ี ระกอบดว้ ยคุณลักษณะ 3 ประการคอื
9.1 คาถามท่ีใช้ถาม เป็นคาถามที่ชัดเจน ถามตรงจุด อ่านแล้วรู้ว่าถาม
อะไร
9.2 เกณฑก์ ารตรวจใหค้ ะแนน ไดก้ าหนดไวช้ ัดเจน
9.3 การแปรผล ทุกคนท่ีแปลผลย่อมแปลได้ตรงกัน เช่น ใครทาข้อสอบได้
คอื คนเกง่ ใครทาขอ้ สอบไม่ได้ คอื คนเรยี นอ่อน
10. แบบทดสอบแบบอัตนัย แบบทดสอบนี้เน้นที่คนออกข้อสอบเป็นคนตรวจและ
ใหค้ ะแนน การให้คนตรวจย่อมมขี ้อยุ่งยากหลาย ๆ ประการ
11. การทดสอบท่ใี ชก้ ารเขียน-ตอบ การทดสอบลักษณะน้ีอาจะใช้เป็นแบบลักษณะ
ของแบบทดสอบในข้อ 1,2,3,4 ดงั ที่กลา่ วมา เรียกว่า แบบทดสอบทเี่ ปน็ การทดสอบทใ่ี ช้เขียนตอบ
25
12. การทดสอบที่ไม่ใช้การเขียน การทดสอบลักษณะนี้ไม่ใช่การเขียนตอบ แต่เป็น
แบบสังเกตพฤติกรรมจากการกระทาโดยตรง เช่น การทดสอบพลศึกษา การทดสอบด้านการปฏิบัติ
ในวชิ าชา่ งประเภทตา่ ง ๆ
13. การทดสอบทใ่ี ชน้ ักเรียนเป็นกลุ่ม การทดสอบท่ีใช้ลักษณะนักเรียนทดสอบเป็น
กลุม่ ส่วนมากมกั ใช้ paper – pencil test เพราะสามารถสอบนักเรียนได้พร้อม ๆ กันถึงแม้นักเรียน
จะมจี านวนมาก
14. แบบทดสอบท่ีต้องสอบคร้ังละ 1 คน การทดสอบที่สอบกับนักเรียนเพียง 1 คน
มักเป็นแบบกการสอบเพื่อตรวจสอบข้อพกพร่องทางการด้านเรียน หรือ เป็นการสอบความพร้อม
ทางดา้ นการเรียน ความพร้อมด้านการฟัง ความพร้อมด้านการอ่าน และโดยเฉพาะการสอบด้านการ
ปฏิบตั ิงาน ซึ่งตอ้ งดพู ฤตกิ รรมอากัปกริ ยิ าของผู้เขา้ สอบด้วย การสอบเป็นกลุ่มทาให้ไม่สามารถสังเกต
พฤตกิ รรมของนกั เรยี นโดยตรงได้
15. แบบทดสอบที่ใช้ภาษา แบบทดสอบนี้เน้นท่ีการใช้ภาษาเป็นการสื่อความหมาย
เหมาะสาหรบั นักเรียนทีส่ ามารถอ่านหนังสือไดเ้ ร็ว
16. แบบทดสอบท่ีไม่ใช้ภาษา แบบทดสอบชุดน้ีจะเหมาะกับเด็กเล็ก ๆ ที่ไม่
สามารถส่ือความหมายดว้ ยการพดู หรอื การเขียนได้
17. แบบทดสอบที่ต้องการเฉาะกระบวนการคิดตอบ แบบทดสอบลักษณะนี้ผู้สอบ
ไมส่ นใจวา่ ใครคิดได้หรือไม่ แต่มีความสนใจทผี่ ู้เขา้ สอบคิดอยา่ งไร
18. แบบทดสอบแบบการสร้างจินตภาพ ลักษณะแบบทดสอบน้ีเน้นให้ผู้เข้าสอบ
แสดงความรู้ความคิดต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ท่ีตนได้พบเห็น ผู้เข้าสอบจะแสดงอาการตอบสนองออกมาเป็น
ความรู้สึกนึกคิดทัศนคติต่าง ๆ ต่อสิ่งเร้าท่ีปรากฏอยู่ ตัวแบบทดสอบท่ีใช้เป็นสิ่งเร้า จะมีลักษณะไม่
ชดั เจน เพราะต้องการเปน็ ตวั การทใ่ี หผ้ สู้ อบแสดงพฤติกรรม ความรสู้ ึกในตนตอบสนองออกมาเท่าน้ัน
เมื่อไรที่ตัวแบบทดสอบมีความชัดเจนไม่ถือว่าเป็นการสอบเพ่ือวัดการสร้างจินตภาพ การสอบ
ลักษณะนี้จึงเหมาะกับบุคคลท่ีจิตไม่สมประกอบ คนเหล่าน้ีเมื่อพบเห็นภาพสลัวๆ ไม่ชัดเจน ก็จะ
ระบายความรู้สึกนึกคิดท่ีเป็นปัญหาออกมา ผู้วัดผลก็จะแปลพฤติกรรมท่ีแสดงออกมานั้นให้เขารู่ว่า
เป็นคนอย่างไร มีปัญหาหรือไม่เห็นได้ว่าชนิดของแบบทดสอบมีหลายชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
แบบทดสอบปรนัย อตั นัย แบบเลือกตอบ แบบจากัดเวลา ที่ผู้สอนสร้างขึ้นเอง หรือแบบทดสอบาตร
ฐาน อย่างไรก็ตาม การสร้างแบบทดสอบชนิดต่าง ๆนั้น ผู้สร้างจะต้องสร้างให้เหมาะสมกับเน้ือหา
และสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงคท์ กี่ าหนดไว้ และเลอื กใช้ใหเ้ หมะสมกับผู้สอบด้วย
4. เอกสารท่ีเกย่ี วข้องกับผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นคณิตศาสตร์
4.1 ความหมายของผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนคณิตศาสตร์
26
ปริญญา สองสีดา (2550 : 29) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง
ความสามารถในการคิดคานวณและการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ด้านต่างๆ 4ด้าน ได้แก่ ความรู้
ความจาด้านการคดิ คานวณ ความเข้าใจ การนาไปใช้ การวเิ คราะห์
ฐิติยา เกตุคา (2551:46) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง
ความสามารถทางสติปัญญาในการเรียนจากการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งประเมินได้จากการ
ทาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นหรือจากงานทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย
วิมล อยู่พิพัฒน์(2551 : 54) ให้ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง
ความสาเร็จในด้านต่างๆของนักเรียน เช่น ความรู้ความเข้าใจ ทักษะในการแก้ปัญหา ความสามารถ
ในการนาไปใช้ รวมทั้งประสิทธิภาพท่ีได้จากการเรียนรู้ซึ่งได้จากการสอน การฝึกฝน หรือ
ประสบการณ์ตา่ งๆ ซงึ่ วัดได้จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยได้
สรา้ งขึน้
จากความหมายที่กล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง ผลที่แสดงถึง
ความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียน จากการเรียนการสอน การฝึกทักษะ หรือ ประสบการณ์
ต่างๆ ในด้านต่างๆของนักเรียน เช่น ความรู้ความจา ความเข้าใจ การนาไปใช้ และการวิเคราะห์ ซึ่ง
วดั ได้จากแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นคณติ ศาสตร์
4.2 สาเหตุทท่ี าใหเ้ กิดปัญหาตอ่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นคณติ ศาสตร์
อารีย์ ศรีเดือน (2547: 60) กล่าวถึงสาเหตุท่ีทาให้เกิดปัญหาต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์
ไว้ว่า สาเหตุท่ีทาให้เกิดปัญหาต่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ก็คือ ทักษะการ จัด
กระบวนการเรียนการสอน วิธีการสอนของครู ตลอดจนเจตคติในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ครูซ่ึงมี
หน้าทโี่ ดยตรง จาเปน็ ตอ้ งหาวิธีการสอนที่หลากหลายใหน้ ักเรยี นมีส่วนร่วมในการเรียนรู้เพ่ือให้ เกิด
ประสิทธิภาพมากท่ีสุด
4.3 การวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นคณิตศาสตร์
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546 : 119) กล่าวว่า การวัดและ
การประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ควรจัดให้ครอบคลุมท้ังด้านความรู้ ด้านทักษะ/กระบวนการ
ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสอดคล้องกับผลการเรียนที่คาดหวังรายปีและมาตรการเรียนรู้ท่ี
กาหนดไว้ในหลักสตู รสถานศึกษา ควรมุง่ เนน้ สมรรถภาพโดยรวมของผเู้ รยี นเป็นหลัก จดุ ประสงค์หลัก
ของการวัดและประเมินผล เพ่ือนาผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อช่วย
พฒั นาให้ผู้เรียนสามารถเรยี นรู้ได้อย่างมีประสิทธภิ าพและเตม็ ตามศักยภาพ คุณภาพของผู้เรียนท่ีต้อง
ประเมินในการวัดและประเมินผลของกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์น้ัน หลักสูตรการศึกษาขั้น
พ้ืนฐานพุทธศักราช 2544 กาหนดให้ทาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่คาดหวังราบปี โดยมีตัวชี
วัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรทู้ ี่คาดหวังรายปี โดยมตี วั ช้วี ัดประเมินผลทต่ี ้องนามาพจิ ารณา ดงั นี้
27
1. ดา้ นความรู้ ในการวดั และประเมินผลด้านความรู้ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการ
เรียนร้ทู งั้ 5 สาระ ได้แก่
1.1 จานวนและการดาเนิน
1.2 การวดั
1.3 เรขาคณติ
1.4 พีชคณิต
1.5 การวิเคราะหขอมูลและความนาจาเปน
2. ดา้ นทกั ษะ /กระบวนการในการวัดและประเมินผลด้านทักษะ/ กระบวนการเป็น
การวดั ความสามารถของนักเรียนครอบคลมุ ประเดนท่ีต้องประเมนิ ดังน้ี
2.1 การแกปญหา
2.2 การใหเหตุผล
2.3 การสื่อสารการสือ่ ความหมายและการนาเสนอ
2.4 การเช่ือมโยง
2.5 ความคิดรเิ ร่มิ สรางสรรค
3. ดานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ การวัดและประเมินผลด้านคุณลักษณะท่ีพึง
ประสงค์ ครอบคลมุ ประเดน็ ท่ีตองประเมนิ ดงั น้ี
3.1 ทางานอย่างเป็นระบบ
3.2 มีระเบียบวินัย
3.3 มคี วามรอบครอบ
3.4 มีความรับผดิ ชอบ
3.5 มีวจิ ารณญาณ
3.6 มีความเช่ือม่นั ในตวั เอง
3.7 ตระหนกั ในคณุ คาและมีเจตคติท่ีดีต่อวิชาคณติ ศาสตร์
4.4 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นคณิตศาสตร์
สมนึก ภัททิยธนี (2541 : 73-98) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
หมายถึง แบบทดสอบวัดสมรรณภาพทางสมองด้านต่างๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนแบ่งได้ 2 ประเภท คือแบบทดสอบท่ีครูสร้างกับแบบทดสอบ
มาตรฐาน ซง่ึ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทค่ี รสู รา้ งมีหลายแบบแต่ทีน่ ิยมใช้มี 6 แบบ ดังน้ี
1. ข้อสอบแบบความเรยี งหรืออัตนัย
2. ขอ้ สอบกาถกู -ผดิ
3. ข้อสอบแบบเติมคา
28
4. ขอ้ สอบแบบตอบส้ัน
5. ข้อสอบแบบจับคู่
6. ขอ้ สอบแบบเลือกตอบ
ทั้งแบบทดสอบท่ีครูสร้างขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐานมีวิธีการในการสร้างข้อคาถาม
เหมือนกันคือ จะเป็นคาถามท่ีวัดเนื้อหา และพฤติกรรมที่ได้สอนนักเรียนไปแล้ว สาหรับพฤติกรรมท่ี
ใชว้ ัดจะเป็นพฤติกรรมที่สามารถตั้งคาถามวัดได้ มักนยิ มใช้ตามหลักท่ีได้จากผลการประชุมของนักวดั ผล
5. งานวิจยั ท่ีเก่ียวข้อง
5.1 งานวิจัยในประเทศ
อัญชนา โพธิพลากร (2545 ; บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยการพัฒนาชุดแบบฝึกเสริมทักษะ
วิชาคณิตศาสตร์เรื่องเวลา ที่เป็นทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เร่ืองด้วยการเรียนแบบร่วม
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ผลการการวิจยั พบวา่
1. ชดุ การเรียนคณิตศาสตร์ท่ีเป็นทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ด้วยการเรียน
แบบร่วมมือมีประสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3
ภายหลังได้รับการสอนด้วยชุดการเรียนคณิตศาสตร์ท่ีเป็นทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ด้วย
การเรียน แบบร่วมมอื สงู กว่ากอ่ นได้รบั การสอนอย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ .01
3. ความคิดเห็นของนักเรียนหลังการใช้ชุดการการเรียนคณิตศาสตร์ท่ีเป็นทักษะ
การแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ด้วนกาเรียนแบบร่วมมือในระดับเห็นด้วยอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01
พรศรี บุญรอด (2545 ; บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยการพัฒนาชุดแบบฝึกเสริมทักษะ
วิชาคณิตศาสตร์ทเี่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญเรอื่ งปรมิ าตรและพนื้ ผวิ ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 ผลการศึกษาพบว่า
1. ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ เร่ืองปริมาตรและพื้นผิว
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ซ่งึ ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/ 80
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ซ่ึงเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ หลังจากการทดลองสูงกว่าก่อน
การทดลอง อย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิท่ี ระดบั 0.1
เรืองรอง ศรแก้ว (2539) ได้ศึกษาการใช้แบบฝึกท่ีเน้นหลักการทางคณิตศาสตร์เพื่อเสริม
ทักษะการคิดคานวณสาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการคิด
คานวณกอ่ นและหลังการใช้แบบฝึก พบว่า แบบฝึกท่ีเน้นการใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ จานวน 40
แบบฝึก สามารถพัฒนาทักษะการคิดคานวณของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ผลสัมฤทธ์ิด้านการ
คิดคานวณของนักเรียนท่ีได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกสูงกว่านักเรียนที่สอนตามคู่มือครู อย่างมี
29
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผลสัมฤทธิ์ด้านการคิดคานวณของนักเรียนที่ได้รับการฝึกโดย
ใช้แบบฝกึ หลังการฝึกสูงกวา่ กอ่ นไดร้ ับการฝกึ อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .001
สุกัญญา โพธิสุวรรณ ( 2541) ได้ทาการวิจัยเร่ือง การพัฒนาแบบฝึกหัดทักษะการวิเคราะห์
โจทยป์ ญั หาคณิตศาสตร์ สาหรบั นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างแบบฝึกทักษะ
การวิเคราะห์โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เร่ือง เศษส่วนสาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
เพ่อื เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน ท่ีเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการวิเคราะห์โจทย์
ปัญหาคณิตศาสตร์กับกลุ่มที่เรียนโดยใช้แบบฝึกในหนังสือแบบเรียนคณิตศาสตร์ และเพ่ือศึกษา
กระบวนการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาของนักเรียนทั้งสองกลุ่มผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะการ
วิเคราะห์โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์น้ันเป็นแบบฝึกที่เน้นทักษะการวิเคราะห์ โจทย์ปัญหาตาม
ข้ันตอนการวิเคราะห์โจทย์ปัญหา และเป็นแบบฝึกที่มีลักษณะท่ีหลากหลาย ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกน้ีสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ของ นักเรียนท่ีเรียนโดย
แบบฝึกในหนังสืออย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านกระบวนการแก้ปัญหาของนักเรียนท่ี
เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการวิเคราะห์โจทย์ปัญหานั้นได้ดาเนินกิจกรรมตามข้ันตอนการวิเคราะห์
โจทย์ปัญหา ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้เรียนโดยใช้แบบฝึกหัดน้ีจะไม่ใช่กระบวนวิเคราะห์แต่คิดแก้ปัญหา
โดยการแสดงวธิ ที าตามตัวอยา่ งในแบบเรียน
นิตยา บุญสุข (2541:75) ไดท้ าการศึกษาค้นคว้า เรื่อง แบบฝึกหัดเสริมสร้างวิชาคณิตศาสตร์
เรื่องโจทย์ปัญหาเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์
เร่ืองโจทย์ปัญหาเศษส่วน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.02/75.77 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ 75:77 ที่ต้ังไว้
ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์
เรอื่ งโจทย์ปัญหาเศษส่วนหลงั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั .01
พัชรินทร์ หงส์พันธ์ุ(2543) ได้ทาการศึกษาค้นคว้าเร่ืองการสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี1 เร่ืองการบวก ลบจานวนสองจานวน ซึ่งมีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 5 โดนเน้น
การจัดกระทากับสื่อที่เป็นรูปธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 เร่ืองการบวก ลบจานวนสองจานวน ซ่ึงมีผลลัพธ์และตัวต้ังไม่เกิน 5 โดนเน้นการ
จัดกระทากับส่ือที่เป็นรูปธรรมให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาค้นคว้าคร้ังนี้ ได้แก่ แผนการสอน 14 แผน มีแบบฝึกทักษะท้ายแผน แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 60 ข้อ การดาเนินการทดลองหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะท่ีสร้าง
ขึ้นกับกลุ่มตวั อย่างที่เป็นนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 1/4 โรงเรียนอนุบาลจันทบุรี จานวน 40 คน ปี
การศึกษา 2543 สานักงานการประถมศึกษาอาเภอเมอื งจันทบรุ ีผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏว่าแบบ
ฝกึ ทกั ษะมปี ระสทิ ธภิ าพ 97.10/97.00
30
5.2 งานวจิ ยั ในต่างประเทศ
Gay and Gallagher ( 1976 : 52-59 ) ไดท้ าการวิจยั เปรียบเทียบระหว่างวิธีการสอนโดย
ใหน้ ักเรียนทาแบบฝกึ หดั อยา่ งสม่าเสมอ ในช่วงเวลาการเรียนวิชาน้ัน ๆ กับการสอนโดยมีการทดสอบย่อย
ระหวา่ งการเรียนการสอนในเร่ืองเดียวกัน ผลการทดลองปรากฏว่า กลุ่มนักเรียน ที่เรียนได้โดยมีการ
ทดสอบย่อย ขณะเรียนมีผลสัมฤทธ์ิสูงกว่ากลุ่มนักเรียนท่ีเรียนโดยฝึกทักษะด้วยการทาแบบฝึกหัด
เพียงอยา่ งเดยี ว อยา่ งมีนัยสาคัญ .01
Giffune (1979:34-38) ไดศ้ ึกษาถึงผลการสอนโจทยป์ ญั หาคณติ ศาสตร์ ท่ีมุ่งเน้นความเข้าใจ
ปัญหาทักษะการอ่านโจทย์ ทม่ี ีผลปรากฏต่อทักษะการเขียนสมการการหาคาตอบ ความคงทนในการ
เขียนสมการพบว่า กลุ่มทดลองมีความสามารถทั้ง 3 ด้าน สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิตทิ ่ีระดับ 0.1
Muraski (1979 :11) ได้ศึกษาผลของการสอนอ่านในทางคณิตศาสตร์กับความสามารถ
ในการแก้โจทย์ปัญหา ตัวอย่างเป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง กลุ่ม ละ 13
คน กลุ่มทดลองได้รับการอ่านบทเรียน แต่ละบทเรียน แบ่งออกเป็น 5 เรื่อง ใช้เวลา 5 สัปดาห์ ต่อ
จาก วัดความสามารถ ในการแกโ้ จทยป์ ญั หาคณติ ศาสตรข์ องกล่มุ ควบคมุ และกลุม่ ทดลอง ผลการวิจัย
ปรากฏว่ากลุ่มทดลองมีความสารมารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมี
นยั สาคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ 0.5
ลอเรย์ (Lawrey,1978,p.817-A อ้างใน ธนวรรณ ลิ้มสุนทรชัยพร ,2545,หน้า -38-39)ได้ศึกษาผล
การใช้แบบฝึกทักษะกับนักเรียนระดับ 1 ถึงระดับ 3 จานวน 87 คน นักเรียนท่ีได้รับการฝึกโดยใช้
แบบฝึกทักษะมีคะแนนการทดสอบหลังการทาแบบฝึกมากกว่าคะแนนก่อนทาแบบฝึกและนักเรียน
ทาแบบทดสอบหลังจากฝึกทักษะแล้วได้ถูกต้องเฉลี่ยร้อยละ 89.8 นั่นคือ แบบฝึกทักษะเป็น
เครื่องชว่ ยให้เกดิ การเรยี นรู้เพ่มิ ข้ึน
ซีเมนส์ (Siemens,1968,p.2954-A อ้างใน ธนวรรณ ลิ้มสุนทรชัยพร,2545,หน้า 38-39)ได้ศึกษาผล
ของการทาแบบฝึกหัดวิชาเรขาคณิตท่ีมีการทาแบบฝึกหัดในเวลาเรียนกับนอกเวลาเรียน โดยศึกษา
จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจานวน 4 ห้อง โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 2 ห้องเรียน ให้ทา
แบบฝึกหัดเรขาคณิตนอกเวลาเรียนและกลุ่มควบคุม 2 ห้องเรียน ทาแบบฝึกหัดเรขาคณิตในเวลา
เรียนทาการทดลอง 9 เดือน ผลการทดลองพบว่า ท้ังกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมีผลสัมฤทธิ์ไม่
แตกต่างกัน
จากเอกสารวิจัยท่ีเกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอน
โดยเฉพาะในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า การใช้แบบฝึกทักษะสามารถช่วยให้
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีข้ึน เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนได้ศึกษาตามความสามารถของ
แตล่ ะบุคคล และความสามารถคน้ พบคาตอบและสรปุ ความคิดรวบยอดได้ดว้ ยตนเอง
31
บทที่ 3
วิธกี ารดาเนินการวิจัย
การวิจัยเรื่อง การใช้แบบฝึกทักษะเร่ือง กฎการนับเบ้ืองต้น เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนคณิตศาสตร์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา (Research
and Development) มวี ธิ กี ารดาเนินการวจิ ยั ดังน้ี
1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
2. เคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
3. การสรา้ งและการหาคณุ ภาพเครือ่ งมือ
4. แบบแผนการวิจัย
5. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
6. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถติ ิท่ีใช้
1. ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเปน็ นกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 กลมุ่ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็น
นักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 โรงเรียนธดิ าแม่พระ จานวน 121 คน ปกี ารศกึ ษา 2564 โดยการเลือก
แบบเจาะจง
2. เคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการวิจยั
เครือ่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ประกอบด้วย
1. แบบฝกึ ทักษะ
2. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น 1 ฉบับ จานวน 20 ข้อ
3. การสร้างและการหาคุณภาพเครอ่ื งมอื
3.1 แบบฝึกทักษะ เรือ่ ง กฎการนบั เบื้องต้นมขี ั้นตอนการสร้างและการหาคณุ ภาพ ดงั น้ี
3.1.1 ศึกษาหลักสูตร เอกสาร ตารา ขอบข่าย สาระกลุ่มวิชาคณิตศาสตร์
ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 5
3.1.2 กาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับอธิบายรายวิชาและ
จดุ ประสงค์การเรยี นรใู้ นหลกั สูตรและเนอื้ หา
3. 1. 3 ดาเนนิ การสรา้ งแบบฝึกทักษะ เรื่อง กฎเบื้องตน้ เกย่ี วกับการนบั
3.2 แบบทดสอบยอ่ ย มขี น้ั ตอนการสร้างและหาคุณภาพดังน้ี
3.2.1 ศึกษาหลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้ คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการ
เรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์และจุดประสงค์การเรียนรู้ หลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 และ
เนอ้ื หาท่ีใชส้ รา้ งแบบฝกึ ทักษะ เพอื่ เป็นแนวทางในการสรา้ งแบบทดสอบ
3.2.2 ศึกษาและวิเคราะห์หลักการวดั ผล หลกั เกณฑ์และวิธีการสร้างขอ้ สอบ
32
3.2.3 สร้างแบบทดสอบยอ่ ยเลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก โดยให้สอดคลอ้ งกับวัตถุประสงค์
การเรียนรู้ จานวน3 ฉบับ ฉบับละ 10 ข้อ
3.2.4 นาแบบทดสอบย่อยไปเสนอผเู้ ช่ียวชาญ เพ่ือตรวจสอบแก้ไข ดูความเที่ยงตรง
และความสอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงคใ์ นแต่ละแผนการเรียนรู้
3.2.5 นาแบบทดสอบย่อยที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดสอบกับนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 และท่ีได้เรียนเน้ือหานี้มาก่อน จานวน 30 คน เพื่อวิเคราะห์หาความยากและ
คา่ อานาจจาแนกของขอ้ สอบแต่ละข้อ
3.2.6 นาแบบทดสอบย่อยทีไ่ ด้ หาคา่ ความเช่ือมัน่ ของข้อสอบท้ังฉบบั
3.2.7 นาแบบทดสอบท่ีผ่านการทดสอบแล้วบรรจุลงในแบบฝึกทักษะ เพ่ือใช้ในการวิจัย
ตอ่ ไป
3.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน มีขัน้ ตอนการสรา้ งและหาคณุ ภาพดังนี้
3.3.1 ศกึ ษาหลกั สูตรและตารางวิเคราะห์หลกั สูตรการศกึ ษาข้นั พื้นฐานพทุ ธศักราช 2551
กลมุ่ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์ ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5เรือ่ งกฎเบือ้ งตน้ เก่ยี วกับการนบั
3.3.2 ศึกษาและวเิ คราะห์หลกั การวัดผล หลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารสรา้ งข้อสอบ
3. 3..3 เขียนจดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมให้ครอบคลุมเร่ืองเลขยกกาลัง เพอ่ื เปน็ แนวทางในการ
จัดการเรียนการสอน และการสร้างขอ้ สอบสอดคล้องกบั จดุ ประสงค์
3.3.4 สร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบ โดยใช้จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมตามการสร้าง
แบบฝกึ ทกั ษะนาเสนออาจารย์ที่ปรกึ ษาและผ้เู ชย่ี วชาญเพื่อพจิ ารณาใหค้ รอบคลมุ เนื้อหา
4. แบบแผนการวจิ ัย
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง ซ่ึงผู้วิจัยได้ดาเนินการทดลองโดยใช้แผนการวิจัย
ทดลองพืน้ ฐาน แบบกลมุ่ เดีย่ วสอบก่อนและหลงั ดังนี้
O1 O2
O1 หมายถงึ สอบก่อนใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ
X หมายถึง ทดลองใช้แบบฝึกทักษะ
O2 หมายถึง สอบหลังใชแ้ บบฝึกทกั ษะ
5. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
1. ทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง กฎการนับเบ้ืองต้น ชั้น
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 จานวน 20 ข้อ กับนักเรยี นกลมุ่ ตวั อยา่ งชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรียนธดิ าแมพ่ ระ
2. ดาเนินการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ จานวน 1 ชุด เรื่อง กฎการนับเบื้องต้น ชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 5 โดยก่อนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทาแบบทดสอบย่อยของแบบ
ฝึกทักษะ จากนั้นเรียนด้วยแบบฝึกทักษะขณะเรียนให้กลุ่มตัวอย่างตอบคาถามบทเรียนลงในกระดาษ เม่ือเรียน
เสร็จผู้วจิ ัยให้กลุม่ ตวั อยา่ งทาแบบทดสอบยอ่ ยหลังเรยี น
33
3. เม่ือส้ินสุดการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะท้ัง 1 ชุด แล้ว ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทาแบบทดสอบหลัง
เรยี น โดยใช้แบบทดสอบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนเผอ่ื ดูผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี น
6. สถติ ทิ ่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล
สถิตทิ ใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล มดี งั น้ี
1. สถิติพน้ื ฐานท่ีใช้ในการวิเคราะหข์ ้อมูล มีดังนี้
1.1 ค่ารอ้ ยละ (Percentage) (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545 : 104)
P = f 100
N
เมื่อ P แทน ร้อยละ
f แทน ความถีท่ ่ตี ้องการแปลงให้เปน็ รอ้ ยละ
N แทน จานวนความถท่ี ้ังหมด
1.2 คา่ เฉลีย่ (Arithmetic Mean) ใชส้ ตู รดงั น้ี (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545 : 105)
X X
N
เม่อื X แทน คา่ เฉลย่ี
x แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด
N แทน จานวนนักเรยี นในกลุ่ม
1.3 สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตรดังน้ี
(บุญชม ศรสี ะอาด, 2545 : 106)
S.D. NX2 (X)2
N(N 1)
เมอ่ื S.D. แทน สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
X แทน ขอ้ มูลแตล่ ะจานวน
X แทน ค่าเฉลย่ี
N แทน จานวนข้อมูล
แทน ผลรวม
34
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
การวจิ ยั ครัง้ นีผ้ ูว้ จิ ัยไดใ้ ชว้ ธิ กี ารวจิ ัยเชิงทดลองเพือ่ พฒั นาแบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์เรื่อง กฎการ
นบั เบอ้ื งตน้ ท่มี ตี ่อผลสัมฤทธิท์ างการเรียน สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนธิดาแม่พระ
ซึ่งผ้วู จิ ัยได้นาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ตามลาดับ ดังนี้
1. สญั ลักษณ์ทีใ่ ชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมูล
2. ข้นั ตอนการวิเคราะห์ข้อมูล
สญั ลักษณท์ ่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล
ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลและแปลความหมายของผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจ
ตรงกนั ผวู้ จิ ยั ได้กาหนดสัญลักษณ์ท่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดงั นี้
N แทน จานวนนักเรยี นในกลมุ่ ตัวอยา่ ง
̅ แทน ค่าเฉล่ีย
S.D. แทน สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
t แทน ค่าสถติ ทิ ี่ใชเ้ ปรยี บเทียบกับคา่ วกิ ฤต
ขน้ั ตอนการวิเคราะห์ข้อมลู
ใ น ก า ร น า เ ส น อ ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล ผู้ วิ จั ย ไ ด้ น า เ ส น อ ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล ต า ม
วัตถปุ ระสงค์และสมมตุ ฐิ านการวิจยั เปน็ ข้นั ตอนตามลาดบั ดงั น้ี
1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ืองกฎการนับเบ้ืองต้น สาหรับนักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี5 กอ่ นการใช้กับหลงั การใช้แบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เร่ือง กฎการนบั เบ้อื งต้น
ผลการเปรียบเทยี บคะแนนแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น โดยใช้แบบวัดความสามารถ
เรือ่ งกฎการนับเบอื้ งต้น ในภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแม่พระ ซ่ึงเป็นแบบทดสอบ
ชดุ เดยี วกนั เป็นปรนัย จานวน 20 ข้อ 20 คะแนน จานวน 121 คน มีผลคะแนนดงั นี้
ตารางท่ี 1 ผลการเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นกฎการนับเบือ้ งต้น สาหรับนกั เรียนชน้ั
มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 กอ่ นการใชก้ ับหลังใชแ้ บบฝกึ ทักษะคณิตศาสตร์ เรอื่ งเลขยกกาลัง โดยใช้ t-
test
ผลการทดสอบ คะแนนเตม็ N ̅
กอ่ นเรียน 20 121 10.08
หลังเรียน 20 121 16.09
35
จากตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนการทาแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
เร่ือง กฎการนับเบ้ืองต้น ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแม่พระ ซ่ึงเป็นแบบทดสอบ
ชุดเดียวกัน มีผลต่างระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 6.01 ซ่ึงจากข้อมูลท้ังหมดสามารถสรุป
ไดว้ า่ นักเรยี นกลุม่ ตวั อยา่ งท่ไี ดร้ ับการจัดการเรยี นการสอนโดยใช้แบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กฎ
การนับเบ้ืองต้น สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนเฉล่ียก่อนเรียนเท่ากับ 10.08 และ
คะแนนเฉล่ียหลงั เรียนเทา่ กบั 16.09 จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกฎ
การนับเบ้ืองต้น สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการใช้สูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกทักษะ
คณิตศาสตร์ เร่อื ง เลขยกกาลัง ซ่งึ สอดคล้องกับสมมุติฐานทตี่ ัง้ ไว้
36
บทที่ 5
สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย การใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง กฎการนับเบ้ืองต้น เพื่อพัฒนา
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นคณิตศาสตร์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนธิดาแม่พระ ผู้วิจัย
ได้ดาเนินการสรปุ ผลการวิจยั อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ ตามลาดบั ดังน้ี
1. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
2. สมมตฐิ านของการวจิ ยั
3. ขอบเขตของการวจิ ยั
4. เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการวิจยั
5. วิธกี ารดาเนนิ การทดลอง
6. การวิเคราะห์ข้อมลู
7. สรปุ ผลการวิจยั
8. อภปิ รายผลการวิจัย
9. ข้อเสนอแนะ
วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
เพ่อื เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน เรื่อง กฎการนบั เบอ้ื งต้น ก่อนและหลังเรียน โดยใช้
แบบฝึกทกั ษะ ของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรยี นธดิ าแม่พระ จงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี
สมมตุ ิฐานของการวจิ ัย
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กฎการนับเบ้ืองต้น ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนธิดาแม่พระ อาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังเรียนด้วย
แบบฝึกทักษะสงู กว่าก่อนเรยี น
ขอบเขตของการวิจยั
1. ขอบเขตของประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง
ประชากรทใี่ ช้ในการศึกษาเปน็ นักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนธดิ าแม่พระ
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนธิดาแม่พระ จานวน
121 คน ปีการศกึ ษา 2564 โดยการเลอื กแบบเจาะจง
2. ขอบเขตเนื้อ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เร่ือง หลักการนับภาคเรียนท่ี 2 ปี
การศกึ ษา 2564
3. ขอบเขตของตวั แปร
37
ตวั แปรอิสระ ไดแ้ ก่ แบบฝกึ ทักษะ เร่อื ง กฎการนับเบ้ืองตน้
ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่
- ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนจากการใช้แบบฝกึ ทักษะเร่ือง กฎการนบั เบ้ืองต้น
เครือ่ งมือท่ใี ช้ในการวจิ ัย
การวจิ ยั คร้ังนม้ี เี ครอ่ื งมอื 2 ประเภท คอื
1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กฎการนับเบ้ืองต้นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 จานวน 1 ชุด
เปน็ แบบอัตนยั
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง กฎการนับเบ้ืองต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20
ข้อ
วธิ ีดาเนินการทดลองและเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ในการทาวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยได้กาหนดวิธีการดาเนินการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
เรอ่ื ง กฎการนบั เบ้อื งต้น ดงั น้ี
1. ก่อนดาเนินการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เร่ือง กฎการนับเบ้ืองต้น ผู้วิจัยนา
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ที่สร้างข้ึนไปทาการทดสอบก่อนเรียน กับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนธิดาแม่พระ จานวน 121 คน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเพ่ือนาไปเปรียบเทียบกับ
คะแนนทไ่ี ดจ้ ากการทดสอบหลังการสอนโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะคณติ ศาสตร์ เรอ่ื ง เลขยกกาลงั โดยให้เวลาใน
การทาแบบทดสอบ 30 นาที
2. ดาเนินการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เร่ือง กฎการนับเบื้องต้น เพื่อแก้ไข
ขอ้ บกพรอ่ งใน เร่อื งกฎการนับเบ้อื งตน้
3. ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เร่ือง กฎการนับ
เบ้อื งต้น โดยใหเ้ วลาในการทาแบบทดสอบ 30 นาที
4. นาคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง กฎการนับเบื้องต้น ท่ีได้มา
วิเคราะห์ โดยวธิ กี ารทางสถิติ เพ่อื ตรวจสอบสมมติฐาน
การวิเคราะห์ขอ้ มลู
การวเิ คราะห์ข้อมูลผวู้ จิ ยั ไดว้ ิเคราะหข์ ้อมลู ดงั ตอ่ ไปน้ี
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเลขยกกาลัง ก่อนการใช้กับหลังการใช้แบบฝึกทักษะ
คณิตศาสตร์ เรื่อง กฎการนับเบอ้ื งต้น กล่มุ สาระการเรยี นรูค้ ณิตศาสตร์ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี
5 โดยใช้ t-test
38
สรปุ ผลการวจิ ยั
การวจิ ยั ในครั้งนเี้ ป็นการวจิ ยั เชิงทดลองเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการหาเลขยกกาลัง
ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 โรงเรียนธดิ าแมพ่ ระ สามารถสรปุ ผลไดด้ งั น้ี
1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเลขยกกาลัง สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่
5 หลังการใช้สูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กฎการนับเบ้ืองต้น ซึ่งสอดคล้องกับ
สมมติฐานทีต่ งั้ ไว้
อภปิ รายผลการวิจัย
1. การจัดกิจกรรมโดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะมงุ่ เนน้ ในการฝึกทักษะนาพื้นฐานการเรียนรู้เรื่องเลข
ยกกาลงั บูรณาการการเรียนรู้เชื่อมโยงกับเน้ือหาอื่น ซึ่งถ้านักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาได้
ดีก็จะทาให้การเรียนรู้โจทย์ปัญหาเนื้อหาอื่นๆ เรียนรู้ได้ง่ายทาให้การเรียนรู้โดยรวมมีค่าเฉล่ีย
ผลสมั ฤทธส์ิ งู ข้นึ ด้วย
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านเลขยกกาลัง สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการ
ใช้สูงกวา่ กอ่ นการใชแ้ บบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง กฎการนับเบอ้ื งตน้
ขอ้ เสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศกึ ษาคร้งั น้ี
1.1 ควรใช้ทักษะและเทคนิคท่ีจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ให้มากที่สุด ดังนั้นจะต้อง
ศกึ ษาเทคนคิ และกลวิธเี ก่ยี วกบั การฝึกเร่ืองกฎการนับเบอื้ งต้น และออกแบบกิจกรรมการฝึกทักษะให้
เหมาะสม เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นจะได้เกิดการเรยี นร้อู ย่างมีประสิทธิภาพ
1.2 ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เร่ือง กฎการนับ
เบ้ืองต้น ผู้สอนจาเป็นต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้า ควรศึกษาข้ันตอนการสอนให้ชัดเจนปฏิบัติตาม
แผนการสอนทก่ี าหนดไว้ และเตรยี มวัสดุ อุปกรณ์ใหเ้ พียงพอกบั นักเรียน
1.3 จดั บรรยากาศให้นักเรียนรู้สึกผ่อนคลายไม่ตึงเครียดและควรให้กาลังใจนักเรียนเมื่อ
เกดิ ความรสู้ กึ เบอ่ื หน่าย ซง่ึ จะทาให้นักเรียนกลับมาทาแบบฝกึ หดั ตอ่ ไป
2. ข้อเสนอแนะสาหรบั การทาวจิ ยั ครงั้ ต่อไป
2.1 ควรมีการศึกษาแนวทางการทาแบบฝึกทักษะเพ่ือให้เนื้อหาคลอบคลุมและสามารถ
นาไปประยุกตใ์ ช้กับกิจกรรมอนื่ ๆได้อีกดว้ ย
39
บรรณานุกรม
กรมวชิ าการ. (2544). หลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. (ครั้งที่ 3). กรงุ เทพฯ :โรง
พมิ พ์ครุ สุ ภาลาดพร้าว
นฤชล ศรีมหาพรหม. (2549). การพัฒนาแบบฝกึ ทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทยป์ ัญหา
สมการสาหรบั ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรียนนางรอง อาเภอรางรอง จังหวดั บุรีรัมย์.
วทิ ยานพิ นธ์ครศุ าสตรมหาบัณฑติ . สาขาวชิ าหลักสูตรและการสอน. บัณฑิตวิทยาลยั .
มหาวิทยาลยั ราชภฏั บุรรี ัมย์.
วนิดา เดชตานนท์. (2539). การสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์. นครราชสีมา: คณะครุศาสตร์
สถาบันราชภฎั นครราชสมี า.
40
ภาคผนวก
1 14
1
10
6
14 3
1, 2, 3, 4
1, 2, 3
1 1, 1 2, 1 3, 2 1, 2 2,
2 3, 3 1, 3 2, 3 3, 4 1, 4 2, 4 3
1
2
3
4
4 3 = 12
1 15
(The fundamental principle of counting)
(multiplication rule)
1
n1
n2
n1 n2
2 3 2
2
1, 2
1, 2, 3
1, 2
1 111
1
2 112
1 121
12
2 122
1 131
3
2 132
1 211
1
2 212
1 221
22
2 222
1 231
3
2 232
1 1 1, 1 1 2, 1 2 1, 1 2 2, 1 3 1, 1 3 2
2 1 1, 2 1 2, 2 2 1, 2 2 2, 2 3 1, 2 3 2
1 16
1) 2
2) 3
3)
2 3 2 = 12
2
2 n2 n1 k
n3 ... k
nk
n1 n2 n3 ...nk ...
3
1
1) 5
2) 44
1)
10
2) 44 10 10 10 10 = 440,000
44 1 1 1 1 = 44
440,000 - 44 = 439,956
1 17
1 10
: 3
1. 4
1
2
13
4
1
2
2
3
4
1
2
3
3
4
1 18
2. 3 45
1
3. 3 4 5 60 4
1) 2
2)
4. 1 19
1)
8 0
2) 8
. 5. 9
1) 17
2)
6.
1)
2)
3) 9
1 20
2
10
1. 4
3
2. 45 2
3. 8